รักษ์เกษตร : ปุ๋ยอินทรีย์ ดีเหลือหลาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/468953

news_default

รักษ์เกษตร : ปุ๋ยอินทรีย์ ดีเหลือหลาย

วันอังคาร ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คำถาม ผมใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในไร่นาของผมครับ จึงอยากขอทราบความรู้เรื่องนี้ อย่างละเอียดหน่อยครับ

นายสวน ครอบครอง

อ.เมือง จ.บุรีรัมย์

คำตอบ

ปุ๋ยอินทรีย์เกิดจากการย่อยสลายของบรรดาอินทรียวัตถุทางชีวเคมีโดยจุลินทรีย์มีธาตุอาหารต่างๆ ที่พืชต้องการส่วนประกอบหลักของปุ๋ยประเภทนี้มาจากสิ่งที่ได้จากธรรมชาติ เช่น ของเสียจากโรงงานบางประเภท มูลสัตว์บางประเภท เช่น มูลวัว มูลควาย มูลไก่ มูลค้างคาวและได้จากการย่อยสลายจากธรรมชาติ เช่น ซากต้นไม้ใบไม้ จากสารอื่นๆ และแร่ธาตุต่างๆ โดยผ่านกระบวนการบดและเติมจุลินทรีย์ลงไปเพื่อทำการบ่มหมัก กลับกอง แล้วค่อยย่อยสลายกลายมาเป็นปุ๋ยอินทรีย์

แร่ธาตุอาหารของพืชที่มีในปุ๋ยอินทรีย์ประกอบด้วย แร่ธาตุ 13 ชนิด โดยแบ่งตามคุณสมบัติที่พืชต้องการ แบ่งเป็น ธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และธาตุอาหารเสริม ดังนี้

1) ธาตุอาหารหลัก ได้แก่ ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) โพแตสเซียม (K) หรือเรียกสั้นๆว่า NPK คือสารอาหารสำหรับพืชมีความต้องการมากและมีอยู่ในดินน้อย

2) ธาตุอาหารรอง ได้แก่ แคลเซียม(C) กำมะถัน(S) แมกนีเซียม(Mg) เป็นสารอาหารสำหรับพืชที่สำคัญรองลงมา

3) ธาตุอาหารเสริมได้แก่ เหล็ก (Fe) โบรอน (B) แมงกานีส (Mn) ทองแดง (Cu) โมลิบดินัม (Mo)คลอรีน (Cl) สังกะสี (Zn) เป็นแร่ธาตุอาหารเสริมที่พืชต้องการในปริมาณไม่มากนักแต่ขาดไม่ได้เหมือนกัน

ประโยชน์ของการใช้ปุ๋ยอินทรีย์มีดังนี้

1) ปุ๋ยอินทรีย์ มีธาตุอาหารครบถ้วน ทั้งธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และธาตุอาหารเสริม ซึ่งในปุ๋ยเคมีอาจจะไม่ได้มีครบ ทำให้พืชผลทางการเกษตรเจริญเติบโตได้อย่างสมบูรณ์แข็งแรง และได้รับธาตุอาหารครบถ้วน

2) ช่วยให้ดินมีสภาพเป็นกลาง ส่งผลดีในระยะยาว ส่วนการใช้ปุ๋ยเคมี จะทำให้ดินมีสภาพเป็นกรดส่งผลให้เกิดการทำลายแร่ธาตุในดิน และละลายธาตุที่ไม่พึงประสงค์บางตัวในดินออกมา เช่น อะลูมิเนียมส่งผลให้พืชแคระแกร็น เกิดโรคง่าย ได้ผลผลิตไม่เต็มที่ในระยะยาว

3) ช่วยเพิ่มจุลินทรีย์พร้อมแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่างๆ ให้กับดิน และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในธรรมชาติ ส่งผลให้สิ่งเหล่านี้ ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น

4) ทำให้ดินร่วนซุย มีโครงสร้างโปร่ง อุ้มน้ำและธาตุอาหารได้ดี เหมาะกับการทำเกษตรในทุกๆ รูปแบบ และไม่เกิดสารตกค้างต่างๆ ภายในดินพร้อมกันนี้ยังค่อยๆ ปล่อยธาตุอาหารที่เป็นคุณประโยชน์ให้กับตัวดินอย่างช้าๆ

5) ปุ๋ยอินทรีย์ ทำให้พืชผลต่างๆ ที่เติบโตขึ้นมาปลอดภัยจากสารเคมี และไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค จึงเหมาะสมกับการเกษตรแบบอินทรีย์ ที่กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน

6) ช่วยย่อยสลายอินทรียวัตถุต่างๆ ในดินให้กลายเป็นอาหารของพืชโดยพืชสามารถดูดซึมสิ่งต่างๆ เหล่านี้ไปใช้งานได้เลย ไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานมากเกินเหมือนการใช้ปุ๋ยเคมี

7) ลดการพังทลายของหน้าดิน เนื่องจากมีแร่ธาตุต่างๆ อยู่เยอะ เวลามีน้ำหลากพัดผ่านมาหน้าดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ จะไม่โดนพัดไปหมด

8) ช่วยบำบัดน้ำเสีย กลิ่นเหม็น เศษขยะจากโรงงานปศุสัตว์ ประมง ชุมชน รวมถึงโรงงานต่างๆ ได้ดี โดยสิ่งปฏิกูลทั้งหลาย จะถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่งผลไปถึงชั้นบรรยากาศที่ทำให้อากาศบริสุทธิ์ทำให้พืชผลต่างๆ ที่เติบโตขึ้นมา ไม่มีส่วนผสมของสารเคมี ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อมนุษย์ในอนาคตเมื่อบริโภคเข้าไปได้

การทำเกษตรกรรมให้ได้ผลดี มิใช่เพียงใช้ปุ๋ยอินทรีย์เท่านั้น ปุ๋ยอินทรีย์ มีผลดีต่างๆ มากก็ตาม แต่เราเองก็ยังปฏิเสธการใช้ปุ๋ยเคมีไม่ได้ ในทางหลักวิชาการและผลวิจัยในหลายๆ ส่วนแล้ว พบว่า ยังจำเป็นที่ต้องใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์จึงจะได้ผลดีที่สุด

นาย รัตวิ

สทนช.เดินหน้าSEAลุ่มสะแกกรัง ชูต้นแบบแก้ปัญหาวิกฤติน้ำระดับปท. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/468956

news_default

สทนช.เดินหน้าSEAลุ่มสะแกกรัง ชูต้นแบบแก้ปัญหาวิกฤติน้ำระดับปท.

วันอังคาร ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.สมเกียรติ  ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เปิดเผยว่า ลุ่มน้ำสะแกกรัง มีพื้นที่ 4,911.48 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุม 3 จังหวัดคือ อุทัยธานี นครสวรรค์ และกำแพงเพชร เป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหาอุทกภัย ภัยแล้ง และคุณภาพน้ำ ตามลักษณะกายภาพของลุ่มน้ำและวิถีชีวิตของชุมชนที่อาศัยอยู่ พื้นที่ตอนบน เป็นพื้นที่สูงชัน สภาพป่าไม้อุดมสมบูรณ์ พื้นที่ตอนกลาง เป็นรูปคลื่น เนื้อดินร่วนปนทรายไม่อุ้มน้ำ ทำให้พื้นดินแห้งแล้ง การกัดเซาะพังทลายสูง และเกิดตะกอนทับถมจนตื้นเขินไม่สามารถระบายน้ำได้ ตลอดจนแหล่งเก็บกักน้ำและระบบกระจายน้ำมีไม่พอ จึงมักประสบปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งเสมอ และพื้นที่ตอนล่าง เป็นที่ราบลุ่ม เป็นจุดรวมของลำน้ำสาขา อีกทั้ง มีสิ่งกีดขวางทางน้ำ เกิดตะกอนในลำน้ำทำให้ตื้นเขิน รวมทั้งได้รับอิทธิพลจากระดับน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยา จึงเกิดปัญหาอุทกภัยเป็นประจำ เกิดปัญหาน้ำเน่าเสียจากการขยายตัวของชุมชนเมือง การใช้สารเคมีในพื้นที่เกษตร ขาดแหล่งเก็บกักน้ำในพื้นที่ด้านบนที่จะช่วยระบายน้ำมาเจือจางและผลักดันน้ำเสียช่วงฤดูแล้ง

ดังนั้น การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำสะแกกรัง ต้องพิจารณาองค์รวมให้สอดคล้องระหว่างพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ โดยสทนช.จัดให้ศึกษาประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์พื้นที่ลุ่มน้ำสะแกกรัง เพื่อประเมินศักยภาพข้อจำกัดของสิ่งแวดล้อม และแนวทางพัฒนาบริหารจัดการน้ำที่สมดุลและพัฒนาอย่างยั่งยืน มีการพิจารณาทางเลือกทั้งจากนโยบายรัฐ ความต้องการของประชาชน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจึงเป็นทางเลือกการพัฒนาที่สะท้อนความต้องการของกลุ่มผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้มากที่สุด จากการศึกษาได้ผลลัพธ์สำคัญ 2 ส่วน คือ ยุทธศาสตร์พัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำสะแกกรัง โดย “มุ่งสู่การพัฒนาเกษตรพื้นถิ่นร่วมกับการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวตามนโยบายของรัฐ”  2. แผนงานตามแนวทางพัฒนาลุ่มน้ำแบบบูรณาการระดับยุทธศาสตร์ แบ่งเป็น 3 ระยะ สอดคล้องกับแผนพัฒนาลุ่มน้ำที่ประชาชนมีส่วนร่วมกำหนด ประกอบด้วย แผนบริหารจัดการ 8 ด้าน รวม 20 แผนงาน ซึ่งสอดคล้องกับแผนแม่บทน้ำทั้ง 6 ด้าน และเพิ่มเติมแผนพัฒนาการ
ท่องเที่ยว พัฒนาศักยภาพผลิตสินค้าเกษตร มาตรการบรรเทาผลกระทบ และมาตรการติดตามตรวจสอบ ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบไปทำแผนให้สอดคล้องกับมาตรการดังกล่าว  และดำเนินการอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาของแผนยุทธศาสตร์

ซึ่งระยะสั้นจะเน้นจัดหาน้ำอุปโภคบริโภคในพื้นที่ที่ไม่เพียงพอ เช่น หมู่บ้านขาดแคลนน้ำในลุ่มแม่วงก์ สะแกกรังตอนล่างส่วนที่ 1 ซึ่งมีศักยภาพน้ำบาดาลต่ำ รวมทั้งเก็บน้ำในลำดับ โดยเฉพาะลำน้ำแม่วงก์ และระยะกลางจะเสนอแผนให้วางแนวทางผันน้ำ เพื่อลดปัญหาอุทกภัยในชุมชนลาดยาว และเก็บน้ำในแม่น้ำสะแกกรังในพื้นที่ตอนล่าง ซึ่งเข้าข่ายต้องจัดทำรายงาน EIA โดยหน่วยงานที่มีภารกิจที่เกี่ยวข้อง 14 หน่วยงาน จะเร่งจัดเข้าแผนงานเพื่อเสนอรับการจัดงบประมาณต่อไป

“สทนช. จะเสนอผลโครงการศึกษาการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์พื้นที่ลุ่มน้ำสะแกกรัง ต่อคณะกรรมการลุ่มน้ำ คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) พิจารณาเห็นชอบ และใช้ประกอบทำแผนแม่บทบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของพื้นที่ลุ่มน้ำสะแกกรังต่อไป โดยหวังให้เป็นต้นแบบต่อยอดขยายผลไปใช้บริหารจัดการทรัพยากรน้ำในทุกพื้นที่ลุ่มน้ำ เพื่อแก้วิกฤตการณ์น้ำของประเทศอย่างเป็นระบบยั่งยืน” เลขาธิการ สทนช. กล่าว

จิตอาสาขุดสระแก้ไขปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ลำน้ำยม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/413171?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

จิตอาสาขุดสระแก้ไขปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ลำน้ำยม

27 มกราคม 2563 – 20:59 น.
จิตอาสาพระราชทาน,ขุดสระ,ติดตั้งระบบประปา,แม่น้ำยม,จังหวัดสุโขทัย
เปิดอ่าน 13 ครั้ง

จิตอาสาขุดสระแก้ไขปัญหาภัยแล้ง พร้อมติดตั้งระบบประปาในพื้นที่ลำน้ำยม

จากสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัด แม่น้ำมีปริมาณน้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง และลำน้ำมีสภาพแห้งขอดเหลือแต่พื้นทรายเป็นบริเวณกว้าง ได้ส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก ทำให้ขาดแคลนน้ำเพื่อใช้อุปโภคบริโภค และน้ำที่ใช้เพื่อทำมาหากินเลี้ยงชีพ

ในส่วนพื้นที่แม่น้ำยม ตำบลวังทอง อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย ก็ประสบปัญหาภัยแล้ง ลำน้ำมีสภาพแห้งขอดเช่นกัน

เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา จิตอาสาพระราชทาน และประชาชนจิตอาสา จึงได้ลงพื้นที่เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาภัยแล้ง​ และบรรเทาความเดือดร้อน​จากการขาดแคลนน้ำอุปโภค​บริโภค​ โดยได้แบ่งกิจกรรมเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือขุดสระ และส่วนที่สองคือติดตั้งระบบประปาให้กับประชาชน

กลุ่มจิตอาสาพระราชทานได้เตรียมเครื่องมือ รถแบคโฮ ​และเครื่องจักรกลต่างๆ​ ดำเนินการขุดสระในลำน้ำ​ยมเพื่อเก็บกักน้ำ จากนั้นได้ช่วยกันติดตั้งระบบประปาจากสระที่ได้ดำเนินการขุด พร้อมทั้งวางระบบการบริหารจัดการน้ำประปาหมู่บ้านให้เป็นระบบ

ส่งผลทำให้ประชาชนมีแหล่งน้ำใช้แก้ไขปัญหาภัยแล้งเบื้องต้นได้ และช่วยบรรเทาความเดือดร้อนจากการขาดแคลนน้ำให้กับประชาชนจำนวนรวมกว่า 470 ครัวเรือน

สุดยิ่งใหญ่ อ.ส.ค.เตรียมจัดงาน’เทศกาลโคนมแห่งชาติ2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/413156?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

สุดยิ่งใหญ่  อ.ส.ค.เตรียมจัดงาน’เทศกาลโคนมแห่งชาติ2563

27 มกราคม 2563 – 20:03 น.
เทศกาลโคนมแห่งชาติ2563,ดรณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ,ผออสค,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 33 ครั้ง

สุดยิ่งใหญ่.  อ.ส.ค.เตรียมจัดงาน ‘เทศกาลโคนมแห่งชาติ ประจำปี 2563’ โชว์ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมอุตสาหกรรมนมไทยชูแนวคิด”รักนม รักฟาร์มฯ”

อ.ส.ค. เตรียมจัดงานเทศกาลโคนมแห่งชาติ ประจำปี 2563 อย่างยิ่งใหญ่ ชูแนวคิด
“รักนม รักฟาร์ม สืบสาน รักษา ต่อยอด โคนมอาชีพพระราชทาน” เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่พระราชทานอาชีพการเลี้ยงโคนม และสืบสานพระราชปณิธาน พัฒนาอุตสาหกรรมโคนมไทยยุคใหม่ เพื่อก้าวสู่แบรนด์นมแห่งชาติ” โดยงานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 ม.ค.-9 ก.พ. 63 ณ บริเวณเชิงเขาตาแป้น อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ในหลวงรัชกาลที่ 9) ที่พระองค์ได้พระราชทานอาชีพการเลี้ยงโคนมให้แก่ปวงชนชาวไทยและแสดงความก้าวหน้าของวิทยาการด้านการเลี้ยงโคนมและอุตสาหกรรมโคนมของประเทศ ตลอดจนเผยแพร่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนยีการเกษตรสมัยใหม่ไปสู่เกษตรกร โดยกิจกรรมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 มกราคม-9 กุมภาพันธ์ 2563 โดยเป็นงานที่ทาง อ.ส.ค.ขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เป็นประจำทุกปี ณ บริเวณเชิงเขาตาแป้น อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี

โดยปีนี้จะจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “รักนม รักฟาร์ม สืบสาน รักษา ต่อยอด โคนมอาชีพพระราชทาน” ซึ่งมีกิจกรรมในงานที่สำคัญ อาทิ สัมมนาวิชาการ, นิทรรศการด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการเกษตร, การสาธิตและการจัดแสดงผลงานวิจัยด้านการพัฒนาโคนมและอุตสาหกรรมโคนมโดยได้รับความร่วมมือจาก ภาครัฐ และภาคเอกชน, บูธออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ และมีการเปิดให้ผู้เข้าร่วมงานได้ลองชิมผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ครสชาติใหม่ๆ, การประกวดแข่งขันโคนมประเภทต่างๆ , การออกร้านจำหน่ายสินค้า OTOP และสินค้าที่เกี่ยวกับการเกษตรต่างๆ, สัมผัสบรรยากาศฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค , การเปิดให้เยี่ยมชมโรงงานผลิตนมไทย-เดนมาร์ค , ชมสาธิตการรีดนมโค และการทำปุ๋ยนมสดจากผู้เชี่ยวชาญของฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค และกิจกรรมที่พลาดไม่ได้เลยคือ งาน Thai-Denmark Milksic Festival ครั้งที่ 3 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2563 พบปะกับศิลปินต่างๆมากมาย เป็นต้น

โดยในวันที่ 29 มกราคม 2563 ชาวโคนมยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเป็นองค์ประธานเปิดงานพร้อมทั้งจะเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรนิทรรศการต่างๆ ภายในบริเวณงานอีกด้วย

“โคนมอาชีพพระราชทาน เป็นอาชีพอันทรงคุณค่าที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร ทรงพระราชทานไว้ให้แก่เกษตรกรไทย ด้วยทรงเล็งเห็นว่าอาชีพการเลี้ยงโคนมจะทำให้ชาวไทยได้บริโภคอาหารที่มีคุณค่าทั้งยังสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไทยได้มีอาชีพที่มั่นคงและยั่งยืนในด้านการรณรงค์การบริโภคนมของคนไทย ได้มุ่งเน้นการสร้างวัฒนธรรมการบริโภคนมในสังคมไทยให้เพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มเด็ก เยาวชน และคนรุ่นใหม่เพื่อเป็นการเสริมสร้างโภชนาการและสุขอนามัยที่ดี ซึ่งทางกระทรวงเกษตรฯ ก็ได้มีการมอบนโยบายแก่ อ.ส.ค. มาโดยตลอด

ในเรื่องการตอกย้ำเพื่อสร้างการรับรู้ในการบริโภคมนม เพื่อกระตุ้นให้เยาวชนไทยหันมาดื่มนมกันมากขึ้น โดยมีเป้าหมายการเพิ่มปริมาณจาก 18 ลิตร/คน/ปี เป็น 25 ลิตร/คน/ปี ภายในปี 2569 ซึ่งนอกจากการบริโภคนมคุณภาพดีที่ได้มาจากเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมของไทย นอกจากจะเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนคไทยมีสุขภาพที่ดีแล้ว ยังเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของกระทรวงเกษตรฯ ในการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมไทย และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางภาคการเกษตร ตามวิสัยทัศน์ของรัฐบาลในการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมนมไทยให้พัฒนายิ่งขึ้นไปอีกด้วย ” นางสาวมนัญญา กล่าว

ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กล่าวว่า วันที่ 17 มกราคมของทุกปีเป็นวันโคนมแห่งชาติซึ่งเป็นวันสำคัญยิ่งต่ออาชีพและเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในประเทศไทย โดย อ.ส.ค.ได้ให้ความสำคัญในการรณรงค์ส่งเสริมการบริโภคนมในประเทศอย่างต่อเนื่องซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องการให้คนไทย ทุกเพศ ทุกวัยรักการดื่มนมมากขึ้น โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์นมที่ผลิตจากนมโคสดแท้ 100% ที่ได้จากเกษตรกร เนื่องจากเห็นว่านอกจากจะส่งเสริมสุขภาพที่ดีกับให้คนไทยแล้ว ยังเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรให้มีรายได้มั่นคงในการประกอบอาชีพโคนมอีกด้วย

โดยอ.ส.ค. มุ่งสร้างแหล่งความรู้ด้านกิจการโคนมและอุตสาหกรรมนมอย่างครบวงจรให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมทั่วประเทศไทยถือเป็นพันธกิจหลักของ อ.ส.ค. ที่ผ่านมา อ.ส.ค. ได้จัดทำแผนแม่บทส่งเสริมการเลี้ยงโคนม 4.0 ซึ่งปัจจุบัน อ.ส.ค อยู่ระหว่างดำเนินการภายใต้แผนวิสาหกิจ 5 ปี (2560-2564) โดยมุ่งส่งเสริมความรู้เกษตรกรเพื่อพัฒนาคุณภาพน้ำนมดิบ พร้อมกับสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับน้ำนมดิบและหาช่องทางขายใหม่ ๆ ทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งมีการพัฒนายกระดับประสิทธิภาพการผลิตน้ำนมดิบให้ได้มาตรฐาน พร้อมวิจัย พัฒนาและเผยแพร่องค์ความรู้การเลี้ยงโคนมให้กับเกษตรกร ตลอดจนส่งเสริมเกษตรกรสมาชิกให้มีความมั่นคงและเติบโตในอาชีพการเลี้ยงโคนม

นอกจากนี้ อ.ส.ค. ยังได้จัดตั้งโครงการศูนย์การเรียนรู้และถ่ายทอดการศึกษาการเลี้ยงโคนมในโรงเรียนแห่งแรกของประเทศไทยที่จังหวัดสกลนคร พร้อมเปิดหลักสูตร“ห้องเรียนศาสตร์พระราชา”โดยมีวิชาหลักคือวิชาการผลิตโคนม เพื่อการส่งเสริม สนับสนุนให้มีการสานต่ออาชีพการเลี้ยงโคนมจากรุ่นสู่รุ่นโดยการสร้างเยาวชนให้มีความสนใจและภาคภูมิใจในอาชีพการเลี้ยงโคนมซึ่งเป็นอาชีพพระราชทาน ควบคู่กับการส่งเสริมและพัฒนาการเลี้ยง การผลิต การแปรรูปภายใต้เทคโนโยลีและนวัตกรรมใหม่ๆที่ทันสมัยแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมให้เทียบเท่ากับมาตรฐานสากล ทั้งนี้เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมโคนมไทยให้เป็นที่ยอมรับระดับนานาชาติและสืบสานแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรให้มีความมั่นคง ยั่งยืนสืบไป

เฉลิมชัย ลุยบุรีรัมย์ จัดการบริหารน้ำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/412951?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เฉลิมชัย ลุยบุรีรัมย์ จัดการบริหารน้ำ

27 มกราคม 2563 – 00:25 น.
เฉลิมชัย,รุกจัดการน้ำ,ปริมาณน้ำ,ลงพื้นที่,บุรีรัมย์
เปิดอ่าน 32 ครั้ง

“เฉลิมชัย” ขึ้นบุรีรัมย์ เดินหน้ารุกจัดการน้ำตามแผน มั่นใจปริมาณน้ำเพียงพอ

  นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เตรียมลงพื้นที่ตรวจติดตามการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคเมืองบุรีรัมย์ ในวันที่ 27 ม.ค.นี้ พร้อมด้วยนายธนา ชีรวินิจ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะทำงาน โดยจะลงพื้นที่อ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก โครงการชลประทานบุรีรัมย์ ซึ่งจะรับฟังการบรรยายสรุปการแก้ไขปัญหาในพื้นที่และมอบนโยบายแนวทางการทำงานต่อเจ้าหน้าที่ของกรมชลประทาน ณ โครงการชลประทานบุรีรัมย์ ต.บ้านบัว อ.เมือง จ.บุรีรัมย์

สำหรับสถานการณ์น้ำของจังหวัดบุรีรัมย์ (ข้อมูล ณ วันที่ 24 ม.ค. 63) มีปริมาณน้ำเก็บกัก 295.39 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบัน 79.101 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 26.78% มีปริมาณน้ำใช้การได้ 63.666 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 22.74% โดยมีสถานการณ์น้ำเพื่อการประปาอยู่ในเกณฑ์ที่มีน้ำเพียงพอ นอกจากการประปาส่วนภูมิภาคเมืองบุรีรัมย์และเทศบาลเมืองประโคนชัย ที่อยู่ระหว่างดำเนินการผันน้ำและสูบน้ำช่วยเหลือ

ทั้งนี้ ปริมาณน้ำอ่างห้วยจระเข้มากและอ่างห้วยตลาดมีน้ำรวม 2.028 ล้าน ลบ.ม. และจากการประชุมร่วมพิจารณาสถานการณ์น้ำในเขตจังหวัดบุรีรัมย์ระหว่างสำนักชลประทานที่ 8 และการประปาส่วนภูมิภาคเขต 8 เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 63 ซึ่งการประปาส่วนภูมิภาคยืนยันว่าจะสามารถรองรับการผลิตประปาได้ถึงวันที่ 30 มีนาคม 2563

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมชลประทาน จะบริหารจัดการน้ำให้เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด และแม้ว่าขณะนี้ยังมีปริมาณน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคตลอดฤดูแล้ง แต่ยังคงต้องสำรองน้ำต้นทุนไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนด้วย หากเกิดกรณีฝนมาล่าช้า จึงต้องขอความร่วมมือทุกภาคส่วนร่วมใจกันใช้น้ำอย่างประหยัดให้ถึงที่สุด รวมทั้งสร้างการตระหนักรู้ถึงคุณค่าของทรัพยากรน้ำ เพื่อลดความเสี่ยงต่อปัญหาการขาดแคลนน้ำในอนาคต.

สันนิบาตสหกรณ์ติวกม.สมาชิกตรวจสอบกันเองแก้สหกรณ์ทุจริตจนล้ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/412898?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

สันนิบาตสหกรณ์ติวกม.สมาชิกตรวจสอบกันเองแก้สหกรณ์ทุจริตจนล้ม

27 มกราคม 2563 – 00:00 น.
สันนิบาตสหกรณ์,กฏหมาย,ให้ความรู้,สหกรณ์,โคราช,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 194 ครั้ง

ทีมกฎหมาย สันนิบาตสหกรณ์ลงพื้นที่ ปูพื้นด้านกฎหมายสมาชิกสหกรณ์สร้างความตระหนักในหน้าที่ตรวจสอบกันเองแก้สหกรณ์ทุจริตจนล้ม

27 มกราคม 2563 “ปรเมศวร์”นำทีมกฎหมาย สันนิบาตสหกรณ์ลงพื้นที่ จัดทำโครงการ CSR ปูพื้นด้านกฎหมายให้กับสมาชิกสหกรณ์ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา สร้างความตระหนักในหน้าที่ตรวจสอบกันเองแก้สหกรณ์ทุจริตจนล้ม 

นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม ประธานสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย และนายปัณฐวิชญ์ มุ่งสมัครศรีกุล ผู้อำนวยการสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย เข้าร่วมโครงการสัญจรเผยแพร่ความรู้ทางกฎหมายแก่ประชาชน

ซึ่งเป็นโครงการ csr ที่สันนิบาตสหกรณ์ร่วมกับสำนักงานช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภาและสถานีประชาชน โดยจัดเวทีให้ความรู้ด้านกฎหมายในหัวข้อเรื่องกฎหมายที่ประชาชนควรรู้ และกฎหมายสหกรณ์  โดยลงพื้นที่ให้ความรู้กับสมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศ เพื่อให้สมาชิกสหกรณ์ตระหนักในภาระหน้าที่ของตัวเองให้มากขึ้น

โดยนายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม ประธานสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทยเปิดเผยว่า การลงพื้นที่ให้ความรู้ทางกฎหมายแก่ประชาชนเป็นหน้าที่ของสันนิบาตสหกรณ์และถือเป็นโครงการ CSR ที่ไม่เพียงแค่สมาชิกสหกรณ์ที่จะได้รับข้อมูลข่าวสารทางด้านกฎหมายของสหกรณ์ ยังช่วยสร้างจิตสำนึกให้สมาชิกสหกรณ์ที่ต้องรับรู้ภาระหน้าที่และตระหนักถึงหน้าที่เพราะสมาชิกนอกจากจะได้ผลประโยชน์จากการปันผล สมาชิกทุกคนยังต้องทำหน้าที่ในการตรวจสอบเรื่องการบริหารงานของกรรมการสหกรณ์ด้วย

ที่ผ่านมาสมาชิกอาจละเลยเรื่องการตรวจสอบมองแต่เรื่องผลประโยชน์ จึงส่งผลให้เกิดการทุจริตในเรื่องการบริหารจัดการของกรรมการจนเกิดการการทุจริตถึงขั้นสหกรณ์ล้มได้ และมีแนวโน้มว่าจะเกิดปัญหาต่อเนื่องหากสมาชิกไม่ตระหนักถึงหน้าที่การตรวจสอบของตนเองเพราะสหกรณ์คือการรวมกลุ่มเพื่อช่วยเหลือสมาชิกให้เข้มแข็งเป็นการช่วยเหลือกันในกลุ่มเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม นอกจากให้ความรู้เรื่องสหกรณ์แล้วสันนิบาตสหกรณ์ฯได้ร่วมมือกับ หน่วยงานภายนอกให้ความรู้เรื่องกฎหมายที่ประชาชนควรรู้ เพราะปัจจุบันนี้ในเรื่องของกฎหมายเป็นเรื่อบสำคัญที่ประชาชนทุกคนควรทราบ โดยในครั้งนี้ได้ลงพื้นที่มาให้ความรู้ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งได้รับความร่วมมือจากสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครราชสีมา จำกัด และสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูเข้าร่วมรับฟังเป็นจำนวนมาก มีสมาชิกหลายท่าน เข้ามาปรึกษาหารือด้านกฎหมาย

การลงพื้นที่ครั้งนี้ นอกจากจะให้ความรู้กับประชาชนแล้ว ยังได้ตั้งโต๊ะให้คำปรึกษาและสร้างความเข้าใจด้านกฎหมายซึ่งถือเป็นหน้าที่หนึ่งของสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย และในครั้งหน้า หากมีการสัญจรในจังหวัดใด จะได้ดำเนินการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า เพื่อให้ทุกท่านได้มีโอกาสศึกษาหาความรู้ และหากมีปัญหาจะได้เข้ามาปรึกษาหารือต่อไป

เกษตรเตรียมแผนเผชิญเหตุทุกสถานการณ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/412895?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เกษตรเตรียมแผนเผชิญเหตุทุกสถานการณ์

27 มกราคม 2563 – 00:00 น.
ประภัตร,อ่างเก็บน้ำ,จันทบุรี,การไฟฟ้า,ข่าววันนี้,ภัยแล้ง,กรมชลประทาน
เปิดอ่าน 122 ครั้ง

ประภัตร ติดตามสถานการณ์ภัยแล้ง จันทบุรี สั่งกรมชลฯเร่งสร้างอ่างเก็บน้ำแก่งหางแมว ให้แล้วเสร็จทันฤดูฝนนี้

คลิปที่ 1

2ึ7 มกราคม 2563 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่จันทบุรีครั้งนี้พบว่ามีโครงการชลประทาน อยู่ระหว่างการก่อสร้างแหล่งกักเก็บน้ำหลายแห่งทั่วประเทศ 

ทั้งอ่างเก็บน้ำ ฝาย แก้มลิง ซึ่งนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯได้เร่งรัดให้ กรมชลประทาน ดำเนินการแล้วเสร็จโดยเร็วเพื่อกักเก็บน้ำได้ทันในฤดูฝนนี้ ซึ่งในส่วนจ.จันทบุรี กำลังเร่งก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแก่งหางแมว ซึ่งความจุ 80 ล้านลบ.ม. เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ เพื่อตอบสนองความต้องการการใช้น้ำของเกษตรกร

นายประภัตร กล่าวว่า ต้องเดินหน้าโครงการแหล่งเก็บน้ำ ต.บางชัน อ.คลองขลุง จ.จันทบุรี ในส่วนพื้นที่แปลงสุดท้ายที่ยังติดปัญหาเข้าพื้นที่ไม่ได้ เพราะเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ ได้มีปัญหามายาวนาน ตนจะนำเรื่องไปหารือกับรมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯและแจ้งว่าเป็นโครงการที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะเป็นแหล่งน้ำให้กับคนนับหมื่นคนได้ใช้

โดยกระทรวงเกษตรฯมีหลายมาตรการแก้ไขภัยแล้งพื้นที่เกษตร ทั้งช่วงเข้าสู่ภาวะภัยแล้ง และแผนเผชิญเหตุ ใช้น้ำบนฟ้า บนดิน ใต้ดิน และฟื้นฟูอาชีพ สภาพพื้นที่หลังประสบภัยให้เกษตรกรไปแจ้งขอความช่วยเหลือ สำนักงานเกษตรและสหกรณ์ ได้ทุกพื้นที่

ขณะนี้ จ.จันทบุรียังไม่มีพื้นที่ประสบภัยแล้ง แต่มีพื้นที่เฝ้าระวังภัยแล้ง รวม 10 อำเภอ 69 ตำบล พื้นที่ 379.861 ไร่ ซึ่งจากการลงพื้นที่ในวันนี้เพื่อรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้าน อาทิ อ.มะขาม อ.เมือง อ.แหลมสิงห์ และ อ.ขลุง จ.จันทบุรี ที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาแหล่งน้ำอุปโภค-บริโภค และใช้การเกษตร เนื่องจากฝนทิ้งช่วงและภัยแล้ง

จึงได้บูรณาการทำงานร่วมกันทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ จ.จันทบุรี มีปริมาณฝนตกลงมามากกว่าหลายจังหวัด แต่ลักษณะพื้นที่ลาดเอียงจึงทำให้ฝนที่ตกลงมาไหลลงสู่ทะเล จึงต้องเก็บกักน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งให้เพียงพอ

ได้มอบหมายให้กรมชลประทานเร่งดำเนินโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำต่างๆ ที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณให้แล้วเสร็จเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ และบริหารจัดการเก็บกักน้ำในช่วงหน้าแล้ง สำหรับในส่วนของการแก้ปัญหาการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองขลุง ที่ติดขัดเนื่องจากอยู่ในพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติ ซึ่งขณะนี้ จ.จันทบุรี ได้ดำเนินการแก้ไขเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างขั้นตอนของกรมอุทยานแห่งชาติจะประกาศเพิกถอนพื้นที่ป่า ซึ่งก็จะสามารถดำเนินการได้ทันที ซึ่งหากการก่อสร้างแล้วเสร็จสามารถเก็บกักน้ำได้ 4.21 ล้าน ลบ.ม. เพื่อสนับสนุนพัฒนาการเกษตรเป็นแหล่งเก็บกักน้ำสำหรับการเกษตรและอุปโภค-บริโภค พื้นที่ได้รับประโยชน์ประมาณ 2,500 ไร่

สำหรับ จ.จันทบุรี มีพื้นที่ทั้งหมด 3,961,250 ไร่ เป็นพื้นที่เกษตรกรรม 2,284,609 ไร่ (57.67% ของพื้นที่ทั้งหมด) โดยแบ่งเป็น พื้นที่ไม้ผล 1,038,126 ไร่ พื้นที่ปลูกไม้ยืนต้น 893,062 ไร่ พื้นที่ปลูกพืชไร่ 118,797 ไร่ พื้นที่นา 32,186 ไร่ พื้นที่ปลูกพืชผัก 7,225 ไร่ เป็นต้น ปริมาณน้ำภาพรวมจังหวัด 230 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำสะสม ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 62 ถึง วันที่ 31 ธ.ค. 62 จำนวน 17,391.30 มม. พืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ทุเรียน 339,292 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 1,779 กิโลกรัม ลำใย 279,776 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 1,342 กิโลกรัม มังคุด 125,834 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 967 กิโลกรัม

ทั้งนี้ อ่างเก็บน้ำขนาดกลางมี 5 แห่ง คือ เขื่อนคีรีธาร เขื่อนพลวง อ่างเก็บน้ำคลองประเเกด อ่างเก็บน้ำคลองศาลทราย และอ่างเก็บน้ำคลองพระพุทธ รวมความจุอ่าง 306.44 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำทั้งหมด 230.30 ล้าน ลบ.ม. น้ำใช้การได้ 220 ล้าน ลบ. คิดเป็น 72 (ตัวเลข ณ วันที่ 24 ม.ค. 62)

เปิดโปง A+777 ตรานาคเขียว สารชีวภัณฑ์ปลอม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/412820?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เปิดโปง A+777 ตรานาคเขียว สารชีวภัณฑ์ปลอม

26 มกราคม 2563 – 11:06 น.
เครือข่ายคนรักแม่กลอง,สารอินทรี,กำจัดวัชพืช,A777 ตรานาคเขียว,เกษตรกร,แห่ซื้อใช้,กรมวิชาการเกษตร,เสริมสุข,ข่าววันนี้,สารพิษ,สารชีวภัณฑ์ปลอม
เปิดอ่าน 733 ครั้ง

เครือข่ายคนรักแม่กลอง ดอดนำสารอินทรีกำจัดวัชพืชยี่ห้อ “A+777 ตรานาคเขียว” หลังพบเกษตรกรแห่ชื้อเพียบ ส่งให้กรมวิชาการเกษตรตรวจ

เครือข่ายคนรักแม่กลอง ดอดนำสารอินทรีกำจัดวัชพืชยี่ห้อ “A+777 ตรานาคเขียว” หลังพบเกษตรกรแห่ชื้อใช้กันเพียบ ส่งให้กรมวิชาการเกษตรตรวจ “เสริมสุข” ร่อนหนังสือยันด่วนที่สุดมีสารพาราควอตปน 2.49% เข้าข่ายหลอกลวง เตรียมไล่ล่า เปิดหน้ากากเจ้าของแบรนด์จะต้องรับผิดชอบ

นางสาวอัญชุลี ลักษณ์อำนวยพร ประธานเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” จากการที่เครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง ได้ส่งตัวอย่างสารอินทรีย์กำจัดวัชพืช ชื่อการค้า “A+77” ตรานาคเขียว มีพาราควอตไดคลอไรด์ แต่ไม่พบไกลโฟเซต-ไอโซโพพิลแอมโมเนียม และ 2,4 ดี-ไดเมทิลแอมโมเนียม  อย่างไรก็ดีทางกรมวิชาการเกษตรยังขอข้อมูลสถานที่จำหน่ายที่ชัดเจนเพื่อจักได้ดำเนินการในส่วนที่กรมจะต้องเร่งดำเนินการต่อไป ซึ่งกฎหมายของกรมมีการในการจับของปลอม

“สาเหตุที่นำไปสู่การตรวจสอบก็เพราะมีเกษตรกรไปซื้อมาใช้ในแปลง เนื่องจากเจ้าของผู้ผลิตเป็นปราชญ์ขาวบ้านจากศูนย์การเรียนรู้ฯ แห่งหนึ่งประกาศเลยสารชนิดนี้จะมาแทนพาราควอต จึงทำให้เครือข่ายอยากทราบสารดังกล่าวเป็นชีวภัณฑ์จริงหรือไม่ จึงได้ตัดสินใจส่งไปตรวจสอบสารซึ่งได้คำตอบมาแล้วว่าผสมพาราควอต อย่างไรก็ดีอยากจะถาม “สารชีวภัณฑ์ สารอินทรีย์ฆ่าหญ้ามีจริงหรือ”

ห้ามไม่ได้จริง ๆ ปลูกข้าวเกินแผนแล้วกว่า 3 ล้านไร่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/412799?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ห้ามไม่ได้จริง ๆ ปลูกข้าวเกินแผนแล้วกว่า 3 ล้านไร่

26 มกราคม 2563 – 00:00 น.
กรมชลประทาน,ภัยแล้ง,ปลูกข้าว,นาข้าว,ทำนา,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 1,035 ครั้ง

คุมเข้ม น้ำกินน้ำใช้ รักษานิเวศ ทั่วประเทศเหลือ 40% ยันมีเพียงพอถึงฤดูฝน งดสูบน้ำจากลำน้ำน่านเพื่อการเกษตร ลดเสี่ยงขาดแคลน

26 มกราคม 2563 กรมชลฯคุมเข้ม น้ำกินน้ำใช้ รักษานิเวศ ทั่วประเทศเหลือ 40% ยันมีเพียงพอถึงฤดูฝน วอนประชาชนต้องร่วมใจกันใช้น้ำอย่างประหยัด งดสูบน้ำจากลำน้ำน่านเพื่อการเกษตร ลดเสี่ยงขาดแคลนน้ำ ด้านศูนย์ติดตามแก้ไขภัยพิบัติเกษตรฯระบุพบพื้นที่ปลูกข้าวเกินแผน 41 จว.กว่า 3.16 ล้านไร่ พื้นที่เกษตรเสียหาย 1.1 ล้านไร่ สูญเงินกว่า 1.2 พันล้านบาท 

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึง สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ 447 แห่ง ว่า ปัจจุบัน(25 ม.ค. 63) มีปริมาณน้ำในอ่างฯรวมกัน 44,970 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 59 ของความจุอ่างฯ มีปริมาณน้ำใช้การได้ประมาณ 21,169 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 40 ของปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน ซึ่งมีน้ำน้อยกว่าปี 2562 จำนวน 10,327 ล้านลบ.ม. ปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯจำนวน 23.93 ล้านลบ.ม.ปริมาณน้ำระบาย จำนวน 78.92 ล้านลบ.ม.ต่อวัน

ทั้งนี้เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา(เขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อยบำรุงแดน และป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำในอ่างฯรวมกัน 10,558 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 42 ของความจุอ่างฯ มีปริมาณน้ำใช้การได้ประมาณ 3,862 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 21 ของปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน มีปริมาณน้ำไหลงอ่าง 4.65 ล้านลบ.ม. ปริมาณน้ำระบาย17.71ล้านลบ.ม.

นายทองเปลว กล่าวว่าสำหรับเขื่อนขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำใช้การได้น้อยกว่าร้อยละ 30 ของความจุอ่างฯ ปัจจุบันมีทั้งหมด 15 แห่ง ได้แก่ เขื่อนภูมิพล มีน้ำใช้การ 16% เขื่อนสิริกิติ์ 26%เขื่อนแม่กวงอุดมธารา 24%เขื่อนแม่มอก 17%เขื่อนจุฬาภรณ์ 5%เขื่อนอุบลรัตน์ -6%เขื่อนลำพระเพลิง 12%เขื่อนมูลบน 30%เขื่อนลำแซะ25% เขื่อนลำนางรอง 16%เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ 21%เขื่อนทับเสลา 13%

เขื่อนกระเสียว 8%เขื่อนคลองสียัด 15%และเขื่อนหนองปลาไหล 19%กรมชลประทาน จะบริหารจัดการน้ำอย่างเคร่งครัด ตามแผนจัดสรรน้ำที่ได้กำหนดไว้ร่วมกันกับกลุ่มผู้ใช้น้ำและกลุ่มเกษตรกรที่ใช้น้ำจากเขื่อนเหล่านี้ โดยจะเน้นการส่งน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค น้ำเพื่อผลิตประปา และรักษาระบบนิเวศเท่านั้น

เพื่อให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดนี้ เพียงพอใช้ไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้าภายใต้เงื่อนไขที่ทุกภาคส่วนจะต้องช่วยกันใช้น้ำอย่างประหยัดที่สุด ด้านสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าตลอดตามแนวแม่น้ำสายหลักต่างๆ ขอให้ใช้น้ำตามแผนที่กรมชลประทานวางไว้เท่านั้น เพื่อที่จะควบคุมการใช้น้ำที่มีอยู่อย่างจำกัด ให้เพียงพอใช้ตลอดฤดูแล้งนี้ต่อเนื่องไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้าด้วยเช่นกัน

นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า โครงการชลประทานอุตรดิตถ์ ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำคลองตรอน บริเวณด้านท้ายอ่างเก็บน้ำคลองตรอน ตำบลน้ำไคร้ อำเภอน้ำปาด และในพื้นที่เขตตำบลงิ้วงาม อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยรับฟังปัญหาจากชุมชนและร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหา พร้อมชี้แจงสถานการณ์ในปัจจุบัน

รวมไปถึงแผนการบริหารจัดการน้ำช่วงฤดูแล้ง ปี 2562/63 การประชาสัมพันธ์ ชี้แจงเกษตรกรในพื้นที่งดสูบน้ำจากแหล่งน้ำลำน้ำน่านไปใช้ในการเพาะปลูก ด้วยมาตรการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้งตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชาสัมพันธ์ให้พื้นที่ได้รับรู้ว่าปีนี้มีปริมาณน้ำน้อยหากทำนาต่อเนื่องอาจเกิดความเสียหายได้ และขอความร่วมมืองดการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง หากไม่มีแหล่งน้ำเป็นของตนเอง ตลอดจนเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและการแก้ไขภาคการเกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ (Chief of Operation) ครั้งที่ 4/2563 เพื่อชี้แจงสถานการณ์ดังกล่าวในที่ประชุมอีกด้วย

ทั้งนี้จากการตรวจสอบสถานการณ์การเพาะปลูกข้าวนาปรังในเขตชลประทาน พื้นที่ส่งน้ำของฝายคลองตรอน ตำบลน้ำไคร้ อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ พบว่ามีการเพาะปลูกข้าวนาปรังประมาณ 150 ไร่ คิดเป็น 1% ของพื้นที่ทั้งหมด โดยใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติและสระเก็บน้ำในเขตพื้นที่ของเกษตรกรเอง
กรมชลประทาน จะบริหารจัดการน้ำได้ตามแผนการบริหารจัดการน้ำช่วงฤดูแล้ง ปี 2562/63 และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับเกษตรกร เพื่อขอความร่วมมือจากเกษตรกรและประชาชนทั่วประเทศ ให้ร่วมใจกันปฏิบัติตามแนวทางที่เจ้าหน้าที่ได้แนะนำ เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปตามแผน ซึ่งจะทำให้มีน้ำใช้ไปจนถึงช่วงต้นฤดูฝนหน้า

ขณะที่ศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รายงานแผนการจัดสรรน้ำฤดูแล้ง ปี 2562/63 ของกรมชลประทานแผนการจัดสรรน้ำ โครงการชลประทานขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้งประเทศในช่วงฤดูแล้ง ปี 2562/63 (วันท่ี 1 พ.ย.62 ถึง 30 เม.ย. 63) ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 ปริมาตรน้ำต้นทนุ สามารถใช้การได้ จ่านวน 26,666 ล้าน ลบ.ม. โดยการวางแผนจัดสรรน้ำท้ังประเทศ จ่านวน 17,699 ล้าน ลบ.ม.

ผลการจัดสรรน้ำทั้งประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 – ปัจจุบัน ใช้น้ำไปแล้ว 7,495 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 42 ของแผนจัดสรรน้ำ ส่วนในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา วันนี้ใช้น้ำไป 17.71 ล้าน ลบ.ม. ต้ังแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 ถึงปัจจุบัน ใช้น้ำไปแล้ว 2,206 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 55 ของแผนจัดสรรน้ำ

ส่วนแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2562/63ทั้งประเทศ จำนวน 7.21 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าว 4.54 ล้านไร่ พืชไร่-พืชผัก 2.67 ล้านไร่ ลุ่มเจ้าพระยา จำนวน 1.64 ล้านไร่ แบ่งเป็นข้าว 1.05 ล้านไร่ พืชไร่-พืชผัก 0.59 ล้านไร่
สำหรับผลการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2562/63 (ข้อมูล ณ 22 มกราคม 2563)ทั้งประเทศ จ่านวน 5.94 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าว 4.71 ล้านไร่ พืชไร่-พืชผัก 1.23 ล้านไร่ คิดเป็น ร้อยละ 82.39 ของแผน ลุ่มเจ้าพระยา จำนวน 3.18 ล้านไร่ แบ่งเป็นข้าว 2.80 ล้านไร่ พืชไร่-พืชผัก 0.38 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 193.90 ของแผน

ทั้งนี้จังหวัดที่มีการปลูกข้าวมากกว่าแผน รวม 3.16 ล้านไร่ แบ่งเป็น ในเขตชลประทาน 41 จังหวัด ได้แก่ กำแพงเพชร เชียงใหม่ ตาก นครสวรรค์ น่าน พิจิตร พิษณุโลก แพร่ ลำพูน สุโขทัย อุตรดิตถ์ กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครพนม นครราชสีมา มหาสารคาม ยโสธร ร้อยเอ็ด อ้านาจเจริญ อุดรธานี

กรุงเทพมหานคร ชัยนาท นนทุบรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง ฉะเชิงเทรา นครนายก ชลบุรี ปราจีนบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร นครปฐม สุพรรณบุรี ตรัง สตูล และสุราษฎร์ธานี พืนท่ีรวม 2.81 ล้านไร่ และนอกเขตชลประทาน 3 จังหวัด ได้แก่ นครสวรรค์ มุกดาหาร และฉะเชิงเทรา พืนที่รวม 0.34 ล้านไร่

ผลกระทบด้านการเกษตรจากภัยแล้ง ช่วงภัยเดือน ก.ย. 62 – ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 20 ม.ค. 63) จังหวัดที่ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินแล้ว 20 จังหวัด จำนวน 106 อ่าเภอ 592 ต่าบล 5,065 หมู่บ้าน/ชุมชน ได้แก่ จังหวัดเชียงราย(14) น่าน(2) เพชรบูรณ์(6) อุทัยธานี(8) อุตรดิตถ์

(4) พะเยา(5) สุโขทัย(4) นครพนม(1) มหาสารคาม(7) บึงกาฬ(4) หนองคาย(8) บุรีรัมย์(7) กาฬสินธุ์(1) นครราชสีมา(5) จังหวัดสกลนคร(8) กาญจนบุรี(6) ฉะเชิงเทรา(2) ชัยนาท(4) นครสวรรค์(6) และจังหวัดสุพรรณบุรี(4) และอยู่ระหว่างผู้ว่าราชการจังหวั ดลงนามในประกาศเขตฯ 1 จังหวัด คือ จังหวัดขอนแก่น(18)

ผลกระทบด้านการเกษตรในเบื้องต้น ด้านพืช ประสบภัย 21 จังหวัด เกษตรกร 252,377 ราย พื้นที่คาดว่าจะเสียหาย 2,267,702 ไร่ สำรวจพบความเสียหายแล้ว 20 จังหวัด เกษตรกร 111,120 ราย พื้นที่เสียหาย 1,152,596 ไร่ แบ่งเป็น ข้าว 1,012,978 ไร่ พืชไร่ 139,041 ไร่ พืชสวนและอื่นๆ 578 ไร่ คิดเป็นวงเงิน 1,288.04 ล้านบาท จ่ายเงินช่วยเหลือแล้ว เกษตรกร 1,011 ราย พื้นที่ 5,770 ไร่ เป็นเงิน 6.43 ล้านบาท ส่วนด้านปศุสัตว์และประมง ยังไม่มีรายงานผลกระทบ

ป่าไม้เต้นตรวจสอบค่ายดังตั้งเสาสัญญาณโทรศัพท์ม่อนแจ่ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/412792?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ป่าไม้เต้นตรวจสอบค่ายดังตั้งเสาสัญญาณโทรศัพท์ม่อนแจ่ม

26 มกราคม 2563 – 00:00 น.
กรมป่าไม้,บุกรุกป่า,ม่อนแจ่ม,เชียงใหม่,นายทุน,อรรถพล เจริญชันษา,ข่าววันนี้,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 314 ครั้ง

ป่าไม้ผนึกหลายส่วนใช้กฎหมายผู้บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ริม (ม่อนแจ่ม) แจ้งความการกระทำผิดตามพ.ร.บ.หลายฉบับ ย้ำใช้​ประโยชน์ที่ดินเพื่อการเกษตรเป็นหลัก

26 มกราคม 2563 กรมป่าไม้เผยบูรณาการหลายภาคส่วนพิจารณาการบังคับใช้กฎหมายต่อกลุ่มผู้บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ริม (ม่อนแจ่ม) แจ้งความการกระทำผิดตามพ.ร.บ. หลายฉบับ ย้ำการ​ใช้​ประโยชน์​ในที่ดินอนญาตเพื่อ​การ​เกษตร​เป็น​หลัก 

นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่า (ศปก.พป.) กล่าวว่า ได้ประชุมหารือเพื่อบูรณาการร่วมในการบังคับใช้กฎหมายต่อกลุ่มขบวนการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ริม (ม่อนแจ่มและพื้นที่ใกล้เคียง) ตำบลโป่งแยง และตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่กับพลตำรวจเอกศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีและที่ปรึกษาผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วยพลตำรวจโทศักดา ชื่นภักดี ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยแจ้งความต่อตำรวจสอบสวนการกระทำผิดตามพ.ร.บ.หลายฉบับ

ทั้งนี้กรมป่าไม้ตรวจสอบพื้นที่ม่อนแจ่มซึ่งอยู่ในโครงการหลวงหนองหอย ตรวจพบผู้ประกอบการ 116 ราย โดยดำเนินคดี 8 ราย ตามพ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ.  2484 และพ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติพ.ศ. 2507 ไปแล้ว 8 ราย จากนี้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามกรอบอำนาจหน้าที่ได้แก่ กรมโยธาธิการและผังเมืองดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการผังเมือง

กรมการปกครองดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรมว่า การสร้างรีสอร์ทและบ้านพักตากอากาศทั้งหมดถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั้งเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบลตรวจสอบตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารว่า การก่อสร้างขออนุญาตถูกต้องหรือไม่ การขอไฟฟ้า​-ประปาถูก​ต้อง​หรือ​ไม่​ตลอดจนตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงและปลอดภัยของสิ่งปลูกสร้างด้วย

นายอรรถพล บอกอีกว่า สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า มีการวางโครงข่ายสัญญาณและเสาสัญญาณโทรศัพท์ระบบเซลลูลาร์จากผู้ให้บริการ 3 รายซึ่งต้องดูว่า เป็นไปตามระเบียบและกฎหมายหรือไม่ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีตรวจสอบว่า การโฆษณาทางอินเตอร์เน็ตนั้นเข้าข่ายเป็นความผิดอย่างใด

รวมทั้งประสานกับกรมสรรพากรเพื่อตรวจสอบการเสียภาษีของผู้ประกอบการทุกราย โดยเบื้องต้นอปท. แจ้งว่า ไม่มีการเสียภาษีบำรุงท้องที่สำหรับธุรกิจโรงแรมและหลายรายไม่เสียภาษีโรงเรือนและภาษีป้าย

“หากพบการกระทำผิดตามกฎหมายใด หน่วยงานที่รับผิดชอบจะดำเนินคดีตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น ส่วนใดผิดกฎหมายต้องรื้อถอนและแก้ไข ผู้ได้รับอนุญาตให้อยู่อาศัยจึงจะไม่เสียสิทธิ์ โดยการใช้ประโยชน์พื้นที่นั้นต้องทำเกษตรกรรมเป็นหลักตามที่ตกลงกัน” นายอรรถพล กล่าว