เดินหน้าโรงเรียนสหกรณ์ต้นแบบนำร่อง กทม. ปริมณฑล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/398076?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

เดินหน้าโรงเรียนสหกรณ์ต้นแบบนำร่อง กทม. ปริมณฑล

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 – 18:26 น.
กรมส่งเสริมสหกรณ์,มนัญญา ไทยเศรษฐ,สหกรณ์โรงเรียน,สันนิบาตสหกรณ์ฯ
เปิดอ่าน 48 ครั้ง

เดินหน้าโครงการโรงเรียนสหกรณ์ต้นแบบ นำร่อง กทม.  ปริมณฑล ทดลองจัดตั้ง 2 ประเภท ออมทรัพย์ การเกษตร 

9 พฤศจิกายน 2562 นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ (คพช.) ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ เทเวศร์ กรุงเทพมหานคร

โดยมี นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ ผู้แทนจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงบประมาณ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ผู้แทนเลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้แทนจากชุมนุมสหกรณ์ต่างๆ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม

การประชุมครั้งนี้ ได้มีการแสดงความคิดเห็นต่อร่างระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยการบัญชีของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร พ.ศ…. และร่างประกาศกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เรื่องการประมาณการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ พ.ศ…. และมีการนำเสนอความคืบหน้าการจัดทำโครงการโรงเรียนสหกรณ์ต้นแบบ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้านการสหกรณ์แบบ Actives Learning โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ โรงเรียนในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดปริมณฑล

พร้อมทั้งได้กำหนดการส่งเสริมการทดลองจัดตั้งสหกรณ์ 2 ประเภท ได้แก่ สหกรณ์ออมทรัพย์ และสหกรณ์การเกษตร โดยมุ่งส่งเสริมให้นักเรียนกับครูหรือโรงเรียนเพื่อนำฝากไว้กับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูในจังหวัดที่มีครูในโรงเรียนเป็นสมาชิก ส่งเสริมให้นักเรียนรวมทุน เพื่อเป็นทุนของสหกรณ์ทดลอง และส่งเสริมการวางแผนการเพาะปลูกทางการเกษตร โดยครูหรือโรงเรียนนำผลผลิตออกจำหน่าย ซึ่งสันนิบาตสหกรณ์ฯ จะดำเนินการประสานสหกรณ์ออมทรัพย์ในพื้นที่เสนอรายชื่อโรงเรียนให้สันนิบาตสหกรณ์ฯ พิจารณาคัดเลือกต่อไป รวมทั้งมีการพิจารณาและให้คำวินิจฉัยเรื่องต่าง ๆ ของสหกรณ์ ในการกำกับและส่งเสริมสหกรณ์อีกด้วย

ใช้งานเพียงปีเศษผนังปูนกันดินสไลด์ริมคลองชลประทานยุบตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/398048?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ใช้งานเพียงปีเศษผนังปูนกันดินสไลด์ริมคลองชลประทานยุบตัว

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 – 15:45 น.
กรมชลประทาน,ตลิ่งทรุด,ดินสไลด์,ริมคลองชลประทาน,ยุบตัว
เปิดอ่าน 49 ครั้ง

กรมชลประทาน เร่งแก้ปัญหาผนังปูนกันดินสไลด์ริมคลองชลประทาน 21 ประสานผู้รับเหมาเร่งดำเนินหวั่นคลองพัง

9 พฤศจิกายน 2562 ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่าจากกรณี ผนังปูนกันดินสไลด์ริมคลองชลประทาน 21 ที่แยกจากคลองชลประทานสายชัยนาท-ป่าสักพัง หลังจากดำเนินการก่อสร้างมาได้เพียงปีเศษ

ล่าสุดจากที่ได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบกรณีดังกล่าวแล้ว พบว่าคอนกรีตดาดคลองส่ง น้ำ 21 ขวา  บริเวณ กม.0+300 ถึง กม.0+345  และกม.0+600 ถึง 0+780 เกิดการชำรุดแตกและยุบตัวลง  เบื้องต้นได้มีหนังสือแจ้งผู้รับจ้างให้มาดำเนินการซ่อมแซมคอนกรีตดาดคลอง 21 ขวา ดังกล่าวแล้ว เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2562 ที่ผ่าน  แต่ยังไม่สามารถดำเนินการซ่อมแซมได้  เนื่องจากอยู่ในช่วงฤดูกาลส่งน้ำให้เกษตรกรตลอดระยะเวลาการทำนา ซึ่งระดับน้ำในคลองจะมีระดับสูง

ทั้งนี้กรมชลประทาน  โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโคกกะเทียม  ได้นัดประชุมเพื่อชี้แจงถึงปัญหาพร้อมขอความร่วมมือจากผู้ปกครองท้องที่  ประชาสัมพันธ์แจ้ง เกษตรกรงดทำนาต่อเนื่อง เนื่องจากโครงการฯ จะเริ่มลดระดับน้ำปากคลอง 21 ขวา ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 เป็นต้นไป  และประสานไปยังผู้รับจ้างให้เร่งเข้าดำเนินการซ่อมแซมคอนกรีตดาดคลองที่แตกชำรุด ตั้งแต่วันพุธที่  13 พฤศจิกายน 2562 เพื่อให้สามารถกลับมาใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพต่อไป

ดูความสำเร็จของโครงการหลวงขุนสถาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/397434?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ดูความสำเร็จของโครงการหลวงขุนสถาน

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 – 05:01 น.
โครงการหลวงขุนสถาน
เปิดอ่าน 52 ครั้ง

 เลิกพืชเชิงเดี่ยวสู่”เกษตรผสมผสาน”ความสำเร็จโครงการหลวงขุนสถาน

การทำเกษตรบนพื้นที่สูงใน จ.น่าน จากปลูกพืชเชิงเดี่ยวในอดีต โดยเฉพาะการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์  ปัจจุบันเกษตรกรเริ่มหันมาปลูกพืชผสมผสานและหลากหลายมากขึ้น โดยมีสหกรณ์ในพื้นที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการดูแลเรื่องปัจจัยการผลิต การดูแลพื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกร เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพตามที่ตลาดต้องการ และเชื่อมโยงกับมูลนิธิโครงการหลวง ในการรวบรวมผลผลิตและส่งจำหน่ายสู่ผู้บริโภค

             “ท่องโลกเกษตร” อาทิตย์นี้พาไปตะลุยเมืองน่าน ดูการขยายผลโครงการพัฒนาพื้นที่สูงของสหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงขุนสถานบ้านแสนสุข จำกัด ที่ปัจจุบันมีการผลิตพืชผักผลไม้เมืองหนาวคุณภาพดีหลายชนิด ภายใต้โครงการเกษตรปลอดภัยส่งตรงสู่ผู้บริโภค

        เชี่ยวชาญ เลาย่า หัวหน้าศูนย์โครงการพัฒนาที่สูงแบบโครงการหลวงขุนสถาน และในฐานะที่ปรึกษาของสหกรณ์การเกษตรขยายผลโครงการหลวงขุนสถานบ้านแสนสุข จำกัด อ.นาน้อย จ.น่าน เล่าว่า สหกรณ์แห่งนี้มีสมาชิกเป็นชาวเขาเผ่าม้งประมาณ 74 ครัวเรือน ส่วนใหญ่ปลูกกระหล่ำปลี ฟักทอง อาโวคาโด ข้าวไร่ พริกหวาน ทั้งสีแดง สีเหลือง และสีเขียว มะเขือเทศและองุ่น ผลผลิตที่ได้เกษตรกรจะรวบรวมเพื่อนำมาจำหน่ายให้สหกรณ์และบางส่วนขายให้พ่อค้าท้องถิ่น

ซึ่งจากการใช้หลักการตลาดนำการผลิตทำให้ผลผลิตของสมาชิกสหกรณ์แห่งนี้ไม่มีปัญหาเรื่องราคา เพราะเกษตรกรสามารถปลูกพืชผักทุกชนิดได้ตรงต่อคุณภาพและปริมาณที่ตลาดมีความต้องการ ผลผลิตที่ขายดี คือองุ่นและเมล่อน ซึ่งมีความหวานกำลังพอดี เฉลี่ย 13 บริกซ์ขึ้นไป

ก่อนเริ่มลงมือผลิตสหกรณ์จะร่วมประชุมกับเจ้าหน้าที่โครงการหลวง เพื่อรับทราบเป้าหมายการผลิตสินค้าและการตลาดในแต่ละปี เป็นการวางแผนล่วงหน้าข้ามปี หรืออย่างเร็วสุดคือ 4 เดือน ซึ่งโครงการหลวงจะทำแผนการตลาดล่วงหน้าและจัดสรรโควตาพืชรายตัวให้แก่สหกรณ์นำไปวางแผนการผลิตกับสมาชิกสหกรณ์ เช่น แต่ละปีจะรับซื้อพริกหวาน 2,000 กิโลกรัม เมล่อน 800 กิโลกรัม อาโวคาโด 300 กิโลกรัม โดยราคารับซื้อจะกำหนดจากโครงการหลวงทุกสัปดาห์และจะมีการปรับราคาให้สอดคล้องกับราคาตลาด

จากนั้นสหกรณ์จะแจ้งราคารับซื้อผลผลิตให้เกษตรกรที่เป็นสมาชิกได้ทราบว่าราคาพืชผักผลไม้แต่ละชนิดจะรับซื้อในราคาเท่าไหร่ เช่น เมล่อนรับซื้อที่ราคา 50 บาทต่อกิโลกรัม เป็นต้น โดยสายพันธุ์ที่นิยมคือพันธุ์กรีนเนท

ทั้งนี้เกษตรกรสมาชิกสามารถปลูกพืชได้ตามความพร้อมของแต่ละคน แต่สหกรณ์จะมีโควตารับซื้อตามที่ได้รับจัดสรรมาจากโครงการหลวงซึ่งในบางปีมีความต้องการมากแต่ผลิตไม่ทัน ซึ่งการทำข้อตกลงกันระหว่างเกษตรกรกับสหกรณ์ทำให้การรับซื้อผลผลิตมีความแน่นอนทั้งในเรื่องปริมาณและราคา ฉะนั้นสมาชิกจะนำผลผลิตมาขายให้สหกรณ์ก่อน ที่เหลือจึงจะไปขายให้พ่อค้าคนกลาง โดยสหกรณ์จะกำหนดคุณภาพผลผลิตที่จะรับซื้อเป็นเกรด เอ เกรด บี และคละเกรด

ปัจจุบันโรงเรือนตัดแต่งและบรรจุผลผลิตสหกรณ์ ได้รับงบอุดหนุนจากโครงการหลวง 2.3 ล้านบาท และเงินสนับสนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์อีกจำนวนกว่า 8 แสนบาท เพื่อจัดสร้างโรงเรือนสำหรับรวบรวมผลผลิตทางการเกษตรจากเกษตรกรในพื้นที่เพื่อคัดบรรจุผักและผลไม้ก่อนจัดส่งให้โครงการหลวง

          คมสันต์ ยั่งยืนสกุล ประธานสหกรณ์การเกษตรขยายผลโครงการหลวงขุนสถาน เผยว่า ปลูกองุ่นบนเนื้อที่ประมาณ 518 ตารางวา หรือไร่เศษ กู้เงินจากสหกรณ์ 5 หมื่นบาท มาทำแปลงปลูกขนาดยาว 30 เมตร กว้าง 17 เมตร ซึ่งองุ่นที่ปลูกเป็นพันธุ์บิวตี้ ผลจะเป็นสีม่วงเข้ม และพันธุ์เฟรม ซึ่งเป็นองุ่นพันธุ์ไร้เมล็ดทั้งสองพันธุ์ การลงทุนปลูกองุ่นทั้งหมดใช้เงินไปประมาณ 120,000 บาท เก็บผลผลิตรอบแรกจำหน่ายได้ประมาณ 1 ตันเศษ ได้เงินมา 1 แสนกว่าบาท และอีกรุ่นจะเก็บเกี่ยวประมาณปลายปี คาดว่าจะได้ผลผลิตอีกประมาณ 2 ตัน ซึ่งผลองุ่นที่สวยและได้คุณภาพจะถูกรวบรวมส่งขายให้โครงการหลวงทั้งหมด

“ในช่วงปลายปีซึ่งเป็นฤดูหนาวจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาที่ขุนสถานจำนวนมาก นับเป็นโอกาสอันดีที่จะได้เปิดแปลงองุ่นรองรับการมาเยือนของนักท่องเที่ยวให้เข้าไปเที่ยวชมและชิมผลองุ่นสดๆ ในไร่ ซึ่งในปีที่ผ่านมาสามารถสร้างรายได้เกือบ 3 แสนบาท”

ขณะที่ นพลักษณ์ นันตะ อายุ 36 ปี สมาชิกสหกรณ์ เล่าว่า ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มากกว่า 10 ไร่มาเป็นเวลากว่าสิบปีแล้ว แต่รายได้ไม่พอค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ภายหลังจากสมัครเข้าเป็นสมาชิกสหกรณ์แห่งนี้ได้ขอกู้เงินเพื่อทำโครงการปลูกเมล่อนและพืชผสมผสานหลากหลายชนิด ทั้งผัก เมล่อน และองุ่น ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิม โดยในปีที่ผ่านมาพื้นที่ปลูกเมล่อน 1 ไร่ สามารถเก็บขายได้ 2 รอบใน 1 ปี ระยะเวลาในการปลูกแต่ละรอบประมาณ 3 เดือน เก็บผลผลิตส่งขายให้สหกรณ์ได้ประมาณรอบละ 5 หมื่นบาท

“ขณะนี้ได้แบ่งแปลงสำหรับปลูกองุ่นเพื่อรองรับการท่องเที่ยวในช่วงฤดูหนาว และตั้งใจว่าจะไม่กลับไปปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อีก เพราะรายได้น้อยและต้องใช้สารเคมี ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่รวมถึงความปลอดภัยด้วย”

การปรับเปลี่ยนของเกษตรกรพื้นที่ขุนสถานนี้น่าจะเป็นตัวอย่างความสำเร็จให้เกษตรกรพื้นที่สูงอื่นๆ ซึ่งในอนาคตก็หวังว่าหากเกษตรกรลดการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และลดการใช้สารเคมีลง จะส่งผลทำให้พื้นที่และสภาพดินมีความปลอดภัยจากสารเคมีที่เป็นอันตราย สภาพแวดล้อมกลับมามีความอุดมสมบูรณ์ เพื่อทำหน้าที่เป็นแหล่งต้นน้ำที่สำคัญให้แก่ประเทศไทยได้อีกครั้ง

ประกาศเขตโรคระบาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/397430?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ประกาศเขตโรคระบาด

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 – 04:25 น.
พิชิตปัญหาสัตว์
เปิดอ่าน 61 ครั้ง

คอลัมน์ – พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง โดย – น.สพ.วิรัช ธนพัฒน์เจริญหรือหมอเล็ก  viruch_dvm@yahoo.com 

สวัสดีครับ วันนี้หมอขอคุยเรื่องการประกาศเขตโรคระบาดกันหน่อยครับ เพราะช่วงนี้เราจะเห็นว่ากรมปศุสัตว์มีการประกาศเรื่อง โรคพิษสุนัขบ้าระบาด ในบางพื้นที่ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัว และต้องระวังตัวเราด้วยครับ ไม่ใช่ระวังเฉพาะสัตว์เลี้ยงเท่านั้น

พูดถึงโรคพิษสุนัขบ้าหลายคนคิดว่าถ้าโดนสัตว์ที่มีเชื้อพิษสุนัขบ้าข่วน เลีย หรือกัดแล้วจะไม่มีทางรักษา เป็นความคิดที่ผิดอย่างที่เราเคยคุยกันนะครับ เพราะทันทีที่เราถูกสัตว์ที่คิดว่าเป็นโรคพิษสุนัขบ้าเลีย ข่วนหรือกัดก็ตาม ให้รีบไปพบแพทย์ไม่ใช่พบสัตวแพทย์นะครับ แต่ถ้ารอจนเกิดอาการแล้วทีนี้ก็จะรักษาไม่ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายและน่าเสียใจครับ

ทีนี้กลับมาเรื่องที่เราเกริ่นไว้กันครับ คือเมื่อไม่นานมานี้มีการแชร์ในโลกโซเชียลเกี่ยวกับการประกาศเขตโรคระบาดสัตว์ชั่วคราว นี่ล่ะครับคือสิ่งที่หมอขอคุยถึงเรื่องการประกาศเขตโรคระบาดให้คนรักสัตว์ได้ทราบ เพราะเป็นเรื่องสำคัญเกี่ยวกับความปลอดภัยที่คนรักสัตว์ควรเข้าใจครับ

โดยเราจะทำความเข้าใจกับเรื่องเกี่ยวกับกฎหมาย พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 ซึ่งอยู่ในการดูแลของกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คำว่าเขตโรคระบาดชั่วคราวนั้น สัตวแพทย์ที่รับผิดชอบในพื้นที่เห็นว่าโรคระบาดที่ตรวจพบจะระบาดออกไป หรือท้องที่อื่นที่ติดต่อกับท้องที่นั้นจะระบาดเข้ามา สัตวแพทย์มีอำนาจประกาศกำหนดเขตโรคระบาดชั่วคราวหรือเขตเฝ้าระวังโรคระบาดในท้องที่รับผิดชอบรัศมีไม่เกินห้ากิโลเมตร จากจุดที่ตรวจพบโรคระบาด บังคับใช้ได้สามสิบวันนับแต่วันประกาศโดยระบุชนิดสัตว์รวมถึงซาก และโรคระบาด ปิดไว้ที่ สํานักงานเขต ที่ว่าการอําเภอ ที่ทําการองค์การบริหารส่วนตําบล สํานักงานเทศบาล ที่ทําการกํานัน ที่ทําการผู้ใหญ่บ้าน และที่ชุมนุมชนภายในท้องที่นั้น

คราวนี้มาดูว่าสัตวแพทย์ในที่นี้หมายถึงใคร ก็หมายถึงนายสัตวแพทย์และสัตวแพทย์ของกรมปศุสัตว์ หรือผู้ที่รัฐมนตรีที่ดูแล พ.ร.บ.นี้ แต่งตั้งโดยมีคุณสมบัติตามกำหนด ไม่ใช่หมอหรือสัตวแพทย์ทั่วไปจะประกาศกันเองได้

ส่วนการประกาศเขตโรคระบาด จะเป็นอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดในการกำหนดเขตบางพื้นที่หรือทั้งจังหวัด ปิดไว้ที่ศาลากลางจังหวัด ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ศาลาว่าการเมืองพัทยา สํานักงานเขต ที่ว่าการอําเภอ ที่ทําการองค์การบริหารส่วนจังหวัด ที่ทําการ องค์การบริหารส่วนตําบล สํานักงานเทศบาล ที่ทําการกํานัน ที่ทําการผู้ใหญ่บ้าน ที่ชุมนุมชนภายใน ท้องที่นั้น และที่ทําการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นที่มีกฎหมายจัดตั้ง สองคำนี้แตกต่างกันตรง ผู้มีอำนาจประกาศกำหนดเขตโรคระบาด รวมถึงรัศมีที่สามารถประกาศเขตและระยะเวลา ดังนั้นเมื่อควบคุมโรคได้แล้วให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งยกเลิกประกาศเขตโรคระบาด

ในกรณีที่มีการประกาศเขตโรคระบาดเราต้องทำอย่างไรบ้าง

อย่างแรกเลยครับ ห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์และซากสัตว์ตามที่ระบุในประกาศเข้าหรือออกพื้นที่ รวมถึงการผ่านในเขตพื้นที่นั้น ยกเว้นว่าจะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากสัตวแพทย์ที่มีหน้าที่รับผิดชอบประจำเขตทุกครั้งที่มีการเคลื่อนย้าย รวมถึงการทำตามคำแนะนำต่างๆ เช่น การทำเครื่องหมายประจำตัวสัตว์ การแจ้งสัตว์ป่วยหรือตาย ที่สงสัยว่าเป็นโรคระบาดเพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ และการทำวัคซีนป้องกันโรคที่จำเป็น

พ.ร.บ.นี้มีเพื่อป้องกันและควบคุมโรคระบาดที่เกี่ยวกับสัตว์ คุ้มครองความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินประชาชน เนื้อหาฉบับนี้อาจเข้าใจยากเนื่องจากต้องอ้างอิงกฎหมาย และมีการประกาศใช้ในพื้นที่ที่ไม่ใช่พื้นที่ปศุสัตว์และเป็นสัตว์เลี้ยงที่เราคุ้นเคย ดังนั้นจึงพูดคุยเพื่อให้เข้าใจในเบื้องต้นและสามารถปฏิบัติตัวได้ถูกต้องครับ

ตอนนี้หมอฝากติดตามข่าวเกี่ยวกับเรื่องพิษสุนัขบ้าไว้ด้วยนะครับ!

“ดิฟเฟนบาเกีย”ปลูกเสริมบารมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/397426?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

“ดิฟเฟนบาเกีย”ปลูกเสริมบารมี

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 – 03:35 น.
ไม้ใบทำเงิน,ดิฟเฟนบาเกีย
เปิดอ่าน 58 ครั้ง

คอลัมน์ – ไม้ใบทำเงิน โดย – อุดม ฐิตวัฒนะสกุล  udomgarden1@gmail.com  

ต่อจากเสาร์ที่แล้ว

คราวที่แล้วพูดถึง  ดิฟเฟนบาเกีย (Dieffenbachia) ไม้ประดับสกุลใหญ่ที่มีความหลากหลายของชนิดพันธุ์ที่ไม่ใช่มีแค่ “สาวน้อยประแป้ง และพืชสกุลนี้โดยส่วนใหญ่มีการค้นพบในธรรมชาติบนหมู่เกาะแถบทะเลแคริบเบียน และอีกหลายๆ พื้นที่ในเขตอเมริกาใต้ ซึ่งในอดีตยังมีเรื่องราวความลี้ลับอย่างน่าอัศจรรย์และคงมีการเก็บสะสมเพื่อปลูกตามความเชื่ออีกหลายประการ รวมถึงมีการปลูกเพื่อการปัดเป่าเสนียดจัญไร หรือใช้ป้องกันภูติผีสิ่งชั่วร้ายให้กลับกลายเป็นดี

กระทั่งความเชื่อเรื่องคงกระพันชาตรีที่มีอยู่ในว่านพญาช้างเผือก และ ว่านพญาหงสาวดี ก็ต่างเป็นดิฟเฟนบาเกียด้วยเช่นกัน โดยการเรียกขานคำนำหน้าชื่อว่าว่านก็เพื่อเป็นการสื่อถึงความเป็นสิริมงคล หรือมักใช้ในทางเสน่ห์เมตตามหานิยม เสริมบุญบารมี

เพื่อความกระจ่างของพันธุ์ไม้ชนิดนี้ วันนี้มาเล่าต่อกันถึงมหันตภัยร้ายจากการนำไม้ประดับสกุลดังกล่าวนี้มาปลูกของคนในสายอาชีพเกษตรที่มักรู้จักและมีประสบการณ์ดีที่จะต้องมีการระวังมิให้สัมผัสกับน้ำยางโดยตรง เนื่องเพราะในส่วนของน้ำยางของพืชสกุลนี้จะมีสารที่เป็นพิษเรียกว่า แคลเซียมออกซาเลต (Calcium oxalate) ที่มีผลึกรูปเข็มอยู่อย่างมากมาย โดยมีขนาดเล็กมากซึ่งมองด้วยตาเปล่าไม่เห็นกระจายอยู่ทั่วทุกส่วนของพืชชนิดนี้แม้ในชิ้นส่วนที่ขาดความสดแล้วก็ตามก็ยังคงสามารถทำอันตรายด้วยการไปสัมผัสด้วยเช่นกัน

ไม้ชนิดนี้จึงมีการกล่าวขานถึงเรื่องพิษภัยต่างๆ นานาเพิ่มขึ้น จนเป็นกระแสตามสื่อโซเชียลถึงผลอันรุนแรงจากการสัมผัสตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย หรือแม้กระทั่งเป็นการนำเข้าสู่ปากจากการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ปฏิกิริยาจากสารดังกล่าวก็จะส่งผลโดยตรงต่อการระคายเคืองทันที ซึ่งจะมีผลมากน้อยขนาดไหนก็ขึ้นอยู่กับบริเวณจุดที่สัมผัส ปริมาณที่ได้รับ และการมีภูมิป้องกันที่แตกต่างกันออกไปของแต่ละคนอีกด้วย

ซึ่งการแก้ไขในเบื้องต้นสามารถทำได้โดยการล้างน้ำสะอาดแบบให้ไหลผ่านตรงจุดนั้นโดยทันที อาการดังกล่าวก็จะทุเลาลงอย่างเห็นได้ชัด หลังจากนั้นอาจรับประทานยาแก้แพ้หรือยาสมุนไพรจำพวกรางจืดอย่างถูกวิธีก็จะช่วยได้มาก หากมีอาการหนักมากก็ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรักษาตามหลักวิชาการก็ยิ่งเพิ่มความมั่นใจและคลายความกังวลจากกรณีดังกล่าวได้ดี

อย่างไรก็ตามเราคงเห็นและมีการใช้ไม้ประดับชนิดนี้อยู่อย่างแพร่หลายมาแล้ว แต่หากอยากจะใช้ให้ถูกวิธีและเกิดประโยชน์ตามสถานะไม้ประดับให้มีมูลค่าได้อย่างไร..? โปรดติดตามตอนต่อไปครับ!

แกนนำเกษตรกรส่งความคิดเห็นไม่ยอมรับแบน 3 สาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/397945?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

แกนนำเกษตรกรส่งความคิดเห็นไม่ยอมรับแบน 3 สาร

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
แบน 3 สาร,กรมวิชาการเกษตร,มนัญญา,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,สุกรรณ์ สังข์วรรณะ
เปิดอ่าน 90 ครั้ง

แกนนำเกษตรกร ส่งผลรับฟังความคิดเห็นร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ยกเลิกใช้ 3 สาร กว่าหมื่นสามคน ไม่เห็นด้วย

9 พฤศจิกายน 2562 อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตรชี้ ส่งเค้ายุ่ง หากผลรับฟังความคิดเห็นที่กรมวิชาการเกษตรรวบรวมเสนอที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายครั้งต่อไป มีผู้ไม่เห็นด้วยมากกว่า รัฐมนตรีอุตสาหกรรมจะลงนามร่างประกาศยกเลิกหรือไม่

นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัยกล่าวว่า ได้รวบรวมแบบแสดงความเห็นของเกษตรกรส่งที่สำนักนิติการ กรมวิชาการเกษตรแล้ว ปรากฏว่า มีผู้แสดงความไม่เห็นด้วยต่อร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย (ฉบับที่…) พ.ศ. … จำนวน 13,441 คน โดยวานนี้(8พ.ย.)เป็นวันสุดท้ายของการเปิดรับฟังความคิดเห็น ซึ่งเกษตรกรต้องการทราบจำนวนผู้แสดงความคิดเห็นผ่านทางเว็บไซต์ อีกทั้งผลสรุปทั้งหมดว่า สัดส่วนของผู้ไม่เห็นด้วยและเห็นด้วยเป็นอย่างไร แต่ไม่แน่ใจว่า กรมวิชาการเกษตรจะเปิดเผยข้อมูลอันเป็นสาธารณะหรือไม่

นายสุกรรณ์กล่าวต่อว่า หากผลการรับฟังความคิดเห็นทั้งหมดออกมาว่า มีผู้ไม่เห็นด้วยกับร่างประกาศยกเลิกใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิดมากกว่าผู้เห็นด้วย คณะกรรมการวัตถุอันตรายชุดใหม่ซึ่งมีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธานจะทำอย่างไรและนายสุริยะยังยืนยันเช่นเดิมที่จะลงนามให้ประกาศกระทรวงฯ ดังกล่าวมีผลบังคับใช้วันที่ 1 ธันวาคมนี้หรือไม่

โดยหากดึงดันที่จะออกประกาศ เกษตรกรทั้งประเทศที่ซื้อสาร 3 ชนิดมาไว้ใช้จะนำทั้งพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอสไปส่งยังห้องของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ นายอุนทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมในวันที่ 1 ธันวาคมทันทีตามข้อบังคับของกฎหมายที่ห้ามครอบครอง

นายอดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวว่า ตามมารยาทกรมวิชาการเกษตรไม่ควรเปิดเผยผลรับฟังความคิดเห็น แต่เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่ต้องให้ข้อมูลจริงต่อสังคมเนื่องจากคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติเมื่อวันที่ 22 ตุลาคมให้กรมวิชาการเกษตรไปยกร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมในการปรับสถานะสารเคมี 3 ชนิดได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส จากบัญชีวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 เป็นชนิดที่ 4 ซึ่งต้องห้ามผลิต นำเข้า จำหน่าย และครอบครอง และให้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนต่อร่างประกาศดังกล่าว

นายอดิศักดิ์กล่าวว่า การรับฟังความคิดเห็นนั้นสมควรทำก่อนที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายจะมีมติเพื่อจะได้ทราบว่า ประชาชนส่วนใหญ่มีความเห็นอย่างไร หลังจากนี้กรมวิชาการเกษตรจะรวบรวมความคิดเห็นทั้งหมดนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายครั้งต่อไป ซึ่งหากผลปรากฏว่า เสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยต่อการยกเลิก นายสุริยะก็มีเหตุผลในการลงนามออกประกาศ แต่หากเสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย คณะกรรมการวัตถุอันตรายชุดใหม่ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธานจะทบทวนมติหรือไม่ ถ้ายังคงยืนยันตามมติเดิม ก็เกิดข้อกังขาว่า จะเปิดรับฟังความคิดเห็นเพื่ออะไร

“ทันทีที่ประกาศกระทรวงฯ ยกเลิกใช้ 3 สารมีผลบังคับใช้ ทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบการจะร้องศาลปกครองแน่นอน อีกทั้งยังจะมีผลต่อการค้าระหว่างประเทศ ขณะนี้บราซิลเตรียมหารือต่อองค์การการค้าโลก (WTO) เพราะไทยไม่สามารถจะนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศที่ใช้สารเคมี  3 ชนิดนี้ได้ทันทีที่ประกาศมีผลบังคับใช้และเชื่อว่า อีกหลายประเทศจะมีปฏิกิริยาตอบโต้ทางการค้าเช่นกัน” นายอดิศักดิ์กล่าว

หวั่นปัญหาราคาสศก.รับมือกระเทียมทยอยออกปลายปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/397941?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

หวั่นปัญหาราคาสศก.รับมือกระเทียมทยอยออกปลายปี

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร,กระเทียม
เปิดอ่าน 63 ครั้ง

สศก.รับมือผลผลิตกระเทียมกว่า 85,000 ตัน ทยอยออกสู่ตลาดปลายปี เตรียมแนวทางการบริหารจัดการรองรับหวั่นมีปัญหาราคา

9 พฤศจิกายน 2562 นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลพยากรณ์การผลิตกระเทียม ปี 2563 หรือปีเพาะปลูก 2562/63 (ข้อมูลพยากรณ์ ณ 25 กันยายน 2562)  นอกแหล่งผลิตอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้คาดว่า มีเนื้อที่เพาะปลูก รวมทั้งประเทศ 80,254 ไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 80,183 ไร่ ผลผลิตรวม 85,285 ตัน ผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 1,064 กก./ไร่ โดยเนื้อที่เพาะปลูกกคาดว่าลดลงจากปีที่ผ่านมา เนื่องจากราคากระเทียมแห้งคละที่เกษตรกรขายได้ที่ไร่นาลดลงจาก ปี 2561 เกษตรกรในบางพื้นที่จึงปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า เช่น พืชผัก หอมแบ่ง มันแกว อย่างไรก็ตามจากสภาพภูมิอากาศหนาวเย็น มีน้ำเพียงพอต่อการเจริญเติบโต และไม่มีฝนช่วงใกล้เก็บเกี่ยว จะส่งผลให้ภาพรวมผลผลิตทั้งประเทศเพิ่มขึ้นแต่ไม่มากนัก

สำหรับสถานการณ์ราคากระเทียมในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ราคาที่เกษตรกรขายได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง จากสาเหตุพ่อค้ารับซื้อผลผลิตน้อยลงเพราะตลาดปลายทางชะลอตัว ประกอบกับมีการนำเข้ากระเทียมจากต่างประเทศที่มีราคาที่ต่ำกว่าเข้ามาขายแข่งขันเป็นจำนวนมาก โดยราคากระเทียมแห้งคละเฉลี่ย ปี 2562 อยู่ที่ 36.44 บาท/กก. และราคากระเทียมสดคละเฉลี่ยปี 2562 อยู่ที่ 8.11 บาท/กก. ดังนั้น เกษตรกรส่วนใหญ่จึงแขวนไว้เพื่อรอราคายังไม่นำออกมาจำหน่าย และส่วนหนึ่งเก็บไว้ทำพันธุ์ โดยค่าพันธุ์กระเทียม ปี 2562 ได้ปรับตัวลดลงเฉลี่ยอยู่ที่ 65.03 บาท/กก.

นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการ สศก. กล่าวเพิ่มเติมว่า จากสถานการณ์ราคากระเทียมและค่าพันธุ์กระเทียมที่ลดลง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตกระเทียมลดลงไปด้วย โดยพบว่า ปี 2562  ต้นทุนการผลิตกระเทียม เฉลี่ย 29.84 บาท/กก. หรือคิดเป็น 31,422 บาท/ไร่

โดยเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าจ้างแรงงาน ได้แก่ ค่าเตรียมดิน ค่าปลูก ค่าดูแลรักษา และค่าเก็บเกี่ยว ประมาณ ร้อยละ 40 ค่าวัสดุอื่นๆ ได้แก่ ค่าพันธุ์  ค่าปุ๋ย ค่ายาปราบศัตรูพืชและวัชพืช ร้อยละ 53 ค่าเสียโอกาสของเงินลงทุนร้อยละ 2 และ ค่าต้นทุนคงที่ เช่น ค่าเช่าที่ดิน ค่าเสื่อมอุปกรณ์การเกษตร ประมาณร้อยละ 5

ทั้งนี้ ผลผลิตกระเทียมในปีเพาะปลูก 2562/63 จะเริ่มออกสู่ตลาดในเดือนธันวาคม 2562 โดยจะออกมากที่สุดในเดือนมีนาคม 2563 ถึงร้อยละ 68  ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้เตรียมแนวทางการบริหารจัดการกระเทียมในปี 2563 เพื่อรองรับในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาทางด้านราคา

โดยประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินมาตรการเข้มงวดในการปราบปรามการลักลอบนำเข้ากระเทียมจากต่างประเทศ และมีการปรับราคาประเมินเพื่อเสียภาษีนำเข้าให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง รวมทั้งดำเนินการตรวจสอบสต็อกกระเทียมของผู้ประกอบการ ให้มีการนำเข้าอย่างถูกต้อง ป้องกันไม่ให้มีการกักตุนกระเทียมเพื่อเก็งกำไร และดำเนินมาตรการช่วยกระจายผลผลิตกระเทียมออกนอกแหล่งผลิตอย่างต่อเนื่อง

โรงสีข้าวพระราชทาน ข้าวน่าน เพื่อชาวน่าน สายธารแห่งพระเมตตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/397909?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

โรงสีข้าวพระราชทาน  ข้าวน่าน เพื่อชาวน่าน สายธารแห่งพระเมตตา

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
โรงสีพระราชทาน,น่าน,น้ำท่วม,สมเด็จพระเทพ
เปิดอ่าน 77 ครั้ง

โรงสีข้าวพระราชทาน  ข้าวน่าน เพื่อชาวน่าน สายธารแห่งพระเมตตา ยึดหลักสหกรณ์ดำเนินธุรกิจหลัก 5 ด้าน

9 พฤศจิกายน 2562 โรงสีข้าวพระราชทานท่าวังผา ตั้งอยู่ในตำบลศรีภูมิ อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน ภายหลังจากปี 2549 เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมพื้นที่การเกษตรส่งผลทำให้ผลผลิตเสียหาย

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระยศ ในขณะนั้น รับสั่งให้กองงานราชเลขาธิการมาตรวจเยี่ยมประชาชนในพื้นที่อำเภอท่าวังผา และเห็นว่าประชาชนประสบปัญหาและได้รับเดือดร้อนเนื่องจากขาดแคลนอาหารเพื่อการบริโภค จึงได้มีพระราชดำริให้จัดตั้งกองทุนข้าวขึ้น เพื่อส่งเสริมให้ชาวบ้านในพื้นที่ หันมาปลูกข้าวเพื่อเป็นแหล่งอาหารให้ชุมชน และพัฒนามาสู่แนวคิด  “ข้าวน่าน เพื่อชาวน่าน “

นายสำเนียง ส่างคำ ประธานคณะกรรมการโรงสีข้าวพระราชทาน เล่าว่า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงิน ข้าวสาร และเมล็ดพันธุ์ข้าว ตั้งเป็นกองทุนข้าวพระราชทานในช่วงแรกเริ่ม  เพื่อให้ชาวบ้านใช้เป็นทุนในการสร้างความมั่นคงของอำเภอท่าวังผาให้เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของคนในพื้นที่  เมื่อกองทุนข้าวพัฒนาและเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยังได้ทรงพระราชทานเครื่องจักรโรงสีข้าวชุมชน สำหรับตั้งเป็นโรงสีข้าวพระราชทานให้กับราษฎร และทรงเสด็จมาเปิดด้วยพระองค์เองเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2552

คนที่นี่ซาบซึ้งพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์อย่างหาที่สุดมิได้ ไม่เคยละทิ้งประชาชนเลย สายตาพระองค์ท่านมองเห็นและนึกถึงความเป็นอยู่ของชาวบ้านทั้งหมด“ โรงสีพระราชทานแห่งนี้ยังได้นำหลักการสหกรณ์ มาปรับใช้ในการบริหารงาน ดำเนินธุรกิจหลัก 5 ด้าน ได้แก่ ธุรกิจรวมรวมและรับซื้อข้าวเปลือกเพื่อแปรรูปและบริการสีข้าว ธุรกิจจัดหาปัจจัยการผลิตมาจำหน่ายแก่สมาชิก ธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจบริการรถไถนาและเครื่องจักรกลการเกษตรและธุรกิจร้านกาแฟ

โดยกิจกรรมรวบรวมและรับซื้อข้าวมาแปรรูป โรงสีจะคิดค่าบริการสีข้าว สำหรับสมาชิกคิด อัตราบริการกิโลกรัมละ 1 บาท  สีข้าวกล้องกิโลกรัมละ 1.50 ส่วนบุคคลทั่วไปจะคิดค่าบริการสีข้าวกิโลกรัมละ 1.50 บาทและสีข้าวกล้อง กิโลกรัมละ 2 บาท  ส่วนของแกลบที่ได้จากการสีข้าว สหกรณ์จะบรรจุใส่ถุงขายกิโลกรัมละ 45 สตางค์ ขายให้ชาวบ้านเพื่อนำไปเป็นวัตถุดิบทำปุ๋ยหมัก หรือรองพื้นโรงเลี้ยงสัตว์  ส่วนรำข้าว เกษตรกรบางรายซื้อไปผสมอาหารให้แพะกิน ซึ่งผลพลอยได้จากการสีข้าว ทั้งแกลบและรำข้าว ช่วยสร้างรายได้อีกทางหนี่งให้กับที่นี่ด้วย

เมื่อกิจการของโรงสีข้าวได้ขยายเพิ่มขึ้น ทางบริษัทเจริญโภคภัณฑ์(ซีพี) มาช่วยปรับปรุงโรงสีให้มีกำลังการผลิตที่สามารถรองรับปริมาณข้าวเปลือกจากเกษตรกรได้เพิ่มขึ้น ทำให้ปัจจุบันโรงสีข้าวแห่งนี้สามารถสีข้าวได้ 6 ตันต่อวัน และผ่านการตรวจสอบและรับรองมาตรการผลิตที่ดี หรือ GMP  ซึ่งทางโรงสีได้รับซื้อข้าวจากสมาชิกเป็นหลักและได้ส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวปลอดภัยและข้าวอินทรีย์

ทั้งข้าวหอมมะลิ และข้าวเหนียวกข 6  ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ภายหลังจากที่มีการส่งเสริมอย่างจริงจัง ทำให้ข้าวของโรงสีข้าวพระราชทานนี้มีคุณภาพดีและได้รับความนิยมมาก ปัจจุบันได้มีการแปรรูปเป็นข้าวสารจำหน่ายสู่ตลาดภายใต้ตราสินค้า “ข้าวน่าน”  โดยจะเน้นจำหน่ายตลาดภายในพื้นที่เป็นหลัก เพื่อให้คนน่านได้บริโภคข้าวสารที่ดีมีคุณภาพ ซึ่งทางโรงสีได้ส่ง “ข้าวน่าน” ไปวางจำหน่ายที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดน่าน  โรงเรียนและหน่วยงานทหารในพื้นที่

การนำวิธีการและรูปแบบสหกรณ์มาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการโรงสีข้าวพระราชทานซึ่งมีสมาชิกประมาณ 1,400 กว่าคน ทำให้สมาชิกยึดในหลักการร่วมกันคิด  ร่วมกันทำ และมีการอบรมให้ความรู้ในการพัฒนาอาชีพ เพิ่มรายได้ ช่วยลดต้นทุนการทำนาต่อไร่เหลือเพียง 2,000 บาท เพราะเราได้ส่งเสริมให้สมาชิกทำปุ๋ยอินทรีย์ ไว้ใช้เอง ผลประกอบการโรงสีในปีที่ผ่านมามีกำไรประมาณ 560,000 – 600,000 บาทต่อปี

“เมื่อถึงสิ้นปีจะมีการจ่ายปันผลคืนให้สมาชิก แม้ผลกำไรอาจจะเป็นเงินจำนวนไม่มาก แต่สมาชิกทุกคนมีความสุขมาก เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรมีที่ดินทำกินไม่เกิน  10 ไร่ ดังนั้น ข้าวที่ปลูกได้ส่วนมากจะเก็บไว้บริโภคในครัวเรือน ที่เหลือเล็กน้อยจึงนำมาขาย และโรงสีฯเราตั้งอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้าน เดินทางไม่ไกล ไปมาได้สะดวก อีกทั้งราคาข้าวที่รับซื้อก็จะมีการปิดประกาศให้สมาชิกทราบโดยตลอด และจะอิงกับราคาตลาด“นายสำเนียง กล่าว

ปัจจุบันสหกรณ์ส่งเสริมสมาชิกผลิตข้าวอินทรีย์ในกลุ่มของข้าวเพื่อสุขภาพเพิ่มมากขึ้น เช่นข้าวหอมนิล  ข้าวหอมทับทิมชุมแพ   ข้าวก่ำ  ข้าวไรซ์เบอร์รี่  และข้าวหอมมะลิ  และรับซื้อมาเพื่อป้อนเข้าโรงสีเพื่อแปรรูปเป็นข้าวกล้อง    วางจำหน่ายเฉพาะที่ร้านเลมอนฟาร์มและร้านสหกรณ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“อีกสิ่งสำคัญที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงฝากไว้ คือการทำอย่างไรที่จะส่งเสริมเด็กและเยาวชนในพื้นที่เรียนรู้  สืบสานการทำนา  สืบสานอาชีพด้านการเกษตร จากโจทย์นี้ ทางโรงสีจึงได้ร่วมมือกับโรงเรียน  บ้าน และวัดในอำเภอท่าวังผา เพื่อพัฒนาหลักสูตรการสอนและถ่ายทอดความรู้ให้กับเยาวชน ได้มีประสบการณ์วิชาชีพการทำเกษตร โดยอิงกับภูมิปัญญาท้องถิ่นและการทำเกษตรแบบผสมผสาน ทั้งการทำนา ปลูกพืชผัก เลี้ยงปลา เป็นต้น”

นอกจากนี้ บริเวณด้านหน้าโรงสีข้าวพระราชทานท่าวังผา ยังเป็นที่ตั้งของร้านกาแฟภูพยัคฆ์ ซึ่งมีการตกแต่งสวยงาม รูปแบบของร้านยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของศิลปะชาวจังหวัดน่าน  ซึ่งร้านกาแฟภูพยัคฆ์แห่งนี้เกิดจากการที่สมเด็จพระเทพรัตน์ ฯ รับสั่งว่าให้ทำโรงสีข้าวฯเป็นประโยชน์มากที่สุด ดังนั้น ในช่วงเทศกาลจึงเปิดให้เป็นจุดพักรถ และเริ่มนำกาแฟสดมาจำหน่าย ปรากฏว่าได้รับการตอบรับดีมากจากนักท่องเที่ยวและคนในพื้นที่

“คนส่วนมากไม่รู้จักโรงสีข้าว แต่เพราะแวะมาดื่มกาแฟ  มานั่งพักและเดินชมดอกไม้ภายในบริเวณโดยรอบร้านกาแฟภูพยัคฆ์  ทำให้ได้รู้จักโรงสีข้าวของที่นี่ไปด้วย และยิ่งเมื่อทราบว่าเป็นโรงสีข้าวพระราชทาน ก็ยิ่งสนใจมากขึ้น  เข้ามาสอบถามข้อมูลและเดินมาเยี่ยมชมกระบวนการทำงานภายในโรงสี รวมถึงซื้อข้าวสารของที่นี่ไปทดลองบริโภคด้วย นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานและผู้นำเกษตรกรจากชุมชนต่าง ๆ ทั้งในจังหวัดน่านและนอกพื้นที่ ติดต่อเข้ามาเยี่ยมชมงานที่โรงสีข้าวแห่งนี้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี”

โรงสีข้าวพระราชทานแห่งนี้ จึงเปรียบเสมือนสายธารแห่งพระเมตตาที่ช่วยโอบอุ้มราษฎรชาวท่าวังผาในยามที่ได้รับความทุกข์ร้อนให้สามารถลุกขึ้นยืนและเดินต่อได้ ด้วยอาศัยแนวทางของสหกรณ์ที่ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน ส่งเสริมความรักสามัคคีของคนในชุมชน ช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน และสร้างอาชีพและรายได้จากการใช้ประโยชน์ของทรัพย์ในดิน ผลิตข้าวที่มีคุณภาพ ภายใต้แนวคิด “ข้าวน่าน  เพื่อชาวน่าน”

กรมชลฯโชว์สุดยอดนวัตกรรมเรือกำจัดวัชพืชจากยางพารา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/397893?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

กรมชลฯโชว์สุดยอดนวัตกรรมเรือกำจัดวัชพืชจากยางพารา

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 – 16:38 น.
กรมชลประทาน,นวัตกรรมการผลิตจากยางพารา,เครื่องจักรกล,เรือกำจัดวัชพืช
เปิดอ่าน 84 ครั้ง

กรมชลฯโชว์สุดยอดนวัตกรรมเรือกำจัดวัชพืช ทำจากยางพารา เฉลิมชัย สั่งเดินหน้าทำถนนยางทั่วประเทศ ดึงราคายางช่วยเหลือชาวสวนยาง

8 พฤศจิกายน 2562 ที่บริเวณสำนักเครื่องจักรกล และสำนักวิจัยและพัฒนา กรมชลประทาน อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์  ได้เยี่ยมชมผลงานวิจัย นวัตกรรมการผลิตจากยางพารา

ทั้งนี้เช่น เรือกำจัดวัชพืช ทุ่นพลาสติกปูด้วยแผ่นยางกันลื่น ทุ่นยางพาราดักผักตบชวาและรางวัดปริมาณน้ำชลประทานจากยางพารา ซึ่งรมว.เกษตรฯมีความสนใจมากที่หน่วยงานรัฐ มีการพัฒนาส่งเสริมการใช้ยางพารา โดยให้ขยายผลการวิจัยผลิตวัสดุ อุปกรณ์ ทางการเกษตร จากยางพาราในหน่วยอื่น ๆ และเน้นย้ำให้เดินหน้าโครงการทำถนนพาราซอยซีเมนต์ ทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ  เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางอย่างยั่งยืน ยกระดับราคายางพาราให้มีเสถียรภาพในระยะยาว

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้สนองนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อส่งเสริมการใช้ยางพาราในหน่วยงานรัฐ โดยการนำยางพารามาใช้ในกิจกรรมของงานชลประทาน คือการคิดค้นนวัตกรรม ทุ่นพลาสติก HDPE ปูด้วยแผ่นยางกันลื่น โดยเนื้อวัสดุของทุ่นเป็น High Density Polyethylene ซึ่งเป็นพลาสติกประเภทพอลิเอทิลีน ที่มีค่าความหนาแน่นสูง

ส่วนแผ่นสังเคราะห์ยางปูพื้นประกอบด้วย ยางธรรมชาติ 85% ยางสังเคราะห์ 5% และอื่นๆ 10% ใช้เป็นโป๊ะลอยน้ำจากทุ่น HDPE สำหรับเทียบเรือเพื่อใช้สัญจรในการปฏิบัติงาน ในอ่างเก็บน้ำ คลองชลประทาน หรือเขื่อนต่างๆ
เรือกำจัดวัชพืชขนาดเล็ก มีคุณลักษณะเฉพาะและรูปแบบของเรือกำจัดวัชพืชขนาดเล็ก โครงสร้างและเปลือกเรือ ทำจากวัสดุอลูมิเนียมขึ้นรูปและเชื่อมประกอบ ขนาดความกว้าง 1.70 เมตร ความยาว 4.80 เมตร และความสูง 0.50 เมตร

บุ้งกี๋สำหรับตักเก็บวัชพืช เป็นแบบตะแกรง ทำจากอลูมิเนียมผสม ขนาดความกว้าง 105 เซนติเมตร ความยาว 200 เซนติเมตร และความสูง 55 เซนติเมตร  ล้อระหัด สำหรับขับเคลื่อนเรือให้เดินหน้า ถอยหลัง แบบเป็นอิสระต่อกัน เครื่องยนต์ต้นกำลังใช้เครื่องยนต์เบนซิน ขนาด 13 แรงม้า สตาร์ทด้วยมอเตอร์ (มีแบตเตอรี่) และเชือกสตาร์ท ความเร็วในการเดินเรือ ไปได้ทั้งเดินหน้าและถอยหลังในน้ำ ประมาณ 20 กิโลเมตร/ชั่วโมง อัตราความสิ้นเปลืองนำมันเชื้อเพลิง(เบนชิน) ประมาณ  2 ลิตร/ชั่วโมง หรือประมาณ 60 บาท ต่อชั่วโมง ใช้พนักงานควบคุมบนเรือ จำนวน 1 คน ความสามารถในการเก็บวัชพืช (ผักตบชวา) ประมาณ 60 ตัน/วัน ขึ้นอยู่กับสภาพของวัชพืชและความชำนาญของพนักงานควบคุมเรือ

ทุ่นยางพาราดักผักตบชวา (Para.-Log Boom) เป็นผลงานศึกษา วิจัยและพัฒนาเพื่อนำไปใช้วางกั้นคลองชลประทานดักผักตบชวา โดยออกแบบให้ใช้เนื้อยางธรรมชาติ 30 กก.ต่อทุ่น มีความยาว 2 เมตร สามารถลอยตัวอยู่ที่ร้อยละ 50 ของเส้นผ่านศูนย์กลาง แผนการดำเนินงานในปี พ.ศ.2562 ติดตั้งในเขต ลุ่มน้ำเจ้าพระยา (พื้นทีสำนักงานชลประทานที่ 10 11และ12) และมีเป้าหมายขยายผลจัดทำทุ่นและติดตั้งทั่วประเทศ ในโครงการชลประทาน 200 โครงการๆ ละ 100 จุด เป็นจำนวน 340,000 ทุ่น หรือคิดเป็นน้ำหนักยางพาราทั้งสิ้น 10,200 ตัน

อีกหนึ่งนวัตกรรม เป็นรางวัดปริมาณน้ำชลประทานจากยางพารา (Para.- Cutthroat flume)  ใช้สำหรับวัดปริมาณน้ำของการเกษตรกรรมในเขตจัดรูปที่ดิน ทำให้เกิดการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยอุปกรณ์มีขนาดความกว้างราง 0.20 เมตร ยาว 0.90 เมตร สูง 0.25 เมตร และมีแผนการผลิตจำนวน 1,000 ชุด คิดเป็นปริมาณยางที่ใช้ 10 ตัน

“ทั้ง 4 ผลงานนวัตกรรมล้วนเป็นผลงานการคิดค้นและพัฒนาจากกรมชลประทาน ที่คิดค้นขึ้นมาสำหรับสนับสนุนการดำเนินงานในภารกิจของกรมชลประทานด้านต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น” นายทองเปลว กล่าว

กรมชลฯโชว์4นวัตกรรมจาก‘ยางพารา’ เฉลิมชัยสั่งเดินหน้าทำถนนยางทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/452711

กรมชลฯโชว์4นวัตกรรมจาก‘ยางพารา’ เฉลิมชัยสั่งเดินหน้าทำถนนยางทั่วประเทศ

กรมชลฯโชว์4นวัตกรรมจาก‘ยางพารา’ เฉลิมชัยสั่งเดินหน้าทำถนนยางทั่วประเทศ

วันศุกร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 16.53 น.

กรมชลฯโชว์4นวัตกรรมจาก‘ยางพารา’ เฉลิมชัยสั่งเดินหน้าทำถนนยางทั่วประเทศ

8 พฤศจิกายน 2562 ที่บริเวณสำนักเครื่องจักรกล และสำนักวิจัยและพัฒนา กรมชลประทาน อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เยี่ยมชมผลงานวิจัย นวัตกรรมการผลิตจากยางพารา เช่น เรือกำจัดวัชพืช ทุ่นพลาสติกปูด้วยแผ่นยางกันลื่น  ทุ่นยางพาราดักผักตบชวาและรางวัดปริมาณน้ำชลประทานจากยางพารา ซึ่ง รมว.เกษตรฯมีความสนใจมากที่หน่วยงานรัฐ มีการพัฒนาส่งเสริมการใช้ยางพารา โดยให้ขยายผลการวิจัยผลิตวัสดุ อุปกรณ์ ทางการเกษตร จากยางพาราในหน่วยอื่นๆและเน้นย้ำให้เดินหน้าโครงการทำถนนพาราซอยซีเมนท์ทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ  เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางอย่างยั่งยืน ยกระดับราคายางพาราให้มีเสถียรภาพในระยะยาว

ด้านนายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้สนองนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อส่งเสริมการใช้ยางพาราในหน่วยงานรัฐ โดยการนำยางพารามาใช้ในกิจกรรมของงานชลประทาน คือ การคิดค้นนวัตกรรม ทุ่นพลาสติก HDPE ปูด้วยแผ่นยางกันลื่น โดยเนื้อวัสดุของทุ่นเป็น High Density Polyethylene ซึ่งเป็นพลาสติกประเภทพอลิเอทิลีน ที่มีค่าความหนาแน่นสูง ส่วนแผ่นสังเคราะห์ยางปูพื้นประกอบด้วย ยางธรรมชาติ 85% ยางสังเคราะห์ 5% และอื่นๆ 10% ใช้เป็นโป๊ะลอยน้ำจากทุ่น HDPE สำหรับเทียบเรือเพื่อใช้สัญจรในการปฏิบัติงาน ในอ่างเก็บน้ำ คลองชลประทาน หรือเขื่อนต่างๆ

เรือกำจัดวัชพืชขนาดเล็ก มีคุณลักษณะเฉพาะและรูปแบบของเรือกำจัดวัชพืชขนาดเล็ก โครงสร้างและเปลือกเรือ ทำจากวัสดุอลูมิเนียมขึ้นรูปและเชื่อมประกอบ ขนาดความกว้าง 1.70 เมตร ความยาว 4.80 เมตร และความสูง 0.50 เมตร บุ้งกี๋สำหรับตักเก็บวัชพืช เป็นแบบตะแกรง ทำจากอลูมิเนียมผสม ขนาดความกว้าง 105 เซนติเมตร ความยาว 200 เซนติเมตร และความสูง 55 เซนติเมตร  ล้อระหัด สำหรับขับเคลื่อนเรือให้เดินหน้า ถอยหลัง แบบเป็นอิสระต่อกัน เครื่องยนต์ต้นกำลังใช้เครื่องยนต์เบนซิน ขนาด 13 แรงม้า สตาร์ทด้วยมอเตอร์ (มีแบตเตอรี่) และเชือกสตาร์ท ความเร็วในการเดินเรือ ไปได้ทั้งเดินหน้าและถอยหลังในน้ำ ประมาณ 20 กิโลเมตร/ชั่วโมง อัตราความสิ้นเปลืองนำมันเชื้อเพลิง(เบนชิน) ประมาณ  2 ลิตร/ชั่วโมง หรือประมาณ 60 บาท ต่อชั่วโมง ใช้พนักงานควบคุม     บนเรือ จำนวน 1 คน ความสามารถในการเก็บวัชพืช (ผักตบชวา) ประมาณ 60 ตัน/วัน ขึ้นอยู่กับสภาพของวัชพืชและความชำนาญของพนักงานควบคุมเรือ

ทุ่นยางพาราดักผักตบชวา (Para.-Log Boom) เป็นผลงานศึกษา วิจัยและพัฒนาเพื่อนำไปใช้วางกั้นคลองชลประทานดักผักตบชวา โดยออกแบบให้ใช้เนื้อยางธรรมชาติ 30 กก.ต่อทุ่น มีความยาว 2 เมตร สามารถลอยตัวอยู่ที่ร้อยละ 50 ของเส้นผ่านศูนย์กลาง แผนการดำเนินงานในปี พ.ศ.2562 ติดตั้งในเขต ลุ่มน้ำเจ้าพระยา (พื้นทีสำนักงานชลประทานที่ 10 11และ12) และมีเป้าหมายขยายผลจัดทำทุ่นและติดตั้งทั่วประเทศ ในโครงการชลประทาน 200 โครงการๆ ละ 100 จุด เป็นจำนวน 340,000 ทุ่น หรือคิดเป็นน้ำหนักยางพาราทั้งสิ้น 10,200 ตัน

อีกหนึ่งนวัตกรรม เป็นรางวัดปริมาณน้ำชลประทานจากยางพารา (Para.- Cutthroat flume)  ใช้สำหรับวัดปริมาณน้ำของการเกษตรกรรมในเขตจัดรูปที่ดิน ทำให้เกิดการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยอุปกรณ์มีขนาดความกว้างราง 0.20 เมตร ยาว 0.90 เมตร สูง 0.25 เมตร และมีแผนการผลิตจำนวน 1,000 ชุด คิดเป็นปริมาณยางที่ใช้ 10 ตัน

“ทั้ง 4 ผลงานนวัตกรรมล้วนเป็นผลงานการคิดค้นและพัฒนาจากกรมชลประทาน ที่คิดค้นขึ้นมาสำหรับสนับสนุนการดำเนินงานในภารกิจของกรมชลประทานด้านต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น” นายทองเปลว กล่าว