รายงานพิเศษ : เจาะลึก…แก้ปัญหาภัยแล้ง ‘อีสานกลาง-อีสานเมืองกาญจน์ยั่งยืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462046

รายงานพิเศษ : เจาะลึก…แก้ปัญหาภัยแล้ง ‘อีสานกลาง-อีสานเมืองกาญจน์ยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เป็นที่ทราบดีกว่า ปริมาณน้ำฝนในพื้นที่ในภาคเหนือ ภาคกลางภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในฤดูฝนที่ผ่านมามีปริมาณต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติถึงประมาณร้อยละ 40 ทำให้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนขนาดใหญ่อย่างน้อย 6 แห่ง คือ เขื่อนแม่กวงอุดมธารา จ.เชียงใหม่ เขื่อนทับเสลา จ.อุทัยธานี เขื่อนกระเสียว จ.สุพรรณบุรี เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น เขื่อนลำพระเพลิง จ.นครราชสีมา และเขื่อนลำนางรอง จ.บุรีรัมย์ ต้องเฝ้าระวังควบคุมการบริการจัดการน้ำอย่างเคร่งครัด พร้อมให้งดทำนาปรัง

พื้นที่ “อีสานกลาง” และ พื้นที่ “อีสานแห่งกาญจนบุรี” แม้จะอยู่คนละภูมิภาคแต่ปีนี้ก็ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเช่นกัน

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำใน 3 เขื่อนขนาดใหญ่ ของพื้นที่ลุ่มน้ำชี 5 จังหวัด“อีสานกลาง”คือ จ.ชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ และร้อยเอ็ด พบว่าเขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น มีปริมาณน้ำ 521 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.)หรือร้อยละ 21 ของความจุอ่างฯ ต่ำกว่าปริมาณน้ำที่ใช้การได้ขณะนี้นำน้ำก้นอ่างฯมาใช้ไปแล้วมากกว่า 60 ล้าน ลบ.ม. และเขื่อนจุฬาภรณ์ จ.ชัยภูมิ มีปริมาณน้ำในอ่างฯประมาณ 47 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 28 ของความจุอ่างฯ มีปริมาณน้ำใช้การได้ประมาณ 9.37 ล้านลบ.ม. ปริมาณน้ำค่อนข้างน้อย ดังนั้น เขื่อนทั้ง 2 แห่ง จะส่งน้ำสนับสนุนน้ำได้เฉพาะการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศเท่านั้น งดปลูกพืชฤดูแล้งทุกชนิด

ในขณะที่เขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ ปีนี้มีปริมาณน้ำค่อนข้างมาก ขณะนี้มีอยู่ประมาณ 1,527 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 77 ของความจุอ่างฯ โดยเป็นปริมาณน้ำใช้การได้ประมาณ 1,427 ล้าน ลบ.ม.สนับสนุนน้ำสำหรับทุกกิจกรรมไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้า นอกจากนี้ ยังมีอ่างเก็บน้ำขนาดกลางถึง 13 แห่ง โดยอยู่ในเขตจ.ชัยภูมิ 5 แห่ง จ.ขอนแก่น 6 แห่ง และจ.ร้อยเอ็ด 2 แห่ง ที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่าร้อยละ 30 ของความจุ
ดังนั้น กรมชลประทานต้องวางแผนจัดสรรน้ำอย่างรัดกุม เพื่อให้น้ำที่มีจำกัดพอใช้เฉพาะอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศ ไปจนถึงต้น
ฤดูฝนปีหน้า ดังนี้

พื้นที่จ.มหาสารคาม กาฬสินธุ์ และร้อยเอ็ด มีเป้าหมายลดปริมาณใช้น้ำจากเขื่อนอุบลรัตน์ ที่จะส่งไปสนับสนุนการอุปโภคบริโภคในอ.เมืองมหาสารคาม ด้วยการสูบน้ำย้อนกลับจากแม่น้ำชี ที่ส่งมาจากเขื่อนลำปาวมาเติมหน้าเขื่อนวังยาง พร้อมควบคุมระดับน้ำหน้าเขื่อนร้อยเอ็ด ให้อยู่ที่ระดับ +131 ม.รทก. เพื่อให้ระดับน้ำหน้าเขื่อนวังยางอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน ทั้งนี้ จะติดตั้งเครื่องสูบน้ำแบบย้อนกลับดังกล่าว 4 เครื่อง จะสูบน้ำได้ประมาณวันละ 170,000 ลบ.ม.สูบประมาณ 35 วัน เริ่มสูบกลางเดือนมกราคม 2563 เป็นต้นไป คาดว่าจะทำให้หน้าเขื่อนวังยางเก็บน้ำได้เพิ่มอีก 6 ล้าน ลบ.ม. เพียงพออุปโภคบริโภคของประชาชนเมืองมหาสารคาม ไปจนถึงต้นฤดูฝนปี 2563 จากแนวทางรดังกล่าว จะลดใช้น้ำจากเขื่อนอุบลรัตน์ ได้วันละ 50,000 ลบ.ม. ทำให้เขื่อนอุบลรัตน์มีน้ำเพียงพออุปโภคบริโภคในเขตจ.ขอนแก่น

อย่างไรก็ตาม หากน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคในเมืองมหาสารคามยังไม่พอ ได้วางแผนระบายจากเขื่อนลำปาวช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2563 เนื่องจากเป็นช่วงที่เกษตรกรในพื้นที่รับน้ำของเขื่อนลำปาวไม่ต้องการน้ำทำการเกษตรมาช่วยผ่านประตูระบายน้ำพนังชี มาเติมน้ำหน้าเขื่อนวังยางได้อีกประมาณ 1 ล้าน ลบ.ม. พร้อมทั้งขอความร่วมมือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สร้างการตระหนักรู้ร่วมกันของประชาชนช่วยประหยัดน้ำให้มากที่สุด

สำหรับการแก้ปัญหาระยะยาวนั้น กรมมีแผนพัฒนาปรับปรุงเพิ่มความจุแก้มลิงที่กระจายอยู่สองฝั่งลำน้ำชีให้เต็มศักยภาพ ตั้งเป้าว่าภายในปี 2565 จะพัฒนาแก้มลิงพร้อมอาคารประกอบอีก 129 แห่ง เก็บน้ำได้เต็มศักยภาพรวม 257.96 ล้านลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 171,583 ไร่

นอกจากนี้ กรมชลประทานยังพัฒนาแหล่งเก็บน้ำใหม่เพิ่มขึ้น กำลังก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ 3 แห่ง อยู่ในจ.ชัยภูมิคือ อ่างเก็บน้ำลำสะพุง อ.หนองบัวแดง อ่างเก็บลำน้ำชี อ.บ้านเขว้า และอ่างเก็บน้ำโปร่งขุนเพชร อ.หนองบัวระเหว เก็บน้ำได้รวมกันประมาณ 160 ล้านลบ.ม. มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 127,000ไร่ และตั้งแต่ปี 2562-2565 จะสร้างอ่างเก็บน้ำใน จ.ชัยภูมิอีก 3 แห่ง เช่นกัน ได้แก่ อ่างเก็บน้ำพระอาจารย์จื่อ
อ่างเก็บน้ำห้วยจอมแก้ว และอ่างเก็บน้ำลำเจียง มีความจุรวมกันประมาณ 74 ล้านลบ.ม. เพิ่มพื้นที่รับประโยชน์ได้ 49,000 ไร่

ในอนาคตเมื่อโครงการพัฒนาแหล่งน้ำตามแผนที่กำหนดไว้แล้วเสร็จ ปัญหาขาดแคลนน้ำของ“อีสานกลาง” จะบรรเทาลง

ขณะเดียวกัน“อีสานแห่งกาญจนบุรี”หรือ“อีสานเมืองกาญจน์”พื้นที่ครอบคลุม 5 อำเภอ ในจ.กาญจนบุรี ได้แก่ อ.บ่อพลอย อ.ห้วยกระเจา อ.เลาขวัญ อ.หนองปรือและอ.พนมทวน ก็ประสบปัญหาภัยแล้งเกิดขาดแคลนน้ำยาวนานถึงขั้นไม่มีน้ำเพื่ออุปโภค–บริโภค จัดอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งสูงและซ้ำซาก เนื่องด้วยข้อจำกัดด้านสภาพภูมิประเทศ ที่อยู่บนสันเขาใกล้เส้นแบ่งสันปันน้ำ จึงไม่สามารถพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ได้

การแก้ปัญหาปัจจุบันเป็นการแก้เฉพาะหน้าเร่งด่วน กรมชลประทานสูบน้ำจากคลองท่าล้อ-อู่ทอง ที่มีน้ำท่าสมบูรณ์ไปเติมสระเก็บน้ำ 3 แห่ง คือ สระเก็บน้ำหนองนาทะเลความจุ 2.5 ล้านลบ.ม. สระเก็บน้ำวัดทิพย์สุคนธารามความจุ 1.15 ล้านลบ.ม. และสระเก็บน้ำบ้านหนองมะสังข์ความจุ 400,000 ลบ.ม รวมทั้งยังเติบให้สระเก็บน้ำอื่นๆที่มีศักยภาพด้วย แต่จะสนับสนุนเฉพาะน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคได้เท่านั้น

อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า การแก้ปัญหาอีสานแห่งกาญจนบุรีระยะยาวนั้น ล่าสุดคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญ ที่มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเร่งศึกษา โครงการผันน้ำจากเขื่อนศรีนครินทร์ เพื่อบรรเทาปัญหาแล้ง จ.กาญจนบุรี เพื่อแก้ปัญหาแล้งซ้ำซากใน 5 อำเภอดังกล่าวให้แล้วเสร็จเดือนมีนาคม 2563 ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ซึ่งกรมชลประทานเป็นหน่วยงานภาคปฏิบัติที่จะร่วมบูรณาการขับเคลื่อนโครงการ

โดยการศึกษาเบื้องต้น แนวทางที่เป็นไปได้คือ สร้างอุโมงค์ผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ ซึ่งมีปริมาณน้ำค่อนข้างมาก ลอดพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสลักพระไปยังอ่างเก็บน้ำลำอีซู ของกรมชลประทานระยะยาว 22 กม. พร้อมระบบท่อส่งน้ำ 14 กม. และคลองส่งน้ายาว 147 กม. หากโครงการนี้ประสบผลสำเร็จ จะแก้ปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ดังกล่าวได้อย่างยั่งยืนแน่นอน

กรมประมงนำร่องใช้ระบบดิจิทัล พัฒนาออกใบอนุญาตทางราชการ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462042

news_default

กรมประมงนำร่องใช้ระบบดิจิทัล พัฒนาออกใบอนุญาตทางราชการ

วันอังคาร ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมง เป็นหนึ่งในหน่วยงานนำร่องพัฒนาการออกเอกสารหลักฐานทางราชการผ่านระบบดิจิทัล ทำให้การออกใบอนุญาตของกรมประมงเป็นไปตามมาตรฐานงานบริการภาครัฐ ลดขั้นตอน ระยะเวลาพิจารณาอนุญาต ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ของพ.ร.บ.อำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ.2558 โดยกรมนำระบบดิจิทัลมาพัฒนาใช้ออกใบอนุญาต หลายกระบวนงาน อาทิ ออกหนังสือกำกับการจำหน่ายสัตว์น้ำนำเข้า / ใบอนุญาตให้นำเข้าสัตว์น้ำหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ /ใบอนุญาตให้นำเข้าให้ส่งออกหรือให้นำผ่าน ตามมาตรา 23 หรือ มาตรา 24 แห่งพ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 /ใบแจ้งข้อเท็จจริงของผู้นำเข้าหรือผู้ส่งออกซึ่งวัตถุอันตราย ซึ่งตัวอย่างที่ยกมาปัจจุบันกรมประมงพัฒนาเป็นระบบดิจิทัลครบถ้วนสมบูรณ์ดำเนินการได้เป็นไปตามมาตรฐานที่รัฐบาลกำหนด ซึ่งระบบดิจิทัลช่วยอำนวยความสะดวกให้การดำเนินการติดต่อขอใบอนุญาตฯ ระหว่างกรมประมงและผู้ประกอบการ รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสะดวกรวดเร็วมากขึ้น อีกทั้ง ยังช่วยให้ผู้รับบริการประหยัดค่าใช้จ่ายในการติดต่อสื่อสาร ไม่ต้องใช้สำเนาเอกสาร ไม่ต้องเดินทางมาด้วยตนเอง ที่สำคัญการขอใบอนุญาตผ่านระบบดิจิทัล ผู้รับบริการสามารถตรวจสอบขั้นตอน ความคืบหน้าการดำเนินการผ่านระบบดิจิทัลได้ ดังนั้นการออกเอกสารหลักฐานทางราชการผ่านระบบดิจิทัลช่วยแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมของประเทศไทยได้

เฉลิมชัย-ธรรมนัส’ ควงคู่ลงพื้นที่ตรวจราชการจ.ชัยภูมิ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/406645?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เฉลิมชัย-ธรรมนัส’ ควงคู่ลงพื้นที่ตรวจราชการจ.ชัยภูมิ

25 ธันวาคม 2562 – 12:49 น.
เฉลิมชัย ศรีอ่อน
เปิดอ่าน 22 ครั้ง

เฉลิมชัย-ธรรมนัส’ ควงคู่ ติดตามนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดชัยภูมิ

25 ธ.ค.62 – นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามนายกรัฐมนตรี (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) ติดตามสถานการณ์และการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ณ คลองเทา บ้านหนองแหน ซึ่งได้มีการดำเนินงานโครงการฟื้นฟูและพัฒนาคูคลอง โดยบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและชุมชน

นายเฉลิมชัย กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน ได้มีมาตรการรับภัยแล้งปี 2562/63 ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2562 ได้แก่ 1) ด้านน้ำต้นทุน โดยมีการจัดทำแผนสำรองน้ำ/แหล่งน้ำสำรอง/ขุดเจาะบ่อบาดาล ในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ การกำหนดปริมาณน้ำจัดสรรในฤดูแล้งให้ชัดเจนและแจ้งให้รับทราบแผน และจัดทำทะเบียนผู้ใช้น้ำจากแหล่งน้ำ เพื่อตรวจสอบข้อมูลการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง 2) ด้านความต้องการใช้น้ำ เพื่อการอุปโภค-บริโภค เพื่อรักษาระบบนิเวศ และเพื่อการเกษตร 3) การติดตามประเมินผล และ 4) การเตรียมการและสร้างการรับรู้ โดยประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ของหน่วยงานและให้ประชาชนทราบ

นอกจากนี้ ยังมีการจ้างแรงงานเกษตรกรช่วงเว้นทำนาปรัง (ระยะเวลาจ้าง 4 – 5 เดือน) รวม 5 จังหวัด คือ ชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ และร้อยเอ็ด จำนวนแรงงานเกษตรกรที่จ้างได้ไม่น้อยกว่า 4,340 คน งบประมาณค่าแรงทั้งหมด 689,814,390 บาท อย่างไรก็ตาม กรมชลประทานได้มีมาตรการเตรียมความพร้อมและแนวทางช่วยเหลือในช่วงภัยแล้งของจังหวัดชัยภูมิ โดยติดตาม วิเคราะห์ แนวโน้มสถานการณ์และสั่งการโดยศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) และเตรียมความพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือ ไว้ให้ความช่วยเหลือ ได้แก่ เครื่องสูบน้ำ และรถบรรทุกน้ำ นอกจากนี้ ยังเตรียมเครื่องจักรเพื่อให้ความช่วยเหลือด้วย

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรได้สำรวจความเสียหายด้านการเกษตรของจังหวัดชัยภูมิ สำรวจพบความเสียหายด้านพืชแล้ว 15 อำเภอ เกษตรกร 97,223 ราย พื้นที่รวม 927,098 ไร่ แบ่งเป็น ข้าว 778,063 ไร่ พืชไร่ 147,856 ไร่ พืชสวนและอื่น ๆ 1,176 ไร่ คิดเป็นวงเงิน 1,037.31 ล้านบาท ซึ่งได้โอนเงินให้กับสำนักงานเกษตรจังหวัด เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. 62 เกษตรกร 86,115 ราย พื้นที่รวม 837,824.25 ไร่ แบ่งเป็น ข้าว 689,575.5 ไร่ พืชไร่ 147,072.75 ไร่ พืชสวนและอื่น ๆ 1,176 ไร่คิดเป็นวงเงิน 938,324,488.50 บาท และอยู่ระหว่างจังหวัดพิจารณาขอรับความช่วยเหลือเพิ่มเติม จำนวน 4 อำเภอ ได้แก่ อ.เมืองชัยภูมิ แก้งคร้อ ภูเขียว และบ้านแท่น เกษตรกร 11,108 ราย พื้นที่ 89,270.75 ไร่ คิดเป็นวงเงิน 99,385,758.50 บาท

อย่างไรก็ตามกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังได้มีการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสถานการณ์ภัยแล้ง อาทิ การเพิ่มปริมาณน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ การปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำนาไม่เหมาะสมตามแผนที่ Agri-map และการสนับสนุนการปลูกพืชใช้น้ำน้อย เป็นต้นด้วย

จากนั้นได้ติดตามนายกรัฐมนตรีตรวจเยี่ยมและรับฟังการรายงานการใช้นวัตกรรมบริหารจัดการการทำไร่อ้อยสมัยใหม่ (Modern Farm) และชมการสาธิตการตัดอ้อย สางใบอ้อย และเก็บใบอ้อย ด้วยวิธีการทำไร่อ้อยสมัยใหม่ (Modern Farm) เพื่อลดการเผาอ้อยและลดค่า PM 2.5 ไร่กุดจอก (ไร่อ้อย) และพบปะพูดคุยกับประชาชน ต.โคกสะอาด อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ อีกทั้งได้ตรวจเยี่ยมโรงเรียนบ้านภูดิน (มิตรผลอุปถัมภ์) ความร่วมมือในรูปแบบโรงเรียนร่วมพัฒนา (Partnership School) ณ ต.โคกสะอาด อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ โดยเยี่ยมชมการเรียนการสอนลักษณะการเรียนรู้จากการปฏิบัติ (Active Learning) เยี่ยมชมนิทรรศการพัฒนาทักษะอาชีพ ได้แก่ การทำน้ำอ้อยคั้นสด การจับจีบผ้า และการทำมาลัยมะกรูดใบเตย เยี่ยมชมการสาธิตการบังคับหุ่นยนต์ (Robotics) โดยเด็กพิเศษ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทักษะการเขียนโปรแกรม (Coding) และเยี่ยมชมแปลงเพาะชำอ้อยของโรงเรียนบ้านภูดิน (มิตรผลอุปถัมภ์)

พืชทางเลือกหลังนา กำไรดี เพิ่มมูลค่านาข้าว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/406450?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

พืชทางเลือกหลังนา กำไรดี เพิ่มมูลค่านาข้าว

25 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
พืชทางเลือก,หลังนา,สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร
เปิดอ่าน 186 ครั้ง

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร แนะพืชทางเลือกหลังนา กำไรดี เพิ่มมูลค่าพื้นที่นาข้าวสิงห์บุรี

25 ธันวาคม  2562 นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงแนวทางบริหารจัดการพื้นที่ตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri – Map) ของพื้นที่จังหวัดสิงห์บุรี

โดยพบว่า มีพื้นที่เหมาะสม (S1/S2) สำหรับปลูกข้าว จำนวน 287,652 ไร่ จากการผลิตข้าวนาปี ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 1,166.22 บาท/ไร่ ข้าวนาปรัง ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 1,072.11 บาท/ไร่ ซึ่งปัจจุบัน พบว่า เกษตรกรมีการปรับเปลี่ยนการทำเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่าอย่างหลากหลายในพื้นที่ช่วงหลังหมดฤดูทำนาหรือทดแทนการทำนาปรัง โดยจะนิยมปลูกพืชหลังนาที่มีอายุสั้น ใช้น้ำน้อย และเป็นที่ต้องการของตลาด อีกทั้งสร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกรเป็นอย่างดี

จากการศึกษาของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 จังหวัดชัยนาท (สศท.7) ถึงพืชทางเลือกหลังนาที่น่าสนใจของจังหวัดสิงห์บุรีมีหลายชนิด อาทิ ถั่วลิสงฝักสด แตงโม ข้าวโพดข้าวเหนียว ถั่วเหลืองฝักสด ซึ่งเกษตรกรนิยมปลูกมากที่สุดในอำเภออินทร์บุรี อีกทั้ง ตลาดยังมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง โดยการซื้อขายผลผลิตจะมีพ่อค้าคนกลางเข้ามารับซื้อจากเกษตรกรถึงแหล่งผลิต รวมถึงเกษตรกรบางรายมีการนำผลผลิตไปจำหน่ายที่ตลาดสำคัญในจังหวัด เช่น ตลาดเกษตรกร และตลาดประชารัฐ เป็นต้น

หากพิจารณาการผลิตสินค้าแต่ละชนิด พบว่าถั่วลิสงฝักสด ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 15,000 บาท/ไร่/รอบการผลิต ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 85-90 วัน ให้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 9,000 บาท/ไร่/รอบการผลิต ราคารับซื้ออยู่ที่ 20 บาท/กก.

แตงโม ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 6,560 บาท/ไร่/รอบการผลิต สามารถปลูกได้เกือบตลอดทั้งปี ช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมต่อการปลูกคือกันยายนถึงมกราคมของปีถัดไป ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 90-100 วัน ให้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 8,440 บาท/ไร่/รอบการผลิต ราคารับซื้ออยู่ที่ 10 บาท/กก.

ข้าวโพดข้าวเหนียว มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 7,060 บาท/ไร่/รอบการผลิต ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 55 – 65 วัน ให้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 2,940 บาท/ไร่/รอบการผลิต ราคารับซื้ออยู่ที่ 10 บาท/กก.

ถั่วเหลืองฝักสด มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 6,070 บาท/ไร่/รอบการผลิต ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 62-65 วัน ให้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 6,530 บาท/ไร่/รอบการผลิต ราคารับซื้ออยู่ที่ 18 บาท/กก.

นายชีวิต เม่งเอียด ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 จังหวัดชัยนาท (สศท.7) กล่าวเสริมว่า  เกษตรกรยังสามารถทำการเกษตรผสมผสานเพื่อสร้างรายได้และให้ผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งยังมีสินค้าทางเลือกอีกหลายชนิดที่น่าสนใจและตลาดมีความต้องการ

ทั้งนี้เช่น ด้านปศุสัตว์ การเลี้ยงแพะเนื้อ (ขุน) มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 85-90 บาท/กก. ระยะเวลาในการเลี้ยง 6 เดือน ซึ่งจะได้น้ำหนักที่ 30-35 กก. เกษตรกรจับขายในราคา 120-125 บาท/กก. ให้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 35 บาท/กก. จะส่งขายให้กับเครือข่ายเกษตรกรเลี้ยงแพะแกะแห่งประเทศไทย ปัจจุบันเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ด้านประมง การเลี้ยงปลาช่อน มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 126,000 บาท/รอบการผลิต ระยะเวลาในการเลี้ยง 6-8 เดือน (ปลาช่อน 10,000 ตัว/รอบการผลิต) ให้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 58,000 บาท/รอบการผลิต มีการจำหน่ายทั้งปลาสดและแปรรูป อีกทั้งจังหวัดสิงห์บุรีมีชื่อเสียงในเรื่องปลาช่อนแม่ลาและเป็นสินค้าที่ขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI)

มีการจัดทำคำสั่งซื้อล่วงหน้ากับผู้รับซื้อ (กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านพัฒนาแม่ลา และตลาดชุมชน ตลาดสุวพันธ์ จังหวัดอ่างทอง) ตลาดรองรับ ได้แก่ ตลาดเทศบาลเมืองสิงห์บุรี ตลาดชัณสูตร ตลาดไม้ดัด ตลาดท่าช้าง ตลาดท่าข้าม ตลาดสดกลาง ตลาดใต้ ตลาดสดวัดกุฎีทองตลาดเกษตรกร ตลาดประชารัฐ และตลาดชุมชนอื่นๆ ทั้งนี้ ท่านที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมด้านข้อมูลพืชทางเลือกในพื้นที่ภาคกลาง สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สศท. 7 โทร.05 640 5007-8 หรืออีเมล zone7@oae.go.th

ประกาศโชว์ศักยภาพวัตกรรมนำการเกษตรเพิ่มประสิทธิภาพ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/406536?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ประกาศโชว์ศักยภาพวัตกรรมนำการเกษตรเพิ่มประสิทธิภาพ

25 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
กรมส่งเสริมการเกษตร,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,ปีใหม่,วิสาหกิจชุมชน,เกษตรกรรุ่นใหม่
เปิดอ่าน 110 ครั้ง

กรมส่งเสริมการเกษตร ลั่นปี 63 เป็นปีแห่งการใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมนำการเกษตรเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต 

25 ธันวาคม 2562 กรมส่งเสริมการเกษตรประกาศปี 2563 เป็นปีแห่งการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมนำการเกษตร ขับเคลื่อนผ่าน 6 แนวทางหลักที่ต้องดำเนินการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ส่งความสุขถึงมือเกษตรกรทุกพื้นที่

โดยนายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่าในปี 2563 กรมส่งเสริมการเกษตร ได้มีการประกาศขับเคลื่อน 6 แนวทางหลัก เป้าหมายสำคัญ คือ การใช้หลักตลาดนำการเกษตรขับเคลื่อนทุกพื้นที่ ใช้นวัตกรรมที่เหมาะสมกับพืชและสถานการณ์ ให้ทุกหน่วยงานในกรมฯ พร้อมปฏิบัติทันที ผ่านสำนักงานส่งเสริมและและพัฒนาการเกษตร ที่ 1 – 6 สำนักงานเกษตรจังหวัด 77 จังหวัด และศูนย์ปฏิบัติการ 50 ศูนย์ โดยหน่วยงานภายในส่วนกลางสนับสนุนการทำงานให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ได้ทำงานอย่างเต็มศักยภาพ ส่งความสุขถึงมือเกษตรกรทุกพื้นที่

สำหรับ 6 แนวทางหลักที่ดำเนินการ ได้แก่ 1. การขยายผลโครงการพระราชดำริ ปัจจุบันได้สร้างต้นแบบเกษตรกรจากโครงการพระราชดำริ ต่าง ๆ และสามารถขยายผลสู่เกษตรกรอื่นในชุมชน กว่า 1,000 คน โดยตัวอย่างผลสำเร็จเกิดจากการขยายผลโครงการบนพื้นที่สูง รวมถึงศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีผลผลิตทางการเกษตรมายมาย ต่อยอดเป็นศูนย์เรียนรู้สำหรับขยายผลให้กับเกษตรกรอื่นๆ ในชุมชน และเครือข่าย

2. การบริหารจัดการสินค้าเกษตรยึดหลักตลาดนำการเกษตร ดำเนินการผ่านโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เช่น แปลงใหญ่กล้วยหอมทอง จ.เพชรบุรี สามารถรวมกลุ่ม มีพื้นที่ 1,401 ไร่ สมาชิก 465 รายมีตลาดรองรับ ทั้งในและนอกประเทศ ใช้นวัตกรรมหลังการเก็บเกี่ยวมาช่วยยืดอายุการส่งออก ทำให้ปัจจุบัน กลุ่มสามารถดำเนินการเป็นสหกรณ์ ได้มีรายได้ที่มั่นคงตลอดทั้งปี ซึ่งชุมชน ได้ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมตัดสินใจ และร่วมรับผลประโยชน์

3. การพัฒนาองค์กร วิสาหกิจชุมชน และเกษตรกรรุ่นใหม่ ได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง สามารถต่อยอดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับชุมชน มีรายได้ นอกเหนือจากการทำการเกษตร ลดความเสี่ยง มีเกษตรกรรุ่นใหม่มาต่อยอดแนวคิด และใช้นวัตกรรมต่างๆ ให้เกิดประโยชน์ในชุมชน เช่น บ้านสวนขวัญ ชุมชนริมคลองบ้านบางขาม ของ จ.ลพบุรี ที่พัฒนาแนวคิดมาจากเกษตรกรรุ่นใหม่ Young Smart Farmer  ที่อยากจะชุมชนให้คนในชุมชนมีรายได้ จึงพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร

4. การสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายและบูรณาการทำงาน การสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร เป็นกลไกสำคัญในงานส่งเสริมการเกษตร ผ่านการจัดงานวันเริ่มต้นฤดูการผลิตใหม่ (Field day) ใน 882 ศพก.และเครือข่าย ทั่วประเทศ ให้ชุมชน วิเคราะห์ปัญหา และมีฐานเรียนรู้ ที่จะนำตัวอย่างความสำเร็จของเกษตรกรในพื้นที่มาเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อนำไปแก้ไข ปรับปรุง พัฒนา ในพื้นที่เกษตรของตัวเอง ตัวอย่าง การจัดงาน Field day การผลิตพริกไทยคุณภาพ ของ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี

5. การช่วยเหลือดูแลและให้บริการแก่เกษตรกร หัวใจสำคัญ คือ ให้เกษตรกร เรียนรู้ที่จะจัดการและป้องกัน แก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้น มีกรมฯ คอยสนับสนุน เช่น ตัวอย่างการจัดการหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด ของ จ.ชัยภูมิ ผ่าน ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน มี ศูนย์ส่งเสริมการอารักขาพืช สนับสนุนแมลงหางหนีบ และ ชุมชนนำไปเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์จนสามารถส่งต่อให้เกษตรกรในพื้นที่ได้เห็นผลในการจัดการศัตรูพืชโดยลดการใช้สารเคมีอีกทางหนึ่งด้วย

6. พัฒนาองค์กร ระบบการทำงาน และบุคลากร การให้ความสำคัญของ การพัฒนาเจ้าหน้าที่เป็นสิ่งที่สะท้อนไปถึงเกษตรกรในพื้นที่ร่วมกันรับผิดชอบต่อสังคม เช่น เกษตรกรรุ่นใหม่ ของ จ.สงขลา ที่มีแนวคิด มะพร้าว zero waste คือ ใช้ทุกส่วนของมะพร้าว แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้  ทั้งหมดภายใต้ 6 แนวทาง เป็นแนวปฏิบัติที่กรมส่งเสริมการเกษตรจะส่งต่อความสุขให้กับเกษตรกรในพื้นที่ อย่างต่อเนื่องตลอดปี 2563 นี้

ทั้งนี้ในช่วงเทศกาลส่งความสุข กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังเปิดจุดบริการต่างๆ ไว้สำหรับนักท่องเที่ยวและผู้เดินทาง โดย กรมส่งเสริมการเกษตร ได้เปิดศูนย์ปฏิบัติการ ต่างๆ ของกรม 21 ศูนย์ ในเส้นทางหลัก ทั้งเหนือ อีสาน ใต้ คอยให้บริการสำหรับ นักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไป ทั้งให้ความรู้ ได้ถ่ายรูป แปลงเกษตรสวยๆ และมีแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่สามารถเข้าชมได้ตลอดทั้งปี ผ่าน Application “ท่องเที่ยวเชิงเกษตร” สามารถดาวโหลดได้ฟรี

สทนช. เปิดเวทีแจงข้อมูลการสร้างเขื่อนหลวงพระบาง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/406522?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

สทนช. เปิดเวทีแจงข้อมูลการสร้างเขื่อนหลวงพระบาง

24 ธันวาคม 2562 – 18:16 น.
เปิดเวทีแจงข้อมูล,สทนช,สร้างเขื่อนหลวงพระบาง,8 จวริมแม่น้ำโขง,สปปลาว
เปิดอ่าน 71 ครั้ง

สทนช. ร่วม คกก.ลุ่มน้ำและผู้แทนภาคประชาชน 8 จว.ริมแม่น้ำโขง เปิดเวทีให้ข้อมูลโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบาง รวบรวมผลกระทบของ ปชช.ริมแม่น้ำโขง ต่อ สปป.ลาว

ที่ ศูนย์ประชุมหนองบึก สหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครพนม จ.นครพนม  สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้จัดเวทีให้ข้อมูลโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบาง สปป.ลาว ตามระเบียบปฏิบัติ ของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง เรื่อง การแจ้ง การปรึกษาหารือล่วงหน้าและข้อตกลง ครั้งที่ 1 ขึ้น โดยมี ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นประธานพิธีเปิด นายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าฯนครพนม กล่าวให้การต้อนรับ โดยมี อธิบดีกรมนโยบายและแผนพลังงาน (ดร.จันสะแหวง บุนยง) สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมการลุ่มน้ำและผู้แทนภาคประชาชนในพื้นที่นครพนม จ.หนองคาย และ จ.บึงกาฬ เข้าร่วม

ดร.สมเกียรติ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการเปิดเวทีให้ข้อมูลโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบางของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ตามระเบียบปฏิบัติ เรื่อง การแจ้ง การปรึกษาหารือล่วงหน้าและข้อตกลง (Procedures for Notification, Prior Consultation and Agreement หรือ PNPCA ว่า เป็นประโยชน์ต่อประชาชนริมแม่น้ำโขง 8 จังหวัดที่อาจได้รับผลกระทบจากโครงการฯ ที่จะได้รับทราบข้อมูลและได้แสดงความคิดเห็นต่อข้อห่วงกังวลต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ส่งผ่านไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการ

ขณะเดียวกันหน่วยงานในพื้นที่ยังจะได้รับทราบข้อมูลองค์ประกอบและการพัฒนาโครงการ รวมถึงเสนอความคิดเห็นต่อข้อกังวลที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งการเปิดเวทีจะมีการให้ข้อมูลโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบาง ของ สปป.ลาว เป็นครั้งแรก ภายหลังจากที่ สปป.ลาว ได้เสนอโครงการผ่านทางคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง โดยสาระสำคัญจะเน้นชี้แจงความเป็นมาของโครงการฯ ระเบียบปฏิบัติ PNPCA ให้ข้อมูลโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบาง สปป. ลาว รวมทั้งชี้แจงสรุปผลรายงานทบทวนทางด้านเทคนิคของโครงการฯ ต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ได้รับทราบข้อมูล การบรรยายสรุปความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศต่อร่างรายงานทบทวนทางด้านเทคนิคของโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบาง สปป. ลาว (Technical Review Report: TRR) รวมทั้งรายงานผลการประชุมเวทีการให้ข้อมูลที่ผ่านมา ตลอดจนรับฟังข้อห่วงกังวลต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากทุกภาคส่วน และส่งให้ สปป.ลาวได้รับทราบผ่านกลไก PNPCA

สำหรับโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบางนับเป็นโครงการลำดับที่ 5 ที่ สปป.ลาว มีแผนจะก่อสร้างบนแม่น้ำโขงสายประธาน ต่อจากโครงการไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี โครงการไฟฟ้าพลังน้ำดอนสะโฮง โครงการไฟฟ้าพลังน้ำปากแบงและโครงการไฟฟ้าพลังน้ำปากลาย ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าวเป็นประเด็นที่ภาคประชาชนและประชาสังคมให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะจังหวัดที่มีพื้นที่ติดแม่น้ำโขงของไทยทั้ง 8 จังหวัด

ดังนั้น สทนช. ในฐานะสำนักเลขาธิการคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย (Thai National Mekong Committee: TNMC) ทำหน้าที่เป็นหน่วยประสานงานภายใต้กรอบความร่วมมือ MRC ได้กำหนดจัดเวทีให้ข้อมูลโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบาง สปป. ลาว ภายในประเทศ 3 ครั้ง เพื่อนำข้อมูลในด้านเทคนิคเกี่ยวกับการก่อสร้างเขื่อนหลวงพระบางจากการประชุมกับ สปป.ลาว ในฐานะประเทศเจ้าของโครงการ และข้อคิดเห็นจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ถ่ายทอดสู่ประชาชนในพื้นที่ รวมถึงรับฟังประเด็นข้อห่วงกังวลต่อผลกระทบสะสมและข้ามพรมแดนของโครงการฯ ต่อพื้นที่ท้ายน้ำต่อคนในท้องถิ่น อาทิ ปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม รวมถึงระบบนิเวศลำน้ำโขง เป็นต้น ที่อาจเกิดขึ้นจากการพัฒนาโครงการ นำไปสู่การกำหนดเป็นท่าทีประเทศไทยเสนอ สปป.ลาว พิจารณา ผ่านสำนักงานเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง กรณีการก่อสร้างโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบางตามลำดับต่อไป ซึ่งเป็นไปตามความตกลงว่าด้วยความร่วมมือเพื่อการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน พ.ศ. 2538 ที่ประเทศสมาชิกมีข้อตกลงร่วมกันที่จะใช้น้ำของระบบลุ่มแม่น้ำโขงอย่างสมเหตุสมผลและเป็นธรรม หากมีการนำน้ำจากแม่น้ำโขงมาใช้ภายในลุ่มน้ำหรือผันน้ำข้ามลุ่มน้ำ ทั้งนี้ สทนช. จะได้ติดตามและร่วมจัดทำแผนปฏิบัติการร่วม (Joint Action Plan) ของโครงการร่วมกับ 4 ประเทศ เพื่อให้การพัฒนาเขื่อนหลวงพระบางเกิดประโยชน์และผลกระทบน้อยที่สุด หรือมีมาตรการอย่างเหมาะสมรองรับการพัฒนาต่อไป” เลขาธิการ สทนช. กล่าว

อ.ส.ค.สุดเจ๋งคว้ารางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น 5 ปีซ้อน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/406528?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

อ.ส.ค.สุดเจ๋งคว้ารางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น 5 ปีซ้อน

24 ธันวาคม 2562 – 18:13 น.
อสค,องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย,รัฐวิสาหกิจดีเด่น
เปิดอ่าน 72 ครั้ง

อ.ส.ค.แรงดีไม่มีตกคว้ารางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น 5 ปีซ้อน โดยปี 62 คว้าองค์กรดีเด่นด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล ประกาศเดินหน้าเสริมเขี้ยวเล็บก้าวสู่ความเป็นเลิศ

24 ธันวาคม 2562 “อ.ส.ค.”แรงดีไม่มีตกคว้ารางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น 5 ปีซ้อน โดยปี 62 นี้คว้ารางวัล “องค์กรดีเด่นด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล”  พร้อมประกาศเดินหน้าเสริมเขี้ยวเล็บองค์กรให้มีประสิทธิภาพ   เตรียมพร้อมก้าวสู่องค์กรที่มีความเป็นเลิศด้านอุตสาหกรรมนมไทยและผู้นำอุตสาหกรรมนมในอาเซียน

 

24 ธันวาคม 2562 ดร.ณรงค์ฤทธิ์   วงศ์สุวรรณ   ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย(อ.ส.ค.)   กล่าวว่า  จากความมุ่งมั่นในการพัฒนาและเสริมสร้างการบริหารจัดการและวัฒนธรรมการทํางานก้าวสู่องค์กรที่มีขีดสมรรถนะสูงด้วยหลักธรรมาภิบาล โดยมุ่งเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันในอาชีพโคนมและอุตสาหกรรมนมไทยอย่างต่อเนื่อง ด้วยการพัฒนาความสามารถบุคลากรทุกระดับ

ทั้งนี้ตั้งแต่ผู้บริหารสายอำนวยการ สายกิจการโคนมและสายอุตสาหกรรมนมให้มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับกลยุทธ์ในการเลี้ยงโคนมที่ได้คุณภาพมาตรฐาน และจัดการความรู้ให้บุคลากรเพื่อมุ่งสู่องค์กรนวัตกรรม (Knowledge Management) เพื่อผลักดันอ.ส.ค.ก้าวสู่วิสัยทัศน์ “นมแห่งชาติภายในปี 2564 ด้วยการบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคลที่ทันสมัย มีความโปร่งใส”และยุทธศาสตร์อ.ส.ค.ระยะ 20 ปี และการก้าวสู่การเป็น “องค์กรที่เป็นศูนย์กลางการบริหารอุตสาหกรรมโคนมของประเทศ” การบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคลยุคใหม่ที่เน้นความทันสมัยและความโปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาล

ด้วยการพัฒนาระบบทรัพยากรบุคคลให้มีความทันสมัยและมีมาตรฐานและมีขีดสมรรถนะสูงพร้อมเข้าสู่ยุค 4.0   จนทำสามารถคว้ารางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่นประเภท “รางวัลพัฒนาองค์กรดีเด่นด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล” ประจำปี 2562 จากพลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในงานประกาศรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่นหรือ SOE Award ประจำปี 2562   ที่จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “พลังรัฐวิสาหกิจไทยสู่มิติใหม่ด้วยดิจิทัล HONOR  THROUGH  DIGITAL TRANSFORMATION”

ทั้งนี้  ที่ผ่านมา อ.ส.ค.ได้รับรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่นด้านการบริหารจัดการสารสนเทศ 2 ปีซ้อนมาแล้ว คือในปี 2558 และปี 2559 และจากการเดินหน้าพัฒนาองค์กรมาอย่างต่อเนื่องทำให้ปีที่ 2560  ได้รับรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่นด้านพัฒนาองค์กรดีเด่นในภาพรวม และ2561 รางวัลพัฒนาองค์กรดีเด่น ด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล และรางวัลความร่วมมือเพื่อการพัฒนาดีเด่น ด้านการยกระดับการบริหารจัดการ และครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 5 ที่อ.ส.ค.สามารถคว้ารางวัลอันมีเกียรติดังกล่าวเป็นผลสำเร็จ

“รางวัลดังกล่าวถือเป็นความภาคภูมิใจของพนักงานอ.ส.ค.เป็นอย่างมากและถือเป็นขวัญกำลังใจสำคัญในการที่อ.ส.ค.จะเดินหน้าขับเคลื่อนพัฒนาองค์กรให้แข่งแกร่งทางด้านธุรกิจ  ควบคู่กับการพัฒนาและส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคนมการพัฒนาอุตสาหกรรมนมไทยให้เป็นที่ยอมรับและเป็นอาชีพที่มั่นคงและยั่งยืนคู่สังคมไทย  โดยเฉพาะการทำหน้าที่ในการส่งเสริมและสืบสานสืบสานโคนมอาชีพพระราชปณิธานให้คงอยู่กับคนไทยตลอดกาล ”ดร.ณรงค์ฤทธิ์    กล่าว

ดร.ณรงค์ฤทธิ์  กล่าวอีกว่า  ที่ผ่านมาอ.ส.ค.ได้มุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพของบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่สายกิจการโคนม ผลิตภัณฑ์นม  โรงงานเพื่อสร้างแบรนด์และการสื่อสารแบรนด์ให้เข้าในชัดเจนมากยิ่งขึ้นตลอดจนสืบสานโคนมอาชีพพระราชทานให้เข้มแข็ง มั่นคง และสามารถสร้างแบรนด์นมไทย-เดนมาร์คให้เป็นที่ยอมรับและครองใจผู้บริโภคอย่างยั่งยืน   ควบคู่กับการบริหารจัดการองค์กรให้เป็นองค์กรที่มีขีดสมรรถนะสูง (HPO) ด้วยหลักธรรมาภิบาล

ทั้งนี้เพื่อเตรียมในการก้าวสู่ผู้นำด้านอุตสาหกรรมนมของประเทศและกำลังก้าวสู่ผู้นำอุตสาหกรรมนมของอาเซียนในอนาคต   อาทิ  การปั้นนักส่งเสริมมืออาชีพหรือสมาร์ทออฟฟิศเซอร์ (Smart Officer) ให้มีความเป็นเลิศและสามารถปฏิบัติงานส่งเสริมการเลี้ยงโคนมได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ทั้งยังมีศักยภาพในการให้ความรู้ด้านระบบการจัดการฟาร์มสมัยใหม่แก่ผู้เลี้ยงโคนม   ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ด้านการบริหารความเสี่ยงที่ดีต้องให้คนในองค์กรที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้มีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ ตรวจสอบ ประเมินความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับองค์กรอยู่เสมอ อีกทั้งร่วมกันวางแผนป้องกันและควบคุมให้เหมาะสมกับภารกิจ เพื่อลดสภาพปัญหาหรือหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่อาจสร้างความเสียหายหรือความสูญเสียให้กับองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่สุด พร้อมดำเนินการวิจัยและพัฒนานำไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าเพิ่ม    ทั้งยังมุ่งสร้างความสามารถการแข่งขันเพื่อเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจ   เช่น ฟาร์มโคนมออร์แกนิก, ศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนม, ศูนย์วิจัย, โรงงานผลิตภัณฑ์นมมาตรฐานสูง, ตลาดจำหน่ายสินค้า  เป็นต้น

กรมชลฯปวดหัวหนักชาวนาลุ่มเจ้าพระยาไม่หยุดปลูกนาปรัง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/406297?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

กรมชลฯปวดหัวหนักชาวนาลุ่มเจ้าพระยาไม่หยุดปลูกนาปรัง

24 ธันวาคม 2562 – 00:04 น.
ปลูกข้าว,นาปรัง,กรมชลประทาน,ลุ่มเจ้าพระยา
เปิดอ่าน 190 ครั้ง

เฉลิมชัย ติดตามฝายคลองท่ากระจายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.สุราษฎร์ แก้ภัยแล้ง ด้านกรมชลฯปวดหัวหนัก ชาวนาลุ่มเจ้าพระยา ไม่หยุดปลูกข้าวนาปรัง

24 ธันวาคม 2562 เฉลิมชัย ติดตามฝายคลองท่ากระจายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.สุราษฎร์ แก้ภัยแล้ง ด้านกรมชลฯปวดหัวหนัก ชาวนาลุ่มเจ้าพระยา ไม่หยุดปลูกข้าวนาปรัง ยังขยายพื้นที่ปลูกอีกกว่า 2.7 แสนไร่ เร่งลงทำความเข้าใจน้ำต้นทุนน้อยมาก

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ตรวจเยี่ยมโครงการฝายคลองท่ากระจายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.คลองพา อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี โดยการก่อสร้างโครงการดังกล่าว มีวัตถุประสงค์ในการจัดหาแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค สนับสนุนระบบประปาหมู่บ้าน ม.1 ต.คลองพา ม.2 ต.สมอทอง อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี ประมาณ 581 ครัวเรือน และจัดหาแหล่งน้ำเพื่อทำการเกษตร พื้นที่ประมาณ 700 ไร่

สำหรับลักษณะโครงการเป็นการก่อสร้างฝายชนิดกล่องหิน (Gabion Mattress) สูง 3.00 เมตร ยาวประมาณ 45.00 เมตร สามารถระบายน้ำหลากได้มากกว่า 569.68 ลบ.ม./วินาที ซึ่งนอกจากจะเป็นแหล่งน้ำสำหรับอุปโภค-บริโภคบรรเทาอุทกภัยแล้ว ยังสามารถเก็บกักน้ำได้ประมาณ 100,000 ลบ.ม.(ที่ระดับเก็บกัก) ได้อีกด้วย

นอกจากนี้ ได้รับฟังการบรรยายสรุปของโครงการประตูระบายน้ำคลองท่ากระจาย ต.ท่าชนะ อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการรุกล้ำของน้ำเค็มในคลองท่าชนะและคลองท่ากระจายในช่วงฤดูแล้ง พื้นที่ ต.สมอทอง ต.คลองพา ต.ท่าชนะ อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี และเก็บกักน้ำจืดสำหรับการอุปโภค-บริโภค ราษฎรประมาณ 1,500 ครัวเรือน และเพื่อทำการเกษตร พื้นที่ประมาณ 11,600 ไร่ ซึ่งกรมชลประทานจะเร่งดำเนินการศึกษาแผนของโครงการ และของบประมาณในการดำเนินการให้เร็วที่สุดต่อไป

“ขอยืนยันว่ารัฐบาลเข้าไปดูแลและแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนทุก ๆ คน และทุกพื้นที่ ซึ่งปัญหาเรื่องน้ำและราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ถือเป็นปัญหาที่พี่น้องเกษตรกรประสบปัญหากันเป็นจำนวนมาก ซึ่งการเข้ามาเป็นรัฐบาลนั้น พร้อมจะเข้ามาแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้มีความยั่งยืน ต้องการให้พี่น้องเกษตรกรมีรายได้และมีราคาพืชผลทางการเกษตรเพิ่มขึ้นอย่างมั่นคงถาวรด้วย” นายเฉลิมชัย กล่าว

นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึง สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง ทั่วประเทศว่า ปัจจุบัน(23 ธ.ค. 62) มีปริมาณน้ำในอ่างฯรวมกัน 47,694 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 63 ของความจุเก็บกักรวมกัน

โดยมีปริมาณน้ำใช้การได้ 23,846 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 46 ของปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 11,264 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 45 ของความจุอ่างฯรวมกัน มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน 4,568 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 25 ของปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน

สำหรับแผนการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2562/2563 (ระหว่าง 1 พ.ย. 62 – 30 เม.ย. 63) เพื่อสนับสนุนการใช้น้ำในเขตชลประทาน มีปริมาณน้ำจัดสรรจากอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 17,620 ล้าน ลบ.ม.(น้อยกว่าปีที่แล้วประมาณ 7,000 ล้าน ลบ.ม.) เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก มีปริมาณน้ำจัดสรรรวมทั้งสิ้น 4,000 ล้าน ลบ.ม.(น้อยกว่าปีที่แล้ว 3,700 ล้าน ลบ.ม.)

ด้านผลการจัดสรรน้ำฤดูแล้งทั้งประเทศ ปัจจุบัน (23 ธ.ค. 62) มีการระบายน้ำตามแผนฯ ไปแล้วจำนวน 4,651 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 26 ของแผนจัดสรรน้ำฯ เฉพาะในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีการระบายน้ำตามแผนฯไปแล้วจำนวน 1,344 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 34 ของแผนจัดสรรน้ำฯ

สำหรับแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2562 ได้วางแผนเพาะปลูกพืชทั้งประเทศ รวมทั้งสิ้น 2.83 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าวนาปรัง 2.31 ล้านไร่ พืชไร่-พืชผัก 0.52 ล้านไร่ ปัจจุบัน(ข้อมูล ณ วันที่ 18 ธ.ค. 62) ได้ทำการเพาะปลูกทั้งประเทศรวม 1.92 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 67 ของแผนฯ แยกเป็นข้าวนาปรัง 1.83 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 79 ของแผนฯ และพืชไร่-พืชผัก 0.10 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 18 ของแผนฯ

เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 22 จังหวัด ไม่มีแผนการเพาะปลูกพืชเนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนมีไม่เพียงพอต่อการสนับสนุนด้านการเกษตร แต่จากการสำรวจพบว่าบางพื้นที่ได้ทำการเพาะปลูกพืชนอกแผนฯ รวมเป็นพื้นที่ประมาณ 1.39 ล้านไร่(เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ที่แล้ว 0.27 ล้านไร่) ส่วนใหญ่ใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติในพื้นที่ของตนเองในการเพาะปลูก

กรมชลประทาน ได้ให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา และคลองสายหลักต่างๆ ตั้งแต่คลองชัยนาท-ป่าสัก คลองระพีพัฒน์ ตั้งแต่ประตูระบายน้ำช่องแค ตำบลพรหมนิมิต อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ประตูระบายน้ำพระศรีเสาวภา อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี

ทั้งนี้เพื่อนำข้อมูลมาสนับสนุนการวางแผนบริหารจัดการน้ำและการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภค ในเขตพื้นที่ลุ่มร้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง เพื่อให้สามารถบริหารจัดการน้ำต้นทุนที่มีอยู่อย่างจำกัด ให้เป็นไปตามแผนการจัดสรรน้ำฤดูแล้ง ได้อย่างเพียงพอ ตลอดจนสามารถสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนหน้าได้อย่างไม่ขาดแคลน

ลุยเต็มสูบแก้แล้งซ้ำซาก อีสานกลาง ระดมสร้างแก้มลิง เขื่อน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/406712?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ลุยเต็มสูบแก้แล้งซ้ำซาก อีสานกลาง ระดมสร้างแก้มลิง เขื่อน

25 ธันวาคม 2562 – 15:17 น.
กรมชลประทาน,แล้งซ้ำซาก,ทองเปลว กองจันทร์,แก้มลิง
เปิดอ่าน 15 ครั้ง

กรมชลฯลุยเต็มสูบแก้ภัยแล้งซ้ำซาก อีสานกลาง ระดมสร้างแก้มลิง เขื่อน ตลอดแนวลุ่มน้ำชี หวังเพิ่มน้ำกว่า500ล้านลบ.ม.เล็งสร้างอุโมงค์ยาว22กม.ผันน้ำเขื่อนศรีนครินทร์

25 ธันวาคม 2562 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำใน 3 เขื่อนขนาดใหญ่ ของพื้นที่ลุ่มน้ำชี 5 จังหวัด อีสานกลาง คือ จ.ชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ และร้อยเอ็ด

พบว่าเขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น มีปริมาณน้ำ 521 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.)หรือร้อยละ 21 ของความจุอ่างฯ ต่ำกว่าปริมาณน้ำที่ใช้การได้ขณะนี้นำน้ำก้นอ่างฯมาใช้ไปแล้วมากกว่า 60 ล้าน ลบ.ม. และเขื่อนจุฬาภรณ์ จ.ชัยภูมิ มีปริมาณน้ำในอ่างฯประมาณ 47 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 28 ของความจุอ่างฯ มีปริมาณน้ำใช้การได้ประมาณ 9.37 ล้านลบ.ม. ปริมาณน้ำค่อนข้างน้อย ดังนั้น เขื่อนทั้ง 2 แห่ง จะส่งน้ำสนับสนุนน้ำได้เฉพาะการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศเท่านั้น งดปลูกพืชฤดูแล้งทุกชนิด

ในขณะที่เขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ ปีนี้มีปริมาณน้ำค่อนข้างมาก ขณะนี้มีอยู่ประมาณ 1,527 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 77 ของความจุอ่างฯ โดยเป็นปริมาณน้ำใช้การได้ประมาณ 1,427 ล้าน ลบ.ม.สนับสนุนน้ำสำหรับทุกกิจกรรมไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้า นอกจากนี้ ยังมีอ่างเก็บน้ำขนาดกลางถึง 13 แห่ง โดยอยู่ในเขตจ.ชัยภูมิ 5 แห่ง จ.ขอนแก่น 6 แห่ง และจ.ร้อยเอ็ด 2 แห่ง ที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่าร้อยละ 30 ของความจุ

ดังนั้น กรมชลประทานต้องวางแผนจัดสรรน้ำอย่างรัดกุม เพื่อให้น้ำที่มีจำกัดพอใช้เฉพาะอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศ ไปจนถึงต้น
ฤดูฝนปีหน้า ดังนี้พื้นที่จ.มหาสารคาม กาฬสินธุ์ และร้อยเอ็ด มีเป้าหมายลดปริมาณใช้น้ำจากเขื่อนอุบลรัตน์ ที่จะส่งไปสนับสนุนการอุปโภคบริโภคในอ.เมืองมหาสารคาม ด้วยการสูบน้ำย้อนกลับจากแม่น้ำชี ที่ส่งมาจากเขื่อนลำปาวมาเติมหน้าเขื่อนวังยาง พร้อมควบคุมระดับน้ำหน้าเขื่อนร้อยเอ็ด ให้อยู่ที่ระดับ +131 ม.รทก. เพื่อให้ระดับน้ำหน้าเขื่อนวังยางอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน

ทั้งนี้ จะติดตั้งเครื่องสูบน้ำแบบย้อนกลับดังกล่าว 4 เครื่อง จะสูบน้ำได้ประมาณวันละ 170,000 ลบ.ม.สูบประมาณ 35 วัน เริ่มสูบกลางเดือนมกราคม 2563 เป็นต้นไป คาดว่าจะทำให้หน้าเขื่อนวังยางเก็บน้ำได้เพิ่มอีก 6 ล้าน ลบ.ม. เพียงพออุปโภคบริโภคของประชาชนเมืองมหาสารคาม ไปจนถึงต้นฤดูฝนปี 2563 จากแนวทางรดังกล่าว จะลดใช้น้ำจากเขื่อนอุบลรัตน์ ได้วันละ 50,000 ลบ.ม. ทำให้เขื่อนอุบลรัตน์มีน้ำเพียงพออุปโภคบริโภคในเขตจ.ขอนแก่น

อย่างไรก็ตาม หากน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคในเมืองมหาสารคามยังไม่พอ ได้วางแผนระบายจากเขื่อนลำปาวช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2563 เนื่องจากเป็นช่วงที่เกษตรกรในพื้นที่รับน้ำของเขื่อนลำปาวไม่ต้องการน้ำทำการเกษตรมาช่วยผ่านประตูระบายน้ำพนังชี มาเติมน้ำหน้าเขื่อนวังยางได้อีกประมาณ 1 ล้าน ลบ.ม. พร้อมทั้งขอความร่วมมือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สร้างการตระหนักรู้ร่วมกันของประชาชนช่วยประหยัดน้ำให้มากที่สุด

สำหรับการแก้ปัญหาระยะยาวนั้น กรมมีแผนพัฒนาปรับปรุงเพิ่มความจุแก้มลิงที่กระจายอยู่สองฝั่งลำน้ำชีให้เต็มศักยภาพ ตั้งเป้าว่าภายในปี 2565 จะพัฒนาแก้มลิงพร้อมอาคารประกอบอีก 129 แห่ง เก็บน้ำได้เต็มศักยภาพรวม 257.96 ล้านลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 171,583 ไร่
นอกจากนี้ กรมชลประทานยังพัฒนาแหล่งเก็บน้ำใหม่เพิ่มขึ้น กำลังก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ 3 แห่ง อยู่ในจ.ชัยภูมิคือ อ่างเก็บน้ำลำสะพุง อ.หนองบัวแดง อ่างเก็บลำน้ำชี อ.บ้านเขว้า และอ่างเก็บน้ำโปร่งขุนเพชร อ.หนองบัวระเหว เก็บน้ำได้รวมกันประมาณ 160 ล้านลบ.ม. มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 127,000ไร่ และตั้งแต่ปี 2562-2565 จะสร้างอ่างเก็บน้ำใน จ.ชัยภูมิอีก 3 แห่ง เช่นกัน ได้แก่ อ่างเก็บน้ำพระอาจารย์จื่อ
อ่างเก็บน้ำห้วยจอมแก้ว และอ่างเก็บน้ำลำเจียง มีความจุรวมกันประมาณ 74 ล้านลบ.ม. เพิ่มพื้นที่รับประโยชน์ได้ 49,000 ไร่
ในอนาคตเมื่อโครงการพัฒนาแหล่งน้ำตามแผนที่กำหนดไว้แล้วเสร็จ ปัญหาขาดแคลนน้ำของ“อีสานกลาง” จะบรรเทาลง

ขณะเดียวกัน“อีสานแห่งกาญจนบุรี”หรือ“อีสานเมืองกาญจน์”พื้นที่ครอบคลุม 5 อำเภอ ในจ.กาญจนบุรี ได้แก่ อ.บ่อพลอย อ.ห้วยกระเจา อ.เลาขวัญ อ.หนองปรือและอ.พนมทวน ก็ประสบปัญหาภัยแล้งเกิดขาดแคลนน้ำยาวนานถึงขั้นไม่มีน้ำเพื่ออุปโภค–บริโภค จัดอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งสูงและซ้ำซาก เนื่องด้วยข้อจำกัดด้านสภาพภูมิประเทศ ที่อยู่บนสันเขาใกล้เส้นแบ่งสันปันน้ำ จึงไม่สามารถพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ได้
การแก้ปัญหาปัจจุบันเป็นการแก้เฉพาะหน้าเร่งด่วน กรมชลประทานสูบน้ำจากคลองท่าล้อ-อู่ทอง ที่มีน้ำท่าสมบูรณ์ไปเติมสระเก็บน้ำ 3 แห่ง คือ สระเก็บน้ำหนองนาทะเลความจุ 2.5 ล้านลบ.ม. สระเก็บน้ำวัดทิพย์สุคนธารามความจุ 1.15 ล้านลบ.ม. และสระเก็บน้ำบ้านหนองมะสังข์ความจุ 400,000 ลบ.ม. รวมทั้งยังเติมให้สระเก็บน้ำอื่นๆที่มีศักยภาพด้วย แต่จะสนับสนุนเฉพาะน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคได้เท่านั้น

อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า การแก้ปัญหาอีสานแห่งกาญจนบุรีระยะยาวนั้น ล่าสุดคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญ ที่มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเร่งศึกษา โครงการผันน้ำจากเขื่อนศรีนครินทร์ เพื่อบรรเทาปัญหาแล้ง จ.กาญจนบุรี เพื่อแก้ปัญหาแล้งซ้ำซากใน 5 อำเภอดังกล่าวให้แล้วเสร็จเดือนมีนาคม 2563 ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ซึ่งกรมชลประทานเป็นหน่วยงานภาคปฏิบัติที่จะร่วมบูรณาการขับเคลื่อนโครงการ

โดยการศึกษาเบื้องต้น แนวทางที่เป็นไปได้คือ สร้างอุโมงค์ผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ ซึ่งมีปริมาณน้ำค่อนข้างมาก ลอดพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสลักพระไปยังอ่างเก็บน้ำลำอีซู ของกรมชลประทานระยะยาว 22 กม. พร้อมระบบท่อส่งน้ำ 14 กม. และคลองส่งน้ำยาว 147 กม. หากโครงการนี้ประสบผลสำเร็จ จะแก้ปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ดังกล่าวได้อย่างยั่งยืนแน่นอน

โควต้านำเข้าหัวพันธุ์มันฝรั่ง เป๊ปซี่-โคล่า อันดับหนึ่ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/406303?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

โควต้านำเข้าหัวพันธุ์มันฝรั่ง เป๊ปซี่-โคล่า อันดับหนึ่ง

24 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
มันฝรั่ง,สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร,โควต้า
เปิดอ่าน 268 ครั้ง

สศก. แจงโควตานำเข้าหัวพันธุ์มันฝรั่งปี 63 พร้อมกำหนดเกณฑ์ราคารับซื้อ มั่นใจ ไม่กระทบราคาขายเกษตรกร 

24 ธันวาคม 2562 นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการบริหารการนำเข้าหัวพันธุ์มันฝรั่ง และหัวมันฝรั่งสดเพื่อแปรรูป ภายใต้ความตกลง WTO ปี 2563

โดยกล่าวว่า ที่ประชุมคณะอนุกรรมการจัดการการผลิตและการตลาดกระเทียม หอมแดง หอมหัวใหญ่ และมันฝรั่ง ครั้งที่ 2/2562 เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2562 ได้เห็นชอบการนำเข้าหัวพันธุ์มันฝรั่งพันธุ์โรงงาน ปี 2563 ครั้งที่ 1 ปริมาณรวม 5,208.75 ตันอัตราภาษีในโควต้าร้อยละ 0 (อัตราภาษีนอกโควตาร้อยละ 125)

โดยกำหนดให้การนำเข้ามีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2563 และจัดสรรให้บริษัททั้ง 3 ราย ได้แก่ บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด  จำนวน 4,347 ตัน  บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ฟู้ดส์ จำกัด จำนวน 850 ตัน และบริษัท ยูนิแชมป์ จำกัด จำนวน 11.75 ตัน

การนำเข้าหัวพันธุ์มันฝรั่ง กำหนดปีละ 3 ครั้ง เพื่อให้เกษตรกรปลูก คือ 1) ช่วงเม.ย. – ก.ค. 2) ช่วง ส.ค. – ต.ค. และ3) ช่วงพ.ย. – ม.ค. (ปีถัดไป) โดยผู้ที่มีความประสงค์ขอนำเข้าหัวพันธุ์มันฝรั่งต้องเป็นนิติบุคคล และต้องจัดทำหนังสือแจ้งความประสงค์ขอนำเข้ามายัง สศก. ภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งเอกสารการนำเข้าประกอบด้วย 1) หนังสือรับรองพื้นที่เพาะปลูก  2) ทะเบียนเกษตรกร 3) ข้อมูลปริมาณหัวพันธุ์ที่สอดคล้องกัน

โดยมีเกษตรจังหวัดหรือสหกรณ์จังหวัดรับรอง  ส่วนในกรณีที่บริษัทนำเข้าหัวพันธุ์มันฝรั่ง เพื่อมาเพาะปลูกในพื้นที่ของตนเอง ให้บริษัททำหนังสือรับรองพื้นที่เพาะปลูกและข้อมูลปริมาณหัวพันธุ์ที่สอดคล้องกัน โดยมีเกษตรจังหวัดหรือสหกรณ์จังหวัดรับรองด้วย ทั้งนี้ ผู้นำเข้าจะต้องจำหน่ายหัวพันธุ์มันฝรั่งโรงงานให้แก่เกษตรกร ในราคาไม่เกินกิโลกรัมละ 35.00 บาท

สำหรับการบริหารการนำเข้าหัวมันฝรั่งสดเพื่อแปรรูป ปี 2563กำหนดอัตราภาษีในโควต้าร้อยละ 27 (อัตราภาษีนอกโควต้าร้อยละ 125) ปริมาณรวม 52,000 ตันกำหนดการนำเข้าในช่วงระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม – 31 ธันวาคม 2563 โดยจัดสรรให้ บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด ปริมาณ 44,750 ตัน บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ฟู้ดส์ จำกัด ปริมาณ 6,750 ตัน และบริษัท ยูนิแชมป์ จำกัด ปริมาณ 500 ตัน  โดยมีเงื่อนไขว่า ผู้นำเข้าหรือผู้แทนผู้นำเข้าจะต้องมีการทำสัญญารับซื้อผลผลิตหัวมันฝรั่งสดเพื่อแปรรูปจากเกษตรกรผู้ปลูกมันฝรั่งภายในประเทศ

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบปริมาณในโควต้าที่ขอขยายเพิ่มเติม อีกปริมาณ 6,400 ตัน โดยจัดสรรให้บริษัทเป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด ปริมาณ 5,400 ตันบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ฟู้ดส์ จำกัดปริมาณ 1,000 ตัน ซึ่งสศก. จะนำเข้าคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์พิจารณา ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบต่อไป ด้านราคารับซื้อ ผู้นำเข้าหรือผู้แทนผู้นำเข้าจะต้องรับซื้อผลผลิตหัวมันฝรั่งสดเพื่อแปรรูปจากเกษตรกร ในราคาไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 14.00 บาท ในช่วงฤดูฝน (ก.ค.-ธ.ค.) และในราคาไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 10.60 บาท ในช่วงฤดูแล้ง (ม.ค.-มิ.ย.)

ขณะที่แนวทางการจัดการสินค้ามันฝรั่ง ในปี 2563 เน้นมาตรการกระจายผลผลิต ในช่วงที่ออกสู่ตลาดมาก อาทิ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ผ่านเครือข่ายสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ ขอความร่วมมือไปยังห้างสรรพสินค้าและโมเดิร์นเทรด พร้อมตรวจสอบสต็อกของผู้ประกอบการเพื่อป้องกันการกักตุนและเก็งกำไร ขณะที่กรมศุลกากร จะดำเนินมาตรการในการปราบปรามการลักลอบการนำเข้าอย่างเข้มงวด

ทั้งนี้ สศก. คาดว่า ปี 2563 (ปีเพาะปลูก 2562/63) มันฝรั่งมีเนื้อที่เพาะปลูก รวมทั้งประเทศ 47,297 ไร่ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 4 ผลผลิตรวม 138,782 ตัน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 8 โดยผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว เฉลี่ย2,943 กิโลกรัมต่อไร่ เพิ่มขึ้น จากปีที่แล้ว 92 กิโลกรัมต่อไร่ หรือร้อยละ 3 โดยเนื้อที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้น

เนื่องจากบริษัทผู้รับซื้อมันฝรั่งมีแผนความต้องการและส่งเสริมให้ขยายการผลิตในปี 61-63 ซึ่งขอเพิ่มโควตานำเข้าหัวพันธุ์มันฝรั่งพันธุ์โรงงาน ส่งผลทำให้มีการขยายพื้นที่เพาะปลูก ประกอบกับสภาพภูมิอากาศเอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโต ของมันฝรั่ง และบริษัทผู้รับซื้อมันฝรั่ง ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้หัวพันธุ์ที่ได้มาตรฐาน ผลผลิตได้ขนาดตามความต้องการ ภาพรวมผลผลิต รวมทั้งประเทศจึงเพิ่มขึ้น ดังนั้น ถึงแม้จะมีการขยายการผลิตและการนำเข้าเพิ่มขึ้น จะไม่ส่งผลกระทบต่อราคาที่เกษตรกรได้รับเนื่องจากมีการรับซื้อตามราคาขั้นต่ำที่คณะอนุกรรมการฯ กำหนดอยู่แล้ว