เลาะรั้วเกษตร : น่าห่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/452435

281225166

เลาะรั้วเกษตร : น่าห่วง

วันศุกร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

น่าสงสารข้าราชการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในยุคนี้ คงหัวปั่นสับสนกันไปหมด ด้วยผู้บริหารของกระทรวง สายการเมือง สั่งงานแบบไม่รู้ขอบเขตและหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน แถมบางท่านยังสั่งงานข้ามหน้าข้ามตารัฐมนตรีคนอื่น เพราะไม่ได้เป็นหน่วยงานที่ตนดูแลแต่ก็เผลอไปสั่งให้ทำโน่นทำนี่ตามใจตนเอง ไม่ทราบว่ารัฐมนตรีแต่ละท่านได้คุยกันบ้างไหม ประชุมกันบ้างหรือเปล่า….

อ่านข่าวที่เกี่ยวกับกระทรวงเกษตรฯ แต่ละข่าว ยิ่งทำให้ห่วงกังวลถึงอนาคตของภาคการเกษตรของไทย โดยเฉพาะผลต่อเนื่องจากการยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิด ซึ่งได้ยินได้ฟังจากเพื่อนพ้องน้องพี่ในวงการอาหารสัตว์บ่นว่า จากการที่ประเทศไทยยกเลิกการใช้ไกลโฟเซต แต่สหรัฐอเมริกา และอีกหลายประเทศยังใช้อยู่ ความห่วงกังวลคือถ้าไทยยังยืนยันยกเลิกการใช้ไกลโฟเซต เราจะค้าขายกับประเทศเหล่านั้นที่ยังใช้ไกลโฟเซตอยู่ไม่ได้ ถ้าคนที่ไม่รู้เรื่องก็จะยักไหล่ไม่ยี่หระกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ แต่คนในวงการอาหารสัตว์บอกว่าจะเสียหายใหญ่หลวง เพราะวัตถุดิบอาหารสัตว์ โดยเฉพาะถั่วเหลืองและกากถั่วเหลืองนำเข้ามาจากสหรัฐอเมริกา และอีกหลายประเทศ เช่น บราซิล แคนาดา และออสเตรเลีย

เมื่อนำเข้าวัตถุดิบไม่ได้ โรงงานผลิตอาหารสัตว์คงต้องปิดตัวลง เป็นอันว่า หมู ไก่ คงหายสาบสูญไปด้วย เนื้อหมู เนื้อไก่ ไข่ไก่ คงแพงหูดับตับไหม้ หรือไม่ก็ไม่มีหมู ไม่มีไก่กินกันทั้งประเทศ ที่ว่ามานี้ไม่ได้กล่าวเกินจริง มันมีแนวโน้มที่จะเป็นเช่นนั้นถ้ารัฐบาลไม่ลงมาแก้ไขเรื่องนี้ ลำพังให้กระทรวงเกษตรฯ ว่าไปเองสงสัยจะไม่รอด ดูท่ารัฐมนตรีแต่ละท่านก็น่าจะรู้คำตอบ…

ยังมีเรื่องห่วงกังวลอีกเรื่อง คือ เรื่องของการขึ้นทะเบียนสารชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช ที่หลายคนพยายามจะบอกว่าให้ใช้สารชีวภัณฑ์แทนสาร 3 ชนิดที่จะยกเลิก เพราะมีความปลอดภัย ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม แต่จากการชี้แจงของกรมวิชาการเกษตรเมื่อเร็วๆ นี้ การขึ้นทะเบียนสารชีวภัณฑ์ ไม่ใช่จะทำได้ง่ายๆ ต้องมีการประเมินความเป็นพิษ หรือภาษาวิชาการเขาเรียกว่า ข้อมูลพิษวิทยา เช่น คุณสมบัติทางกายภาพ คุณสมบัติทางเคมีสารพิษตกค้างในอาหารและสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาการขอนำเข้า และการผลิตตัวอย่างสารชีวภัณฑ์เพื่อนำมาทดสอบประสิทธิภาพ และรายละเอียดต่างๆ ไม่แตกต่างจากการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายมากนัก
แม้ว่ากรมวิชาการเกษตรจะยืนยันว่ามีสารชีวภัณฑ์ที่ผ่านการขึ้นทะเบียนจากกรมวิชาการเกษตรไปแล้ว 73 ทะเบียน แต่เท่าที่ดูจากข้อมูลแล้วส่วนใหญ่ เป็นสารชีวภัณฑ์สำหรับกำจัดโรค และแมลงศัตรูพืช ไม่ใช่สารที่ใช้กำจัดวัชพืชอย่างที่เกษตรกรมีความต้องการสูงส่วนที่เคยมีอดีตรัฐมนตรีบางท่านแนะนำให้ใช้สารชีวภัณฑ์บางชนิดกำจัดวัชพืชนั้น ตรวจสอบแล้วพบว่า มีไกลโฟเซต เป็นส่วนผสมอยู่ด้วย…เลยโป๊ะแตกไปเรียบร้อย….

มีผู้ห่วงใยต่อการชี้แจงของกรมวิชาการเกษตรว่า อาจจะถูกใครบางคนมากดดันให้กรมรีบรับขึ้นทะเบียนสารชีวภัณฑ์ต่างๆ มากขึ้น เพราะมีการปูทางนโยบายเกษตรอินทรีย์ไว้แล้ว….

ห่วงกังวลต่อมาคือ รัฐมนตรีช่วย กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เริ่มจะแขวะกันออกสื่อ เรื่องที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เฉลิมชัย ศรีอ่อน ตั้งคณะทำงานศึกษาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรและหาสารทดแทนสารเคมี 3 ชนิด โดยให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ อนันต์ สุวรรณรัตน์ เป็นประธาน แทนที่จะเป็น รัฐมนตรีช่วยฯ มนัญญา ไทยเศรษฐ์ ซึ่งกำลังเป็นรัฐมนตรี ป๊อปปูลาร์โหวต ว่ามีผลงานดีเด่นอยู่ในลำดับที่ 3 รองจากรองนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล และนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

รัฐมนตรีฯ มนัญญา ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว เชิงตัดพ้อว่า รัฐมนตรีว่าการ เฉลิมชัย น่าจะให้ตนเป็นคณะทำงาน เพราะเป็นคนที่ทำเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น นอกจากนี้ตนเองยังดูแลกรมวิชาการเกษตรด้วย…ข่าวนี้เลยสะท้อนไปถึง ปลัดกระทรวง อนันต์ สุวรรณรัตน์ นอกจากงานเข้าแล้ว ยังไม่รู้ว่าจะถูกกดดันจากใครอีกกี่คน…แต่สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ…ถ้าท่านปลัดกระทรวง ทำงานเพื่อเกษตรกรจริงๆ สมกับที่เป็นผู้บริหารสูงสุดของกระทรวงเกษตรฯ ฝ่ายข้าราชการประจำ งานนี้ก็จะเป็นผลงานชิ้นโบแดงก่อนที่ท่านจะเกษียณอายุราชการ….แต่ถ้าทำงานนี้ไม่ได้เพราะแรงกดดันจากใครต่อใคร…ก็ยิ่งน่ากังวลว่าการเกษตรของไทยจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร….

ที่น่าห่วงเรื่องล่าสุด…เป็นเรื่องของพี่แอ๊ด คาราบาว ไม่ใช่เรื่องการโพสต์ fb ของพี่เทียร์รี่ ที่ทำให้มองกันว่าท่าทางวงคาราบาวจะถึงคราววงแตก… แต่เป็นเรื่องที่มีการแชร์กันว่อนภาพอินโฟกราฟิกโฆษณา ของวงคาราบาว ในอดีตที่มีงานแสดงคอนเสิร์ตที่จังหวัดพิษณุโลก เมื่อเดือนมกราคม 2562 แสดงคอนเสิร์ตคงไม่น่าห่วง แต่ที่ห่วงคือสปอนเซอร์ในการแสดงคอนเสิร์ตในครั้งนั้น คือบริษัทสารเคมีเกษตร และยังมีภาพโฆษณาอีกภาพหนึ่ง เป็นคอนเสิร์ตที่จจะจัดในเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้ ที่จังหวัดจันทบุรีผู้จัดก็เป็นบริษัทสารเคมีเกษตรอีกเช่นกัน….เรื่องจริงหรือเปล่าไม่แน่ใจ แต่แชร์กันมาหลายช่องทาง ถ้าจริงก็น่าห่วงพี่แอ๊ด..ว่าพี่จะสับสนอะไรหรือเปล่า…

วันนี้ 8 พฤศจิกายน 2562 เป็นวันสุดท้ายของการรับฟังความคิดเห็นทางเว็บไซต์ของกรมวิชาการเกษตรเกี่ยวกับร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย โดยจะประกาศให้สารเคมี 3 ชนิดนั้น เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ซึ่งห้ามผลิต ห้ามจำหน่าย ห้ามมีไว้ในครอบครอง ขอเชิญท่านเข้าไปแสดงความคิดเห็นได้ที่เว็บไซต์ของกรมวิชาการเกษตร…ห่วงแต่เกษตรกรเท่านั้น..อยากแสดงความคิดเห็นแต่ไม่รู้จะเข้าไปแสดงความคิดเห็นได้อย่างไร เพราะทำไม่เป็น….ห่วงจริงๆ

แว่นขยาย

จ่ายงวดแรกประกันรายได้สวนยางกว่า8พันล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/452436

x

จ่ายงวดแรกประกันรายได้สวนยางกว่า8พันล.

วันศุกร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กยท.ดีเดย์จ่ายเงินโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง พร้อมกันทั่วประเทศ 1 พ.ย.จ่ายงวดแรกกว่า 8,000 ล้านบาท

นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.)กล่าวว่า การจ่ายเงินโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง (เจ้าของสวน ผู้เช่าผู้ทำ และคนกรีดยาง) ที่แจ้งและขึ้นทะเบียนกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ก่อนวันที่ 12 สิงหาคม 2562 เริ่มจ่ายงวดแรกกว่า 8 พันล้านบาท ตั้งแต่วัน ที่ 1 พฤศจิกายน 2562 เป็นต้นไป เบื้องต้นมีเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลพื้นที่ปลูกยางกับ กยท. 1,711,252 ราย แบ่งเป็นยางแผ่นดิบ 150,803 ราย น้ำยางสด 470,767 ราย และยางก้อนถ้วย 790,447 ราย คิดเป็นพื้นที่รวม 17,201,391 ไร่ สำหรับเงินประกันรายได้แต่ละเดือน จะถูกแบ่งระหว่างเกษตรกรเจ้าของสวนยางและคนกรีดยางในสัดส่วน 60:40 (ตามสัดส่วนการจ้างส่วนใหญ่ของข้อมูลขึ้นทะเบียน) โดยราคากลางจะกำหนดโดยคณะกรรมการกำหนดราคากลางอ้างอิงงวดแรก (ประกาศ ณ วันที่ 25 ต.ค.2562) กำหนดราคายางแผ่นดิบ 38.97 บาท/กก. น้ำยางสด 37.72 บาท/กก. และยางก้อนถ้วย 16.19 บาท/กก.

“กยท. กำหนดหลักเกณฑ์ของโครงการ โดยผู้มีสิทธิ์ร่วมโครงการต้องเป็นเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลพื้นที่ปลูกยางกับ กยท. ก่อนวันที่ 12 สิงหาคม 2562 และต้องมีสวนยางเปิดกรีดแล้ว อายุไม่ต่ำกว่า 7 ปี กำหนดให้ประกันรายได้ รายละไม่เกิน25 ไร่ ที่ปริมาณผลผลิตยาง (ยางแห้ง) 240 กก./ไร่/ปี หรือ 20 กก./ไร่/เดือน ทั้งนี้ ยังเปิดโอกาสให้เกษตรกรชาวสวนยางแจ้งขึ้นทะเบียนเพิ่มเติมได้ ณ กยท. ทุกสาขา” นายสุนันท์ กล่าว

ไทยชงตั้งเครือข่ายต้านประมงIUUระดับภูมิภาค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/452439

x

ไทยชงตั้งเครือข่ายต้านประมงIUUระดับภูมิภาค

วันศุกร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า การประชุม ASEAN SUMMIT ครั้งที่ 35 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ระหว่าง 2 – 3 พฤศจิกายน 2562 ไทยเสนอแนวคิดตั้งเครือข่ายอาเซียนเพื่อต่อต้านการประมง IUU ต่อที่ประชุมผู้นำอาเซียน เพื่อตอกย้ำความสำคัญของความร่วมมือต่อต้าน IUU (Concept Proposal on the Establishment of the ASEAN Network for Combating IUU Fishing: AN-IUU) และขยายประโยชน์ทางเศรษฐกิจอุตสาหกรรมประมงในอาเซียน

สำหรับข้อเสนอแนวคิดตั้งเครือข่ายอาเซียนเพื่อต่อต้านการประมง IUU เป็น กรอบดำเนินงานสำหรับแลกเปลี่ยนข้อมูลและสร้างขีดความสามารถระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนและนำไปสู่ความสำเร็จเรื่อต่อต้านการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดรายงาน และไร้การควบคุม (IUU fishing) ระดับภูมิภาคในการพัฒนา platform แบบ real time โดยจะเน้นบังคับใช้กฎหมายภายในและกฎหมายของแต่ละประเทศรวมถึงช่วยเพิ่มขีดความสามารถของประเทศสมาชิกอาเซียนตรวจสอบ ควบคุม และเฝ้าระวัง ในการต่อสู้กับIUU fishing ผ่านการเผยแพร่แนวปฏิบัติที่ดี (best practice) โดยเฉพาะความพยายามเฝ้าระวังความมั่นคงปลอดภัยในริมทะเล (Maritime Domain Surveillance) และตรวจกิจกรรมของเครือข่าย ทั้งนี้ แนวคิดดังกล่าวผ่านการเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ครั้งที่ 41 (ASEAN Ministers on Agriculture and Forestry: AMAF) เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2562ณ ประเทศบรูไน ดารุส ซาลาม เรียบร้อยแล้ว

นายระพีภัทร์ กล่าวว่า หากมองย้อนถึงตลาดส่งออกสินค้าประมงไทยช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2557 – 2561) พบว่า จีน และ อาเซียน ส่งออกเติบโตมากสุด โดยจีน เติบโตเฉลี่ยร้อยละ 17.4 และอาเซียน เติบโตร้อยละ 10.4 ตามลำดับ และหากพิจารณาภาพรวมเฉพาะปี 2561 พบว่า ไทยยังคงติดอันดับ 10ของผู้ส่งออกสินค้าประมงในตลาดโลก โดยมีมูลค่าส่งออกกว่า 71,517 ล้านบาท ร้อยละ 1.6 ของตลาดโลก คู่ค้าสำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกาจีน อาเซียน และสหภาพยุโรป ตามลำดับ ซึ่งมีมูลค่าส่งออกกว่า 47,153 ล้านบาท หรือร้อยละ 74.4 ของตลาดโลก

ทั้งนี้ การทำประมงอย่างยั่งยืน เป็นหนึ่งในลำดับความสำคัญที่จะผลักดันช่วงที่ไทยเป็นประธานอาเซียน ซึ่งที่ผ่านมา ประเทศไทยเป็นประเทศที่ก้าวหน้าในการแก้ปัญหาทำประมงผิดกฎหมายจนประสบความสำเร็จ โดยมีกลไกแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายที่เข้มแข็งที่สุดในภูมิภาค จนสามารถเป็นแบบอย่างที่ดีให้ประเทศต่างๆ ที่มีปัญหาเดียวกันได้ ดังนั้น เชื่อมั่นว่าบทบาทของไทยในในฐานะประเทศที่ริเริ่มการจัดตั้งเครือข่ายอาเซียนเพื่อการต่อต้านการประมง IUU  จะเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหาร และเพิ่มขีดความความสามารถการแข่งขันทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมประมงอาเซียนให้เข้มแข็งร่วมกัน

ลุ่มน้ำมูล-ชีตอนล่างเสี่ยงแล้งคุกคาม สทนช.รับลูกครม.ลุย15มาตรการป้องกันภัยเชิงรุก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/452442

ลุ่มน้ำมูล-ชีตอนล่างเสี่ยงแล้งคุกคาม  สทนช.รับลูกครม.ลุย15มาตรการป้องกันภัยเชิงรุก

ลุ่มน้ำมูล-ชีตอนล่างเสี่ยงแล้งคุกคาม สทนช.รับลูกครม.ลุย15มาตรการป้องกันภัยเชิงรุก

วันศุกร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตรย้ำเกษตรกรควรขึ้นทะเบียนเกษตรกร และแจ้งปรับปรุงทะเบียนเกษตรทุกครั้งเมื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ หากไม่ได้ปรับปรุงข้อมูลติดต่อกัน 3 ปี จะสิ้นสถานภาพเป็นเกษตรกร หมดสิทธิรับการช่วยเหลือจากโครงการต่างๆของรัฐ

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรเปิดให้เกษตรกรขึ้นทะเบียนทุกปี เพื่อจะได้รู้ข้อมูลการเพาะปลูกแต่ละปีว่า เกษตรกรปลูกพืชชนิดไหน พื้นที่เท่าไหร่ เป็นข้อมูลประเมินภาวะผลผลิตแต่ละปี สำหรับเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรแล้ว ต้องปรับปรุงข้อมูลในทะเบียนเกษตรกรทุกครั้ง เมื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่หลังเพาะปลูก 15 – 60 วัน และปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรได้ตลอดปี ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาของแต่ละชนิดพืช กรณีเกษตรกรรายเดิมแต่ต้องการเพิ่มแปลงใหม่ ต้องติดต่อขอขึ้นทะเบียนเกษตรกรที่สำนักงานเกษตรอำเภอ แต่หากเป็นเกษตรกรรายเดิมและใช้แปลงเดิม ติดต่อปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ หรือผ่านแอพพลิเคชั่น Farmbook ที่กรมส่งเสริมการเกษตรพัฒนาขึ้นในระบบปฏิบัติการiOS และ Android ช่วยอำนวยความสะดวกให้เกษตรกรแจ้งปรับปรุงข้อมูลในทะเบียนได้ด้วยตนเองผ่านโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน ทั้งยังเป็นช่องทางรับรู้ข้อมูลข่าวสารจากภาครัฐ รวมถึงใช้ตรวจสอบสิทธิ์เกษตรกรที่จะได้รับความช่วยเหลือกรณีประสบภัยพิบัติ หรือตามมาตรการแก้ปัญหาอื่น ของภาครัฐ เช่น การรับสิทธิตามโครงการประกันรายได้พืชเศรษฐกิจ เช่น ข้าว, ปาล์มน้ำมัน

ทั้งนี้ หากเกษตรกรไม่มาปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรติดต่อกันเป็นเวลา 3 ปี นับถัดจากวันที่ 23 มิถุนายน 2560 – 22 มิถุนายน 2563 ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนเกือบ 9 แสนครัวเรือน ที่ยังไม่มาปรับปรุงข้อมูลเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร หากครบระยะเวลาดังกล่าวแล้ว เกษตรกรจำนวนนี้จะสิ้นสถานภาพการเป็นเกษตรกรทันที ทำให้ไม่ได้รับสิทธิ์ช่วยเหลือจากโครงการของรัฐบาล ปัจจุบันกรมตรวจสอบด้วยระบบโปรแกรมทั้งตรวจสอบข้อมูลบุคคลกับสำนักทะเบียนราษฎร กระทรวงมหาดไทย เพื่อให้ได้ข้อมูลชื่อ สกุล สมาชิกในครัวเรือนที่เป็นปัจจุบัน รวมทั้งตรวจสอบเนื้อที่เพาะปลูของเกษตรกรจากการวาดผังแปลงเพาะปลูก (ผังแปลงเกษตรกรรมดิจิทัล) โดยซ้อนกับผังแปลงกับกรมที่ดิน ส.ป.ก. และภาพถ่ายดาวเทียม นอกจากการตรวจสอบด้วยระบบดิจิทัลแล้ว กรมยังตรวจสอบทางสังคมโดยให้คนในชุมชนร่วมกันตรวจสอบกันเองการนำข้อมูลการเพาะปลูกของเกษตรกรรายเดิม แปลงเดิม ไปปิดประกาศ ในหมู่บ้าน/ชุมชน 3 วัน เพื่อยืนยันหรือคัดค้านว่ามีการเพาะปลูกจริงในชุมชนนั้นหรือไม่

กษ.ย้ำเกษตรกรแจ้งขึ้นทะเบียน อัพเดตทุกฤดูเพาะปลูก-ขาด3ปีสิ้นสภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/452441

x

กษ.ย้ำเกษตรกรแจ้งขึ้นทะเบียน อัพเดตทุกฤดูเพาะปลูก-ขาด3ปีสิ้นสภาพ

วันศุกร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตรย้ำเกษตรกรควรขึ้นทะเบียนเกษตรกร และแจ้งปรับปรุงทะเบียนเกษตรทุกครั้งเมื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ หากไม่ได้ปรับปรุงข้อมูลติดต่อกัน 3 ปี จะสิ้นสถานภาพเป็นเกษตรกร หมดสิทธิรับการช่วยเหลือจากโครงการต่างๆของรัฐ

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรเปิดให้เกษตรกรขึ้นทะเบียนทุกปี เพื่อจะได้รู้ข้อมูลการเพาะปลูกแต่ละปีว่า เกษตรกรปลูกพืชชนิดไหน พื้นที่เท่าไหร่ เป็นข้อมูลประเมินภาวะผลผลิตแต่ละปี สำหรับเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรแล้ว ต้องปรับปรุงข้อมูลในทะเบียนเกษตรกรทุกครั้ง เมื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่หลังเพาะปลูก 15 – 60 วัน และปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรได้ตลอดปี ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาของแต่ละชนิดพืช กรณีเกษตรกรรายเดิมแต่ต้องการเพิ่มแปลงใหม่ ต้องติดต่อขอขึ้นทะเบียนเกษตรกรที่สำนักงานเกษตรอำเภอ แต่หากเป็นเกษตรกรรายเดิมและใช้แปลงเดิม ติดต่อปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ หรือผ่านแอพพลิเคชั่น Farmbook ที่กรมส่งเสริมการเกษตรพัฒนาขึ้นในระบบปฏิบัติการ
iOS และ Android ช่วยอำนวยความสะดวกให้เกษตรกรแจ้งปรับปรุงข้อมูลในทะเบียนได้ด้วยตนเองผ่านโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน ทั้งยังเป็นช่องทางรับรู้ข้อมูลข่าวสารจากภาครัฐ รวมถึงใช้ตรวจสอบสิทธิ์เกษตรกรที่จะได้รับความช่วยเหลือกรณีประสบภัยพิบัติ หรือตามมาตรการแก้ปัญหาอื่น ของภาครัฐ เช่น การรับสิทธิตามโครงการประกันรายได้พืชเศรษฐกิจ เช่น ข้าว, ปาล์มน้ำมัน

ทั้งนี้ หากเกษตรกรไม่มาปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรติดต่อกันเป็นเวลา 3 ปี นับถัดจากวันที่ 23 มิถุนายน 2560 – 22 มิถุนายน 2563 ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนเกือบ 9 แสนครัวเรือน ที่ยังไม่มาปรับปรุงข้อมูลเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร หากครบระยะเวลาดังกล่าวแล้ว เกษตรกรจำนวนนี้จะสิ้นสถานภาพการเป็นเกษตรกรทันที ทำให้ไม่ได้รับสิทธิ์ช่วยเหลือจากโครงการของรัฐบาล ปัจจุบันกรมตรวจสอบด้วยระบบโปรแกรมทั้งตรวจสอบข้อมูลบุคคลกับสำนักทะเบียนราษฎร กระทรวงมหาดไทย เพื่อให้ได้ข้อมูลชื่อ สกุล สมาชิกในครัวเรือนที่เป็นปัจจุบัน รวมทั้งตรวจสอบเนื้อที่เพาะปลูกของเกษตรกรจากการวาดผังแปลงเพาะปลูก (ผังแปลงเกษตรกรรมดิจิทัล) โดยซ้อนกับผังแปลงกับกรมที่ดิน ส.ป.ก. และภาพถ่ายดาวเทียม นอกจากการตรวจสอบด้วยระบบดิจิทัลแล้ว กรมยังตรวจสอบทางสังคมโดยให้คนในชุมชนร่วมกันตรวจสอบกันเองการนำข้อมูลการเพาะปลูกของเกษตรกรรายเดิม แปลงเดิม ไปปิดประกาศ ในหมู่บ้าน/ชุมชน 3 วัน เพื่อยืนยันหรือคัดค้านว่ามีการเพาะปลูกจริงในชุมชนนั้นหรือไม่

ชู‘มะม่วงน้ำดอกไม้-ส้มโอ-ถั่ว’ พืชทางเลือกทดแทนปลูกข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/452238

x

ชู‘มะม่วงน้ำดอกไม้-ส้มโอ-ถั่ว’ พืชทางเลือกทดแทนปลูกข้าว

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) เปิดเผยว่า จากการศึกษาข้อมูลการปลูกข้าวนาปี ตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) พบว่า เกษตรกรจะได้รับผลตอบแทนสุทธิ(กำไร) จากการปลูกข้าวนาปีในพื้นที่เหมาะสมมากและเหมาะสมปานกลาง (S1/S2) เฉลี่ย 828 บาท/ไร่ ในขณะที่เกษตรกรที่ปลูกข้าวนาปีในพื้นที่เหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสม(S3/N) จะได้รับผลตอบแทนสุทธิเพียง 347 บาท/ไร่ โดยพื้นที่ปลูกข้าวของจ.เพชรบูรณ์ ที่เหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสม มี 3.4 แสนไร่คิดเป็นร้อยละ 25 ของพื้นที่ปลูกข้าวทั้งจังหวัด

ไม้ผล ที่น่าสนใจนำมาปรับเปลี่ยนในพื้นที่นาที่เหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสมคือ มะม่วงน้ำดอกไม้ มีต้นทุนการผลิต 14,934 บาท/ไร่ ให้ผลตอบแทนจากการผลิตในปีที่ 4 – 5 ผลผลิต 1,123 กก./ไร่ เกษตรกรขายได้ในราคา 47.96 บาท/กก. คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 38,922 บาท/ไร่/ปี โดยผลผลิตในจังหวัดส่วนใหญ่ร้อยละ 60 ขายให้ผู้รวบรวมจากต่างจังหวัด (กรุงเทพฯ อยุธยา และนครปฐม) เพื่อส่งออกต่างประเทศ และผลผลิตร้อยละ 35 ขายให้ผู้รวบรวมขายในต่างจังหวัด (เชียงราย และสุราษฎร์ธานี) ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 5 ขายให้ผู้บริโภคภายในจังหวัด นอกจากขายให้ตลาดผู้บริโภคทั่วไปแล้ว ยังนำมาแปรรูปทำข้าวเกรียบมะม่วง ซึ่งมีกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปผลผลิตจากมะม่วงในพื้นที่ และอีกชนิดหนึ่งที่ให้ผลตอบแทนสูงเช่นกันคือ ส้มโอ ต้นทุนการผลิต 12,580 บาท/ไร่ให้ผลตอบแทนจากการผลิตปีที่ 4 – 5 ผลผลิต 1,487 กก./ไร่ เกษตรกรขายได้ราคา 25.65 บาท/กก. คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ 25,562 บาท/ไร่/ปี โดยผลผลิตในจังหวัดส่วนใหญ่ร้อยละ 90 ขายให้ผู้รวบรวมขายในต่างจังหวัด (นครปฐม และพิจิตร) และที่เหลืออีกร้อยละ 10 ขายให้ผู้บริโภคภายในจังหวัด

ด้านนางพัชรารัตน์ ลิ้มศิริกุล ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 12 จ.นครสวรรค์ (สศท.12) กล่าวเสริมว่า นอกจากนี้ ยังมีพืชตระกูลถั่วที่เป็นพืชทางเลือกปลูกทดแทนช่วงฤดูนาปรังเพิ่มรายได้ และลดใช้น้ำเหมาะกับช่วงประสบปัญหาน้ำเพาะปลูกคือ ถั่วเขียว ต้นทุนการผลิต 2,408 บาท/ไร่ ให้ผลตอบแทนจากการผลิตในเดือนที่ 2 – 3  ผลผลิต 137 กก./ไร่/รอบการผลิต เกษตรกรขายได้ในราคา 21.7 บาท/กก. คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ 565 บาท/ไร่/รอบการผลิต โดยผลผลิตในจังหวัดส่วนใหญ่ร้อยละ 75 ขายให้แก่ บริษัท สมชายพาณิชย์ 88 จำกัด จ.เจริญ 95  จตุรพรสุพานิช และผู้ประกอบการรายย่อยอื่นๆ ซึ่งรวบรวมผลผลิตส่งไปขายต่างจังหวัดแปรรูปเป็นถั่วเขียว ผ่าซีกใช้ทำแป้ง ไส้ขนม และเต้าส่วน ผลิตวุ้นเส้นถั่วงอก รวมไปถึงบรรจุถุงจำหน่ายเพื่อบริโภคและเมล็ดพันธุ์ ส่วนผลผลิตร้อยละ 20 ขายให้ผู้รวบรวมเพื่อส่งออกไปต่างประเทศ (กัมพูชา จีน) ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 5 ขายให้ผู้บริโภคภายในจังหวัด

ทั้งนี้ รูปแบบเกษตรแบบผสมผสาน จะช่วยลดความเสี่ยงผลกระทบจากความผันผวนของราคาและปริมาณผลผลิตของพืชสำหรับปลูกพืชเชิงเดี่ยว โดยรวมกลุ่มเพิ่มศักยภาพการผลิตและต่อรองราคา รวมทั้งประยุกต์ใช้เทคโนโลยี/นวัตกรรมแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรของจ.เพชรบูรณ์ ผู้สนใจข้อมูลสินค้าทางเลือกในพื้นที่ หรือข้อมูลด้านเศรษฐกิจการเกษตรสำคัญในจ.นครสวรรค์  กำแพงเพชร พิจิตร  เพชรบูรณ์ และอุทัยธานี สอบถามเพิ่มเติมได้ที่สศก.ที่ 12 โทร. 0-5680-3525 หรือ zone12@oae.go.th

แบน3สารเป็นมติ ‘เสี่ยหนู’ชี้ไม่ใช่สั่งขี้มูก นายกฯว่าตามขั้นตอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/452318

แบน3สารเป็นมติ  ‘เสี่ยหนู’ชี้ไม่ใช่สั่งขี้มูก  นายกฯว่าตามขั้นตอน

แบน3สารเป็นมติ ‘เสี่ยหนู’ชี้ไม่ใช่สั่งขี้มูก นายกฯว่าตามขั้นตอน

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

แบน3สารเป็นมติ

‘เสี่ยหนู’ชี้ไม่ใช่สั่งขี้มูก

นายกฯว่าตามขั้นตอน

2รมต.เกษตรฯย้ำจุดยืน

กก.ทั้ง27คน มีมติแล้วไม่ใช่สั่งขี้มูกจะมาทบทวนใหม่ ขณะ รมว.-รมช.เกษตรฯ ย้ำจุดยืนแบน3สาร “เฉลิมชัย”แจงตั้ง คณะทำงานฯแค่เก็บข้อมูล เยียวยาเกษตรกรและสารทดแทน

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม แถลงหลังประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ถึงกรณีมีการเรียกร้องให้ทบทวนมติยกเลิกใช้สารเคมีทางการเกษตร3ชนิดคือ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ของคณะกรรมการวัตถุอันตรายว่า เรื่องนี้อยู่ในขั้นตอนของหน่วยงานที่รับผิดชอบ ต้องไปทำความเข้าใจกับประชาชนและเกษตรกรที่ยังสงสัยและเห็นต่างกันอยู่และต้องดูแลเรื่องผลกระทบให้ชัดเจน รวมถึงจะแก้ปัญหาเหล่านั้นได้อย่างไร ซึ่งทุกอย่างก็เป็นไปตามขั้นตอน

ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์เรื่องนี้ว่า คิดว่าคงไม่ทบทวน แต่ถ้าทบทวนก็ไม่เป็นอะไร ในส่วนกระทรวงสาธารณสุขที่ตนกำกับดูแลอยู่ ยังยืนยันเจตนารมณ์เดิม ขณะเดียวกันคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่ยกเลิก 3 สารก็หมดวาระลงแล้ว ขณะนี้เป็นคณะกรรมการชุดใหม่ที่มีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสากรรม เป็นประธาน ซึ่งนายสุริยะมีสิทธิจะเรียกประชุมก็ต้องให้เกียรติ นายสุริยะ

“การลงมติแบน3สารพิษก็ลงมติไปแล้ว ถือเป็นมติ ไม่ใช่สั่งขี้มูก คนทั้ง 27 คนลงมติอย่างชัดเจนว่าแบน3สารพิษแล้ว จะไปแก้ไขตรงนั้น ผมก็ไม่รู้ เพราะเป็นมติไปแล้ว ส่วนวันที่ 1 ธันวาคม จะเป็นวันที่ให้ยกเลิก3สารพิษ เหมือนเดิมหรือไม่ ผมไม่ทราบ แต่ยืนยัน กระทรวงสาธารณสุขจะยกเลิกทุกสารพิษที่เป็นอันตรายต่อคุณภาพชีวิตประชาชน ทำให้เกิดโรคซึ่งเราสนับสนุนไม่ได้อยู่แล้ว ส่วนผลกระทบในมิติอื่นกระทรวงที่เกี่ยวข้องก็ว่ากันไป”นายอนุทิน กล่าวย้ำ

เมื่อถามว่า นางมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯ หารือเรื่องสารตัวใหม่ที่จะเข้ามาทดแทนแล้วหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่าคงไม่พูดคุยเพราะเรื่องนี้นางมนัญญา ต้องไปรายงาน นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ตนมีหน้าที่ แค่สนับสนุน หากสิ่งที่ทำมามีประโยชน์

ขณะที่ น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯกล่าวถึงกรณีคณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิด ส่งผลกระทบหลายภาคส่วน เช่น บริษัทนำเข้าสารเคมี และประชาชนว่า การนำเข้าสารเคมี เป็นเรื่องของกระทรวงพาณิชย์ต้องไปพิจารณา แต่ในส่วนกระทรวงเกษตรฯ หลังคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติสั่งแบน ถือว่าหมดหน้าที่แล้ว สำหรับเรื่องที่ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯตั้งคณะทำงานศึกษาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรและหาสารทดแทน3สารเคมีทางการเกษตรนั้น ตนไม่ทราบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างให้สัมภาษณ์ น.ส.มนัญญา อยู่ นายเฉลิมชัย เดินลงมาพอดี น.ส.มนัญญา จึงเชิญมาให้ตอบคำถามกรณีตั้งคณะทำงานชุดดังกล่าว โดยนายเฉลิมชัย ชี้แจงว่า การตั้งคณะทำงานชุดดังกล่าวเพื่อระดมความคิดเห็นทุกภาคส่วนหามาตรการช่วยเหลือ เยียวนาเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบ ทั้งด้านวิชาการ นวัตกรรม เทคโนโลยี และวิธีลดต้นทุน เพื่อช่วยแก้ปัญหาให้เกษตรกร ทั้งนี้ เรื่องแบน 3 สาร เลิกคุยได้แล้ว เพราะมีมติแบนเรียบร้อยแล้ว จากนี้ไปคือ การหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรได้อย่างไร

“นางมนัญญา ถามผมเรื่องตั้งคณะทำงานฯ ผมบอกไปแล้วว่า เป็นคณะทำงานฯที่มารวบรวมข้อมูลเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องถึงมือผู้บริหาร เพราะข้อมูลดังกล่าว ต้องนำมารายงานให้ผู้บริหารทราบอยู่แล้ว วันนี้เราต้องทำงานต่อไป แม้จะมีมติแบน 3 สารเคมีแล้วก็ตาม ต้องรอผลสรุปจากคณะทำงานฯ ว่ามีปัญหาประเด็นอะไรบ้าง เพื่อหาแนวทางการแก้ปัญหาต่อไป”นายเฉลิมชัย กล่าว นอกจากนี้ นายเฉลิมชัยยังกระซิบบอกผู้สื่อข่าวด้วยว่า “เดี๋ยวจะไปลอยกระทงด้วยกันด้วย”

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯดงมูลสองรับซื้อยางก้อนถ้วยราคาสูง แปรรูปเพิ่มมูลค่า-ช่องทางสร้างรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/452240

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯดงมูลสองรับซื้อยางก้อนถ้วยราคาสูง แปรรูปเพิ่มมูลค่า-ช่องทางสร้างรายได้

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯดงมูลสองรับซื้อยางก้อนถ้วยราคาสูง แปรรูปเพิ่มมูลค่า-ช่องทางสร้างรายได้

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ทำโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการรวมรวมและแปรรูปยางพาราในสถาบันเกษตรกร เพื่อให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรมีความเข้มแข็ง มีประสิทธิภาพพร้อมที่จะเป็นกลไกช่วยแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ รวมทั้งเป็นแหล่งรวบรวม จัดเก็บและแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพารา เพื่อเพิ่มมูลค่าและช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราได้อีกช่องทางหนึ่ง โดยโครงการดังกล่าวได้คัดเลือกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรที่มีศักยภาพดำเนินธุรกิจยางพารา 62 แห่ง จากทั่วประเทศ โดยสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรที่ได้รับคัดเลือกจะได้รับการสนับสนุนปัจจัยพื้นฐานในการรวบรวมยางพารา อุปกรณ์การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต อุปกรณ์การแปรรูปผลิตภัณฑ์ เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้ายางพารา

นางสุพรทิพย์ ภักดีศรี ผู้จัดการสหกรณ์นิคมดงมูลสอง จำกัด จังหวัดขอนแก่นกล่าวว่า สหกรณ์นิคมดงมูลสอง ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2524 มีสมาชิกเริ่มต้น 678 คน ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 2,870 คน สมาชิก
ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำสวนยางพารา มันสำปะหลัง อ้อยโรงงาน เป็นต้น ซึ่งที่ผ่านมาปัญหาที่สมาชิกต้องพบเจอมากที่สุดคือ ราคายางพาราตกต่ำไม่คุ้มค่ากับต้นทุนการผลิต ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว สหกรณ์นิคมดงมูลสองจึงเข้าร่วมโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการรวบรวมและแปรรูปยางพาราในสถาบันเกษตรกร โดยได้รับงบประมาณอุดหนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ 4.4 ล้านบาท สร้างปัจจัยพื้นฐานในการจัดเก็บ รวบรวม แปรรูปยางพารา 3 รายการ ประกอบด้วย 1.ก่อสร้างโกดังขนาด 450 ตร.ม. 2.รถโฟคลิฟต์ ขนาด 2.5 ตัน และ 3.รถตักล้อยาง ขนาด 82 แรงม้า ซึ่งงบดังกล่าวสามารถเพิ่มประสิทธิภาพและสนับสนุนการดำเนินธุรกิจของของสหกรณ์ในการรวบรวมยางก้อนถ้วยและโรงงานผลิตยางเครป โดยสหกรณ์สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพเพื่อรองรับผลผลิตยางก้อนถ้วยของเกษตรกรสมาชิก ได้มากถึง 8,500 ตัน/ต่อปีอีกทั้ง สหกรณ์ได้กำหนดแผนธุรกิจเพื่อขับเคลื่อนโรงงานผลิตยางเครป ซึ่งมีกำลังการผลิตกว่า 6,500 ตัน/ปี

เดิมสหกรณ์ฯมีโรงงานแปรรูปยางพาราและรวบรวมยางอยู่แล้ว แต่ยังขาดโกดังและอุปกรณ์ดังกล่าวพอได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพรวบรวมและแปรรูปยางได้ดีขึ้น ซึ่งการรับซื้อยางก้อนถ้วย เพื่อนำมาแปรรูปเป็นยางเครป สหกรณ์ฯ จะรับซื้อจากสมาชิกโดยตรง ในราคาสูงกว่าตลาดเฉลี่ย 50 สตางค์ – 1 บาท/กิโลกรัม เพื่อช่วยเหลือสมาชิกให้อยู่ได้และสหกรณ์ก็อยู่ได้ด้วยเนื่องจากสหกรณ์ไม่ได้มุ่งหวังกำไรเป็นที่ตั้ง สำหรับยางเครปที่สหกรณ์ผลิตได้จะจำหน่ายผ่านเครือข่ายสหกรณ์คือ สหกรณ์กองทุนสวนยางอำเภอบ่อทอง จำกัด จ.ชลบุรี เพื่อนำไปแปรรูปเป็นยางแท่ง
ส่งออกต่อไป

ในอนาคตสหกรณ์นิคมดงมูลสอง จำกัด ได้วางแผนการจัดทำไลน์ผลิตยางแท่งเพื่อส่งออกเอง เพื่อขยายฐานการรองรับยางก้อนถ้วยจากเกษตรสมาชิกและเพิ่มช่องทางการสร้างรายได้อีกทางหนึ่งด้วย เป็นการต่อยอดอาชีพการทำสวนยางพาราให้สามารถเป็นอาชีพที่มั่นคงให้กับเกษตรกรสมาชิกอย่างยั่งยืน

ซอกแซกอาเซียน : 7 พฤศจิกายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/452236

566101

ซอกแซกอาเซียน : 7 พฤศจิกายน 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ปกติเวลาเดินทางไปที่ไหนๆ ท่านรองอธิบดีกรมเกษตรของเมียนมาก็จะพาพวกเราไปไหว้พระ แกคงทราบว่าคนไทยเวลาไปเมียนมา วัตถุประสงค์หลักคือการไหว้พระทำบุญ ความจริงคราวนี้ที่ไปรัฐกะเหรี่ยง แกก็ได้วางแผนว่า ระหว่างทางที่เราไปทำงานจะพาพวกเราแวะไปไหว้พระสำคัญที่คนไทยรู้จักดีและนิยมไปกันมาก คือ พระธาตุอินแขวน อยู่ไม่ไกลจากเส้นทางไปเมืองพะอัน ผมและคณะเคยเฉียดไปแถวนั้นถึง 2 ครั้ง แต่ยังมีบุญวาสนาไม่ถึง ไม่มีเวลาแวะไปไหว้เลยครับ ทราบว่าทางเมียนมาได้สร้างกระเช้าลอยฟ้าเข้าไป เป็นที่ตื่นตาและสะดวกต่อนักท่องเที่ยวอย่างมากในปัจจุบัน

ผมพักอยู่ที่โรงแรมชานเมืองพะอันเป็นโรงแรมใหญ่พอสมควร ห้องพักก็ใหญ่โต ถึงจะไม่ดูหรูหราเหมือนโรงแรมในเมืองใหญ่ รองอธิบดีจัดอาหารเย็นที่โรงแรมเลย ไม่ต้องไปกินข้างนอก มีท่านเกษตรจังหวัด เอ้ย เกษตรรัฐมาเป็นเจ้าบ้านคอยบริการดูแลเจ้านายจากกรมส่วนกลาง เรื่องหัวหน้าหน่วยงานระดับรัฐหรือเขตนี้ ขออนุญาตเล่าขั้นจังหวะนิดครับ เพราะว่าธรรมเนียมปฏิบัติแตกต่างจากของไทยเรา คือ เวลาเจ้านายผู้ใหญ่ส่วนกลางเช่นอธิบดี หรือรองอธิบดีเดินทางไปเยี่ยม ตัวหัวหน้าประจำรัฐหรือเขตจะต้องเดินทางมารับที่เขตแดนเลยนะครับ ไม่ใช่รอรับที่สำนักงานในเมือง อีกทั้งจะต้องตามประกบไปตลอดจนเสร็จภารกิจและหลังจากนั้นก็จะต้องเดินทางไปส่งเจ้านายที่เขตแดนของตัวเพื่อส่งต่อเจ้านายให้กับหัวหน้าประจำรัฐในอีกรัฐหนึ่งที่ติดต่อกันซึ่งต้องมารอรับเหมือนกัน เท่าที่ผมเดินทางโดยรถยนต์ ผมเห็นเป็นอย่างนี้ตลอด ของไทยจะเอาอย่างแบบนี้บ้างก็คงไม่มีใครว่านะ

ในการช่วยเหลือข้าวอุทกภัยครั้งนี้เป็นข้าวของญี่ปุ่น ดังนั้น นอกจากจะมีผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นที่ประจำแอปเตอร์ไปด้วยแล้ว ทางสถานทูตญี่ปุ่นที่ตั้งอยู่ในเมืองย่างกุ้งก็ยังได้ส่งเลขานุการทูตซึ่งเป็นสุภาพสตรีมาร่วมอีกคน เป็นสาวญี่ปุ่นที่เล่าว่าเคยมาอยู่จังหวัดเชียงราย เลยพูดภาษาไทยได้ ตอนเช้าหลังจากรับประทานอาหารเช้าที่โรงแรมแล้ว คณะก็ออกเดินทางเข้าเมืองพะอันไปยังห้องประชุมทำเนียบรัฐบาลรัฐกระเหรี่ยงซึ่งเป็นสถานที่จัดพิธีการส่งมอบข้าวช่วยเหลือโดยพวกเราไม่ลืมที่จะใส่เสื้อประจำชาติกระเหรี่ยงที่เขาให้มาเมื่อวานไปด้วย ถึงที่ประชุมขณะที่คนยังมาไม่มากนัก เพราะเรามากันก่อนเวลา ก็เป็นการดีที่เราได้มีโอกาสซักซ้อมทำความเข้าใจกับขั้นตอนพิธีการต่างๆ และได้มีโอกาสทักทายโอภาปราศรัยกับผู้หลักผู้ใหญ่หลายคน เริ่มตั้งแต่ท่านรัฐมนตรีจากรัฐบาลกลาง ท่านอธิบดีกรมเกษตร ท่านรัฐมนตรีเกษตรของรัฐ ท่านรัฐมนตรีสวัสดิการของรัฐ และก็ใครๆ อีกหลายคนจำไม่ได้ แต่ท่านมุขมนตรี ซึ่งเป็นประธานในพิธีตอนนี้ยังไม่มา

พูดถึงคณะบริหารรัฐหรือเขตต่างๆ ของเมียนมา เท่าที่ได้พบมาหลายแห่ง พวกนี้ส่วนมากสังกัดพรรคเดียวกับ ออง ซาน ซู จี เกือบทั้งนั้น ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนเป็นรัฐบาลระดับรัฐ แสดงให้เห็นถึงความนิยมในตัวผู้นำของคนเมียนมา แม้จะต้องแข่งขันกับพรรคทหารหรือพรรคที่หนุนโดยฝ่ายทหาร แต่พรรคของออง ซาน ซู จี กลับชนะได้รับการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น ทั้งระดับรัฐบาลกลางและระดับรัฐ ผมไปมาหลายรัฐมาก ล้วนแล้วเป็นคนของออง ซาน ซู จี ครับ

หลังจากที่มีการกล่าวปราศรัยโดยหลายคน รวมทั้งผมในฐานะผู้แทนของแอปเตอร์ และผู้แทนสถานทูตญี่ปุ่นซึ่งเธอได้กล่าวปราศรัยเป็นภาษาเมียนมา ก็มาถึงช่วงสำคัญ คือ การกล่าวของท่านมุขมนตรีรัฐกะเหรี่ยง ท่านได้เล่าสถานการณ์อุทกภัยและความเสียหายต่างๆ และได้ขอบคุณทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งแอปเตอร์ที่กรุณาประสานความช่วยเหลืออุทัยภัยที่เกิดขึ้นในรัฐกะเหรี่ยงครั้งนี้ อีกทั้งได้หารือกับกระทรวงเกษตรฯ ของรัฐบาลกลางว่าจะทำอย่างไรที่จะทำเขื่อนกั้นน้ำในแม่น้ำสาละวิน เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมให้เป็นการถาวร

หลังจากเสร็จพิธีซึ่งต้องเร่งรีบพอสมควร เพราะช่วงบ่ายจะต้องไปทำพิธีส่งมอบข้าวในอีกรัฐหนึ่ง คือ มอญ ต้องเดินทางตามถนนที่ไม่ค่อยดีนัก ตัดมาทางทิศตะวันตกไปยังชายทะเลอันดามัน ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงของรัฐมอญ ได้แก่เมืองที่มีชื่อหลายชื่อ แต่ในที่นี้ขอเรียกว่า เมือง “มะละแหม่ง” ก็แล้วกันครับ ใช้เวลาเดินทางประมาณเกือบๆ ชั่วโมง ส่วนประสบการณ์สนุกที่เกิดขึ้นในเมืองมะละแหม่งจะเป็นยังไงบ้าง ต้องอดใจรอนิดหนึ่ง ผมขออนุญาตยกไปเล่าต่อในคราวหน้าครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

เกษตรฯเร่งสกัดโรคใบร่วงยางพารา ป้องกันระบาดลาม14จังหวัดภาคใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/452237

x

เกษตรฯเร่งสกัดโรคใบร่วงยางพารา ป้องกันระบาดลาม14จังหวัดภาคใต้

วันพุธ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 16.43 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เผยว่า ขณะนี้เกิดการระบาดของโรคใบร่วงในยางพาราที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ นราธิวาส ยะลาและปัตตานี โดยกรมส่งเสริมการเกษตรรายงานสถานการณ์ว่าพบการระบาดของโรคใบร่วงยางพาราที่นราธิวาส ใน 8 อำเภอ พื้นที่รวม 277,030 ไร่ เกิดจากเชื้อรา Pestalotiopsis sp. ที่ไม่เคยพบในประเทศไทยมาก่อน แต่เคยระบาดในอินโดนีเซียและมาเลเซีย ซึ่งสภาพแวดล้อมคล้ายภาคใต้ของไทย ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตน้ำยาง หากระบาดรุนแรงจะทำให้ผลผลิตน้ำยางลดลงร้อยละ 30 – 50 ดังนั้น จึงสั่งให้กรมส่งเสริมการเกษตรเฝ้าระวัง เร่งสำรวจพื้นที่การระบาดและออกให้คำแนะนำการป้องกันที่ถูกต้องแก่เกษตรกร

ด้านนายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมจัดทำคำแนะนำการป้องกันการระบาดของโรคใบร่วงยางพาราใน 14 จ.ภาคใต้ เป็นแนวทางดำเนินการในพื้นที่ และกำชับสำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอออกสำรวจพื้นที่ระบาด รวมทั้งสร้างการรับรู้ให้เกษตรกรป้องกันการระบาด ตามคำแนะนำของการยางแห่งประเทศไทย และกรมวิชาการเกษตร   สำหรับลักษณะอาการของโรคจะปรากฏบนใบยางแก่ เริ่มจากมีรอยช้ำ เป็นกลุ่มเห็นชัดเจน ด้านหลังใบมีวงค่อนข้างกลมสีเหลือง ต่อมาเนื้อเยื่อรอยสีเหลืองจะแห้งตายเป็นแผลกลมสีสนิมซีด โดยพบอาการจุดแผลต่อใบยางมากกว่า 1 แผล จากนั้นใบจะเหลืองและร่วง อาการของโรคจะรุนแรงและใบร่วงมากหลังฝนตกหนักติดต่อกันอย่างน้อย 2 วัน ต้นยางอายุมากขนาดใหญ่จะได้รับผลกระทบรุนแรงกว่าต้นยางอายุน้อยขนาดเล็ก พบได้ทุกพันธุ์ยางที่ปลูกในพื้นที่นั้น คำแนะนำในการป้องกันกำจัดเกษตรกรควรใส่ปุ๋ยบำรุงดินเพื่อให้ต้นยางพาราสมบูรณ์ แข็งแรง และพ่นสารเคมีกำจัด
เชื้อราหากตรวจพบโรคใบร่วง อัตราใช้สารเคมีตามคำแนะนำ ดังนี้ ใช้สาร Thiophanate Methyl พ่นลงพื้นดินบริเวณพบเชื้อ หรือใช้สาร Benomyl, Hexaconazole, Thiophanate Methyl, Triadimefon และ Difenoconazole พ่นที่ทรงพุ่มยางพารา ซึ่งมีประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อรา