พรึ่บ 1,200 ต้น…ก่อนสกัดใช้การแพทย์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/406228?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

พรึ่บ 1,200 ต้น…ก่อนสกัดใช้การแพทย์

24 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
กัญชา,ประพัฒน์,ลำปาง,ใช้ทางการแพทย์,สหรัฐ
เปิดอ่าน 329 ครั้ง

ลำปางประเดิมปลูกกัญชาใช้ทางการแพทย์ 1,200 ต้น สภาเกษตรฯดึงผู้เชี่ยวชาญสหรัฐร่วมวางระบบ พัฒนาสายพันธุ์ ตอบโจทย์คนไทย  

24 ธันวาคม 2562 นายก่อพงษ์ โกมลรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง กล่าวว่า จังหวัดลำปางได้นำร่องปลูกกัญชาเป็นจังหวัดแรก ผ่านการประสานและดำเนินการของสภาเกษตรกรแห่งชาติ

ทั้งนี้ภายหลังจากได้รับอนุุญาตจากกรมการแพทย์แผนไทยให้ดำเนินการทดลองปลูกเพื่อใช้ในทางการแพทย์ จากที่ได้รับอนุญาตทั้งหมด 4 แห่งได้คือลำปาง บุรีรัมย์ กาญจนบุรี สุราษฏร์ธานี โดยมีนักวิชาการมหาวิทยาลัยรังสิต และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ร่วมให้ความรู้กับเกษตรกร เพื่อการศึกษาทดลองเท่านั้น แต่ห้ามปลูกตามบ้านเรือน ซึ่งได้รับความสนใจชาวบ้านจำนวนมากเนื่องจากเป็นพืชสมุนไพรที่แอบปลูกและใช้กันมานานและต้องการทำให้ถูกต้องตามกฏหมายด้วยแนวทางทางการแพทย์ จากการสกัดสารที่เป็นประโยชน์นำไปใช้ต่อไป

นายประพัฒน์  ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ  กล่าวว่า พื้นที่นำร่องทดลองปลูกกัญชาเพื่อใช้ในทางการแพทย์ เป็นที่ที่ตนและครอบครัวทำการเกษตรมานานกว่า 40 กว่าปี ต่อมากลุ่มเกษตรกรจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมนุมเพชรลานนาด้านอินทรีย์ ได้ขออนุญาตในการใช้พื้นที่ทำการปลูกและขอวิจัยกัญชา จึงได้ประสานขออนุญาตโดยกรมการแพทย์แผนไทย และถือเป็นกิจกรรมของเกษตรกรอย่างแท้จริง เชื่อว่าจะได้รับรู้เรื่องกัญชามากขึ้น รวมทั้งการดำเนินการทุกอย่างเป็นไปตามข้อกำหนดและเงื่อนไขของความมั่นคง ต้องรายงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกสัปดาห์ สำหรับผู้สนใจจะดูงานสามารถขออนุญาตจากทางจังหวัดเท่านั้น

นายประพัฒน์กล่าวว่า หลังจากนี้คาดว่ากระทรวงสาธาณสุขจะมองว่ากัญชาปลูกไม่ยาก ไม่ต้องลงทุนสูง  ไม่ต้องปลูกในโรงเรือนปิดก็ได้ และพื้นที่นำร่องนี้เป็นแปลงแรกที่ปลูกนอกโรงเรือนตามพื้นที่ธรรมชาติ เจริญงอกงามได้เต็มที่  ไม่จำเป็นต้องยึดแบบการปลูกอย่างต่างประเทศ อีกทั้งการนำร่องครั้งนี้ เป็นการปลูกนอกฤดูกาลคือปลูกในช่วงหน้าแล้ง เก็บเกี่ยวหน้าฝนอาจได้ผลไม่เต็มที่ เพราะช่วงเวลาที่เหมาะสมเจริญงอกงามคือต้องปลูกหน้าฝน เก็บเกี่ยวหน้าแล้ง สำหรับพื้นที่มีทั้งหมด 45 ไร่ปลูกกัญชาในโรงเรือนครึ่งไร่  800 ต้น พื้นที่ด้านนอกโรงเรือน 3 ไร่ปลูกกัญชา 1,200 ต้น คาดว่าจะได้ผลผลิต 2 ตัน เพื่อส่งมอบกรมการแพทย์แผนไทยสู่กระบวนการเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่ขึ้นทะเบียนต่อไป

อย่างไรก็ตามการปลูกกัญชายังมีข้อกำหนดว่าผู้ปลูกต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สภาเกษตรกรแห่งชาติได้เดินหน้าหารือกับกระทรวงสาธารณสุขในการผ่อนปรนแก้กฏหมายหรือพ.ร.บ.สมุนไพร ให้การปลูกกัญชามีความความคล่องตัวมากขึ้นเพื่อให้เกษตรกรสามารถปลูกได้ตามข้อกำหนด เนื่องจากขณะนี้ปลูกได้เฉพาะผู้ได้รับอนุญาตตามราชการเท่านั้นไม่สามารถปลูกตามบ้านไม่ได้

“อยากให้ผ่อนปรนข้อกฏหมายให้เกษตรปลูกได้ เพราะขณะนี้ผู้ขึ้นทะเบียนเท่านั้นที่ปลูกได้หรือเฉพาะรักษาตนเองแต่ห้ามทำให้เชิงพาณิชย์ ปัญหาในขณะนี้กฏกระทรวงบทเฉพาะกาลทำได้เพียงศึกษาวิจัยที่ต้องมีมหาวิทยาลัยรัฐ เอกชนที่มีภาควิชาทัตแพทย์ เแพทย์ศาสตร์  เภสัชศาสตร์ เกษตรศาสตร์ร่วมด้วยเท่านั้น”

อาจารย์ปานเทพ  พัวพงษ์พันธ์  คณบดีสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า มหาวิทยาลัยรังสิตได้ร่วมเซ็นเอ็มโอยูกับสภาเกษตรกรแห่งชาติ โดยก่อนหน้านี้ได้วิจัยเกี่ยวกับการใช้กัญชาที่มีสารTHCสามารถฆ่าเซลมะเร็งทางเดินน้ำดีในหลอดทดลองได้ และเมื่อต้นปีที่ผ่านมาพบว่าสารTHCที่เกิดจากการเสื่อมสลายของสารTHCยับยั้งเซลมะเร็งปอดในหนูทดลองได้ รวมทั้งเซลมะเร็งปอดของมนุษย์ด้วยถือเป็นความก้าวหน้าระดับโลกและได้วิจัยเป็นผลผลิตภัณฑ์ที่สกัดโดยเทคโนโลยีของมหาวิทยาลัยรังสิตที่นำกัญชาที่ไม่สามารถควบคุมอะไรได้เลยสกัดแยกสารสำคัญทุกชนิดได้หมดตามที่เราต้องการมีกระบวนการตามตำรับยาไทยหลายชนิด

อย่างไรก็ตามม.รังสิตไม่มีวัตถุดิบมากเพียงพอที่จะใช้ในงานวิจัย ดังนั้นกระบวนการที่ได้ร่วมมือกับสภาเกษตรฯจึงเป็นการสร้างประโยชน์ให้ประเทศเพราะสภาเกษตรกรเป็นหน่วยงานที่เชื่อมกับวิสาหกิจชุมชน เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญทำงานร่วมกัน มหาวิทยาลังรังสิตนอกจากจะวิจัยในห้องทดลองแล้วขั้นตอนต่อไปจะวิจัยในมนุษย์ และให้ผู้ป่วยเฉพาะเช่นมะเร็งหรือโรคอื่น ๆ ที่ต่างชาติยังไม่จดสิทธิบัตรเราต้องรีบทำ อีกทั้งงานวิจัยจะต้องมีความต่อเนื่อง ยาวนานนับปีหรือหลายปี สภาเกษตรกรฯจะต้องรองรับในหลายภาคส่วนหากไม่เพียงพอก็อาจขยายโครงการการเพาะปลูก และถือเป็นแนวทางรวมทั้งก้าวแรกที่สำคัญในลำดับต่อไปที่จะต้องมีการสานต่อในอนาคต

โครงการดังกล่าวมี Ryan Doran  และ David Feichko เป็นที่ปรึกษาโครงการนำร่องปลูกกัญชาทางการแพทย์สภาเกษตรกรแห่งชาติ จากแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา  โดย Ryan Doran กล่าวว่า เป็นทีมสนับสนุนการปลูกกัญชานำร่องของสภาเกษตรกรแห่งชาติที่จังหวัดลปาง เริ่มถ่ายทอดองค์ความรู้ต่าง ๆ เกี่ยวกับการปลูกกัญชา ที่ดำเนินการทั้งระบบตั้งแต่สถานที่ ความเหมาะสมการออกแบบโรงเรือน  ไฟฟ้า การถ่ายเทอากาศ  การให้คำแนะนำปรึกษา เพื่อให้การดำเนินโครงการนำร่องการปลูกกัญชาในประเทศไทยได้มาตรฐาน เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับทั่วโลก ทีมที่ปรึกษาได้นำความรู้  ข้อมูล การวิจัยจากอเมริกามาประกอบการวางแผนเพื่อสร้างบรรทัดฐานให้การปลูกกัญชาได้ผลิตดีและทันต่อสถานการณ์

Ryan Doran

อย่างไรก็ตามการบริหารจัดการที่ต่างประเทศและประเทศไทยมีความแตกต่างที่สภาพภูมิประเทศและสภาพอากาศ เช่นแสงแดดที่สหรัฐอเมริกาจะมีช่วงระยะของแสงแดดที่ยาวนานกว่าบ้านเรา ซึ่งความแตกต่างดังกล่าวหรือในส่วนอื่น  ๆ ถือเป็นประเด็นรายละเอียด ที่จะต้องศึกษาและพัฒนาร่วมกันเพื่อให้ได้กัญชาที่มีคุณภาพตลอดจนสายพันธุ์ที่มีความเหมาะสมที่สุดซึ่งเมล็ดที่ใช้ในการปลูกมาจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.)

“ความคาดหวังคือทำให้ดีที่สุดเพื่อให้ได้ผลผลิตตามเป้าหมาย 2,000 กิโลกรัม และนำไปใช้ทางการแพทย์ ถือเป็นก้าวแรกและดีใจหลายหน่วยงานเข้ามาร่วมมือกัน”

David Feichko

คุณสมบัติถูกต้องแจกอีกส.ป.ก.4-01 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/406286?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

คุณสมบัติถูกต้องแจกอีกส.ป.ก.4-01

23 ธันวาคม 2562 – 19:11 น.
ธรรมนัส,แจกสปก,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,นครศรีธรรมราช
เปิดอ่าน 143 ครั้ง

ธรรมนัส ลุยเต็มสูบเร่งแจกที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 ให้กับผู้ยากไร้พร้อมสินเชื่อเงินกู้เงินกองทุนฯ ส่งเสริมอาชีพสร้างรายได้ให้เกษตรกร

23 ธันวาคม 2562 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวหลังมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) แก่เกษตรกรในจังหวัดนครศรีธรรมราชว่า ได้มอบเอกสารส.ป.ก.4-01 จำนวน 50 ราย

รวมทั้งมอบสินเชื่อเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินให้เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน จำนวน 3 กลุ่ม ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช (ส.ป.ก.นครศรีธรรมรราช) มีพื้นที่รับมอบทั้งสิ้น 785,070 ไร่ มีพื้นที่กันคืนป่าไม้และพื้นที่กันออก  282,625 ไร่

คงเหลือพื้นที่ดำเนินการ 502,805 ไร่  มีผลงานจัดที่ดินทั้งสิ้น 17 อำเภอ 73 ตำบล จำนวน 41,812 ราย 54,032 แปลง เนื้อที่ 481,132 ไร่เศษ พื้นที่อยู่ระหว่างดำเนินการ 21,673 ไร่ ในครั้งนี้จะเป็นการมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) แก่เกษตรกร จำนวน 50 ราย

ได้มอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01) ให้แก่เกษตรกรจำนวน 50 ราย เนื้อที่รวมประมาณ 334 ไร่เศษ และมอบเช็คสินเชื่อเงินกู้เงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินให้เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรรมแก่ผู้แทนเกษตรกรจำนวน 3 กลุ่ม (14 ราย) เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 700,000 บาท

โดยกระทรวงเกษตรฯ จะเข้ามาดูแลและส่งเสริมการประกอบอาชีพอย่างครบวงจร เพื่อให้เกษตรกรนำไปใช้พัฒนาอาชีพและสร้างรายได้ สร้างแรงจูงใจในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม และยกระดับคุณภาพของเกษตรกรเป็นไปตามเจตนารมณ์และนโยบายของรัฐบาล ในการเร่งแก้ไขปัญหาที่ดินให้กับเกษตรกรให้กับผู้ยากไร้ผ่านวิธีการปฏิรูปที่ดิน โดยมุ่งหมายที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนการพัฒนาอาชีพเกษตรกร

ทั้งนี้มีการจำแนกประเภทการใช้ประโยชน์ในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดิน ได้แก่ ยางพารา เนื้อที่ประมาณ 303,900 ไร่เศษ ปาล์มน้ำมัน เนื้อที่ประมาณ 56,000 ไร่เศษ มังคุด เนื้อที่ประมาณ 14,400 ไร่เศษไม้แลและอื่น ๆ เนื้อที่ประมาณ 110,700 ไร่เศษ และนาข้าว เนื้อที่ประมาณ 2,000 ไร่เศษ

พร้อมที่จะขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ในการจัดกิจกรรมการพัฒนาอาชีพและส่งเสริมรายได้ในเขตปฏิรูปที่ดิน ภายใต้โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กิจกรรมบูรณาการโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่มังคุด อำเภอชะอวด และกิจกรรมส่งเสริมการปลูก การใช้ประโยชน์และแปรรูปสมุนไพร

สทนช. เฝ้าระวังปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำลุ่มเจ้าพระยา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/406109?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

สทนช. เฝ้าระวังปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำลุ่มเจ้าพระยา

23 ธันวาคม 2562 – 06:59 น.
สทนช,น้ำเค็ม
เปิดอ่าน 75 ครั้ง

สทนช. เฝ้าระวังปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำ บูรณาการหน่วยงานแก้ปัญหาคุณภาพน้ำเร่งด่วน

รัฐผนึกกำลังเฝ้าระวังแม่น้ำเจ้าพระยา ท่าจีน บางปะกง ค่าความเค็มเกินมาตรฐานจากน้ำทะเลหนุนสูง สทนช. ประสานเร่งรัดหน่วยงานเกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์แม่น้ำสายหลักอย่างใกล้ชิด พร้อมประสาน กปน. ชป. ปรับแผนรับน้ำดิบจากฝั่งแม่กลอง 2 แสน ลบ.ม./วัน ป้องน้ำเค็มกระทบการผลิตประปาสถานีสูบน้ำดิบสำแล

     ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า สทนช.ได้มีการติดตามเฝ้าระวังคุณภาพน้ำในแม่น้ำสายหลัก 4 สาย ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่กลอง ท่าจีน และแม่น้ำบางปะกง อย่างใกล้ชิด เนื่องจากขณะนี้มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์น้อย อาจได้รับผลกระทบจากน้ำทะเลหนุนสูง ส่งผลต่อคุณภาพน้ำใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร นอกจากนี้ ยังได้ติดตามคุณภาพของแม่น้ำสายหลักในพื้นที่ 25 ลุ่มน้ำ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่มีการติดตามเฝ้าระวัง ได้แก่ กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) การประปานครหลวง (กปน.) การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) กรมชลประทาน (ชป.) และสำนักงานทรัพยากรสิ่งแวดล้อมภาค (สสภ.) อีกด้วย ทั้งนี้ สถานการณ์คุณภาพน้ำของ 4 แม่น้ำสายหลักในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่า มีแม่น้ำที่ค่าความเค็มเกินค่าเกณฑ์มาตรฐาน ประกอบด้วย แม่น้ำเจ้าพระยา ท่าจีน และแม่น้ำบางปะกง
ที่ผ่านมา สทนช. ได้มีการวิเคราะห์ประเมินสถานการณ์ล่วงหน้า พร้อมประสานเร่งรัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่การประปานครหลวง (กปน.) และ กรมชลประทาน (ชป.) เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว

โดยขณะนี้ กปน. มีการติดตามการเฝ้าระวังเกณฑ์คุณภาพน้ำดิบ หากค่าความเค็มที่จุดตรวจวัดสะพานพระนั่งเกล้า มีค่าเกิน 2 กรัม/ลิตร กปน.จะประสานกรมชลประทานเพื่อระบายน้ำผลักดันน้ำเค็ม ไม่ให้รุกล้ำถึงสถานีสูบน้ำดิบสำแล และหากหน้าสถานีสูบน้ำดิบสำแลมีค่าความเค็มเกิน 0.25 กรัม/ลิตร จะดำเนินการบริหารจัดการสูบน้ำดิบให้เหมาะสมตามเกณฑ์คุณภาพน้ำ รวมทั้งประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกรมชลประทาน ในการลดการรับน้ำดิบจากฝั่งลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาและเพิ่มการรับน้ำดิบจากฝั่งแม่กลอง 200,000 ลบ.ม./วัน เพื่อบรรเทาสถานการณ์คุณภาพน้ำ โดยปัจจุบันกรมชลประทานได้จัดสรรน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศและป้องกันน้ำเค็มตลอดฤดูแล้ง 4 มาตรการ คือ

1) การบริหารจัดการน้ำจะพิจารณาให้สัมพันธ์กับการขึ้นลงของน้ำทะเล 2) ควบคุมการปิดเปิดประตูระบายน้ำตามคลองต่าง ๆ ไม่ให้น้ำเค็มไหลเข้าพื้นที่การเกษตร 3) วางแผนและดำเนินการบริหารจัดการน้ำ พร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ การลำเลียงน้ำจากคลองและแม่น้ำสายหลัก เร่งผลักดันน้ำเพื่อลดค่าความเค็มและผลกระทบด้านคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง 4) ดำเนินการช่วยเหลือรถบรรทุกน้ำเพื่อขนส่งน้ำช่วยเหลือเกษตรกร โดยกำหนดให้มีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องหมุนเวียนในพื้นที่
ขณะเดียวกัน สทนช. ได้ประสาน คพ. สสภ. กปภ. ให้ดำเนินการติดตามคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง โดยทำการตรวจวัดค่าความเค็มที่จุดเฝ้าระวัง และควบคุมค่าความเค็มทุกวันจนกว่าจะสิ้นสุดฤดูแล้ง ประกอบด้วย 1) สถานีสูบน้ำสำแล อ.เมือง
จ.ปทุมธานี ให้มีค่าความเค็มไม่เกิน 0.25 กรัม/ลิตร 2) ปากคลองจินดา อ.สามพราน จ.นครปฐม ให้มีค่าความเค็มไม่เกิน0.75 กรัม/ลิตร 3) ปากคลองดำเนินสะดวก อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี ให้มีค่าความเค็มไม่เกิน 2.00 กรัม/ลิตร 4) อ.ศรีมหาโพธิ์
อ.เมือง อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ปราจีนบุรี ให้มีค่าความเค็มไม่เกิน 1 กรัม/ลิตร โดยย้ำให้ทุกหน่วยงานดำเนินการอย่างเร่งด่วนและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากหากบริเวณใดมีแนวโน้มส่งผลกระทบ จะสามารถบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขและให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที

“บิ๊กป้อม”สั่งทุกหน่วยงานรับมือแล้งยาว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/406108?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

“บิ๊กป้อม”สั่งทุกหน่วยงานรับมือแล้งยาว

23 ธันวาคม 2562 – 06:47 น.
บิ๊กป้อม,แล้งยาว,สทนช
เปิดอ่าน 123 ครั้ง

 เปิด 4 แผนแม่บทแก้ปัญหาน้ำชาติ “บิ๊กป้อม”สั่งทุกหน่วยงานรับมือแล้งยาว

รัฐบาลเตรียมรับมือภัยแล้งยาวจากนี้ไป หลังพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีเรียกประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2562 ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาเพื่อพิจารณาแผนปฏิบัติการภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี แผนงานโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญ กรอบแนวทางเพื่อการกำหนดหลักเกณฑ์การใช้สอยทรัพยากรน้ำสาธารณะของหน่วยงานของรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (มาตรา 6 วรรคสาม) และร่างคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัด โดยมีพลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย  วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านน้ำร่วมประชุม

     ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เผยผลการประชุม กนช.ว่าที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบ 4 เรื่อง ได้แก่ เรื่องที่ 1 แผนปฏิบัติการภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ของ 2 หน่วยงาน ประกอบด้วย 1.แผนปฏิบัติการด้านการจัดการน้ำเสียชุมชนระยะ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) ขององค์การจัดการน้ำเสีย โดยมีแผนปฏิบัติการปี 2564-2580 ที่ส่งเสริมให้มีการจัดสร้างระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสียชุมชนในเขตพื้นที่เทศบาล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ รวมระบบบำบัดน้ำเสียที่จะก่อสร้าง 780 แห่ง สามารถบำบัดน้ำเสียได้ 1.70 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน และ 2.โครงการเพื่อการพัฒนา ปี 2562 และ ปี 2563 ของการประปาส่วนภูมิภาค เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบผลิต ระบบส่งน้ำ และระบบจ่ายน้ำประปาในพื้นที่ที่ประสบปัญหา ให้สามารถบริการน้ำประปาแก่ประชาชนได้เพิ่มขึ้นในอีก 10 ปีข้างหน้าอย่างพอเพียง รวม 14 โครงการ สามารถเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นอีก 513,960 ลบ.ม./วัน และสามารถให้บริการผู้ใช้น้ำเพิ่มขึ้นอีก 453,583 ราย

 เรื่องที่ 2 แผนงานโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญ จำนวน 3 โครงการ ประกอบด้วย 1.โครงการพัฒนาแหล่งน้ำและการจัดการทรัพยากรน้ำรองรับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (ปี 2563-2580) โดย สทนช. ได้ศึกษาทบทวนความเพียงพอของการพัฒนาและจัดทำแผนหลักเพื่อรองรับการพัฒนาในระยะ 10 ปี และ 20 ปี พบว่า ความต้องการใช้น้ำจะเพิ่มขึ้นจากปี 2560–2580 รวม 670 ล้าน ลบ.ม./ปี โดยในแผนการดำเนินการประกอบด้วย 1.แผนงานพัฒนาแหล่งน้ำต้นทุน ปี 2563-2570 รวมทั้งสิ้น 38 โครงการ เพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนได้ 872.19 ล้าน ลบ.ม.

2.แผนการบริหารจัดการด้านความต้องการใช้น้ำ ปี 2563-2580 จำนวน 9 โครงการ/มาตรการ 3.แผนการป้องกันและบรรเทาอุทกภัย ปี 2563–2580 จำนวน 25 โครงการ 4.แผนการจัดการคุณภาพน้ำ ปี 2563–2580 จำนวน 33 โครงการ และ 5.มาตรการอื่นๆ เพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำ ปี 2563-2580 จำนวน 3 โครงการ (2)แผนหลักการพัฒนาหนองหาร จ.สกลนคร โดยมีหน่วยงานรับผิดชอบ 12 หน่วยงาน รวมทั้งสิ้น 65 โครงการ ครอบคลุมการพัฒนา 10 ปี (พ.ศ. 2563-2572) กรอบวงเงิน 7,445 ล้านบาท

โดยมีแผนงานระยะเร่งด่วน ปี 63-65 จำนวน 34 โครงการ กรอบวงเงิน 1,842 ล้านบาท ได้แก่ การพัฒนาขยายเขตเพิ่มประสิทธิภาพระบบประปาหมู่บ้าน ก่อสร้างสถานีสูบน้ำรอบหนองหาร ขุดลอกหนองหาร ก่อสร้างระบบระบายน้ำป้องกันพื้นที่ชุมชน เป็นต้น และ3.เป้าหมายแผนงานโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญเพิ่มเติมจำนวน 11 โครงการ แบ่งเป็น 5 ประเภท การผันน้ำระหว่างลุ่มน้ำหลัก 1 โครงการ บริหารจัดการพื้นที่ลุ่มต่ำน้ำนอง 3 โครงการ แผนหลักการพัฒนาบึงและหนองน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ 3 โครงการ การบรรเทาอุทกภัยเมืองสำคัญ 3 โครงการ และจัดหาแหล่งน้ำรองรับพื้นที่เศรษฐกิจและแหล่งท่องเที่ยว 1 โครงการ

ส่วนเรื่องที่ 3 พิจารณากรอบแนวทางเพื่อการกำหนดหลักเกณฑ์การใช้สอยทรัพยากรน้ำสาธารณะของหน่วยงานของรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (มาตรา 6 วรรคสาม) ประกอบด้วย ด้านการจัดทำแผนและติดตามผล ข้อ 1 ให้มีแผนงานการใช้ การพัฒนา การบริหารจัดการ การบำรุงรักษา การฟื้นฟู และการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำสาธารณะ ทั้งในภาวะปกติ และในภาวะน้ำแล้งหรือภาวะน้ำท่วม โดยให้สอดคล้องกับแผนแม่บทฯในเขตลุ่มน้ำของคณะกรรมการลุ่มน้ำ ที่ผ่านความเห็นชอบของ กนช. ข้อ 2 ให้ประสานหน่วยงานของรัฐ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันบริหารจัดการและใช้สอยทรัพยากรน้ำสาธารณะสำหรับกิจกรรมประเภทต่าง ๆ

ทั้งนี้ ตามกฎหมายหรือกฎในเรื่องนั้น ข้อ 3 ให้มีการติดตามและรายงานผลการดำเนินการ ปัญหาอุปสรรค ข้อเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาและผลดีหรือผลกระทบในการดำเนินการตามแผนงานดังกล่าวต่อคณะกรรมการลุ่มน้ำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และด้านการจัดทำมาตรการและควบคุมดูแล ข้อ 4 ให้มีมาตรการในการควบคุมดูแลทรัพยากรน้ำสาธารณะเพื่อป้องกันหรือแก้ไขปัญหาการบุกรุก การกระทำอื่นใดอันจะก่อให้เกิดอันตรายหรือความเสียหายต่อทรัพยากรน้ำสาธารณะ หรือทำให้เสื่อมสภาพต่อคุณภาพของน้ำ

ข้อ 5 ให้มีการควบคุมดูแลทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศ หรือความหลากหลายทางชีวภาพ ในบริเวณพื้นที่แหล่งทรัพยากรน้ำสาธารณะนั้น โดยภายหลังจากที่ประชุมเห็นชอบแล้ว สทนช.จะได้นำไปจัดทำร่างประกาศคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เสนอประธาน กนช. พิจารณาลงนามและนำมาเป็นกรอบแนวทางการดำเนินการต่อไป

และสุดท้ายเรื่องที่ 4 ร่างคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัด เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนการมีส่วนร่วม การบูรณาการระหว่างหน่วยงานจังหวัด โดยได้คัดเลือกจังหวัดนำร่อง เพื่อดำเนินการจัดตั้งคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัด ซึ่งในปี 2563 สามารถดำเนินการได้จำนวน 40 จังหวัด และที่เหลืออีก 36 จังหวัดจะดำเนินการในปี 2564 โดยมีโครงสร้างองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่คณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัด จำนวน 20-25 คน

โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานอนุกรรมการ มีรองผู้ว่าราชการจังหวัดที่ผู้ว่าราชการจังหวัดมอบหมาย และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัด เป็นรองประธาน มีหัวหน้าสำนักงานจังหวัดเป็นเลขานุการร่วม (เจ้าภาพ) มี สทนช. และ ปภ. จังหวัด เป็นเลขานุการร่วม องค์กรผู้ใช้น้ำ จำนวน 3 คน และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นกรรมการ ซึ่งมีหน้าที่และอำนาจในการจัดทำแผนงาน แผนปฏิบัติการ และแผนงานงบประมาณการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำตามกรอบแผนแม่บทระดับลุ่มน้ำ บูรณาการและขับเคลื่อนแผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในระดับจังหวัดทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤต บูรณาการข้อมูลและสารสนเทศทรัพยากรน้ำ และติดตาม ประเมินผล การดำเนินงานตามแผนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และรายงานต่อ กนช.

ในช่วงท้ายของการประชุม พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี แสดงความห่วงใยในสถานการณ์ภัยแล้ง ปี 2562/2563 นี้ พร้อมกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดในการเร่งช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบและปฏิบัติตามแผนบริหารจัดการน้ำอย่างเคร่งครัด ซึ่ง สทนช.ได้ประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ในการเฝ้าติดตามและวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง

ทั้งนี้ จากข้อมูลสถานการณ์น้ำ ณ วันที่ 18 ธันวาคม 2562 คาดการณ์ว่ามีพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค จำนวน 43 จังหวัด ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จัดเตรียมมาตรการแก้ไขปัญหาภัยแล้งไว้พร้อมแล้ว โดยในเขตพื้นที่ให้บริการของการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ได้จัดหาแหล่งน้ำสำรองและขุดเจาะบ่อบาดาล 61 สาขา 31 จังหวัด กรมชลประทาน จัดสรรน้ำเพื่อการผลิตน้ำประปาตามศักยภาพ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล สนับสนุนข้อมูลวิชาการและกระบวนการขุดเจาะบ่อบาดาล และจัดหาแหล่งน้ำสำรองสำหรับประปาหมู่บ้านในพื้นที่นอกเขต กปภ. ดำเนินการขุดเจาะบ่อบาดาล 524 แห่ง 32 จังหวัด

โดยเป็นการดำเนินการร่วมกันระหว่างหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา 187 แห่ง กองทัพบก 155 แห่ง และกรมทรัพยากรน้ำบาดาล 182 แห่ง และจัดหาน้ำผิวดินอีก 232 แห่ง โดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นอกจากนี้ ยังได้จัดหาแหล่งน้ำสำรองให้กับสถานพยาบาลที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ ในเขต กปภ. 224 แห่ง และนอกเขต กปภ. 157 แห่งด้วย ในส่วนพื้นที่การให้บริการของการประปานครหลวง (กปน.) มีแผนการผันน้ำแม่กลองเพื่อการอุปโภคบริโภคและแผนขุดเจาะน้ำบาดาล 4 บ่อ

สำหรับในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำด้านการเกษตรนอกเขตชลประทาน ที่คาดว่าจะมีพื้นที่เสี่ยงรุนแรงกว่า 30 จังหวัด 0.37 ล้านไร่ กรมทรัพยากรน้ำและกรมทรัพยากรน้ำบาดาลเตรียมแผนรับมือโดยเร่งจัดหาแหล่งน้ำสนับสนุน ทั้งการขุดบ่อบาดาลและหาแหล่งน้ำผิวดิน เพื่อลดความรุนแรงของไม้ผลที่อาจยืนต้นตายได้ นอกจากนี้ยังได้เตรียมความพร้อมด้านเครื่องจักรเครื่องมือทั้งประเทศรวม 4,192 เครื่อง และจัดเจ้าหน้าที่พร้อมให้การช่วยเหลือได้ทันทีที่ประชาชนร้องขอ

ส่วนสถานการณ์แม่น้ำโขงที่ลดลง เตรียมเสนอขอความร่วมมือจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการขอน้ำเพิ่มในฤดูแล้งเป็นกรณีพิเศษ และให้วางมาตรการแม่น้ำโขงให้ชัดเจนเพื่อการบริหารจัดการน้ำในอนาคตด้วย โดยขอความร่วมมือเกษตรกรและประชาชนช่วยกันใช้น้ำอย่างประหยัดและรู้คุณค่า เพื่อจะได้มีน้ำใช้อย่างเพียงพอในทุกกิจกรรมตลอดช่วงแล้งนี้ใหญ่ที่จะถึงนี้อีกกด้วย

สกัดกระเทียมเถื่อนทะลักชายแดน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/406086?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

สกัดกระเทียมเถื่อนทะลักชายแดน

23 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
กระเทียม,ลักลอบนำเข้า,กระทรวงเกษตร,สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร
เปิดอ่าน 263 ครั้ง

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ผนึกทุกหน่วยเข้มตรวจลักลอบนำเข้ากระเทียม จัดทัพสแกนทุกพื้นที่แหล่งผลิตชายแดน

23 ธันวาคม 2562 นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์สินค้ากระเทียมในปี 2563 (ปีเพาะปลูก 2562/63)

ทั้งนี้คาดว่า จะมีเนื้อที่ปลูกกระเทียม 80,254 ไร่ ลดลงร้อยละ 2 จากปี 2562 เนื่องจากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาราคากระเทียมไม่จูงใจให้เกษตรกรขยายพื้นที่เพาะปลูก เกษตรกรบางรายมีการปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นแทน เช่น พืชผัก ในขณะที่คาดว่าจะมีผลผลิต 85,285 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.5  เนื่องจากสภาพภูมิอากาศเอื้ออำนวย ส่งผลให้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น จากเดิม 1,026 กก. เป็น 1,063 กก. ทำให้ผลผลิตภาพรวม ทั้งประเทศเพิ่มขึ้น

ขณะนี้ เกษตรกรบางพื้นที่กำลังเก็บเกี่ยวผลผลิตที่ออกสู่ตลาดในช่วงเดือนธันวาคม โดยผลผลิตประมาณร้อยละ 94 จะกระจุกตัวออกสู่ตลาดในช่วงเดือนมกราคม – มีนาคม ส่งผลให้ราคาของผลผลิตมีความผันผวน กระทบต่อรายได้  ของเกษตรกรได้

ดังนั้น ที่ประชุมคณะอนุกรรมการจัดการการผลิตและการตลาดกระเทียม หอมแดง หอมหัวใหญ่ และมันฝรั่ง ครั้งที่ 2/2562 เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2562 ซึ่งมี สศก. เป็นฝ่ายเลขานุการ ได้มีมติเห็นชอบแนวทางบริหารจัดการสินค้ากระเทียมในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก

โดยเบื้องต้น ขอความร่วมมือและแจ้งไปยังกรมศุลกากร ดำเนินมาตรการเข้มงวด ตรวจจับการลักลอบนำเข้ากระเทียมผิดกฎหมาย โดยเฉพาะชายแดนภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือพร้อมประเมินราคานำเข้าเพื่อเสียภาษีให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง

นอกจากนี้ ได้ขอความร่วมมือ กระทรวงพาณิชย์ ตรวจสอบสต็อกของผู้ประกอบการเพื่อไม่ให้มีการกักตุนสินค้าเก็งกำไร และดำเนินมาตรการกระจายผลผลิตในช่วงผลผลิตกระจุกตัว รวมทั้งประสานห้างสรรพสินค้าและโมเดิร์นเทรด เพื่อช่วยสถาบันเกษตรกรในการกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิต และกรมส่งเสริมสหกรณ์ ใช้ขบวนการสหกรณ์ในการรักษาเสถียรภาพราคา โดยสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ให้แก่สหกรณ์ เพื่อช่วยระบายผลผลิตผ่านเครือข่ายสหกรณ์

อย่างไรก็ตาม สศก.จะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตาม และสำรวจสถานการณ์อย่างใกล้ชิด อาทิ ตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง โดยทางกรมศุลกากร จะคุมเข้มการลักลอบนำเข้าที่บริเวณชายแดน รวมทั้งกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงมหาดไทย จะเร่งกระจายผลผลิตออกสู่ตลาดในช่วงผลผลิตกระจุกตัว เพื่อรักษาเสถียรภาพราคากระเทียมต่อไป

ผุดไอเดีย เก็บภาษีเคมีเกษตรส่งออกนำรายได้วิจัยพัฒนา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/406074?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ผุดไอเดีย เก็บภาษีเคมีเกษตรส่งออกนำรายได้วิจัยพัฒนา

23 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
ภาษี,สารเคมี,มนัญญา,พาราควอต
เปิดอ่าน 157 ครั้ง

มนัญญา ผุดไอเดียเก็บภาษีสารเคมีการเกษตร ส่งออกรายได้พัฒนาวิจัย ดันร่างพ.ร.บ.วัตถุอันตราย เข้ากก.วัตถุอันตรายคุมเข้มใช้สารพิษทุกชนิดยึดหลักสุขภาพ

23 ธันวาคม 2562 นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าเตรียมส่งร่างกฎหมายพ.ร.บ.วัตถุอันตราย ที่ปรับแก้ใหม่ เข้าที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย(คก.วอ.) เพื่อทราบ

ทั้งนี้ตามกฎหมาย พ.ร.บ.วัตถุอันตราย มีอยู่แล้วได้ปรับบางข้อไม่เหมาะสมในสถานการณ์ปัจจุบัน มาเพิ่มให้รัดกุม ครอบคลุมสารเคมีวัตถุอันตรายทางการเกษตรทุกชนิด การนำเข้า การผลิต ต้องผ่านโรงงานที่มีมาตรฐานสากล มีห้องแล็ปติดตามตรวจสอบความเป็นพิษและสารตกค้างได้ ผู้ใช้สามารถตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาได้ จะควบคุมตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง

สิ่งสำคัญที่สุดคือยึดหลักสุขภาพ ความปลอดภัยของประชาชน จะต้องมาก่อน โดยคุมเข้ม ผู้นำเข้า โรงงาน ร้านค้า โดยเฉพาะสารไกลโฟเซต ที่คก.วอ.มีมติกำจัดการใช้  ต่อไปจะต้องควบคุมให้สารไกลโฟเซต เป็นชื่อการค้าเพียงชื่อเดียว ไม่ให้ไปแตกหลายยี่ห้อ จากที่ผ่านมา จึงไม่ใช่มาตรการจำกัดการใช้ที่ถูกต้อง

มาตรการจำกัดการใช้สารเคมีวัตถุอันตรายทางเกษตร จะต้องรายงานทุก 15 วัน เข้ามาให้หน่วยงานที่กำกับควบคุม สามารถติดตามได้ ว่าร้านไหน ขายไปเท่าไหร่ ขายให้กับผู้ผ่านการอบรมใช้สาร หรือไม่ ต้องแจ้งให้ชัดเจนและถ้าวันใด ต้องยกเลิกสารเหล่านี้ จะรู้ได้ทันทีว่าร้านไหน ขายเท่าไหร่ โรงงานสต็อกเท่าไหร่ จะไม่เกิดปัญหาตัวเลขบวม เหมือนในขณะนี้ที่กรมวิชาการเกษตร รายงานตัวเลขสต็อกสารดิ้นได้ตลอดเวลา

ดังนั้นร่างพ.ร.บ.ใหม่ จะควบคุมตรงนี้ได้ทุกสารเคมี ช่วงนี้ให้ระยะเวลาปรับตัวผู้นำเข้าสารเคมีมีพิษเข้ามา ต้องเข้าใจใหม่ ถึงมาตรการจำกัดการใช้ และการแบน 2 สาร พาราควอต คลอร์ไพริฟอส ที่เกิดขึ้นปีหน้า จะต้องปฏิบัติอย่างถูกต้อง ชัดเจนทุกพื้นที่  มีหน่วยงานติดตามผลตลอดเวลา ไม่ใช่ทำกันอยู่แค่ในกระดาษ

น.ส.มนัญญา กล่าวว่าตั้งแต่มาเป็นรมช.เกษตรฯไม่อนุญาตให้สาร 3 ตัว พาราควอต ไกลโฟเซต คลอร์ไพริฟอส นำเข้าประเทศไทย แต่ตอนนี้กลับมีสต็อกเพิ่ม 2.4 หมื่นตัน จากตอนแรกที่กรมวิชาการเกษตร แจ้งคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีสต็อก 2.3 หมื่นตัน ดังนั้นเมื่อพ.ร.บ.ผ่านคก.วอ.รับทราบ แล้วจะมาประกาศกฎกระทรวง โดยรมว.เกษตรฯ ลงนาม

“เรื่องการลักลอบ จะไม่มีเมื่อร่างกฎหมายตัวนี้ออกมา ทุกขั้นตอนรัดกุม และราคาต้องควบคุมได้เพราะยกเว้นภาษี นำเข้า ในส่วนส่งออก จะหารือหน่วยงานที่ดูแลต่อไป ดูว่าการเก็บภาษี จะแยกมาเพื่อส่งออก และนำรายได้จากนี้ไปใช้พัฒนาวิจัยภาคเกษตร จะเหมือนกับภาษีบาป เหล้า บุหรี่”น.ส.มนัญญา กล่าว

น้ำต้นทุนลด…เฝ้าระวังสถานการณ์ทั่วประเทศ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/406052?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

น้ำต้นทุนลด…เฝ้าระวังสถานการณ์ทั่วประเทศ

23 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
กรมชลประทาน,เขื่อนอุบลรัตน์,ประหยัดน้ำ
เปิดอ่าน 240 ครั้ง

สั่งเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำทั่วประเทศ เหลือน้ำใช้13,129 ล้านลบ.ม.เตรียมพร้อมให้การช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนประชาชน จากสภาพอากาศแห้งแล้งมาเร็ว ปริมาณน้ำต้นทุนลด

23 ธันวาคม 2562 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่าสภาพอากาศที่แห้งแล้งที่มาเร็ว ปริมาณน้ำต้นทุนลดลงในปัจจุบันส่งผลให้ประชาชนในหลายพื้นที่ได้รับความเดือดร้อน

รัฐบาล โดย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนทุกพื้นที่ จึงได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ความช่วยเหลือ และวางแผนรับมือภัยแล้งในอนาคต ได้สั่งการให้โครงการชลประทานทุกพื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ และเตรียมพร้อมให้การช่วยเหลือประชาชน ที่ได้รับผลกระทบร่วมทั้งวางแนวทางพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อรองรับการขยายตัวของสังคม เพื่อให้มีน้ำเพียงพอในอนาคต

สำหรับการจัดสรรน้ําฤดูแล้งปี 2562/2563 กรมชลประทาน วางแผนการใช้น้ําจากโครงการชลประทานขนาดใหญ่และขนาดกลางท้ังประเทศในช่วงฤดูแล้งปี 2562/2563 (วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562-30 เมษายน 2563) ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 ปริมาตรน้ําต้นทุนสามารถใช้การ ได้จํานวน 26,666 ล้าน ลบ.ม.

โดยวางแผนจัดสรรน้ําทั้งประเทศจํานวน 17,699 ล้าน ลบ.ม. ตามลําดับความสําคัญดังนี้ เพื่อการอุปโภค-บริโภค 2,300 ล้าน ลบ.ม. รักษาระบบนิเวศน์และอื่นๆ 6,999 ล้าน ลบ.ม. ภาคเกษตรกรรม 7,881 ล้าน ลบ.ม. งดส่งน้ำนาปรัง 22จังหวัดลุ่มเจ้าพระยา ภาคอีสานตอนกลางและตอนล่าง

ส่วนภาคอุตสาหกรรม 519 ล้าน ลบ.ม. โดยจัดสรรน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4,000 ล้าน ลบ.ม. (เขื่อนภูมิพลและสิริกิติ์ 3,000 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนแควน้อยบํารุงแดน 250 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนป่าสัก 250 ล้าน ลบ.ม. และลุ่มน้ำแม่กลอง 500 ล้าน ลบ.ม.) แยกเป็น เพื่อการอุปโภค-บริโภค 1,150 ล้าน ลบ.ม. เพื่อการรักษาระบบนิเวศน์และอื่นๆ 2,335 ล้าน ลบ.ม. และเพื่อการเกษตร 515 ล้าน ลบ.ม.พืชใช้น้ำน้อย

ผลการจัดสรรน้ํา (อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง) ทั้งประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 ถึงปัจจุบัน ใช้น้ำไปแล้ว 4,570 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 26 ของแผนจัดสรรน้ำ ส่วนในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อยฯ ป่าสักฯ ) วันนี้ใช้น้ำไป 18.15 ล้าน ลบ.ม. ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 ถึงปัจจุบัน ใช้น้ำไปแล้ว 1,316.66 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 33 ของแผนจัดสรรน้ำ

สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง 477แห่งทั่วประเทศ มีปริมาตรน้ำในอ่างฯ 47,773 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 63 เป็นปริมาตรน้ำใช้การได้ 23,920 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 46 ปริมาตรน้ำในอ่างฯ เทียบกับปี 2561 มี 58,702 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 77 น้อยกว่าปี 2561 จํานวน 10,929 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ 24.18 ล้าน ลบ.ม.ปริมาณน้ํา ระบายน้ำจํานวน 73.86 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน สามารถรับน้ำได้อีก 28,294 ล้าน ลบ.ม.

ด้านนายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่าปัจจุบัน (21 ธ.ค. 62) สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น อ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ มีปริมาณน้ำ 507 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 20.86 ของปริมาณความจุอ่าง ซึ่งขณะนี้ได้นำน้ำก้นอ่างมาใช้แล้วประมาณ 74 ล้าน ลบ.ม. เพื่อการอุปโภค-บริโภค และรักษาระบบนิเวศเท่านั้น  ในส่วนความช่วยเหลือพื้นที่ที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาการขาดแคลนน้ำ

กรมชลประทาน โดยสำนักงานชลประทานที่ 6 สนับสนุนเครื่องสูบน้ำช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร และส่งน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภคให้แก่พื้นที่รับน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ได้แก่จังหวัดขอนแก่น และจังหวัดมหาสารคาม ตั้งแต่ช่วงต้นฤดูแล้งปี 2562 ที่ผ่านมา จำนวน 49 เครื่อง ปัจจุบันสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย และมีบางพื้นที่เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว จึงยังคงเครื่องสูบน้ำไว้ช่วยเหลือเฉพาะการอุปโภคบริโภค 6 เครื่อง

ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ทุกระดับลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์ ชี้แจงสถานการณ์น้ำให้ประชาชน และเกษตรกรในพื้นที่ได้รับทราบอย่างทั่วถึง พร้อมกับรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนใช้น้ำอย่างประหยัดที่สุด โดยเมื่อวันที่ 19 ธ.ค. ที่ผ่านมา สำนักงานชลประทานที่ 6 เข้าร่วมประชุมสานเสวนาเครือข่ายผู้ใช้น้ำเขื่อนอุบลรัตน์ เหนือน้ำ-ท้ายน้ำ เพื่อรายงานสถานการณ์น้ำภาพรวมในลุ่มน้ำชี แผน-ผลการใช้น้ำเขื่อนอุบลรัตน์ ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้สถานการณ์น้ำและมาตรการให้ความช่วยเหลือภัยแล้งสร้างการมีส่วนร่วมให้ตระหนักและรับรู้การใช้น้ำให้ประหยัดและรู้คุณค่า

สำหรับในพื้นที่เหนือเขื่อนอุบลรัตน์ สำนักงานชลประทานที่ 6 ร่วมกับ โครงการชลประทานหนองบัวลำภู สำนักงานชลประทานที่ 5 จัดการประชุมร่วมกับเทศบาลตำบลบ้านค้อ อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู เพื่อประชาสัมพันธ์และชี้แจงให้ประชาชนและเกษตรกรผู้ใช้น้ำบริเวณเหนือเขื่อนอุบลรัตน์ ได้รับทราบถึงสถานการณ์น้ำในเขื่อนอุบลรัตน์ รวมทั้งขอความร่วมมือจากสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าที่ตั้งอยู่บริเวณรอบๆ อ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ไม่เดินเครื่องสูบน้ำเพื่อการเกษตร เนื่องจากปริมาณน้ำในเขื่อนอุบลรัตน์มีปริมาณน้อย จึงต้องสงวนไว้ใช้สำหรับการอุปโภค-บริโภค และการรักษาระบบนิเวศ ไปจนถึงฤดูฝน ปี 2563

ด้านจังหวัดมหาสารคาม โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเสียวใหญ่ ได้นำรถติดป้ายประชาสัมพันธ์และเครื่องกระจายเสียง ออกวิ่งประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำ ขอความร่วมมือให้เกษตรกรใช้น้ำอย่างประหยัด นอกจากนี้โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาหนองหวาย ร่วมกับชาวบ้านและผู้นำชุมชน ลงพื้นที่หาแนวทางพัฒนาแหล่งน้ำอุปโภค-บริโภค ในพื้นที่บ้านเหล่าบัวบ้าน หมู่ 4 ตำบลเหล่าบัวบาน อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม ที่ประสบปัญหาน้ำต้นทุนในการผลิตน้ำประปาไม่เพียงพอ  พร้อมชี้แจงสถานการณ์น้ำและรณรงค์ให้ใช้น้ำอย่างประหยัด

ทั้งนี้ สำนักงานชลประทานที่ 6 ได้สั่งการให้โครงการชลประทานทั้ง 5 จังหวัดเฝ้าระวัง และติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด รวมถึงการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบถึงสถานการณ์น้ำ พร้อมทั้งขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนให้ตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรน้ำ ใช้น้ำอย่างประหยัด เพื่อให้มีน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้า

ดันเชียงแสนศูนย์กลางส่งออกโคสร้างคอกกักมาตรฐานGAP #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/406035?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ดันเชียงแสนศูนย์กลางส่งออกโคสร้างคอกกักมาตรฐานGAP

23 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
ปศุสัตว์,โค,เกษตรกร,ประภัตร โพธสุธน
เปิดอ่าน 186 ครั้ง

ประภัตร ลุยภาคเหนือ ดันศูนย์กลางส่งออกโคที่ได้มาตรฐานGAPส่งต่อจีน

23 ธันวาคม 2562 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ตรวจเยี่ยมและสำรวจพื้นที่สร้างคอกกลาง และคอกกักโคในพื้นที่ภาคเหนือ อาทิ จ.ลำปาง จ.เชียงราย จ.เชียงใหม่ และ จ.ลำพูน

เพื่อเตรียมรองรับโคขุนตามโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคขุนสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร และตรวจเยี่ยมสถานที่ขนถ่ายโคทางเรือ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย พร้อมกันนี้ได้ตรวจเยี่ยมฟาร์มโคขุน 4×4 ของนายมนูญ ภูกันงาม

นายประภัตร กล่าวว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้ เพื่อเป็นการชี้แจงแนวทางการขับเคลื่อนโครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และกิจการที่เกี่ยวเนื่องระหว่างกรมปศุสัตว์ และธ.ก.ส.ในการส่งเสริมอาชีพเลี้ยงสัตว์ ได้แก่ โคเนื้อ กระบือ แพะเนื้อ และไก่พื้นเมือง ให้กับพี่น้องเกษตรกร จ.เชียงราย ได้รับทราบและสร้างความเข้าใจที่ตรงกัน

จากการสอบถามความต้องการของเกษตรกร ส่วนใหญ่มีความต้องการเลี้ยงโคเนื้อ เนื่องจากมีรายได้ดีและเป็นอาชีพที่ทำกันอยู่แล้ว ดังนั้นจึงได้เน้นย้ำให้เกษตรกรที่จะเข้าร่วมโครงการทุกคนต้องมีความตั้งใจจริง  โดยต้องรวมกลุ่มเป็นสหกรณ์การเกษตร กลุ่มเกษตรกร หรือวิสาหกิจชุมชน ซึ่ง ธ.ก.ส. สนับสนุนสินเชื่อคนละไม่เกิน 1 ล้านบาท ดอกเบี้ย 100 บาท/ปี เพื่อยกระดับชีวิตและความเป็นอยู่ของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และประกอบอาชีพการเลี้ยงสัตว์ อย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนต่อไป

ทั้งนี้ ในการส่งออกไปยังต่างประเทศนั้น จะต้องมีคอกกักเพื่อการส่งออก เพื่อรองรับโคประมาณ 1,000 ตัว/คอก ซึ่งจะต้องเป็นสถานกักสัตว์ที่มีองค์ประกอบที่ผ่านเกณฑ์พื้นฐานตามที่กรมปศุสัตว์กำหนด และได้รับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มโคเนื้อ (GOOD AGRICULTURAL PRACTICE FOR BEEF CATTLE FARM) จากมกอช. เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประเทศคู่ค้าด้านการควบคุมโรค และด้านมาตรฐานคอกกัก ให้เชื่อมั่นในสินค้าปศุสัตว์ไทย

ปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้โรคระบาดแพร่กระจายไปได้รวดเร็ว คือการเคลื่อนย้ายสัตว์และซากสัตว์ที่เป็นพาหะของโรคจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ดังนั้นคอกกลางและคอกกักจะต้องได้มาตรฐาน ปลอดโรค โดยแต่ละจังหวัดต้องมีคอกกลางเพื่อรวบรวมโคนำมาเลี้ยงขุน แล้วทำการจำหน่ายต่อให้กับผู้ประกอบการคอกกักเพื่อการส่งออกที่ขึ้นทะเบียนกับกรมปศุสัตว์

โดยคอกกักจะทำการเลี้ยงโคต่อประมาณ 60 วัน เพื่อให้ได้น้ำหนักประมาณ 500 กิโลกรัม พร้อมทำการกักโรค ตรวจสุขภาพ และจัดทำเอกสารเคลื่อนย้าย ปัจจุบันธุรกิจส่งออกโคและกระบือมีชีวิตลุ่มน้ำโขงผ่านชายแดน อ.เชียงแสน มีมูลค่าการค้าค่อนข้างสูง ดังนั้นจึงเตรียมพัฒนาพื้นที่ อ.เชียงแสน จัดตั้งเป็นศูนย์กลางคอกกักเพื่อการส่งออกของประเทศ ที่ได้มาตรฐาน เป็นที่ยอมรับของต่างประเทศ ต่อไป

สทนช. เฝ้าระวังปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/406080?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

สทนช. เฝ้าระวังปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำ

22 ธันวาคม 2562 – 18:34 น.
สทนช,รัฐผนึกกำลัง,เฝ้าระวัง,ค่าความเค็ม,น้ำทะเลหนุนสูง,ปัญหาน้ำเค็ม,คุณภาพน้ำ
เปิดอ่าน 101 ครั้ง

รัฐผนึกกำลังเฝ้าระวังแม่น้ำเจ้าพระยา ท่าจีน บางปะกง ค่าความเค็มเกินมาตรฐานจากน้ำทะเลหนุนสูง สทนช. ประสานหน่วยงานเกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์แม่น้ำสายหลักใกล้ชิด

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า สทนช.ได้มีการติดตามเฝ้าระวังคุณภาพน้ำในแม่น้ำสายหลัก 4 สาย ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่กลอง ท่าจีน และแม่น้ำบางปะกง อย่างใกล้ชิด เนื่องจากขณะนี้มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์น้อย อาจได้รับผลกระทบจากน้ำทะเลหนุนสูง ส่งผลต่อคุณภาพน้ำใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร นอกจากนี้ ยังได้ติดตามคุณภาพของแม่น้ำสายหลักในพื้นที่ 25 ลุ่มน้ำ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่มีการติดตามเฝ้าระวัง ได้แก่ กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) การประปานครหลวง (กปน.) การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) กรมชลประทาน (ชป.) และสำนักงานทรัพยากรสิ่งแวดล้อมภาค (สสภ.) อีกด้วย ทั้งนี้ สถานการณ์คุณภาพน้ำของ 4 แม่น้ำสายหลักในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่า มีแม่น้ำที่ค่าความเค็มเกินค่าเกณฑ์มาตรฐาน ประกอบด้วย แม่น้ำเจ้าพระยา ท่าจีน และแม่น้ำบางปะกง

“ที่ผ่านมา สทนช. ได้มีการวิเคราะห์ประเมินสถานการณ์ล่วงหน้า พร้อมประสานเร่งรัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การประปานครหลวง (กปน.) และกรมชลประทาน (ชป.) เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยขณะนี้ กปน. มีการติดตามการเฝ้าระวังเกณฑ์คุณภาพน้ำดิบ หากค่าความเค็มที่จุดตรวจวัดสะพานพระนั่งเกล้า มีค่าเกิน 2 กรัม/ลิตร กปน.จะประสานกรมชลประทานเพื่อระบายน้ำผลักดันน้ำเค็ม ไม่ให้รุกล้ำถึงสถานีสูบน้ำดิบสำแล และหากหน้าสถานีสูบน้ำดิบสำแลมีค่าความเค็มเกิน 0.25 กรัม/ลิตร จะดำเนินการบริหารจัดการสูบน้ำดิบให้เหมาะสมตามเกณฑ์คุณภาพน้ำ รวมทั้งประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกรมชลประทาน ในการลดการรับน้ำดิบจากฝั่งลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาและเพิ่มการรับน้ำดิบจากฝั่งแม่กลอง 200,000 ลบ.ม./วัน เพื่อบรรเทาสถานการณ์คุณภาพน้ำ โดยปัจจุบันกรมชลประทานได้จัดสรรน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศและป้องกันน้ำเค็มตลอดฤดูแล้ง 4 มาตรการ คือ

1.การบริหารจัดการน้ำจะพิจารณาให้สัมพันธ์กับการขึ้นลงของน้ำทะเล 2.ควบคุมการปิดเปิดประตูระบายน้ำตามคลองต่าง ๆ ไม่ให้น้ำเค็มไหลเข้าพื้นที่การเกษตร 3.วางแผนและดำเนินการบริหารจัดการน้ำ พร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ การลำเลียงน้ำจากคลองและแม่น้ำสายหลัก เร่งผลักดันน้ำเพื่อลดค่าความเค็มและผลกระทบด้านคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง 4.ดำเนินการช่วยเหลือรถบรรทุกน้ำเพื่อขนส่งน้ำช่วยเหลือเกษตรกร โดยกำหนดให้มีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องหมุนเวียนในพื้นที่” ดร.สมเกียรติ กล่าว

ขณะเดียวกัน สทนช. ได้ประสาน คพ. สสภ. กปภ. ให้ดำเนินการติดตามคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง โดยทำการตรวจวัดค่าความเค็มที่จุดเฝ้าระวัง และควบคุมค่าความเค็มทุกวันจนกว่าจะสิ้นสุดฤดูแล้ง ประกอบด้วย 1.สถานีสูบน้ำสำแล อ.เมือง จ.ปทุมธานี ให้มีค่าความเค็มไม่เกิน 0.25 กรัม/ลิตร 2.ปากคลองจินดา อ.สามพราน จ.นครปฐม ให้มีค่าความเค็มไม่เกิน 0.75 กรัม/ลิตร 3.ปากคลองดำเนินสะดวก อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี ให้มีค่าความเค็มไม่เกิน 2.00 กรัม/ลิตร 4.อ.ศรีมหาโพธิ์ อ.เมือง อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ปราจีนบุรี ให้มีค่าความเค็มไม่เกิน 1 กรัม/ลิตร โดยย้ำให้ทุกหน่วยงานดำเนินการอย่างเร่งด่วนและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากหากบริเวณใดมีแนวโน้มส่งผลกระทบ จะสามารถบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขและให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที.

ชลประทานแจงสถานการณ์น้ำเขื่อนอุบลรัตน์วางแผนรับมือ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/406043?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ชลประทานแจงสถานการณ์น้ำเขื่อนอุบลรัตน์วางแผนรับมือ

22 ธันวาคม 2562 – 13:10 น.
กรมชลประทาน,เขื่อนอุบลรัตน์,น้ำเหลือน้อย,ภัยแล้ง
เปิดอ่าน 58 ครั้ง

กรมชลประทานเร่งสร้างความเข้าใจสถานการณ์น้ำเขื่อนอุบลรัตน์ทั้งเหนือน้ำ ท้ายน้ำ เตรียมพร้อมให้การช่วยเหลือทุกพื้นที่

22 ธันวาคม 2562 นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากสภาพอากาศที่แห้งแล้ง ปริมาณน้ำต้นทุนที่ลดลงในปัจจุบันส่งผลให้ประชาชนในหลายพื้นที่ได้รับความเดือดร้อน

รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนทุกพื้นที่ จึงได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ความช่วยเหลือ และวางแผนรับมือภัยแล้งในอนาคต ซึ่งอธิบดีกรมชลประทาน ได้สั่งการให้โครงการชลประทานทุกพื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ และเตรียมพร้อมให้การช่วยเหลือประชาชน ที่ได้รับผลกระทบดังกล่าว รวมทั้งวางแนวทางพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อรองรับการขยายตัวของสังคม เพื่อให้มีน้ำเพียงพอในอนาคต

ปัจจุบัน สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น อ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ มีปริมาณน้ำ 507 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 20.86 ของปริมาณความจุอ่าง ซึ่งขณะนี้ได้นำน้ำก้นอ่างมาใช้แล้วประมาณ 74 ล้าน ลบ.ม. เพื่อการอุปโภค-บริโภค และรักษาระบบนิเวศเท่านั้น

ขณะที่การให้ความช่วยเหลือพื้นที่ที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาการขาดแคลนน้ำ กรมชลประทาน โดยสำนักงานชลประทานที่ 6 สนับสนุนเครื่องสูบน้ำช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร และส่งน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภคให้แก่พื้นที่รับน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ได้แก่จังหวัดขอนแก่น และจังหวัดมหาสารคาม ตั้งแต่ช่วงต้นฤดูแล้งปี 2562 ที่ผ่านมา จำนวน 49 เครื่อง ปัจจุบันสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย และมีบางพื้นที่เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว จึงยังคงเครื่องสูบน้ำไว้ช่วยเหลือเฉพาะการอุปโภคบริโภค 6 เครื่อง

ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ทุกระดับลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์ ชี้แจงสถานการณ์น้ำให้ประชาชน และเกษตรกรในพื้นที่ได้รับทราบอย่างทั่วถึง พร้อมกับรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนใช้น้ำอย่างประหยัดที่สุด โดยเมื่อวันที่ 19 ธ.ค. ที่ผ่านมา สำนักงานชลประทานที่ 6 เข้าร่วมประชุมสานเสวนาเครือข่ายผู้ใช้น้ำเขื่อนอุบลรัตน์ เหนือน้ำ-ท้ายน้ำ เพื่อรายงานสถานการณ์น้ำภาพรวมในลุ่มน้ำชี แผน-ผลการใช้น้ำเขื่อนอุบลรัตน์ ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้สถานการณ์น้ำและมาตรการให้ความช่วยเหลือภัยแล้งสร้างการมีส่วนร่วมให้ตระหนักและรับรู้การใช้น้ำให้ประหยัดและรู้คุณค่า

สำหรับในพื้นที่เหนือเขื่อนอุบลรัตน์ สำนักงานชลประทานที่ 6 ร่วมกับ โครงการชลประทานหนองบัวลำภู สำนักงานชลประทานที่ 5 จัดการประชุมร่วมกับเทศบาลตำบลบ้านค้อ อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู เพื่อประชาสัมพันธ์และชี้แจงให้ประชาชนและเกษตรกรผู้ใช้น้ำบริเวณเหนือเขื่อนอุบลรัตน์ ได้รับทราบถึงสถานการณ์น้ำในเขื่อนอุบลรัตน์

รวมทั้งขอความร่วมมือจากสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าที่ตั้งอยู่บริเวณรอบๆ อ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ไม่เดินเครื่องสูบน้ำเพื่อการเกษตร เนื่องจากปริมาณน้ำในเขื่อนอุบลรัตน์มีปริมาณน้อย จึงต้องสงวนไว้ใช้สำหรับการอุปโภค-บริโภค และการรักษาระบบนิเวศ ไปจนถึงฤดูฝน ปี 2563

สำหรับจังหวัดมหาสารคาม โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเสียวใหญ่ ได้นำรถติดป้ายประชาสัมพันธ์และเครื่องกระจายเสียง ออกวิ่งประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำ ขอความร่วมมือให้เกษตรกรใช้น้ำอย่างประหยัด นอกจากนี้โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาหนองหวาย ร่วมกับชาวบ้านและผู้นำชุมชน ลงพื้นที่หาแนวทางพัฒนาแหล่งน้ำอุปโภค-บริโภค ในพื้นที่บ้านเหล่าบัวบ้าน หมู่ 4 ตำบลเหล่าบัวบาน อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม ที่ประสบปัญหาน้ำต้นทุนในการผลิตน้ำประปาไม่เพียงพอ

พร้อมชี้แจงสถานการณ์น้ำและรณรงค์ให้ใช้น้ำอย่างประหยัดอีกด้วย   โดยสำนักงานชลประทานที่ 6 ได้สั่งการให้โครงการชลประทานทั้ง 5 จังหวัดเฝ้าระวัง และติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด รวมถึงการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบถึงสถานการณ์น้ำ พร้อมทั้งขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนให้ตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรน้ำ ใช้น้ำอย่างประหยัด เพื่อให้มีน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้า