ผุด 421 แก้มลิงเพิ่มพื้นที่ชลประทานกว่า 1.2 ล้านไร่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/411482?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ผุด 421 แก้มลิงเพิ่มพื้นที่ชลประทานกว่า 1.2 ล้านไร่

20 มกราคม 2563 – 00:00 น.
ภัยแล้ง,แก้มลิง,เฉลิมชัย,กระทรวงเกษตร,น้ำ,เขื่อน,ขาดน้ำ,กรมชปลระทาน,เจ้าพระยา,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 253 ครั้ง

เฉลิยชัย สั่งทุกหน่วยงานเดินหน้ารับมือภัยแล้ง ลดความเดือร้อนประชาชน เร่งเพิ่มแหล่งน้ำแก้มลิง 421โครงการเพิ่มพื้นที่ชลประทานกว่า1.2ล้านไร่

20 มกราคม 2563 “เฉลิมชัย สั่งด่วนที่สุดทุกหน่วยงานเดินหน้ารับมือภัยแล้งทั่วประเทศ ลดความเดือร้อนประชาชนให้น้อยที่สุด เร่งเพิ่มแหล่งน้ำ แก้มลิง421โครงการแล้วเสร็จโดยเร็ว เพิ่มพื้นที่ชลประทานกว่า1.2ล้านไร่” 

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าสั่งการด่วนที่สุดให้ศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร นำเสนอสถานการณ์น้ำและการบรรเทาผลกระทบต่อปลัดกระทรวงฯ และรมว. เกษตรฯ ทุกวัน อีกทั้งให้ทุกหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ทำแผนปฏิบัติการรับมือภัยแล้งทั่วประเทศ จัดทำมาตรการบรรเทาผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำ ลดความเดือดร้อนประชาชนให้น้อยที่สุด

ทั้งนี้กรมชลประทาน จะเร่งก่อสร้างแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก และแก้มลิงที่อยู่ระหว่างดำเนินการให้แล้วเสร็จรวม 421 โครงการ จะเพิ่มพื้นที่ชลประทาน 1,232,121 ไร่และปริมาตรเก็บกัก 942 ล้าน ลบ.ม. สำหรับงบประมาณปี 2563 จะดำเนินโครงการเพิ่มพื้นที่ชลประทานอีก 176,968 ไร่ และปริมาณน้ำเก็บกัก 199.54 ล้าน ลบ.ม.

จากสภาพฝนที่มีความผันแปรสูงมากในปัจจุบันส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำท่าและน้ำในแหล่งเก็บกักน้ำโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2562 ลุ่มน้ำเจ้าพระยามีน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการ ใช้น้ำเกินแผนที่ได้จัดสรรไว้ทำให้เกิดปัญหาการรุกล้ำของน้ำเค็ม ส่งผลต่อระบบนิเวศและคุณภาพน้ำด้านอุปโภค-บริโภคและเกษตรกรรม ซึ่งต้องผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองมาลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างในฤดูแล้ง ปี 2562/2563 ปริมาตร 850 ล้าน ลบ.ม.

นายเฉลิมชัย กล่าวว่า ความจำเป็นเร่งด่วนคือ การพัฒนาฟื้นฟูแหล่งน้ำเพื่อให้มีแหล่งเก็บกักน้ำเพิ่มขึ้น การทำแก้มลิง เพื่อให้มีน้ำใช้อุปโภคบริโภคในชุมชน ขุดสระน้ำในไร่นานอกเขตชลประทานขนาด 1,260 ลบ.ม.ให้เกษตรกรที่ขอรับการสนับสนุนทั่วประเทศ  40,000 บ่อเพื่อกักเก็บน้ำ บรรเทาและชะลอความแห้งแล้ง เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ดินในฤดูฝนทิ้งช่วงหรือฤดูแล้งในระดับไร่นา ให้เกษตรกรสามารถมีน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง สำหรับปลูกพืชผักแบบผสมผสานเลี้ยงปลา ตกกล้า ซึ่งเป็นการทำการเกษตรแบบใช้น้ำน้อย

นอกจากนี้ยังให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรจัดหน่วยการฝนหลวงเคลื่อนที่เร็ว 3 ชุดพร้อมปฏิบัติการทั่วประเทศในบริเวณที่สภาพอากาศเอื้ออำนวยเพื่อช่วยเหลือพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค เกษตรกรรม การเติมน้ำต้นทุนให้กับเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ รวมทั้งการบรรเทาปัญหาหมอกควันและไฟป่า

ราคาพุ่ง ผลิตไม่ทัน เนื้อแพะ แกะขาดแคลน 3 ประเทศซื้อไม่อั้น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/411358?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ราคาพุ่ง ผลิตไม่ทัน เนื้อแพะ แกะขาดแคลน 3 ประเทศซื้อไม่อั้น

19 มกราคม 2563 – 00:00 น.
งานแพะแห่งชาติ,ปศุสัตว์,เกษตรกร,ประภัตร โพธสุธน,ข่าววันนี้,ส่งออก,จีน,เวียดนาม
เปิดอ่าน 1,871 ครั้ง

เร่งส่งเสริมเกษตรกรเลี้ยงแพะส่งออกเวียดนาม จีน มาเลยเซียความต้องการสูง

19 มกราคม 2563 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรละสหกรณ์ กล่าวว่า แพะเป็นสัตว์ที่นิยมเลี้ยงกันทั่วไปในทุกภาคของประเทศไทย ในปี 2562 มีจำนวนแพะทั้งสิ้น 832,533 ตัว มีเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะ 709 ราย 

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ ได้ดำเนินการส่งเสริมและสร้างความเข้มแข็งแก่ชมรมเกษตรกรเลี้ยงแพะระดับจังหวัด 64 ชมรมจังหวัด เกษตรกรเลี้ยงแพะ 8,877 ราย สภาพการเลี้ยงส่วนใหญ่เลี้ยงเป็นอาชีพเสริม สามารถผลิตและส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะแพะเนื้อ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตระหนักถึงความสำคัญในการส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้ให้แก่พี่น้องเกษตรกร ตามนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะในด้านการส่งเสริมให้เกษตรกรรวมตัวเป็นองค์กรเกษตรกรที่เข้มแข็ง และเชื่อมโยงกลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และสหกรณ์ ในทุกระดับ โดยเฉพาะด้านการตลาด

นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้กรมปศุสัตว์ส่งเสริมอาชีพ ด้านแพะ แกะ ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดด้วย เพื่อให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ และผู้สนใจในอาชีพการเลี้ยงแพะ แกะ ได้รับรู้เกี่ยวกับองค์ความรู้การเลี้ยงแพะตลอดจนการพัฒนาแพะแกะด้านต่างๆ เพื่อเข้าสู่มาตรฐานในอนาคต รวมทั้งเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารด้านการผลิต การแปรรูป และการตลาด ตลอดจนแหล่งเงินทุน เพื่อให้การเลี้ยงแพะแกะ  มีความยั่งยืน สามารถประกอบเป็นอาชีพหลักเสริมสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรต่อไป

“ต้องยอมรับว่าความก้าวหน้าการผสมเทียมและการขยายพันธุ์แพะของกรมปศุสัตว์นั้นประสบความสำเร็จทำให้มีการเพิ่มจำนวนของแพะมากขึ้น ซึ่งขณะนี้ตลาดมีความต้องการแพะเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะประเทศเวียดนาม จีน และมาเลเซีย โดยราคาแพะที่หน้าฟาร์มอยู่ที่กิโลกรัมละ 130 บาท แต่ปริมาณของแพะกลับไม่เพียงพอ ดังนั้นกระทรวงเกษตรฯ จึงมีโครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และกิจการที่เกี่ยวเนื่อง ภายใต้บันทึกความเข้าใจ ระหว่าง กรมปศุสัตว์ และ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) ซึ่งเชื่อว่าโครงการดังกล่าว จะสามารถช่วยเหลือเกษตรกรให้มีอาชีพและสร้างรายได้ในช่วงน้ำแล้งได้” นายประภัตร กล่าว

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า กรมปศุสัตว์ มีแนวทางส่งเสริมและพัฒนาการเลี้ยงแพะ ทั้งในด้านการผลิต การแปรรูป และการตลาด โดยเน้นตลาดนำการผลิต ตลอดจนพัฒนาสู่รูปแบบการจัดการแบบเกษตรแปลงใหญ่ นอกจากนั้น ยังได้พัฒนาเกษตรกรสู่การเป็น Smart Farmer และให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบปศุสัตว์เข้าสู่ยุค 4.0 ตามนโยบายของรัฐบาล

ได้กำหนดกรอบนโยบายที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอาชีพการเลี้ยงแพะแก่เกษตรกรรายย่อย ส่งเสริมให้เกษตรกรผู้เลี้ยงแพะต้องศึกษาพัฒนาการเลี้ยงของตนเอง พัฒนาสายพันธุ์แพะที่เลี้ยง ให้เลี้ยงง่าย โตเร็ว ทนทานต่อโรค ซึ่งนำมาแสดงอยู่ในงานนี้ด้วยเช่นกัน เกษตรกรต้องหมั่นแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเพื่อนเกษตรกร ผู้เลี้ยงแพะด้วยกัน

อีกเรื่องที่ถือเป็นเรื่องสำคัญคือการทำอาหาร และผลิตภัณฑ์จากเนื้อแพะ คนเลี้ยงแพะควรจะมีเมนูอาหาร หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากเนื้อแพะ เพราะหากผู้ที่เลี้ยงไม่บริโภคเนื้อแพะ โดยเลี้ยงเพื่อขายอย่างเดียวแล้ว อาจทำให้ราคาขึ้นอยู่กับตลาดหรือพ่อค้าคนกลาง เป็นเหตุให้ผู้เลี้ยงขายแพะยกฝูงเมื่อราคาไม่จูงใจให้เลี้ยง แต่หากผู้เลี้ยงมีเมนูอาหาร หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากแพะ ก็จะไม่ขายยกฝูงทีเดียวเพราะสามารถเลี้ยงเอาไว้บริโภคเอง หรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อจำหน่าย ซึ่งในงานนี้จัดให้มีการประกวดการปรุงอาหาร และผลิตภัณฑ์จากเนื้อและนมแพะ ด้วยเช่นกัน

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า การจัดงานแพะแห่งชาติ ครั้งที่ 17 ประจำปี 2563 จัดขึ้นเพื่อให้เกษตรกร ที่เข้าร่วมงาน และผู้สนใจในอาชีพการเลี้ยงแพะ ได้รับรู้เกี่ยวกับองค์ความรู้การเลี้ยงแพะ แกะ ตลอดจนการพัฒนาความรู้ด้านต่างๆ เพื่อเข้าสู่มาตรฐานการเลี้ยง รวมทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารด้านการผลิต การแปรรูป และการตลาด เพื่อให้นำไปปรับใช้กับ การเลี้ยงแพะของตนเอง

กรมปศุสัตว์จึงได้กำหนดกิจกรรมต่างๆ ได้แก่ การประกวดพันธุ์แพะเนื้อ/แพะนม  ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ตลอดจนการประกวดแพะลูกผสม/แกะลูกผสม นิทรรศการให้ความรู้ และข้อมูลด้านวิชาการต่างๆ ตลอดจนแนวทางการส่งเสริมการเลี้ยงแพะ ทั้งในรูปแบบของนิทรรศการมีชีวิต นิทรรศการวิชาการ ตลอดจนนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติแสดงพระราชกรณียกิจ ที่เกี่ยวกับการเลี้ยงแพะ  ภายในงานแพะแห่งชาติ ครั้งที่ 17 ประจำปี 2563 เพื่อจะได้ศึกษาหาความรู้อย่างเต็มที่ และนำความรู้กลับไปปรับใช้ในการเลี้ยงแพะ แกะ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยง การผลิตให้ดียิ่งขึ้น เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค ทั้งในและต่างประเทศต่อไป

พลิกโฉมระบบแจ้งเตือนคุมเข้มสินค้าประมงมีความเสี่ยง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/411359?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

พลิกโฉมระบบแจ้งเตือนคุมเข้มสินค้าประมงมีความเสี่ยง

19 มกราคม 2563 – 00:00 น.
ประม,ผู้ประกอบการ,ระบบแจ้งตรวจสินค้า,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 118 ครั้ง

เปิดห้องชี้แจงผู้ประกอบการเผยเวอร์ชั่นใหม่ ลดความยุ่งยาก เพิ่มความสะดวก นำเข้าส่งออกสัตว์น้ำไทยทั่วโลก      

19 มกราคม 2563 กรมประมงชี้แจงผู้ประกอบการ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับระบบแจ้งตรวจสินค้าประมงภายใต้หลักบริหารจัดการความเสี่ยง (Smart FSW) ผ่านระบบ Fisheries Single Window (FSW) ช่วยอำนวยความสะดวก ลดต้นทุน และค่าใช้จ่ายในการนำเข้าส่งออกให้ผู้ประกอบการ 

นายถาวร จิระโสภณรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง  กล่าวว่า จากภารกิจดังกล่าวข้างต้น กรมประมงได้พัฒนารูปแบบการขออนุญาตนำเข้าส่งออกจากรูปแบบเอกสาร เปลี่ยนเป็นการนำระบบการขอใบอนุญาตและใบรับรองการนำเข้าส่งออกสัตว์น้ำและปัจจัยการผลิตผ่านอินเตอร์เน็ต (Fisheries Single Window : FSW) ในรูปแบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ มาใช้ดำเนินการ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555

ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความคล่องตัวทางการค้า เกิดความสะดวก ลดระยะเวลา ลดขั้นตอน ลดเอกสาร อันจะนำไปสู่การลดความผิดพลาดด้านข้อมูล เพิ่มความถูกต้องโปร่งใสด้วยการตรวจสอบข้อมูลระหว่างหน่วยงาน (Data Cross Checking) ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการปลอมแปลงเอกสารได้ เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับควบคุมของหน่วยงานรัฐ  และยังสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายทั้งภาครัฐ-ผู้ประกอบการ ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เป็นส่วนหนึ่งในการที่จะช่วยเพิ่มโอกาสในการดำเนินธุรกิจด้านการนำเข้าส่งออกสินค้าประมงและเป็นการเพิ่มทางเลือกการให้บริการแก่ประชาชนด้วย

ปัจจุบันระบบ FSW ของกรมประมง มีการพัฒนาจนสามารถรองรับการออกใบอนุญาตตามกฎหมายและภารกิจงานที่มีการปรับเปลี่ยน รวมถึงการพัฒนาระบบให้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลการลงทะเบียนกับระบบ National Single Window (NSW) ของกรมศุลกากรและหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง  และพัฒนาระบบการแจ้งการตรวจปล่อยสินค้าทางอิเล็กทรอนิกส์

โดยการนำหลักการบริหารจัดการความเสี่ยงมาใช้ในการพัฒนาระบบประมวลผล เพื่อในการเปิดตรวจสินค้าประมงที่นำเข้าส่งออกนำผ่าน โดยมีหลักทั่วไปว่าจะมุ่งเน้นควบคุมเฝ้าระวังในสินค้าที่มีความเสี่ยง และผู้ประกอบการนำเข้าส่งออก และตัวแทนออกของที่มีประวัติการกระทำความผิดตามกฎหมายประมงหรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

ซึ่งจะเป็นการเสริมสร้างประสิทธิภาพในการกำกับดูแล การควบคุมตรวจสอบการนำเข้าส่งออกสินค้าประมง และเพิ่มประสิทธิภาพของระบบ FSW ที่มุ่งพัฒนาให้บริการเป็นมาตรฐานเดียวกันทุกหน่วยบริการ อำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการสามารถดำเนินพิธีการศุลกากรแบบไร้กระดาษได้อย่างเต็มรูปแบบ ลดเวลาและขั้นตอนการติดต่อ รองรับการรวมกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และการเชื่อมโยงกับระบบ ASEAN Single Window (ASW) ในอนาคต ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการแข่งขันในเวทีการค้าโลก

‘วีระ’กัดไม่ปล่อย บุก’ปทส.’จี้คดีฟาร์มไก่’ปารีณา’บุกรุกป่า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/467485

news_default

‘วีระ’กัดไม่ปล่อย บุก’ปทส.’จี้คดีฟาร์มไก่’ปารีณา’บุกรุกป่า

วันจันทร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2563, 15.34 น.

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2563 นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน เดินทางเข้าพบพล.ต.ต.วิวัฒน์ ชัยสังฆะ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ปทส.) เพื่อสอบถามความคืบหน้าคดีน.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) บุกรุกพื้นที่ป่าสงวน 46 ไร่ ปลูกสร้างโรงเรือนทำฟาร์มไก่ ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี

นายวีระ กล่าวว่า รู้สึกแปลกใจที่คดีนี้ส่งสำนวนไป 2 ชุด แต่กลับมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพียงคดีเดียวคือคดีของน.ส.ปารีณา แต่อย่างไรก็ตามเมื่อความคืบหน้าคดีทั้งหมด อยู่ที่กองกำกับการ 5 ปทส. ตนก็จะเดินทางไปสอบถามผู้รับผิดชอบสำนวนคดีต่อไป

มีรายงานว่า จากนั้นนายวีระหารือกับพนักงานสอบสวนกองกับกับการ 5 ถึงความคืบหน้าคดี ก็พบว่า คดีนี้มีการตั้งคณะพนักงานสอบสวนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา โดยพนักงานสอบสวนได้อธิบายความคืบหน้าคดี

“คดีมีความคืบหน้าไปกว่าร้อยละ 60-70 แล้ว และเชื่อว่า ในท้ายที่สุดจะมีการดำเนินคดีกับน.ส.ปารีณา ยอมรับว่ารู้สึกพอใจที่คดีมีความคืบหน้า และยอมรับว่าการย้ายโอนคดีจากพื้นที่เข้ามาส่วนกลางเพราะมีความพยายามดึงเวลาให้คดีมีความล่าช้าและมีการแซกแซงการทำงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งรายละเอียดต่างๆตนทราบจากพนักงานสอบสวนแต่ไม่สามารถเปิดเผยได้เพราะเป็นความลับในสำนวนคดี”นายวีระ กล่าว

ด้านพล.ต.ท.วิวัฒน์ ยืนยันว่า ได้เสนอสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอทำคดีไปตั้งแต่แรก ซึ่งขณะนี้ได้ตั้งคณะทำงานรวม 10 นาย ตรวจสอบข้อเท็จจริง ส่วนการทำงานจะช้าหรือ เร็ว ขึ้นอยู่กับการรวบรวมพยานหลักฐาน แต่เชื่อว่าจะใช้เวลาไม่นาน และยอมรับว่าหากนำคดีนี้ไปเปรียบเทียบกับคดีของชาวบ้านทั่วไปก็นับว่ามีความซับซ้อน จึงต้องรวบรวมพยานหลักฐานให้รัดกุมให้มากที่สุด จึงต้องใช้เวลาพอสมควร

‘เกษตรกรเลี้ยงโคนมมวกเหล็ก’ร้องนายกฯ ประกาศพื้นที่ภัยพิบัติ หลังโรคปากเท้าเปื่อยระบาด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/467462

news_default

‘เกษตรกรเลี้ยงโคนมมวกเหล็ก’ร้องนายกฯ ประกาศพื้นที่ภัยพิบัติ หลังโรคปากเท้าเปื่อยระบาด

วันจันทร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2563, 15.07 น.

“เกษตรกรเลี้ยงโคนมมวกเหล็ก”ยื่นหนังสือ”บิ๊กตู่”วอนประกาศพื้นที่ภัยพิบัติเร่งด่วน หลังโรคปาก-เท้าเปื่อยระบาด เขต”ต.ลำพญากลาง-ลำสมพุง-พื้นที่ใกล้เคียงมวกเหล็ก”พร้อมจัดสรรงบฟื้นฟู

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2563 ที่ศูนย์บริการประชาชน (ฝั่งก.พ.) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ตัวแทนกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการแพร่ระบาดของโรคปากและเท้าเปื่อย อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี นำโดย น.ส.กานดา ใจพินิจ และตัวแทนจำนวน 8 คน เข้ายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ผ่าน นายสาธิต สุทธิเสริม หัวหน้าฝ่ายประสานมวลชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

โดย น.ส.กานดา กล่าวว่า ข้อเรียกร้องของกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคมนมได้ขอให้รัฐและผู้เกี่ยวข้องเร่งประกาศภัยพิบัติเร่งด่วน กรณีการแพร่ระบาดของโรคปากและเท้าเปื่อยในเขต ต.ลำพญากลาง ต.ลำสมพุง และพื้นที่ใกล้เคียง อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี พร้อมกับดำเนินการจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือฟื้นฟูเกษตรกร ผู้ได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติการแพร่ระบาดโรคปากและเท้าเปื่อยทุกราย

ขณะเดียวกันขอให้เร่งตรวจสอบกรณีความบกพร่องในการควบคุมโรคระบาดของกรมปศุสัตว์ ที่ส่งผลทำให้เกิดความเสียหายแก่เกษตรกร โดยไม่อาจควบคุมได้มายาวนานถึง 3 ปีเต็ม และยังคงระบาดหนักจนถึงขณะนี้ไม่อาจควบคุมได้ โดยขอให้มีมาตรการบังคับให้กรมปศุสัตว์ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้กับเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบทุกราย และแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกร เพื่อให้ได้รับการฟื้นฟูช่วยเหลืออย่างเป็นธรรม อย่างไรก็ตาม ขอให้ประกาศพื้นที่ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี เป็นพื้นที่คุ้มครองให้เป็นพื้นที่เลี้ยงโคนมอาชีพพระราชทานให้ยั่งยืนต่อไป

รายงานพิเศษ : สศก.แนะพืชทดแทนเหมาะปลูกหน้าแล้ง ‘ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์-ถั่วเขียว-ถั่วลิสง’ดูแลง่ายตลาดต้องการ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/467274

รายงานพิเศษ : สศก.แนะพืชทดแทนเหมาะปลูกหน้าแล้ง ‘ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์-ถั่วเขียว-ถั่วลิสง’ดูแลง่ายตลาดต้องการ

วันจันทร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ปัจจุบันกระทรวงเกษตรฯ ได้กำหนดแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2562/63  ข้าวรอบที่ 2 (นาปรัง) 4.54 ล้านไร่
โดยข้อมูลเบื้องต้นจากการรายงานผลการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ณ 8 มกราคม 2563 พบว่า มีการเพาะปลูกข้าวนาปรังแล้ว 3.12 ล้านไร่ หรือร้อยละ 68.72 ของแผน โดยในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา (22 จังหวัด) เกษตรกรปลูกข้าวนาปรังไปแล้ว 2.25 ล้านไร่ (แบ่งเป็น ในเขตชลประทาน 1.59 ล้านไร่ ซึ่งไม่อยู่ในแผนการเพาะปลูก และนอกเขตชลประทาน 0.66 ล้านไร่) คิดเป็น 2.14 เท่าของแผนการเพาะปลูกข้าวนาปรังในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา (22 จังหวัด) ดังนั้น หากเกิดภัยแล้ง อาจเกิดปัญหาพิพาทการแย่งน้ำระหว่างเกษตรกร และปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคบางพื้นที่ รวมทั้งปัญหาที่เกษตรกรบางส่วนต้องซื้อน้ำหรือสูบน้ำจากแหล่งน้ำสาธารณะเพื่อไม่ให้ข้าวที่ปลูกไปแล้วเสียหาย ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตข้าวนาปรังมีแนวโน้มสูงขึ้น

นายระพีภัทร์  จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า จากข้อมูล สศก. ปี 2562 พบว่า ลุ่มเจ้าพระยา 22 จังหวัด มีพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังประมาณ 7.89 ล้านไร่ ซึ่งในปี 2563 เกษตรกรในลุ่มน้ำเจ้าพระยาปลูกข้าวนาปรังไปแล้ว 2.25 ล้านไร่ ดังนั้น จะเหลือพื้นที่ที่ยังไม่ปลูกข้าวนาปรัง ประมาณ 5.64 ล้านไร่ โดย สศก.ศึกษาแนวทางส่งเสริมปลูกพืชทางเลือกที่ใช้น้ำน้อย ที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา (22 จังหวัด) ที่ยังไม่ได้ปลูกข้าวนาปรัง ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และ พืชตระกูลถั่ว (ถั่วลิสงถั่วเขียว) เนื่องจากเป็นพืชที่ทนแล้ง และดูแลรักษาง่าย โดย ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ผลิตได้ปีละประมาณ 4.73 ล้านตันขณะที่ความต้องการใช้อยู่ที่ประมาณ8.44 ล้านตัน ผลผลิตจึงขาดอีกประมาณ 3.71 ล้านตัน (คิดเป็นพื้นที่ปลูก 4.74 ล้านไร่) อย่างไรก็ตาม พื้นที่ที่เหมาะสมและมีศักยภาพปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา (22 จังหวัด) มีเพียง 3.41 ล้านไร่เท่านั้น ดังนั้น ควรส่งเสริมปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนข้าวนาปรังในลุ่มน้ำเจ้าพระยา (22 จังหวัด) ในพื้นที่ที่เหมาะสม 3.41 ล้านไร่ ซึ่งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีต้นทุนการผลิต 4,370.18 บาท/ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้ 7,810 บาท/ตัน เกษตรกรจะได้ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) จากการส่งเสริมปลูกในพื้นที่ที่เหมาะสม 1,737.24 บาท/ไร่ ทั้งนี้ คาดว่าจะได้ผลผลิตประมาณ 2.67 ล้านตัน  (คำนวณจากผลผลิตต่อไร่ 782 กก.) ไม่ส่งผลกระทบต่อราคาแน่นอน เนื่องจากยังไม่เกินความต้องการใช้

ถั่วลิสง เป็นพืชปรับปรุงบำรุงดิน โดยปัจจุบันผลิตได้ปีละประมาณ 32,810 ตัน ขณะที่ความต้องการใช้อยู่ที่ประมาณ 115,000  ตัน ส่งผลให้ผลผลิตถั่วลิสงยังไม่เพียงพอประมาณ 80,000 ตัน ดังนั้น หากส่งเสริมปลูกถั่วลิสงทดแทนปลูกข้าวนาปรังและให้เพียงพอความต้องการอีก 80,000 ตัน จะต้องใช้พื้นที่ปลูกประมาณ 0.23 ล้านไร่ (คำนวณจากผลผลิตต่อไร่ 352 กก.) โดยถั่วลิสง มีต้นทุนการผลิต 5,943 บาท/ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้ 56.09 บาท/กก. เกษตรกรจะได้ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) ถึง 13,800.68 บาท/ไร่

ถั่วเขียว นอกจากเป็นพืชช่วยเพิ่มธาตุอาหารในดินแล้ว ยังใช้น้ำน้อยและดูแลรักษาง่าย ปัจจุบันผลิตได้ปีละประมาณ 112,485 ตัน ขณะที่ความต้องการใช้อยู่ที่ประมาณ 134,000 ตัน ส่งผลให้ผลผลิตถั่วเขียวยังไม่เพียงพอประมาณ 20,000 ตัน ดังนั้น หากจะส่งเสริมปลูกถั่วเขียวทดแทนการปลูกข้าวนาปรังและให้เพียงพอกับความต้องการอีก 20,000 ตัน จะต้องใช้พื้นที่ปลูกประมาณ 0.14 ล้านไร่ (คำนวณจากผลผลิตต่อไร่ 140 กก.) โดยถั่วเขียวมีต้นทุนการผลิต 2,397 บาท/ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้ 21.71 บาท/กก. เกษตรกรจะได้ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 642.40 บาท/ไร่

กรมชลฯถอดบทเรียนปี’58บริหารจัดการน้ำ ช่วยประปา4จว.ลุ่มเจ้าพระยาพ้นวิกฤติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/467271

news_default

กรมชลฯถอดบทเรียนปี’58บริหารจัดการน้ำ n ช่วยประปา4จว.ลุ่มเจ้าพระยาพ้นวิกฤติ

วันจันทร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยว่า กรมชลประทานประสบผลสำเร็จในการแก้ปัญหาน้ำคลองชัยนาท-ป่าสักที่ลดต่ำลงจนกระทบน้ำดิบที่กรมส่งให้การประปาส่วนภูมิภาค(กปภ.) และการประปาขององค์กรปกครองส่วน
ท้องถิ่นรวม 60 แห่ง เพื่อผลิตน้ำประปาส่งให้ราษฎรใน 8 อำเภอ 4 จังหวัดเรียบร้อยแล้ว โดยนำประสบการณ์แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในปี 2558 มาใช้ ด้วยการติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 6 เครื่อง ที่ประตูระบายน้ำมโนรมย์ บริเวณปากคลองชัยนาท-ป่าสัก เพื่อสูบน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาสูบเสริมเข้าคลองวันละ 1 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) จนคลี่คลายสถานการณ์ได้ภายใน 5 วัน นับจากเกิดเหตุ ทำให้ครั้งนี้ประชาชนไม่เดือดร้อนแต่อย่างใด

สำหรับสาเหตุการลดลงของระดับน้ำในคลองชัยนาท-ป่าสัก ช่วงที่ผ่านมา สืบเนื่องจากค่าความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยาที่สถานีสูบน้ำสำแลของการประปานครหลวง(กปน.) เกินค่ามาตรฐาน กรมชลประทานจึงต้องระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาไปช่วยผลักดันน้ำเค็มให้พ้นจากจุดสูบน้ำของกปน.วันละกว่า 8 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ประกอบกับยังมีพื้นที่การเกษตรลุ่มเจ้าพระยาที่ทำนาปีล่าช้า เนื่องจากฝนทิ้งช่วงประมาณ 250,000 ไร่ต้องการใช้น้ำช่วงเดือนธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา ทำให้เกิดการดึงน้ำออกจากแม่น้ำเจ้าพระยาไปใช้ในเวลาเดียวกัน ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาลดต่ำลง ไม่สามารถไหลเข้าคลองชัยนาท-ป่าสัก และได้ส่งผลกระทบโดยตรงทำให้น้ำในคลองชัยนาท-ป่าสัก ลดต่ำลง

อย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์น้ำจะเข้าสู่สภาวะปกติ ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้น บริหารจัดการน้ำเข้าคลองชัยนาท-ป่าสัก โดยไม่ต้องสูบแล้วก็ตาม แต่กรมยังต้องติดตามสถานการณ์ในคลองตลอดความยาว 132 กิโลเมตร ให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ นอกจากนี้ กรมยังใช้คลองชัยนาท-ป่าสักลำเลียงน้ำไปสมทบกับแม่น้ำป่าสักเหนือเขื่อนพระรามหก
เพื่อทดน้ำเก็บน้ำไว้ ก่อนส่งเข้าคลองระพีพัฒน์ใช้เป็นน้ำต้นทุนให้อ.ภาชี จ.สระบุรี อ.คลองหลวง อ.หนองเสือ อ.เมือง และอ.ธัญญบุรี จ.ปทุมธานี ด้วย ดังนั้น ถ้าแนวโน้มน้ำลดลงกรมชลประทานจะเข้าไปแก้ไขทันที รวมทั้งเตรียมแผนผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลอง มาช่วยผลักดันน้ำเค็มแทนการใช้น้ำจาก 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา ที่มีปริมาณน้ำต้นทุนจำกัดอีกด้วย

สั่งจนท.คุมเข้มห้ามเผาลดฝุ่นควันพิษ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/467270

news_default

สั่งจนท.คุมเข้มห้ามเผาลดฝุ่นควันพิษ

วันจันทร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ได้สั่งการไปยังจังหวัดให้เร่งดำเนินการควบคุมไม่ให้มีการเผาในพื้นที่การเกษตรในความรับผิดชอบอย่างเคร่งครัด และเร่งสร้างการรับรู้ให้เกษตรกรตระหนักถึงผลกระทบจากการเผา รวมทั้งให้ความร่วมมือกับหน่วยงานในพื้นที่แก้ไขป้องกันปัญหาหมอกควันที่เกิดจากการเผาและฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เกิดจากสาเหตุอื่น ตลอดจนสนับสนุนมาตรการ ที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตร ได้แก่ ส่งเสริมให้เกษตรกรเตรียมพื้นที่เพาะปลูก โดยไถกลบตอชังทดแทนการเผา ส่งเสริมการนำเศษวัสดุทางการเกษตรมาแปรสภาพให้เกิดประโยชน์ เช่น ทำปุ๋ยหมัก ปลูกเห็ดฟาง ผลิตอาหารสัตว์ ทำถ่านอัดแท่งหรือของประดับ โดยเกษตรกรสามารถดาวน์โหลดคู่มือและคำแนะนำการทำเกษตรปลอดการเผาได้ที่ http://www.royalagro.doae.go.th/?page_id=3794 กรมยังนำมาตรการที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตรเข้าที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ระดับจังหวัด (อ.พ.ก.) และคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนงานโยบายสำคัญและการแก้ปัญหาภาคเกษตรระดับจังหวัด (Chief of Operation : CoO) เพื่อยกระดับความร่วมมือและความสำคัญ ทั้งนี้ ขอความร่วมมือประชาชนหากพบการเผาเศษวัสดุในพื้นที่การเกษตรให้แจ้งสายด่วนฉุกเฉิน 1784 สำหรับทุกพื้นที่ หรือ 1362 ตลอด 24 ชั่วโมงสำหรับพื้นที่ป่า

ล่าสุดในปี 2562 กรมส่งเสริมการเกษตรตลอดจนหน่วยงานในสังกัดระดับพื้นที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนเกษตรเพื่อป้องกันแก้ปัญหาการเผาในพื้นที่การเกษตร สร้างความรู้ความเข้าใจให้เกษตรกรแล้ว 15,720 ราย สร้างเป็นวิทยากรด้านทำการเกษตรปลอดการเผา รวมทั้งสร้างชุมชนเกษตรปลอดการเผาต้นแบบ 166 แห่ง ในพื้นที่ 26 จังหวัด ประกอบด้วย 10 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน น่าน แพร่ พะเยา ตาก และอุตรดิตถ์ และ 16 จังหวัดที่มีการเผาในพื้นที่การเกษตรสูง ได้แก่ กาญจนบุรี กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครนายก นครพนม นครราชสีมา นครสวรรค์ บุรีรัมย์ ปราจีนบุรี พิจิตร เพชรบูรณ์ ร้อยเอ็ด ลพบุรี สกลนคร และอุดรธานี ตลอดจนร่วมมือกับหน่วยงานภาคีในพื้นที่ทั้งภาครัฐและเอกชนรณรงค์ในท้องถิ่นร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์ช่วงวิกฤติหมอกควันภาคเหนือ จัดทำแปลงนำร่องสาธิตเทคโนโลยีการจัดการเศษวัสดุทดแทนการเผา ได้แก่ ไถกลบตอซัง 135 แห่ง 4,110 ไร่ ลดต้นทุนใช้ปุ๋ยเคมี คิดเป็นมูลค่า 1,407,144 บาท ผลิตปุ๋ยอินทรีย์/ปุ๋ยหมัก/ปุ๋ยพืชสด/วัสดุเพาะปลูก 307 แห่ง 71,872 กิโลกรัม สร้างรายได้ 287,488 บาท การเพาะเห็ด 10,100 กิโลกรัม สร้างรายได้ 1,515,000 บาท ผลิตถ่านอัดแท่งจากซังข้าวโพด 1,150 กิโลกรัม สร้างรายได้ 23,000 บาท และปลูกพืชทางเลือก 14 แห่ง 35 ไร่ สำหรับปี 2563 เริ่มอบรมเกษตรกรแล้ว วางแผนสร้างชุมชนเกษตรปลอดการเผาต้นแบบรวม 210 แห่ง และสร้างเกษตรกรเป็นวิทยากรทำการเกษตรปลอดการเผารวม 16,800 ราย ซึ่งจะต่อยอดขยายผลการดำเนินงานดังกล่าวต่อไป

ชายคาพระพิรุณ : 20 มกราคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/467268

586851

ชายคาพระพิรุณ : 20 มกราคม 2563

วันจันทร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ใต้ร่มชายคาพระพิรุณ ยุครัฐบาลประชาธิปไตย นักการเมืองเป็นใหญ่ สามารถกำหนดชี้เป็น ชี้ตายได้ทุกเรื่อง จนบางกรณีไม่ได้คำนึงถึงความเหมาะสมและหลักเกณฑ์ที่ควรจะเป็น ช่างแตกต่างจากยุครัฐบาลทหารที่ใครๆ เขาก็ว่าเป็นเผด็จการ แต่ก็เห็นหลายกรณีมีการอะลุ่มอล่วยเปิดใจรับฟังเหตุผล ยึดผลประโยชน์ของภาพรวมเป็นที่ตั้ง แต่ขณะนี้ดูเหมือนหลายๆ เรื่องผิดรูปผิดแบบที่ควรจะเป็น ไม่ว่าจะเรื่องของงบประมาณที่บางหน่วยงานโดนตัดไปอย่างไม่เป็นธรรม ทั้งที่เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจจำเป็นและสำคัญต่อการขับเคลื่อนภาคเกษตรโดยรวมของประเทศ เมื่อถูกตัดงบประมาณก็คงส่งผลให้งานขับเคลื่อนต่อไปได้ยากและส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรไทยไม่น้อย โดยเฉพาะการตรวจรับรองมาตรฐานต่างๆ ให้เกษตรกร สวนทางกับนโยบายยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรเสียเหลือเกิน ยิ่งไปกว่านั้นยังส่งผลกระทบต่อลูกจ้างเหมาซึ่งถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการปฏิบัติงานภาคสนามหลายๆ ภารกิจ ที่ต้องตกงานอีกหลายร้อยชีวิต บางครอบครัวต้องตกงานทั้งผัวทั้งเมีย
สร้างเวรสร้างกรรมแท้ๆ อยากรู้เหตุผลที่แท้จริงของการตัดงบประมาณเหมือนกันว่าเพราะอะไร…นี่ยังไม่รวมถึงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับ ผอ.ระดับรองอธิบดี ที่ได้ข่าวแว่วๆ มาว่าดูเหมือนจะกลับไปสู่รูปแบบเดิมๆ เหมือนในอดีตอีกแล้ว ที่ใครอยากได้ตำแหน่งก็ต้องวิ่งหานักการเมือง ใช้ระบบเอาคนของตัวเองหรือพวกพ้อง หรือข้าราชการที่อยู่ในเครือข่ายฝ่ายการเมืองเข้ามา ทั้งที่สิ่งที่ควรจะเป็นคืออำนาจการคัดกรองควรอยู่ในระดับกรมคัดเลือกคนที่เหมาะสมทั้งความรู้ความสามารถและประสบการณ์ ก่อนจะส่งพิจารณาในขั้นตอนตามลำดับ แต่ปัจจุบันบางกรม คนวิ่งตำแหน่งแทบจะไม่เห็นหัวอธิบดีแล้ว ดิ่งตรงเข้าหารัฐมนตรีให้มันรู้เรื่องไปเลย ไม่ต้องอ้อมให้เสียเวลา ยิ่งกระทรวงเกษตรฯ มีรัฐมนตรี 4 คน
จาก 4 พรรคการเมือง ฝุ่นก็คงตลบอบอวลยิ่งกว่าฝุ่น PM2.5 เสียอีกกระมัง เผลอๆวิ่งชนขัดขากันเองทั้งข้าราชการทั้งรัฐมนตรีเพราะต้องการดันพวกตัวเองขึ้นนั่นเอง…

จากกรณีปัญหาการบริหารงานของสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด ส่งผลให้สหกรณ์มีหนี้สินจำนวนมาก ขาดสภาพคล่องสืบเนื่องมาตั้งแต่ ปี 2559 นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ แจ้งว่า นับตั้งแต่กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ตรวจพบความผิดปกติของงบการเงินของสหกรณ์ ส่งผลให้สหกรณ์ขาดสภาพคล่องทางการเงินและส่งผลกระทบต่อสมาชิกและสหกรณ์ที่ทำธุรกรรมทางการเงินกับสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด นั้น กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้ดำเนินการติดตามแก้ไขปัญหาของสหกรณ์ตามอำนาจหน้าที่มาอย่างต่อเนื่อง โดยรายงานข้อสังเกตให้นายทะเบียนสหกรณ์ทราบและแต่งตั้งผู้สอบบัญชีสหกรณ์จากส่วนกลางเข้าตรวจสอบบัญชีให้เป็นไปตามมาตรฐานการสอบบัญชีและประเมินผลการควบคุมภายใน เพื่อให้สหกรณ์ฯ มีสภาพคล่องได้ตามปกติ ซึ่งขณะนี้สหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด ยังมีสภาพคล่องที่จะให้สมาชิกกู้หรือถอนเงินฝากได้ตามปกติและกำลังอยู่ระหว่างขั้นตอนดำเนินคดีกับอดีตกรรมการและผู้จัดการสหกรณ์ จำนวน 6 ราย ที่กู้เงินสหกรณ์โดยผิดระเบียบ โดยเบื้องต้นสหกรณ์ได้มีการชำระหนี้ให้กับสหกรณ์ที่นำเงินมาฝากแล้วประมาณ 100 ล้านบาท ซึ่งจะได้มีการสอบทานว่ามีการชำระจริงเพื่อพิสูจน์ความมีอยู่ของเจ้าหนี้ ในส่วนของสหกรณ์เจ้าหนี้ที่สหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด ยังไม่ได้ชำระหนี้เงินกู้ให้นั้น อยู่ระหว่างการตรวจสอบความถูกต้องเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป ซึ่ง นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำชับให้กรมตรวจบัญชีสหกรณ์และกรมส่งเสริมสหกรณ์ ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบ เข้าดูแลและติดตามการแก้ไขปัญหาของสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด และได้หารือในเบื้องต้นในเรื่องการปรับระเบียบและกฎหมาย ให้มีความรัดกุมและครอบคลุมการดำเนินงานของสหกรณ์มากขึ้น ทั้งนี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ยืนยันว่า ปฏิบัติตามภารกิจหน้าที่ในการสอบบัญชีอย่างเคร่งครัด เพื่อให้สหกรณ์มีระบบการเงินการบัญชีและมีการควบคุมภายในที่ดี สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างโปร่งใส ซึ่งถือเป็นการช่วยดูแลรักษาผลประโยชน์ให้กับสมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศ แต่เหตุทุจริตที่เกิดขึ้นในสหกรณ์บางแห่ง หลายกรณีส่วนใหญ่เกิดจากระบบการควบคุมภายในของสหกรณ์หรือมีการไม่ปฏิบัติตามระบบการควบคุมภายในที่กำหนด หรือการทุจริตที่เกิดจากตัวบุคคล รวมไปถึงการที่สมาชิกไม่ได้ติดตามการดำเนินการตามระเบียบข้อบังคับโดยสม่ำเสมอ จนไม่ทราบข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น ดังนั้น จึงต้องมีการตรวจสอบซึ่งกันและกัน สมาชิกจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบ ตลอดจนหลักการและวิธีการสหกรณ์และการตรวจสอบการเงินการบัญชีและการดำเนินการของสหกรณ์ รับรู้ข้อมูลทางบัญชีสหกรณ์ทั้งภาพรวมและของตนเอง เพื่อสิทธิประโยชน์ของสมาชิกสหกรณ์เอง อีกทั้ง สหกรณ์แต่ละแห่งอาจมีการเพิ่มช่องทางการติดต่อส่งข้อมูลข่าวสารระหว่างสหกรณ์กับสมาชิก เพื่อสร้างความโปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นให้สมาชิก ซึ่งสหกรณ์อาจนำไปพิจารณาตามความเหมาะสมกับสภาพของสหกรณ์ต่อไป โดยนายโอภาสยังย้ำอีกว่า ที่ผ่านมากรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้พัฒนางานระบบบัญชีและสนับสนุนการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการงานสหกรณ์ให้มีความแม่นยำและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อเป็นเครื่องมือเสริมสร้างความ
เข้มแข็งทางการเงินของสหกรณ์ อาทิ โปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร หรือแอพพลิเคชั่น Smart 4M ซึ่งมีให้บริการให้คำแนะนำและติดตั้งให้ฟรีแก่ทุกสหกรณ์ที่มีความพร้อมใช้งาน เพื่อพัฒนาบุคลากรสหกรณ์ทั้งกรรมการดำเนินการ ฝ่ายจัดการ ผู้ตรวจสอบกิจการ ให้มีศักยภาพในการใช้ข้อมูลทางการเงินบริหารจัดการสหกรณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และช่วยลดความเสี่ยงของการทุจริตในสหกรณ์ได้อีกด้วย

ขุนเกษตรา

รมช.เกษตรฯลงใต้ สั่งลุยโครงการส่งเสริมเลี้ยงสัตว์สร้างอาชีพ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/467258

รมช.เกษตรฯลงใต้ สั่งลุยโครงการส่งเสริมเลี้ยงสัตว์สร้างอาชีพ

วันอาทิตย์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2563, 19.15 น.

19 มกราคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่โรงเรียนเขาขุนพนม อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดการประชุมชี้แจงขั้นตอน แนวทางการดำเนินงานตามโครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และกิจการที่เกี่ยวเนื่อง ตามโครงการเกษตรสร้างชาติ ภายใต้ความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์,ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มีนายธีระ วงศ์สมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ,นายอรุณชัย พุทธเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ,นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ นายชัยวัฒน์ โยธคล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นายครรชิต สุขเสถียร รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) นายพงษ์เทพ ไข่มุกด์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ,นายธนพัฒน์ พันธ์สนิท ปศุสัตว์จังหวัด และเกษตรกรทั้ง 23 อำเภอของจังหวัดนครศรีธรรมราช กว่า 1,000 คน ให้การต้อนรับ และแสดงความคิดเห็นปัญหาการทำปศุสัตว์

ทั้งนี้วัตถุประสงค์ของการจัดประชุมครั้งนี้ เพื่อสร้างความรับรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับ นโยบาย ความเป็นมา แนวทางการดำเนินงานตามโครงการฯ ให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ และ ผู้เกี่ยวข้องทราบ เป้าหมายสำคัญเพื่อเพิ่มขีดความสามารถภาค การเกษตรไทย รวมทั้งฟื้นฟูอาชีพแก่เกษตรกร บรรเทาความเดือดร้อนเสียหายอันเนื่องมาจาก ภัยธรรมชาติและผลกระทบจากราคาพืชผลตกต่ำ สร้างโอกาสและทางเลือก ใหม่เกษตรกร ได้ประกอบอาชีพทางการเกษตร ได้อย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

นายประภัตร กล่าว่า การประชุมชี้แจง แนวทางการด าเนินงานโครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และกิจการที่เกี่ยวเนื่อง (เกษตรสร้าง ชาติ) ภายใต้ความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับ ธ.ก.ส. ในพื้นที่จังหวัด นครศรีธรรมราช ในวันนี้ รัฐบาล ได้ตระหนักและมีความเป็นห่วงเกษตรกร และประชาชนที่ได้รับ ผลกระทบจากภัยพิบัติ ทั้งอุทกภัยและภัยแล้ง ที่เกิดขึ้นอย่างซ้ำซากในหลายพื้นที่ ทำให้ เกษตรกรไม่สามารถทำการเกษตรได้ตามปกติ ผลผลิตได้รับความเสียหายและได้รับ ผลกระทบด้านราคา อีกทั้งเกษตรกรรายย่อยมักขาดโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อใช้ใน การฟื้นฟูหรือปรับเปลี่ยนอาชีพ รัฐบาล โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงมีนโยบายให้ ความช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชน ให้สามารถประกอบอาชีพและสร้างรายได้เพิ่มขึ้น จึงได้จัดทำโครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และกิจการที่เกี่ยวเนื่อง หรือ โครงการเกษตรสร้าง ชาติ ภายใต้ความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับ ธ.ก.ส.

สำหรับจังหวัดนครศรีธรรมราช มีเนื้อที่ 9,942 ตารางกิโลเมตร ( 6.24 ล้านไร่) เป็นพื้นที่เกษตรกรรม ประมาณ 4.15 ล้านไร่ แบ่งเขตการปกครองเป็น 23 อำเภอ 165 ตำบล 1552 หมู่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 185 แห่ง ประชากร 1.56 ล้านคน ประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรมจำนวน 170,800 ครัวเรือน ถือเป็นอาชีพอันดับต้นของจังหวัด