การเลี้ยงปลาในหน้าหนาว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/409581?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

การเลี้ยงปลาในหน้าหนาว

11 มกราคม 2563 – 04:51 น.
พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง,เลี้ยงปลาในหน้าหนาว
เปิดอ่าน 60 ครั้ง

คอลัมน์ – พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง โดย – น.สพ.วิรัช ธนพัฒน์เจริญ หรือหมอเล็ก   viruch_dvm@yahoo.com 

        สวัสดีครับ วันนี้เรามาคุยกันต่อเรื่องการเลี้ยงปลาในหน้าหนาวนะครับ

หลายท่านสงสัยว่าหน้าหนาวส่งผลอย่างไรต่อปลา และปลาน่าจะมีการปรับตัวที่ดีต่ออุณหภูมิของน้ำ ไม่อย่างนั้นหนาวทีปลาในธรรมชาติไม่ตายหมดหรือ ความจริงคืออากาศหนาวมีผลกระทบต่อการป่วยเป็นโรค และการตายของปลาอย่างชัดเจนครับ และอย่างที่เราได้คุยกันคือบางโรคก็ยังไม่มียารักษา จึงจำเป็นที่เราควรเตรียมการป้องกันหากทำได้

ในหน้าหนาวปลาจะมีความแข็งแรงและความต้านทานโรคลดลง ปลาจะเครียด ไม่กินอาหาร จึงเป็นช่วงที่ต้องระวังไม่ให้ปลาที่เลี้ยงเป็นโรคระบาดปลา ไม่ว่าจะเป็นโรคจุดขาวในปลาดุก ปลาสวาย โรคหนอนสมอในปลาตะเพียน ปลายี่สก ปลานวลจันทร์ โรคเห็บปลา ในปลาที่มีเกล็ด ปลาที่มีหนัง เป็นต้น หน้าหนาวทีไรเกษตรกรที่เลี้ยงปลาจะหวั่นใจมาก ยิ่งถ้าปีไหนที่อากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วยิ่งทำให้ปลาป่วยตาย เป็นปัญหาใหญ่สำหรับเกษตรกร

แต่โชคดีที่กรมประมงดูแลและให้คำปรึกษา รวมถึงให้การช่วยเหลือเกษตรกรอย่างใกล้ชิด ทำให้ความเสียหายไม่มากตามสภาพอากาศ

วันนี้หมอจะนำคำแนะนำในการดูแลและป้องกันโรคปลาในช่วงหน้าหนาวของกรมประมงมาแบ่งปัน เพื่อให้คนรักปลาและเกษตรกรผู้เลี้ยงปลานำไปใช้ โดยเฉพาะคนเลี้ยงปลามือใหม่น่าจะได้ประโยชน์มากครับ

1.ลดปริมาณอาหารปลาให้น้อยลง เพราะในช่วงฤดูหนาวอุณหภูมิในตัวปลาจะลดต่ำลง การเผาผลาญอาหารก็จะต่ำลงไปด้วย

2.พยายามงดการเปลี่ยนถ่ายน้ำในบ่อ และไม่นำน้ำจากธรรมชาติเข้ามาในบ่อ เช่น น้ำในคลอง เพราะอาจมีเชื้อโรคปะปนเข้ามา ถ้าต้องการเปลี่ยนถ่ายน้ำก็ควรมั่นใจว่าน้ำที่จะเปลี่ยนนั้นสะอาดจริงๆ ถ้าเป็นปลาเลี้ยงในบ่อควรมีการเช็กคุณภาพน้ำให้มั่นใจว่าปลอดภัยเหมาะสมกับปลาที่เราเลี้ยง

3.สำหรับปลาที่เลี้ยงในบ่อดินควรรักษาสภาพน้ำให้อยู่ในสภาพดี โดยสาดปูนขาวลงในบ่อ

4.ในกรณีที่มีแก๊สผุดขึ้นมาจากพื้นก้นบ่อ ให้สาดเกลือบริเวณที่มีแก๊ส

5.สำหรับปลาที่เลี้ยงในกระชังบริเวณน้ำตื้น ควรย้ายไปอยู่บริเวณน้ำลึกซึ่งจะเป็นการปรับอุณหภูมิของน้ำเพราะอุณหภูมิน้ำลึกจะสูงกว่า

6.ช้อนปลาที่ตายหรือป่วยใกล้ตายออกเท่าที่จะทำได้ และทำลายโดยการฝังดินหรือเผาทิ้ง

7.ใช้ยาปฏิชีวนะผสมอาหาร

8.ใช้ด่างทับทิม เพื่อไล่เชื้อปรสิต

เป็นความรู้ในการเลี้ยงปลาหน้าหนาวนะครับ หมอขอย้ำว่าหากต้องมีการใช้ยาหรือสารต่างๆ ควรขอคำแนะนำจากสัตวแพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านสัตว์น้ำ สิ่งที่สำคัญคือการสังเกตและความละเอียดของเราเองครับที่ทำให้มีประสิทธิภาพ

“เขียวหมื่นปี”จากไม้ป่าด้อยค่าสู่ราชาไม้ใบ ตอน4 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/409579?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

“เขียวหมื่นปี”จากไม้ป่าด้อยค่าสู่ราชาไม้ใบ ตอน4

11 มกราคม 2563 – 03:46 น.
แก้วกาญจนา,เขียวหมื่นปี
เปิดอ่าน 102 ครั้ง

คอลัมน์ – ไม้ใบทำเงิน โดย – อุดม ฐิตวัฒนะสกุล    udomgarden1@gmail.com

ต่อจากเสาร์ที่แล้ว 

เขียวหมื่นปีหรือ “แก้วกาญจนา” เป็นไม้ที่ได้รับพระราชทานชื่อจากพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2549 อันมีความหมายว่า งดงามสว่างไสวและสุกสว่างดั่งทอง

แก้วกาญจนา ไม้ใหม่ที่มีศักยภาพมักจะตามมาด้วยเกียรติยศ หรือการได้มาซึ่งทรัพย์ พร้อมกับการเป็นที่ยอมรับของคนในแวดวงผู้ผลิตและกลุ่มสังคมธุรกิจ หรือที่เกี่ยวข้องกันทุกๆ ภาคส่วนที่เห็นคุณค่าจนต่อยอดไปสู่สิ่งต่างๆ อีกมากมาย และหลายครั้งก็ยังถูกนำมาเป็นของมีค่าสำคัญใช้มอบให้แก่กันเป็นสิ่งแทนใจในช่วงเทศกาลหรือโอกาสสำคัญที่มิอาจเทียบแทนเงินด้วยมูลค่าและนับเป็นราคาได้ และด้วยความสวยสง่า พร้อมกับความเป็นมงคลและเป็นที่ยอมรับในวงกว้างขึ้น

จนได้ก้าวขึ้นไปสู่เวทีระดับสากลให้คนที่อยู่นอกเขตกำเนิดของพืชชนิดนี้ได้มีโอกาสสัมผัส พร้อมใช้ประโยชน์อย่างที่มีการใช้กันมาอย่างแพร่หลายจากถิ่นที่มีมา ให้เกิดสีสันสดใสจากการนำไปใช้มากไปกว่าไม้ที่เคยมีเพียงแค่สีเขียว อันเป็นที่มาตามชื่อดั้งเดิมและเปลี่ยนไปยิ่งกว่า ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ที่ปกแผ่ลงมาถึงพสกนิกร กลุ่มผู้ผลิตไม้ดอกไม้ประดับ

ไม้ชนิดนี้ จึงยิ่งด้วยความเป็นสิริมงคล รวมถึงคุณค่าจากหลายๆ สิ่งที่มีอยู่ทั้งลักษณะสีสันบนใบ ลวดลายเส้นไปจนถึงจุดปื้นลายเฉพาะตัวที่นับเป็นความแปลกให้ดูแตกต่างไปจากไม้ชนิดอื่นอันมีอยู่ในเฉพาะไม้ชนิดนี้ ซึ่งมีคุณค่าเหลือคณานับ จนเป็นสิ่งในส่วนช่วยให้เกิดการยอมรับพร้อมกับยกไม้ป่าด้อยค่าจากอดีตของไม้กลุ่มสกุลนี้ให้เป็นราชาแห่งไม้ใบ ด้วยการยอมรับของผู้ผลิตไม้ทั่วไปและจากผู้ใช้ที่เห็นในวิวัฒนาการจากจุดที่เริ่มต้นเติบโตจนมามีคุณค่า มากกว่าแต่ก่อนมาก

แม้จะเปรียบเทียบกับไม้ชนิดอื่นที่ต่างก็มีความสวยโดดเด่นเป็นไปตามแต่ธรรมชาติได้สร้างสรรค์มา แต่กระนั้นต้นแก้วกาญจนากลับมีโอกาสได้ถูกขัดเกลา ดั่งหินที่ดูภายนอกเป็นธรรมดา จนได้ถูกเจียระไนให้มีความเลอค่าและใช้นำไปประดับได้แม้แต่ยอดมงกุฎ

เสียชีวิตใน 24 ชม.เตือนกินไข่แมงดาทะเลด้วยความระมัดระวัง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/409747?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เสียชีวิตใน 24 ชม.เตือนกินไข่แมงดาทะเลด้วยความระมัดระวัง

11 มกราคม 2563 – 00:00 น.
แมงดาทะเล,อันตราย,พิษแมงดา,กรมประมงเตือน,ยำแมงดา
เปิดอ่าน 240 ครั้ง

เตือนประชาชนกินไข่แมงดาทะเลด้วยความระมัดระวัง หากเป็นไข่แมงดาถ้วย หรือเหรา พิษแรง ทำระบบหายใจล้มเหลว อาจเสียชีวิตภายใน6 – 24  ชั่วโมง 

11 มกราคม 2563 นายวิชาญ อิงศรีสว่าง รองอธิบดีกรมประมงกล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้ค้าสินค้าสัตว์น้ำบางรายเปิดขายไข่แมงดาทะเลผ่านทางโซเชียลมีเดีย พบว่า เป็นการขายไข่แมงดาถ้วยซึ่งเป็นแมงดาชนิดที่มีพิษ  กประชาชนผู้บริโภคขาดความรู้เรื่องพิษของแมงดาทะเล

โดยอ้างว่า ผ่านกรรมวิธีกำจัดพิษ (เส้นเมา) ในเนื้อแมงดาทะเลออกเรียบร้อยแล้ว ซึ่งความจริงแมงดาถ้วยมีพิษอยู่ที่ทางเดินอาหารและไข่และไม่สามารถกำจัดพิษออกได้โดยง่าย ขอแนะนำว่าควรหลีกเลี่ยงการรับประทานแมงดาทะเล แต่หากต้องการรับประทานขอให้เลือกแมงดาจานหรือแมงดาทะเลหางเหลี่ยม ไม่มีพิษ สามารถรับประทานได้

สังเกตลำตัวมีขนาดใหญ่กว่าแมงดาถ้วย พื้นผิวด้านบนเรียบ มีสีน้ำตาลอมเขียว มีหางเหลี่ยม มีสันและหนามเรียงกันเป็นแถวคล้ายฟันเลื่อย พบอาศัยอยู่ตามพื้นทะเล วางไข่ตามริมชายฝั่งที่เป็นดินทราย แมงดาถ้วยหรือแมงดาทะเลหางกลม หรือเหรา หรือแมงดาไฟ มีพิษ ไม่สามารถรับประทานได้ ลำตัวโค้งกลม หางกลม ผิวด้านบนมีขนสั้น สีน้ำตาลอมแดง

ต่อจากส่วนท้องมีหางค่อนข้างกลมไม่มีสันและไม่มีหนาม พบอาศัยอยู่ตามพื้นทะเลที่เป็นดินโคลนและตามคลองในป่าชายเลน ฝั่งอ่าวไทยจะพบแมงดาทั้งสองชนิดนี้มากที่สุดตามพื้นที่แนวชายฝั่งของทะเลตั้งแต่ จังหวัด จันทบุรี ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ สมุทรสาคร เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ตลอดไปจนถึงชุมพรและฝั่งทะเลอันดามันตั้งแต่สตูลไปจนถึงระนอง

จากข้อมูลทางวิชาการพบว่า สารพิษที่พบอยู่ในเนื้อและไข่ของแมงดาถ้วยคือสารเทโทรโดท็อกซิน(tetrodotoxin) และซาซิท็อกซิน (saxitoxin) ซึ่งเป็นสารชนิดเดียวกันกับที่พบในปลาปักเป้า เป็นสารที่ส่งผลต่อระบบควบคุมการหายใจถึงขั้นเสียชีวิต

โดยพิษในแมงดาถ้วยเกิดจาก 2 สาเหตุหลักๆ คือ 1.แมงดากินแพลงก์ตอนที่มีพิษ หรือกินสัตว์ทะเลอื่นๆที่กินแพลงก์ตอนพิษเข้าไปทำให้สารพิษไปสะสมอยู่ในเนื้อและไข่ของแมงดา 2.เกิดจากแบคทีเรียในลำไส้ที่สร้างพิษขึ้นมาได้เอง หรือสาเหตุประกอบกันทั้งสอง และที่สำคัญสารพิษทั้ง 2 ชนิดนี้เป็นสารที่ทนต่อความร้อนได้ดี การปรุงอาหารด้วยความร้อนวิธีต่าง ๆ เช่น ต้ม ทอด หรืออบเป็นเวลานานมากกว่าชั่วโมงไม่สามารถทำลายสารพิษชนิดนี้ได้ ประชาชนจึงไม่ควรนำมาบริโภคอย่างเด็ดขาด

สำหรับผู้ได้รับพิษจากแมงดาทะเล อาการมักจะแสดงภายหลังรับประทานประมาณ 10 – 45 นาที
หรืออาจช้าไปจนถึง 3 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับแหล่งที่อยู่อาศัยของแมงดา ฤดูกาล จำนวนที่รับประทาน หรือปริมาณของสารพิษที่ได้รับ เช่น รับประทานไข่แมงดาถ้วย อาการพิษจะเกิดรุนแรงกว่ารับประทานเฉพาะเนื้อ อาการมักเริ่มจากมึนงง รู้สึกชาบริเวณลิ้น ปาก ปลายมือ ปลายเท้าและมีกล้ามเนื้ออ่อนแรง เริ่มจาก มือ แขน ขา ตามลำดับ

รวมทั้งอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย บางราย อาจมีน้ำลายฟูมปาก เหงื่อออกมาก พูดลำบาก ตามองเห็นภาพไม่ชัด ในรายที่มีอาการรุนแรงมาก จะมีผลทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง หายใจลำบากเนื่องจากกล้ามเนื้อกระบังลมไม่ทำงาน  ระบบหายใจล้มเหลว หมดสติ และสมองขาดออกซิเจนหากช่วยไม่ทันอาจเสียชีวิตได้ภายใน 6 – 24 ชั่วโมง

ทั้งนี้วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นหากได้รับพิษ ให้ผู้ปฐมพยาบาลทำให้ผู้ป่วยหายใจคล่องที่สุด และรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด หากผู้ป่วยหยุดหายใจ ให้ทำการผายปอดจนกว่าจะถึงโรงพยาบาล ห้ามให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารน้ำหรือยา เนื่องจากผู้ป่วยอาจเกิดอาการสำลักได้ จากรายงานของกระทรวงสารณสุขพบว่ามีผู้ป่วยอาหารเป็นพิษจากการรับประทานไข่แมงดาทะเลระหว่างปี 2556 – 2561 จำนวน 33 ราย เสียชีวิต 3 ราย โดยสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากประชาชนผู้บริโภคขาดความรู้เรื่องพิษของแมงดาทะเล

เปิดแล้ว แหล่งท่องเที่ยวสุดคูลควบคู่ความรู้เกษตรที่สูง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/409515?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เปิดแล้ว แหล่งท่องเที่ยวสุดคูลควบคู่ความรู้เกษตรที่สูง

11 มกราคม 2563 – 00:00 น.
แหล่งท่องเที่ยว,กระทรวงเกษตร,กรมส่งเสริมการเกษตร,เลย,เกษตรที่สูง,ข่าววันนี้,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 160 ครั้ง

เปิดแล้ว แหล่งท่องเที่ยวสุดคูลควบคู่ความรู้เกษตร ศูนย์เกษตรที่สูงเลย พร้อมอวดโฉมสู่สายตานักท่องเที่ยว หวังต่อยอดสู่พื้นที่เกษตรกรโดยรอบ

11  มกราคม 2563 ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพด้านการเกษตร และมีรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตด้านการเกษตรทั้งที่บริโภคภายในประเทศและส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศแต่ละปีเป็นจำนวนมหาศาล งานด้านการส่งเสริมการเกษตรจึงนับเป็นภารกิจที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทย เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคงและยั่งยืน 

นายชาตรี บุญนาค รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จุดมุ่งหมายของการส่งเสริมการเกษตร คือการส่งเสริมให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความมั่นคงในการประกอบอาชีพ ผ่านโครงการและนโยบายสำคัญต่างๆ รวมถึงการส่งเสริมอาชีพของกลุ่มเกษตรกรและเครือข่าย ภายใต้การบูรณา
การทำงานร่วมกันของหน่วยงานในสังกัดกรมส่งเสริมการเกษตร

โดยการดำเนินงานในส่วนภูมิภาคนอกจากสำนักงานเกษตรจังหวัดและสำนักงานเกษตรอำเภอจะเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตรแล้ว ยังมีศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร เป็นแหล่งเรียนรู้และทำหน้าที่เชื่อมโยงการทำงานระหว่างหน่วยงานส่วนกลางกับส่วนภูมิภาค หน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานอื่นในพื้นที่

ร่วมกันขับเคลื่อนงานผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และเครือข่าย ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ในชุมชน ต่อยอดสู่แปลงใหญ่และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เชื่อมโยงสู่การท่องเที่ยวเชิงเกษตร เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ภาคการเกษตรได้เป็นอย่างดี และจะส่งผลดีต่อความยั่งยืนของภาคการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานโครงการพระราชดำริ ซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินงานสนองพระราชดำริมาอย่างต่อเนื่องตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ

นายบุญรอด คำทะริ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดเลย (เกษตรที่สูง) กล่าวว่า จังหวัดเลยมีสภาพภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูงที่งดงาม ทำให้จังหวัดเลยเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพทางด้านการท่องเที่ยว นับเป็นช่องทางสร้างโอกาสในการเพิ่มมูลค่าภาคการเกษตรได้ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดเลย (เกษตรที่สูง)

จึงมีแนวทางส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ทั้งภายในศูนย์ฯ ที่มีแปลงเรียนรู้ให้สามารถเยี่ยมชมและศึกษาแก่ผู้สนใจทั่วไป และสร้างเครือข่ายด้านการท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้แก่กลุ่มเกษตรกร ด้วยการส่งเสริมการทำเกษตรดีที่ปลอดภัย ส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างเมืองแห่งสุขภาพดีร่วมกับกลุ่มเกษตรกรและเครือข่ายในพื้นที่จังหวัดเลย เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวเชิงเกษตรจากแปลงเรียนรู้ที่มีชีวิตของศูนย์ฯ

เชื่อมโยงสู่กลุ่มเกษตรกรและเครือข่ายการท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่มีศักยภาพของจังหวัดเลย จึงได้จัดกิจกรรม “ 27 ปี สืบสานงานพระราชดำริ ตามแนววิถีเกษตรพอเพียง พร้อมเพรียงพัฒนาหญ้าแฝก เพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำ นำศูนย์และชุมชนเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรอย่างยั่งยืน” ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดเลย (เกษตรที่สูง) อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย

สำหรับศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดเลย (เกษตรที่สูง) จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2535 สังกัดกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นหน่วยงานส่วนกลางที่ตั้งอยู่ในส่วนภูมิภาค อยู่ภายใต้การบริหารงานของสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 4 จังหวัดขอนแก่น มีภารกิจสนับสนุนการดำเนินงานของหน่วยงานในพื้นที่

ร่วมมือกับสำนักงานเกษตรจังหวัดและเกษตรอำเภอในพื้นที่รับผิดชอบจังหวัดเลยและจังหวัดเพชรบูรณ์ บูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อขับเคลื่อนการส่งเสริมด้านการเกษตรแก่พี่น้องเกษตรกรในพื้นที่รับผิดชอบ ส่งเสริมการเพาะปลูกพืชเมืองหนาว และไม้ดอกไม้ประดับที่ถือได้ว่าเป็นแหล่งผลิตแหล่งใหญ่ของประเทศ

ส่งเสริมผ่านทางโครงการพระราชดำริต่าง ๆ ตลอดจนโครงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพทางการเกษตร ซึ่งศูนย์ฯ เป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งรวบรวมพันธุ์ดีกระจายผ่านกลุ่มและเครือข่ายเกษตรกร โดยใช้ศูนย์ ศพก. และเครือข่ายเป็นแหล่งเรียนรู้ในชุมชน ต่อยอดสู่แปลงใหญ่และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน อันจะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเกษตร เชื่อมโยงสู่การท่องเที่ยวเชิงเกษตรต่อไป

เฉลิมชัย สั่งสอบเช่าคอมพ์กรมวิชาการเกษตรส่งกลิ่น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/409759?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เฉลิมชัย สั่งสอบเช่าคอมพ์กรมวิชาการเกษตรส่งกลิ่น

11 มกราคม 2563 – 00:00 น.
เช่าคอม,กรมวิชการเกษตร,คอมพิวเตอร์,เช่าคอมพ์,งบประมาณ,ถูกตัดงบประมาณ,มนัญญา,ข่าววันนี้,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 152 ครั้ง

เฉลิมชัย สั่ง สอบเช่าคอมพ์กรมวิชาการเกษตร หลังกมธ.หั่นงบ 63 ถึงร้อยละ 50 เหตุสูงกว่าราคาซื้อ

11 มกราคม 2563 อธิบดีกรมวิชาการเกษตรแจงงบประมาณที่ถูกปรับลดในการเช่าคอมพิวเตอร์ เป็นงบประมาณการดำเนินงาน ไม่เกี่ยวข้องกับงบลงทุนในการจัดซื้อครุภัณฑ์และสิ่งก่อสร้างแต่อย่างใด

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สั่งการให้นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องการเช่าคอมพิวเตอร์ของกรมวิชาการเกษตร ตามที่นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ทำหนังสือมาถึงนานแล้ว โดยในหนังสือระบุว่า งบประมาณการเช่าคอมพิวเตอร์ในปี 2563 นั้นมีความผิดปกติเนื่องจากสูงกว่าราคาจัดซื้อ

นายเฉลิมชัยกล่าวต่อว่า ทันทีที่ได้รับหนังสือจากรมช. มนัญญาได้ลงนามในคำสั่งให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าว ขณะนี้รอผลสรุปจากปลัดกระทรวงอยู่ ยืนยันว่า ขณะที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ จะไม่ให้มีการทุจริตในโครงการใดๆ ทั้งสิ้น รวมถึงการแต่งตั้งโยกย้ายจะไม่ให้มีการเสียสตางค์ซื้อขายตำแหน่งแม้แต่บาทเดียว

น.ส. เสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ได้ปรับลดงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ของกรมวิชาการเกษตรลงร้อยละ 50 นั้นเป็นงบประมาณการดำเนินงานซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับงบลงทุนในการจัดซื้อครุภัณฑ์และสิ่งก่อสร้าง จึงได้กำหนดแนวทางการบริหารงบประมาณโดยปรับแผนในการดำเนินงานให้มีความสอดคล้องกับงบประมาณที่ได้รับ

โดยให้ทุกหน่วยงานทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทบทวนและจัดลำดับความสำคัญรายละเอียดของงาน โดยเฉพาะงานวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชซึ่งเป็นภารกิจหลักของกรมวิชาการเกษตร  โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ  งานด้านบริการที่มีผลกระทบต่อประชาชนและการส่งออก เช่น การตรวจรับรองแหล่งผลิตพืช (GAP) โรงงานแปรรูป  โรงรม (GMP)

การตรวจสอบปัจจัยการผลิต  ศัตรูพืช  และออกใบรับรองบริการวิชาการด้านพืช การผลิตเมล็ดพันธุ์ดีซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญและตอบสนองต่อนโยบายของรัฐบาลเพื่อจำหน่ายและจ่ายแจกให้แก่เกษตรกร เช่น มันสำปะหลัง  ข้าวโพด  รวมทั้งพืชตระกูลถั่วที่ใช้น้ำน้อย งานบริการทั้งหมดนี้จะต้องได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ส่วนงานอื่นๆ ให้พิจารณาปรับลดปริมาณงานตามวงเงินงบประมาณที่ได้รับ

คลอดแล้ว…ประกาศควบคุมผลิตเคมีผู้บริโภคได้ประโยชน์สุด ๆ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/409754?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

คลอดแล้ว…ประกาศควบคุมผลิตเคมีผู้บริโภคได้ประโยชน์สุด ๆ

11 มกราคม 2563 – 00:00 น.
มนัญญา,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,สารเคมี,พาราควอต,ข่าววันนี้,โรงงาน,สิ่งแวดล้อม
เปิดอ่าน 139 ครั้ง

ร่างประกาศกระทรวงเกษตรฯควบคุมผลิต บรรจุสารเคมีจัดทำเรียบร้อย เสนอกก.วัตถุอันตราย ก่อนเฉลิมชัยลงนามย้ำเป็นกม.ให้ความปลอดภัยผู้ใช้ ไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม

11 มกราคม 2563 มนัญญาเผยร่างประกาศกระทรวงเกษตรฯควบคุมผลิต บรรจุสารเคมีทางการเกษตรจัดทำเรียบร้อย สั่งกรมวิชาการเกษตรเสนอที่ประชุมกก.วัตถุอันตรายเห็นชอบก่อนเสนอ เฉลิมชัย ลงนาม ย้ำเป็นกฎหมายให้ความปลอดภัยต่อผู้ทำงานในโรงผลิต ผู้ใช้ และผู้บริโภค ไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม 

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า อธิบดีกรมวิชาการเกษตรได้ส่ง (ร่าง) ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการผลิต การนำเข้า การส่งออก และการมีไว้ในครอบครอง (ฉบับที่ 3) พ.ศ. ….มาให้แล้ว

สาระสำคัญคือ กำหนดให้สถานที่ผลิตวัตถุอันตรายต้องได้การรับรองระบบมาตรฐานบริหารคุณภาพ ISO 9001 ระบบมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 และมีห้องปฏิบัติการซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC17025 ด้านการวิเคราะห์วัตถุอันตราย ที่ได้รับการรับรองจากสถาบันการตรวจรับรองมาตรฐาน โดยหน่วยงานมาตรฐานในประเทศไทย

ยกเว้นสถานที่ผลิตสารชีวภัณฑ์ และสารสกัดจากพืช สถานที่ผลิตวัตถุอันตรายที่ผู้ประกอบการได้รับอนุญาตให้ผลิตวัตถุอันตรายอยู่ก่อนแล้ว จะให้เวลาปรับปรุงแก้ไข 2 ปี อาคารผลิตและเก็บรักษาวัตถุอันตรายที่มากกว่าสองชั้นขึ้นไปต้องมีบันไดหนีไฟ ผนังต้องใช้วัสดุที่ไม่ก่อให้เกิดการลุกลามของ พื้นอาคารต้องไม่มีคุณสมบัติดูดซับวัตถุอันตราย สามารถป้องกันการรั่วไหลของวัตถุอันตรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการระบายอากาศที่เหมาะสม

ต้องแบ่งแยกพื้นที่ผลิตและเก็บวัตถุอันตรายแต่ละประเภทเป็นสัดส่วนเพื่อป้องกันการปะปนกัน มีการระบายน้ำทิ้งลงสู่บ่อพักเพื่อนำไปบำบัด สำหรับการป้องกันอันตรายสำหรับผู้ปฏิบัติงานนั้น กำหนดให้ต้องมีเสื้อผ้าชุดปฏิบัติงาน ถุงมือ รองเท้า หมวก หน้ากากป้องกันพิษ

ตรวจสุขภาพผู้ปฏิบัติงานอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งเพื่อป้องกันอันตรายจากการมีวัตถุอันตรายสะสมอยู่ในร่างกาย ถ้าผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับวัตถุอันตรายที่มีสารประกอบในกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟสหรือคาร์บาเมตต้องตรวจหาระดับซีรัมโคลีนเอสเตอเรสด้วย พร้อมจัดทำทะเบียนประวัติสุขภาพของผู้ปฏิบัติงานและหากตรวจพบวัตถุอันตรายสะสมในร่างกายจนถึงระดับอันตราย ต้องจัดให้ผู้นั้นได้รับการรักษาหรือไปปฏิบัติงานอื่นตามความเหมาะสม

น.ส. มนัญญากล่าวต่อว่า กฎหมายใหม่นี้ยังกำหนดให้ตรวจสอบคุณภาพของผลิตภัณฑ์วัตถุอันตราย โดยการตรวจสอบวิเคราะห์คุณภาพ อัตราส่วนความเข้มข้นของสารสำคัญให้ถูกต้องก่อนบรรจุภาชนะ ตรวจสอบฉลากที่จะปิดบนภาชนะบรรจุวัตถุอันตรายให้ถูกต้อง

นอกจากนี้ผู้ผลิตวัตถุอันตรายจำกัดการใช้ต้องแจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการผลิตให้พนักงาน เจ้าหน้าที่ทราบภายในวันถัดจากวันที่มีการผลิตประกอบด้วย กระบวนการการตั้งแต่เริ่มนำสารชนิดเข้มข้นมาแปรรูปโดยใช้ส่วนผสมต่าง ๆ เพื่อเปลี่ยนสภาพเป็นสารพร้อมใช้ แจ้งชนิดของส่วนผสม รายงานเกี่ยวกับภาชนะบรรจุที่ใช้แล้วซึ่งมีอยู่ในความครอบครอง การส่งไปทำลาย สถานที่ทำลายและวิธีการทำลาย

โดยจะต้องส่งรายงานดังกล่าวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในเดือนมกราคมทุกปี ในกรณีที่หากสอบสวนพบว่า เกิดข้อบกพร่องที่มีผลต่อคุณภาพผลิตภัณฑ์หรือเกิดอันตรายต่อ ผู้บริโภคต้องเก็บผลิตภัณฑ์ดังกล่าวคืนอย่างรวดเร็ว มีบันทึกการเรียกเก็บผลิตภัณฑ์คืนจากลูกค้าแต่ละราย ตลอดจนให้แยกเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ที่เรียกคืนไว้ในบริเวณเฉพาะที่ปลอดภัย

“สั่งการให้กรมวิชาการเกษตรนำเสนอ (ร่าง) ประกาศกระทรวงฯ นี้เข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายครั้งต่อไปเพื่อให้ความเห็นชอบ จากนั้นจะนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลงนาม หรือลงนามเอง หากได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ในฐานะที่กำกับดูแลกรมวิชาการเกษตร ซึ่งมั่นใจว่า เป็นกฎหมายที่จะทำให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้ปฏิบัติงานในสถานที่ผลิต ผู้ใช้ และผู้บริโภค รวมถึงไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม” น.ส. มนัญญากล่าว

ไร่ละ 3,000 บาทชดเชยทำลายมันสำปะหลังใบด่าง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/409271?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ไร่ละ 3,000 บาทชดเชยทำลายมันสำปะหลังใบด่าง

11 มกราคม 2563 – 00:00 น.
มันสำปะหลัง,กรมส่งเสริมการเกษตร,ใบด่างมันสำปะหลัง,ข่าววันนี้,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 71 ครั้ง

เปิดเวที ปราบใบด่างมันสำปะหลัง มั่นใจเกษตรกรได้รับค่าชดเชย ภายใน ก.พ. คุมเข้มห้ามเกษตรกรใช้ท่อนพันธุ์ ที่เป็นโรคซ้ำเด็ดขาด ขอความทุกชุมชน เฝ้าระวังและรู้จักโรค

11 มกราคม 2563 กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเวที ปราบใบด่างมันสำปะหลัง มั่นใจเกษตรกรได้รับค่าชดเชย ภายใน ก.พ. นี้ คุมเข้ม ห้ามเกษตรกรใช้ท่อนพันธุ์ ที่เป็นโรคซ้ำ เด็ดขาด ขอความร่วมมือทุกชุมชน เฝ้าระวังและรู้จักโรค 

นางกุลฤดี  พัฒนะอิ่ม รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวถึงการประชุมชี้แจงคู่มือโครงการป้องกันและกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลัง ว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ได้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ พร้อมช่วยเหลือเกษตรกรมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ กรมวิชาการเกษตร รับรองการเกิดโรคใบด่างมันสำปะหลังในประเทศไทย ที่สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส Cassava mosaic virus ซึ่งเป็นโรคที่มีความสำคัญ หากระบาดรุนแรงอาจทำให้ผลผลิตเสียหายได้ถึง 100 เปอร์เซ็นต์

เกษตรกรไม่สามารถเก็บผลผลิตได้ เชื้อไวรัสสาเหตุโรคสามารถแพร่ระบาดโดยท่อนพันธุ์มันสำปะหลังและ แมลงหวี่ขาวยาสูบ และ ครม. ได้อนุมัติงบประมาณโครงการป้องกันและกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลัง  เป็นค่าทำลายต้นที่เป็นโรคและเงินชดเชยให้เกษตรกร กรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้จัดทำคู่มือโครงการ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถนำไปปฏิบัติ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข พื้นที่เป้าหมาย วิธีการทำลาย การใช้เงิน วิธีการจ่ายเงินชดเชย ที่คณะอนุกรรมการบริหารจัดการโรคใบด่างมันสำปะหลังกำหนด

สำหรับแผนการขับเคลื่อนการปราบใบด่างมันสำปะหลัง ได้ วางไว้ 4 แนวทาง สำรวจ ชี้เป้า ทำลาย และชดเชย ซึ่งจะต้องทำ โดยรัดกุม พร้อมทั้งปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการอย่างเคร่งครัด และการทำลาย จะต้องถูกต้อง ตามหลักวิชาการ ได้แก่ วิธีฝังกลบ

โดยฝังกลบต้นมันสำปะหลังที่เป็นโรค และต้นข้างเคียงโดยรอบในรัศมี 2 เมตรในหลุมที่ลึกไม่น้อยกว่า 2 – 3 เมตร ราดด้วยสารกำจัดวัชพืช อะมีทรีน 80% WG ซัลเฟนทราโซน 48% SC ไดยูรอน 80% WP อย่างใดอย่างหนึ่งก่อน จึงกลบด้วยดินหนาไม่น้อยกว่า 0.5 เมตร  วิธีใส่ถุง/กระสอบ  โดยนำต้นมันสำปะหลังที่เป็นโรคตัดเป็นท่อนใส่ถุง / กระสอบมัดปากให้แน่นแล้วนำไปตากแดดไม่น้อยกว่า 7 วัน หรือจนกว่าต้นมันสำปะหลังจะตาย หรือ วิธีบดสับ

โดยนำต้นมันสำปะหลังที่เป็นโรคเข้าเครื่องบดป่นหรือเครื่องสับย่อย โดยปูพลาสติกรองพื้นให้เศษต้นที่ถูกทำลายอยู่บนพลาสติก แล้วคลุมกองด้วยพลาสติกตากแดดให้ต้นมันสำปะหลังแห้งตาย ขณะนี้ เริ่มทำลายไปแล้ว กว่า 20,000 ไร่

สำหรับเกษตรกรที่ยินยอมให้ทำลายต้นที่เป็นโรค จะได้รับเงินชดเชย ไร่ละ 3,000 บาท ตามรายละเอียดเงื่อนไขของโครงการ โดยในเบื้องต้นคาดว่าจะสามารถจ่ายเงินให้กับเกษตรกร ได้ประมาณเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ขอย้ำให้เกษตรกร และสั่งการเจ้าหน้าที่ให้ทุกพื้นที่ ที่พบการระบาด รวมถึงพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง ไม่ใช้ท่อนพันธุ์ ที่เป็นโรคซ้ำ เด็ดขาด และขอความร่วมมือ เจ้าหน้าที่เกษตรกร สร้างการรับรู้ให้เกษตรกร เฝ้าระวัง และ หมั่นสำรวจแปลงอยู่เสมอ

ชวนเที่ยวงานวันเด็กฯที่พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/409576?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ชวนเที่ยวงานวันเด็กฯที่พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ

10 มกราคม 2563 – 10:29 น.
พิพิธภัณฑ์เกษตร
เปิดอ่าน 180 ครั้ง

เที่ยวงานวันเด็กฯที่พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ สนุกเรียนรู้”เมล็ดพันธุ์ของพระราชา” 

“เด็กไทยยุคใหม่ รู้รักสามัคคี รู้หน้าที่พลเมืองไทย”คำขวัญวันเด็กปีนี้ที่นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มอบให้เด็กไทย เนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2563 ซึ่งตรงกับวันเสาร์ที่ 11 มกราคม เพื่อสื่อความว่าเด็กไทยยุคใหม่ ต้องให้ความสำคัญทั้งเรื่องของเทคโนโลยีและต้องรู้จักหน้าที่ของความเป็นพลเมืองไทย รับผิดชอบอนาคตประเทศชาติร่วมกันด้วย

“สหภูมิ ภูมิธฤติรัฐ”(ขวา)ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ

ในปีนี้ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนร่วมจัดงานวันเด็กกันอย่างคึกคัก หนึ่งในนั้นคือ สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็ได้จัดงานวันเด็กอย่างยิ่งใหญ่อีกปี เพื่อให้เด็กๆ ที่ถือเป็นเมล็ดพันธุ์ของพระราชาได้มีโอกาสเรียนรู้งานด้านการเกษตรอย่างครบวงจร ทั้งภาคทฤษฎีและการทดลองปฏิบัติจริง ภายใต้ชื่องาน “เมล็ดพันธุ์ของพระราชา”

   “ท่องโลกเกษตร” ตามผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ “สหภูมิ ภูมิธฤติรัฐ” ไปสัมผัสกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ ที่สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ซึ่งได้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ มีกิจกรรมทางด้านการเกษตรที่หลากหลายให้เด็กๆ ได้สัมผัสกัน

สหภูมิบอกว่า พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นพิพิธภัณฑ์แห่งการเรียนรู้แบบมีชีวิต ที่ให้ความสำคัญกับเด็ก เยาวชน ที่จะเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนา และขับเคลื่อนประเทศชาติในอนาคต และเพื่อให้เด็กๆ ได้เข้าใจ เรียนรู้วิถีเกษตรจากทฤษฎีสู่การปฏิบัติ ได้ความรู้ฝึกทักษะการเกษตรสู่การพึ่งพาตนเองในอนาคต สุข สนุก เรียนรู้ชัด ปฏิบัติได้จริง ภายใต้คำขวัญของนายกรัฐมนตรี ที่ว่า “เด็กไทยยุคใหม่ รู้รักสามัคคี รู้หน้าที่พลเมืองไทย”

ภายในงานเมล็ดพันธุ์ของพระราชาจะได้เรียนรู้วิถีเกษตรพอเพียงที่สอดแทรกสาระความรู้ สนุกอัดแน่นทุกกิจกรรม ลงมือปฏิบัติจริงผ่านเกมสนุกๆ อาทิ จักรยานสูบน้ำ ปลูกผักกลับบ้าน ต่อวงจรโซลาร์เซลล์ ตามล่าหาเมล็ดพันธุ์ นาปาเป้า หนูน้อยจ่ายตลาด ประดิษฐ์พวงกุญแจจากหญ้าแฝก และอีกมากมายกว่า 30 ฐานการเรียนรู้ สนุกสนาน ลุ้นรับของรางวัลมากมาย จากกิจกรรมสนุกๆ ที่มีให้เลือกสารพัด เช่น แม่นจริงยิงหนู แตะบอลเข้ารู บันไดงู โยนห่วง จับได้ ดมดี สนุกครบครันพร้อมรับของรางวัลกลับบ้าน

เป็นงานจัดเต็มให้เด็กๆ เข้ามาเรียนรู้ในพิพิธภัณฑ์ทั้ง 6 พิพิธภัณฑ์ เรียนรู้พระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ พระอัจฉริยภาพของในหลวงรัชกาลที่ 9  และสนุกทะลุจอไปกับการชมภาพยนตร์แอนิเมชั่น 3 มิติ จัดเต็ม 7 เรื่อง 7 รส จัดเต็มตลอดงานตามรอบการเข้าชม ที่สอดแทรกสาระความรู้ต่างๆ ให้เยาวชนไทยได้นำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน

อิ่มอร่อยกับอาหาร เครื่องดื่ม เติมพลังแห่งการเรียนรู้จากผลผลิตทางการเกษตร แวะถ่ายภาพ เช็กอิน แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร สืบสาน รักษา ต่อยอด WISDOM FARM เดินเล่นชิลๆ บนสะพานไม้ไผ่กลางแปลงนาอินทรีย์ ชมเรือขุดลอกคลอง สมัยรัชกาลที่ 5 ถ่ายภาพกับเรือนไทยโบราณ 4 ภาค ชิมกาแฟอินทรีย์ และช็อปอาหารคาวหวานที่ WISDOM FARM

พลาดไม่ได้!! ที่จะพาลูกหลาน เมล็ดพันธุ์ของพระราชา มาสร้างประสบการณ์ให้เติบใหญ่เป็นต้นไม้ที่แข็งแรง หยั่งรากลึกลงดิน ออกดอกผลที่สวยงามกล้าที่จะคิดและทำสิ่งใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติตามวิถีของตนเอง เพื่อสร้างพื้นฐานสำหรับการดำรงชีวิตในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมร่วมแสดงพลังเด็กไทยยุคใหม่ ที่รู้ทันเทคโนโลยี รู้จักหน้าที่พลเมืองไทย และเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยสร้างความสามัคคีให้แก่สังคมไทย เพื่อการพัฒนาประเทศที่ก้าวไกลในอนาคต

สำหรับสำนักงานพิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดตั้งขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เนื่องในมหามงคลสมัยทรงครองสิริราชสมบัติครบรอบ 50 ปี ในปีพุทธศักราช 2539 โดยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานพิธีวางศิลาฤกษ์การก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม  2539

และพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานในพิธีเปิดเมื่อวันที่ 21 มกราคม  2545 ต่อมากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินการจัดตั้งสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว(องค์การมหาชน) เพื่อดำเนินการบริหารงานตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) ปี 2552 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2552 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน

ธ.ก.ส. จับมือ สำนักอนามัย หนุนจัดทำบัตร Smart Card อสส. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/409530?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ธ.ก.ส. จับมือ สำนักอนามัย หนุนจัดทำบัตร Smart Card อสส.

10 มกราคม 2563 – 01:25 น.
ธกส,สำนักอนามัย,หนุนทำบัตร,อสส,บัตร Smart Card
เปิดอ่าน 87 ครั้ง

ธ.ก.ส. จับมือ สำนักอนามัย หนุนจัดทำบัตร Smart Card อสส. แทนบัตรประจำตัว ใช้ถอนเงินสด ชำระค่าบริการในร้านที่รองรับบัตร Debit Prompt Card

นายกษาปณ์ เงินรวง ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และนายแพทย์ชวินทร์ ศิรินาค ผู้อำนวยการสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือโครงการจัดทำบัตร Smart Card อาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร (อสส.) เพื่ออำนวยความสะดวกให้ อสส. สามารถใช้บัตร Smart Card อสส. แทนบัตรประจำตัว อสส. อีกทั้งยังสามารถใช้บัตรถอนเงินสด และชำระค่าบริการในร้านที่รองรับบัตร Debit Prompt Card ซึ่งโครงการดังกล่าว เป็นการสนับสนุนการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National e-Payment Master Plan) พร้อมพัฒนาระบบการเบิกจ่ายเงินค่าป่วยการของ อสส. ให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ณ ห้องประชุมชั้น 8 อาคารธานีนพรัตน์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เขตดินแดง เมื่อเร็วๆ นี้

ธ.ก.ส.-คูโบต้า-ยันม่าร์ หนุนสินเชื่อเครื่องจักรการเกษตร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/409529?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ธ.ก.ส.-คูโบต้า-ยันม่าร์ หนุนสินเชื่อเครื่องจักรการเกษตร

10 มกราคม 2563 – 01:02 น.
ธกส,จับมือ คูโบต้า,ยันม่าร์,หนุนสินเชื่อเครื่องจักร,ทางการเกษตร,ข่าววันนี้,คมช้ดลึก,ลดต้นทุน,เกษตรกร
เปิดอ่าน 92 ครั้ง

ธ.ก.ส จับมือคูโบต้าและยันม่าร์ สร้างโอกาสให้เกษตรกรเข้าถึงเครื่องจักรทางการเกษตร เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน พร้อมหนุนสินเชื่อ วงเงิน 15,000 ล้านบาท

ที่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สำนักงานใหญ่ บางเขน กรุงเทพ ได้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “โครงการสินเชื่อนวัตกรรมเครื่องจักรเครื่องยนต์” ระหว่าง นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการ ธ.ก.ส. กับ นายสมศักดิ์ มาอุทธรณ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด – นางวราภรณ์ โอสถาพันธุ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามคูโบต้า ลีสซิ่ง จำกัด และนายชินจิ สุเอนางะ ประธานบริหารบริษัท ยันม่าร์ เอส พี จำกัด – นายทาคาชิ โยชิดะ ประธานบริษัท ยันม่าร์ แคบปิตอล (ไทยแลนด์) จำกัด เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกร ประชาชนทั่วไป ผู้ประกอบการ มีโอกาสในการเลือกใช้เครื่องจักรเครื่องยนต์ทดแทนแรงงาน เพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตทางการเกษตรสู่ความยั่งยืน โดยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตรเพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตการเกษตร

นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวว่า ธ.ก.ส. มีนโยบายส่งเสริมการปฏิรูปภาคเกษตรไทยสู่ความยั่งยืนภายใต้หลัก ปรับ เปลี่ยน พัฒนา โดยเฉพาะการปรับการผลิต โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ยกระดับการทำเกษตรกรรมในทุกรูปแบบที่สามารถลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ธ.ก.ส. จึงได้ทำโครงการสินเชื่อนวัตกรรมเครื่องจักรเครื่องยนต์ โดยร่วมกับเครือบริษัทคูโบต้าและยันม่าร์ ในการสนับสนุนเกษตรกรให้มาเลือกใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตรเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (Agri-Tech) แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานในภาคเกษตร และการทำการผลิตให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ หรือการปลูกพืชตามแผนที่เกษตร (Agri-Map) เพื่อการบริหารจัดการเชิงรุกในพื้นที่ที่เหมาะสม

รวมทั้งเปลี่ยนการผลิตการเกษตรให้ตรงกับความต้องการของตลาด สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร (Value Added) ช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคการเกษตรให้มีความยั่งยืน โดยมีเป้าหมายเป็นเกษตรกรลูกค้า หรือผู้ที่มีความสนใจ โดยสามารถขอรับการสนับสนุนสินเชื่อตามโครงการดังกล่าว นำไปเป็นเงินทุนจัดซื้อเครื่องจักรเครื่องยนต์ในภาคเกษตรกรรม ตลอดจนเป็นค่าอุปกรณ์ ค่าบำรุงซ่อมแซม และการจัดหาอุปกรณ์พ่วงหรือเสริมให้เครื่องจักรนั้นสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ วงเงินสินเชื่อรวม 15,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย
MRR-1 (ปัจจุบัน MRR เท่ากับร้อยละ 6.875 ต่อปี) ระยะเวลาโครงการตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2566

นอกจากนี้ ธ.ก.ส.ได้สนับสนุนการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของคนในชุมชนภายใต้โครงการ
สินเชื่อธุรกิจชุมชนสร้างไทย  วงเงินรวม 50,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเพียง ร้อยละ 0.01 ต่อปี สำหรับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนและสหกรณ์การเกษตรที่สนใจการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยเครื่องจักรกลการเกษตรทั้งนี้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขต้องเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

นายสมศักดิ์ มาอุทธรณ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า โครงการนี้เกิดจากเจตนารมย์ร่วมกันของ ธ.ก.ส. และสยามคูโบต้า เล็งเห็นความสำคัญในการสนับสนุนให้เกษตรกรสามารถเป็นเจ้าของนวัตกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรได้ง่ายขึ้น ด้วยเงื่อนไขการให้สินเชื่อที่เหมาะสมกับรายได้ของเกษตรกร เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต บริษัทฯ มุ่งมั่นพัฒนาสินค้าที่ตอบสนองต่อยุคนวัตกรรมการเกษตรมากขึ้น ด้วยระบบนวัตกรรมอัจฉริยะ KUBOTA Intelligence System (KIS) ที่ช่วยให้บริหารจัดการเครื่องจักรกลได้ง่ายและสะดวกสบายยิ่งขึ้น รวมถึงจัดตั้ง คูโบต้า ฟาร์ม เพื่อเป็นฟาร์มสร้างประสบการณ์เกษตรสมัยใหม่ของอาเซียน มุ่งหวังให้เกษตรกรได้เข้าถึงทุกนวัตกรรมเกษตรที่ใช้ได้จริง ทั้งนี้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้ดียิ่งขึ้น

นายชินจิ สุเอนางะ ประธานบริหารบริษัท ยันม่าร์ เอส พี จำกัด กล่าวว่า ด้วยการสนับสนุนด้านสินเชื่อจาก ธ.ก.ส. ยันม่าร์เชื่อว่าโครงการนี้จะช่วยพี่น้องเกษตรกรได้มีโอกาสเข้าถึงเครื่องจักรกลการเกษตรมากขึ้น และมั่นใจว่าการนำเครื่องจักรกลการเกษตรมาใช้ จะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิต ประกอบกับความล้ำสมัยด้านเทคโนโลยีของแทรกเตอร์ยันม่าร์ในปัจจุบันที่พัฒนามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบติดตามการทำงานผ่านดาวเทียมหรือ SA-R (Smart Assist) ที่จะช่วยจัดการ การทำการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยันม่าร์มีความยินดีและพร้อมให้ความร่วมมือด้านอื่นๆ กับทาง ธ.ก.ส. เพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนให้เกษตรกรไทยมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน อันเป็นวิสัยทัศน์ความมุ่งมั่นของยันม่าร์ทั่วโลกเช่นกัน