มท.สั่งทุกจังหวัดลุยมาตรการเร่งด่วน! ‘ขุดดินแลกน้ำ’แก้ปัญหาภัยแล้งตามนโยบายรัฐบาล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/466097

news_default

มท.สั่งทุกจังหวัดลุยมาตรการเร่งด่วน! ‘ขุดดินแลกน้ำ’แก้ปัญหาภัยแล้งตามนโยบายรัฐบาล

วันอังคาร ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2563, 10.28 น.

วันที่ 14 มกราคม 2563 ที่กระทรวงมหาดไทย นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศไทยได้ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพของประชาชน โดยรัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ภัยแล้งอย่างต่อเนื่องและติดตามข้อมูลสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด รวมทั้งการสำรวจข้อมูลแหล่งน้ำและประมาณการใช้น้ำของแต่ละพื้นที่ ทั้งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค การเกษตร การอุตสาหกรรม และการรักษาระบบนิเวศ เพื่อเป็นข้อมูลพิจารณาแก้ไขปัญหาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งต้องใช้เวลาและงบประมาณจำนวนมากเพื่อให้มีปริมาณน้ำที่เพียงพอกับความต้องการของทุกภาคส่วน ดังนั้น พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้ให้แนวทางการดำเนินการแก้ไขปัญหาภัยแล้งในระยะเร่งด่วน ด้วยการ “ขุดดินแลกน้ำ” โดยใช้วัสดุมูลดินที่ได้จากการขุดลอกแหล่งน้ำธรรมชาติหรือแหล่งอื่นๆ ที่เหมาะสมเพื่อเป็นการบริหารจัดการวัสดุมูลดินให้เกิดประโยชน์ และเป็นการขุดบ่อเพื่อสร้างแหล่งกักเก็บน้ำขนาดเล็กในพื้นที่

นายฉัตรชัย พรหมเลิศ กล่าวว่า เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างประสิทธิภาพสามารถแก้ไขปัญหาภัยแล้งในระยะเร่งด่วน พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงได้มอบหมายให้สั่งการผู้ว่าราชการจังหวัดบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่พิจารณาดำเนินการ “ขุดดินแลกน้ำ” ตามความเหมาะสมของสภาพพื้นที่และสอดคล้องกับสถานการณ์ โดยให้ปฏิบัติตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด รวมทั้งให้ศึกษาแนวทางการดำเนินการตามนโยบายการขุดลอกแหล่งน้ำสาธารณประโยชน์ที่ตื้นเขินเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยหรือภัยแล้งของกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย และแนวทางการบริหารจัดการวัสดุที่ได้จากการขุดลอก ของกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประกอบการดำเนินการดังกล่าวด้วย

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า สำหรับการดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ได้มีข้อสั่งการเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งในการประชุมเปิดกองอำนวยการน้ำแห่งชาติและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2563 โดยให้ทุกจังหวัดดำเนินการ อาทิ การกำกับติดตาม เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ และปัญหาการใช้น้ำของภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค น้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศ และน้ำเพื่อการเกษตรอย่างใกล้ชิด รวมถึงให้ประเมินสถานการณ์เป็นระยะอย่างต่อเนื่องและทันเหตุการณ์ การมอบหมายส่วนราชการ หน่วยทหาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ เตรียมกำลังคน วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องจักรกลสาธารณภัย ให้พร้อมปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง การควบคุมการระบายน้ำ จัดสรรน้ำ โดยให้ความสำคัญกับการน้ำอุปโภคบริโภคเป็นลำดับแรก การติดตามการดำเนินการตามแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2562/63 โดยเฉพาะสถานการณ์การเพาะปลูกข้าวนาปรัง โดยให้ควบคุมไม่ให้มีปริมาณเพิ่มขึ้นเนื่องจากปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อการสนับสนุน พร้อมขอความร่วมมือไม่ให้เกษตรกรทำการปิดกั้นลำน้ำหรือสูบน้ำเข้าพื้นที่เพาะปลูก หากพื้นที่ใดมีความจำเป็นต้องสูบน้ำ ให้ปฏิบัติตามปฏิทินการสูบน้ำของกรมชลประทานอย่างเคร่งครัด และให้ดูแลการชดเชยเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ให้เป็นไปตามระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และให้ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้กับประชาชน และเน้นย้ำให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารจากทางราชการอย่างต่อเนื่อง

นายฉัตรชัย พรหมเลิศ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงมหาดไทยมีความห่วงใยพี่น้องประชาชนและเกษตรกรผู้ใช้น้ำในทุกพื้นที่ ทั่วประเทศและจะได้ติดตามสถานการณ์น้ำร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อวางแผนแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนตลอดฤดูแล้งนี้ ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ภัยแล้ง สามารถแจ้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ หรือติดต่อสายด่วนสาธารณภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง

รายงานพิเศษ : กรมวิชาการเกษตรจัดระเบียบงบดำเนินงานปี’63 ป้องงานวิจัยพันธุ์พืช-โครงการพระราชดำริฯ-ส่งออก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/465991

รายงานพิเศษ : กรมวิชาการเกษตรจัดระเบียบงบดำเนินงานปี’63 ป้องงานวิจัยพันธุ์พืช-โครงการพระราชดำริฯ-ส่งออก

วันอังคาร ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ชี้แจงกรณีคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ปรับลดงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ของกรมวิชาการเกษตร ซึ่งเป็นงบดำเนินงานลดลง 50% นั้น เพื่อลดผลกระทบต่อการดำเนินงานโดยเฉพาะงานตามภารกิจและงานสำคัญตามนโยบายของรัฐบาล กรมวิชาการเกษตรได้กำหนดแนวทางบริหารงบประมาณโดยปรับแผนดำเนินงานให้สอดคล้องกับงบประมาณที่ได้รับ โดยคำนึงถึงการใช้งบประมาณที่มีอยู่ให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อทุกโครงการและทุกแผนงานที่ได้วางไว้ ซึ่งงบประมาณที่ถูกปรับลดลงนี้ เป็นงบดำเนินงานไม่เกี่ยวกับงบลงทุนจัดซื้อครุภัณฑ์ และสิ่งก่อสร้างแต่อย่างใด

ทั้งนี้ กรมทำหนังสือชี้แจงทำความเข้าใจให้ทุกหน่วยงานทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคพิจารณาทบทวนและจัดลำดับความสำคัญ รายละเอียดกิจกรรมเนื้องานที่มีความสำคัญ จำเป็น และเหมาะสมในการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2563 โดยเฉพาะงานวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืช ซึ่งเป็นภารกิจหลักของกรม โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ งานด้านบริการที่มีผลกระทบต่อประชาชนและการส่งออก เช่น การตรวจรับรองแหล่งผลิตพืช (GAP) โรงงานแปรรูป โรงรม (GMP) การตรวจสอบปัจจัยการผลิต  ศัตรูพืช และออกใบรับรองบริการวิชาการด้านพืช การผลิตเมล็ดพันธุ์ดีซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญและตอบสนองต่อนโยบายของรัฐบาลเพื่อจำหน่ายและจ่ายแจกให้แก่เกษตรกร เช่น มันสำปะหลัง ข้าวโพด รวมทั้งพืชตระกูลถั่วที่ใช้น้ำน้อย งานบริการทั้งหมดนี้จะต้องได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ส่วนงานอื่นๆ ให้พิจารณาปรับลดปริมาณงานตามวงเงินงบประมาณที่ได้รับ

“ในปี 2563 งบประมาณของกรมวิชาการเกษตร 1,277 ล้านบาท เป็นงบดำเนินงานไม่ใช่งบลงทุนจัดซื้อครุภัณฑ์และสิ่งก่อสร้าง ถูกปรับลดลง 638 ล้านบาท หรือคิดเป็น 50%ของงบดำเนินงาน ซึ่งกรมกำชับให้ทุกหน่วยงานใช้จ่ายงบประมาณอย่างประหยัด คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่องานราชการ โดยย้ำให้ทุกหน่วยงานในสังกัดทราบว่างานวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืช โครงการพระราชดำริ งานด้านบริการต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อประชาชนและการส่งออกต้องได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ส่วนกิจกรรมบางชนิดที่ปรับลดได้ให้ดำเนินการทันที เช่น ติดตามประเมินผล จัดประชุมนอกสถานที่ โดยให้ใช้วิธีประชุมทางไกลผ่านทางจอภาพ หรือ VIDEO Conference แทน” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

ศูนย์เกษตรที่สูงจ.เลยจัดใหญ่ กิจกรรมโปรโมทแหล่งท่องเที่ยว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/465987

news_default

ศูนย์เกษตรที่สูงจ.เลยจัดใหญ่ กิจกรรมโปรโมทแหล่งท่องเที่ยว

วันอังคาร ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายชาตรี บุญนาค รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตร และมีรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตด้านการเกษตร งานด้านการส่งเสริมการเกษตรจึงนับเป็นภารกิจสำคัญยิ่งในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทย เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคงยั่งยืน

ทั้งนี้ จุดมุ่งหมายของการส่งเสริมการเกษตรคือ ส่งเสริมให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมั่นคงในการประกอบอาชีพ ผ่านโครงการนโยบายสำคัญ รวมถึงส่งเสริมอาชีพของกลุ่มเกษตรกรและเครือข่าย ภายใต้การบูรณาการทำงานร่วมกันของหน่วยงานสังกัดกรมส่งเสริมการเกษตร โดยการดำเนินงานในส่วนภูมิภาคนอกจากสำนักงานเกษตรจังหวัดและสำนักงานเกษตรอำเภอ จะเป็นหน่วยงานหลักขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตรแล้ว ยังมีศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร เป็นแหล่งเรียนรู้และทำหน้าที่เชื่อมโยงการทำงานระหว่างหน่วยงานส่วนกลางกับส่วนภูมิภาค หน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานอื่นในพื้นที่ โดยร่วมกันขับเคลื่อนงานผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.)และเครือข่าย ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ในชุมชน ต่อยอดสู่แปลงใหญ่และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เชื่อมโยงสู่การท่องเที่ยวเชิงเกษตร เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ภาคเกษตรเป็นอย่างดีและจะส่งผลดีต่อความยั่งยืนของภาคเกษตรโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานโครงการพระราชดำริ ซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญที่กรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินงานสนองพระราชดำริมาอย่างต่อเนื่องตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ

ด้านนายบุญรอด  คำทะริ  ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดเลย (เกษตรที่สูง) กล่าวว่า ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดเลย(เกษตรที่สูง) มีแนวทางส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรทั้งภายในศูนย์ฯที่มีแปลงเรียนรู้ให้ผู้สนใจเข้าศึกษาเยี่ยมชม และสร้างเครือข่ายด้านการท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้กลุ่มเกษตรกร  ด้วยการส่งเสริมการทำเกษตรดีที่ปลอดภัย ส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างเมืองแห่งสุขภาพดีร่วมกับกลุ่มเกษตรกรและเครือข่ายในจ.เลย เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวเชิงเกษตรจากแปลงเรียนรู้ที่มีชีวิตของศูนย์ฯ เชื่อมโยงสู่กลุ่มเกษตรกรและเครือข่ายการท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่มีศักยภาพของจ.เลย จึงจัดกิจกรรม “27 ปี สืบสานงานพระราชดำริ ตามแนววิถีเกษตรพอเพียง  พร้อมเพรียงพัฒนาหญ้าแฝก เพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำ นำศูนย์และชุมชนเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรอย่างยั่งยืน”ขึ้น โดยมีพิธีเปิดวันที่ 9 มกราคม 2563 ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดเลย (เกษตรที่สูง) อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย

รักษ์เกษตร : ดินปนหินดินลูกรัง..ไม่ยากอย่างที่คิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/465986

news_default

รักษ์เกษตร : ดินปนหินดินลูกรัง..ไม่ยากอย่างที่คิด

วันอังคาร ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คำถาม ที่ไร่ของผมส่วนใหญ่เป็นดินปนหินและดินลูกรังครับ จะปลูกอะไรก็ไม่ค่อยขึ้น ขอทราบวิธีแก้ปัญหานี้ด้วยครับ ขอบคุณมากครับ

ขจรศักดิ์ สุวรรณอัปสร

อ.ขามทะเลสอ จ.นครราชสีมา

คำตอบ

ดินปนหินและดินลูกรังเป็นดินที่มีปริมาณของหน้าดินน้อยมีธาตุอาหารต่ำ ไม่เหมาะสมกับการปลูกพืชใดๆ เลย การปลูกพืชในดินลูกรังจึงเป็นไปได้ยาก จะต้องมีการลงทุนปรับปรุงบำรุงดินให้มีคุณภาพเสียก่อน จึงจะมีความเหมาะสมต่อการปลูกพืชได้

แนวทางปรับปรุงบำรุงดินปนหินและดินลูกรังมีวิธีดังนี้

1. หาแหล่งน้ำในการทำการเกษตรเพราะพื้นที่ดินลูกรังส่วนใหญ่จะเป็นเป็นพื้นที่เขาซึ่งขาดน้ำ จึงต้องขุดสระกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งเป็นลำดับแรก

2. งดใช้สารเคมีในการกำจัดวัชพืชโดยเด็ดขาดและให้ใช้ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมักเท่านั้นเพราะปุ๋ยเคมีจะทำให้ดินยิ่งเสื่อมหนักไปกว่าเดิม

3. กำจัดวัชพืช โดยใช้วิธีการตัดหรือถาง แล้วนำเศษวัชพืชมาทำเป็นปุ๋ยหมักเพื่อใส่ต้นพืชที่จะปลูกต่อไป

4. ปลูกพืชตระกูลถั่วคลุมดิน เพื่อสร้างพื้นดินให้ไส้เดือนสามารถอยู่ได้จะได้ช่วยปรับปรุงบำรุงดินให้ดีขึ้น

5. ปลูกต้นกล้วย เพื่อสร้างร่มเงาให้กับไม้ยืนต้นที่จะปลูกก่อนเป็นพืชแรก

6. รดน้ำและใช้น้ำอย่างประหยัด เพื่อรักษาความชื้นของดิน

7. ปลูกไม้ยืนต้นและไม้ผลต่างๆ เมื่อต้นกล้วยโตแล้ว โดยต้องขุดหลุมให้กว้างกว่าปกติแล้วรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก จากนั้นให้คลุมโคนต้นด้วยเศษหญ้าเพื่อรักษาความชื้นของดิน

8. ปลูกพืชแบบผสมผสานเพื่อให้ต้นไม้พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน

9. ทำการกำจัดวัชพืช เมื่อวัชพืชต่างๆ สูงขึ้นมากเกินไป ให้ทำการทับให้วัชพืชนั้นๆ ล้มลงไป เพื่อให้หญ้าและวัชพืชต่างๆ ยังคงรักษาความชื้นในดินได้และเศษหญ้ายังย่อยสลายกลายเป็นหน้าดินต่อไป

10. งดให้น้ำเป็นบางช่วงเมื่อต้นไม้เริ่มโตขึ้นแล้ว ให้งดให้น้ำบ้าง เพื่อหัดให้ต้นไม้สามารถหากินได้เอง แต่ต้องทำการใส่ปุ๋ยให้ปีละประมาณ 2-3 ครั้ง

การจัดการดินปนหินและดินลูกรังให้เหมาะสมต่อการปลูกพืช มีหลักที่สำคัญคือ การรักษาความชื้นในดินโดยการปลูกพืชคลุมดินการคืนชีวิตให้กับดินโดยการเลี้ยงไส้เดือนดิน การใช้ปุ๋ยหมักการสร้างหน้าดินโดยการทับหญ้าให้หญ้าย่อยสลายกลายเป็นหน้าดินและการปรับปรุงฟื้นฟูสภาพดินปนหินและดินลูกรัง จำเป็นอย่างยิ่งต้องมีการลงทุน ต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป ใจต้องรักและอดทนนะครับ

นาย รัตวิ

กษ.เร่งทำแผนปฏิบัติการ ขับเคลื่อนภาคเกษตร-แก้ภัยแล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/465988

news_default

กษ.เร่งทำแผนปฏิบัติการ ขับเคลื่อนภาคเกษตร-แก้ภัยแล้ง

วันอังคาร ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากกรณีนายเฉลิมชัย ศรีอ่อนรมว.เกษตรและสหกรณ์ แถลงข่าว “มอบของขวัญปีใหม่ การขับเคลื่อนภาคการเกษตร ปี 2563” เมื่อวันที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา โดยเน้นทุกหน่วยงานทำงานเชิงรุก แก้ปัญหาปากท้องเกษตรกรครบทุกมิติ ซึ่งประกอบด้วยประเด็นสำคัญ อาทิ การบริหารจัดการแหล่งน้ำทั้งระบบ การส่งเสริมการเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ การใช้ระบบตลาดนำการผลิต เพื่อแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ/ล้นตลาด ลดต้นทุนการผลิต บริหารจัดการประมงอย่างยั่งยืน แก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้เกษตรกร จัดทำข้อมูลสารสนเทศด้านการเกษตรแห่งชาติ (National AgricultureBigData) และศูนย์เทคโนโลยีทางการเกษตร (Agri-technology and innovation center : AIC) พัฒนาศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) รวมไปถึงจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 ของกระทรวงเกษตรฯ ล่าสุด รมว.เกษตรฯสั่งการให้สศก.แจ้งทุกหน่วยงาน เพื่อเร่งจัดทำรายละเอียดแผนปฏิบัติการ (Action plan)ขับเคลื่อนงานสำคัญปี 2563 ให้เร็วที่สุด พร้อมประชาสัมพันธ์ แผนปฏิบัติการให้เกษตรกรและประชาชนทราบทุกช่องทางสื่อสาร แบบเชิงรุก

อย่างไรก็ตาม ส่วนการรับมือสถานการณ์ภัยแล้งปีนี้ ทุกหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ ต้องติดตามสถานการณ์ และสรุปความเสียหายจากสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้น และผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2563 อย่างรวดเร็วและทันสถานการณ์ โดยรวบรวมมาตรการช่วยเหลือภัยแล้งที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงาน อาทิ การบริหารจัดการแหล่งน้ำ พัฒนาฟื้นฟูแหล่งน้ำ ปลูกพืชใช้น้ำน้อย ทำปศุสัตว์ หรือปล่อยปลาในแหล่งน้ำเพื่อเป็นอาหาร ทั้งนี้ สศก. จะเร่งรวบรวมแผนปฏิบัติการของทุกหน่วยงานให้เสร็จภายในมกราคม และรายงานรมว.เกษตรฯ ซึ่งสศก.จะเร่งดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการวิเคราะห์สถานการณ์และผลกระทบด้านเศรษฐกิจ ภัยแล้ง ที่มีผลต่อภาคเกษตร เพื่อเสนอแนะนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร รวมทั้งเร่งตั้งศูนย์ Big Data ด้านการเกษตร (National Agricultural Big Data Center : NABC) นอกจากนี้ สศก. พร้อมเดินหน้าบูรณาการขับเคลื่อนงานตามแผนปฏิบัติการกับทุกหน่วยงานให้เป็นรูปธรรม และติดตามผลดำเนินงานต่อเนื่อง เชื่อมั่นว่าปี 2563 ภาคเกษตรของไทยจะยังเติบโตได้อย่างมีศักยภาพแม้ต้องเผชิญสถานการณ์ภัยแล้ง และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

ปศุสัตว์เตรียมเปิดศูนย์ควบคุมฯ ฉีดวัคซีนป้องกัน‘โรคปากเท้าเปื่อย’ในโคนมที่มวกเหล็ก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/466037

ปศุสัตว์เตรียมเปิดศูนย์ควบคุมฯ ฉีดวัคซีนป้องกัน‘โรคปากเท้าเปื่อย’ในโคนมที่มวกเหล็ก

วันจันทร์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2563, 21.15 น.

ปศุสัตว์เตรียมเปิดศูนย์ควบคุมฯ ฉีดวัคซีนป้องกัน‘โรคปากเท้าเปื่อย’ในโคนมที่มวกเหล็ก

13 มกราคม 2563 นายสัตวแพทย์(น.สพ.) สมชวน รัตนมังคลานนท์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า จากการระบาดของโรคปากและเท้าเปื่อยในโคนมในอำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรีที่ทำให้มีโคล้มด้วยนั้น ในวันที่ 14 มกราคม 2563 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ จะเปิดศูนย์ปฏิบัติควบคุมโรคในพื้นที่ ระดมสัตวแพทย์ เจ้าหน้าที่ เวชภัณฑ์ และอาหารเร่งช่วยเหลือเกษตรกร เบื้องต้นส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ แนะนำให้เข้มงวดการเข้าออกฟาร์ม ทั้งคนและยานพาหนะต้องผ่านการฆ่าเชื้อทุกครั้ง และนำวัวมารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคได้ฟรี

ทั้งนี้ สถานการณ์โรคปากเท้าเปื่อยในโคนมที่ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี ว่า การควบคุมโรคปากและเท้าเปื่อยนั้น อธิบดีกรมปศุสัตว์ได้กำชับปศุสัตว์จังหวัดทุกจังหวัดในการเฝ้าระวัง ควบคุมโรคอย่างใกล้ชิด และลงพื้นที่ช่วยเหลือเกษตรกรในทุกกรณีที่แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์จังหวัด และปศุสัตว์อำเภอ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและให้คำแนะนำกับเกษตรกรแล้ว

สำหรับสาเหตุการระบาดของโรคปากเท้าเปื่อยในโคนมช่วงนี้ เกิดจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง รวมถึงสถานการณ์ภัยแล้งที่ส่งผลให้หญ้าขาดแคลน โคจึงกินอาหารไม่เพียงพอ สุขภาพอ่อนแอ และติดเชื้อได้ง่าย โดยเฉพาะการกินฝุ่นข้าวโพดที่มากจนเกินไปส่งผลต่อการย่อยของวัว ทั้งนี้ อ.มวกเหล็ก มีพื้นที่กว้างและเลี้ยงโคนมหนาแน่น มีเกษตรกร 2,390 ราย โคนม 99,897 ตัว เมื่อโคป่วยยังคงมีการ เคลื่อนย้ายสัตว์ ซากสัตว์ เช่น มูลสัตว์ น้ำนม อาหารสัตว์ ตลอดเวลาทำให้การควบคุมไม่ให้โรคได้ลำบาก อีกทั้งเมื่อเกษตรกรพบโคมีอาการผิดปกติไม่แจ้งโรคต่อปศุสัตว์อำเภอและจังหวัด หรือแจ้งโรคช้า

ทั้งนี้ โรคปากและเท้าเปื่อยเกิดจากเชื้อไวรัส ไม่มียาฆ่าเชื้อ แต่เป็นโรคที่รักษาได้ หากเป็นในสัตว์กีบคู่ที่โตแล้ว ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด ให้อาหารเพียงพอเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรค โคที่เป็นโรคนี้แล้วล้ม มักเป็นโควัยอ่อนหรือมีโรคอื่นแทรกซ้อน จึงย้ำเตือนว่า หากโคมีอาการน้ำลายยืดให้รีบแจ้งปศุสัตว์ในพื้นที่ทันที เพื่อเข้าดูแลอาการ รวมถึงการฉีดวัคซีนป้องกันโรคปากเท้าเปื่อย วัวทั่วไปปีละ 2 ครั้ง ส่วนโคนมปีละ 3 ครั้ง โดยทางปศุสัตว์มีการฉีดวัคซีนให้ฟรี งดการนำสัตว์เข้ามาเลี้ยงใหม่จากโคที่ไม่ทราบแหล่งที่มา หรือจากพื้นที่ที่มีโรคระบาด หลีกเลี่ยง ให้บุคคลภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าฟาร์ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคอกเลี้ยงโคและโรงรีดนม เลือกซื้ออาหารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ว่าไม่มีโรคปากและเท้าเปื่อยระบาด ที่สำคัญทำความสะอาดและทำลายเชื้อโรคที่โรงเรือน ถังนมและอุปกรณ์ต่างๆ

ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปี 2562 จนถึงปัจจุบัน มีการฉีดวัคซีนให้วัวไปแล้ว 91,842 ตัว สำหรับอาการโรคปากเท้าเปื่อย สัตว์จะมีอาการซึม  ไข้สูง น้ำลายไหล มีเม็ดตุ่มใส พุพอง เกิดขึ้นภายในปาก ลิ้น เหงือก เพดานปาก ข้างแก้ม ซอกกีบต่อมาเม็ดตุ่มจะแตกเป็นแผล สัตว์แสดงอาการขาเจ็บ เดินกะเผลก น้ำลายไหลมากขึ้น มีแผลในปาก ลิ้น เท้า และหัวนม สำหรับสถานการณ์โรคในจังหวัดสระบุรี ผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศกำหนดเขตเฝ้าระวังโรคระบาดชนิดโรคปากและเท้าเปื่อยในสัตว์กีบคู่ได้แก่ โค กระบือ แพะ แกะ สุกร หมูป่า และกวางตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2562 ปศุสัตว์อำเภอมวกเหล็ก ได้ประกาศเขตโรคระบาดชั่วคราว ชนิดโรคปากและเท้าเปื่อยในพื้นที่หมู่ 2 บ้านคลองม่วงใต้ ตำบลลำพญากลาง อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2563 จนถึง 9 กุมภาพันธ์ 2663 เบื้องต้น มีเกษตรกรแจ้งมาแล้ว 108 ราย มี โคนมร่วมฝูง 5,654 ตัว ที่ป่วย / และรักษาให้หาย โดยเหลือ 897 ตัวที่อยู่ระหว่างการรักษา ซึ่งตั้งแต่วันพรุ่งนี้จะมีรองอธิบดีกรมปศุสัตว์ไปเป็นผู้บัญชาการศูนย์ควบคุมโรคด้วยตนเอง รายงานผลปฏิบัติมายังส่วนกลางทุกวัน

“วอนเกษตรกร เมื่อพบว่า โคป่วยให้แจ้งปศุสัตว์ในพื้นที่ อย่าขายโคออกเนื่องจากเป็นโรคที่รักษาได้ การเคลื่อนย้ายโคออกจากฟาร์ม ขณะที่ยังป่วยอยู่ จะทำให้เชื้อไวรัสแพร่กระจายออกไปยังพื้นที่อื่นเป็นวงกว้างขึ้น” นายสัตวแพทย์สมชวน กล่าว

อ.อ.ป.สานต่อนโยบายรัฐเร่งปลูกไม้ศก.เพิ่มพื้นที่ป่า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/410250?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

อ.อ.ป.สานต่อนโยบายรัฐเร่งปลูกไม้ศก.เพิ่มพื้นที่ป่า

13 มกราคม 2563 – 17:26 น.
ออป
เปิดอ่าน 22 ครั้ง

อ.อ.ป.สานต่อนโยบายของรัฐ เร่งขับเคลื่อนปลูกไม้เศรษฐกิจเพิ่มพื้นที่ป่า

องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) ร่วมกับ 4 บริษัทฯ ภาคเอกชน ประกอบด้วย บริษัท ดั๊บเบิ้ลเอ (1991) จำกัด (มหาชน) , บริษัท ทรีเทค ชัยนาท จำกัด , บริษัท เปเปอร์ทรี โฮลดิ้ง จำกัด และบริษัท คันนา จำกัด ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง ภายใต้ “โครงการสนับสนุนการส่งเสริมเกษตรกรปลูกไม้เศรษฐกิจของ อ.อ.ป. และความร่วมมือวิจัยพัฒนาพันธุ์ไม้เศรษฐกิจ” โดยมี นางพรเพ็ญ วรวิลาวัณย์ ผู้อำนวยการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ผอ.อ.อ.ป.) และนายศิริศักดิ์ นาใจคง ผู้แทน/ผู้รับมอบอำนาจของ 4 บริษัทฯ เอกชน ณ ห้องประชุม 301 (ชั้น 3) อ.อ.ป. ถนนราชดำเนินนอก

นางพรเพ็ญ วรวิลาวัณย์ ผอ.อ.อ.ป. เปิดเผยว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงฯ ในครั้งนี้ อ.อ.ป. และ 4 บริษัทฯ มีวัตถุประสงค์และเป้าหมายในการจัดทำโครงการฯ ร่วมกัน คือ เพื่อส่งเสริมเกษตรกร ปลูกไม้เศรษฐกิจ และการพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากไม้เศรษฐกิจครบวงจรตามวิสัยทัศน์ของ อ.อ.ป. “เป็นผู้นำการจัดการสวนป่าเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไม้จากป่าปลูก ในปี 2565” และการดำเนินการและภารกิจด้านการส่งเสริมเกษตรกรปลูกไม้เศรษฐกิจที่มีคุณภาพของบริษัทฯ

ผอ.อ.อ.ป. กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ตามหลักเกณฑ์ของโครงการส่งเสริมเกษตรกรปลูกไม้เศรษฐกิจ เพื่อเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม อ.อ.ป. ได้จัดทำแผนปฏิบัติการโครงการฯ ในแต่ละปีงบประมาณ, ดำเนินการส่งเสริมด้านการตลาดให้กับเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการ โดยอำนวยความสะดวกในการขายไม้ที่ปลูกตามโครงการฯ เมื่ออายุครบรอบตัดฟัน และดำเนินการจัดหาพื้นที่ในการจัดทำแปลงปลูกทดสอบสายพันธุ์ และแปลงสาธิตเพื่อศึกษาวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ไม้ยูคาลิปตัส หรือไม้เศรษฐกิจอื่นๆ ให้มีคุณภาพและคุณสมบัติเหมาะสม กับสภาพแวดล้อมและสภาพพื้นที่ปลูกแตกต่างในแต่ละท้องที่ ตรงตามความต้องการของตลาดทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ในส่วนของบริษัทฯ จะดำเนินการจัดหากล้าไม้พันธุ์ดีให้กับ อ.อ.ป. เพื่อส่งมอบให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ ตามจำนวนและระยะเวลาที่กำหนดไว้ในแผนปฏิบัติการโครงการส่งเสริมเกษตรกรปลูกไม้เศรษฐกิจ ในแต่ละปีงบประมาณ พร้อมสนับสนุนการดำเนินศึกษาวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ไม้ยูคาลิปตัสหรือไม้เศรษฐกิจอื่นๆ ให้มีคุณภาพและคุณสมบัติเหมาะสมกับการดำเนินงานของ อ.อ.ป.

ทั้งนี้ จากการร่วมมือฯ ในครั้งนี้คาดว่า จะสามารถสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ รวมทั้งสนองนโยบายด้านการเพิ่มพื้นที่ป่าเศรษฐกิจให้ได้ร้อยละ 15 ของพื้นที่ประเทศ และโครงการสานพลัง ประชารัฐระหว่างหน่วยงาน ภาครัฐ และเกษตรกรต่อไป

สทนช.ล่องใต้เยี่ยมชุมชนตะโหมดต้นแบบบริหารจัดการน้ำชุมชน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/410239?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

สทนช.ล่องใต้เยี่ยมชุมชนตะโหมดต้นแบบบริหารจัดการน้ำชุมชน

13 มกราคม 2563 – 16:43 น.
ชุมชนตะโหมด,สทนช
เปิดอ่าน 20 ครั้ง

สทนช. หนุน”ธนาคารน้ำ-ฝายดักขยะ”หวังเป็นต้นแบบแก้ไขปัญหาน้ำท่วม-แล้งลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา โดยการมีส่วนร่วมของประชาชน

สทนช. ล่องใต้ ติดตามการบริหารจัดการน้ำชุมชน หนุน“ธนาคารน้ำ”อนุรักษ์ป่าต้นน้ำของชุมชนตะโหมด จ.พัทลุง และ“ฝายดักขยะ”การจัดการคุณภาพน้ำของชุมชนคลองแห จ.สงขลา ที่ประสบความสำเร็จด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ หวังดันเป็นต้นแบบแก้ปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้งลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาอย่างยั่งยืน

วันที่ 13 มกราคม 2563 ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) พร้อมคณะ ลงพื้นที่ภาคใต้เพื่อติดตามโครงการศึกษาการแก้ไขปัญหาภัยแล้งและบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา พร้อมเยี่ยมชมการบริหารจัดการน้ำเพื่อการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ โดยชุมชนตะโหมด อ.ตะโหมด จ.พัทลุง และการบริหารจัดการคุณภาพน้ำเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ โดยชุมชนคลองแห อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

           ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา เป็นลุ่มน้ำแห่งเดียวของประเทศไทย ที่มีระบบทะเลสาบแบบลากูน (Lagoon) ขนาดใหญ่ เป็นแอ่งรองรับน้ำจืดที่มาจากน้ำฝน น้ำคลอง และน้ำหลากจากแผ่นดิน รวมทั้งมีน้ำเค็มจากทะเลไหลเข้ามาผสมผสานด้วย มีเนื้อที่ 8,563 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดของจังหวัดพัทลุง พื้นที่บางส่วนของอำเภอชะอวดและอำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช
และพื้นที่ในจังหวัดสงขลา ยกเว้นอำเภอนาทวี อำเภอจะนะ อำเภอเทพา และอำเภอสะบ้าย้อย ปัญหาที่สำคัญของทะเลสาบสงขลา ประกอบด้วย 1.ปัญหาด้านน้ำ เช่น น้ำท่วม น้ำแล้ง คุณภาพน้ำ/น้ำเค็ม/น้ำเสีย 2.ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม เช่น
ปัญหาตะกอน การตื้นเขินของทะเลสาบ การบุกรุกป่าต้นน้ำ การอนุรักษ์สัตว์น้ำ และ 3.ปัญหาบริหารจัดการ/องค์กร โดยมีความขัดแย้งในพื้นที่ รวมถึงปัญหาด้านกฎระเบียบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

“สทนช. ได้หาแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ที่ควบคู่กับการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ โดยดำเนินโครงการแก้ไขปัญหาภัยแล้งและบรรเทาอุทกภัยทะเลสาบสงขลา มุ่งเน้นการศึกษาปัญหาภัยแล้งและอุทกภัยเป็นหลัก เน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ปรับประยุกต์จากการใช้แนวทางการแก้ไขปัญหาแบบบนลงล่าง (Top–Down) คือ การกำหนดนโยบายจากหน่วยงานของรัฐ ร่วมกับแนวทางแก้ไขปัญหาแบบล่างขึ้นบน (Bottom–up) คือ ประชาชนเป็นผู้ร่วมกำหนดทิศทางนโยบาย และกระบวนการในการพัฒนาโดยตรง เพื่อให้สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริง

ซึ่งผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นทั้งแนวทางการพัฒนา แผนหลัก แผนปฏิบัติการและแนวทางการบริหารจะพิจารณาให้สอดคล้องกับกฎหมาย กฎระเบียบของหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งนี้ สทนช. ได้ให้ความสำคัญกับแนวทางแก้ปัญหาและการบริหารจัดการน้ำที่เกิดจากแนวคิดของภาคประชาชน ซึ่งถือเป็นแนวทางที่ได้รับการยอมรับว่าเหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ซึ่งมีบริบทต่างกัน ทำให้อาจต้องปรับรายละเอียดในการแก้ปัญหาให้เหมาะสมกับพื้นที่ โดยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่ข้างเคียง เพื่อให้เกิดลักษณะการพัฒนาแก้ปัญหาบริหารจัดการน้ำที่สอดคล้องกัน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยไม่ใช่การย้ายปัญหาไปจุดอื่น” เลขาธิการ สทนช. กล่าว

สำหรับ ชุมชนตะโหมด อ.ตะโหมด จ.พัทลุง เป็นตัวอย่างหนึ่งของความสำเร็จในการพยายามพัฒนาแหล่งน้ำและบริหารจัดการน้ำระดับชุมชน ที่เกิดจากการรวมตัวกันขององค์กรเครือข่ายและประชาชนในพื้นที่ มุ่งพัฒนาพื้นที่
ในชื่อเครือข่าย “สภาลานวัดตะโหมด” ใช้เทคนิคการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำและป่าโดยชุมชน และมีการวิเคราะห์ปัญหาและแนวทางแก้ไขแบบ Area based เพื่อให้ได้ประเด็นปัญหาและแนวทางแก้ไขที่ชัดเจน สอดคล้องกับความต้องการในพื้นที่ โดยมีวัดตะโหมดเป็นศูนย์กลางดำเนินกิจกรรม อาทิ กิจกรรมอนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำ ป้องกันวิกฤตภัยแล้ง

โดยนำแนวพระราชดำริเรื่องฝายต้นน้ำลำธารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มาประยุกต์ใช้ เรียกว่า “ธนาคารน้ำ” ด้วยการเก็บน้ำในรูปแบบฝายชะลอการไหลของน้ำ โดยนำวัสดุธรรมชาติ อาทิ ไม้ ทราย หิน มาปิดกั้นทางน้ำในรูปแบบที่เหมาะสมเพื่อกักเก็บน้ำ สามารถเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผืนดินและผืนป่า โดยไม่ต้องพึ่งงบประมาณจากภาครัฐมาดำเนินงาน ส่งผลให้ในพื้นที่ชุมชนสามารถทำนาได้ปีละ 2 ครั้ง ฝายทำให้น้ำถูกกักเก็บไว้แล้วไหลลงคูคลองได้มากขึ้น และช่วยชะลอน้ำที่เคยไหลบ่าเข้าท่วมชุมชนได้ นอกจากนี้ ชุมชนยังได้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการอนุรักษ์ ส่งผลให้มีหน่วยงานและประชาชนเดินทางมาศึกษาดูงานต่อเนื่อง

ในส่วนการบริหารจัดการคุณภาพน้ำเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ โดยชุมชนคลองแห อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เป็นความร่วมมือกันของภาคประชาชน ภาครัฐ และภาคอุตสาหกรรม เกิดการรวมตัวกันเป็นเครือข่ายจัดการน้ำเสียและขยะของวัดคลองแห ชุมชนคลองแห และเครือข่ายรักษ์คลองอู่ตะเภา เพื่อร่วมจัดการคุณภาพน้ำและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำของคลองอู่ตะเภา ตั้งแต่ต้นน้ำใน อ.สะเดา ที่มีเครือข่ายโรงงานธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม โดยเป็นการทำงานร่วมกับชุมชน
ในการเฝ้าระวังและอนุรักษ์คลองอู่ตะเภามาถึงคลองแห ซึ่งเป็นคลองย่อยหนึ่งของคลองอู่ตะเภา ที่เคยประสบปัญหาน้ำเสียและขยะจากชุมชนและโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้เครือข่ายเกิดการรวมตัวกันเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นและนำมาพัฒนาฟื้นฟูคลองแหให้กลับมาสะอาดและมีสภาพน้ำที่ดีขึ้น โดยนำแนวคิดเรื่องฝายดักขยะมาบริหารจัดการ

อีกทั้งยังจัดกิจกรรมปลูกจิตสำนึกให้ประชาชนเห็นคุณค่าทรัพยากรน้ำในพื้นที่ และจากความร่วมมือกันของทุกภาคส่วนในชุมชนคลองแหและเครือข่ายรักษ์คลองอู่ตะเภา ทำให้ปัจจุบันคุณภาพน้ำในพื้นที่โดยรอบดีขึ้น ส่งผลให้คนในชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วย นอกจากนี้ ยังได้ส่งเสริมชุมชนให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ รองรับนักท่องเที่ยวในพื้นที่โดยรอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักท่องเที่ยวชาวจีน มาเลเซีย และไทย ซึ่งความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากความพยายามร่วมแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำและการบริหารจัดการน้ำของคนในชุมชน ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย

กั้นลำน้ำยมแบบขั้นบันไดแก้ท่วม แล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/410254?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

กั้นลำน้ำยมแบบขั้นบันไดแก้ท่วม แล้ง

13 มกราคม 2563 – 16:40 น.
ข้าวปลอดภัย,มาตรฐานข้าว,พิจิตร,ภัยแล้ง,กระทรวงเกษตร,ส่งออก,ข้าว,ออร์แกนิค,แล้ง,ลุ่มน้ำยม,ข่าววันนี้,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 50 ครั้ง

นราพัฒน์ ลุยพิจิตร ติดตามปัญหาภัยแล้ง เผยกั้นลำน้ำยมแบบขั้นบันไดแก้ท่วม แล้ง เร่งรับรองมาตรฐานดันข้าวออร์แกนิคสู่ตลาดโลกเพิ่ม

13 มกราคม 2563 นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดพิจิตร พร้อมด้วยคณะทำงานข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ เพื่อเร่งรัดติดตามโครงการการแก้ไขปัญหาภัยแล้งให้กับเกษตรกรในการกักเก็บน้ำในลุ่มน้ำยมให้มากที่สุด 

รวมทั้งการแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรให้มุ่งเน้นมาตรฐานความปลอดภัย เป็นสินค้าเกษตรเกรดพรีเมียมได้รับมาตรฐานสากลของต่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้าข้าว ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของจังหวัดพิจิตร

นายนราพัฒน์ฯกล่าวว่า จังหวัดพิจิตรมีพื้นที่เป็นแอ่งกระทะ มีแม่น้ำขนาบ 2 สาย คือแม่น้ำน่านและแม่น้ำยมช่วงน้ำหลากจะเกิดปัญหาน้ำท่วม ส่วนหน้าแล้งก็แล้งมากโดยเฉพาะแม่น้ำยม ซึ่งไม่มีเขื่อน ก็จะขาดน้ำเพราะไม่สามารถกักเก็บน้ำได้ จึงจำเป็นต้องกั้นลำน้ำยมเป็นแบบขั้นบันได ในบริเวณอำเภอสามง่าม และอำเภอโพธิ์ประทับช้าง ทั้งหมด 3 จุด

โดยจุดที่ 1. ฝายยางสามง่าม ต.รังนก ได้รับงบซ่อมแซมชั่วคราวในปีงบประมาณ 2563 ประมาณ 6 ล้านบาท และของบปรับปรุงถาวรอีก 89 ล้าน เพื่อให้มีความแข็งแรงได้ทันก่อนฤดูฝนปีนี้ ซึ่งขอให้เกษตรกรมั่นใจว่า ในปี 2564 เกษตรกรในจังหวัดพิจิตรมีน้ำใช้สำหรับฤดูแล้งอย่างแน่นอน

จุดที่ 2 ฝายวังจิก ต. วังจิก อำเภอโพธิ์ประทับช้าง ซื่งมีการก่อสร้างล่าช้าเนื่องจากการมอบพื้นที่ และปรับรูปแบบ ขณะนี้ผู้รับเหมาสามารถเข้าทำงานได้แล้ว ก็จะเร่งรัดให้เสร็จภายใน 2 ปี  จุดที่ 3 ฝายโพธิ์ประทับช้าง ต. ไผ่ท่าโพธิ์ อำเภอโพธิ์ประทับช้าง ได้เตรียมบรรจุเข้างบประมาณปี 2564 โดยมั่นใจว่าในช่วง 2 – 3 ปีข้างหน้านี้ เกษตรกรจังหวัดพิจิตรจะมีฝาย 3 ตัวนี้เพื่อการแก้ไขปัญหาการกักเก็บน้ำได้ครบระบบอย่างแน่นอน

ได้มีการหารือกับนายสิริรัฐ ชุมอุปการ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร ในการบริหารจัดการน้ำและแผนงานพัฒนาด้านการเกษตรของจังหวัดพิจิตร และงบประมาณสำหรับการพัฒนา โดยนายนราพัฒน์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า การเกษตรของพิจิตรควรมีการส่งเสริมการปลูกพืชให้หลากหลาย

ทั้งนี้เช่น พืชใช้น้ำน้อย พืชเลี้ยงสัตว์ พืชพลังงาน และการเลี้ยงสัตว์อื่นๆ เพื่อเป็นทางเลือกให้เกษตรกรเพิ่มมากขึ้น การปรับพื้นที่การเพาะปลูกในจังหวัดให้สัมพันธ์กับปริมาณน้ำที่กักเก็บได้ในพื้นที่ ลดปัญหาการขาดแคลนน้ำที่จะเกิดขึ้นกับเกษตรกร ซึ่งอาชีพเลี้ยงสัตว์ยังสามารถเป็นรายได้เสริมให้กับเกษตรกรได้อีกด้วย

นายนราพัฒน์ฯ บอกอีกว่าทุกวันนี้การค้าระหว่างประเทศมุ่งเน้นเรื่องมาตรฐานและความปลอดภัย และเห็นว่ากลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวหลายกลุ่มประสงค์ผลิตข้าว Organic เพื่อส่งออกไปยังต่างประเทศ จึงเห็นควรให้ส่วนราชการในจังหวัดพิจิตรสนับสนุนกลุ่มเกษตรกรดังกล่าวให้ได้รับการตรวจรับรองมาตรฐานสากล เพื่อสามารถส่งออกสินค้าเกษตรไปยังต่างประเทศได้เพิ่มมากขึ้น

“เฉลิมชัย”สั่งสอบข้อเท็จจริงการเช่าคอมพิวเตอร์กรมวิชาการฯ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/410198?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

“เฉลิมชัย”สั่งสอบข้อเท็จจริงการเช่าคอมพิวเตอร์กรมวิชาการฯ

13 มกราคม 2563 – 14:56 น.
กรมวิชาการเกษตร
เปิดอ่าน 36 ครั้ง

“เฉลิมชัย”สั่งสอบข้อเท็จจริงการเช่าคอมพิวเตอร์กรมวิชาการเกษตร

13 ม.ค.- รมว. เฉลิมชัย” ลั่น ไม่ยอมให้มีการทุจริตทุกเรื่อง สั่งปลัดกระทรวงเกษตรฯ ตรวจสอบข้อเท็จจริงการเช่าคอมพิวเตอร์ของกรมวิชาการเกษตร ที่กรรมาธิการงบประมาณระบุว่า สูงกว่าราคาซื้อ เป็นเหตุให้ตัดงบปี 63 ถึงร้อยละ 50 ด้านอธิบดีกรมวิชาการเกษตรแจงงบประมาณที่ถูกปรับลด เป็นงบประมาณการดำเนินงาน ไม่เกี่ยวข้องกับงบลงทุนในการจัดซื้อครุภัณฑ์และสิ่งก่อสร้างแต่อย่างใด

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า สั่งการให้นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องการเช่าคอมพิวเตอร์ของกรมวิชาการเกษตร ตามที่น.ส. มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ทำหนังสือมาถึงนานแล้ว โดยในหนังสือระบุว่า งบประมาณการเช่าคอมพิวเตอร์ในปี 2563 นั้นมีความผิดปกติเนื่องจากสูงกว่าราคาจัดซื้อ

นายเฉลิมชัยกล่าวต่อว่า ทันทีที่ได้รับหนังสือจากรมช. มนัญญาได้ลงนามในคำสั่งให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าว ขณะนี้รอผลสรุปจากปลัดกระทรวงอยู่ ยืนยันว่า ขณะที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ จะไม่ให้มีการทุจริตในโครงการใดๆ ทั้งสิ้น รวมถึงการแต่งตั้งโยกย้ายจะไม่ให้มีการเสียสตางค์ซื้อขายตำแหน่งแม้แต่บาทเดียว

    เสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมาธิ การวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ได้ปรับลดงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ของกรมวิชาการเกษตรลงร้อยละ 50 นั้นเป็นงบประมาณการดำเนินงานซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับงบลงทุนในการจัดซื้อครุภัณฑ์และสิ่งก่อสร้าง จึงได้กำหนดแนวทางการบริหารงบประมาณโดยปรับแผนในการดำเนินงานให้มีความสอดคล้องกับงบประมาณที่ได้รับ

โดยให้ทุกหน่วยงานทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทบทวนและจัดลำดับความสำคัญรายละเอียดของงาน โดยเฉพาะงานวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชซึ่งเป็นภารกิจหลักของกรมวิชาการเกษตร  โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ  งานด้านบริการที่มีผลกระทบต่อประชาชนและการส่งออก เช่น การตรวจรับรองแหล่งผลิตพืช (GAP) โรงงานแปรรูป  โรงรม (GMP)  การตรวจสอบปัจจัยการผลิต  ศัตรูพืช  และออกใบรับรองบริการวิชาการด้านพืช การผลิตเมล็ดพันธุ์ดีซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญและตอบสนองต่อนโยบายของรัฐบาลเพื่อจำหน่ายและจ่ายแจกให้แก่เกษตรกร เช่น มันสำปะหลัง  ข้าวโพด  รวมทั้งพืชตระกูลถั่วที่ใช้น้ำน้อย งานบริการทั้งหมดนี้จะต้องได้รับผลกระทบน้อยที่สุด  ส่วนงานอื่นๆ ให้พิจารณาปรับลดปริมาณงานตามวงเงินงบประมาณที่ได้รับ