‘ประมง’เฮ!! ขอบคุณรัฐบาลสนองตอบข้อเรียกร้อง ‘อลงกรณ์’ส่งกลับบ้านชื่นมื่น

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/461175

‘ประมง’เฮ!! ขอบคุณรัฐบาลสนองตอบข้อเรียกร้อง ‘อลงกรณ์’ส่งกลับบ้านชื่นมื่น

วันพฤหัสบดี ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 07.34 น.

เมื่อเวลา 20.30 น.วันที่ 18 ธันวาคม 2562 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับมอบหมายจาก นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เป็นตัวแทนชี้แจงผลการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติต่อข้อเรียกร้องของชาวประมงพาณิชย์ 22 จังหวัด ที่ชุมนุมกันอยู่หน้ากระทรวงเกษตรฯ ว่า ที่ประชุมได้สนองตอบข้อเรียกร้องของชาวประมงตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้ตกลงร่วมกันกับแกนนำชาวประมงทุกข้อ โดยมีบางส่วนที่สามารถดำเนินการได้ทันที ได้แก่การยกเลิก Fleet card การยกเลิกคำสั่งกรมเรื่อง vms รุ่น 2 พร้อมจะเจราจาลดค่าบริการในปีหน้าและไม่มีนโยบายการติด VMS กับเรือต่ำกว่า 30 ตันกรอส การเพิ่มวันทำการประมงปีนี้และปีหน้า มีบางส่วนที่จะต้องนำเข้า ครม.เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนโดยเร็ว ได้แก่สินเชื่อเสริมสภาพคล่อง 10,300 ล้านบาท การนำเรือออกนอกระบบระยะที่2วงเงิน 7,100 ล้านบาท กรณีแก้ปัญหาแรงงาน โดยใช้ ม.83 ทางคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนงานต่างด้าวซึ่งรมต.กระทรวงแรงงาน จะจัดประชุมเห็นชอบในวันที่ 25 ธ.ค.

เรื่องกฏหมายนั้นเราเคารพในข้อตกลงระหว่างประเทศและมาตรฐานไอยูยูแต่ถ้าบทลงโทษที่ผิดหลักมนุษยธรรมจะต้องแก้ไข โดยตนได้รับมอบหมายจาก รมว.เกษตรฯ ให้ไปเจรจากับ EU โดยตรง ที่กรุงบรัสเซล พร้อมตัวแทนชาวประมงในเดือนหน้า ส่วนเรื่องสัตว์น้ำนำเข้านั้นกระทรวงพาณิชย์จะเข้ามาตรวจสอบอย่างเข้มงวดร่วมกับมาตรการของกระทรวงเกษตรฯ เรื่องใบอนุญาตและการตรวจสุขภาพพืชสัตว์ รวมทั้งจะตรวจตามห้องเย็นต่างๆ อย่างเต็มที่

หลังจากเสียงไชโยดีใจอันกึกก้องของผู้ชุมนุม นายอลงกรณ์ ก็ได้อวยพรเดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ โดยแกนนำผู้ชุมนุมได้กล่าวขอบคุณรัฐบาล นายจุรินทร์ และนายเฉลิมชัย ที่ใส่ใจและช่วยแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชาวประมงตลอด 4 – 5 ปีที่ผ่านมา

สศก.แนะปลูกพืชอายุสั้นใช้น้ำน้อยแทนทำนาปรัง นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/461080

news_default

สศก.แนะปลูกพืชอายุสั้นใช้น้ำน้อยแทนทำนาปรัง นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการ

วันพฤหัสบดี ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)  เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ฝนแล้งฝนทิ้งช่วงมิถุนายน – ธันวาคม 2562 พบความเสียหายรวม 19 จังหวัด ซึ่งข้อมูลจากศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ณ วันที่ 11 ธันวาคม พบพื้นที่เสียหาย ด้านพืช 5,203,667 ไร่ แบ่งเป็น ข้าว 4,359,136 ไร่ พืชไร่ 804,664 ไร่ พืชสวนและอื่นๆ 3,866 ไร่ รวมมูลค่าความเสียหาย 5,822.07 ล้านบาท และพบว่าสถานการณ์ภัยแล้งยังส่งผลกระทบต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำทำการเกษตร กระทรวงเกษตรฯมีแผนและมาตรการรองรับ เพื่อช่วยเหลือ และลดผลกระทบจากความเสียหาย โดยใช้ข้อมูลจาก Big Data ด้านการเกษตร ประกอบการตัดสินใจวางแผนผลิตซึ่งปีเพาะปลูก 2562/63  กระทรวงเกษตรฯมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำเพาะปลูก โดยทำแผนจัดสรรน้ำและการปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2562/63 รวมพื้นที่ 7.21 ล้านไร่ทั่วประเทศ แยกเป็น ข้าวนาปรัง (รอบที่ 2)  4.54 ล้านไร่ และพืชไร่ – พืชผัก 2.67 ล้านไร่ รวมทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชที่มีอายุเก็บเกี่ยวสั้น ใช้น้ำน้อยเพื่อช่วยประหยัดน้ำ อีกทั้งลดปัญหาการแย่งชิงน้ำเพื่อการเกษตร ซึ่งเป็นการลดผลกระทบจากภัยแล้งได้ในระดับหนึ่ง

ด้านนายพลเชษฐ์ ตราโช ผู้อำนวยการกองนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตร สศก. กล่าวว่า จากการศึกษาถึงแนวทางการบริหารจัดการเขตเกษตรเศรษฐกิจระดับภาค โดยใช้ Agri-Map และ Big data พบว่า พืชทางเลือกที่เกษตรกรสามารถปรับเปลี่ยนจากการทำนาปรังมาเป็นพืชอายุสั้นใช้น้ำน้อย โดยเฉพาะกลุ่มพืชผักสวนครัวเพาะปลูกได้ทุกภูมิภาค อาทิ คะน้า ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 55 วัน/รอบ ให้ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 13,050 บาท/ไร่/รอบ  กวางตุ้ง ระยะเวลาเก็บเกี่ยว40 วัน/รอบ ให้ผลตอบแทนสุทธิ18,082 บาท/ไร่/รอบ ถั่วฝักยาว ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 80 วัน/รอบ ให้ผลตอบแทนสุทธิ 7,836 บาท/ไร่/รอบ แตงกวา ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 35 วัน/รอบ ให้ผลตอบแทนสุทธิ 9,934 บาท/ไร่/รอบ มะระจีน ระยะเวลาเก็บเกี่ยว50 วัน/รอบ  ให้ผลตอบแทนสุทธิ 12,792 บาท/ไร่/รอบ และ พริก ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 70 วัน/รอบ ให้ผลตอบแทนสุทธิ 20,682 บาท/ไร่/รอบ สำหรับผลผลิตในกลุ่มพืชผัก นอกจากจะใช้บริโภคในครัวเรือนเพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหารแล้ว ในตลาดยังมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง  อีกทั้ง สามารถต่อยอดการตลาดให้กลุ่มแปรรูป หรือโรงงาน เพื่อบรรจุภัณฑ์เพิ่มมูลค่าจำหน่ายโดยสามารถบริหารจัดการให้เชื่อมโยงตลาดจากพ่อค้าคนกลางในท้องที่จนถึงโรงงานแปรรูป

‘เฉลิมชัย’ถกม็อบประมง เพิ่มจำนวนวันออกจับปลา รับปากงบผ่าน-ขอซื้อเรือคืน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/461149

news_default

‘เฉลิมชัย’ถกม็อบประมง เพิ่มจำนวนวันออกจับปลา รับปากงบผ่าน-ขอซื้อเรือคืน

วันพฤหัสบดี ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เปิดเจรจา “ชาวประมง-รมว.เกษตรฯ” ราบรื่นภาครัฐขยายจำนวนวันออกทะเลจับปลาตามคำร้องขอ ทั้งรับปากเร่งซื้อเรือที่จะออกนอกระบบหลังงบประมาณปี’63 มีผลบังคับใช้ ทั้งยังเล็งจะปล่อยเงินกู้ใช้หมุนเวียนในการทำธุรกิจด้วยที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อบ่ายวันที่ 18 ธันวาคม นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรประชุมร่วม สมาคมประมงแห่งประเทศไทยและสมาคมประมง 22 จังหวัดชายทะเล ที่มาปักหลักชุมนุมหน้ากระทรวงเกษตรฯเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือในหลายประเด็น

หลังแล้วเสร็จการประชุม รมว.เกษตร เผยว่า สามารถหาข้อสรุปได้ในหลายประเด็นได้แก่ การจ่ายค่าชดเชยการนำเรือประมงออกนอกระบบทั้งเรือประมงขาว-แดงและเรือของชาวประมงที่ประสงค์จะประกอบอาชีพอื่นซึ่งชี้แจงว่า รัฐบาลตั้งงบประมาณปี 2563 ขณะนี้รอให้ร่างพ.ร.บ. งบประมาณ พ.ศ. 2563 ผ่านก่อนจึงจะจ่ายค่าชดเชยได้

ส่วนการเพิ่มวันทำการประมงนั้น กรมประมงกำลังรวบรวมวันที่เหลือจากเรือที่ไม่ได้ออกทำประมงระหว่างปีมาออกมาหาค่าเฉลี่ยเพื่อเพิ่มวันทำประมงให้ เบื้องต้นเรื่ออวนลากจะได้เพิ่ม 30 วัน ส่วนเรือทั่วไปจะไม่จำกัดวันทำการประมง การติด VMS ในเรือที่มีอัตราต่ำกว่า 30 ตันกรอสนั้น กรมประมงยืนยันว่า ยังไม่มีนโยบายให้ติด VMS สำหรับเรือที่ติด VMS รุ่นเดิมแล้วให้สามารถใช้ต่อได้เพื่อไม่ให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ขณะนี้นำเสนอโครงการเงินกู้เป็นทุนหมุนเวียนแก่ชาวประมงไปยังเลขาธิการครม. แล้วเพื่อนำเข้าสู่ที่ประชุมครม. พิจารณาต่อไป

สำหรับข้อกังวลของชาวประมงเกี่ยวกับการแก้ไข พ.ร.ก. ประมงนั้นจะตั้งคณะกรรมการร่วมกันระหว่างภาครัฐและผู้แทนชาวประมงเพื่อศึกษาว่า มีข้อใดเป็นอุปสรรคในการประกอบอาชีพและจำเป็นต้องแก้ไข แต่ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามกรอบของการทำประมงที่ปราศจากการกระทำผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU) ยืนยันว่า ขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ และกรมประมงออกกฎหมายที่ผ่อนคลายให้การทำประมงนั้นสะดวกขึ้นซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งต่อประมงพื้นบ้านและประมงพาณิชย์ โดยคณะกรรมการศึกษาจะศึกษาผลกระทบจากกฎหมายปัจจุบันและวางแนวทางแก้ไขให้เสร็จสิ้นใน 45 วัน

นายเฉลิมชัยกล่าวต่อว่า โครงการจำหน่ายน้ำมันดีเซลสำหรับชาวประมงในเขตต่อเนื่องของราชอาณาจักรซึ่งกรมสรรพสามิตจะให้บริษัทจำหน่ายน้ำมันบังคับให้ชาวประมง ต้องจ่ายเงินผ่านบัตรฟรีทการ์ด (Fleet Card) ซึ่งจะทำให้สร้างความเดือดร้อนให้ชาวประมงเพิ่มขึ้น ได้ประสานงานกับอธิบดีกรมสรรพสามิตแล้วซึ่งได้รับการชี้แจงว่า เป็นเพียงแนวคิด ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น ส่วนการการจ่ายเงินแก่แรงงานประมงผ่านบัญชีธนาคารและปัญหาการขาดแคลนแรงงานนั้น ทางกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานรับไปพิจารณา โดยวันนี้คณะอนุกรรมการแรงงานจะพิจารณา มาตรา 83 จากนั้นจะนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการแรงงานชุดใหญ่ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเป็นประธานในวันที่ 25 ธันวาคมนี้

“การหาเป็นไปด้วยความราบรื่น ขอยืนยันว่า กระทรวงเกษตรฯ ดำเนินการโดยไม่ละเมิดกรอง IUU Fishing ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีห่วงใยปัญหาชาวประมงอย่างยิ่งจึงสั่งการด่วนที่สุดให้ประชุมคณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติในเวลา 18.00 น. มอบหมายรมว. เกษตรฯ เป็นประธาน โดยย้ำให้พิจารณาผ่อนคลายกฎหมาย ประกาศ และระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการทำประมงเพื่อให้ชาวประมงสามารถประกอบอาชีพต่อไปได้” นายเฉลิมชัย กล่าวย้ำ

ขณะที่ นายมงคล สุขเจริญคณา ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทยกล่าวว่า พึงพอใจในการหารือร่วมกับรมว. เกษตรฯ จากนี้จะได้แจ้งแก่ชาวประมงว่า ปัญหาต่างๆ นั้น จะได้รับการแก้ปัญหาในเร็ววัน มีกรอบเวลาดำเนินการชัดเจน โดยรมว. เกษตรฯ รับปากว่า จะไม่มีกฎหมายลูกที่เป็นอุปสรรคต่อการทำประมงหรือมีโทษรุนแรงเกินกว่าที่สหภาพยุโรป (EU) กำหนด ทั้งนี้กฎหมายที่ไม่มีความจำเป็นต้องยกเลิกหรือแก้ไขให้อัตราโทษไม่ให้รุนแรงกว่าสากล ซึ่งมีทั้งกฎหมายของกรมเจ้าท่าและกฎหมายกรมสวัสดิการแรงงานและสังคม

ทั้งนี้ ชาวประมงทั้งประเทศ ยืนยันว่า พร้อมจะร่วมมือกับรัฐบาลในการแก้ปัญหา IUU เนื่องจากหากดำรงความสมบูรณ์ของทรัพยากรสัตว์น้ำไว้ได้จะทำให้อาชีพประมงยั่งยืน ส่วนปัญหาราคาสัตว์น้ำตกต่ำนั้น รมว. เกษตรฯ แจ้งว่า จะหารือกับกับกระทรวงพาณิชย์โดยเร็วที่สุด

“แม้ผลการหารือเป็นที่น่าพอใจในระดับหนี่ง แต่ยังไม่ได้ข้อยุติ ชาวประมงที่มาชุมนุมสาธารณะจึงจะยังไม่สลายการชุมนุม โดยจะรอผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติที่ รมว. เกษตรฯ เป็นประธานในเวลา 18.00 น. วันนี้ หากได้ข้อสรุปที่ชัดเจนคาดว่า จะเดินทางกลับภูมิลำเนาในเวลาประมาณ 20.00 น.” นายมงคลกล่าว

รายงานข่าวจากกระทรวงเกษตร แจ้งว่า จากการสอบถามแกนนำบางคนยืนยันว่าจะเดินทางกลับภูมิลำเนาในเวลา21.00นทั้งหมดภายในวันนี้อย่างแน่นอนแม้จะไม่ได้ตามข้อเรียกร้องทั้งหมดแต่ก็ถือว่ารัฐบาลจริงใจในกาคแก้ปัญหา

รายงานพิเศษ : อุโมงค์ผันน้ำ…อีกศาสตร์พระราชาแก้ปัญหาภัยแล้ง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/461083

รายงานพิเศษ : อุโมงค์ผันน้ำ…อีกศาสตร์พระราชาแก้ปัญหาภัยแล้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

โครงการอุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลสงเปลือย อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นอีก “ศาสตร์พระราชา” ที่กรมชลประทานได้สืบสาน ต่อยอด และขยายผลใช้แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในพื้นที่ต่างๆของประเทศ

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรที่อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2535 ได้ทอดพระเนตรสภาพภูมิประเทศลำพะยัง ที่บ้านกุดตอแก่น รวมถึงสภาพความยากลำบากของราษฎรและการขาดแคลนน้ำเนื่องจากขาดระบบชลประทาน จึงพระราชทานแนวพระราชดำริให้กรมชลประทานพิจารณาดำเนินการพัฒนาลุ่มน้ำลำพะยังตอนบน

กรมชลประทานได้น้อมนำแนวพระราชดำริดังกล่าวมาดำเนิน โครงการพัฒนาลุ่มน้ำลำพะยังตอนบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยดำเนินงานหลักๆ 2 ส่วน คือ ส่วนแรก เป็นการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำลำพะยังตอนบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ บ้านนาวี ตำบลสงเปลือย อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ เริ่มก่อสร้างปี 2537 แล้วเสร็จในปี 2538 ซึ่งเดิมสามารถกักเก็บน้ำมีความจุ 3.50 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) ก่อนจะปรับปรุงขยายเพิ่มเป็น 4.00 ล้าน ลบ.ม.ในปี 2543 มีพื้นที่เกษตรกรรมได้รับประโยชน์ประมาณ 4,600 ไร่ และส่วนที่ 2 เป็นการก่อสร้าง อุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ครอบคลุมพื้นที่ 2 จังหวัด คือ จังหวัดกาฬสินธุ์และมุกดาหาร โดยเริ่มก่อสร้างในปี 2546 แล้วเสร็จในปี 2549

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า โครงการอุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นศาสตร์บริหารจัดการน้ำโดยผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำห้วยไผ่ อำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งมีปริมาณน้ำมาก มายังอ่างเก็บน้ำลำพะยังตอนบน อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งมีปริมาณน้ำน้อย จากนั้นก็กระจายน้ำให้พื้นที่การเกษตรของลุ่มน้ำลำพะยังตอนบน สร้างประโยชน์ครอบคลุมพื้นที่ในเขตอำเภอเขาวงมากถึงประมาณ 12,000 ไร่ และยังทำให้ข้าวมีผลผลิตเพิ่มมากขึ้นถึง 2-3 เท่า นับเป็นความสำเร็จจากอุโมงค์ผันน้ำที่มาจากพระอัจฉริยภาพของในหลวง รัชกาลที่ 9 ในด้านบริหารจัดการน้ำ อันสอดรับกับคำว่า “ลำพะยังภูมิพัฒน์” ซึ่งหมายถึง “อุโมงค์ผันน้ำที่นำความเจริญมาสู่แผ่นดินลุ่มน้ำลำพะยัง”

ดร.ทองเปลว กองจันทร์

จากศาสตร์พระราชาด้วยการสร้างอุโมงค์ผันน้ำดังกล่าว กรมนำมาต่อยอดขยายผลแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และพื้นที่ใกล้เคียง โดยดำเนิน “โครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา” จ.เชียงใหม่ ซึ่งอยู่ระหว่างก่อสร้าง ซึ่งโครงการนี้ เป็นการพัฒนาลุ่มน้ำปิงตอนบนซึ่งมีลุ่มน้ำสาขาสำคัญๆ 3 ลุ่มน้ำคือ ลุ่มน้ำแม่กวง ลุ่มน้ำแม่งัดและลุ่มน้ำแม่แตง ด้วยการเจาะอุโมงค์ส่งน้ำเพื่อส่งน้ำจากลำน้ำแม่แตง ในส่วนที่เกินความต้องการช่วงฤดูฝนระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงพฤศจิกายน ประมาณ 113 ล้านลบ.ม.ต่อปี ไปยังอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลและผันน้ำส่วนเกินของอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล ประมาณ 47 ล้านลบ.ม.ต่อปี ผ่านอุโมงค์ส่งน้ำไปยังอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา รวมปริมาณน้ำที่ผันประมาณ 160 ล้านลบ.ม.ต่อปี ซึ่งจะเพียงพอกับความต้องการ นอกจากนี้ กรมชลประทานยังจะดำเนินโครงการส่งน้ำจากอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล กลับไปยังระบบส่งน้ำของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่แตง เพื่อสนับสนุนให้พื้นที่การเกษตรในลุ่มน้ำแม่แตงในฤดูแล้งประมาณ 25 ล้านลบ.ม. ต่อปีทำให้ประชาชนที่อยู่ทั้ง 3 ลุ่มน้ำย่อยของลุ่มน้ำปิง ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้

ลุ่มน้ำเจ้าพระยาเป็นอีกลุ่มน้ำหนึ่งที่กรมชลประทานมีแผนที่จะนำศาสตร์พระราชาดังกล่าวมาแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ โดยดำเนิน “โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล” เพื่อแก้ไขและบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาประเมินผลกระทบสิ่งแวล้อม(EIA) ซึ่งเขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก เป็นแหล่งน้ำต้นทุนของลุ่มเจ้าพระยา มีความจุ 13,462 ล้าน ลบ.ม. แต่จากสภาพอากาศแปรปรวนทำให้ฝนตกท้ายเขื่อน น้ำไม่ไหลลงเขื่อน ทำให้เขื่อนภูมิพลยังเหลือช่องว่างเก็บน้ำได้อีกไม่น้อยกว่า 4,000 ล้านลบ.ม. ดังนั้น กรมเริ่มศึกษาโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพลดังกล่าว ซึ่งแนวทางเป็นไปได้มากที่สุดคือ การผันน้ำจากแม่น้ำยวม จ.แม่ฮ่องสอน มากักเก็บไว้ที่เขื่อนภูมิพล โดยสร้างอุโมงค์ผันน้ำความยาวประมาณ 60-68 กิโลเมตร จากแม่น้ำยวม มาลงแม่น้ำปิง บริเวณ บ้านแม่งูด อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ จากนั้นให้ไหลตามแรงโน้มถ่วงโลกลงสู่เขื่อนภูมิพล

“โครงการดังกล่าวหากทำสำเร็จจะสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำให้ลุ่มเจ้าพระยา แม้จะใช้เงินลงทุนสูงประมาณ 60,000-70,000 ล้านบาท แต่คุ้มค่าและมีผลกระทบน้อย โดยจะสร้างความมั่นคงให้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภคอีกปีละ 300 ล้านลบ.ม. คิดเป็นมูลค่า 3,270 ล้านต่อปี ทำให้เปิดพื้นที่นาในเขตลุ่มเจ้าพระยาได้อีก 1.6 ล้านไร่ สนับสนุนน้ำการเกษตรในฤดูแล้งเพิ่มขึ้น 160,000 ไร่ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 845 ล้านบาทต่อปี สิ่งสำคัญอีกส่วนหนึ่ง คือ ช่วยเพิ่มกำลังผลิตกระแสไฟฟ้าให้โรงไฟฟ้าท้ายเขื่อนภูมิพล อีกประมาณ 417 ล้านหน่วยต่อปี คิดเป็นมูลค่า 1,147 ล้านบาทต่อปี” ดร.ทองเปลว กล่าว

อีกโครงการหนึ่งที่นำศาสตร์พระราชาในการสร้างอุโมงค์ผันน้ำฯไปปรับใช้คือ โครงการผันน้ำจากเขื่อนศรีนครินทร์ เพื่อบรรเทาปัญหาแล้งใน 5 อำเภอ ของจ.กาญจบุรี ได้แก่ บ่อพลอย
ห้วยกระเจา เลาขวัญ หนองปรือและพนมทวน เป็นพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้งซ้ำซาก ถ้าผันน้ำจากเขื่อนศรีนครินทร์ ซึ่งมีปริมาณน้ำแต่ละปีค่อนข้างมากมาช่วยพื้นที่ดังกล่าวจะแก้ปัญหาภัยแล้งได้อย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม โครงการอยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.)

“เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ปัญหาน้ำที่เกิดขึ้นก็สามารถแก้ไขได้อย่างยั่งยืนด้วย “ศาสตร์พระราชา”

กษ.ส่งต่อนวัตกรรมไส้เดือนฝอย ให้เกษตรกรผลิตใช้กำจัดแมลง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/461081

news_default

กษ.ส่งต่อนวัตกรรมไส้เดือนฝอย ให้เกษตรกรผลิตใช้กำจัดแมลง

วันพฤหัสบดี ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข  สลักเพ็ชร์  อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า นอกจากงานวิจัยและพัฒนาปรับปรุงพันธุ์พืช กรมยังมีภารกิจสำคัญเป็นหน่วยงานวิจัยพัฒนาสารชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช เพื่อเป็นทางเลือกให้เกษตรกรลดใช้สารเคมี ชีวภัณฑ์ไส้เดือนฝอยสายพันธุ์ไทย เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีของกรมที่มีประสิทธิภาพกำจัดแมลงศัตรูพืชได้หลายชนิด โดยไส้เดือนฝอยจะเข้าไปขยายพันธุ์ในตัวแมลง จนแมลงเหลือแต่ซากไส้เดือนฝอยจะเคลื่อนที่ลงมาในดินเพื่อรอแมลงเป็นเหยื่อรายใหม่ต่อไป ถ้าไม่สามารถเข้าถึงตัวแมลงได้จะอาศัยอยู่นิ่งๆ ในดินมีชีวิตอยู่ได้ประมาณ 6 เดือน แต่ถ้าดินมีความชื้นเล็กน้อยแสงแดดส่องไม่ถูกตัวไส้เดือนฝอยจะอยู่ได้นานเป็นปี จึงเป็นเสมือนนักรบใต้ดินที่ป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืชไม่ให้เข้าทำลายพืช

ทั้งนี้ กรมพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตขยายไส้เดือนฝอยอย่างง่ายระดับเกษตรกรทำใช้เอง รวมทั้งพัฒนาวิธีเพาะขยายชีวภัณฑ์ไส้เดือนฝอยในโรงผลิตขยายระดับชุมชน ในรูปแบบ
โรงผลิตขยายขนาดเล็กโครงสร้างน็อกดาวน์ที่ขนย้ายและประกอบติดตั้งง่าย โดยโรงผลิตขยายชีวภัณฑ์ไส้เดือนฝอยจะช่วยให้การเพาะเลี้ยงไส้เดือนฝอยแบบทำใช้เองประสบผลสำเร็จดีขึ้น ในระดับชุมชน มีกระบวนการเพาะเลี้ยงแบบง่าย สามารถผลิตไส้เดือนฝอยในโรงผลิตดังกล่าวได้จำนวนมาก เกษตรกรนำชีวภัณฑ์ไส้เดือนฝอยไปใช้ทดแทนสารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัยต่อผู้ใช้ ผู้บริโภคและสภาพแวดล้อม ช่วยลดต้นทุนการผลิตจากการใช้สารเคมีได้ถึง 3,000–4,000 บาท/ไร่/ครั้ง ช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร 12,000 บาท/ไร่/ครั้ง โรงผลิตขยายชีวภัณฑ์ไส้เดือนฝอยกำจัดแมลง เป็นนวัตกรรมเพื่อชุมชนเกษตรปลูกพืชปลอดภัยสามารถผลิตไส้เดือนฝอยได้มากพอที่ใช้พ่นกำจัดแมลงครอบคลุมพื้นที่ปลูก 30 ไร่  มีค่าใช้จ่ายเพาะขยายไม่เกิน 100 บาท/ไร่ กรมฯมีเป้าติดตั้งโรงผลิตชีวภัณฑ์ไส้เดือนฝอยสายพันธุ์ไทยให้เกษตรกรในพื้นที่ 100 โรง ปัจจุบันติดตั้งแล้ว 65 โรง
ขณะนี้อยู่ระหว่างประเมินเกษตรกรต้นแบบที่จะรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตรวมทั้งความเหมาะสมของพื้นที่ที่จะติดตั้ง

ซอกแซกอาเซียน : 19 ธันวาคม 2562

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/461082

566101

ซอกแซกอาเซียน : 19 ธันวาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อต้นเดือนที่แล้ว ผมได้รับเชิญจากกระทรวงกสิกรรมและป่าไม้ สปป.ลาว ให้ไปร่วมพิธีส่งมอบข้าวและแจกจ่ายแก่ประชาชนผู้ประสบภัยพายุไต้ฝุ่นโพดุล ในแถบตอนใต้ของประเทศสปป.ลาว ท่านผู้อ่านคงจำได้นะครับว่าพายุลูกนี้ เป็นลูกเดียวกันกับที่ถล่มประเทศไทยเราจนน้ำท่วมหนักในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดใกล้เคียง ที่มีคนบอกว่าในรอบห้าสิบปีเพิ่งเคยเจอ จนมีดาราดังออกมาระดมเงินบริจาคช่วยเหลือประชาชนนั่นแหละ ที่ สปป.ลาวก็ประสบกับปัญหาน้ำท่วมหนัก เนื่องจากเป็นเส้นทางพายุลูกเดียวกัน และแขวงที่ผมไปร่วมงานนั้นก็คือ แขวงสาละวัน ซึ่งตั้งอยู่ติดกับแขวงจำปาสัก และแขวงอัตตะปือ ดังนั้น การเดินทางไปร่วมงานของผมก็ใช้วิธีไปทางลัด กล่าวคือ แทนที่จะขึ้นไปเวียงจันทน์และลงมาใต้ ก็ใช้วิธีเหมือนที่เคยไปอัตตะปือครั้งก่อน คือ ขึ้นเครื่องบินไปลงอุบลราชธานี แล้วต่อรถแท็กซี่ไปด่านช่องเม็ก ชายแดนไทยลาว จากนั้น ทางกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมของ สปป.ลาวก็ส่งรถตู้มารับเดินทางต่อไปครับ

ตอนแรกผมเข้าใจว่าเราจะต้องเดินทางไปเมืองหลวงของแขวงสาละวัน ซึ่งดูในแผนที่แล้วระยะทางจากเมืองปากเซเดินทางเข้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือลึกเข้าไปไม่ต่างจากเมืองอัตตะปือที่เคยไป นั่นหมายถึงต้องใช้เวลาเดินทาง 3-4 ชั่วโมง เพราะเป็นทางวกวนไปตามภูเขา แต่เอาเข้าจริง เมืองที่เขาจัดพิธีการส่งมอบข้าว กลับเป็นเพียงอำเภอหนึ่งของแขวงสาละวัน ที่ภาษาลาวเรียกว่า “เมือง” คือ เมืองโขงเซโดน ซึ่งตั้งอยู่บนถนนหลักหมายเลข 13 ที่เป็นถนนเส้นเดียวเชื่อมนครหลวงเวียงจันทน์เลียบแม่น้ำโขงลงมาทางใต้ของประเทศ นั่นหมายถึงเขตพื้นที่แขวงสาละวันก็อยู่ติดชิดชายแดนไทยโดยมีแม่น้ำโขงเป็นเขตกั้น และถ้าเดินทางข้ามภูเขาจากเมืองโขงเซโดน มาทางทิศตะวันตกหรือชายแดนไทยจุดตรงข้ามเขตแดนแม่น้ำโขงก็คือแถวๆ ผาแต้ม อำเภอโขงเจียมนั่นเองครับ ตอนกินข้าวกลางวันหลังพิธีการเสร็จ ท่านนายอำเภอ (หรือเจ้าเมือง) ยังพูดให้ผมฟังว่าถ้ามีเวลาอยากจะพานั่งรถไปเที่ยวชายโขงฝั่งลาว ซึ่งสวยมาก แต่ก็ไม่ได้ไปจริง เพราะไม่มีเวลา

วันแรกหลังจากที่พวกเราขึ้นรถตู้จากช่องเม็ก เดินทางผ่านปากเซ เมืองใหญ่ ก็ต่อเลยไปยังเมืองโขงเซโดนทันที และใช้เวลาไม่นาน เพราะไม่ได้เดินทางลึกเข้าไปดังที่ได้กล่าวแล้ว เมืองโขงเซโดนเป็นอำเภอเล็กๆ มีบ้านสลับร้านค้าสองฟากถนนหลักแบบหลวมๆ ตึกแถวใหญ่ไม่มี พวกเรารวมทั้งเจ้าหน้าที่ลาว 6-7 คน ที่มารับก็พักกันที่โรงแรมเล็กๆ ระหว่างทาง ราคาระดับ 500-600 บาท ไม่มีอาหารเช้า ข้าราชการผู้ใหญ่ลาวก็คงพักกันในโรงแรมขนาดเดียวกันในที่อื่นกระจายกันไป ตกเย็นเขาก็นัดไปรับประทานอาหารเย็น ซึ่งตอนนี้ก็ได้พบกับท่านรองอธิบดีกรมแผนการและการเงิน ที่ผมคุ้นเคยมาร่วมรับประทานอาหารด้วย เจ้าภาพอาหารมื้อเย็นนี้ก็คือท่านหัวหน้าแผนกแรงงานและสวัสดิการสังคม ของแขวงสาละวัน ความจริงการไปงานลักษณะเช่นนี้ เวลารับประทานอาหาร ทุกครั้งผมเองก็เกรงใจเขาที่ต้องมารับรอง ก็พยายามถามไถ่ถามเขาว่าจะขอแชร์ด้วย แต่ส่วนมากเขาไม่ยอม แต่สำหรับอาหารเย็นวันนั้น ดูช่างกระจุ๋มกระจิ๋มและแสนง่าย จนต้องชมในความพอเพียงของเขาจริงๆ ครับ เพราะข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของเขาไปนั่งร้านขายไก่ย่างข้างทาง ซึ่งมีอยู่หลายร้าน แล้วก็สั่งไก่ย่างที่เสียบไม้เป็นตัวสับมาเป็นจานๆ หลายชุด และอีกอย่างคือตำถั่วฝักยาว (เหมือนส้มตำมะละกอ) กินกับข้าวเหนียวที่ใส่มาในกระติ๊บ เสริมด้วยปลาหลดย่างอีก 2-3 ไม้เท่านั้นแหละครับ ใช้มือแกะกินกันอย่างเอร็ดอร่อย จนอิ่มกันถ้วนทั่ว ใช้เวลาเพียงประมาณชั่วโมงเดียวก็แยกย้ายกันกลับโรงแรม ไม่มีเหล้า เบียร์ใดๆ มีแต่ขวดน้ำเปล่า พอถึงโรงแรมผมก็ขึ้นไปพักผ่อน จนกระทั่งเช้าจึงมารู้ว่าความจริงคือ การกินอาหารเย็นมื้อนั้น ถือเป็นการกินแบบออร์เดิร์ฟเป็นรอบลองไฟเท่านั้นรอบจริงของเขา ซึ่งเขาไม่เรียกผมไปด้วยทราบภายหลังว่าเขาเกรงใจ คือเขานัดแนะไปต่อกันแบบลูกทุ่งแท้ หมายถึงไปนั่งต่อกันร้านขายเหล้า เบียร์ในอำเภอนั้นแหละกินเบียร์ “เขยลาว” กัน แต่สำหรับกับแกล้มได้ยินว่าใครคนหนึ่งไปได้ปลาไหลมาจากไหนไม่ทราบ ต้มได้หม้อใหญ่ แล้วปรุงกันเองในครัวของร้านนั้นเอง เล่นเบียร์กันเสียดึกดื่นจนคนแอปเตอร์ของผมที่ไปด้วยกันและถูกเชิญไปต่อด้วย บอกต้องขอตัวหยุดพักกันเลยทีเดียว โฮ่!ข้าราชการลาวเขาใช้เวลาพักผ่อนกันได้ม่วนชื่นกันแบบนี้ละครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ปิดจ๊อบม็อบประมง!‘เฉลิมชัย’เจรจาชื่นมื่น จ่อสลายชุมนุมกลับบ้านคืนนี้

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/461062

ปิดจ๊อบม็อบประมง!‘เฉลิมชัย’เจรจาชื่นมื่น จ่อสลายชุมนุมกลับบ้านคืนนี้

วันพุธ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 16.14 น.

ปิดจ๊อบม็อบประมง!‘เฉลิมชัย’เจรจาชื่นมื่น จ่อสลายชุมนุมกลับบ้านคืนนี้

18 ธันวาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงการหารือร่วมกับสมาคมประมงแห่งประเทศไทยและสมาคมประมง 22 จังหวัดชายทะเล ว่า สามารถหาข้อสรุปได้ในหลายประเด็น ได้แก่ การจ่ายค่าชดเชยการนำเรือประมงออกนอกระบบทั้งเรือประมงขาว-แดง และเรือของชาวประมงที่ประสงค์จะประกอบอาชีพอื่น ซึ่งชี้แจงว่า รัฐบาลตั้งงบประมาณปี 2563 ขณะนี้รอให้ร่างพ.ร.บ.งบประมาณ พ.ศ.2563 ผ่านก่อน จึงจะจ่ายค่าชดเชยได้

การเพิ่มวันทำการประมงนั้น กรมประมงกำลังรวบรวมวันที่เหลือจากเรือที่ไม่ได้ออกทำประมงระหว่างปีมาออกมาหาค่าเฉลี่ยเพื่อเพิ่มวันทำประมงให้ เบื้องต้นเรื่ออวนลากจะได้เพิ่ม 30 วัน ส่วนเรือทั่วไปจะไม่จำกัดวันทำการประมง , การติด VMS ในเรือที่มีอัตราต่ำกว่า 30 ตันกรอสนั้น กรมประมงยืนยันว่ายังไม่มีนโยบายให้ติด VMS สำหรับเรือที่ติด VMS รุ่นเดิมแล้วให้สามารถใช้ต่อได้เพื่อไม่ให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ขณะนี้นำเสนอโครงการเงินกู้เป็นทุนหมุนเวียนแก่ชาวประมงไปยังเลขาธิการคณะรัฐมนตรี(ครม.) แล้ว เพื่อนำเข้าสู่ที่ประชุมครม.พิจารณาต่อไป

สำหรับข้อกังวลของชาวประมงเกี่ยวกับการแก้ไข พ.ร.ก.ประมงนั้น จะตั้งคณะกรรมการร่วมกันระหว่างภาครัฐและผู้แทนชาวประมง เพื่อศึกษาว่ามีข้อใดเป็นอุปสรรคในการประกอบอาชีพและจำเป็นต้องแก้ไข แต่ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามกรอบของการทำประมงที่ปราศจากการกระทำผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU) ยืนยันว่า ขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ และกรมประมงออกกฎหมายที่ผ่อนคลายให้การทำประมงนั้นสะดวกขึ้นซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งต่อประมงพื้นบ้านและประมงพาณิชย์ โดยคณะกรรมการศึกษาจะศึกษาผลกระทบจากกฎหมายปัจจุบันและวางแนวทางแก้ไขให้เสร็จสิ้นใน 45 วัน

โครงการจำหน่ายน้ำมันดีเซลสำหรับชาวประมงในเขตต่อเนื่องของราชอาณาจักรซึ่งกรมสรรพสามิตจะให้บริษัทจำหน่ายน้ำมันบังคับให้ชาวประมง ตองจ่ายเงินผ่านบัตรฟรีทการ์ด (Fleet Card) ซึ่งจะทำให้สร้างความเดือดร้อนให้ชาวประมงเพิ่มขึ้น ได้ประสานงานกับอธิบดีกรมสรรพสามิตแล้วซึ่งได้รับการชี้แจงว่า เป็นเพียงแนวคิด ยังไม่มีการดำเนินการใดๆทั้งสิ้น

ส่วนการการจ่ายเงินแก่แรงงานประมงผ่านบัญชีธนาคารและปัญหาการขาดแคลนแรงงานนั้น ทางกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานรับไปพิจารณา โดยวันนี้คณะอนุกรรมการแรงงานจะพิจารณา มาตรา 83 จากนั้นจะนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการแรงงานชุดใหญ่ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเป็นประธานในวันที่ 25 ธันวาคม นี้

“การหารือในวันนี้เป็นไปด้วยความราบรื่น ขอยืนยันว่ากระทรวงเกษตรฯดำเนินการโดยไม่ละเมิดกฏ IUU Fishing นายกรัฐมนตรีห่วงใยปัญหาชาวประมงอย่างยิ่งจึงสั่งการด่วนที่สุดให้ประชุมคณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติในเวลา 18.00 น.วันนี้(18 ธันวาคม 2562) โดยมอบหมาย รมว.เกษตรฯ เป็นประธาน โดยย้ำให้พิจารณาผ่อนคลายกฎหมาย ประกาศ และระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการทำประมงเพื่อให้ชาวประมงสามารถประกอบอาชีพต่อไปได้” นายเฉลิมชัย กล่าว

ด้านนายมงคล สุขเจริญคณา ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย กล่าวว่า พึงพอใจในการหารือร่วมกับ รมว. เกษตรฯ จากนี้จะได้แจ้งแก่ชาวประมงว่าปัญหาต่างๆนั้น จะได้รับการแก้ปัญหาในเร็ววัน มีกรอบเวลาดำเนินการชัดเจน โดย รมว. เกษตรฯ รับปากว่า จะไม่มีกฎหมายลูกที่เป็นอุปสรรคต่อการทำประมงหรือมีโทษรุนแรงเกินกว่าที่สหภาพยุโรป (EU) กำหนด ทั้งนี้กฎหมายที่ไม่มีความจำเป็นต้องยกเลิกหรือแก้ไขให้อัตราโทษไม่ให้รุนแรงกว่าสากลซึ่งมีทั้งกฎหมายของกรมเจ้าท่าและกฎหมายกรมสวัสดิการแรงงานและสังคม

ทั้งนี้ชาวประมงทั้งประเทศยืนยันว่าพร้อมจะร่วมมือกับรัฐบาลในการแก้ปัญหา IUU เนื่องจากหากดำรงความสมบูรณ์ของทรัพยากรสัตว์น้ำไว้ได้จะทำให้อาชีพประมงยั่งยืน ส่วนปัญหาราคาสัตว์น้ำตกต่ำนั้น รมว. เกษตรฯ แจ้งว่า จะหารือกับกับกระทรวงพาณิชย์โดยเร็วที่สุด

“แม้ผลการหารือเป็นที่น่าพอใจในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่ได้ข้อยุติ ชาวประมงที่มาชุมนุมสาธารณะจึงจะยังไม่สลายการชุมนุม โดยจะรอผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติที่ รมว. เกษตรฯ เป็นประธานในเวลา 18.00 น.วันนี้ หากได้ข้อสรุปที่ชัดเจนคาดว่าจะเดินทางกลับภูมิลำเนาในเวลาประมาณ 20.00 น.” นายมงคล กล่าว

รายงานข่าวจากกระทรวงเกษตรฯ แจ้งว่า จากการสอบถามแกนนำบางคนยืนยันว่าจะเดินทางกลับภูมิลำเนาในเวลา 21.00 น.ทั้งหมดภายในวันนี้อย่างแน่นอน แม้จะไม่ได้ตามข้อเรียกร้องทั้งหมด แต่ถือว่ารัฐบาลจริงใจในการแก้ไขปัญหา

‘ม็อบประมง’ฮึ่ม!ไม่เคลียร์ยกระดับชุมนุม ‘เฉลิมชัย’พร้อมถก11ข้อเรียกร้อง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/461002

‘ม็อบประมง’ฮึ่ม!ไม่เคลียร์ยกระดับชุมนุม ‘เฉลิมชัย’พร้อมถก11ข้อเรียกร้อง

วันพุธ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 13.36 น.

‘ม็อบประมง’ฮึ่ม!ไม่เคลียร์ยกระดับชุมนุม ‘เฉลิมชัย’พร้อมถก11ข้อเรียกร้อง

18 ธันวาคม 2562 นายมงคล สุขเจริญคณา ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ชาวประมงที่มาร่วมชุมนุมเกือบหมื่นคน มีมติร่วมกันว่าจะให้กรรมการสมาคมฯเจรจากับนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เท่านั้น (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : มาตามนัด!‘ม็อบประมง’ปักหลักหน้าก.เกษตรฯ ขีดเส้น3วันไม่เคลียร์ ยกระดับชุมนุมใหญ่)

ทั้งนี้ รัฐบาลรับจะแก้ปัญหาให้ภาคการประมงมาตั้งแต่สหภาพยุโรป(EU) ให้ใบเหลืองไทยกรณีทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม(IUU) ซึ่งมีการออกกฎหมาย ระเบียบ และมาตรการรัฐที่เกิดผลกระทบรุนแรงต่อผู้ประกอบการประมง ขณะนี้ยืดเยื้อมาถึง 3 รัฐมนตรีเกษตรฯแล้ว จึงหวังว่านายเฉลิมชัย ซึ่งเป็นรัฐมนตรีเกษตรฯ จากรัฐบาลเลือกตั้งจะทำได้สำเร็จ

ก่อนหน้านี้​นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง และนายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารมว.เกษตรฯ ได้ขึ้นเวทีของกลุ่มผู้ชุมนุมเพื่อรับหนังสือข้อเสนอของชาวประมง แต่แกนนำชาวประมงยืนยันจะเจรจากับรมว. เกษตรฯ เท่านั้น เนื่องจากเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจ อีกทั้งที่ผ่านมาจากการมอบหมายให้นายอลงกรณ์ทำหน้าที่แทน แม้จะมีการเชิญผู้แทนภาคประมงมาประชุมเกือบทุกสัปดาห์ แต่ไม่มีข้อสรุปใดๆ ที่เป็นรูปธรรมเลย

นายมงคล กล่าวอีกว่า กรรมการสมาคมฯ เห็นร่วมกันว่าหากนายเฉลิมชัย สามารถกำหนดแนวทางแก้ปัญหาในส่วนที่กระทรวงเกษตรฯรับผิดชอบได้ชัดเจน รวมทั้งรับที่จะประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงแรงงาน กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงคมนาคม เพื่อแก้ไขตามข้อเสนอทั้ง 11 ข้ออย่างเป็นที่น่าพอใจ จะสลายการชุมนุม แต่หากดำเนินการไม่ได้กลุ่มผู้ชุมนุมจะยกระดับการเคลื่อนไหว

ด้านนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า พร้อมจะหารือกับกลุ่มชาวประมง 22 จังหวัดชายทะเล เพื่อยืนยันว่ากระทรวงเกษตรฯ ดำเนินการตามข้อเรียกร้องบางส่วนไปแล้ว เช่น ประสานสถาบันการเงินเพื่อสนับสนุนด้านเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบอาชีพ การเพิ่มวันทำการประมง การซื้อคืนเรือประมงขาว-แดงที่ต้องหยุดประกอบอาชีพจากนโยบายจำกัดจำนวนเรือของรัฐ โดยส่งเรื่องไปยังสำนักงบประมาณแล้วเพื่อให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติต่อไป การออกข้อกฎหมาย ประกาศ และระเบียบที่อำนวยความสะดวกในการทำประมงมากขึ้น

สำหรับข้อเรียกร้องที่เป็นความรับผิดชอบของกระทรวงอื่นๆ ได้แก่ การขอให้หยุดนำเข้าสินค้าสัตว์น้ำจากต่างประเทศที่ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ตามพระราชกำหนดประมง พ.ศ. 2558 มาตรา 92 เนื่องจากเกิดจากประมง IUU และไม่ถูกสุขอนามัย แล้วสินค้าประมงจากต่างประเทศเข้ามาถล่มตลาดสินค้าสัตว์น้ำของชาวประมงไทยที่ทาตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทาให้ต้นทุนสูงกว่า ราคาจึงตกต่ำ การขาดแคลนแรงงาน ปัญหากฎหมายแรงงาน การกำหนดให้คณะกรรมการกำกับดูแลโครงการจำหน่ายน้ามันดีเซลสาหรับชาวประมงในเขตต่อเนื่องของราชอาณาจักรทบทวนแนวทางบังคับให้ชาวประมงต้องจ่ายเงินแก่บริษัทน้ำมันผ่านบัตรฟรีทการ์ด(Fleet Card) ซึ่งระบุว่าสร้างความเดือดร้อนให้ชาวประมงนั้น จะหยิบยกขึ้นมาพิจารณาแก้ไขร่วมกันทุกข้อ

ส่องเกษตร : คิดแบบเกษตรกร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460830

449007

ส่องเกษตร : คิดแบบเกษตรกร

วันพุธ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กลางเดือนธันวาคมของปีนี้ เริ่มมีข่าวเกษตรกรซื้อน้ำมาใช้ในการเกษตรแล้ว ปริมาณน้ำกักเก็บในเขื่อนหลักๆ หลายแห่งมีน้อยกว่าปริมาณความต้องการใช้ ประเด็นที่จะตามมาคงหนีไม่พ้นว่าไม้ผลไม้ยืนต้นจะผ่านแล้งที่จะถึงนี้ไปได้อย่างไร เกษตรกรที่ปลูกข้าวนาปรัง ปลูกพืชไร่หลังนาจะรอดพอที่จะให้ผลผลิตไหม หรือต้องดิ้นรนซื้อน้ำมาประคองตัวกันไป หรือปลูกไปก่อนแล้วค่อยคิดแก้ไขปัญหาที่จะตามมา หลายฝ่ายต่างตระหนักกันดีว่าแล้งนี้ แล้งแน่ๆ แต่ก็ไม่เห็นมีการเตรียมการโดยเฉพาะหัวขบวนที่รับผิดชอบงานนี้ คงมีแต่ความกังวลใจของระดับผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ที่ใกล้ชิดกับเกษตรกรเท่านั้นสิ่งเดียวที่ผมเห็นผ่านตาน่าจะเป็นป้ายขอความร่วมมือในงดทำนาปรัง แต่ก็ไม่ได้เสนอว่าถ้าเกษตรกรงดทำนาปรังแล้ว เกษตรกรจะไปทำอะไรดี

อากาศหนาวที่ผ่านมาทำให้เกษตรกรชาวสวนลิ้นจี่ในหลายพื้นที่คงพอยิ้มได้จากการเตรียมต้นลิ้นจี่ให้มีความอุดมสมบูรณ์ หักยอดอ่อนออกเพื่อรอให้แตกตาดอกเมื่อกระทบอากาศหนาว เมื่ออากาศหนาวถูกจังหวะปีนี้ลิ้นจี่น่าจะได้ออกดอกติดผลแน่ หลังจากที่เป็นพันธุ์ดูใบมาเมื่อปีก่อนแต่ขีวิตการเกษตรที่อาศัยดินฟ้าอากาศก็ไม่แน่นอน หากมีฝนหลงฤดูตกลงมา ตาดอกที่เชื่อว่าติดผลแน่อาจกลายเป็นตาใบ แตกใบอ่อนขึ้นมาแทนก็เป็นได้ ยังต้องลุ้นกันต่อไป หนึ่งปีที่ผ่านไปนั้น โดยที่ลิ้นจี่ไม่ติดผลเลย ส่งผลให้เกษตรกรไม่สามารถฝากชีวิตการทำการเกษตรกับลิ้นจี่เพียงสิ่งเดียวได้ ต้องประกอบอาชีพอื่นด้วย จึงจะสามารถใช้ชีวติอยู่ได้

การเรียนรู้ของชาวสวนลิ้นจี่ก็ไม่ได้แตกต่างจากชาวสวนลำไย โดยเฉพาะชาวสวนลำไยในภาคเหนือเริ่มเรียนรู้การตัดแต่งกิ่งและช่อของลำไย เพื่อให้ผลผลิตของลำไยเพิ่มขึ้นจากขนาดผลที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม จากที่ไม่เคยมีการตัดแต่งกิ่ง หรือไม่เคยมีการตัดแต่งช่อมาก่อน ซึ่งแตกต่างจากชาวสวนในภาคตะวันออก ที่ปลูกลำไยหลังจากชาวสวนในภาคเหนือแต่มีการนำเทคโนโลยีทางการเกษตรมาปรับใช้การตัดแต่งกิ่งและการตัดแต่งช่อของชาวสวนภาคตะวันออก จึงเป็นเรื่องปกติมาก ในสายตาผมชาวสวนภาคตะวันออก เป็นชาวสวนที่สามารถตัดแต่งและรื้อต้นไม้ทิ้งได้ง่ายๆ แตกต่างจากชาวสวนในภาคอื่นๆ สำหรับชาวสวนลำไยในภาคเหนือเริ่มยอมรับการตัดแต่งช่อผลของลำไย ให้มีจำนวนผลไม่เกิน 60 ผลต่อช่อ ตามคำแนะนำที่นักวิชาการให้แนะนำ แต่กว่าจะยอมรับคำแนะนำดังกล่าวได้ก็ต้องใช้เวลากันพอสมควร เพราะชาวสวนเองก็เสี่ยงว่าหากไม่ติดผล เกิดสภาพอากาศแปรปรวน ผลร่วงขึ้นมา อาจไม่ได้ผลผลิตตามที่หวัง แต่เมื่อมีการทำตามคำแนะนำทางวิชาการแล้ว เกิดผลสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ชาวสวนลำไยเหล่านี้จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและยอมรับคำแนะนำทางวิชาการดังกล่าวเอง และการตัดแต่งกิ่งและช่อของชาวสวนลำไย
ภาคเหนือจะกลายเป็นเรื่องปกติเช่นเดี่ยวกับชาวสวนในภาคตะวันออก

จากกรณีดังกล่าว จะเห็นได้ว่าเกษตรกรมีความเสี่ยงสูงต่อการผลิตเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพ นอกจากจะต้องมีการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีแล้ว สภาพดินฟ้าอากาศยังต้องเป็นใจด้วย ความสำเร็จหรือความล้มเหลวของการทำการเกษตรในฤดูนั้นๆ จึงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ การยอมรับเทคโนโลยีของเกษตรกรจากคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ส่งเสริมหรือนักวิชาการ หลายคนอาจไม่เข้าใจ คิดไปเองว่าเมื่อมีสิ่งดีๆ ไปแนะนำ เกษตรกรก็น่าจะยอมรับและนำไปปฏิบัติ แต่หลายครั้งที่เกษตรกรไม่ปฏิบัติตาม สิ่งเหล่านี้นักวิชาการ ผู้กำหนดนโยบาย หรือผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย คงต้องทำความเข้าใจเหตุแห่งปัจจัยเหล่านั้นที่มีผลต่อการตัดสินใจของเกษตรกร อย่าเอาความรู้สึกของตนเองเป็นที่ตั้ง เข้าใจเขา เข้าใจเรา และคิดถึงความพอดี ความเหมาะสม เป็นที่ตั้ง ทุกอย่างจะสำเร็จและเป็นไปได้เสมอ

สมชาย ชาญณรงค์กุล

กรมชลฯเข้มมาตรการจัดสรรน้ำทั่วปท. วอนปชช.ช่วยประหยัดยันให้พอใช้จนสิ้นแล้ง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460836

news_default

กรมชลฯเข้มมาตรการจัดสรรน้ำทั่วปท. วอนปชช.ช่วยประหยัดยันให้พอใช้จนสิ้นแล้ง

วันพุธ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำว่า จากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา ว่า ระหว่างเดือนธันวาคม 2562 ถึงเดือนเมษายน 2563 พื้นที่ประเทศไทยตอนบน จะมีปริมาณฝนต่ำกว่าค่าปกติร้อยละ 5-10 ส่งผลให้ปริมาณน้ำในเขื่อนทั่วประเทศ และแหล่งน้ำธรรมชาติ มีปริมาณน้ำลดน้อยลงไปด้วย กรมชลประทานจำเป็นต้องวางมาตรการการบริหารจัดการน้ำทุกพื้นที่อย่างเคร่งครัด เพื่อให้มีน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศ ไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้า โดยปัจจุบัน(13 ธ.ค.2562)เขื่อนขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกัน48,337 ล้าน ลบ.ม.หรือคิดเป็นร้อยละ 64ของความจุอ่าง เป็นน้ำใช้การได้ 24,474 ล้าน ลบ.ม. สำหรับสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 11,451 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 46 ของความจุอ่างฯรวมกัน มีปริมาณน้ำใช้การได้รวม 4,755 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 26ของปริมาณน้ำใช้การได้

ทั้งนี้ ยืนยันว่า กรมชลประทานจะจัดสรรน้ำตลอดช่วงฤดูแล้ง ปี 2562/63 ให้เป็นไปตามแผนฯอย่างเคร่งครัด เพื่อให้มีปริมาณน้ำเพียงพออุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศและพืชใช้น้ำน้อย ส่วนข้าวนาปรังเนื่องจากปริมาณน้ำมีไม่พอต่อการเพาะปลูกจึงไม่สามารถสนับสนุนได้ ต้องขอความร่วมแรงร่วมใจจากเกษตรกรลดพื้นที่การเพาะปลูกข้าวนาปรัง รวมทั้ง ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนให้ร่วมกันใช้น้ำอย่างประหยัดเป็นไปตามแผนการจัดสรรน้ำที่วางไว้ เพื่อให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดเพียงพอใช้ไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้า

ด้าน ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวเพิ่มเติมว่า ช่วงฤดูแล้งปี 2562/63 ลุ่มน้ำเจ้าพระยาวางแผนจัดสรรน้ำจาก 4 เขื่อนหลัก ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.2562 – 30 เม.ย.2563 รวมกันประมาณ 3,500 ล้าน ลบ.ม. และผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองมาเสริมอีก 500 ล้าน ลบ.ม. รวมทั้งสิ้น 4,000 ล้าน ลบ.ม.ขณะนี้นำไปใช้แล้วประมาณ 1,072 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 27 ของแผนจัดสรรน้ำฯ ซึ่งกรมชลประทานจะควบคุมการใช้น้ำให้เป็นไปตามแผนที่ได้วางไว้อย่างเคร่งครัด ส่วนด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาวันนี้ยังคงการระบายน้ำในอัตรา 80 ลบ.ม.ต่อวินาที เพื่อรักษาระบบนิเวศด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาลงมาจนถึงปากอ่าวไทย

สำหรับแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปี 2562/63 ได้วางแผนเพาะปลูกพืชทั้งประเทศ รวมทั้งสิ้น 2.83 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าวนาปรัง 2.31 ล้านไร่ พืชไร่-พืชผัก 0.52 ล้านไร่ ปัจจุบัน(ข้อมูล ณ วันที่ 11 ธ.ค. 2562) ได้ทำการเพาะปลูกทั้งประเทศรวม 1.46 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 51 ของแผนฯ แยกเป็นข้าวนาปรัง 1.39 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 60 ของแผนฯ และพืชไร่-พืชผักอีก 0.07 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 13ของแผนฯ เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยาไม่มีแผนการเพาะปลูกพืช เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนมีไม่พอสนับสนุนด้านการเกษตร แต่จากการสำรวจพบว่าบางพื้นที่ได้เพาะปลูกพืชนอกแผนฯรวมเป็นพื้นที่ประมาณ 1.15 ล้านไร่ ส่วนใหญ่ใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติในพื้นที่ของตนเองเพาะปลูก