มนัญญา เร่งตำรวจฟ้องอดีตกก.สหกรณ์สโมสรรถไฟทุจริต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/409487?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

มนัญญา เร่งตำรวจฟ้องอดีตกก.สหกรณ์สโมสรรถไฟทุจริต

10 มกราคม 2563 – 00:03 น.
สหกรณ์รถไฟ,มนัญญา ไทยเศรษฐ,ทุจริต,ข่าววันนี้,ตรววสอบ,สหกรณ์,กรรมการ,รถไฟ,สโมสรรถไฟ
เปิดอ่าน 216 ครั้ง

มนัญญา จัดการเบ็ดเสร็จ เร่งตำรวจฟ้องดำเนินคดีอาญาและแพ่ง อดีตกก.สหกรณ์สโมสรรถไฟทุจริต ภายในกุมภาพันธ์นี้

10  มกราคม 2563 มนัญญา เผยหลังตรวจสหกรณ์สโมสรรถไฟยังมีสภาพคล่องให้บริการสมาชิก  ประธานสหกรณ์ ระบุไม่ชักดาบเจ้าหนี้พันธมิตรเงินกู้แน่นอน ขอเพียงให้ยืนยันการให้กู้เท่านั้น ล่าสุดเหลือ สหกรณ์การยางแห่งประเทศไทยกับตำรวจที่ยังไม่ยันการกู้   

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์  รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเข้ารับทราบการดำเนินการของสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด ว่า ได้ติดตามสอบถามและฟังคำชี้แจงของประธานสหกรณ์ออมทรัพย์และผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ(สอ.สรฟ.)ในเรื่องการบริหารสินทรัพย์ และหนี้สินของสหกรณ์  การให้บริการสมาชิกทั้งการกู้เงิน การแก้ปัญหาหนี้ที่เกิดจากการทุจริตของอดีตกรรมการสหกรณ์ โดยสหกรณ์ได้ชี้แจงและให้ดูเอกสารทางการเงินของสหกรณ์  ก็พบว่าสหกรณ์ยังมีสภาพคล่องที่จะให้สมาชิกกู้หรือถอนได้  แต่ได้กำชับให้เร่งติดตามเรื่องการฟ้องคดีกับอดีตกรรมการที่ร่วมกันทุจริต

ประเด็นสำคัญคือการฟ้องอาญาและแพ่งกับ 6 กรรมการที่ทุจริต จะได้พิสูจน์ความจริงและเรียกทรัพย์คืน ซึ่งทางตำรวจก็บอกว่าสามารถรวบรวมส่งอัยการได้ก.พ. 63 นี้ และจากที่ได้ดูข้อเท็จจริงทางการเงินแล้ว สหกรณ์เขาให้ความมั่นใจว่าสมาชิกสามารถที่จะกู้หรือจะถอนเงินได้ตามปกติ สำหรับเจ้าหนี้พันธมิตรที่ไปกู้ยืมก็รับทราบว่าสหกรณ์ได้มีการชำระไปแล้วประมาณ  100  ล้านบาท

ซึ่งก็จะได้สอบทานว่ามีการชำระจริงเพื่อพิสูจน์ความมีอยู่ของเจ้าหนี้ ซึ่งในเรื่องนี้เป็นการติดตามและขอทราบว่าสหกรณ์มีการแก้ไขอย่างไรก็ตามพบว่า ได้มีความพยายามแก้ไขและกรรมการชุดใหม่ก็ทำงานได้ดี และสามารถที่จะมีสภาพคล่องดำเนินธุรกิจได้ปกติ  อย่างไรก็ตามในอนาคตก็จะพิจารณาว่าจะมีการแก้ไขกฏหมายสหกรณ์ในประเด็นใดหรือไม่เพื่อให้การทำงานกระชับมากขึ้น “รมช.เกษตรฯกล่าว

นายสาโรจน์ สุขแสงดาว ประธานกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ(สอ.สรฟ .) กล่าวว่า  ยืนยันว่ามีสภาพคล่องพร้อมให้สมาชิกฝาก ถอนตามปกติ ซึ่งที่เข้ามา  1 ปีได้วางแนวทางการแก้ไขปัญหาไว้ได้พอสมควรแล้ว โดยขณะนี้สหกรณ์จะมีรายได้จากดอกเบี้ยเงินกู้ของสมาชิกที่ส่งดอกเดือนประมาณ 52  ล้านบาทและมีภาระที่ต้องชำระดอกเบี้ยรวม 27  ล้านบาท จึงมีเงินช่องว่างมาเสริมสภาพคล่อง และสมาชิกปฏิบัติตามเกณฑ์ที่สหกรณ์สอ.สรฟ.วางไว้ในเรื่องสัดส่วนที่จะไถ่ถอนก็คาดว่าอีกไม่นานจะสามารถแก้ไขได้ทั้งหมด

“กรณีเงินกู้พันธมิตร 15 รายวงเงิน 3,400 กว่าล้านบาท และ 10 รายที่ยืนยันการเป็นเจ้าหนี้ได้มีการลงนามความร่วมมือในการชำระเงินเป็นงวดแล้วและสหกรณ์พันธมิตรยอมรับ ในขณะที่อีก  5 แห่งที่เหลือ ที่สอ.สรฟ.ไม่ได้ชำระหนี้เงินกู้ให้นั้นอยู่ระหว่างที่ให้สกรณ์เหล่านั้นยืนยันการเป็นเจ้านี้เพราะหากกรรมการนำเงินสมาชิกไปใช้หนี้โดยที่ไม่มีหลักฐาน กรรมการก็ต้องโดนฟ้องติดคุก   ล่าสุดเหลือสหกรณ์การยางแห่งประเทศไทยกับสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจที่ยังไม่ยอมแจ้งความเพื่อยืนยันการให้กู้กับสอ.สรฟ. ซึ่งหากยืนยันสอ.สรฟ.ก็พร้อมใช้หนี้ไม่มีการชักดาบ “นายสาโรจน์กล่าว 

ประธานสอ.สรฟ .กล่าวด้วยว่า ขณะนี้กรรมการชุดปัจจุบันได้เร่งรัดในการฟ้องร้องทางอาญาข้อหาลักทรัพย์กับอดีตกรรมการชุดดังกล่าว  6 ราย  ที่ได้มีการอนุมัติเงินกู้พิเศษโดยมิชอบให้กับสมาชิก 6 รายรวม  199  สัญญา วงเงินกว่า  2,279 ล้านบาทในระหว่างปี  2555-60  นั้นทางตำรวจเจ้าของคดีแจ้งว่าจะสามารถยื่นต่ออัยการได้ภายใน ก.พ.  2563  หากคดีถึงที่สุดก็จะสามารถติดตามทรัพย์มาขายเพื่อนำเงินมาคืนสหกรณ์ได้

โดยพบว่า  นายบุญส่ง หงส์ทอง อดีตประธานสหกรณ์กับพวกอีก 5 คนร่วมกันทุจริตและนำเงินไปซื้อที่ดินที่ อ.แก่งกระจานในชื่อตนเอง  โดยเป็นเงินกู้ชื่อนายบุญส่ง  658  ล้านบาท  นายวีระชัย ศรีสวัสดิ์  601 ล้านบาท  นายนรินทร์ โพธิ์ศรี  449 ล้านบาท  นายปรีชา ธนะไพรินทร์  395 ล้านบาท  นายบัญชา ช่วยประสิทธิ์ 170 ล้านบาท และนายประพันธ์ อำพันฉาย 160 ล้านบาท

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์  กล่าวว่า ในเรื่องนี้มีความพยามที่จะเชื่อมโยงเพื่อกดดันให้อธิบดีใช้อำนาจนายทะเบียนเข้าไปสั่งการให้สอ.สรฟ.กระทำการ เช่นจะให้ใช้อำนาจนายทะเบียนสหกรณ์ สั่งการให้สหกรณ์ออมทรัยพ์สโมสรรถไฟฯ ใช้หนี้พันธมิตรเจ้าหนี้ 3พันกว่าล้าน  ซึ่งขอชี้แจงว่าไม่สามารถกระทำได้เพราะจะผิดมาตรา  157

อีกทั้งสหกรณ์เป็นนิติบุคคลที่ต้องมีความรับผิดชอบต่อสมาชิกของสหกรณ์นั้น ๆ หากนายทะเบียนไปสั่งให้กรรมการนำเงินสมาชิกมาชำระหนี้เจ้าหนี้นั้นไม่สามารถทำได้เพราะจะเป็นแทรกแซงกิจการของนิติ  อีกทั้งกรณีหนี้ที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ากู้ยืมกันโดยชอบหรือไม่ก็จะยิ่งมีความผิดเพิ่มมากขึ้น  สหกรณ์จึงเป็นเรื่องของสมาชิกทั้งหมดที่จะร่วมกันตรวจสอบกรรมการกันเอง

กยท.ย้ำช่วยชาวสวนยางเป็นธรรม คาดโทษจนท.ทุจริตเจอวินัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/409277?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

กยท.ย้ำช่วยชาวสวนยางเป็นธรรม คาดโทษจนท.ทุจริตเจอวินัย

10 มกราคม 2563 – 00:02 น.
การยางแห่งประเทศไทย,กยท,สวนยางพารา,ชดเชย,ข่าววันนี้,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 175 ครั้ง

กยท.แจงการดำเนินมาตรการ-โครงการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางอย่างเป็นธรรม เน้นยึดความถูกต้องปฏิบัติตามระเบียบ เงื่อนไขเคร่งครัด

10 มกราคม 2563 กยท. ชี้แจงการดำเนินมาตรการ-โครงการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางอย่างเป็นธรรม เน้นยึดความถูกต้องปฏิบัติตามระเบียบ เงื่อนไขอย่างเคร่งครัด 

นายขจรจักษณ์ นวลพรหมสกุล รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กยท. มีมาตรการในการควบคุมการซื้อขายยางผ่านตลาดกลางยางพารายางพาราทุกชนิดอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด กำหนดระเบียบการซื้อขายยางตลาด โดยมีการควบคุมคุณภาพสินค้าในตลาด มีการลงทะเบียนซื้อขายกำหนดราคากลาง และระบบการประมูลที่เป็นธรรมและเปิดเผย ให้ทุกคนมีสิทธิ์เข้าประมูลและขาย ป้องกันการกดราคา และหลีกเลี่ยงการถูกกดขี่จากกลุ่มพ่อค้า

ด้านโครงการประกันรายได้ชาวสวนยางเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง (เจ้าของสวน ผู้เช่า ผู้ทำ และคนกรีดยาง) ที่ขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลพื้นที่กับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ทั้งที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์ (บัตรสีเขียว) และไม่มีเอกสารสิทธิ์ (บัตรสีชมพู) ก่อนวันที่ 12 สิงหาคม 2562  ตามมติการประชุมคณะรัฐมนตรีตามที่คณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติเป็นผู้เสนอ จะใช้ราคาอ้างอิงที่กำหนดโดยคณะกรรมการกำหนดราคากลางอ้างอิง

ซึ่งมีเกษตรกรชาวสวนยางร่วมเป็นกรรมการในชุดนี้ มาคิดส่วนต่างจากราคาตลาดเพื่อชดเชยให้เกษตรกรชาวสวนยาง โดยงบประมาณของโครงการฯ ที่ใช้จ่ายชดเชยให้เกษตรกรเป็นเงินงบกลางของรัฐบาลส่วนเงินบริหารโครงการเป็นเงินจากกองทุนพัฒนายางพารามาตรา 49 (3) นอกเหนือจากโครงการดังกล่าว กยท. ได้ดำเนินการส่งเสริม และสนับสนุนเกษตรกรชาวสวนยาง/สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางผ่านมาตรา 49 (3) ยึดตามระเบียบ ข้อบังคับ

โดยอยู่บนพื้นฐานของความเป็นธรรม เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร/สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางมาโดยตลอด ทั้งนี้ เกษตรกร/สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางทุกกลุ่มมีสิทธิ์เข้าถึง เข้ารับการช่วยเหลือหรือเข้าร่วมโครงการต่างๆที่จะเกิดในอนาคตได้ โดยขอให้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยางกับ กยท. โดยสามารถติดต่อการยางแห่งประเทศไทยทุกสาขาในพื้นที่ที่มีสวนยางตั้งอยู่

รักษาการผู้ว่าการ กยท. กล่าวเพิ่มเติมว่า กยท. ให้ความสำคัญในการปฏิบัติงานของพนักงาน ซึ่งต้องอยู่ภายใต้ระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของพนักงานและลูกจ้างประจำ และข้อบังคับคณะกรรมการ กยท. ว่าด้วยวินัยและการลงโทษพนักงานและลูกจ้างประจำ มีการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในทุกระดับ หากพบการทุจริตก็จะมีการสอบสวนและลงโทษตามกระบวนการทางวินัยของ กยท.

“รัฐบาล กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ กยท.มีความมุ่งมั่นเต็มที่ที่จะช่วยแก้ปัญหาให้กับพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางมาโดยตลอด แต่อาจจะมีเงื่อนไขปัจจัยที่เกี่ยวข้องที่ส่งผลกระทบต่อการแก้ปัญหาจึงอยากได้รับความร่วมมือจากเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางในการแก้ปัญหาต่างๆ ให้สำเร็จตามที่พี่น้องเกษตรกรคาดหวังไว้”

มีหนาว…รายชื่อนักการเมือง นายทุนฮุบส.ป.ก.ถึงมือธรรมนัส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/409508?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

มีหนาว…รายชื่อนักการเมือง นายทุนฮุบส.ป.ก.ถึงมือธรรมนัส

10 มกราคม 2563 – 00:00 น.
สปก,ปารีณา,นักการเมือง,ผู้มีอิทธิพล,รุกป่า,ธรรมนัส
เปิดอ่าน 204 ครั้ง

เผยบัญชีผู้มีอิทธิพล นักการเมืองทุกพรรค บุกรุกที่ส.ป.ก.อยู่ในมือธรรมนัสแล้ว ระบุอาจหยิบยกมาอภิปรายฝ่ายตรงข้าม ยันเข้าแปลงสืบทรัพย์ เล้าไก่ ปารีณา สิ้นเดือนนี้

10 มกราคม 2563 นายสุริยน  พัชรครุกานนท์ รองเลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) เปิดเผยว่า ได้เรียกประชุม 4 สำนักงานมีหน้าที่ในการจัดแปลงเขาสนฟาร์ม กว่า 682 ไร่ 

โดยเป็นที่ดินยึดคืนจากน.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรรคพลังประชารัฐ เมื่อที่ประชุมได้ข้อสรุปแนวทางจะเสนอต่อนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก.ในการจัดแปลงให้เกษตรกร คนยากจนเข้าทำกินตามเจตนารมย์พ.ร.บ.ปฏิรูปที่ดิน และคทช.(คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ)จัดคนลงพื้นที่ต่อไปภายใน 180 วัน

ด้านแหล่งข่าวจากสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.)เปิดเผยว่าสำนักงานส.ป.ก.ส่วนกลาง ถนนราชดำเนิน กรุงเทพ ประชุมทีมจัดสรรแปลงที่ดินส.ป.ก.682 ไร่ เขาสนฟาร์ม ที่ยึดคืนจากน.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ โดยคณะกรรมการในการประชุมประกอบด้วยสำนักจัดสรรปฏิรูปที่ดิน สำนักกฎหมาย สำนักวิชาการและแผนงาน สำนักพัฒนาพื้นที่ สำนักถ่ายทอดเทคโนโลยี

ทั้งนี้เพื่อสรุปวันและเวลาในการเข้าตรวจสอบทรัพย์สินสิ่งปลูกสร้าง อาคาร บ้านพักรับรองของน.ส.ปารีณา และครอบครัว สำนักงาน โรงเลี้ยงเล้าไก่ขนาดใหญ่ที่มีกว่า 40 โรง บ้านพักคนงานต่าง ๆ ภายในเขาสนฟาร์ม ส่วนใดที่สามารถนำไว้ใช้ประโยชน์ได้ เช่นไว้เป็นสำนักงานสหกรณ์ที่จะจัดตั้งขึ้นเพื่อบริหารพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดสร้างรายได้ให้กับชุมชน ก็จะไม่รื้อถอน รวมทั้งให้กรมพัฒนาที่ดิน เข้าสำรวจดินโดยใช้แผนที่อะกริ-แมพว่าเหมาะสมทำพืชนิดใด

อย่างไรก็ตามหากมีสิ่งปลูกสร้างส่วนใดที่ไม่สามารถใช้ได้ เพราะจะเป็นอุปสรรคในการจัดแปลง แบ่งโซนเกษตรกรรม โซนที่อยู่อาศัยให้เกษตรกร คนยากจน จะต้องรื้อถอนออกไป โดยน.ส.ปารีณา จะต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนเองทั้งหมด หากไม่ยินยอมจะต้องฟ้องทางแพ่งต่อไป ทั้งนี้เบื้องต้นแล้วว่าจะเข้าพื้นที่ปลายเดือนนี้ เนื่องจากขณะนี้น.ส.ปารีณา ระบุว่าติดภาระกิจประชุมงบประมาณที่รัฐสภา จึงเลื่อนจากที่จะลงพื้นที่วานนี้ออกไป

วันนี้จะประชุมวางผัง วางแปลน พื้นที่ 682ไร่ เขาสนฟาร์ม ว่าส่วนใดเป็นโซนเกษตร โซนที่อยู่อาศัย จัดทำระบบสาธารณูปโภค เรียบร้อยแล้วส่งให้กับนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการส.ป.ก. แล้วมอบให้กับคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ(คทช.)จัดคนลงเข้าทำกินและอยู่อาศัย จังหวัดมีขั้นตอนคัดเลือกผู้ยากจนที่ขึ้นทะเบียนไว้ก่อนหน้านี้รอที่ดินทำกิน

พิจารณาตามคุณสมบัติที่สำคัญคือเป็นคนในพื้นที่จริง ๆ เป็นคนจ.ราชบุรี และเป็นผู้มีฐานะยากจนมีรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาทต่อปี  อีกทั้งใช้เวลาส่วนใหญ่ทำการเกษตร และไม่เป็นนอมินี ลูกไล่ของนายทุน เจ้าของเดิม ส่งมาสวมสิทธิเกษตรกร ซึ่งส.ป.ก.จะออกใบอนุญาตให้สหกรณ์เข้าขอใช้ประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน หรือ ใบ ส.ป.ก.4-07 ขั้นตอนทั้งหมดเสร็จสิ้นภายจะใน180วัน”แหล่งข่าวส.ป.ก. กล่าว

แหล่งข่าวกล่าวว่าในพื้นที่ส.ป.ก.ฝั่งสวนผึ้งจ.ราชบุรี ที่นายทวี ไกรคุปต์ บิดาของน.ส.ปารีณา ถือครองไว้เป็นพื้นที่แปลงใหญ่อีกแปลงกว่า 600 ไร่ โดยร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯได้สั่งให้ตรวจสอบเพื่อยึดคืนหลวงต่อไป

หลังจากที่ร.อ.ธรรมนัส ได้สั่งการให้ตรวจสอบการถือที่ดินส.ป.ก.โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ทั่วประเทศ ภายใน 90 วัน ล่าสุดได้สรุปส่งรายชื่อผู้ถือครองส.ป.ก.โดยมิชอบด้วยกฎหมายให้กับ ร.อ.ธรรมนัส แล้วเพื่ออาจหยิบยกมาใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ รวมทั้งพื้นที่ทับซ้อนกับหน่วยงานอื่น

จากการตรวจสอบล่าสุดพบว่าพื้นที่ประกาศเขตปฏิรูปที่ดินกว่า 4 ล้านไร่ ที่ส.ป.ก.มีเกือบทุกจังหวัดยังเข้าไปจัดสรรสิทธิให้คนยากจนไม่ได้ เพราะอยู่ในมือคนร่ำรวย นายทุน ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น นักการเมืองทุกพรรรค ในสภา ทั้งฝ่ายค้าน รัฐบาล อดีตรัฐมนตรี

ผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง ข้าราชการ ระดับบิ๊กๆ ทหาร ตำรวจ ระดับพลเอก ปลัดกระทรวง และจะตรวจสอบหาหลักฐานได้ยากเพราะคนพวกนี้รู้กฎหมายแบ่งซอยแปลงใส่ชื่อคนอื่นไว้หมด แต่ชาวบ้านในพื้นที่ต่างรู้ดีว่าเป็นที่ของใครที่เป็นเจ้าของตัวจริง

แม้แต่นายทุนระดับประเทศยังมีที่ส.ป.ก.กว่า 1 หมื่นไร่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา นายทุนอีกรายใหญ่จะใช้วิธีเอา สค.บินที่อื่นมาลงแล้วให้กรมที่ดินออกโฉนด เช่น บริเวณตีนเขาใหญ่ จะใช้วิธีนี้เกือบทุกแปลง ใช้จ่ายใต้โต๊ะในการออกโฉนดบางแปลงหลายพันล้านบาท

โดยคนร่ำรวยมีอิทธิพล ข้าราชการ นักการเมือง พวกนี้แปลกมาก มีเงินทองมากมายสามารถซื้อที่ดินไม่ต้องกู้แบงค์ ใช้เงินสดซื้อที่ดินมีโฉนดได้ แต่กลับนิยมที่หลวง เพราะได้มาฟรีๆ ทำเลดีด้วย เช่น จ.เชียงใหม่ เชียงราย วังน้ำเขียว เมืองกาญจน์

ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ร.อ.ธรรมนัส ได้คาดโทษไว้ถ้า ส.ป.ก.จังหวัดใดมีการตรวจสอบแล้วไม่พบที่ดินส.ป.ก.ถือครองผิดกฎหมาย แต่ส่วนกลางไปตรวจสอบเจอ จะถูกเด้งทันทีและโดนสอบสวนวินัยเอาผิดด้วย

เฉลิมชัย สั่งการด่วน ทำแผนรับมือภัยแล้งทั่วประเทศ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/409492?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เฉลิมชัย  สั่งการด่วน ทำแผนรับมือภัยแล้งทั่วประเทศ

10 มกราคม 2563 – 00:00 น.
ภัยแล้ง,แผนเร่งด่วน,กระทรวงเกษตร,น้ำ,ขาดแคลนน้ำ,เฉลิมชัย ศรีอ่อน
เปิดอ่าน 153 ครั้ง

เฉลิมชัย  สั่งการด่วน  ทำแผนปฏิบัติการรับมือภัยแล้งทั่วประเทศ พร้อมมาตรการบรรเทาผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำ

10 มกราคม 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สั่งการด่วนที่สุดให้ทุกหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ทำแผนปฏิบัติการรับมือภัยแล้งทั่วประเทศ รายงานสถานการณ์ต่อศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตรทุกวัน  

พร้อมจัดทำมาตรการบรรเทาผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำ การประกอบอาชีพ และเสริมรายได้ ตามนโยบายศูนย์บัญชาการน้ำเฉพาะกิจและแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาวิกฤติน้ำแห่งชาติ ทางด้านกรมประมง เตรียมคุมเข้มสถานการณ์ หวั่นกระทบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ แนะเกษตรกรเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

นายเฉลิมชัย กล่าวว่า ได้สั่งการด่วนที่สุดให้ทุกหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ จัดทำแผนปฏิบัติการ (Action plan) ช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบจากภัยแล้งตามที่คาดการณ์ว่า ในฤดูแล้งปี 2562/2563 ซึ่งมีปริมาณฝนตกต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 30 ปี ส่งผลให้มีน้ำต้นทุนในเขื่อนต่างๆ และแหล่งน้ำธรรมชาติน้อย

ทั้งนี้จากที่มอบนโยบายให้เร่งรัดการพัฒนาฟื้นฟูแหล่งน้ำเพื่อให้มีแหล่งเก็บกักน้ำเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะแก้มลิงสำหรับใช้อุปโภค-บริโภคในชุมชน การปลูกพืชใช้น้ำน้อยทดแทนการทำนาปรัง การทำปศุสัตว์ การทำประมง รวมถึงการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำในแหล่งน้ำต่างๆ เพื่อให้เกษตรกรใช้บริโภคและจับขายได้ ตลอดจนแผนว่าจ้างแรงงานเพื่อให้เกษตรกรซึ่งประสบภัยแล้ง ทำการเกษตรไม่ได้ สามารถมารับจ้างทำงาน มีรายได้เสริม

นายเฉลิมชัย กล่าวว่า ทุกกรมและทุกหน่วยงานต้องทำแผนปฏิบัติการดังกล่าวด่วนที่สุด มอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) รวบรวมนำเสนอปลัดกระทรวงและรมว. เกษตรฯ ตามลำดับ ขณะนี้ศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรฯ สรุปผลกระทบจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในปี 2562 และการเร่งรัดจ่ายเงินช่วยเหลือ อีกทั้งประเมินสถานการณ์น้ำและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อภาคการเกษตรอย่างต่อเนื่องทุกวันเพื่อเป็นข้อมูลให้ผู้บริหารตัดสินใจแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว

หวั่นแล้งรุนแรงยาวนาน…ประมงเตรียมแผนรับมือ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/409461?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

หวั่นแล้งรุนแรงยาวนาน…ประมงเตรียมแผนรับมือ

10 มกราคม 2563 – 00:00 น.
ประมง,ภัยแล้ง,ขาดแคลนน้ำ,เลี้ยงปลา,กระทรวงเกษตร,ข่าววันนี้,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 102 ครั้ง

กรมประมงเตรียมแผนรับแล้งปี 63 หวั่นลากยาว เสี่ยงกระทบต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเตือนเกษตรกรเฝ้าระวัง

10 มกราคม 2563 นายบรรจง จำนงศิตธรรม รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่าจากปัญหาภัยแล้งในปี 2563 ประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะมีพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้งรุนแรงกว่าทุกปีที่ผ่านมา 

เพื่อเป็นการป้องกันและบรรเทาความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น  กรมประมงได้จัดทำแผนเตรียมรับสถานการณ์ในช่วงฤดูแล้ง ประจำปี 2563 ไว้ 3 ระยะ โดย 1. การเตรียมรับสถานการณ์ก่อนเกิดภัยแล้ง 2. การให้ความช่วยเหลือขณะเกิดภัยแล้ง และ 3. การให้ความช่วยเหลือหลังเกิดภัยแล้ง  ซึ่งกรมฯ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนแก่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อเตรียมตัวรับกับสถานการณ์ พร้อมทั้งหาวิธีการป้องกัน แก้ไข และหลีกเลี่ยงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงเฝ้าระวังสัตว์น้ำในที่รักษาพืชพันธุ์โครงการปลาหน้าวัด

นอกจากนี้ ยังให้คำแนะนำทางวิชาการแก่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อเตรียมการป้องกันอีกด้วโดยเฉพาะการเลี้ยงสัตว์น้ำในบ่อดิน ควรพิจารณาปริมาณน้ำที่ใช้และคุณภาพน้ำตลอดการเลี้ยงสัตว์น้ำซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญ หากมีปริมาณน้ำที่ไม่เพียงพอให้ชะลอการเลี้ยงสัตว์น้ำออกไปก่อน หรือปรับลดขนาดการผลิต หรืองดเว้นการเลี้ยงสัตว์น้ำ

โดยทำการตากบ่อและตกแต่งบ่อเลี้ยงในช่วงฤดูแล้งแทน เพื่อเตรียมไว้เลี้ยงสัตว์น้ำในรอบต่อไปหากจำเป็นต้องทำการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในหน้าแล้ง ควรคัดเลือกพันธุ์สัตว์น้ำที่มีความแข็งแรง จากฟาร์มผู้ผลิตที่ได้มาตรฐานและเชื่อถือได้ และควรเริ่มต้นการเลี้ยงสัตว์น้ำที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อลดระยะเวลาการเลี้ยงให้น้อยลง ซึ่งจะทนต่อสภาพแล้งได้มากกว่า และควรปล่อยสัตว์น้ำลงเลี้ยงที่ความหนาแน่นน้อยกว่าปกติ

ขณะเดียวกันก็ควรจะควบคุมการใช้น้ำและรักษาปริมาณน้ำในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำให้มีการสูญเสียน้อยที่สุด ดำเนินการปรับปรุงซ่อมแซมคันบ่อเพื่อป้องกันการรั่วซึมของน้ำ และจัดทำร่มเงาให้กับสัตว์น้ำในบ่อเลี้ยง จัดเตรียมแหล่งน้ำสำรองไว้ใช้เพิ่มเติม และเฝ้าระวังเรื่องคุณภาพน้ำให้มีความเหมาะสมต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำตลอดการเลี้ยงสัตว์น้ำแต่ละชนิด

ซึ่งในระหว่างการเลี้ยงสัตว์น้ำควรพิจารณาคัดขนาดสัตว์น้ำที่มีขนาดใหญ่ทยอยออกจำหน่ายก่อน
เพื่อลดความเสี่ยงในการสูญเสียสัตว์น้ำและการลงทุนพร้อมทั้งเลือกใช้อาหารสัตว์น้ำที่มีคุณภาพดี และลดปริมาณการให้อาหารสัตว์น้ำลง โดยเฉพาะอาหารสดเพื่อป้องกันปัญหาน้ำเน่าเสีย  และควรจับสัตว์น้ำที่ได้ขนาดขึ้นจำหน่ายหรือบริโภค เพื่อลดปริมาณสัตว์น้ำภายในบ่อและควรงดเว้นการขนถ่ายสัตว์น้ำ ถ้าจำเป็นต้องระมัดระวังให้มาก เนื่องจากมีผลกระทบกับการกินอาหารและการเจริญเติบโตของสัตวืน้ำโดยตรงหมั่นตรวจสุขภาพสัตว์น้ำอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพบสิ่งผิดปกติควรรีบหาสาเหตุและแก้ไขทันที กรณีมีสัตว์น้ำป่วยตายควรกำจัดโดยการฝังกลบหรือเผาเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคด้วย

อย่างไรก็ตามในส่วนการเลี้ยงในกระชัง ควรพิจารณาปริมาณน้ำที่ใช้และคุณภาพน้ำตลอดในการเลี้ยงสัตว์น้ำเป็นปัจจัยสำคัญ หากมีปริมาณน้ำที่ไม่เพียงพอให้ชะลอการเลี้ยงสัตว์น้ำออกไปก่อน หรือปรับลดขนาดการผลิต หรืองดเว้นการเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยทำความสะอาดและซ่อมแซมกระชังในช่วงฤดูแล้งแทน เพื่อเตรียมไว้เลี้ยงสัตว์น้ำในรอบต่อไปหากจำเป็นต้องเลี้ยงสัตว์น้ำควรคัดเลือกพันธุ์สัตว์น้ำที่มีความแข็งแรง จากฟาร์มผู้ผลิตที่ได้มาตรฐานและเชื่อถือได้ และควรเริ่มต้นการเลี้ยงสัตว์น้ำที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อลดระยะเวลาการเลี้ยงให้น้อยลง และจะทนต่อสภาพแล้งได้มากกว่า และควรปล่อยสัตว์น้ำลงเลี้ยงที่ความหนาแน่นน้อยกว่าปกติและเลือกแหล่งน้ำที่ตั้งกระชังที่มีระดับความลึกเพียงพอ

เมื่อตั้งกระชังแล้วพื้นกระชังควรสูงจากพื้นน้ำไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร เพื่อให้น้ำถ่ายเทได้สะดวกตลอดเวลา และไม่วางชิดกันจนหนาแน่นมากเกินไป เพราะจะไปขัดขวางการไหลของกระแสน้ำ ก่อนปล่อยสัตว์น้ำลงเลี้ยงในกระชัง ควรปรับสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะคุณสมบัติของน้ำในภาชนะลำเลียงสัตว์น้ำ ควรมีคุณสมบัติใกล้เคียงกันกับน้ำที่ต้องการปล่อยสัตว์น้ำ เช่น อุณหภูมิ ค่าความเป็นกรดด่าง เป็นต้น และต้องคอยเฝ้าระวังเรื่องคุณภาพน้ำให้มีความเหมาะสมต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำตลอดการเลี้ยงสัตว์น้ำแต่ละชนิดควรเลือกใช้อาหารสัตว์น้ำที่มีคุณภาพดีและให้ในปริมาณที่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นอาหารสดเพื่อป้องกันน้ำเน่าเสียและต้องเพิ่มความสนใจ สังเกตอาการต่าง ๆ ของสัตว์น้ำที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด หากมีอาการผิดปกติจะได้แก้ไขและให้การรักษาได้ทันท่วงทีเพื่อป้องกันความเสีย

สถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้นเกษตรกรควรติดตามข่าวสารการพยากรณ์อากาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิด และหากมีปัญหาในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ สามารถขอรับคำปรึกษาและคำแนะนำได้ที่ สำนักงานประมงจังหวัด ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด /สัตว์น้ำชายฝั่ง ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดทุกแห่งทั่วประเทศ โทรศัพท์ 0-2562-0600 ในวันและเวลาราชการ

เห็นผลแล้ว เมล่อน ปลูกง่าย กำไรงาม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/409279?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เห็นผลแล้ว เมล่อน ปลูกง่าย กำไรงาม

10 มกราคม 2563 – 00:00 น.
เมล่อน,กระทรวงเกษตร,กาญจนบุรี,กำไร,ข่าววันนี้,พืชทางเลือก
เปิดอ่าน 241 ครั้ง

เห็นผลแล้ว เมล่อน พืชทางเลือกปลูกง่าย…กำไรงาม

10 มกราคม 2563 นายพลเชษฐ์ ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึง พืชทางเลือกที่น่าสนใจ สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี คือ “เมล่อน”  

โดยเป็นพืชทางเลือกที่เกษตรกรนิยมปลูกมากที่สุดในอำเภอเมืองกาญจนบุรี เนื่องจากเป็นพืชที่เพาะปลูกง่าย ปลูกได้ตลอดทั้งปี สามารถปลูกได้ทั้งในโรงเรือนและกลางแจ้ง ใช้เครื่องมือทางการเกษตรและน้ำน้อย รวมถึงใช้พื้นที่ปลูกไม่มาก แต่ให้ผลตอบแทนต่อพื้นที่สูงและเป็นที่ต้องการของตลาด ซึ่งตลาดที่สำคัญ ได้แก่ ห้างสรรพสินค้า ร้านขายของฝาก และขายทางออน์ไลน์จากการลงพื้นที่ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 10 จังหวัดราชบุรี (สศท.10)

โดยสัมภาษณ์ นายอาทิตย์ นิยมวงษ์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจผู้ปลูกเมล่อน สวนกิตติยาฟาร์ม ตำบลลาดหญ้า อำเภอเมืองกาญจนบุรี ซึ่งมีสมาชิกจำนวน 7 ราย พื้นที่เพาะปลูกจำนวน 37 ไร่ พบว่า เกษตรกรนิยมปลูกเมล่อนพันธุ์กรีนเน็ต พอทออเร้นจ์ และโกลเด้นควีน มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 18,000 บาท/รอบ/โรงเรือน เริ่มติดผลเมื่อมีอายุประมาณ 35 – 40 วัน ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 75-80 วัน ให้ผลผลิตเฉลี่ย 1-1.5 ตัน/รอบ/โรงเรือน ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) เฉลี่ย 35,000 บาท/รอบ/โรงเรือน

ราคาขายจะแยกตามเกรดของผลผลิต ซึ่งเกรด A ราคาขายอยู่ที่ 60-85 บาท/กก. เกรด B ราคาขายอยู่ที่ 40 บาท/กก. ส่วนเกรด C ราคาขายอยู่ที่ 25 บาท/กก. ด้านการเพาะปลูก เกษตรกรจะปลูกในโรงเรือนขนาด 5×40 เมตร มีจำนวน 55 โรงเรือน และกำลังขยายเพิ่มอีก 5 โรงเรือน เป็น 60 โรงเรือน สามารถปลูกเมล่อนได้จำนวน 800 ต้น/โรงเรือน มีผลผลิตจำหน่าย 5,000 – 8,000 กิโลกรัม/สัปดาห์ ซึ่งข้อดีของการปลูกในโรงเรือน คือ สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี ลดความเสี่ยงจากโรคและแมลงได้ ทำให้สามารถลดต้นทุนการใช้สารเคมีและปัจจัยการผลิตอื่นๆ อีกทั้ง ยังลดความเสี่ยงจากสภาพแวดล้อม เช่น น้ำค้าง ฝนตกหนัก และแสงแดดจัด

ทั้งนี้ เมล่อนเป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ในดินแทบทุกชนิดแต่ดินที่เหมาะสมต่อการเพาะปลูกมากที่สุด คือ ดินร่วนปนทรายส่วนสภาพอากาศที่เหมาะสม คือ อากาศอบอุ่น มีแสงแดดเพียงพอและความชื้นสัมพัทธ์ต่ำ นอกจากนี้ การปลูกเมล่อนในฤดูร้อน ผลจะสุกเร็วกว่าในฤดูหนาว เมื่อผลมีขนาดเท่าไข่ไก่จะเริ่มทำการห่อผล หลังจากห่อผลประมาณ 1 เดือน ก็จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ส่วนการตัดผลเมล่อน นอกจากตัดขั้วติดมาแล้วยังต้องตัดให้ติดส่วนของกิ่งแขนงย่อยออกมาด้วย โดยให้ติดเป็นรูปตัว T หลังจากเก็บเกี่ยวสามารถเก็บรักษาผลผลิตได้ประมาณ 15 – 20 วัน นอกจากนี้ หากต้องการให้เมล่อนมีความหวานมากขึ้น ควรงดการให้น้ำก่อนการเก็บเกี่ยวประมาณ 5 วัน

นางจินตนา ปัญจะ ผู้อำนวยการ สศท.10 กล่าวเสริมว่า ในสภาพภูมิประเทศของประเทศไทย การผลิตเมล่อนให้ได้คุณภาพสูงนั้น จำเป็นต้องมีการดูแลเอาใจใส่ในการเพาะปลูกเป็นอย่างดี เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและเพียงพอต่อความต้องการของตลาด หากพิจารณาถึงด้านการตลาด กลุ่มเกษตรกรจะจำหน่ายผลผลิตให้กับ Tops supermarket ซึ่งมีความต้องการผลผลิต ไม่จำกัด โดยจะส่งผลผลิตให้ประมาณ 5,000 กิโลกรัม/สัปดาห์ และส่งร้านขายของฝากในจังหวัดและต่างจังหวัด อีกทั้ง ยังมีพ่อค้าทั่วไปมารับซื้อผลผลิตถึงพื้นที่อีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมีการจำหน่ายปลีกหน้าร้านชื่อ โกดังเมล่อน และทางออนไลน์ผ่านเฟสบุ๊ค  ป๋องเมล่อน และ Pum Puangmee โดยได้รับผลตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี ซึ่งการขายออนไลน์จะขายได้ราคาดีกว่าการขายส่ง แต่ปริมาณน้อยกว่า จึงต้องขายควบคู่กันเพื่อกระจายความเสี่ยง (สัดส่วนการขายส่งร้อยละ 50 ส่งพ่อค้าทั่วไป ร้อยละ 20 ขายหน้าร้าน และออนไลน์ร้อยละ 20 และส่งร้านขายของฝากร้อยละ 10 ของผลผลิต)

ทั้งนี้ เกษตรกรหรือท่านใดที่สนใจข้อมูลการผลิตและการตลาดเมล่อนในจังหวัดกาญจนบุรี สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สศท.10 โทร. 0 3233 7951 หรืออีเมล zone10@oae.go.th หรือสามารถขอคำปรึกษา นายอาทิตย์ นิยมวงษ์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจผู้ปลูกเมล่อน สวนกิตติยาฟาร์มตำบลลาดหญ้า อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี โทร. 08 1019 5674

แก้น้ำประปากร่อยสำเร็จ เตือนน้ำทะเลหนุนสูงอีกสองรอบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/409510?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

แก้น้ำประปากร่อยสำเร็จ เตือนน้ำทะเลหนุนสูงอีกสองรอบ

9 มกราคม 2563 – 19:36 น.
น้ำทะเลหนุน,น้ำเค็ม,กรมชลประทาน,ภัยแล้ง,นาปรัง,เกษตรกร,ข่าววันนี้,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 176 ครั้ง

แก้น้ำประปากร่อยสำเร็จ ผลักดันน้ำเหนือ น้ำตะวันตก 130-140ลบ.ม.ต่อวินาที  ปิดเปิดประตูคลองลัดโพธิ์ กระแทกน้ำทะเล เตือนหนุนสูงอีกสองรอบ 10-16และ23-28ม.ค.

9 มกราคม 2563 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า วันนี้เป็นวันที่ 2 ของการเพิ่มปริมาตรน้ำที่ระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท 100 ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)/วินาที  

โดยจะคงการระบายในอัตรานี้ถึงวันพรุ่งนี้ 10 ม.ค.จากนั้นจะทยอยปรับลดลงจนอยู่ที่ 90 ลบ.ม./วินาที ส่วนที่เขื่อนพระราม 6 ต.ท่าหลวง อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งรับน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์นั้น ระบาย 11 ลบ.ม./วินาที ต่อเนื่องถึงพรุ่งนี้ แล้วจะทยอยปรับลดเช่นกัน

ทั้งนี้ กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ คาดการณ์ว่าน้ำทะเลจะหนุนสูงสุดระหว่างวันที่ 12-13 ม.ค. ระหว่างนี้ได้เร่งสูบน้ำจากแม่น้ำลำคลองต่างๆมาสู่แม่น้ำเจ้าพระยาด้านท้าย เพื่อเจือจางค่าความเค็มน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเดินเครื่องสูบน้ำ 12 เครื่องที่ประตูระบายน้ำ(ปตร.) พระยาบรรลือ สูบน้ำที่ผันมาจากแม่น้ำแม่กลองผ่านแม่น้ำท่าจีน ลงสู่คลองพระยาบรรลือ ระบายผ่านประตูระบายน้ำสิงหนาท 2 ลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา 36 ลบ.ม./วินาที

ปตร.พระยาบรรลือ สูบน้ำ 12 เครื่อง จาก 14 เครื่อง เครื่องละ 3 ลบ.ม./วินาที ปริมาณน้ำ 36 ลบ.ม./วินาที เดินเครื่องผลักดันน้ำ 14 จุด รวม 72 เครื่อง โดยจะไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่าน อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ไปยังสถานีสูบน้ำสำแล จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นสถานีสูบน้ำดิบสำหรับผลิตน้ำประปาเลี้ยงกรุงเทพฯ และปริมณฑล

นอกจากนี้ยังสั่งให้สำนักเครื่องจักรกลเปิดเส้นทางน้ำคลองพระพิมล ซึ่งเชื่อมจากแม่น้ำท่าจีนมายังคลองบางบัวทอง ก่อนลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา โดยติดตั้งเครื่องสูบน้ำที่ ปตร.สน.พระพิมล 5 เครื่อง มีแผนระบายน้ำ 15 ลบ.ม./วินาที แต่เนื่องจากน้ำในคลองไม่ยกตัว จึงสูบออกที่ ปตร.บางบัวทองได้บางช่วงเวลาเท่านั้น

ขณะเดียวกันยังได้ขอความร่วมมือจากการประปานครหลวงเพิ่มการสูบน้ำจากคลองประปาที่เชื่อมจากแม่น้ำท่าจีนมาลงคลองปลายบางบริเวณหน้าโรงกรองน้ำมหาสวัสดิ์ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี จาก 6 ลบ.ม./วินาทีเป็น 10 ลบ.ม./วินาที เพื่อให้น้ำจืดมาเจือจางค่าความเค็มของแม่น้ำเจ้าพระยา ช่วยให้สามารถผลิตน้ำประปาได้ตามปกติ ประกอบกับเปิดบาน ปตร. คลองลัดโพธิ์ในช่วงเวลาน้ำลง ตั้งแต่เวลา 15.30- 21.30 น. รวม 6 ชั่วโมง

นายทองเปลว กล่าวต่อว่า การเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาทำให้ระดับน้ำหน้าเขื่อนเจ้าพระยาลดลง จากที่เมื่อ 8 มกราคม 2563 เวลา 6.00 น. อยู่ที่ +14.10 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง (รทก.) เช้านี้ (9 มกราคม 2563) อยู่ที่ +14.00 เมตร รทก. และคาดว่าวันนี้ (10 มกราคม 2563) จะอยู่ที่ +13.50 เมตร รทก. แต่จะไม่ลดต่ำไปกว่านี้แล้ว เนื่องจากจะทยอยปรับลดการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา

ขณะนี้ขอความร่วมมือให้โครงการชลประทาน 2 ฝั่งเหนือเขื่อนเจ้าพระยาลดการรับน้ำเข้าระบบชลประทานให้เป็นไปตามแผนอย่างเคร่งครัด โดยขณะนี้น้ำยังสามารถเข้าไหลเข้าคลองชลประทานทุกสายและไหลย้อนขึ้นสู่แม่น้ำสะแกกรัง จ.อุทัยธานี ได้

“ศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจแก้ไขและบรรเทาวิกฤติภัยแล้ง ปี 2462/2563 กรมชลประทานจะติดตามและแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง สำหรับลุ่มเจ้าพระยาจะเกิดภาวะน้ำทะเลหนุนจะเกิดอีกครั้งปลายเดือนนี้ซึ่งเตรียมส่งเครื่องจักร-เครื่องมือควบคุมค่าความเค็มให้อยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวัง ตลอดจนพร้อมแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศตลอด 24 ชั่วโมง” นายทองเปลว กล่าว

นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่าการรับมือน้ำทะเลรุกเข้าระบบผลิตประปา ว่าในช่วงน้ำทะเลหนุนสูงกว่า1.30เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง เมื่อวันที่7-9ม.ค.ได้ประสานให้การประปานครหลวง หยุดสูบน้ำดิบจากแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นบางช่วง พร้อมมีมาตรการสำคัญในรับมือคือการเพิ่มปริมาณน้ำเหนือจากเขื่อนเจ้าพระยา เขื่อนพระรามหก และจากภาคตะวันตก ผันน้ำมาจากลุ่มน้ำแม่กลอง รวมน้ำมาดันน้ำเค็มให้ได้ไม่ต่ำกว่า 130-140 ลบ.ม.ต่อวินาที รวมทั้งมาตรการปิดประตูคลองลัดโพธิ์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทำให้หน่วงน้ำทะเลได้กว่า 5 ชม. โดยน้ำทะเลวนอยู่ในคลองยาว 16 กม.และเมื่อน้ำทะเลลงจะใช้การเปิดประตูยกบานขึ้นให้สูงสุดเพื่อกระชากน้ำทะเลออกไปใช้เวลาเพียง 10 นาที ในระยะทาง 600 เมตร

น้ำทะเลหนุนสูงที่ผ่านมาน้ำประปากร่อยไม่กร่อย สามารถคุมค่าความเค็มได้ที่0.5กรัมต่อลิตร และระดับเฝ้าระวังที่0.25กรัมต่อลิตร ทั้งนี้ระดับน้ำทะเลหนุนสูงอีกในวันที่ 10-16 ม.ค. ระดับ1.30-1.40ม.รทก.และช่วงปลายเดือนนี้ 23-28ม.ค.หนุนสูงอีกรอบ

สำหรับการระบายน้ำจาก 4 เขื่อนหลัก(ภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อย ป่าสักฯ) ลุ่มเจ้าพระยา คงอัตรา 18 ล้านลบ.ม.ต่อวัน เพื่อกินใช้ รักษาระบบนิเวศ ผลักดันน้ำเค็ม โดยรักษาระดับน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ที่ 14 เมตร รทก.จะสามารถผลักดันน้ำเข้าแม่น้ำสะแกกรัง ผ่านประตูประพาสต้น จากเดิมมีระดับน้ำสูงกว่าธรณีประตู13.1ม.รทก.ทำให้น้ำไม่เข้าแม่น้ำสะแกกรัง ได้เพิ่มน้ำขึ้นที่ระดับธรณีประตูประพาสต้น 14.15ม.รทก. สูงขึ้นอีก 1 เมตร ทำให้น้ำไหลได้ดีแก้ไขปัญหาเดือดร้อนชาวบ้านเรือนแพ ต้องเกยตื้นบริเวณช่วงแม่น้ำสะแกกรังผ่าน หน้าตัวเมืองอุทัยธานี ได้ระดับหนึ่ง ซึ่งได้เร่งดำเนินการตามมที่น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯได้สั่งการแล้ว

นายทวีศักดิ์ กล่าวถึงการใช้น้ำก้นเขื่อนอุบลรัตน์ ยืนยันว่าสามารถมีน้ำกินใช้ ส่งระบบผลิตประปา ได้ถึงสิ้นแล้งและจนถึงเดือนก.ค.ที่จะมีฝนมา เพราะชาวบ้านให้ความร่วมมืองดทำนาปรัง ต้องขอบคุณชาวบ้านด้วยที่เข้าใจสถานการณ์ ทั้งนี้ขอให้ทุกครัวเรือน ทั้งต่างจังหวัด ในเมืองหลวง หาที่ภาชนะเก็บน้ำสำรองไว้กินใช้ ด้วยเช่นโอ่งมังกร แทงค์น้ำ จะทำให้มีน้ำใช้ในครัวเรือนไปได้

อย่างไรก็ตามได้ขอความร่วมมือทุกภาคส่วน เราจะผ่านภัยแล้งขณะนี้ความรุนแรงยังเป็นอันดับ 2 ของประเทศไปได้ด้วยกันเพราะปัจจุบันทั้งจำนวนประชากร ปริมาณการใช้น้ำมากขึ้น เทียบจากภัยแล้งที่เคยเกิดรุนแรงมากที่สุดในรอบ 60 ปี เมื่อปี 2522 เป็นวิกฤติอันดับ 1 แต่อย่างไรในขณะนั้นประชากรน้อยกว่าและใช้น้ำไม่มากเท่ากับปัจจุบัน และตอนนี้มีพื้นที่สีแดงเสี่ยงในเรื่องน้ำประปา มี 43 จังหวัด เขื่อนใหญ่14 แห่ง น้ำใช้การได้น้อยกว่าร้อยละ 30

เตรียมแผนสำรองรับมือสถานการณ์น้ำสองจังหวัด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/409424?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เตรียมแผนสำรองรับมือสถานการณ์น้ำสองจังหวัด

9 มกราคม 2563 – 13:58 น.
อลงกรณ์,น้ำ,สระบุรี,ลพบุรี,น้ำประปา
เปิดอ่าน 86 ครั้ง

อลงกรณ์ นำทีมติดตามการบริหารจัดการน้ำช่วยสำหรับการผลิตน้ำประปาในพื้นที่ ลพบุรี สระบุรียืนยันเอาอยู่แน่นอนเตรียมพร้อมแผนสำรองผันน้ำแม่กลองหากเกิดภาวะฉุกเฉิน

9 มกราคม 2563 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ติดตามการบริหารจัดการน้ำช่วยเหลือพื้นที่ขาดน้ำเพื่อการผลิตน้ำประปา ในจังหวัดลพบุรีและสระบุรี 

นายอลงกรณ์  เปิดเผยว่า ในส่วนการรับมือสถานการณ์ภัยแล้งกระทรวงได้มีการเตรียมพร้อมรับมืออย่างต่อเนื่อง โดยมีการประเมินสถานการณ์แบบวันต่อวันระบายน้ำเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา จากการตรวจสอบน้ำที่มีอยู่ประมาณ 5,000 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งขณะนี้จากการวางแผนการบริหารจัดการน้ำที่เป็นระบบ ยังอยู่ในสถานการณ์ที่สามารถบริหารจัดการน้ำได้โดยเฉพาะน้ำอุปโภคบริโภค

ยืนยันว่าเพียงพออย่างแน่นอนเนื่องจากวางแผนสต๊อกน้ำสำรองไว้ที่ร้อยละ 29 ของปริมาณน้ำต้นทุนทั้งหมดหากเกิดภาวะฉุกเฉินกระทรวงเกษตรฯได้มีการเตรียมแผนสำรองโดยการเตรียมพร้อมในการผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลอง เข้ามาเสริมทันที และเชื่อว่าสามารถบริหารจัดการน้ำได้จนเข้าสู่ฤดูฝนแน่นอน

ยอมรับว่ากระทรวงฯมีปัญหาเรื่องงบประมาณบริหารการจัดการเนื่องจากงบประมาณที่จะนำมาใช้ค่อนข้างจำกัดเนื่องจากงบประมาณยังไม่ผ่านสภาฯจึงอยากวิงวอนให้พิจารณาให้ผ่านเพื่อจำนำมาบริหารจัดการช่วยเหลือประชาชนได้ มีการบริหารงานเท่าที่มีไปก่อนขณะที่แผนการช่วยเหลือเกษตรกรกระทรวงเกษตรฯได้มีแผนการส่งเสริมการสร้างรายได้ ทั้งการเลี้ยงสัตว์ และการปลูกพืชใช้น้ำน้อย โดยใช้เงินนอกงบปะมาณดอกเบี้ยต่ำจากธกส.อยู่ระหว่างดำเนินการ

“ตอนนี้ได้เตรียมพร้อมรับมือภัยแล้งอย่างเต็มที่โดยการประเมินแบบวันต่อวันขณะนี้ยังไม่น่าเป็นห่วงแม้จะมีการใช้เกินเป้าหมายไปแล้ว 200 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งยังอยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุมได้ไม่มีปัญหา ซึ่งหากเกิดปัญหาเราก็มีแผนสำรองไว้แล้วโดยการผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองเข้ามาช่วยทันที และคาดว่าสามารถจัดการได้ถึงหน้าฝนแต่นอน “นายอลงกรณ์กล่าว

นายสุรัช ธนูศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 10 เปิดเผยว่า จากแผนบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้ง ปี 2562/63 ที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามโนรมย์ สำนักงานชลประทานที่ 10 ดำเนินการสูบน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยามาเติมยังคลองชัยนาท-ป่าสัก เป็นระยะทางกว่า 130 กิโลเมตร วันละ 3 ล้าน ลบ.ม. (หรือวันละ 35 ลบ.ม./วินาที) ในช่วงกลางเดือน ธ.ค.62 ที่ผ่านมา แต่เนื่องจากสถานการณ์ค่าความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยาสูงขึ้น มีความจำเป็นต้องระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาเพื่อทำการควบคุมค่าความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยาที่สถานีสูบน้ำสำแล

โดยเพิ่มการระบายน้ำจากท้ายเขื่อนเจ้าพระยา จากเดิมวันละ 70 ลบ.ม./วินาที เป็นวันละ 85 ลบ.ม./วินาที ส่งผลให้ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่คลองชัยนาท-ป่าสัก ต่ำกว่าแผนที่กำหนดไว้ โดยเมื่อวันที่ 15 ธ.ค.62 ปริมาณน้ำไหลเข้าคลองชัยนาท-ป่าสักได้เพียง 16 ลบ.ม./วินาที (หรือวันละ 1.4 ล้าน ลบ.ม.) ซึ่งไม่เพียงพอต่อปริมาณความต้องการใช้น้ำ

กรมชลประทาน ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยการติดตั้งเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่บริเวณ ปตน.มโนรมย์ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา จำนวน 6 เครื่อง สามารถสูบน้ำเข้าคลองชัยนาท-ป่าสักได้ ในอัตรา 15.50 ลบ.ม./วินาที (หรือวันละ 1.30 ล้าน ลบ.ม. เมื่อรวมกับปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่คลองชัยนาท-ป่าสัก ด้วยแรงโน้มถ่วง รวมเป็นปริมาณน้ำ 2.70 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งเพียงพอต่อปริมาณการใช้น้ำสำหรับอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ ตลอดจนรักษาเสถียรภาพของคลอง

สำหรับแม่น้ำบางขาม ซึ่งมีความยาว 25 กม. ไหลผ่าน 5 ตำบล ในท้องที่อำเภอบ้านหมี่ เนื่องจากปีนี้ปริมาณฝนในพื้นที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยถึง 37% และมีการใช้น้ำจากประชาชนที่อยู่ริมแม่น้ำบางขาม กว่า 4,000 ครัวเรือน ทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำบางขามลดลงอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งในวันที่ 23 ธ.ค.62 ปริมาณน้ำในแม่น้ำมีเพียง 10% หรือ 700,000 ลบ.ม. และมีบางช่วงแห้งขอด (กม.0+14) ส่งผลกระทบต่อการผลิตน้ำประปาของ 4 ตำบลของอำเภอบ้านหมี่ที่อยู่ริมแม่น้ำ (ต.บ้านชี บางพึ่ง บางขาม และมหาสอน)

“จากการลงพื้นที่พร้อมผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ให้ความช่วยเหลือ โดยการติดตั้งเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่บริเวณริมคลองชัยนาท-ป่าสัก ต.บ้านกล้วย อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี ขนาด 12 นิ้ว จำนวน 3 เครื่อง ซึ่งสูบน้ำได้วันละประมาณ 70,000 ลบ.ม. จนถึงวันที่ 3 ม.ค.63 ได้ทำการติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มอีก 1 ชุด รวมปริมาณน้ำที่สูบได้ต่อวัน 200,000 ลบ.ม. ปัจจุบันสามารถสูบน้ำเติมให้กับแม่น้ำบางขามได้รวมทั้งสิ้น 1,400,000 ลบ.ม. คิดเป็นปริมาณ 20% ของความจุแม่น้ำ (ความจุ 7 ล้าน ลบ.ม.) ส่งผลให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำเพิ่มขึ้น และเพียงพอต่อสำหรับการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ และสัตว์น้ำให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้” นายสุรัชฯ กล่าว

กรมชลประทาน ขอให้ประชาชนติดตามสถานการณ์น้ำจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเท่านั้น พร้อมทั้งขอความร่วมมือทุกภาคส่วนปฏิบัติตามแผนการจัดสรรน้ำที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตร และเพื่อให้มีน้ำเพียงพอใช้ต่อการอุปโภคบริโภคตลอดฤดูแล้งนี้ไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้าอย่างไม่ขาดแคลน

‘เฉลิมชัย’ลั่น!! ไม่ยอมให้ทุจริตทุกเรื่อง-ห้ามซื้อขายตำแหน่งแม้แต่บาทเดียว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/465496

news_default

‘เฉลิมชัย’ลั่น!! ไม่ยอมให้ทุจริตทุกเรื่อง-ห้ามซื้อขายตำแหน่งแม้แต่บาทเดียว

วันศุกร์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2563, 20.06 น.

เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สั่งการให้ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องการเช่าคอมพิวเตอร์ของกรมวิชาการเกษตร ตามที่ น.ส. มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ทำหนังสือมาถึงนานแล้ว โดยในหนังสือระบุว่า งบประมาณการเช่าคอมพิวเตอร์ในปี 2563 นั้นมีความผิดปกติเนื่องจากสูงกว่าราคาจัดซื้อ

นายเฉลิมชัย กล่าวต่อว่า ทันทีที่ได้รับหนังสือจาก รมช.มนัญญา ได้ลงนามในคำสั่งให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าว ขณะนี้รอผลสรุปจากปลัดกระทรวงฯ อยู่ ยืนยันว่า ขณะที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ จะไม่ให้มีการทุจริตในโครงการใดๆ ทั้งสิ้น รวมถึงการแต่งตั้งโยกย้าย จะไม่ให้มีการเสียสตางค์ซื้อขายตำแหน่งแม้แต่บาทเดียว

น.ส.เสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ได้ปรับลดงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ของกรมวิชาการเกษตร ลงร้อยละ 50 นั้น เป็นงบประมาณการดำเนินงาน ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับงบลงทุนในการจัดซื้อครุภัณฑ์และสิ่งก่อสร้าง จึงได้กำหนดแนวทางการบริหารงบประมาณ โดยปรับแผนในการดำเนินงานให้มีความสอดคล้องกับงบประมาณที่ได้รับ โดยให้ทุกหน่วยงานทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ทบทวนและจัดลำดับความสำคัญรายละเอียดของงาน โดยเฉพาะงานวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชซึ่งเป็นภารกิจหลักของกรมวิชาการเกษตร โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ งานด้านบริการที่มีผลกระทบต่อประชาชนและการส่งออก เช่น การตรวจรับรองแหล่งผลิตพืช (GAP) โรงงานแปรรูป โรงรม (GMP) การตรวจสอบปัจจัยการผลิต ศัตรูพืช และออกใบรับรองบริการวิชาการด้านพืช การผลิตเมล็ดพันธุ์ดีซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ และตอบสนองต่อนโยบายของรัฐบาลเพื่อจำหน่ายและจ่ายแจกให้แก่เกษตรกร เช่น มันสำปะหลัง ข้าวโพด รวมทั้งพืชตระกูลถั่วที่ใช้น้ำน้อย งานบริการทั้งหมดนี้จะต้องได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ส่วนงานอื่นๆ ให้พิจารณาปรับลดปริมาณงานตามวงเงินงบประมาณที่ได้รับ

‘มนัญญา’เผยเตรียมส่งร่างประกาศควบคุมผลิตสารเคมีให้คกก.วัตถุอันตราย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/465363

news_default

‘มนัญญา’เผยเตรียมส่งร่างประกาศควบคุมผลิตสารเคมีให้คกก.วัตถุอันตราย

วันศุกร์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2563, 14.30 น.

“มนัญญา”เผยร่างประกาศกระทรวงเกษตรฯควบคุมการผลิตและบรรจุสารเคมีทางการเกษตรจัดทำเรียบร้อยแล้ว สั่งกรมวิชาการเกษตรนำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายเห็นชอบ จากนั้นจะเสนอ”เฉลิมชัย”ลงนาม ย้ำเป็นกฎหมายที่ทำให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้ทำงานในโรงผลิต ผู้ใช้ แลผู้บริโภค รวมทั้งไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2563 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า อธิบดีกรมวิชาการเกษตรได้ส่ง (ร่าง) ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการผลิต การนำเข้า การส่งออก และการมีไว้ในครอบครอง (ฉบับที่ 3) พ.ศ. …. มาให้แล้ว โดยสาระสำคัญคือ กำหนดให้สถานที่ผลิตวัตถุอันตรายต้องได้การรับรองระบบมาตรฐานบริหารคุณภาพ ISO 9001 ระบบมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 และมีห้องปฏิบัติการซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC17025 ด้านการวิเคราะห์วัตถุอันตราย ซึ่งได้รับการรับรองจากสถาบันการตรวจรับรองมาตรฐาน โดยหน่วยงานมาตรฐานในประเทศไทย ยกเว้นสถานที่ผลิตสารชีวภัณฑ์ และสารสกัดจากพืช สถานที่ผลิตวัตถุอันตรายที่ผู้ประกอบการได้รับอนุญาตให้ผลิตวัตถุอันตรายอยู่ก่อนแล้ว จะให้เวลาปรับปรุงแก้ไข 2 ปี อาคารผลิตและเก็บรักษาวัตถุอันตรายที่มากกว่าสองชั้นขึ้นไปต้องมีบันไดหนีไฟ ผนังต้องใช้วัสดุที่ไม่ก่อให้เกิดการลุกลามของ พื้นอาคารต้องไม่มีคุณสมบัติดูดซับวัตถุอันตราย สามารถป้องกันการรั่วไหลของวัตถุอันตรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการระบายอากาศที่เหมาะสม ต้องแบ่งแยกพื้นที่ผลิตและเก็บวัตถุอันตรายแต่ละประเภทเป็นสัดส่วนเพื่อป้องกันการปะปนกัน มีการระบายน้ำทิ้งลงสู่บ่อพักเพื่อนำไปบำบัด

สำหรับการป้องกันอันตรายสำหรับผู้ปฏิบัติงานนั้น กำหนดให้ต้องมีเสื้อผ้าชุดปฏิบัติงาน ถุงมือ รองเท้า หมวก หน้ากากป้องกันพิษ ตรวจสุขภาพผู้ปฏิบัติงานอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อป้องกันอันตรายจากการมีวัตถุอันตรายสะสมอยู่ในร่างกาย ถ้าผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับวัตถุอันตรายที่มีสารประกอบในกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟสหรือคาร์บาเมตต้องตรวจหาระดับซีรัมโคลีนเอสเตอเรสด้วย พร้อมจัดทำทะเบียนประวัติสุขภาพของผู้ปฏิบัติงานและหากตรวจพบวัตถุอันตรายสะสมในร่างกายจนถึงระดับอันตราย ต้องจัดให้ผู้นั้นได้รับการรักษาหรือไปปฏิบัติงานอื่นตามความเหมาะสม

น.ส.มนัญญา กล่าวต่อว่า กฎหมายใหม่นี้ยังกำหนดให้ตรวจสอบคุณภาพของผลิตภัณฑ์วัตถุอันตราย โดยการตรวจสอบวิเคราะห์คุณภาพ อัตราส่วนความเข้มข้นของสารสำคัญให้ถูกต้องก่อนบรรจุภาชนะ ตรวจสอบฉลากที่จะปิดบนภาชนะบรรจุวัตถุอันตรายให้ถูกต้อง นอกจากนี้ผู้ผลิตวัตถุอันตรายจำกัดการใช้ต้องแจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการผลิตให้พนักงาน เจ้าหน้าที่ทราบภายในวันถัดจากวันที่มีการผลิตประกอบด้วย กระบวนการการตั้งแต่เริ่มนำสารชนิดเข้มข้นมาแปรรูปโดยใช้ส่วนผสมต่างๆ เพื่อเปลี่ยนสภาพเป็นสารพร้อมใช้ แจ้งชนิดของส่วนผสม รายงานเกี่ยวกับภาชนะบรรจุที่ใช้แล้วซึ่งมีอยู่ในความครอบครอง การส่งไปทำลาย สถานที่ทำลายและวิธีการทำลาย โดยจะต้องส่งรายงานดังกล่าวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในเดือนมกราคมทุกปี ในกรณีที่หากสอบสวนพบว่า เกิดข้อบกพร่องที่มีผลต่อคุณภาพผลิตภัณฑ์หรือเกิดอันตรายต่อ ผู้บริโภคต้องเก็บผลิตภัณฑ์ดังกล่าวคืนอย่างรวดเร็ว มีบันทึกการเรียกเก็บผลิตภัณฑ์คืนจากลูกค้าแต่ละราย ตลอดจนให้แยกเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ที่เรียกคืนไว้ในบริเวณเฉพาะที่ปลอดภัย

“สั่งการให้กรมวิชาการเกษตรนำเสนอ (ร่าง) ประกาศกระทรวงฯ นี้เข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายครั้งต่อไปเพื่อให้ความเห็นชอบ จากนั้นจะนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลงนาม หรือลงนามเอง หากได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ในฐานะที่กำกับดูแลกรมวิชาการเกษตร ซึ่งมั่นใจว่า เป็นกฎหมายที่จะทำให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้ปฏิบัติงานในสถานที่ผลิต ผู้ใช้ และผู้บริโภค รวมถึงไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม” น.ส.มนัญญา กล่าว