เฉลิมชัย เร่ง กรมวิชาการเกษตรสรุปสต็อก 3 สารเคมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/398220?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

เฉลิมชัย เร่ง กรมวิชาการเกษตรสรุปสต็อก 3 สารเคมี

วันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
3 สาร,พาราควอต,มนัญญา,เฉลิมชัย,กระทรวงเกษตร
เปิดอ่าน 35 ครั้ง

เฉลิมชัย เร่ง กรมวิชาการเกษตร สรุปสต็อก 3 สารเคมีพรุ่งนี้ มนัญญา งัดพรบ.วัตถุอันตราย ม.52 ระบุ ค่าทำลายอยู่ในความรับผิดชอบผู้ครอบครองอย่าผลักภาระให้รัฐ

11 พฤศจิกายน 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สั่งการให้คณะทำงานพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิด เร่งประชุมกำหนดมาตรการต่างๆ ให้เสร็จสิ้นเร็วที่สุด

อ่านข่าว –  ตั้งทีมช่วยเกษตรกร ได้รับผลกระทบยกเลิก 3 สาร

ทั้งนี้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ประธานคณะทำงานได้นัดหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งศึกษาผลกระทบทุกด้านอย่างรอบคอบทั้งที่มีต่อเกษตรกร อุตสาหกรรมผลิตสินค้าเกษตรต่อเนื่อง และมาตรการสนับสนุนเกษตรกรได้รับผลกระทบ รวมทั้งการเตรียมเก็บสารเคมีทั้ง 3 ชนิดเพื่อทำลายตามหลักวิชาการให้มีความปลอดภัยในการประชุมครั้งที่ 2 ในสัปดาห์นี้

กรมวิชาการเกษตร โดยสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร  (สคว.)ได้ทำหนังสือแจ้งความคืบหน้าการดำเนินงานแก่ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร (สวพ.) 8 แห่งทั่วประเทศเร่งรัดสต็อกล่าสุดของสารพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอสภายในพื้นที่ส่งให้สคว. ภายในวันพรุ่งนี้ (11 พฤศจิกายน) รวมทั้งให้จัดทำแผนการรับแจ้งและเก็บรวบรวมเพื่อจะนำเสนอคณะทำงานของกระทรวงฯ

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯ กล่าวว่า ค่าใช้จ่ายในการทำลายสารเคมีที่เป็นวัตถุอันตรายเป็นความรับผิดชอบของผู้ครอบครอง ตามพ.ร.บ. วัตถุอันตราย มาตรา 52 วรรคท้าย ซึ่งขณะนี้กรมวิชาการเกษตร เตรียมส่งสารวัตรเกษตรและสารวัตรเกษตรอาสาจัดทำมาตรการตรวจสอบสต็อกอย่างเข้มงวด รวมทั้งป้องกันการลักลอบนำเข้าและจำหน่าย โดยก่อนที่การยกเลิกจะมีผลบังคับใช้วันที่ 1 ธันวาคม ต้องไปให้คำแนะนำแก่ร้านจำหน่ายสารเคมีทางการเกษตรให้ส่งคืนบริษัท แล้วบริษัทต้องรับผิดชอบค่าทำลาย ไม่ใช่ใช้งบประมาณรัฐ

รมช. เกษตรฯกล่าวว่า ยังมีกำหนดการมอบหมายนโยบายแก่สารวัตรเกษตรทั่วประเทศซึ่งมีอยู่ประมาณ 300 คน ในวันที่ 22 พฤศจิกายน เวลา 10.00 นาฬิกาเพื่อสร้างความเข้าใจเรื่อง ข้อควรปฏิบัติหลังการยกเลิกใช้สารเคมี 3 ชนิด โดยมอบหมายให้นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรเรียกสารวัตรเกษตรเข้าร่วมประชุม ตลอดจนจัดสถานที่ให้ด้วย

ก่อนหน้านี้อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ได้ออกคำสั่งกรมวิชาการเกษตร เรื่อง การดำเนินการกับวัตถุอันตราย ชนิดที่ 4 ประกอบด้วย กลุ่มไกลโฟเซตได้แก่ เซสควิโซเดียม ไกลโฟเซต โซเดียม ไกลโฟเซต ไดแอมโมเนียม ไกลโฟเซต ไตรมีเซียม ไกลโฟเซต โพแทสเซียม ไกลโฟเซต โมโนเอทิลแอมโมเนียม ไกลโฟเซต และโมโนแอมโมเนียม ไกลโฟเซต กลุ่มคลอร์ไพริฟอสได้แก่ ไอโซโพรพิลแอมโมเนียม คลอร์ไพริฟอส และคลอร์ไพริฟอส-เมทิล

ส่วนกลุ่มพาราควอตได้แก่ พาราควอตคลอไรด์และพาราควอตไดคลอไรด์ ซึ่งผู้ครอบครองต้องแจ้งปริมาณที่มีไว้ในครอบครองภายใน 15 วัน นับแต่ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมกำหนดให้วัตถุอันตรายดังกล่าวเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 มีผลบังคับใช้ โดยผู้ครอบครองที่อยู่ในกรุงเทพมหานครแจ้งได้ที่ สำนักงานควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร

ส่วนภูมิภาคแจ้งได้ที่สำนักงานวิจัยและพัฒนาการเกษตร 8 เขตในจังหวัดเชียงใหม่ พิษณุโลก ขอนแก่น อุบลราชธานี ชัยนาท จันทบุรี สุราษฎร์ธานี และสงขลา จากนั้นต้องส่งมอบแก่หน่วยงานที่กำหนดหลังแจ้งการครอบครองภายใน 15 วัน ซึ่งคำสั่งนี้ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2562

งดส่งน้ำทำนาปรังลุ่มเจ้าพระยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/398202?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

งดส่งน้ำทำนาปรังลุ่มเจ้าพระยา

วันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
กรมชลประทาน,น้ำแล้ง,ภัยแล้ง,เขื่อน
เปิดอ่าน 84 ครั้ง

กรมชลฯงดส่งน้ำทำนาปรังลุ่มเจ้าพระยา เตือนเขื่อนน้ำน้อยวิกฤต อุบลรัตน์ -0.41% จุฬาภรณ์ 10.28%

11 พฤศจิกายน 2562 นายทวีศักดิ์  ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่านายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ สั่งการให้ กรมชลประทาน บริหารจัดการน้ำฤดูแล้ง

โดยจัดทำแผนการจัดสรรน้ำ จัดหาแหล่งน้ำสำรอง และวางแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2562/63 ให้เหมาะสมกับสถานการณ์น้ำต้นทุนที่มีอยู่ในปัจจุบัน พร้อมทั้งเร่งสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชนให้มากที่สุด นั้น ปัจจุบันสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำหลายแห่งทั่วประเทศอยู่ในเกณฑ์น้ำน้อย กรมชลประทาน

ได้สั่งการให้โครงการชลประทานทั่วประเทศบริหารจัดการน้ำให้เป็นไปการแผนการจัดสรรน้ำที่กำหนดขึ้นอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน ร่วมถึงหน่วยงานทุกภาคส่วนในพื้นที่ ให้ทราบถึงสถานการณ์น้ำโดยทั่วกัน
โดยในพื้นที่จ.พระนครศรีอยุธยา โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเจ้าเจ็ด-บางยี่หน ได้รายงานสถานการณ์น้ำในพื้นที่ให้แก่หัวหน้าส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประธานชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อำเภอบางไทร ในการประชุมหัวหน้าส่วนราชการประจำเดือนพฤศจิกายน ให้รับทราบ พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือเกษตรกรในพื้นที่หันมาเพาะปลูกพืชใช้น้ำน้อยแทนการเพาะปลูกข้าวนาปรัง

เช่นเดียวกันกับที่จ.อ่างทอง โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษายางมณี เข้าร่วมการประชุมหัวหน้าส่วนราชการ โดยมีผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ด้วย ทั้งนี้ได้รายงานถึงสถานการณ์น้ำปัจจุบันในพื้นที่ การใช้น้ำเพื่อการเกษตร และการบริหารจัดการน้ำในภาพรวมของกรมชลประทาน พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือไม่ทำนาต่อเนื่อง และนาปรังในฤดูแล้ง ปี 62/63 แต่ให้เกษตรกรหันมาเพาะปลูกพืชใช้น้ำน้อยแทน
ทั้งนี้ กรมชลประทาน จะเน้นส่งน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศ เป็นสำคัญ เนื่องจากสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำต่างๆ มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์น้อย จึงต้องขอความร่วมมือเกษตรกรปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกพืชใช้น้ำน้อยแทนการเพาะปลูกข้าวนาปรัง(ต่อเนื่อง) เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปตามแผน และมีน้ำสำรองไว้ใช้จนถึงต้นฤดูฝนปีหน้าอย่างเพียงพอ

ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ กรมชลประทาน ระบุสภาพน้ําในอางเก็บน้ําขนาดใหญและขนาดกลาง ปริมาตรน้ําในอ่างฯ 50,267 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 66 (ปริมาตรน้ําใช้การได้ 26,346 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 51) ปริมาตรน้ําในอ่างฯ เทียบกับปี 2561 (61,158 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 80) น้อยกว่าปี2561 จํานวน 10,891 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ําไหลลงอ่างฯ 74.32 ล้าน ลบ.ม.ปริมาณน้ํา ระบาย จํานวน 91.18 ล้าน ลบ.ม. สามารถรับน้ําได้อีก 25,800 ล้าน ลบ.ม.

สภาพน้ําในอางเก็บน้ําขนาดใหญ่ ปริมาตรน้ําในอ่างฯ 47,119 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 66 (ปริมาตรน้ํา ใช้การได้23,583 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 50) ปริมาตรน้ําในอ่างฯ เทียบกับปี2561 (57,550 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น ร้อยละ 81) น้อยกว่าปี 2561 จํานวน 10,431 ล้าน ลบ.ม.ปริมาณน้ําไหลลงอ่างฯจํานวน 59.06 ลบ.ม ปริมาณน้ําระบาย จํานวน 75.05 ล้าน ลบ.ม. สามารถรับน้ําได้อีก 23,808 ล้าน ลบ.ม.

ส่วน 4 เขื่อนใหญ่ ลุ่มเจ้าพระยา คือเขื่อนภูมิพล มีปริมาณน้ำ5.8พันล้านลบ.ม.เป็นน้ำใช้การได้ 2พันล้านลบ.ม. หรือ22% เขื่อนสิริกิติ์ 5.2พันล้านลบ.ม.ใช้การได้2.4พันล้านลบ.ม.หรือ36% เขื่อนแควน้อย 490ล้านลบ.ม.ใช้การได้470ล้านลบ.ม.หรือ50% เขื่อนป่าสักฯ331ล้านลบ.ม.ใช้การได้328 ล้านลบ.ม.หรือ34% ระบายวันละ25ล้านลบ.ม. รวมทั้งหมด1.1หมื่นล้านลบ.ม. รวมน้ำใช้การได้5.2พันล้านลบ.ม.หรือ29%

ส่วนเขื่อนอุบรัตน์ เหลือน้ำก้นอ่าง 574ล้านลบ.ม.ปล่อยระบายวันละ6.5แสนลบ.ม.เพื่ออุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศน์ เขื่อนจุฬาภรณ์ เหลือน้ำ50ล้านลบ.ม.งดระบาย

ด้านสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ องค์กรมหาชน (สสน.)ระบุสถานการณ์น้ำที่มีเขื่อนน้ำน้อยวิกฤต มีปริมาณน้ำใช้การต่ำกว่าร้อยละ 30 เช่น เขื่อนอุบลรัตน์-0.41% เขื่อนจุฬาภรณ์10.28 %

ส่วนเขื่อนน้ำมากวิกฤตเช่น เขื่อนสิรินธร(93.55%),เขื่อนศรีนครินทร์(87.61%),เขื่อนวชิราลงกรณ(86.44%)

พิสูจน์ ไร่อ้อยสุพรรณ จุลินทรีย์ ชีวภัณฑ์ปราบวัชพืชได้ผล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/398247?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

พิสูจน์ ไร่อ้อยสุพรรณ จุลินทรีย์ ชีวภัณฑ์ปราบวัชพืชได้ผล

วันที่ 10 พฤศจิกายน 2562 – 19:08 น.
เกษตรอินทรีย์,สารชีวภัณฑ์,อลงกรณ์ พลบุตร,กระทรวงเกษตร,แบน 3 สาร,พาราควอต
เปิดอ่าน 150 ครั้ง

พิสูจน์ แล้ว ไร่อ้อยวสุพรรณ ใช้จุลินทรีย์ ชีวภัณฑ์กำชัดวัชพืช ได้ผลจริง หลังก่อนหน้านี้ขอขึ้นทะเบียนกรมวิชาการไม่ได้

10 พฤศจิกายน 2562 นายอลงกรณ์ พลบุตร  ที่ปรึกษารมว. เกษตรฯ พร้อมด้วยนายวรยุทธ บุญมี  ผอ. กองนโยบายเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรและเกษตรกรรมยั่งยืนและ เจ้าหน้าที่ กนท.กกส.และกษ.สุพรรณบุรี

ตัวแทนนักวิจัย  เอกชน ที่ร่วมกันศึกษา“จุลินทรีย์ ชีวภัณฑ์ “  ร่วมกับ ม. แม่โจ้ ได้ ร่วมกันเข้า ตรวจสอบ แปลงอ้อยอินทรีย์ของ นายสุรินทร์ ขันทอง  บ้านหนองมะค่าโหม่ง ต.หนองมะค่าโหม่ง อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี  ซึ่งมีการปลูกอ้อยอินทรีย์ 600ไ ร่  โดยใช้จุลินทรีย์ในการกำจัดวัชพืช เพื่อเป็นการพิสูจน์ ว่าสามารถใช้ได้ผลจริงหรือไม่ หลังจากพบว่า พื้นที่ดังกล่าวมีการกำจัดวัชพืชที่ใช้ “จุลินทรีย์ ชีวภัณฑ์” และไม่มีการใช้สารเคมี

นายอลงกรณ์ เปิดเผยว่า นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว. เกษตรฯ ให้ตนพร้อมตัวแทนจากกระทรวงเกษตรฯ ลงตรวจสอบข้อมูลหลังจากที่ผ่านมา มีการเสนอข้อมูลจากนักวิจัยเอกชน บางกลุ่มที่ทำงานวิจัยร่วมกับ ม. เกษตรแม่โจ้  แจ้งว่ามีการศึกษาวิจัย เรื่องการ “จุลินทรีย์ ชีวภัณฑ์ “  ที่นำมาใช้ในการทำการเกษตรทั้งระบบและสามารถใช้ได้ผลจริง ตั้งแต่การปรับปรุงบำรังดินที่เคยใช้สารเคมี ให้กับมาเป็นดินที่ไม่มีสารเคมีตกค้าง

ขณะเดียวกันยังมีการศึกษา เรื่องการใช้ “จุลินทรีย์ ชีวภัณฑ์ “ ในการกำจัดวัชพืช ได้จริง  โดยก่อนหน้านี้ นาย เฉลิมชัย  รมว. เกษตรฯ ได้สั่งให้มีการตั้งคณะทำงานได้ศึกษา ในการหาสิ่งทดแทน ที่จะเข้ามาช่วยเหลือเกษตรกรหลังจากที่คณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติให้แบน 3 สารเคมี ที่เป็นสารเคมีที่ใช้ในการกำจัดวัชพืชและแมลง ซึ่งหากไม่มีสิ่งทดแทนที่ชัดเจน อาจสร้างปัญหาให้กับเกษตรกรได้ จึงตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษาและหาทางออก กับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นทั้งระบบ

โดยหลังจากมีนักวิจัยกลุ่มหนึ่งได้นำข้อมูลที่มีการศึกษาวิจัยมาให้กระทรวงเกษตร พิจารณาส่งเสริมให้มีการผลิต “ “จุลินทรีย์ ชีวภัณฑ์ “  และมีการใช้ จริงในพื้นที่ สุพรรณบุรี  จึงลงตรวจสอบในพื้นที่   และจาการสอบถามข้อมูลทั้งจาก  กลุ่มนักวิจัย และ ผู้ใช้ จริงก็ พบว่าที่ผ่านมา จุลินทรีย์ และชีวภัณฑ์ ที่มีการผลิต มีการใช้ ในกลุ่มคนบางกลุ่ม เพราะมีปัญหาเรื่องการขึ้นที่ทะเบียนของทางกรมวิชาการเพราะ กรมวิชาการจะมี การขึ้นทะเบียนให้เฉพาะชีวภัณฑ์เชิงเดี่ยว  เท่านั้น  จึงติดเงื่อนไขการขึ้นทะเบียน ทั้งหมด เพราะจุลินทรีย์ ชีวภัณฑ์ ที่ทดลองใช้ เป็นเชิงอนุพันธ์   จึงมีปัญหา เพราะตามกฎหมายในการขึ้นทะเบียน และ  ชีวภัณฑ์ ทางเลือกทุกชนิดที่จะสามารถจำหน่ายได้  ต้องการผ่านการรับรองจากกรมวิชาการทั้งหมด เพื่อให้การคุ้มครองเกษตรกร เช่นเดียวกับสารเคมีทั้งหมดเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตามการประชุมคณะกรรมการศึกษาผลกระทบหลังยกเลิก 3 สาร  ที่มีการประชุมครั้งแรกก็ พบว่าหลังมีการแบน สารเคมี 3 ชนิด  ที่ผ่านมา ยังไม่มีการเตรียมพร้อมเรื่องสิ่งทดแทน ในส่วนสารเคมีที่ถูกแบน จึงได้สั่งการ ให้ทางกรมวิชาการเสนอทางเลือก เข้ามา ปรากฏว่า ในส่วนของกรมวิชการการเสนอมา ส่วนใหญ่เป็นสารเคมี  ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเหมาะสม เมื่อแบน สารเคมี และต้องการยกเลิกการใช้สารเคมี ก็ไม่ควรนำสารเคมีมาทดแทน

หลังจากการตรวจสอบก็พบว่า มีจุลินทรีย์ ชีวภัณฑ์ ที่ เป็น ทางเลือกอีกทางไม่มีการเสนอมา จึงได้มีการสอบถาม ก็ พบว่า ยังไม่เคยมีการขึ้นทะเบียนรับรอง จึงไม่สามารถเสนอต่อที่ประชุมได้  แต่ในที่ประชุม ก็ ด้มีการนำเสนอข้อมูลจาก ทางนายวรยุทธ บุญมี  ผอ. กองนโยบายเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรและเกษตรกรรมยั่งยืน หรือกนท.ว่ามีจุลินทรีย์ ชีวภัณฑ์ ที่มีการใช้จริง ตนจึงเข้ามาตรวจสอบ เพื่อสรุปข้อมูลต่อที่ประชุมอีกครั้ง ซึ่งจะมีการประชุม ในวันที่ 14 พฤศจิกายน นี้  โดยจากข้อมูลที่มีการสอบถาม นักวิจัย และเกษตรกรที่ใช้จริง พบว่า มีต้นทุนการผลิต โดย เฉลี่ย พอกับ ต้นทุน ของสารเคมีที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายที่แบนก่อนหน้านี้ แต่มีข้อดีคือ  ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศน์ ทั้งหมด ซึ่งปลอดภัย สามารถพิสูจน์ได้

ตอนนี้กระทรวงเกษตรฯ กำลังหาทางที่จะช่วยเกษตรกร ทั้งหมด ที่ได้รับผลกระทบจากการแบนสารเคมีทั้ง 3 สาร   วันนี้มีข้อเสนอที่ดี ไม่ใช่เฉพาะชีวภัณฑ์ ก็เสนอและมาให้ข้อมูลที่กระทรวงเกษตรได้ เพื่อเราจะนำเสนอต่อที่ประชุม เมื่อต้องการ จะยกเลิกการใช้สารเคมี ก็ไม่ควรจะใช้เคมีเข้ามาทดแทน อีกหากยังเสนอ สารเคมีมาเป็นทางเลือกอีก กระทรวงเกษตรจะตอบสังคมได้อย่างไร  หากจุลินทรีย์ ได้ได้ผลจริง และมีการตรวจสอบรับรองได้ ก็ น่าจะเป็นทางเลือกได้อีกทาง ซึ่งนโยบายของรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการประทรวงเกษตรก็ชัดเจนว่า ต่อการส่งเสริมเรื่องเกษตรอินทรีย์ เป็นหลัก ซึ่งต้องสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนทั้งหมด

นายอลงกรณ์ กล่าวด้วยว่า ในส่วน แนวคิดที่จะมีการจัดตั้งองค์ขึ้นมาบริหารจัดการเรื่องเกษตรอินทรีย์ ให้ชัดเจน ในส่วนตนเห็นว่าดี และมีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูง เนื่องต้องการส่งเสริมให้มีการผลิตสินค้าเกษตรกรอินทรีย์ ที่ยั่งยืน ในอนาคต ซึ่งคาดว่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการส่งเสริมการสร้างรายได้อย่างยั่งยืนในอนาคตด้วย

นายสุรินทร์ ขันทอง เกษตรกร เจ้าของแปลงไร่อ้อย กล่าวว่า เดิมตนใช้เคมี และมีปัญหาเรื่องต้นทุนการผลิตค่อนข้างเยอะ  ขณะเดียวกันก็ มีวัชพืช จำนวนมาก ก็พยายามแก้ปัญหามาหลายวิธี จน มาพบชีวภัณฑ์ทางเลือก   ตามที่มีการแนะนำ  จึงลองใช้ดู  หลังจากใช้มานานกว่า 7 ปี ก็ พบว่า การกำจัดวัชพืช สามารถ แก้ปัญหาได้ทั้งระบบ และมีสุขภาพแข็งแรง ระบบนิเวศ กลับมาดีเหมือนเดิม จึงเลือกใช้มาตลอด  แต่ขณะนี้ยอมรับว่า ยังไม่ได้มีการใช้แพร่หลาย เนื่องจาก ยังไม่ได้มีการขึ้นทะเบียนรับรองอย่างเป็นทางการ ซึ่งหากภาครัฐ มีการขึ้นทะเบียน ให้คาดว่าน่าจะเป็นทางเลือกให้เกษตรกร ได้มากขึ้นด้วย จึงอยากของให้ภาครัฐพิจารณา ในเรื่องนี้ด้วย

ยนายฐปนรมย์ แจ่มใส   นักวิจัยอิสระ ร่วมกับ มหาวิทยาลัยแม่โจ้เปิดเผยว่า ตนได้ทำหนังสือ ถึงนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อขอเข้าให้ข้อมูลจากทางกระทรวงเกษตรฯ  เรื่องการใช้จุลินทรีย์เพื่อกำจัดวัชพืชในการประกอบอาชีพทางการเกษตรกรรม ตามที่กระทรวงเกษตรฯประกาศนโยบายเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ และผลักดันยกเลิกการใช้3สารเคมี  ทั้งหมดเพื่อเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกร หากต้องการ ยกเลิกการใช้สารเคมีจริง ก็ ควรจะใช้ จุลินทรีย์ ชีวภัณฑ์ ไม่ใช่สารเคมีมาทดแทน

ตนได้ศึกษาวิจัย ร่วมกับ ม.แม่โจ้ และใช้ในแปลงทดลอง และท้าพิสูจน์ ว่าได้ผลจริง ตนจึงพาตัวแทนจากกระทรวงเกษตรมาดู แปลงทดลอง เพื่อให้เห็นชัดเจนจากนี้ไปคงขึ้นอยู่กับทางกระทรวงเกษตรว่าจะขับเคลื่อนอย่างไร หากมีข้อสงสัยตนพร้อมจะให้ความร่วมหรือทดลอง ในทุกด้าน

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา ตนได้ขอขึ้นทะเบียน กับกรมวิชาการมาโดยตลอดเพื่อเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกร แต่ได้รับการปฎิเสธ ว่าไม่สามารถ ขึ้นทะเบียนได้ ทั้งที่ต่างประเทศ สามารถ ขึ้นทะเบียนได้ทั้งหมด รวมทั้งส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ เพื่อจำหน่าย และสร้างรายได้มหาศาล และที่ผ่านมา ตนก็เป็นที่ปรึกษาให้กับกลุ่มเกษตรกรและผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ หลายประเทศ จึงไม่อยากเกษตรกรไทยเสียโอกาส

เจียไต๋ผนึกจ.ศรีสะเกษ ขับเคลื่อนโครงการเกษตรแปลงใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/398112?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

เจียไต๋ผนึกจ.ศรีสะเกษ ขับเคลื่อนโครงการเกษตรแปลงใหญ่

วันที่ 10 พฤศจิกายน 2562 – 06:20 น.
เจียไต๋
เปิดอ่าน 28 ครั้ง

เจียไต๋ ลงนามความร่วมมือกับจังหวัดศรีสะเกษ ขับเคลื่อนโครงการเกษตรแปลงใหญ่เพื่อการปลูกพริกปลอดภัยอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 นายวัฒนา พุฒิชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ และนายมนัส เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจียไต๋ จำกัด ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการเกษตรแปลงใหญ่เพื่อการปลูกพริกปลอดภัย โดยมีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ ดร. เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมให้เกียรติเป็นสักขีพยาน ณ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านอุ่มแสง จังหวัดศรีสะเกษ

บันทึกข้อตกลงฉบับนี้แสดงให้เห็นถึงการผนึกความร่วมมือระหว่างภาครัฐ และเอกชน ตลอดจนเกษตรกรที่เกี่ยวข้องเพื่อผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนด้านนวัตกรรมเกษตรผ่านโครงการเกษตรแปลงใหญ่เพื่อการปลูกพริกปลอดภัย ในจังหวัดศรีสะเกษ

นายมนัส เจียรวนนท์  ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจียไต๋ จำกัด กล่าวถึงการลงนามความร่วมมือโครงการเกษตรแปลงใหญ่เพื่อการปลูกพริกปลอดภัยครั้งนี้ว่า “พริกถือเป็นหนึ่งในพืชผักที่อยู่คู่ครัวคนไทยมาช้านาน เพราะคนไทยนิยมบริโภคอาหารรสจัด เราทานพริกกันมาก แต่พริกก็เป็นพืชอีกชนิดหนึ่งที่มีสารเคมีตกค้างมากที่สุด นอกจากนี้ ปัจจุบันการปลูกพริกของไทยยังเป็นการเพาะปลูกตามฤดูกาล ทำให้ได้ผลผลิตไม่ต่อเนื่อง จึงเกิดความขาดแคลนพริกในบางช่วง จนต้องมีการนำเข้าจากต่างประเทศ เช่น จีน พม่า เวียดนาม ซึ่งมีราคาถูกกว่า ซึ่งนอกจากจะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคที่อาจจะเจอพริกที่ไม่ปลอดภัยแล้ว การนำเข้าพริกยังส่งผลกระทบกับอาชีพเกษตรกรของไทยเป็นอย่างมาก เพราะหากมีการนำเข้าพริกอย่างต่อเนื่องแล้ว เป็นไปได้ว่า สักวันหนึ่งเกษตรกรไทยจำนวนหลายแสนรายอาจจะสูญเสียอาชีพนี้ไปก็ได้ ดังนั้น เจียไต๋จึงต้องการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเพื่อยกระดับวงการเกษตรกรรมของไทยให้มีศักยภาพทัดเทียมนานาชาติ สามารถปลูกพริกที่มีความปลอดภัยอย่างต่อเนื่องได้ในทุกฤดูกาล และมีปริมาณเพียงพอกับการบริโภคของคนไทย ในราคาที่สมเหตุสมผล ลดการนำเข้าพริกและทำให้เกษตรกรมีความเชี่ยวชาญในการปลูกพริก จนสามารถแข่งขันด้านการตลาดกับประเทศอื่นๆได้ต่อไป”

เนื่องจากเล็งเห็นถึงศักยภาพหลายประการของจังหวัดศรีสะเกษในการมุ่งสู่การเป็น “ดินแดนเกษตรปลอดภัย” และความต้องการในการผลักดันให้พริกเป็นหนึ่งในพืชประจำจังหวัด ผ่านโครงการเกษตรแปลงใหญ่เพื่อยกระดับเศรษฐกิจภายในจังหวัดให้มีความเข้มแข็ง อีกทั้งยังช่วยอนุรักษ์อาชีพดั้งเดิมในการปลูกพริกของจังหวัดศรีสะเกษให้ยังคงอยู่ เจียไต๋จึงได้ริเริ่มโครงการพริกปลอดภัยขึ้นที่จังหวัดศรีสะเกษ โดยมีวัตถุประสงค์ในการนำเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรต่างๆ เช่น การวางระบบให้น้ำ การวิเคราะห์ข้อมูลสภาพดินและสภาพอากาศ ตลอดจนการส่งนวัตกรผู้มีความเชี่ยวชาญการเกษตร หรือ Chia Tai Agronomist ลงพื้นที่ทำงานร่วมกับเกษตรกร เพื่อผลักดันให้เกิดการทำเกษตรกรรมในรูปแบบเกษตรแปลงใหญ่ ซึ่งจะก่อให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูลห่วงโซ่อุปทาน ที่สามารถนำมาต่อยอดในการกำหนดนโยบายการตลาดได้อย่างครบวงจร และยังเป็นการส่งเสริมการปลูกพริกให้ได้ทั้งคุณภาพและปริมาณ ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรสามารถควบคุมต้นทุนการผลิต เพิ่มรายได้ให้มากขึ้น ในขณะเดียวกัน ยังผลักดันให้เกิดผลผลิตที่ได้รับการรับรองตามแนวทางการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practices: GAP) เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถมั่นใจในการบริโภคพริกที่ปลอดภัย ในราคาสมเหตุสมผล ซึ่งในอนาคตผู้บริโภคจะสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปถึงแหล่งที่มาของผลิตผลได้อีกด้วย

นายมนัส เจียรวนนท์  ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจียไต๋ จำกัด ปิดท้ายว่า “กว่า 98 ปีของการดำเนินธุรกิจ เจียไต๋ยึดมั่นในคุณธรรมและความซื่อสัตย์ ซึ่งเราถือเป็นรากแก้วที่สำคัญของบริษัท ธุรกิจของเราเริ่มตั้งแต่การส่งมอบเมล็ดพันธุ์คุณภาพ ปุ๋ย ผลิตภัณท์อารักขาพืช เทคโนโลยีเพื่อการเพาะปลูก ไปจนถึงการส่งมอบผลผลิตสดใหม่ที่ปลอดภัยและมีคุณภาพ  เราจึงตระหนักดีว่าธุรกิจของเรามีความเกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน ที่เจียไต๋ เรายึดมั่นในการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืนโดยคำนึงถึงประโยชน์ของทุกภาคส่วน ดังนั้น การลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการเกษตรแปลงใหญ่เพื่อการปลูกพริกปลอดภัย ร่วมกับจังหวัดศรีสะเกษในครั้งนี้ จึงเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจียไต๋ในการก้าวเข้าสู่ปีที่ 100 อย่างมั่นคง เพื่อสามารถบรรลุพันธกิจในการนำนวัตกรรมการเกษตรมาช่วยยกระดับวงการเกษตรกรรมของไทยให้ทัดเทียมนานาประเทศ พร้อมส่งเสริมให้คนไทยมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง”

สามพรานโมเดล ผสานพลังเกษตรอินทรีย์”ช้อปเปลี่ยนโลก”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/398110?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

สามพรานโมเดล ผสานพลังเกษตรอินทรีย์”ช้อปเปลี่ยนโลก”

วันที่ 10 พฤศจิกายน 2562 – 05:49 น.
สามพรานโมเดล,ตลาดสุขใจ
เปิดอ่าน 33 ครั้ง

สามพรานโมเดล ผสานพลังเกษตรอินทรีย์”ช้อปเปลี่ยนโลก”

สามพรานโมเดล  จ.นครปฐม-ททท.-ทีเส็บ-สสส.-เซนทรัล-กรมการค้าภายใน
ผสานพลังขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์  จัดงานสังคมสุขใจ 13-15  ธันวาคม  ที่สวนสามพราน
ชูคอนเซปต์ “ช้อปเปลี่ยนโลก”  ได้ครบทั้งความรู้ เครือข่าย สินค้า และช่วยโลก
เผยไฮไลท์เปิดแอพลิเคชั่น Thai Organic Platform เชื่อมห่วงโซ่อินทรีย์ ครั้งแรกในไทย

   นายอรุษ นวราช เลขานุการมูลนิธิสังคมสุขใจ  

10 พ.ย. 62 สามพรานโมเดล ร่วมกับ จ.นครปฐม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ(องค์การมหาชน)หรือทีเส็บ  สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กลุ่มบริษัทเซ็นทรัล กรมการค้าภายใน บริษัทแล็ปอาหารยั่งยืน ประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และกลุ่มภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ผู้ประกอบการ สถาบันการศึกษา เกษตรกรอินทรีย์ และเครือข่ายส่งเสริมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ จากทั่วประเทศ    จะได้ร่วมกันจัดงานสังคมสุขใจ ครั้งที่ 6   ขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์ สู่ชีวิตที่สมดุล  ภายใต้คอนเซปต์ “ช้อปเปลี่ยนโลก”  ขึ้นระหว่างวันที่ 13-15 ธันวาคม พ.ศ. 2562  ที่ สวนสามพราน จ.นครปฐม

งาน สังคมสุขใจ ครั้งที่ 6   ขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์ สู่ชีวิตที่สมดุล  เป็นงานประจำปี ที่จะบอกเล่าผลประสบการณ์การขับเคลื่อนของสามพรานโมเดลในปีที่ผ่านมา และเครือข่าย ตลอดจนเผยแพร่องค์ความรู้จากการขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์ ไอเดีย เทคนิค เครือข่ายและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ รวมถึงเป็นโอกาสมาพบปะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ของคนทั้งห่วงโซ่ ถึงวิธีแก้ปัญหา แนวทางการพัฒนา เพื่อยกระดับห่วงโซ่อาหารอินทรีย์สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ครอบคลุมทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยผู้ร่วมงานจะได้แรงบันดาลใจใหม่ๆ  ได้มาเรียนรู้ ได้เครือข่ายต่างๆ  เพื่อยกระดับตนเองเป็นผู้บริโภคที่มีความรอบรู้ด้านอาหารและสุขภาพ ตลอดจนมีส่วนร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงให้สังคมอินทรีย์ และให้กับโลก ดังคอนเชปต์ของงานปีนี้ ที่มุ่งให้ทุกคนที่มาได้มากกว่าการช้อปผลผลิตอินทรีย์  แต่ได้มีส่วนร่วมขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์ด้วย

นายอรุษ นวราช เลขานุการมูลนิธิสังคมสุขใจ  ผู้ริเริ่มการขับเคลื่อนสามพรานโมเดล และประธานจัดงานสังคมสุขใจครั้งที่ 6  เปิดเผยว่า ไฮไลท์สำคัญ ของงานสังคมสุขใจ ในปีนี้คือ จะมีการเปิดตัวแอพพลิเคชั่น Thai Organic Platform   เชื่อมโยงห่วงโซ่อาหารอินทรีย์ทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำคือเกษตรกรอินทรีย์ กลางน้ำคือผู้ประกอบการ และปลายน้ำคือ ผู้บริโภค   โดยได้รับทุนสนับสนุนจาก สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ   ซึ่งจะมีการเริ่มเปิดใช้เป็นครั้งแรกในงาน  เพื่อให้ผู้บริโภคได้เริ่มเข้าถึงเกษตรกรอินทรีย์  ทราบถึงกิจกรรมทั้งการท่องเที่ยว การประชุมกลุ่ม การตรวจแปลง เข้าถึงความรู้การทำเกษตรอินทรีย์  และการมีส่วนร่วมขับเคลื่อน  ฯลฯ

ด้านร้อยตรี พงศธร ศิริสาคร รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม  กล่าวว่า  จังหวัดนครปฐม มีการส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมภาคการเกษตรมาอย่างต่อเนื่องตามนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมและขยายพื้นที่เกษตรอินทรีย์ในประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้สามารถพึ่งพาตนเองและอยู่ได้อย่างยั่งยืน โดยในช่วงที่ผ่านทางจังหวัดได้มีการส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์และส่งเสริมการบริโภคในหลากหลายรูปแบบ  อาทิการเปิดตลาดอินทรีย์ในพื้นที่ต่างๆของจังหวัด เช่น โรงพยาบาล รวมถึงสนับสนุนให้มีการสื่อสารสร้างความรู้ให้ผู้บริโภคให้มีความรอบรู้ด้านอาหารและสุขภาพอย่างต่อเนื่อง รวมถึงส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวได้เดินทางมีประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงเกษตรและเชิงนิเวศอย่างมีจิตสำนึก

งานสังคมสุขใจ ครั้งที่ 6  ปีนี้มีเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ในหลายจังหวัด รวมถึงเครือข่ายผู้ประกอบการ  มาร่วมอย่างคึกคัก  โดยเกษตรกรอินทรีย์ในเครือข่ายสามพรานโมเดล  ซึ่งมีจำนวนทั้งหมด 16 กลุ่ม  ในปีนี้ นอกจะนำผลผลิต  ผัก ผลไม้ และข้าวอินทรีย์ ยังมี ปศุสัตว์อินทรีย์ เช่นหมูหลุม ไก่โคราช และยังมีสินค้าแปรรูปต่างๆ  เครื่องปรุงรส  รวมถึงองค์ความรู้ในการทำปัจจัยการผลิต การทำเกษตรอินทรีย์ มาเผยแพร่ และนำพันธุ์ไม้มาจำหน่ายด้วย

ในงานสังคมสุขใจ ยังเป็นโอกาสที่ ผู้ประกอบการ โรงแรม ร้านอาหาร จะได้มาช้อปหาเครือข่ายความร่วมมือเพื่อการจัดหาวัตถุดิบอินทรีย์ ซึ่งในงานนี้ สามพรานโมเดลอะคาเดมี (Sampran Model Academy)  ที่มีการเปิดสำนักงานอย่างเป็นทางการในงานนี้ด้วย จะมีทีมเจ้าหน้าที่ส่งเสริม พร้อมให้คำปรึกษา ให้ข้อมูล ประสานเชื่อมโยงการขับเคลื่อน เพื่อให้ผู้มาร่วมงานได้ประโยชน์จากการมาร่วมงานมากที่สุด

ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ช้อปเปลี่ยนโลก” และกลยุทธ์การตลาดการขับเคลื่อนซึ่งประกอบด้วย INSPIRE -LEARN- ACT-Share  นอกจากผู้ชมงานสังคมสุขใจ จะได้เลือกซื้อผลผลิตอินทรีย์ จากกลุ่มเกษตรกรอินทรีย์ที่มั่นใจได้ของสามพรานโมเดลและเครือข่ายรวมกว่า 200 บูธแล้ว ในงานนี้ยังมีการจัดเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์การขับเคลื่อนสามพรานโมเดล  ซึ่งเป็นโมเดลธุรกิจเกื้อกูลสังคมที่สวนสามพรานได้ใช้เป็นโมเดลในการทำธุรกิจอย่างยั่งยืน   และยังมีการเล่าประสบการณ์การขับเคลื่อน Organic Tourism

ภายในงานปีนี้ ยังมีเกษตรกรอินทรีย์รุ่นใหม่    ศิลปินรักสุขภาพรักโลก คนเมืองกับสวนอินทรีย์หลังบ้าน   อีกทั้งยังมีWorkshop กิจกรรมดี ไอเดียเด็ดๆ มาให้ทุกคนได้เรียนรู้ เช่น กิจกรรม “เส้นผักออร์แกนิก” จาก ภาคีเครือข่ายปันอยู่ ปันกิน    เมนูอินทรีย์ใช้พลังงานน้อย  เทคนิคการลดขยะอาหารด้วยตนเอง Food Waste Management     รวมถึงให้ผู้บริโภคได้ทดลองสวมบทบาท เกษตรกร ผู้ประกอบการ ฯลฯ เข้าร่วมการประชุมกลุ่มกับเกษตรกรอินทรีย์ตัวจริง     ขณะที่ในส่วนของเด็กๆ ก็มี กิจกรรม วาดศิลป์ เล่นสี Eco Printing และขยะมหาสนุก จากสาขานิเทศศิลป์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม  และกิจกรรม เส้นทางอาหารอินทรีย์ ในปฐมออร์แกนิกวิลเลจ  ซึ่งเด็กๆ จะได้เรียนรู้การดำนา การทำปัจจัยการผลิต การเลี้ยงไส้เดือนดิน การสีข้าว การแปรรูปผลผลิตอินทรีย์ เช่น การทำน้ำส้มสายชูกล้วย สครับข้าว สบู่ข้าว การย้อมผ้าสีธรรมชาติ เป็นต้น

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมโลก ในงานสังคมสุขใจครั้งที่ 6  ยังมีการจัดฐานสาธิตสู่การปฏิบัติ เศรษฐกิจหมุนเวียน Circular Economy ณ ปฐม ออร์แกนิก วิลเลจ เพื่อให้ประชาชนที่มาได้เรียนรู้สู่การวางแผนจัดการขยะในครัวเรือนอย่างเป็นระบบได้ง่ายๆ  และเริ่มได้ทันที  โดยจะมีทำตัวอย่างสถานีปุ๋ยหมัก  ที่สามารถทำใช้ในครัวเรือน รวมถึงมีการสอนวิธีทำ ให้คำแนะนำส่วนผสม อัตราส่วน ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง เพื่อเปลี่ยนขยะเศษอาหารในครัวให้เกิดประโยชน์ ดีต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนำมาใช้เป็นปัจจัยการผลิตอาหารได้อย่างดีด้วย

งานสังคมสุขใจ ครั้งที่ 6 ขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์สู่ชีวิตที่สมดุล “ช้อปเปลี่ยนโลก” จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-15  ธันวาคมนี้ ที่ สวนสามพราน จ.นครปฐม ตั้งแต่  เวลา 09.00-17.00 น. โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ และมีจุดจอดรถเพิ่มในโรงเรียนยอแซฟอุปถัมภ์ (เฉพาะวันที่ 14-15 ธ.ค. ห่างจากสวนสามพราน 2 กม. พร้อมบริการรถรับ-ส่งเข้างานฟรี)  สอบถามข้อมูลได้ที่ โทร 034 322 588-93
หรือติดตามกิจกรรมของงานที่ Facebook/งานสังคมสุขใจ ครั้งที่ 6

73 สารชีวภัณฑ์ฉลุยขึ้นทะเบียนกำจัดศัตรูพืช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/398061?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

73 สารชีวภัณฑ์ฉลุยขึ้นทะเบียนกำจัดศัตรูพืช

วันที่ 10 พฤศจิกายน 2562 – 00:28 น.
กรมวิชาการเกษตร,แบน 3 สาร,สารชีวภัณฑ์,อินทรีย์,ขึ้นทะเบียนสารชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช
เปิดอ่าน 48 ครั้ง

เผย 3 ขั้นตอนขึ้นทะเบียนสารชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช 73 ทะเบียน ผ่านประเมินคุณสมบัติไม่มีสารพิษตกค้างในอาหารและสิ่งแวดล้อม

10 พฤศจิกายน 2562 นางสาวเสริมสุข  สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึง การขึ้นทะเบียนสารชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช ว่า มีหลักเกณฑ์พิจารณา 3 ขั้นตอน

ทั้งนี้คือ ขั้นตอนการประเมินข้อมูลพิษวิทยาซึ่งคณะทำงานเพื่อพิจารณาชีวภัณฑ์และผลิตภัณฑ์ธรรมชาติจากพืชที่ใช้ควบคุมศัตรูพืชจะประเมินข้อมูลพิษวิทยาที่สำคัญประกอบด้วย คุณสมบัติทางกายภาพ  เคมี  และด้านเทคนิคของชีวภัณฑ์  พิษวิทยาและข้อมูลการรับสัมผัส  สารพิษตกค้างใน/บนผลิตภัณฑ์อาหารและสิ่งแวดล้อม  ผลของชีวภัณฑ์ต่อสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่เป้าหมาย  กรรมวิธีการผลิตและแหล่งที่มาของเชื้อ

ขั้นตอนต่อมาคือ การขอนำเข้าหรือผลิตตัวอย่างเพื่อวิเคราะห์คุณภาพของผลิตภัณฑ์ โดยผู้ประกอบการต้องยื่นคำขออนุญาตผลิตหรือนำเข้าตัวอย่างวัตถุอันตรายซึ่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์จะแบ่งเป็น 2 ส่วนเพื่อวิเคราะห์ตามข้อกำหนดของวัตถุอันตรายและเพื่อทดสอบประสิทธิภาพเมื่อผลวิเคราะห์ตรงตามมาตรฐานผู้ประกอบการต้องนำตัวอย่างไปทดลองประสิทธิภาพภายใต้การควบคุมของนักวิชาการกรมวิชาการเกษตร

ขั้นตอนสุดท้ายคือ การทดลองประสิทธิภาพซึ่งผู้ประกอบการต้องยื่นคำขออนุญาตทำการทดลองประสิทธิภาพวัตถุอันตรายขั้นการทดลองเบื้องต้นและแผนการทดสอบประสิทธิภาพ เมื่อการทดลองสิ้นสุดให้ส่งรายงานผลการทดลองประสิทธิภาพ พร้อมข้อความที่ขอระบุในฉลากที่ได้รับความเห็นชอบแล้วหากการดำเนินการดังกล่าวผ่านการพิจารณาผู้ประกอบการทำต้องหนังสือส่งผลการประเมินข้อมูลพิษวิทยาผลการทดลองประสิทธิภาพและผลวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ยื่นที่กลุ่มควบคุมวัตถุอันตราย  กรมวิชาการเกษตร  เพื่อนำเสนอข้อมูลต่อคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร  หากคณะอนุกรรมการฯ เห็นควรให้ขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายพนักงานเจ้าหน้าที่จะออกใบสำคัญการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายให้แก่ผู้ประกอบการต่อไป

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาการขึ้นทะเบียนฯ ให้ความสำคัญต่อการพิจารณาขึ้นทะเบียนกลุ่มวัตถุอันตรายที่มีความปลอดภัยในทุกด้านได้แก่ สารสกัดจากธรรมชาติ สารชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช  เป็นลำดับแรก  ปัจจุบันมีสารชีวภัณฑ์ที่ผ่านการขึ้นทะเบียนจากกรมวิชาการเกษตรแล้ว 73 ทะเบียนดังนี้คือ Bacillus thuringiensis  57 ทะเบียน ใช้ป้องกันกำจัดหนอนใยผัก หนอนกระทู้  หนอนเจาะฝักลายจุด  และหนอนหัวดำ

Bacillus amyloliquefaciens 1 ทะเบียน ใช้ป้องกันกำจัดโรคแอนแทรคโนสในพริก Bacillus subtilis 8 ทะเบียน ใช้ป้องกันกำจัดโรคกาบใบแห้งในข้าว และโรคแอนแทรคโนสในพริก Beauveria bassiana 2 ทะเบียน ใช้ป้องกันกำจัดแมลงหวี่ขาว Metarhiziumanisopliae  2 ทะเบียน ใช้ป้องกันกำจัดเพลี้ยจักจั่นฝ้ายในมะเขือเปราะ Nuclear Polyhedrosis Virus (NPV) 1 ทะเบียน  ใช้ป้องกันกำจัดหนอนกระทู้หอม และ Trichoderma harzianum 2 ทะเบียน ใช้ป้องกันกำจัดโรคแอนแทรคโนสในพริก

ทั้งนี้ผู้ขอขึ้นทะเบียนทุกรายจะต้องทดลองประสิทธิภาพกับพืชและศัตรูพืชตามที่ระบุไว้ในฉลากเพื่อพิสูจน์ว่า วัตถุอันตรายที่ขอขึ้นทะเบียนสามารถใช้ได้ผลจริงในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช  ที่สำคัญจะต้องผ่านการประเมินข้อมูลพิษวิทยา เพื่อความปลอดภัยของเกษตรกร  ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม ซึ่งแม้จะเป็นสารชีวภัณฑ์จากจุลินทรีย์หรือสารสกัดจากพืชก็ต้องขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายตามกฎหมาย

ขีดเส้นสรุปแนวทางช่วยผลกระทบยกเลิก 3 สารสัปดาห์นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/398056?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ขีดเส้นสรุปแนวทางช่วยผลกระทบยกเลิก 3 สารสัปดาห์นี้

วันที่ 10 พฤศจิกายน 2562 – 00:05 น.
วัตถุอันตราย,แบนสารเคมี,เฉลิมชัย
เปิดอ่าน 29 ครั้ง

เฉลิมชัย เร่งสรุปแนวทางช่วยเหลือเกษตรกร รับผลกระทบยกเลิก 3 สาร ภายในสัปดาห์นี้ ก่อนแบนวันที่1ธ.ค.

10 พฤศจิกายน 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า คณะทำงานพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิด ของกระทรวงเกษตรฯ จะพิจารณาทุกมาตรการอย่างรอบคอบเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อเกษตรกรและเศรษฐกิจของประเทศ

ทั้งนี้ในสัปดาห์นี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องนำข้อมูลมารายงานต่อที่ประชุม และกำหนดให้มาตรการต่างๆ ต้องเสร็จสิ้นก่อนวันที่ 1 ธันวาคม นี้ซึ่งการยกเลิกสารเคมี 3 ชนิดจะมีผลบังคับใช้

โดยจะประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ร่วมหาวิธีแก้ไขปัญหาได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข ที่ดูแลสารตกค้างในสินค้าเกษตรที่นำเข้าเนื่องจากวัตถุดิบหลายอย่างไทยนำเข้าจากประเทศที่ยังใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดอยู่นั้น กระทรวงอุตสาหกรรม เตรียมมาตรการรองรับกรณีที่ไม่สามารถนำเข้าวัตถุดิบได้อย่างไรบ้าง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์ซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมปศุสัตว์ด้วย

ส่วนกระทรวงพาณิชย์ จะช่วยดูแลไม่ให้ผู้ค้าฉวยโอกาสขึ้นราคาสารป้องกันกำจัดวัชพืชและศัตรูพืชชนิดอื่นที่เกษตรกรต้องใช้แทน รวมถึงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในการป้องกันการโฆษณาหลอกลวงขายสารชีวภัณฑ์ที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนหรือปลอมปนสารเคมี

พร้อมกับหาสารชีวภัณฑ์ต่างๆ เมื่อผ่านทดสอบประสิทธิภาพแล้ว ใช้ได้ผลจริง ให้เปิดกว้างในการขึ้นทะเบียนเพื่อเป็นทางเลือกของเกษตรกร นอกจากนี้เร่งศึกษาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรโดยเฉพาะผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิดได้แก่ อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ข้าวโพด และไม้ผล เมื่อไม่สามารถใช้พาราควอต-ไกลโฟเซตในการป้องกันกำจัดวัชพืช และคลอร์ไพริฟอส ในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชแล้ว จะต้องปรับเปลี่ยนวิถีการทำเกษตรกรรม

เบื้องต้นเกษตรกรรายย่อยอาจต้องใช้แรงงานในการกำจัดวัชพืช ส่วนเกษตรกรที่รวมตัวเป็นแปลงใหญ่และสหกรณ์การเกษตรสามารถสนับสนุนให้ใช้เครื่องจักรกลการเกษตรได้ จากนั้นเมื่อเริ่มฤดูกาลผลิตใหม่ต้องเข้าไปให้ความรู้แก่เกษตรกรรายย่อยในการจัดรูปแปลงให้สามารถรองรับเครื่องจักรกลการเกษตรได้ สำหรับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นต้องของบประมาณมาช่วยเหลือ

“มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งศึกษาผลกระทบทุกด้านอย่างรอบคอบทั้งที่มีต่อเกษตรกร อุตสาหกรรมผลิตสินค้าเกษตรต่อเนื่อง และมาตรการสนับสนุนเกษตรกรที่ต้องแบกรับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ตลอดจนการติดตามเก็บสารเคมีทั้ง 3 ชนิดเพื่อทำลายตามหลักวิชาการให้มีความปลอดภัย”นายเฉลิมชัย กล่าว

ทั้งนี้ที่ผ่านมาในเว็บไซต์กรมวิชาการเกษตร ได้เปิดฟังความคิดเห็นจากประชาชนทั่วไป  ต่อร่าง ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม  เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย (ฉบับที่.. ) พ.ศ…. รับฟังถึงวันที่  8 พ.ย.โดยการรับฟังดังกล่าวเป็นไปตามที่คณะกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อ  22 ต.ค. ได้มีมติแบน  3 สารเคมีอันตราย พาราควอต ไกลโฟเซส คลอร์ไพริฟอส  ในวันที่ 1 ธ.ค. 2562 และให้กรมวิชาการเกษตร มายกร่างประกาศและรับฟังความเห็นเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการวัตถุอันตรายพิจารณาต่อไป

สำหรับร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย (ฉบับที่…) พ.ศ. … หลังจากคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติให้ปรับสถานะสารเคมี 3 ชนิดได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส จากบัญชีวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ยกระดับเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ต้องห้ามผลิต นำเข้า จำหน่าย และครอบครอง ภายในวันที่ 1 ธันวาคม 2562 เมื่อร่างประกาศบังคับใช้  ได้กำหนดให้ ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก หรือผู้มีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ตามประกาศนี้ที่ได้ดำเนินการก่อนวันที่ประกาศฉบับนี้มีผลบังคับใช้ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน 30 วันนับแต่ประกาศมีผลบังคับใช้

แล้งหนัก เขื่อนอุบลรัตน์ ขอดน้ำก้นอ่างมาใช้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/398052?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

แล้งหนัก เขื่อนอุบลรัตน์ ขอดน้ำก้นอ่างมาใช้

วันที่ 10 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
เขื่อนสิรินทร,น้ำแห้ง,ภัยแล้ง
เปิดอ่าน 32 ครั้ง

แล้งหนัก เขื่อนอุบลรัตน์ ขอดน้ำก้นอ่างมาใช้ 190 ล้านลบ.ม.ช่วงหน้าแล้งยาว 7 เดือน

10 พฤศจิกายน 2562 นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยภายหลังได้รับรายงานสถานการณ์น้ำในเขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น จากนายศักดิ์ศิริ อยู่สุข ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 6

โดยกล่าวว่า สืบเนื่องจากปริมาณฝนที่ตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ยตลอดในช่วงฤดูฝนที่ผ่านมา โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่รับน้ำของเขื่อนอุบลรัตน์ ส่งผลให้มีน้ำไหลเข้าเขื่อนอุบลรัตน์ น้อยที่สุดในรอบ 53 ปี นับตั้งแต่มีการก่อสร้างเขื่อน โดยปัจจุบันเขื่อนอุบลรัตน์ มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์น้อยมาก เพียง 574 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 23 ของความจุอ่างฯ เท่านั้น ในขณะที่ยังคงต้องระบายน้ำ เพื่อสนับสนุนการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และการรักษาระบบนิเวศ วันละประมาณ 0.65 ล้าน ลบ.ม.

ในการนี้ คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำจังหวัดขอนแก่น ได้ร่วมหารือกันถึงแนวทางในการนำน้ำก้นอ่างฯมาใช้ โดยในช่วงฤดูแล้งปี 2562 ต่อเนื่องไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้า (1 พ.ย. 62 – 31 พ.ค. 63) ได้เตรียมนำน้ำกันอ่างฯมาใช้ ตามแผนการระบายน้ำของเขื่อนอุบลรัตน์ คาดว่าจะต้องใช้น้ำก้นอ่างประมาณ 190 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งจะต้องติดตามการบริหารจัดการน้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เนื่องจากปริมาณน้ำที่เหลือในเขื่อนอุบลรัตน์ สามารถสนับสนุนได้เฉพาะการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศเท่านั้น ซึ่งการนำน้ำก้นอ่างฯมาใช้ จะไม่กระทบต่อความมั่นคงแข็งแรงของตัวเขื่อนแต่อย่างใด
ทั้งนี้ กรมชลประทาน โดยสำนักงานชลประทานที่ 6 ได้ทำการประเมินน้ำต้นทุนเขื่อนขนาดใหญ่และอ่างเก็บน้ำขนาดกลางที่อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบ 5 จังหวัด ภาคอีสานกลาง ได้แก่ ชัยภูมิ ขอนแก่น กาฬสินธ์ มหาสารคาม และร้อยเอ็ด เพื่อประเมินพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งด้านการอุปโภคบริโภค โดยได้เชิญภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมหารือกัน เพื่อให้รับทราบสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง

รวมถึงได้สั่งการให้ทุกโครงการชลประทานในพื้นที่ จัดการประชุมคณะกรรมการจัดการชลประทาน (JMC) เพื่อให้ผู้ใช้น้ำได้หารือแนวทางบริหารจัดการน้ำร่วมกัน พร้อมกับเน้นย้ำให้ทำการประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำให้ทุกภาคส่วนได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปตามแผนการจัดสรรน้ำที่วางไว้ รวมทั้งต้องขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนได้ตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรน้ำ ร่วมกันใช้น้ำอย่างประหยัด เพื่อให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัด เพียงพอใช้ไปจนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม 2563

ชาวสวนยาง เฮ รับเงินถ้วนหน้าเทจ่ายงวดแรก 8 พันล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/398042?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ชาวสวนยาง เฮ รับเงินถ้วนหน้าเทจ่ายงวดแรก 8 พันล้าน

วันที่ 10 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
สวนยาง,เงินชดเชย,ประกันรายได้
เปิดอ่าน 52 ครั้ง

เกษตรกรสวนยาง เฮ รับเงินถ้วนหน้าจ่ายงวดแรกเท 8 พันล้านบาทแล้วประกันราคายาง 17 ล้านไร่ กว่า 1.7ล้านราย

10 พฤศจิกายน 2562 นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่าเกษตรกรชาวสวนยาง(เจ้าของ ผู้เช่าทำ และคนกรีดยาง)ที่ขึ้นทะเบียนไว้ก่อนวันที่ 12 ส.ค.จะได้รับเงินจากโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง

ทั้งนี้เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง ไม่เกิน 25 ไร่ต่อราย ได้เริ่มจ่ายงวดแรกกว่า 8 พันล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 เป็นต้นไป เบื้องต้นมีเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลพื้นที่ปลูกยางกับ กยท. 1,711,252 ราย แบ่งเป็นยางแผ่นดิบ 150,803 ราย น้ำยางสด 470,767 ราย และยางก้อนถ้วย 790,447 ราย คิดเป็นพื้นที่รวม 17,201,391 ไร่

นายสุนันท์  กล่าวว่า สำหรับเงินประกันรายได้แต่ละเดือน จะถูกแบ่งระหว่างเกษตรกรเจ้าของสวนยางและคนกรีดยางในสัดส่วน 60:40 (ตามสัดส่วนการจ้างส่วนใหญ่ของข้อมูลขึ้นทะเบียน) โดยราคากลางจะกำหนดโดยคณะกรรมการกำหนดราคากลางอ้างอิงงวดแรก (ประกาศ ณ วันที่ 25 ต.ค.2562) กำหนดราคายางแผ่นดิบ 38.97 บาท/กก. น้ำยางสด 37.72 บาท/กก. และยางก้อนถ้วย 16.19 บาท/กก.

“กยท.กำหนดหลักเกณฑ์ของโครงการ โดยผู้มีสิทธิ์ร่วมโครงการต้องเป็นเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลพื้นที่ปลูกยางกับ กยท. ก่อนวันที่ 12 สิงหาคม 2562 และต้องมีสวนยางเปิดกรีดแล้ว อายุไม่ต่ำกว่า 7 ปี กำหนดให้ประกันรายได้ รายละไม่เกิน 25 ไร่ ที่ปริมาณผลผลิตยาง (ยางแห้ง) 240 กก./ไร่/ปี หรือ 20 กก./ไร่/เดือน ทั้งนี้ ยังเปิดโอกาสให้เกษตรกรชาวสวนยางแจ้งขึ้นทะเบียนเพิ่มเติมได้ ณ กยท. ทุกสาขา” นายสุนันท์ กล่าว

Green Market แหล่งช้อปสายคลีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/398085?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

Green Market แหล่งช้อปสายคลีน

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 – 18:48 น.
สปก,อตก,โครงการตลาด Green Market
เปิดอ่าน 48 ครั้ง

เปิดตัวเรียบร้อย โครงการ Green Market แหล่งช้อปสายคลีน อนุรักษ์ สิ่งแวดล้อม พบร้านค้าเกษตรอินทรีย์ งานฝีมือ ร่วมลดใช้ถุงพลาสติก

9 พฤศจิกายน 2562 เปิดตัวไปเรียบร้อยสำหรับโครงการ Green Market โดยนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ในฐานะประธานกรรมการ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก. ) เป็นประธาน

ซึ่งมีนายนายกมลวิศว์ แก้วแฝก ผู้อำนวยการ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก. ) ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ซึ่งเป็นการช่วยกันรณรงค์ ลดการใช้ถุงพลาสติก โดยการนำวัสดุที่สามารถย่อยสลายได้ง่าย ไม่เป็นอันตรายต่อคน สัตว์ สิ่งแวดล้อม มาทดแทน เปลี่ยนการใช้ถุงพลาสติกเป็นการใช้ถุงผ้าในการซื้อสินค้า

ในการนี้ผู้อำนวยการ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก. ) นำชมร้านค้าบริเวณตลาดน้ำ อ.ต.ก. ซึ่งมีสินค้าหลากหลายประเภทจำหน่าย อาทิ สินค้าเกษตรอินทรีย์ งานทำมือ ผลิตภัณฑ์จักสาน ต้นไม้นานาพันธุ์ และอาหารคาวหวาน ณ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เขตจตุจักร กรุงเทพฯ