‘ประภัตร’ลุยอีสานตรวจโรคระบาดไหม้คอรวงข้าว เตรียมระดมโดรนฉีดพ่นตามคำขอชาวนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/452235

'ประภัตร'ลุยอีสานตรวจโรคระบาดไหม้คอรวงข้าว เตรียมระดมโดรนฉีดพ่นตามคำขอชาวนา

‘ประภัตร’ลุยอีสานตรวจโรคระบาดไหม้คอรวงข้าว เตรียมระดมโดรนฉีดพ่นตามคำขอชาวนา

วันพุธ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 16.38 น.

“ ประภัตร”  ล่องอีสาน ลุยตรวจ การแพร่ระบาด โรคระบาด ไหม้คอรวงข้าว คาดเสียหายแล้วกว่า5 แสนไร่ เตรียมระดมโดรนฉีดพ่นตามคำขอชาวนาที่ยังพอช่วยได้พร้อมเตรียมเสนอ กนข. ขอเงินช่วยเหลือ  กล่า 1,000 ล้านบาทก่อนเสนอ ครม.  ชดเชยพื้นที่เสียหาย ช่วยหลัง ผู้ว่าราชการสุรินทร์ประกาศพื้นที่ภัยพิบัติ

6 พฤศจิกายน 2562 นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรฯพร้อมคณะได้เดินทางไปยัง บ้านหนองบัว หมู่ที่ 3 ต.ชุมพลบุรี อ.ชุมพลบุรี จ.สุรินทร์ และ บ้าน ขาม ต. หนองบัวบาน อ. รัตนบุรี จ. สุรินทร์ เพื่อตรวจเยี่ยม พื้นที่การแพร่ระบาดของโรคไหม้คอรวงข้าวโดย มีนายไกรสรกองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ พร้อมคณะให้การตอนรับ  พร้อมกับมีการบรรยายสรุปสถานการณ์ ไหม้คอรวงข้าวโดย นายวันรบ เฮ่ประโคน เกษตรจังหวัดสุรินทร์ เพื่อวางมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรเป็นการเร่งด่วน

 

 

โดยนายประภัตร เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบล่าสุด พบว่า นาข้าวในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งเป็นรอยต่อ หลายจังหวัด  ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิขณะนี้ พบว่า นาข้าว เสียหายแล้วประมาณ5แสน ไร่  โดยบางส่วนที่ยังไม่เสียหายนั้นทางผู้ว่าราชการ จ.สุรินทร์ ได้ขอให้ทางกระทรวงเกษตร. ประสานงานเพื่อขอโดรนจากเอกชนช่วยฉีดพ่น เข้าช่วยฉีดพ่น ไตรโคเดอร์ม่า.เท่าที่ยังสามารถช่วยได้  เนื่องจากเหลือเวลาอึกเพียง20วัน ข้าวก็จะสุกที่สามารถเก็บเกี่ยว ได้ซึ่งไม่ทันต่อการใช้ อย่างอื่นมาแก้ปัญหาโดยเฉพาะสารเคมีอาจทำให้เกิดปัญหาสารตกค้างได้จึงเลือกจะใช้วิธีการฉีดพ่น ไตรโคเดอร์ม่า เพราะถือว่าเป็นสิ่งที่ที่สุดแล้ว โดยขณะนี้ได้ประสารงานเอกชนใจบุญและพร้อมที่จะส่งโดรนเข้ามาช่วยเหลือฟรี ส่วน ไตรโค้เดอร์ม่าก็มีการแจกฟรี จึงไม่กระทบต่อต้นทุนของเกษตรกรที่เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ในส่วนมาตร.ในส่วนที่ ในการช่วยเหลือในความเสียหาย เบื้อนต้นได้สั่งการให้ทางผู้ว่าราชการจ. สุรินทร์  ตั้งคณะกรรมาร เข้ามา สรุปข้อมูลความเสียหายทั้งหมด  พร้อมตรวจสอบรายละเอียด ปริมาณ ข้าวที่ลดลง เพราะบางส่วน  ไม่ได้มีการเสียหายสิ้นเชิง เพียงแต่ผลผลิตลดน้อยลง  โดยข้อมูลโดยเฉลี่ย มาณร้อยละ70  ในส่วนปคิมาณผลผลิตที่เคยได้เพราะข้าวลีบซึ่งรัฐบาลอาจจะช่วยเหลือและเติมในส่วนที่ขาดหายไป ในเรื่องของราคาส่วน การชดเชยพื้นที่เสียหาย จะชดเชยให้ไร่ละ1,113 ต่อไร่ ไม่เกินไม่เกิน 20 ไร่ ตามกรอบการให้การช่วยเหลือเรื่องภัยพิบัติ  โดยคาดว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นน่าจะใช้งบประมาณในการช่วยเหลือเกษตรกร ผู้ปลูกข้าวประมาณ กว่า1,000  ล้านบาท เท่านั้น ซึ่จากนี้ไปคงต้องรอทาง ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์  ตั้งคณะกรรมการ ขึ้นมา ทำงานเพื่อสรุปรายละเอียดความเสียหายทั้งหมด  และมีการประกาศ เป็นพื้นที่ภัยพิบัติ เพื่อสรุปข้อมูลเสนอมายังกระทรวงเกษตรก่อนที่ จะเสนอ ไปยัง คณะกรรมการนโยบายข้าว  หรือ กนข หากเห็นด้วยก็จะเสนอต่อ ครม. เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรต่อไป

ส่วนการแก้ปัญหาการแพร่รับบาดเพื่อไม่ให้เกิดซ้ำ ขึ้นมาอีก ตนได้กำชับให้เจ้าหน้าที่กรมการข้าวเข้าทำความเข้าใจและฝึกอบรมให้กับเกษตกรป้องกันการแพร่ระบาดของโรค ไหม้คอรวงข้าวโดยจะฝึกอบรมให้กับเกษตรกร ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมพร้อมเรื่องการ เตรียมการเพาะปลูกข้าวในฤดูต่อไป โดยเกษตรกรจะต้องมีการคลุกเม็ดพันธ์ ข้าว กับไตรโคเดอร์ม่าก่อนหว่านข้าวในฤดูกาลต่อไป  ขณะเดียวกันจะต้องรู้หลักการใช้ปุ๋ยให้ถูกวิธ๊ โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรีย   ซึ่งการ การใช้ปุ๋ยที่ผิดหลักเป็นสาเหตุหนึ่งขอการเกิดโรคระบาดด้วย

 

 

“วันนี้เท่าที่ตรวจสอบอย่างละเอียดพบว่า เหลืออีกไม่ถึง20 วัน ก็ จะสิ้นสุดระยะเวลาการเก็บเกี่ยวทั้งหมด คงจะต้องปล่อย   ซึ่งทางผู้ว่าราชการ สุรินทร์ ก็ร้องขอให้ ช่วยระดมฉีดพ่น ไตรโคเดอร์ม่า ช่วยและช่วยให้เราประสาน โดรนเข้ามาช่วย เบื้องตนได้มีการประสาน ไปกับกลุ่มเอกชน เขารับปากจะเข้ามาช่วยฟรี ซึ่ง จะเข้ามาดำเนินการทันที ในวันที่7 พฤศจิกายนนี้  ก็จะระดมฉีดพ่น เท่าที่จะช่วยได้เพราะหากฉีดพ่นเคมีคงจะไม่ดี เพราะอาจเกิดปัญหาสารตกค้างได้วิธีการนี้น่าจะดีที่สุด ส่วนการให้การช่วยเหลือ ก็ ได้สั่งการให้ทางผู้ว่าราชการ จังหวัดตั้งคณะทำงานร่วมกับทางกรมการข้าว เพื่อสรุปข้อมูลรวมกัน  ก่อนเสนอ รายละเอียดเพื่อเสนอต่อ คณะกรรมการ  กนข . และเสนอ ครม. ต่อไป โดยเบื้องต้นก็คาดว่าน่าจะใช้งบประมาณกว่า1,000ล้านบาท  “นายประภัตร กล่าว นายประภัตร กล่าวด้วยว่า ในส่วนความเสียหายจากภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นทั้งฝนแล้ง น้ำท่วม และโรคระบาดที่เกิดขึ้น ตนยอมรับว่า อาจเสียหายจริงแต่ไม่น่าถึงขั้นขาดแคลน และขออย่าตื่นตระหนก ยืนยันว่าปริมาณผลผลิตยังเพียงพอต่อการบริโภคในประเทศอย่างแน่นอนส่วนเรื่องราคา ที่อาจสูงขึ้นเป็นเรื่องของกระทรวงพาณิชย์ จะต้องเข้ามาช่วยเหลือในเรื่องการบริหารจัดการ” นายประภัตรกล่าว

ด้านนายไกรสรกองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์  เปิดเผยว่า จากการดำเนินการในเรื่องการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของ โรค ไหม้คอรวงข้าว  ทางจังหวัดได้ดำเนินการช่วยเหลืออย่างเต็มที่  โดยจากการฉีดพ่นไตรโคเดอร์ม่า มี่ผ่านมาสามารถชะลอการระบาด ได้จริง เมื่อเทียบกับพื้นที่ ที่ไม่ได้มีการฉีดพ่น จากนี้ไป คงจะต้องทำความเข้าใจถึงวิธีปกกันการแพร่ระบาดและเร่งดำเนินการตั้งคณะทำงานร่วมกันเพื่อช่วยเหลือ เกษตรกรให้เร็วที่สุด  และจากการตรวจสอบยังพบด้วยว่าพื้นที่ มีการระบาดของโรคไหม้คอรวงข้าวส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ ใช้สารเคมี และจากการตรวจสอบพบว่า พื้นที่ การส่งเสริมการปลูกข้าวอินนทรีย์ ไม่มีการระบาดของโรคไหม้คอรวงข้าวแม้แต่พื้นที่เดียว

เกษตรฯเร่งสำรวจสต๊อก3สารพิษ เตรียมผลักดันส่งออก ลดงบทำลายทิ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/452229

เกษตรฯเร่งสำรวจสต๊อก3สารพิษ เตรียมผลักดันส่งออก ลดงบทำลายทิ้ง

เกษตรฯเร่งสำรวจสต๊อก3สารพิษ เตรียมผลักดันส่งออก ลดงบทำลายทิ้ง

วันพุธ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 16.24 น.

เกษตรฯเร่งสำรวจสต๊อก3สารพิษ เตรียมผลักดันส่งออก ลดงบทำลายทิ้ง

6 พฤศจิกายน 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า คณะทำงานพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิดได้ประชุมครั้งแรกในวันนี้ ซึ่งปลัดกระทรวงเกษตรฯ ประธานคณะทำงานมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งศึกษาผลกระทบทุกด้านอย่างรอบคอบทั้งที่มีต่อเกษตรกร อุตสาหกรรมผลิตสินค้าเกษตรต่อเนื่อง และมาตรการสนับสนุนเกษตรกรที่ต้องแบกรับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ตลอดจนการเตรียมเก็บสารเคมีทั้ง 3 ชนิดเพื่อทำลายตามหลักวิชาการให้มีความปลอดภัย

ทั้งนี้ นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรมว. เกษตรฯ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาคณะทำงานฯ รายงานว่า ที่ประชุมได้ให้เร่งศึกษาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรโดยเฉพาะผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิดได้แก่ อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ข้าวโพด และไม้ผล เมื่อไม่สามารถใช้พาราควอต-ไกลโฟเซตในการป้องกันกำจัดวัชพืช และคลอร์ไพริฟอสในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชแล้ว จะต้องปรับเปลี่ยนวิถีการทำเกษตรกรรม เบื้องต้นเกษตรกรรายย่อยอาจต้องใช้แรงงานในการกำจัดวัชพืช ส่วนเกษตรกรที่รวมตัวเป็นแปลงใหญ่และสหกรณ์การเกษตรสามารถสนับสนุนให้ใช้เครื่องจักรกลการเกษตรได้ จากนั้นเมื่อเริ่มฤดูกาลผลิตใหม่ต้องเข้าไปให้ความรู้แก่เกษตรกรรายย่อยในการจัดรูปแปลงให้สามารถรองรับเครื่องจักรกลการเกษตรได้ สำหรับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นต้องของบประมาณมาช่วยเหลือ

นอกจากนี้ยังให้กรมวิชาการเกษตรสำรวจสต็อกสารเคมีทั้ง 3 ชนิดว่า ยังมีอยู่ในประเทศเท่าไร ในห้วงเวลาก่อนที่ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมในการยกเลิกจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ธันวาคม สามารถอนุญาตให้ส่งออกไปยังประเทศที่ยังใช้สารเหล่านี้อยู่ได้หรือไม่เพื่อลดผลกระทบต่อผู้นำเข้าและผู้ค้า รวมถึงงบประมาณในการทำลายที่สูงถึงลิตรละ 100,000 บาท พร้อมกันนี้ให้เร่งศึกษาวิจัยสารชีวภัณฑ์ต่างๆ หากทดสอบประสิทธิภาพแล้ว ใช้ได้ผลจริง ให้เปิดกว้างในการขึ้นทะเบียนเพื่อเป็นทางเลือกของเกษตรกร

นายเฉลิมชัยกล่าวต่อว่า คณะทำงานฯ ยังจะประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ร่วมหาวิธีแก้ไขปัญหาได้แก่ กระทรวงสาธารณสุขที่ดูแลสารตกค้างในสินค้าเกษตรที่นำเข้าเนื่องจากวัตถุดิบหลายอย่างไทยนำเข้าจากประเทศที่ยังใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดอยู่นั้น กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมมาตรการรองรับกรณีที่ไม่สามารถนำเข้าวัตถุดิบได้อย่างไรบ้างโดยเฉพาะอุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์ซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมปศุสัตว์ด้วย ส่วนกระทรวงพาณิชย์นั้นจะช่วยดูแลไม่ให้ผู้ค้าฉวยโอกาสขึ้นราคาสารป้องกันกำจัดวัชพืชและศัตรูพืชชนิดอื่นที่เกษตรกรต้องใช้แทน รวมถึงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมในการป้องกันการโฆษณาหลอกลวงขายสารชีวภัณฑ์ที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนหรือปลอมปนสารเคมี

“คณะทำงานฯ ของกระทรวงเกษตรฯ จะพิจารณาทุกมาตรการอย่างรอบคอบเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อเกษตรกรและเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งในสัปดาห์หน้า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องนำข้อมูลมารายงานต่อที่ประชุม และกำหนดให้มาตรการต่างๆ ต้องเสร็จสิ้นก่อนวันที่ 1 ธันวาคมซึ่งการยกเลิกสารเคมี 3 ชนิดจะมีผลบังคับใช้” นายเฉลิมชัย กล่าว

ปศุสัตว์เปิดสัมมนาวิชาการ เสริมความรู้ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยง เล็งดันส่งออกสู่ตลาดโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/452162

ปศุสัตว์เปิดสัมมนาวิชาการ เสริมความรู้ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยง เล็งดันส่งออกสู่ตลาดโลก

ปศุสัตว์เปิดสัมมนาวิชาการ เสริมความรู้ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยง เล็งดันส่งออกสู่ตลาดโลก

วันพุธ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 13.36 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดงานการประชุมสัมมนาวิชาการเพื่อเสริมความรู้การตลาดอาหารสัตว์เลี้ยง เพื่อให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออกสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงไปสู่ตลาดโลก
วันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 เวลา 9.30 น. นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานพิธีเปิดงานการประชุมวิชาการประจำปี พ.ศ. 2562 ของสมาคมผู้ประกอบกิจการอาหารสัตว์เลี้ยง PIA Technical Forum 2019 (กำหนดจัดงาน 6 – 8 พฤศจิกายน 2562) พร้อมด้วยนายมงคล แม้นมาลัย นายกสมาคมผู้ประกอบกิจการอาหารสัตว์เลี้ยง คณะวิทยากร คณะผู้จัดประชุมวิชาการ และผู้เข้าร่วมงานรวม 180 ราย

กรมปศุสัตว์เป็นหน่วยงานภาครัฐที่ให้การส่งเสริมและพัฒนาด้านระเบียบ ข้อบังคับ พัฒนาศักยภาพการผลิตของอาหารสัตว์เลี้ยง และมาตรฐานสำหรับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีกับสมาคมผู้ประกอบกิจการอาหารสัตว์เลี้ยงมาโดยตลอด เพื่อให้ประเทศไทยมีความพร้อมที่จะเป็นประเทศผู้ผลิตและฐานส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงเพื่อแข่งขันกับตลาดโลกได้อย่างต่อเนื่อง

ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงของประเทศไทย ในปัจจุบันได้เติบโตอย่างแข็งแกร่งรวมไปถึงอุตสาหกรรมการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงเพื่อการส่งออก ก็ได้รับการยอมรับจากประเทศคู่ค้าทั่วโลกถึงคุณภาพและมาตรฐาน กล่าวได้ว่าประเทศไทยกำลังเป็นฐานการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก โดยตั้งแต่ปี 2559 ประเทศไทยเป็นประเทศที่ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงติดเป็นอันดับ 4 ของโลกมาตลอดเป็นระยะเวลากว่า 3 ปีต่อเนื่อง การประชุมวิชาการฯ ครั้งนี้ กำหนดจัดระหว่างวันที่ 6 – 8 พฤศจิกายน 2562 วัตถุประสงค์การจัดงาน เพื่อเป็นเวทีสำหรับเผยแพร่ความรู้และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นสำหรับผู้เข้าร่วมประชุมวิชาการทุกท่าน เพิ่มโอกาสในการพัฒนาด้านวิชาการอย่างต่อเนื่อง การหาปัจจัยของวัตถุดิบในทางการผลิต การส่งเสริมศักยภาพผู้ผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงของไทย การเสริมความรู้เรื่องข้อมูลการตลาดอาหารสัตว์เลี้ยง เพื่อให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออกสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงไปสู่ตลาดใหม่ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง โดยกิจกรรมในงานจะมีการแสดงสินค้าต่างๆ จากบริษัททั่วโลกกว่า 12 บริษัท และเวทีเสวนาความรู้จากวิทยากรทั้งในและต่างประเทศ จึงขอเชิญชวนทุกท่านร่วมงานครั้งนี้ ณ โรงแรมปทุมวัน ปริ๊นเซส กรุงเทพฯ

ตั้งวอร์รูมสั่ง11จว.สกัดใบด่างมันสำปะหลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/451991

x

ตั้งวอร์รูมสั่ง11จว.สกัดใบด่างมันสำปะหลัง

วันพุธ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้จัดการป้องกันกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลัง กรมส่งเสริมการเกษตร ตั้งศูนย์ปฏิบัติการติดตามสถานการณ์และดำเนินการป้องกันกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลัง เพื่อตัดวงจรระบาด นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน
รมว.เกษตรฯมอบหมายนายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารมว.เกษตรฯให้กำกับดูแลตัดวงจรระบาดโรคใบด่างมันสำปะหลัง รวมทั้งปฏิบัติตามระเบียบราชการเคร่งครัด พร้อมสั่งการให้ทุกจังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง อีก 50 จังหวัด เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า การจัดการโรคใบด่างมันสำปะหลังที่กำลังเป็นปัญหาสำคัญของเกษตรกรผู้ปลูกมัน ได้เปิดวอร์รูมสั่งการให้เกษตรจังหวัด 11 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี นครราชสีมา สระแก้ว สุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ อุบลราชธานี ปราจีนบุรี ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ที่พบการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง ทำลายและเยียวยาเกษตรกร สำหรับการป้องกันและกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลังจะดำเนินการดังนี้ 1.สำรวจชี้เป้าพื้นที่ระบาด โดยมีเจ้าหน้าที่เกษตร เกษตรกร เครือข่ายอกม.ร่วมสำรวจพื้นที่ที่ปลูกมันสำปะหลัง  2.ถ้าพบลักษณะคล้ายเป็นโรคใบด่างให้เก็บตัวอย่างส่งพิสูจน์ความเป็นโรคที่สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช (สอพ.) กรมวิชาการเกษตร ตรวจวินิจฉัยตัวอย่าง ทราบผลภายใน 3 วัน ทั้งนี้ พื้นที่ที่วินิจฉัยว่าเป็นโรคจะมีเจ้าหน้าที่เข้าไปทำลายต้นมันสำปะหลังเป็นโรคตามหลักวิชาการ หลังจากการทำลาย เกษตรกรจะต้องพักแปลง 2 เดือน  ทั้งนี้ รัฐเตรียมชดเชยรายได้ให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังที่ได้รับผลกระทบ ไร่ละ 3,000 บาท นอกจากนี้ ใน 50 จังหวัด ที่ปลูกมันสำปะหลัง จะส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ท่อนพันธุ์สะอาด พร้อมใช้มาตรการกฎหมายควบคุมการนำเข้าท่อนพันธุ์จากต่างประเทศและการขนย้ายท่อนพันธุ์ในประเทศ รวมทั้งติดตามสถานการณ์ระบาดของใบด่างมันสำปะหลังใกล้ชิด เพื่อจัดการให้หมดสิ้น

สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังที่จะได้รับการชดเชย ต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกร (ทบก.) กับกรมส่งเสริมการเกษตร และเป็นแปลงมันสำปะหลังที่ปลูกช่วงเดือนเมษายน- 30 กันยายน และระยะเวลาแจ้ง
ข้อมูลการพบต้นมันสำปะหลังที่แสดงอาการใบด่าง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 – 30 มิถุนายน 2563

5โครงการเยียวยาเกษตรกรผู้ประสบภัย สร้างเงินหมุนเวียนกว่า4หมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/451996

x

5โครงการเยียวยาเกษตรกรผู้ประสบภัย n สร้างเงินหมุนเวียนกว่า4หมื่นล้าน

วันพุธ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการฟื้นฟู เยียวยา เกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงและอุทกภัยช่วงปี 2562 งบประมาณ  3,120 ล้านบาทเพื่อสร้างรายได้ลดรายจ่ายในครัวเรือนให้เกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงและอุทกภัย ปี 2562 จากพายุโพดุลและคาจิกิ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯมอบหมายให้ สศก. วิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจการเกษตร จากการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการดังกล่าว ซึ่งสศก.พบการดำเนินงานตามแผนปฎิบัติการทั้ง 5 โครงการ จะเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร 1.08 ล้านครัวเรือน ทำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น 36,881 ล้านบาท หรือเพิ่มร้อยละ 1,282  ของงบประมาณที่ใช้ไป ส่งผลให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 40,002 ล้านบาท คาดว่าการดำเนินงานของแต่ละโครงการ จะส่งผลสำเร็จทางเศรษฐกิจ ดังนี้

1.โครงการส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อยเพื่อสร้างรายได้แก่เกษตรกร (ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์, ถั่วเขียว) จะทำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจรวม 6,429 ล้านบาท จากการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 5,147 ล้านบาท เฉลี่ย 51,471 บาท/ครัวเรือน และถั่วเขียว
1,282 ล้านบาท เฉลี่ย 25,654 บาท/ครัวเรือนโดยโครงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายเป็นเงินสดโอนเข้าบัญชีเกษตรกรที่ประสบภัยเสียหายสิ้นเชิงโดยตรง ช่วยเหลือไม่เกิน 20 ไร่ ของพื้นที่เสียหาย อัตราช่วยเหลือข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 245 บาท/ไร่ เกษตรกรจะได้รับเงินสนับสนุนจากโครงการ เฉลี่ยครัวเรือนละ 2,450 บาท ส่วนถั่วเขียว 200 บาท/ไร่ เกษตรกรได้รับเงินสนับสนุนจากโครงการ เฉลี่ยครัวเรือนละ 1,600 บาท จากพื้นที่เป้าหมายโครงการ เกษตรกร 150,000 ครัวเรือน พื้นที่ 1.4 ล้านไร่

2.โครงการรักษาระดับปริมาณและคุณภาพข้าว ปีการผลิต 2563/64 ส่งผลให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมจากการผลิตข้าวในโครงการ 27,894 ล้านบาท จากการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าว 63,200 ตัน เฉลี่ยไร่ละ 10 กก. เกษตรกรลดต้นทุนการผลิตได้ 1,223 บาท/ครัวเรือน 3.โครงการพัฒนาเสริมทางเลือกอาชีพด้านประมง : การเลี้ยงปลานิลแปลงเพศในบ่อ
ส่งผลให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจรวม 1,073 ล้านบาท หรือเฉลี่ยครัวเรือนละ 21,480 บาทจากการสนับสนุนพันธุ์ ปลานิลแปลงเพศ ขนาด 5 – 7 เซนติเมตร 800 ตัว/รายและอาหารสัตว์น้ำนำร่องให้เกษตรกร 120 กิโลกรัม/ราย เป้าหมายเกษตรกร 50,000 ราย

4.โครงการสร้างรายได้จากอาชีพประมงในแหล่งน้ำชุมชน ส่งผลเกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการผลิต รวม 4,216 ล้านบาท หรือเฉลี่ยชุมชนละ 21,080 บาท จากการสนับสนุนปล่อยพันธุ์กุ้งก้ามกราม ตามแหล่งน้ำชุมชน มีเป้าหมายดำเนินการ 1,436 แห่ง  200,000 ตัว/แห่ง 5.โครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ปีก ทำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการผลิต 3 กรณีคือไก่ไข่  387 ล้านบาท เฉลี่ยครัวเรือนละ 8,081 บาท  เป็ดไข่ 361 ล้านบาท เฉลี่ยครัวเรือนละ 7,526 บาท และไก่พื้นเมือง 80 ล้านบาท เฉลี่ยครัวเรือนละ 1,669 บาท  โดยสนับสนุนสัตว์ปีก และปัจจัยการผลิต รายการละ 4,850 บาท
เลือกได้ครัวเรือนละ 1 รายการ รวม 48,000 ราย ส่งเสริมให้เกษตรกรทำเกษตรผสมผสานกับการเลี้ยงสัตว์ปีกเป็นอาชีพเสริมลดรายจ่าย

ส่องเกษตร : วิจัย พัฒนา ส่งเสริม กับกระบวนการพัฒนาการเกษตร (1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/451994

449007

ส่องเกษตร : วิจัย พัฒนา ส่งเสริม กับกระบวนการพัฒนาการเกษตร (1)

วันพุธ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“อดีตเป็นเรื่องบอกปัจจุบันและอนาคต” ข้อความนี้ผ่านหูผ่านตาผมมานาน และส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นจริง เพราะเรื่องราวของอดีตมักจะส่งผลมาถึงปัจจุบันและสะท้อนไปถึงอนาคตบ่อยครั้ง

การพัฒนาทางการเกษตรก็เช่นกัน หากพิจารณาการเกิดขึ้นของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตั้งแต่เริ่มแรกในชื่อต่างๆ นับเป็นเวลามากกว่า 125 ปี การพัฒนาของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในแต่ละช่วงเวลา ส่งผลต่อการพัฒนาการเกษตรของประเทศไทยมาโดยตลอด ช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 สำหรับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แล้ว เป็นกระทรวงที่เกิดขึ้นมาก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง มีหน่วยงานภายใต้ในระดับกรมที่สำคัญมารองรับการปฏิบัติในขณะนั้นอยู่แล้ว ต่อมาในปี 2486 เริ่มมีแนวคิดที่จะปรับเปลี่ยนทิศทางการพัฒนาการเกษตร ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของการพัฒนาการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องการเพิ่มศักยภาพการผลิตเพิ่มผลผลิต เพื่อนำไปสู่การสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ จึงเริ่มนำเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่มาใช้ เริ่มมีการทำการวิจัย ศึกษา ค้นคว้าอย่างจริงจัง เพื่อให้ได้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับระบบการเกษตรของประเทศ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงเกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อทำหน้าที่ในการผลิตบุคลากรทางการเกษตรมาป้อนให้กับเป้าหมายการพัฒนาการเกษตรในขณะนั้น

ในช่วงเวลากว่า 20 ปีนั้น ประเทศไทยทุ่มเทด้านการวิจัยและพัฒนาทางการเกษตรสมัยใหม่อย่างหนักและต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบของมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยที่เปิดสอนทางด้านการเกษตรและเทคโลยีที่เกี่ยวข้อง เห็นความจำเป็นในการส่งต่อองค์ความรู้เหล่านี้ลงไปสู่เกษตรกรให้ได้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งรับผิดชอบงานดังกล่าว จึงปรับตัวเองอีกครั้ง เพื่อให้งานวิจัยและพัฒนาสำหรับการทำการเกษตรสมัยใหม่สามารถถ่ายทอดไปสู่เกษตรกรอย่างเกิดผลเป็นรูปธรรม หน่วยงานที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้เหล่านี้จึงเกิดขึ้น รวมงานประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ ฝึกอบรม ทุกลักษณะของกรม/กองต่างๆ ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยุคนั้น จัดตั้งกรมส่งเสริมการเกษตรขึ้น เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2510 เพื่อทำหน้าที่ในการนำองค์ความรู้จากทุกหน่วยงานที่ทำงานวิจัยและพัฒนาไปถ่ายทอดให้กับเกษตรกรนำไปปฏิบัติให้เห็นผล สร้างผลผลิตให้สูงขึ้นตรงกับความต้องการของตลาดทั้งทางด้านปริมาณและคุณภาพ หลังจากการเกิดขึ้นของกรมส่งเสริมการเกษตร 9 ปี มีการขยายผลของการส่งเสริมการเกษตรให้กว้างขวางมากขึ้น ด้วยการกู้เงินจากธนาคารโลก จำนวน 3,000 ล้านบาท ซึ่งนับว่าเยอะมากในยุคนั้น มาเพื่อดำเนินการเรื่องนี้โดยเฉพาะ มีการขยายอัตรากำลังของเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร ขยายรูปแบบ ขยายพื้นที่ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ตั้งแต่ระดับตำบล อำเภอ จังหวัด และภาคทำงานสอดประสานกัน ภายใต้ระบบ Training and visiting ภายใต้สมมุติฐานที่ว่าเมื่อมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากแหล่งวิจัยต่างๆ ให้กับเกษตรกรแล้ว เกษตรกรจะสามารถนำไปพัฒนาระบบการผลิตของตนให้ได้ตามเป้าหมาย มีการประเมินผลและการประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้น รวมทั้งมีความพยายามอีกหลายๆทาง เพื่อพัฒนาเกษตรกรให้มีความอยู่ดีกินดี มีความมั่นคงในอาชีพ นโยบายต่างๆ มุ่งไปยังจุดเดียวกัน ส่งเสริมสนับสนุนให้เกษตรเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะมีโอกาส มีการทำแปลงสาธิต อบรมให้เข้าร่วมงาน ดูงาน หรือแม้แต่คัดเลือกเกษตรกรผู้นำ (CoF) โดยยึดหลักให้เกษตรกรผู้นำเป็นผู้ช่วยของนักส่งเสริมการเกษตรในระดับพื้นที่ การคัดเลือกเกษตรกรผู้นำในยุคนั้น เป็นเกษตรกรที่มาจากคำถามว่า หากเกิดปัญหาทางเกษตรขึ้นภายในหมู่บ้าน ใครคือผู้ที่เกษตรกรเข้ามาสอบถามปัญหาหรือขอคำปรึกษามากที่สุด ผู้นั้นก็จะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเกษตรกรผู้นำ เพื่อให้การถ่ายทอดเทคโนโลยีสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว และเกิดผลดีที่สุด

เวลาผ่านไปจากจุดนั้นราว 10-15 ปี เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านนโยบายและอื่นๆ ที่ไม่สอดคล้องกับเป้าหมายในการวางตำแหน่งของนักส่งเสริมการเกษตร มีการนำนักส่งเสริมการเกษตรไปใช้ในงานอื่นๆที่ไม่ใช่งานการถ่ายทอดเทคโนโลยีทางการเกษตร กลายเป็นเครื่องมือในการทำงานของนักการเมืองแทน งานพัฒนาการเกษตรของประเทศที่ผิดไปจากกรอบและหลักการทางวิชาการที่ชัดเจนจึงเริ่มต้นและขยายวงไปอย่างรวดเร็ว เกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ ขอคุยต่อตอนหน้าครับ

สมชาย  ชาญณรงค์กุล

ก.เกษตรฯส่ง‘เพชรบุรี2’ สับปะรดพันธุ์ใหม่ลุยอุตสาหกรรมแปรรูป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/451997

x

ก.เกษตรฯส่ง‘เพชรบุรี2’ n สับปะรดพันธุ์ใหม่ลุยอุตสาหกรรมแปรรูป

วันพุธ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรเปิดเผยว่า  สับปะรดเป็นผลไม้สร้างมูลค่าส่งออกให้ประเทศไทยปีละไม่ต่ำกว่า 15,000 ล้านบาท ซึ่งการวิจัยและพัฒนาที่ผ่านมาส่วนมากเป็นไปในด้านการเขตกรรมและการอารักขาพืช  ส่วนการวิจัยพัฒนาพันธุ์หรือสายพันธุ์ยังไม่สามารถสร้างพันธุ์หรือสายพันธุ์ใหม่ขึ้นได้ พันธุ์ที่ปลูกยังเป็นพันธุ์เดิมปริมาณผลผลิตต่อไร่โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 4.11 ตัน/ไร่ ซึ่งอยู่ระดับค่อนข้างต่ำ ทั้งใช้พันธุ์เดิมปลูกติดต่อกันเป็นเวลานานทำให้กลายลักษณะไม่พึงประสงค์มากขึ้น เช่น เกิดหนามตลอดทั้งใบ ผลไม่เป็นทรงกระบอก สีเนื้อไม่สม่ำเสมอ ผลเล็กลง อ่อนแอต่อโรคเหี่ยวสับปะรด

การคัดเลือกสายต้นเป็นแนวทางปรับปรุงพันธุ์ วิธีหนึ่งที่ใช้ระยะเวลาสั้น ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเพชรบุรี  กรมวิชาการเกษตรจึงคัดเลือกสายต้น เพื่อให้ได้สับปะรดพันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตไม่น้อยกว่าพันธุ์ที่ปลูกเป็นการค้า และมีลักษณะเหมาะสมสำหรับแปรรูปตรงตามความต้องการของโรงงาน ได้แก่ ผลมีลักษณะเป็นทรงกระบอก  ตาตื้น แกนผลเล็ก  เพื่อให้ได้ปริมาณเนื้อสำหรับแปรรูปสูง มีอัตราเสียเนื้อต่ำ

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าว ต่อว่า ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเพชรบุรี เริ่มวิจัยปรับปรุงพันธุ์เมื่อปี 2534  โดยประเมินคัดเลือกพันธุ์ เปรียบเทียบและทดสอบพันธุ์ในแหล่งผลิต ตามขั้นตอนปรับปรุงพันธุ์ จนประสบความสำเร็จได้สับปะรดพันธุ์ใหม่ ผ่านการพิจารณาเป็นพันธุ์แนะนำของกรมวิชาการเกษตรในปี 2562 ใช้ชื่อพันธุ์ว่า “สับปะรดพันธุ์เพชรบุรี 2” ลักษณะเด่นคือ มีอัตราส่วนน้ำหนักเนื้อ : น้ำหนักผลเฉลี่ย 0.29 ซึ่งสูงกว่าพันธุ์ปัตตาเวีย  แกนผลเล็ก ตาตื้น  ความลึกตาเฉลี่ย 0.73-0.81 ซม.  มีผลทรงกระบอกเหมาะสำหรับบรรจุกระป๋อง  ค่าความหวานเฉลี่ย 13.9-17.9 องศา บริกซ์มากกว่าพันธุ์ปัตตาเวียที่เกษตรกรนิยมปลูกในปัจจุบัน ลักษณะสำคัญของสับปะรดพันธุ์เพชรบุรี 2  ที่สำคัญมีตาตื้นเมื่อเข้าเครื่องปอกแล้วไม่สูญเสียเนื้อมากจึงเหมาะกับการแปรรูปเป็นสับปะรดกระป๋อง  ซึ่งคุณสมบัติดังกล่าวเป็นที่ต้องการของโรงงานอุตสาหกรรม  ปัจจุบันศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเพชรบุรี มีหน่อพันธุ์ประมาณ 5,000 หน่อ ปลูกขยายได้พื้นที่ 0.5 ไร่ ผู้ที่สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเพชรบุรี  โทรศัพท์ 0-3277-2852-3

กษ.ดีเดย์1ธค.พืชผักนำเข้าต้องปลอด3สารพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/451990

x

กษ.ดีเดย์1ธค.พืชผักนำเข้าต้องปลอด3สารพิษ

วันพุธ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจการนำเข้าผักผลไม้ที่ด่านศุลกากรเชียงของ อ.เชียงของ จ.เชียงราย พบว่า ด่านแห่งนี้มี 2 หน่วยงานที่ทำหน้าที่เก็บตัวอย่างไปตรวจสอบคือ กรมวิชาการเกษตรที่ส่งไปตรวจที่อ.เชียงแสน เป็นด่านทางบกที่ผักและผลไม้จากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาจำนวนมาก ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ทำหน้าที่ตรวจสอบสารตกค้าง ทำได้เพียงตรวจสอบเบื้องต้นผ่านชุดตรวจสอบ จีทีเทสคิด สุ่มตรวจและปล่อยผ่านสินค้าไปก่อน ซึ่งตัวอย่างที่เก็บจะใช้เวลาตรวจสอบ 2 วัน จึงทราบผล ซึ่งไม่ทันสถานการณ์และปริมาณสินค้าที่ผ่านเข้ามา

“การดำเนินมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหารไม่ใช่การกีดกันทางการค้า แต่เป็นเรื่องความปลอดภัยของผู้บริโภคทั้งประเทศต้นทางและปลายทาง ซึ่งวันที่ 1 ธันวาคมนี้ สินค้าเกษตรที่นำเข้าไทยต้องปลอด 3 สาร ที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติแบน อีกทั้งจะให้กรมวิชาการเกษตรดำเนินการลดขั้นตอนการทำงานและเพิ่มเติมบุคลากรที่ทำงานร่วมกับ อย. ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น” นางสาวมนัญญา กล่าว

นอกจากนี้ จะให้เร่งตั้งห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์สารตกค้างที่นำเข้าที่ด่านเชียงของ ซึ่งจะเป็นห้องปฏิบัติการที่ทันสมัย ทราบผลเร็ว วิเคราะห์สารตกค้างได้มากกว่า 450 ชนิด โดยจะเร่งให้เกิดในปีงบประมาณ 2563 ทำให้ผู้บริโภคปลอดภัยมากขึ้น และช่วยให้เกษตรกรไทยแข่งขันกับผักผลไม้ที่นำเข้าจากจีนได้ และที่สำคัญคือ ความปลอดภัยของผู้บริโภคทั้งคนไทยและต่างประเทศ ทั้งนี้ การนำเข้าสินค้าผัก ผลไม้ ในปี 2561 นำเข้า 300,000 – 400,000 ตัน มีมูลค่า 5,000 ล้านบาท และปี 2562 นำเข้า 170,000 ตัน มูลค่า 3,200 ล้านบาท ซึ่งสินค้าผัก ผลไม้เหล่านี้ ส่งตรงถึงตลาดไทและตลาดสี่มุมเมือง

‘มนัญญา’ของขึ้นโวย‘เฉลิมชัย’ มองข้ามไม่ดึงร่วมทีมศึกษาสารทดแทน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/452021

‘มนัญญา’ของขึ้นโวย‘เฉลิมชัย’ มองข้ามไม่ดึงร่วมทีมศึกษาสารทดแทน

‘มนัญญา’ของขึ้นโวย‘เฉลิมชัย’ มองข้ามไม่ดึงร่วมทีมศึกษาสารทดแทน

วันอังคาร ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 18.51 น.

“มนัญญา”ของขึ้น ไม่เคยรับรู้“เฉลิมชัย”ตั้งคณะทำงานศึกษาแนวทางหาสารทดแทน 3 สารเคมี ถามกลับทำไมไม่ตั้ง “รมช.มนัญญา” ร่วมทีมทั้งๆที่ทำงานมาตั้งแต่ต้น จวกคนถามหาสารทดแทน ไล่ให้ไปลองกินดู ถ้ากินแล้วตาย ชอบไหม.?

5 พฤศจิกายน 2562 นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงกรณีนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่งตั้งคณะทำงานศึกษาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรและหาสารทดแทน 3 สารเคมีกำจัดวัชพืชและศัตรูพืช ให้ได้ข้อสรุปในเดือนนี้ ซึ่งมีปลัดกระทรวงเกษตรฯเป็นประธาน และรมว.เกษตรฯมอบให้ประชุมวันที่ 6 พฤศจิกายน นี้ ว่า ตนยังไม่ทราบและไม่รู้เรื่องนี้ เพราะยังไม่เห็นหนังสือการแต่งตั้งคณะทำงานศึกษาฯ รวมทั้งไม่ได้รับเชิญให้เป็นคณะทำงานทั้งที่ตนดูแลกรมวิชาการเกษตร อีกทั้งไม่ทราบว่าผู้ที่ได้รับแต่งตั้งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการแบน 3 สารหรือไม่ และคณะทำงานชุดนี้จะมีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรอย่างไร เพราะในส่วนของกรมส่งเสริมสหกรณ์ที่ตนดูแลได้เตรียมมาตรการไว้ครบหมดแล้ว

“ไม่เคยได้รับการบอกกล่าวเรื่องตั้งคณะทำงานศึกษาฯ ไม่รู้เรื่องนี้เลย ไม่เข้าใจในเมื่อ มนัญญา เป็นคนทำเรื่องนี้ตั้งแต่ต้น ทำไมไม่มอบให้เราทำต่อ” นางสาวมนัญญา กล่าว

รมช.เกษตรฯ กล่าวอีกว่า สำหรับสารเคมีใช้กำจัดวัชพืช ศัตรูพืช ปัจจุบันนี้ในท้องตลาดมีจำหน่ายมากมายหลายชนิดอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเลิกถามกันได้แล้วเรื่องสารทดแทน ซึ่งตนไม่เข้าใจคนที่ห่วงเรื่องสารทดแทน กลับไม่ใช่เกษตรกร แต่เป็นนักวิชาการ ถามกันมามากว่าจะต้องหาอะไรมาทดแทน ต้องขอบอกว่ามันมีอยู่แล้วจำนวนมาก ไม่ต้องมาบีบบังคับรัฐมนตรี ให้เอาสารตัวอื่น หรือตัวใหม่เข้ามาในประเทศไทยอีก

“อย่ามาบีบบังคับรัฐมนตรี ใครๆก็มาบีบดิฉันไม่ได้ ที่ผ่านมาโดนถล่มทุกวันให้เอาตัวนั้นตัวนี้มาแทน 3 ตัวนี้ พอพูดชี้แจงไปก็จะพูดไปอีกทาง เพื่อหาทางหาช่องกันไปเรื่อย ไม่จบ ขอโทษนะคะ ก็ต้องลองกินดูสิคะว่าตัวไหน สารตัวไหนกินแล้วตายก็เอาตัวนั้นไหม ฝากไปถึงคนที่พูดเรื่องสารทดแทนลองไปกินดู ซึ่งเรื่องนี้ชาวบ้านไม่เห็นเขาพูดต้องการสารทดแทนอะไรเลย ดิฉันไปลงพื้นที่ทุกสัปดาห์ มีแต่เขาต้องการสารที่ปลอดภัยสามารถทำได้ใช้เองเป็น” นางสาวมนัญญา กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีกระแสข่าวว่ามีเงินวางเงินพันล้านบาท แลกยกเลิกการแบนสารเคมีบางตัว นางสาวมนัญญา กล่าวว่า ได้ยินข่าวมาเช่นกัน แต่ไม่ขอออกความเห็นใดๆ เรื่องสารทดแทน ยืนยันไม่ให้มีตัวใหม่เข้ามาในประเทศไทยอีกแน่นอน เพราะทุกวันนี้สารเคมีทางการเกษตร เกษตรกรมีใช้จำนวนมาก และได้ปรับเปลี่ยนมาก่อนหน้านี้แล้ว

ชาวนากาฬสินธุ์โอดฝนทิ้งช่วงนาน ข้าวแล้งตายอดขายได้เงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/451901

ชาวนากาฬสินธุ์โอดฝนทิ้งช่วงนาน ข้าวแล้งตายอดขายได้เงิน

ชาวนากาฬสินธุ์โอดฝนทิ้งช่วงนาน ข้าวแล้งตายอดขายได้เงิน

วันอังคาร ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 13.50 น.

5 พฤศจิกายน 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานจากการติดตามบรรยากาศการประกอบอาชีพของชาวนาที่ จ.กาฬสินธุ์ ในช่วงเตรียมตัวลงมือเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวนาปี โดยจะเริ่มลงมือตั้งแต่กลางเดือนนี้เป็นต้นไป เนื่องจากถึงช่วงที่อายุข้าวหรือเมล็ดข้าวเปลือกกำลังแก่พอดี ทั้งนี้พบว่าในเขตชลประทานและพื้นที่ราบลุ่ม รวงข้าวกำลังเต็มรวงและรอวันเก็บเกี่ยว ขณะที่ในส่วนพื้นที่สูง นอกเขตชลประทาน  กลับพบว่ามีชาวนาหลายราย กำลังประสบความเดือดร้อน เนื่องจากข้าวขาดน้ำ ต้นข้าวไม่สมบูรณ์ เมล็ดลีบและแห้งตายคารวง จนต้องนำเครื่องสูบน้ำมาติดตั้ง เพื่อสูบน้ำบาดาลใต้ดินที่อยู่ลึกกว่า 60 เมตรขึ้นมาหล่อเลี้ยงต้นข้าว ที่กำลังจะถอดรวง และกำลังจะแห้งตาย หลังประสบปัญหาฝนทิ้งช่วงนานกว่า 2 เดือน

นายสมศรี ภูพาที อายุ 49 ปี บ้านเลขที่ 81 หมู่ 9 บ้านหนองกุง ต.เขาพระนอน จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ตนมีพื้นที่นา 10 ไร่ โดยปลูกข้าวเหนียวทั้งหมด เนื่องจากอยู่นอกพื้นที่ใช้น้ำชลประทาน  การทำนาต้องต้องอาศัยน้ำฝนเป็นหลัก จึงประสบปัญหาภัยแล้ง น้ำไม่เพียงพอต่อการหล่อเลี้ยงต้นข้าว 2 ปีที่ผ่านมาจึงได้ลงทุนขุดเจาะบ่อบาดาล ลึก 60 เมตร พอที่จะดึงน้ำขึ้นมาบรรเทาภัยแล้ง  โดยต่อท่อไหลลงสู่แปลงนา และสวนดอกมะลิ ที่ปลูกเป็นอาชีพเสริม

นายสมศรีกล่าวอีกว่า เนื่องจากทำนาฝนปีนี้ ช่วงต้นปีประสบภัยแล้ง และมีฝนตกในช่วงหนึ่ง ทำให้เกิดน้ำป่าไหลบ่าลงมาอย่างแรง พัดคันนาเสียหาย ไม่สามารถกักเก็บน้ำไว้ได้ พอถึงช่วงต้นข้าวตั้งท้องถอดรวง ประกอบกับฝนทิ้งช่วงไปนาน 2 เดือน ความชื้นในดินหมดไป จึงทำให้ต้นข้าวไม่สมบูรณ์ เมล็ดลีบ และยืนต้นแห้งตายอย่างสิ้นเชิง 3 ไร่ ส่วนที่เหลือ 7 ไร่ ก็เหี่ยวเฉา ผลผลิตคงได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะน้ำไม่เพียงพอ  คงได้ข้าวเปลือกลดลงกว่าทุกปีไม่น้อยกว่า 70 %

“เมื่อได้ผลผลิตน้อย  ก็คงจะเก็บไว้กินในครัวเรือน เพราะคงไม่เหลือพอที่จะแบ่งขาย ซึ่งหากขายก็คงจะต้องซื้อข้าวกิน และราคาสูงกว่าราคาขาย  จึงเสียดายโอกาสที่ไม่มีข้าวเปลือกขาย  เพราะทราบว่าตลาดรับซื้อข้าวทั่วไป  โดยเฉพาะข้าวเหนียวนั้น ในช่วงที่ผ่านมาให้ราคาสูงถึง กก.ละ 20 บาท  ทั้งนี้ ตนเคยตั้งความหวังไว้สูงว่าจะแบ่งข้าวเปลือกไปขาย ได้เงินมาใช้หนี้ ธกส.และใช้จ่ายในครัวเรือน แต่เมื่อข้าวตายแล้ง จึงได้แต่รู้สึกเสียดาย และนำเครื่องสูบน้ำมาสูบน้ำใส่แปลงนา เพื่อประทังชีวิตให้ต้นข้าว โดยหวังว่าจะเป็นความหวังสุดท้าย ก่อนที่ข้าวจะยืนต้นตายหมด” นายสมศรีกล่าวในที่สุด