เจาะลึกกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/410110?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

 เจาะลึกกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ

13 มกราคม 2563 – 10:29 น.
ภัยแล้ง,สทนช
เปิดอ่าน 168 ครั้ง

 เจาะลึกกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ปรับทัพหน่วยงานร่วม”สู้ภัยแล้ง” 

ในที่สุดรัฐบาลก็ประกาศให้ “ภัยแล้ง” เป็นวาระแห่งชาติในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 7 มกราคม ที่ผ่านมา  หลังสถานการณ์เริ่มลุกลามในหลายพื้นที่   การประชุมครั้งนี้ที่ประชุมได้รับทราบแผนปฏิบัติงานการแก้ไขภัยแล้งจาก “สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ” (สทนช.) 2562/2563 พร้อมอนุมัติงบกลางจำนวน 3,079,472,482 บาท ดำเนินการภายใน 120 วัน โดยได้สรุปแผนช่วยเหลือ 2 ด้าน ประกอบด้วย ด้านอุปโภคและบริโภคและด้านการเกษตร พร้อมให้จัดตั้ง “กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ” ขึ้นเพื่อให้มีการจัดการบริหารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที

สำหรับกรอบโครงสร้าง “กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ” ภายใต้ศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจ ตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561 เพื่ออำนวยการ บูรณาการ และประสานการปฏิบัติกับหน่วยงานของรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงภาคเอกชนในการควบคุมวิกฤติน้ำในภาวะรุนแรงหรือคาดการณ์ว่าจะรุนแรง (ระดับ 2) โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งให้อยู่ในวงจำกัด ให้หน่วยงานด้านปฏิบัติในพื้นที่สามารถช่วยเหลือได้อย่างตรงจุด

โดยได้แบ่งการทำงานออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มอำนวยการ กลุ่มคาดการณ์ กลุ่มบริหารจัดการน้ำ กลุ่มแจ้งเตือนและประชาสัมพันธ์ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ข้อมูลต่างๆ รวมถึงการเข้าให้ความช่วยเหลือบรรเทาผลกระทบมีความเป็นเอกภาพ ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบได้อย่างทันต่อสถานการณ์  โดยสรุปรายงานต่อรองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะผู้บัญชาการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ และคณะรัฐมนตรีรับทราบเป็นระยะๆ

ขณะเดียวกันกองอำนวยการน้ำแห่งชาติยังทำหน้าที่ในการวิเคราะห์ ประเมินสถานการณ์ผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้งในปีนี้หากมีเกณฑ์เสี่ยงที่คาดว่าจะเข้าขั้นวิกฤติก็จะต้องพิจารณาเสนอการกำหนดเขตภาวะน้ำแล้งอย่างรุนแรง หรือระดับความรุนแรง สถานการณ์ภาวะวิกฤติน้ำ (ระดับ 3) ให้นายกรัฐมนตรีออกประกาศตามมาตรา 58 หรือคำสั่งจัดตั้งศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจ ตามมาตร 24 แห่งพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561 หากเกิดกรณีวิกฤติตามลำดับต่อไป

ที่สำคัญหากกรณีมีพื้นที่ที่มีการปลูกข้าวนาปรังมากกว่าแผน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงมหาดไทย ต้องหามาตรการลดผลกระทบ ชดเชยหรือเยียวยา โดยให้เป็นไปตามกฎหมายระเบียบที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม “กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ จะมีการติดตาม ประเมินผล ผลการดำเนินงานของทุกหน่วยงานให้เป็นไปตามเป้าหมาย แต่ทั้งนี้รัฐบาลต้องขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนให้ช่วยกันประหยัดน้ำ และใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อจะได้มีน้ำใช้อย่างเพียงพอในทุกกิจกรรมไปตลอดแล้งนี้ และในช่วงฤดูฝนถัดไปด้วย

บูรณาการหน่วยงานน้ำแบบไร้รอยต่อ     

           ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เผยกับ “คมชัดลึก” ถึงการจัดตั้ง “กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ” ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 7 มกราคม ที่ผ่านมา ว่าจะแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ประกอบด้วย ระดับปกติ ระดับรุนแรง หรือคาดว่ารุ่นและระดับวิกฤติ โดยระดับปกติจะมีเลขาธิการ สทนช. ในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการนโยบายน้ำแห่งชาติ (กนช.) มีอำนาจหน้าที่ในการสั่งการ

ส่วนระดับรุนแรงหรือคาดว่ารุนแรงมีรองนายรัฐมนตรีในฐานะรองประธาน กนช. มีอำนาจหน้าที่ในการสั่งและระดับวิกฤติจะมีนายกรัฐมนตรีในฐานะประธาน กนช. โดยตำแหน่งมีอำนาจหน้าที่สั่งการแบบเบ็ดเสร็จ ส่วนการทำงานจะมีการบูรณาการระหว่างหน่วยงานต่างให้ดำเนินการไปแนวทางเดียวกัน โดยจะมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมานั่งทำงานอยู่ที่สทนช.

“กองอำนวยการน้ำแห่งชาตินั้น ตามกฎกระทรวงเราสามารถเชิญหน่วยงานต่างๆ เข้ามาร่วมแก้ปัญหาได้ การทำงานจะเข้มข้น มีเจ้าหน้าที่ประจำการเชื่อมโยงกับผู้บริหารจากส่วนต่างๆ เพื่อทำให้การทำงานมีการเชื่อมต่อลงมาที่รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน  ส่วนรองประธานจะประกอบปลัดกระทรวง 5 หน่วยงานหลักก็คือ สทนช. กลาโหม มหาดไทย เกษตรและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีรองเลขาธิการ สทนช. และอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาธารณภัยเป็นเลขานุการร่วมเพื่อให้การทำงานครั้งนี้มีการเชื่อมต่อและมีประสิทธิภาพมากขึ้น” เลขาธิการ สทนช.กล่าว

ประภัตร เดินสายแจงสินเชื่อส่งเสริมเลี้ยงสัตว์ฟุ้งโกยเงินแน่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/410034?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ประภัตร เดินสายแจงสินเชื่อส่งเสริมเลี้ยงสัตว์ฟุ้งโกยเงินแน่

13 มกราคม 2563 – 00:00 น.
ประภัตร,เลี้ยงสัตว์,เชียงใหม่,เลี้ยงโค,กระบือ,ปศุสัตว์,วิสาหกิจชุมชน,ข่าววันนี้,ข่าว
เปิดอ่าน 245 ครั้ง

ประภัตร เดินสายแจงสินเชื่อส่งเสริมเลี้ยงสัตว์ กิจการที่เกี่ยวเนื่อง หวังเพิ่มขีดความสามารถด้านปศุสัตว์ไทยฟื้นฟูอาชีพเกษตรกร

13 มกราคม 2563 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงแนวทางการดำเนินงานโครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และกิจการที่เกี่ยวเนื่อง ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร 

โดยบอกว่า โครงการดังกล่าว เป็นโครงการที่ส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ ได้แก่ โคเนื้อ กระบือ แพะเนื้อ และไก่พื้นเมือง รวมถึงกิจการที่เกี่ยวเนื่อง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านปศุสัตว์ไทย และส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ให้มีระบบการป้องกันโรคที่มีประสิทธิภาพและได้มาตรฐาน รวมทั้งฟื้นฟูอาชีพแก่เกษตรกร บรรเทาความเดือดร้อนเสียหายอันเกิดจากภัยธรรมชาติ และผลกระทบจากราคาพืชผลตกต่ำ เพื่อเป็นการสร้างทางเลือกให้แก่เกษตรกร

สำหรับโครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และกิจการที่เกี่ยวเนื่อง ในเบื้องต้นมีเป้าหมายเป็นกลุ่มเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน 40,000 รายในพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเกษตรกรต้องจัดซื้อพันธุ์ตามคุณลักษณะที่กรมปศุสัตว์กำหนด

พร้อมกันนี้รัฐบาลจะสนับสนุนค่าอาหารสัตว์ สนับสนุนเบี้ยประกันภัย และสนับสนุนบ่อบาดาลเพื่อการเกษตร ทั้งนี้ สำหรับพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และพื้นที่ใกล้เคียง มีเกษตรกร ผู้แทนเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน ให้ความสนใจและร่วมรับฟังรายละเอียดของโครงการฯ กว่า 800 ราย

รัฐบาลให้ความสำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกร จึงมีแนวทางเพื่อช่วยให้พี่น้องเกษตรกรสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ อีกทั้งยังเป็นการฟื้นฟูอาชีพการเกษตรให้มีความมั่นคงและเกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งโครงการดังกล่าว เป็นโครงการที่ให้เกษตรกรกู้เงินในอัตราดอกเบี้ย 0.01%ต่อปี เช่น การกู้เงิน 1,000,000 บาท ในอัตราดอกเบี้ย 100 บาท/ปี เป็นต้น

โดยมีระยะเวลาดำเนินโครงการ 3 ปี และตั้งใจว่า 4 เดือนหลังจากนี้ เกษตรกรจะต้องมีรายได้ ซึ่งการดำเนินการต่าง ๆ นั้นจะต้องมีตลาดที่แน่นอนและมีการขึ้นทะเบียนที่ถูกต้องด้วย อย่างไรก็ตาม การมาชี้แจงแนวทางให้พี่น้องน้องเกษตรกรรับฟัง หวังว่าจะเป็นแนวทางที่จะพัฒนาด้านการเลี้ยงสัตว์ให้มีศักยภาพ เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพการเลี้ยงสัตว์ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

หลายเขื่อนน่าห่วง..น้ำต้นทุนเหลือน้อยจัด 25 รอบเวรส่งน้ำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/410028?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

หลายเขื่อนน่าห่วง..น้ำต้นทุนเหลือน้อยจัด 25 รอบเวรส่งน้ำ

13 มกราคม 2563 – 00:00 น.
ประภัตร โพธสุธน,เชียงใหม่,กระทรวงเกษตร,ข่าววันนี้,ภาคเหนือ,น้ำในเขื่อน,เขื่อน,น้ำต้นทุน,รอบเวรส่งน้ำ
เปิดอ่าน 142 ครั้ง

ประภัตร ลุยพื้นที่เชียงใหม่ ติดตามสถานการณ์ภัยแล้งเร่งหามาตรการช่วยเหลือ หวังบรรเทาความเดือดร้อนเกษตรกร จัด 25 รอบเวรส่งน้ำ

13 มกราคม 2562 นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรฯเปิดเผยภายหลังตรวจสถานการณ์ภัยแล้ง พร้อมทั้งเตรียมวิธีป้องกันและบรรเทาผลกระทบภัยแล้ง ณ เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล ต.อินทขิล อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่  

โดยกล่าวว่า จากการรับฟังรายงานสถานการณ์น้ำในเขตความรับผิดชอบของสำนักงานชลประทานที่ 1 (ข้อมูล ณ วันที่ 11 ม.ค. 63) ได้มีการรายงานปริมาณน้ำของเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล มีปริมาณน้ำ 149.196 ล้าน ลบ.ม. (56.30%) เขื่อนแม่กวงอุดมธารา มีปริมาณน้ำ 75.300 ล้าน ลบ.ม. (28.63%) อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง จำนวน 12 แห่ง มีปริมาณน้ำรวม 29 ล้าน ลบ.ม. (34%)

อ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก จำนวน 117 แห่ง มีปริมาณน้ำรวม 39 ล้าน ลบ.ม. (59%) และฝายแม่แตง มีปริมาณน้ำไหลเข้าฝาย 4.687 ลบ.ม./วินาที ซึ่งจากสถานการณ์ปัจจุบัน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน ได้มีแผนการบริหารจัดการน้ำ คือ 1) การบริหารจัดการน้ำของเขื่อนแม่กวงอุดมธารา จะมีการส่งน้ำให้สำหรับกิจกรรมการอุปโภคบริโภค (ผลิตประปา) และการเกษตร (เฉพาะพื้นที่ปลูกไม้ผล-ไม้ยืนต้น) ในปริมาณรวม 19 ล้าน ลบ.ม. เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนมีน้อย

2) การบริหารจัดการน้ำของเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล มีแผนส่งน้ำปริมาณ 115 ล้าน ลบ.ม. ให้พื้นที่ 2 ส่วน ประกอบด้วย พื้นที่โครงการฯ 45 ล้าน ลบ.ม. และพื้นที่การเกษตรลุ่มน้ำปิงตอนบนในเขตจังหวัดเชียงใหม่และลำพูน 70 ล้าน ลบ.ม. โดยส่งน้ำตามแผน 25 รอบเวร เริ่มรอบเวรแรก 11 ม.ค. 63 จนถึง 1 ก.ค. 63 และ 3) การบริหารจัดการน้ำของอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง ได้วางแผนการจัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนของแต่ละโครงการ (บริหารจัดการน้ำของอ่างเก็บน้ำเชิงเดี่ยว)

ทั้งนี้ในส่วนสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่รับผิดชอบของสำนักงานชลประทานที่ 1 ปัจจุบันยังไม่มีรายงานพื้นที่ประสบภัยแล้งในเขตชลประทาน แต่อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ ได้เตรียมเครื่องจักรเครื่องมือในการให้ความช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัย ได้แก่ เครื่องสูบน้ำ 79 เครื่อง รถสูบน้ำ 2 คัน รถบรรทุกน้ำ 16 คัน รถขุด 5 คัน รถบรรทุก 25 คัน รถแทรกเตอร์ 1 คัน และเครื่องจักรกลสนับสนุนอื่น ๆ 11 หน่วย ปัจจุบันได้มีการขอติดตั้งเครื่องสูบน้ำแล้ว 4 เครื่อง

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมและมาตรการอื่น ๆ เพื่อรับสถานการณ์ภัยแล้ง คือ 1) การประชาสัมพันธ์และชี้แจงข้อมูลสถานการณ์น้ำ/แผนบริหารจัดการน้ำฤดูแล้ง ปี 2562/63 ผ่านช่องทางต่าง ๆ อาทิ การประชุมร่วมกับกลุ่มผู้ใช้น้ำ/หน่วยราชการ/องค์กรต่าง ๆ ในพื้นที่ การแจ้งข้อมูลผ่านเว็บไซต์หน่วยงาน/ไลน์กลุ่ม และการให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน เป็นต้น 2) มีการเตรียมแหล่งน้ำสำรองเพื่อช่วยเหลือในกรณีที่ประสบภาวะวิกฤติภัยแล้ง ซึ่งสำนักงานชลประทานที่ 1 ได้ดำเนินการโครงการแก้มลิงที่อยู่ในเขตพื้นที่โครงการฯ แม่แตง เพื่อเป็นแหล่งเก็บกักน้ำสำรอง จำนวน 10 แห่ง ความจุเก็บกักรวม 5.296 ล้าน ลบ.ม.

ปัจจุบันได้ผันน้ำไปเก็บไว้แล้วปริมาณ 2.646 ล้าน ลบ.ม. (ประมาณร้อยละ 50 ของความจุเก็บกัก) และ 3) การจัดตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจ แก้ไขและบรรเทาวิกฤตภัยแล้ง ปี 2562/63 ที่สำนักงานชลประทานที่ 1 และจัดตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนปัญหาเรื่องน้ำ บริเวณฝาย/ประตูระบายน้ำ ตลอดลำน้ำปิงในเขต จ.เชียงใหม่และลำพูน จำนวน 6 แห่ง เพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งให้แก่ผู้ใช้น้ำทุกภาคส่วนที่ใช้น้ำจากแม่น้ำปิงได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยจะบริหารจัดการน้ำช่วงเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2563

นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายทุกหน่วยงานในสังกัด เตรียมมาตรการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงฤดูแล้ง อาทิ การสนับสนุนการปลูกพืชใช้น้ำน้อย การปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำลงแหล่งน้ำ การเตรียมเสบียงสำหรับเลี้ยงสัตว์ การเตรียมเงินกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ และการให้ความรู้แก่เกษตรผู้เลี้ยงปลาในกระชัง ด้วย

ปั้นคนรุ่นใหม่หัวใจเกษตรนำลูกหลานคืนถิ่นสานต่ออาชีพบรรพบุรุษ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/410023?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ปั้นคนรุ่นใหม่หัวใจเกษตรนำลูกหลานคืนถิ่นสานต่ออาชีพบรรพบุรุษ

13 มกราคม 2563 – 00:00 น.
เกษตรกร,คนรุ่นใหม่,มนัญญา,คืนถิ่น,ชาวนา,ปลูกข้าว,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 229 ครั้ง

มนัญญา ไอเดียกระฉูดเตรียมปั้นคนรุ่นใหม่หัวใจเกษตร บ่มเพาะความรู้การทำเกษตรสมัยใหม่ นำลูกหลานคืนถิ่น สานต่ออาชีพการเกษตร ตั้งเป้า 500 คน  ช่วงแรก

13 มกราคม 2563 มนัญญา ไอเดียกระฉูด เตรียมปั้นคนรุ่นใหม่หัวใจเกษตร บ่มเพาะความรู้การทำเกษตรสมัยใหม่  ลั่นนำลูกหลานเกษตรกรคืนถิ่น สานต่ออาชีพการเกษตรจากพ่อแม่ ตั้งเป้าหมายแรกรับสมัคร 500 คน  จัดที่ดินเขตนิคมสหกรณ์ ให้ทำกินแปลงรวม 17 แห่ง 639 ไร่      

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่าเตรียมเปิดตัวโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร  โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีใจรักอาชีพการเกษตรและต้องการกลับคืนสู่ถิ่นฐานบ้านเกิด เพื่อสานต่ออาชีพการเกษตรของครอบครัว และมีเวลาอยู่ใกล้ชิดกับครอบครัวมากยิ่งขึ้น

โดยจะสนับสนุนให้สหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการส่งเสริมอาชีพการเกษตรที่มั่นคงให้กับคนรุ่นใหม่ และเป็นพี่เลี้ยงในการดูแลเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ทั้งในด้านการถ่ายทอดความรู้การทำเกษตร จัดหาปัจจัยการผลิต บริการเครื่องจักรและเครื่องมืออุปกรณ์ต่าง  ๆ สนับสนุนโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนประกอบอาชีพ และแนะนำช่องทางการจำหน่ายผลผลิตสู่ตลาด โดยกรมฯจะดำเนินโครงการ 3 ปี ระหว่างปี 63-65ในการพัฒนาและบ่มเพาะอาชีพการเกษตรเพื่อให้เป็นเกษตรกรที่มีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง

น.ส.มนัญญา กล่าวว่าสำหรับผู้สมัครเข้าร่วมโครงการต้องเป็นผู้ที่มีความตั้งใจที่จะหันมาประกอบอาชีพทำการเกษตร ที่มีอายุไม่เกิน 50 ปี  มีความสมัครใจและพร้อมที่จะกลับไปทำการเกษตรที่บ้านเกิด ต้องมีที่ดินเป็นของตัวเองหรือสามารถเช่าที่ดิน เพื่อประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้  หรือหากไม่มีที่ดินทำกิน กรมฯจะจัดสรรที่ดินในเขตนิคมสหกรณ์ ซึ่งมีอยู่ 17 แห่ง พื้นที่ 639 ไร่

ทั้งนี้เพื่อให้เข้าไปใช้ประโยชน์ในลักษณะการทำเกษตรแบบแปลงรวม โดยกรมฯจะประสานหน่วยงานต่าง ๆ เข้ามาให้การสนับสนุนในด้านองค์ความรู้ในการทำการเกษตร ทั้งการปลูกพืชผัก เลี้ยงปลา และทำปศุสัตว์ ตามความประสงค์ที่แจ้งไว้ในใบสมัคร โดยจะใช้รูปแบบเกษตรผสมผสาน หรือใช้หลักทฤษฎีใหม่ มาบริหารจัดการพื้นที่การเกษตร และส่งเสริมการทำเกษตรสมัยใหม่หรือเกษตรแม่นยำ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เน้นการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ ตลอดจนประสานภาคเอกชนจัดหาตลาดมารองรับผลผลิต พร้อมช่วยวางแผนการผลิตสินค้า ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและผู้บริโภค

“ปัญหาภาคการเกษตรของไทยปัจจุบันนี้ก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ เกษตรกรส่วนใหญ่มีอายุมากขึ้น ขณะที่คนรุ่นใหม่ที่เป็นลูกหลานนิยมไปทำงานในเมือง ทำให้ขาดแคลนแรงงานภาคการเกษตร กรมฯจึงอยากเชิญชวนลูกหลานเกษตรกรที่เป็นคนรุ่นใหม่ กลับสู่บ้านเกิดไปทำอาชีพการเกษตร แต่ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ มาพัฒนาการผลิตและการแปรรูปผลผลิตการเกษตร รวมถึงต้องมีการวางแผน รู้ว่าตลาดต้องการสินค้าชนิดไหน จำนวนเท่าไหร่ ผลิตแล้วจะนำไปขายให้ใคร เป็นการทำเกษตรที่เน้นคุณภาพ ทำน้อยแต่ได้มาก “น.ส.มนัญญา กล่าว

ทั้งนี้ในเบื้องต้นตั้งเป้ารับสมัครผู้เข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่า 500 คน สามารถกรอกใบสมัครผ่าน QR Code ทางเว็บไซต์กรมส่งเสริมสหกรณ์ http://www.cpd.go.th หรือทาง Line และ Facebook : กรมส่งเสริมสหกรณ์ – CPD สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร.02281 3292 หรือที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศ และสหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ ตั้งแต่วันที่ 1 – 31 ม.ค.นี้ และจะประกาศผลผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ  ในวันที่ 2 มี.ค.63

คำนวณแล้วคุ้มกว่าแนะเกษตรกรปลูกพืชใช้น้ำน้อยแล้งนี้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/410017?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

คำนวณแล้วคุ้มกว่าแนะเกษตรกรปลูกพืชใช้น้ำน้อยแล้งนี้

13 มกราคม 2563 – 00:00 น.
ภัยแล้ง,พืชน้ำน้อย,กระทรวงเกษตร,สินค้าเกษตร,นาปรัง,ชลประทาน,ปลูกข้าว,เกษตรกร
เปิดอ่าน 167 ครั้ง

วอนเกษตรกรฟังคำแนะนำปลูกพืชน้ำน้อยแทนนาปรัง แล้งกระทบสินค้าเกษตร สศก.คำนวณต้นทุนการผลิต รายได้ ปลูกพืชอื่นแทนข้าว กำไรสูง ลดเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำ

13 มกราคม 2563 ภัยแล้งเริ่มกระทบ สินค้าเกษตร วอนเกษตรกรฟังคำแนะนำในการปลูกพืชใช้น้ำน้อย งดทำนาปรังในพื้นที่ที่ไม่มีน้ำสนับสนุน สศก.คำนวณต้นทุนการผลิตและรายได้จากการปลูกพืชอื่นแทนข้าวในแล้งนี้ มีกำไรสูงและลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำ

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ห่วงใยเกษตรกรใน 22 จังหวัดลุ่มเจ้าพระยาซึ่งปลูกข้าวนาปรังในฤดูแล้งนี้ไปแล้ว 2.25 ล้านไร่ ทั้งที่กระทรวงเกษตรฯ แจ้งแล้วว่า ไม่มีแผนการปลูกข้าวนาปรังเนื่องจากกรมชลประทานไม่มีน้ำเพียงพอสนับสนุน

จึงขอให้ผู้ที่คิดจะปลูกข้าวนาปรัง หันไปปลูกพืชใช้น้ำน้อยหรือทำปศุสัตว์ตามคำแนะนำของหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ไม่เช่นนั้นอาจเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้ แย่งน้ำภาคการเกษตร อีกทั้งหากต้องสูบน้ำจากแหล่งน้ำสาธารณะอย่างต่อเนื่องหรือซื้อน้ำเพื่อเลี้ยงต้นข้าวจะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น

ทั้งนี้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรคาดการณ์ว่า เมื่อกรมชลประทานไม่มีน้ำส่งให้นาปรัง จะมีพื้นที่ปลูกข้าวเสียหายร้อยละ 50 จากพื้นที่ที่ปลูกแล้ว 1.59 ล้านไร่ คิดเป็น 800,000 ไร่ โดยเกษตรกรลงทุนปลูก 5,564 ล้านบาท แต่มูลค่าความเสียหายจะสูงถึง 4,129 ล้านบาท ส่วนพื้นที่ปลูกอีก 1.59 ล้านไร่จะเสียหายร้อยละ 80 คิดเป็น 1.27 ล้านไร่ เกษตรกรลงทุนไปแล้ว 5,658 ล้านบาท แต่มูลค่าความเสียหายจะสูงถึง 6,662 ล้านบาท จึงสั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งเข้าไปส่งเสริมการปลูกพืชอื่นแทนเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายมากไปกว่านี้

นายระพีพัฒน์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า จากข้อมูลในปี 2562 ลุ่มเจ้าพระยามีพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังทั้งหมด 7.89 ล้านไร่ ปัจจุบันปลูกแล้ว 2.25 ล้านไร่ จึงยังคงมีพื้นที่สำหรับทำการเกษตรกอื่น 5.64 ล้านไร่ โดยสามารถปลูกพืชใช้น้ำน้อยเป็นทางเลือกได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ซึ่งมีพื้นที่ที่เหมาะสม 3.41 ล้านไร่

โดยโครงการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนการการทำนาปรังจัดทำขึ้นในปีที่แล้ว สามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรสูงกว่าการทำนาปรังเนื่องจากข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นพืชที่ไม่เพียงพอใช้ในประเทศ มีต้นทุนการผลิต 4,370 บาท ขายได้ตันละ 7,810 บาท ส่วนพื้นที่ที่เหลืออีก 2.23 ล้านไร่ สามารถส่งเสริมปลูกพืชตระกูลถั่วทั้งถั่วเขียวและถั่วลิสงเพิ่มเติมได้เนื่องจากยังเป็นพืชที่ผลิตได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศเช่นกัน

ทั้งนี้พื้นที่ที่เหลืออีก 1.86 ล้านไร่เห็นควรให้แต่ละจังหวัดพิจารณาส่งเสริมเกษตรทางเลือกหรือกิจกรรมอื่นๆ ตามความเหมาะสมเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร สำหรับพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำโดยสิ้นเชิง จนไม่สามารถทำการเกษตรได้ในลุ่มเจ้าพระยานี้ กระทรวงเกษตรฯ มอบหมายกรมชลประทานจัดทำโครงการจ้างแรงงานขุดลอกแหล่งน้ำเพื่อเตรียมเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูเพาะปลูกที่จะมาถึง ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้อย่างต่อเนื่องตลอดฤดูแล้ง โดยกำลังเร่งเตรียมแผนปฏิบัติการเพื่อเปิดรับสมัครในเร็ววันนี้

‘ประภัตร’ลุยเชียงใหม่ เกาะติดภัยแล้ง เร่งหามาตรการช่วยเหลือเกษตรกร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/465727

‘ประภัตร’ลุยเชียงใหม่ เกาะติดภัยแล้ง เร่งหามาตรการช่วยเหลือเกษตรกร

วันอาทิตย์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2563, 15.16 น.

“ประภัตร”ลงพื้นที่เชียงใหม่ ติดตามสถานการณ์ภัยแล้งเร่งหามาตรการช่วยเหลือ หวังบรรเทาความเดือนร้อนเกษตรกร

เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2563 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังตรวจสถานการณ์ภัยแล้ง พร้อมทั้งเตรียมวิธีป้องกันและบรรเทาผลกระทบภัยแล้ง ณ เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล ต.อินทขิล อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ว่า จากการรับฟังรายงานสถานการณ์น้ำในเขตความรับผิดชอบของสำนักงานชลประทานที่ 1 (ข้อมูล ณ วันที่ 11 ม.ค. 63) ได้มีการรายงานปริมาณน้ำของเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล มีปริมาณน้ำ 149.196 ล้าน ลบ.ม. (56.30%) เขื่อนแม่กวงอุดมธารา มีปริมาณน้ำ 75.300 ล้าน ลบ.ม. (28.63%) อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง จำนวน 12 แห่ง มีปริมาณน้ำรวม 29 ล้าน ลบ.ม. (34%) อ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก จำนวน 117 แห่ง มีปริมาณน้ำรวม 39 ล้าน ลบ.ม. (59%) และฝายแม่แตง มีปริมาณน้ำไหลเข้าฝาย 4.687 ลบ.ม./วินาที ซึ่งจากสถานการณ์ปัจจุบัน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน ได้มีแผนการบริหารจัดการน้ำ คือ 1) การบริหารจัดการน้ำของเขื่อนแม่กวงอุดมธารา จะมีการส่งน้ำให้สำหรับกิจกรรมการอุปโภคบริโภค (ผลิตประปา) และการเกษตร (เฉพาะพื้นที่ปลูกไม้ผล-ไม้ยืนต้น) ในปริมาณรวม 19 ล้าน ลบ.ม. เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนมีน้อย 2) การบริหารจัดการน้ำของเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล มีแผนส่งน้ำปริมาณ 115 ล้าน ลบ.ม. ให้พื้นที่ 2 ส่วน ประกอบด้วย พื้นที่โครงการฯ 45 ล้าน ลบ.ม. และพื้นที่การเกษตรลุ่มน้ำปิงตอนบนในเขตจังหวัดเชียงใหม่และลำพูน 70 ล้าน ลบ.ม. โดยส่งน้ำตามแผน 25 รอบเวร เริ่มรอบเวรแรก 11 ม.ค. 63 จนถึง 1 ก.ค. 63 และ 3) การบริหารจัดการน้ำของอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง ได้วางแผนการจัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนของแต่ละโครงการ (บริหารจัดการน้ำของอ่างเก็บน้ำเชิงเดี่ยว)

ทั้งนี้ ในส่วนสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่รับผิดชอบของสำนักงานชลประทานที่ 1 ปัจจุบันยังไม่มีรายงานพื้นที่ประสบภัยแล้งในเขตชลประทาน แต่อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ ได้เตรียมเครื่องจักรเครื่องมือในการให้ความช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัย ได้แก่ เครื่องสูบน้ำ 79 เครื่อง รถสูบน้ำ 2 คัน รถบรรทุกน้ำ 16 คัน รถขุด 5 คัน รถบรรทุก 25 คัน รถแทรกเตอร์ 1 คัน และเครื่องจักรกลสนับสนุนอื่นๆ 11 หน่วย ปัจจุบันได้มีการขอติดตั้งเครื่องสูบน้ำแล้ว 4 เครื่อง

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมและมาตรการอื่นๆ เพื่อรับสถานการณ์ภัยแล้ง คือ 1) การประชาสัมพันธ์และชี้แจงข้อมูลสถานการณ์น้ำ/แผนบริหารจัดการน้ำฤดูแล้ง ปี 2562/63 ผ่านช่องทางต่างๆ อาทิ การประชุมร่วมกับกลุ่มผู้ใช้น้ำ/หน่วยราชการ/องค์กรต่างๆ ในพื้นที่ การแจ้งข้อมูลผ่านเว็บไซต์หน่วยงาน/ไลน์กลุ่ม และการให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน เป็นต้น 2) มีการเตรียมแหล่งน้ำสำรองเพื่อช่วยเหลือในกรณีที่ประสบภาวะวิกฤติภัยแล้ง ซึ่งสำนักงานชลประทานที่ 1 ได้ดำเนินการโครงการแก้มลิงที่อยู่ในเขตพื้นที่โครงการฯ แม่แตง เพื่อเป็นแหล่งเก็บกักน้ำสำรอง จำนวน 10 แห่ง ความจุเก็บกักรวม 5.296 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันได้ผันน้ำไปเก็บไว้แล้วปริมาณ 2.646 ล้าน ลบ.ม. (ประมาณร้อยละ 50 ของความจุเก็บกัก) และ 3) การจัดตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจ แก้ไขและบรรเทาวิกฤตภัยแล้ง ปี 2562/63 ที่สำนักงานชลประทานที่ 1 และจัดตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนปัญหาเรื่องน้ำ บริเวณฝาย/ประตูระบายน้ำ ตลอดลำน้ำปิงในเขต จ.เชียงใหม่และลำพูน จำนวน 6 แห่ง เพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งให้แก่ผู้ใช้น้ำทุกภาคส่วนที่ใช้น้ำจากแม่น้ำปิงได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยจะบริหารจัดการน้ำช่วงเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2563

นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายทุกหน่วยงานในสังกัด เตรียมมาตรการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงฤดูแล้ง อาทิ การสนับสนุนการปลูกพืชใช้น้ำน้อย การปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำลงแหล่งน้ำ การเตรียมเสบียงสำหรับเลี้ยงสัตว์ การเตรียมเงินกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ และการให้ความรู้แก่เกษตรผู้เลี้ยงปลาในกระชังด้วย

‘เฉลิมชัย’เตือนเกษตรกร!! ภัยแล้งเริ่มส่งผลกระทบ วอนฟังคำแนะนำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/465721

news_default

‘เฉลิมชัย’เตือนเกษตรกร!! ภัยแล้งเริ่มส่งผลกระทบ วอนฟังคำแนะนำ

วันอาทิตย์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2563, 14.36 น.

เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ห่วงใยเกษตรกรใน 22 จังหวัดลุ่มเจ้าพระยา ซึ่งปลูกข้าวนาปรังในฤดูแล้งนี้ไปแล้ว 2.25 ล้านไร่ ทั้งที่กระทรวงเกษตรฯ แจ้งแล้วว่าไม่มีแผนการปลูกข้าวนาปรัง เนื่องจากกรมชลประทานไม่มีน้ำเพียงพอสนับสนุน จึงขอให้ผู้ที่คิดจะปลูกข้าวนาปรัง หันไปปลูกพืชใช้น้ำน้อย หรือทำปศุสัตว์ ตามคำแนะนำของหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ไม่เช่นนั้นอาจเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้ แย่งน้ำภาคการเกษตร อีกทั้งหากต้องสูบน้ำจากแหล่งน้ำสาธารณะอย่างต่อเนื่อง หรือซื้อน้ำเพื่อเลี้ยงต้นข้าว จะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น

ทั้งนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร คาดการณ์ว่า เมื่อกรมชลประทานไม่มีน้ำส่งให้นาปรัง จะมีพื้นที่ปลูกข้าวเสียหายร้อยละ 50 จากพื้นที่ที่ปลูกแล้ว 1.59 ล้านไร่ คิดเป็น 800,000 ไร่ โดยเกษตรกรลงทุนปลูก 5,564 ล้านบาท แต่มูลค่าความเสียหายจะสูงถึง 4,129 ล้านบาท ส่วนพื้นที่ปลูกอีก 1.59 ล้านไร่ จะเสียหายร้อยละ 80 คิดเป็น 1.27 ล้านไร่ เกษตรกรลงทุนไปแล้ว 5,658 ล้านบาท แต่มูลค่าความเสียหายจะสูงถึง 6,662 ล้านบาท จึงสั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งเข้าไปส่งเสริมการปลูกพืชอื่นแทนเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายมากไปกว่านี้

นายระพีพัฒน์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า จากข้อมูลในปี 2562 ลุ่มเจ้าพระยามีพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังทั้งหมด 7.89 ล้านไร่ ปัจจุบันปลูกแล้ว 2.25 ล้านไร่ จึงยังคงมีพื้นที่สำหรับทำการเกษตรกอื่น 5.64 ล้านไร่ โดยสามารถปลูกพืชใช้น้ำน้อยเป็นทางเลือกได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ซึ่งมีพื้นที่ที่เหมาะสม 3.41 ล้านไร่ โดยโครงการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนการการทำนาปรังจัดทำขึ้นในปีที่แล้ว สามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรสูงกว่าการทำนาปรังเนื่องจากข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นพืชที่ไม่เพียงพอใช้ในประเทศ มีต้นทุนการผลิต 4,370 บาท ขายได้ตันละ 7,810 บาท ส่วนพื้นที่ที่เหลืออีก 2.23 ล้านไร่ สามารถส่งเสริมปลูกพืชตระกูลถั่วทั้งถั่วเขียวและถั่วลิสงเพิ่มเติมได้เนื่องจากยังเป็นพืชที่ผลิตได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศเช่นกัน

ทั้งนี้ พื้นที่ที่เหลืออีก 1.86 ล้านไร่ เห็นควรให้แต่ละจังหวัดพิจารณาส่งเสริมเกษตรทางเลือกหรือกิจกรรมอื่นๆ ตามความเหมาะสมเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร สำหรับพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำโดยสิ้นเชิง จนไม่สามารถทำการเกษตรได้ในลุ่มเจ้าพระยานี้ กระทรวงเกษตรฯ มอบหมายกรมชลประทานจัดทำโครงการจ้างแรงงานขุดลอกแหล่งน้ำเพื่อเตรียมเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูเพาะปลูกที่จะมาถึง ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้อย่างต่อเนื่องตลอดฤดูแล้ง โดยกำลังเร่งเตรียมแผนปฏิบัติการเพื่อเปิดรับสมัครในเร็ววันนี้

สูงอีก…ค่าความเค็มสถานีสูบน้ำประปาสำแลเกินเกณฑ์เฝ้าระวัง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สูงอีก…ค่าความเค็มสถานีสูบน้ำประปาสำแลเกินเกณฑ์เฝ้าระวัง

12 มกราคม 2563 – 14:02 น.

น้ำเค็ม,กรมชลประทาน,น้ำทะเลหนุน,ผลักดันน้ำเค็ม,ข่าววันนี้,น้ำขึ้น,สถานีสูบน้ำ,น้ำประปา,สำแล,ปทุมธานี
เปิดอ่าน 54 ครั้ง

เตือน ค่าความเค็มสถานีสูบน้ำประปาสำแล ในแม่น้ำเจ้าพระยาสูงกว่าเกณฑ์เฝ้าระวัง 0.25กรัม/ลิตร เร่งผลักดันน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา ไล่น้ำเค็ม

12 มกราคม 2562 กรมชลประทาน โดยศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจแก้ไขและบรรเทาวิกฤติภัยแล้งปี62/63 รายงานสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำทั้งประเทศ (ข้อมูล ณ วันที่ 11 ม.ค.63) 

สถานการณ์น้ำอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศจํานวน 447 แห่ง มีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกันทั้งสิ้น 46,231 ล้าน ลบ.ม. (61% ของความจุอ่างฯ) เป็นน้ำใช้การได้ 22,410 ล้าน ลบ.ม. (43% ของความจุอ่างฯ)ส่วนอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำใช้การน้อยกว่าหรือเท่ากับ 30% ของความจุอ่าง จํานวน 14 แห่ง คือ ภูมิพล สิริกิติ์ แม่กวงอุดมธารา แม่มอก จุฬาภรณ์ อุบลรัตน์ ลําพระเพลิง ลําแชะ ลํานางรอง ป่าสักชลสิทธิ์ ทับเสลา กระเสียว คลองสียัด และหนองปลาไหล

สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา (ข้อมูล ณ วันที่11 ม.ค.63)ปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 10,841 ล้าน ลบ.ม. (44% ของความจุอ่างฯ) เป็นปริมาณน้ำใช้การได้ 4,145 ล้าน ลบ.ม. (23% ของความจุอ่างฯ) ผลการจัดสรรน้ำฤดูแล้งปี 2562/63 (ข้อมูล ณ วันที่ 11 ม.ค.63)ทั้งประเทศ แผนการจัดสรรน้ำ 17,699 ล้าน ลบ.ม. จัดสรรน้ําไปแล้ว 6,206 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 35 แบ่งเป็นในส่วนลุ่มเจ้าพระยา แผนการจัดสรรน้ำ 4,000 ล้าน ลบ.ม. จัดสรรน้ำไปแล้ว 1,917 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 48

ทั้งนี้แผน-ผลการเพาะปลูกข้าวนาปรังปี 2562/63 ในเขตชลประทาน (ข้อมูล ณ วันที่ 8 ม.ค.62)ทั้งประเทศ แผนเพาะปลูกข้าวนาปรัง 2.31 ล้านไร่ ปัจจุบัน เพาะปลูกแล้ว 2.64 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 114.40 ของแผนฯ สำหรับพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา ได้รณรงค์งดทํานาต่อเนื่องในฤดูแล้ง ปี 2562/63 แต่ปัจจุบัน เพาะปลูกแล้ว 1.61 ล้านไร่

ในส่วนคุณภาพน้ำ แม่น้ำเจ้าพระยา สถานีประปาสําแล จ.นนทบุรี สูงกว่าเกณฑ์เฝ้าระวัง 0.25กรัมต่อลิตร ท่าน้ำนนทบุรี จ.นนทบุรี ท่าน้ำกรมชลประทาน สามเสน (สูงกว่าเกณฑ์เฝ้าระวัง) ทั้งนี้ กรมชลประทานได้บริหารจัดการน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาความเค็ม โดยทําการผันน้ำบางส่วนจากแม่น้ําแม่กลองมายังแม่น้ำเจ้าพระยา  ส่วนแม่น้ำบางปะกง สถานีปราจีนบุรี (ปกติ) แม่น้ำท่าจีน สถานีปากคลองจินดา (ปกติ) และแม่น้ำแม่กลอง สถานีปากคลองดําเนินสะดวก (ปกติ)

จังหวัดที่มีการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรอง ราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2562 จํานวน 18 จังหวัด ได้แก่ จ.เชียงราย น่าน เพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ นครพนม มหาสารคาม บึงกาฬ หนองคาย บุรีรัมย์ กาฬสินธ์ุ

นครราชสีมา กาญจนบุรี ฉะเชิงเทรา อุทัยธานี ชัยนาท นครสวรรค์ สุพรรณบุรี และ สุโขทัย รวมท้ังสิ้น 89 อําเภอ 509 ตําบล 4,429 หมู่บ้าน/ชุมชน (ข้อมูลจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ณ วันที่ 11 มกราคม 2563)
7. กิจกรรมและการให้ความช่วยเหลือของศูนย์อํานวยการเฉพาะกิจแก้ไขและบรรเทาวิกฤตภัยแล้งฯ

นายทวีศักดิ์ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่าลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการน้ำเพื่อผลักดันน้ำเค็ม ณเขื่อน เจ้าพระยา ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำเขื่อนเจ้าพระยาและการบริหารจัดการน้ำเพื่อผลักดันน้ำเค็ม ณ เขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท และในช่วงบ่าย ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่ของโครงการส่งน้ำและบํารุงรักษาวังยาง-หนองขวัญ จังหวัดกําแพงเพชร รวมทั้งลงพื้นที่ ติดตามสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพาะยา บริเวณประตูระบายน้ำคลองกระถิน และบริเวณฝายกั้นแม่น้ำปิงจุดที่ 2 ของโครงการชลประทาน นครสวรรค์

สํานักงานชลประทานที่ 12 โดยส่วนเครื่องจักรกลสูบน้ำช่วยเหลือชาวสวนผลไม้ที่ประสบปัญหาภัยแล้งสูบน้ำช่วยเหลือช่วยเหลือราษฎร ที่ประสบสบปัญหาภัยแล้งขาดแคลนน้ำในพื้นที่ต่างๆ โดยบริเวณ หมู่ 1 ต.วังน้ำเย็น อ. แสวงหา จ. อ่างทอง ได้ดําเนินการติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาด 12 นิ้ว จํานวน 3 เครื่อง และบริเวณหมู่ 3 ต.โคกโคเฒ่า อ. เมืองจ.สุพรรณบุรี ได้ดําเนินการติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 12 นิ้ว จํานวน 3 เครื่อง รวมทั้งหมดจํานวน 6 เครื่อง ชึ่งการสนับสนุนเครื่องสูบน้ำดังกล่าวอยู่ในเขตพื้นที่โครงการส่งน้ำและบํารุงรักษาชันสูตร และโครงการส่งน้ำและบํารุงรักษาโพธิ์พระยา

ส่อระบาดทั่วประเทศเร่งสกัดโรคใบร่วงยางพารา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/409853?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ส่อระบาดทั่วประเทศเร่งสกัดโรคใบร่วงยางพารา

12 มกราคม 2563 – 00:00 น.

โรคใบร่วงยางพารา,เฉลิมชัย ศรีอ่อยน,กยท,การยางแห่งประเทศไทย,ข่าววันนี้,ภาคใต้,ยาง

เปิดอ่าน 389 ครั้ง

สกัดลุกลามโรคใบร่วงยางพาราระบาดถึง สุราษฎ์ธานีแล้วเร่งหาแนวทางควบคุมก่อนแพร่ไปทั่วประเทศ สัปดาห์หน้านานาชาติถกหามาตรการแก้ปัญหา

12  มกราคม 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า สั่งการด่วนให้การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ศึกษาและวิจัยทั้งในห้องปฏิบัติการ ตลอดจนพื้นที่ที่พบการระบาดของโรคใบร่วงยางพาราซึ่งเป็นโรคอุบัติใหม่เพื่อยับยั้งการระบาด

ล่าสุดได้รับรายงานว่า มีพื้นที่เสียหาย 9 จังหวัด รวม 762,939.34 ไร่ ได้แก่ นราธิวาส 732,193 ไร่ ยะลา 4,612 ไร่ ปัตตานี 3,060 ไร่ สงขลา 827 ไร่สตูล 221.20 ไร่ ตรัง 1,412.14 ไร่ กระบี่ 516 ไร่ พังงา 18,598 ไร่ และสุราษฎร์ธานี 1,500 ไร่ เกษตรกรชาวสวนยางได้รับผลกระทบ 81,542 ราย

ขณะนี้โรคลุกลามถึงภาคใต้ตอนบนจึงให้กยท. กำจัดวงไม่ให้แพร่ไปยังภาคอื่น ๆ โดยกยท. อนุมัติเงินกองทุนพัฒนายางสนับสนุนเครื่องมือประกอบด้วยอากาศยานไร้คนขับ (Drone) เครื่องฉีดพ่นแรงดันสูง และสารป้องกันกำจัดเชื้อราแก่เกษตรกร แต่เนื่องจากเป็นโรคที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ในอินโดนีเซียพบโรคเป็นที่แรกมีพื้นที่เสียหายกว่า 3 ล้านไร่แล้ว ยังไม่สามารถกำจัดได้ จึงพร้อมเสนอครม. อนุมัติงบกลางเพื่อศึกษาวิจัยและระงับการระบาดของโรคให้ได้ จากการฉีดพ่นสารฆ่าเชื้อราในแปลงเกิดโรคพบว่า ต้นยางแตกใบใหม่ จึงมอบนโยบายให้ฉีดพ่นสารป้องกันไม่ให้เกิดโรคซ้ำ คาดว่า ต้นยางจะฟื้นตัวใน 6-8 เดือน

นายกฤษดา สังข์สิงห์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยางพารา กล่าวว่า จากการเก็บตัวอย่างใบยางพาราที่ปรากฏอาการโรคมาตรวจสอบ พบเชื้อรา Pestalotiopsis sp. และ Colletotrichum sp. ซึ่งสัปดาห์หน้าจะทราบผลว่า เป็นสปีชีส์ใหม่หรือไม่ รวมทั้งจะประชุมเชิงปฏิบัติการกับนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญโรคพืชจากในประเทศและต่างประเทศของสมาคมประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติ ระหว่างวันที่ 13-15 มกราคม ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีเพื่อร่วมกันหามาตรการป้องกันและควบคุมโรคที่ได้ผลสูงสุด จากนั้นจะนำเสนอต่อผู้บริหารกยท. เพื่อนำเรียนรมว. กระทรวงเกษตรฯ สั่งการต่อไป

ปัญหาดิสรับชั่นอุตสาหกรรมยาสูบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/465677

news_default

ปัญหาดิสรับชั่นอุตสาหกรรมยาสูบ

วันเสาร์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2563, 21.44 น.

สืบเนื่องจากกรณี ศาสตราจารย์นพ. ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ได้คัดค้านข้อเสนอของกรมสรรพสามิตที่ออกมาเผยว่ากำลังพิจารณาขยายเวลาการปรับขึ้นภาษีบุหรี่ 40% ออกไปในวันที่ 1 ตุลาคม2563  เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับการยาสูบแห่งประเทศไทยรวมถึงชาวไร่ยาสูบนั้น

นายคณุตม์ ฤทธิสอน รักษาการประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการยาสูบแห่งประเทศไทยเผยว่า   การยาสูบแห่งประเทศไทยกำลังอยู่ในภาวะดิสรับชั่นได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีบุหรี่ในปี 2560 อย่างหนัก  ถ้าหากคุณหมอประกิตถึงเสนอให้รัฐบาลขึ้นภาษีบุหรี่อีก   หากมีการขึ้นภาษีอีกจริงอุตสาหกรรมยาสูบและการค้าบุหรี่รวมไปถึงชาวไร่ใบยาสูบคงอยู่ไม่ได้

และชาวไร่ยาสูบคงได้รับผลกระทบหนักด้วยแน่นอน ปัญหาตอนนี้เป็นเรื่องของภาระภาษีบุหรี่ที่สูงเกินไป ขณะที่บุหรี่หนีภาษีที่ลักลอบนำเข้ามาขายในราคาซองละ 20 ถึง30 บาทกลับมีจำหน่ายเกลื่อนเมืองทำไมภาครัฐไม่เข้าไปดูแลจัดการบ้าง มาเสนอให้ขึ้นภาษีแบบนี้เป็นการซ้ำเติมผู้ประกอบการ และชาวไร่ยาสูบที่ทำธุรกิจสุจริตมากกว่า อยากวอนรัฐบาลให้ช่วยเลื่อนภาษีสรรพสามิต 40% ออกไปก่อน

และพิจารณากำหนดอัตราภาษีบุหรี่ที่เหมาะสมให้ทุกฝ่ายอยู่ได้ อย่าขึ้นภาษีบุหรี่ทีละ 80-90% เหมือนเมื่อปี 2560 ที่ผ่านมา    ทางด้านนายสงกรานต์ ภักดีจิตร นายกสมาคมชาวไร่ยาสูบ จ. เพชรบูรณ์ เผยว่า ตนและพี่น้องชาวไร่ยาสูบกว่า 50,000 ครอบครัวทั่วประเทศใน 20 จังหวัด รู้สึกเริ่มมีความหวังอีกครั้ง หลังทราบว่ากรมสรรพสามิตเข้าใจและเห็นใจชาวไร่ยาสูบที่ได้รับผลกระทบจากการขึ้นภาษีบุหรี่มาติด ๆ กัน จนเกษตรกรชาวไร่ถูกลดโควต้าการรับซื้อใบยาสูบจาก ยสท. ไปกว่าครึ่งตั้งแต่ปี 2561 หากรัฐบาลจะพิจารณาให้เงินชดเชยพร้อมทั้งเลื่อนการขึ้นภาษี 40% ออกไปก่อน ก็ถือว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุดที่จะช่วยเยียวยาพวกเราและทำให้เรายังคงมีโควต้าปลูกยาสูบเหลืออยู่บ้าง

ขณะที่นายณรงศักดิ์ กิจพิทักษ์ แกนนำเครือข่ายชาวไร่บ่มเองใบยาเวอร์ยีเนีย จ. เชียงราย กล่าวว่า ผมรู้สึกผิดหวังที่มีผู้ออกมาคัดค้านการเลื่อนขึ้นภาษี 40% ออกไป ทั้งๆ ที่เห็นว่าเกษตรกรชาวไร่ยาสูบก็ยังคงได้รับความเดือดร้อน เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนพวกเราเพิ่งประสบสาธารณภัยพายุลูกเห็บ ทำไร่ยาสูบเสียหายไปกว่า 500 ไร่ในพื้นที่หลายอำเภอในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง และแพร่ และไม่มีภาครัฐหรือหน่วยงานใดมาเหลียวแลเยียวยาเหมือนเกษตรกรที่ปลูกพืชอื่น ๆ การเสนอให้ขึ้นภาษีบุหรี่ เหมือนกับท่านไม่เข้าใจความเดือดร้อนที่เราต้องเผชิญ แล้วยังมาซ้ำเติมด้วยการขึ้นภาษีบุหรี่อีก ปัจจุบัน ภาษีบุหรี่ก็สูงมากอยู่แล้ว บุหรี่ซองหนึ่งราคาเริ่มต้น 60 บาท หากมีการขึ้นภาษีบุหรี่อีกในยุคเศรษฐกิจฝืดเคืองเช่นนี้ ราคาบุหรี่ซองที่ต่ำที่สุดจะเป็น 90 บาท ผู้สูบคงหันไปสูบบุหรี่หนีภาษีและยาเส้นที่ขายกัน 15-30 บาทเท่านั้น คนสูบบุหรี่ก็ไม่ได้ลดลงอย่างที่มูลนิธิรณรงค์แต่ชาวไร่ยาสูบต้องมารับเคราะห์จนอาจต้องสิ้นอาชีพรายได้ไม่พอเลี้ยงครอบครัวหากคุณหมอประกิตอยากช่วยหาทางออกให้พวกเราและการยาสูบจริง ท่านอาจพิจารณาเจียดรายได้บางส่วนจาก สสส. และมูลนิธิของท่าน ที่ทางอุตสาหกรรมยาสูบนำส่งปีละหลายพันล้านบาทมาตั้งกองทุนช่วยเหลือชาวไร่ยาสูบที่ได้รับความเดือดร้อนบ้าง