เฉลิมชัย นำทัพจิตอาสา ก.เกษตรฯ เราทำความดีด้วยหัวใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396613

เฉลิมชัย นำทัพจิตอาสา ก.เกษตรฯ เราทำความดีด้วยหัวใจ

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 – 18:25 น.
นำทัพจิตอาสา,เฉลิมชัย,รมตเกษตรฯ,เราทำความดีด้วยหัวใจ
เปิดอ่าน 16 ครั้ง

“รัฐมนตรีเกษตรฯ” เตรียมนำทัพจิตอาสา ก.เกษตรและสหกรณ์ จัดกิจกรรม “เราทำความดีด้วยหัวใจ” พัฒนาฟื้นฟูคลองสี่ตะวันตก

 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานแถลงข่าวกิจกรรมจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พัฒนาฟื้นฟูคลองสี่ตะวันตก เขตคลองสามวา “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” โดยมีนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ อาคารวายุภักดิ์ โรงแรมเซ็นทรา แจ้งวัฒนะ ว่า ศูนย์ประสานงานจิตอาสา 904 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดกิจกรรมจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พัฒนาฟื้นฟูคลองสี่ตะวันตก เขตคลองสามวา “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” โดยกำหนดจัดขึ้นในวันจันทร์ที่ 4 พฤศจิกายน 2562 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 16.00 น. มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมมือร่วมใจประกอบกิจกรรมสาธารณะเพื่อประโยชน์สุขของชุมชนส่วนรวม ตามโครงการพระราชทานของ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีผู้เข้าร่วมงาน ได้แก่ ผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงาน จิตอาสาของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมทั้งหน่วยงานในสังกัด, จิตอาสาจากกองทัพภาคที่ 1 กรุงเทพมหานคร, ผู้บริหาร ข้าราชการ และนักเรียนโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เบญจมราชาลัย ตลอดจนจิตอาสาประชาชนในพื้นที่ ซึ่งคาดว่าจะมีจิตอาสาเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 1,500 คน

สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย พิธีเทิดพระเกียรติองค์ราชันพระบาทสมเด้จกระเจ้าอยู่หัวฯ กิจกรรมลงเรือเพื่อร่วมกันกำจัดผักตบชวา ณ บริเวณคลองสี่ตะวันตก เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมและนิทรรศการที่น่าใจ อาทิ กองสาธิตการทำปุ๋ยหมักจากผักตบชวา และการให้ความรู้เกี่ยวกับการนำผักตบชวามาใช้ประโยชน์ จากเจ้าหน้าที่ของกรมพัฒนาที่ดิน และกรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้เป็นกิจกรรมต่อเนื่องที่มีการดูแลรักษากองผักตบชวาจนสามารถนำไปใช้เป็นปุ๋ยหมักผักตบชวาได้

ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวมีการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานในสังกัด อาทิ กรมชลประทาน มีการจัดเตรียมเรือผักตบชวา จำนวน 10 ลำ รถบรรทุกผักตบชวา 6 ล้อ จำนวน 5 คัน รถฉีดน้ำเพื่อชำระร่างกาย และรถแม็คโคร กรมส่งเสริมการเกษตร มีการจัดแสดงนิทรรศการใช้ประโยชน์จากผักตบชวา การพัฒนาอาชีพ โดยนำผักตบชวามาทำเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ อาทิ กระเป๋าถือ แผ่นรองจาน วัสดุกันกระแทก เป็นต้น และกรมพัฒนาที่ดิน มีการจัดทำจุดสาธิตการทำกองปุ๋ยหมักจากผักตบชวา (ให้กับโรงเรียน) การจัดนิทรรศการแสดงการนำผักตบชวาไปใช้ประโยชน์ในการทำปุ๋ยหมัก ตลอดจนจัดเตรียมรถบรรทุกผักตบชวา 6 ล้อ จำนวน 5 คัน เป็นต้น

(คลิป) มนัญญา เดือดรอนับชั่วโมงไม่ยอมเปิดคอนเทนเนอร์ขนผัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396600

(คลิป) มนัญญา เดือดรอนับชั่วโมงไม่ยอมเปิดคอนเทนเนอร์ขนผัก

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 – 14:39 น.
มนัญญา,เชียงแสน,คอนเทนเนอร์,ผัก,สารเคมี
เปิดอ่าน 121 ครั้ง

มนัญญา เดือดด่านเชียงแสน ให้รอเกือบชั่วโมง ไม่ยอมเปิดตู้คอนเทรนเนอร์ขนผักให้สุ่มตรวจ อ้างงรอชิปปิ้ง

1 พฤศจิกายน 2562 มนัญญา ลั่น 1 ธ.ค.นี้ ผักผลไม้นำเข้าจะต้องปลอดสารตกค้าง 3 ชนิดหลังแบนสาร ผงะพบสารพิษหลายรายการในผักผลไม้เพียบ กว่าจะรู้ผลคนไทยกินไปแล้ว ลั่นตั้งแล็บตรวจสารตกค้างร่วมกับอย.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจขั้นตอนการนำเข้าผักผลไม้ สินค้าเกษตร บริเวณด่านเชียงของ อ.เชียงของ จ.เชียงราย พร้อมกับได้ซักถามเจ้าหน้าที่ด่านศุลกากร ด่านพืช ของกรมวิชาการเกษตร ด่านอย.ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เดินดูระบบการตรวจเอ็กเรย์รถขนส่งสินค้าทุกตู้คอนเทรนเนอร์ และระบบทดสอบสุ่มตรวจสอบสารตกค้างในผักผลไม้นำเข้า

รมช.เกษตรฯ กล่าวว่า ด่านแห่งนี้ มี 2 หน่วยงานที่ทำหน้าที่เก็บตัวอย่างไปตรวจสอบ คือ ด่านพืช กรมวิชาการเกษตร แต่เมื่อสินค้ามาถึงจะต้องเก็บตัวอย่างส่งไปตรวจที่ด่านตรวจพืชเชียงแสน ซึ่งอยู่ห่างจากอ.เชียงของ 40 กิโลเมตร ทำให้เสียเวลาและใช้เวลา ไม่ทันกับปริมาณสินค้าเข้ามามีจำนวนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังมีด่าน อย.ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบสารตกค้าง แต่ทำได้เพียงตรวจเบื้องต้นผ่านชุดตรวจสอบ จีทีเทสคิดส์ ได้สุ่มตรวจแต่ปล่อยผ่านสินค้าไปก่อน ซึ่งกลุ่มตัวอย่างที่เก็บจะใช้เวลาในการตรวจสอบ 2 วันจึงทราบผลซึ่งไม่ทันสถานการณ์และปริมาณสินค้าที่ผ่านเข้ามา

รวมทั้งปริมาณนำเข้าผักผลไม้จากจีนจำนวนมากโดยปี 2561 / นำเข้า 3-4แสนตัน มูลค่า 5 พันล้านบาท ปี62จนถึงขณะนี้ 170,000 ตัน มูลค่า 3,200 ล้านบาท มีล้งชาวจีน 40-50 ราย ล้งจีนมีการเช่าพื้นที่ตลาดไท ทำห้องเย็นไว้รับสินค้าด้วย ในแต่ละวันมีผักผลไม้นำเข้าจากจีนกว่าวันละ 100 ตู้คอนเทนเนอร์ เพราะเส้นทางนี้ มีความสะดวกในการขนส่งสินค้าจากจีนตอนใต้ ใช้เวลา 3 ชั่วโมงถึงด่านเชียงของ จึงทำให้มีการนำเข้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งตรงตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง

ทั้งนี้ด่านเชียงของ ของกระทรวงเกษตรฯไม่มีแล็บตรวจสารตกค้างในผักผลไม้ มีเพียงตรวจโรคและแมลงศัตรูพืชเท่านั้น ส่วนการตรวจสารคกค้างเป็นหน้าที่อย.ที่ใช้ชุดตรวจสอบ จีทีเทสคิดส์ โดยตรวจ 3 กลุ่มสารคือ ออการ์โนฟอสเฟต กลุ่มคาบาเมต และจีพีโอ และชุดตรวจทีเอ็มสองตรวจสารกลุ่ม ไพรีทรอยด์ และกลุ่มออการ์โนคลอรีน ซึ่งชุดตรวจดังกล่าวตรวจได้เพียง 1-2 กลุ่มเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงมีการใช้สารเคมีเกษตร 4 กลุ่ม และมีมากถึง 400 สาร ทำให้ยังคงพบสารตกค้างในผักผลไม้จากการสุ่มตรวจทั่วไปทั้งตลาดทั่วไปและห้างสรรพสินค้า

มีนโยบายให้กรมวิชาการเกษตร เร่งตั้งห้องปฎิบัติการตรวจวิเคราะห์สารตกค้างที่นำเข้าที่ด่านเชียงของ ซึ่งจะใช้งบปี 2563 ซึ่งจะเป็นห้องปฎิบัติการที่ทันสมัย ทราบผลรวดเร็ว สามารถวิเคราะห์สารตกค้างได้มากกว่า 450 ชนิด ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคมีความปลอดภัยมากขึ้นและช่วยลดผลกระทบเกษตรกรไทย สามารถแข่งขันกับผักผลไม้ที่นำเข้าจากจีนได้ ซึ่งห้องปฎิบัติการนี้จะบูรณาการทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข

“ดิฉันมาให้กำลังใจและสอบถามปัญหาและความต้องการเพื่อให้การปฎิบัติงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น รู้สึกตกใจกับการตรวจสุ่มตัวอย่างแค่ 1500 ตัวอย่างทั้งที่มีสินค้าเข้ามามากมาย และพบสารตกค้าง ยาฆ่าแมลงที่เป็นวัตถุอันตราย วอ.4 ต้องห้าม ถึง 14 ตัวอย่าง โดยจะเรียกอธิบดีกรมวิชาการเกษตร มาถามว่าทำไมไม่รายงานให้ทราบ ดิฉันจะกลับไปทำการบ้าน มาตรการเฝ้าระวังสารตกค้างใหม่ทั้งหมดทุกด่าน เพิ่มเติมบุคคลากร ที่จะทำงานร่วมกับ อย.ให้มีประสิทธิภาพไม่ใชสินค้าถึงผู้บริโภคแล้ว เพิ่งรู้ผล ว่ามีสารตกค้าง ซึ่งการดำเนินการมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหารไม่ใช่การกีดกันทางการค้า แต่เป็นเรื่องความปลอดภัยของผู้บริโภคทั้งประเทศต้นทางและปลายทาง ที่ไทยต้องเดินไปสู่เป้าหมายเป็นครัวของโลกให้ได้”น.ส.มนัญญา กล่าว

สำหรับการตรวจด่านครั้งนี้ น.ส.มนัญญา ต้องการเข้ามาสุ่มตรวจสินค้าเปิดตู้คอนเทรนเนอร์ แต่ถึงกับหงุดหงิดไม่พอใจอย่างมากกับกระบวนการเปิดตู้คอนเนอร์รถขนผัก 2คัน เพื่อตรวจสอบที่เกิดความล่าช้าอย่างมาก เพราะเจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืช ด่านอย.ไม่สามารถเปิดตู้ได้ อ้างว่าจะต้องรอชิปปิ้งมาดำเนินการเอกสารให้แล้วเสร็จก่อน ทั้งที่ประเทศต้นทางได้ส่งเอกสารนำเข้ามาทางอีเมล์แจ้งล่วงหน้าแล้วเป็นสัปดาห์  แต่เจ้าหน้าที่ไม่ดำเนินการอะไร ทำให้น.ส.มนัญญา ต้องนั่งรอเป็นชั่วโมง

รวมทั้งระหว่างนั้นมีรถเข้ามาให้ด่านตรวจเพียง 2 คันนั้น เมื่อชิปชิ้งมาเปิดตู้ น.ส.มนัญญา ได้ชี้ให้นำกล่องผักลงตรวจและเปิดรื้อผักดูด้วยตนเอง ขณะที่มีรถคอนเทรนเนอร์ จอดรอด้านนอกหน้าด่านเป็น 100 คัน จึงได้ถามนายฉกรรจ์ รักษาวงศ์ อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตรซึ่งเป็นที่ปรึกษา รมช.ว่าทำไมต้องรอชิปปิ้ง ทั้งที่นำเสนอเอกสารสินค้ามาล่วงหน้าแล้ว นายฉกรรจ์ตอบว่าสิ่งที่ต้องรออาจเพราะรัฐมนตรีเกษตรฯมาตรวจ หรือในรถคอนเทรนเนอร์ ขนอะไรมาที่ไม่อยากให้ รมช.เกษตรฯตรวจ อีกทั้งนายฉกรรจ์ ยังต่อว่าเจ้าหน้าที่หัวหน้าด่านตรวจพืช ว่าชิปปิ้งไม่ใช่เจ้านายข้าราชการ ขอให้ไปดูหน้าที่การทำงานเสียใหม่ว่าด่านตรวจพืชสามารถเข้าเปิดตู้สุ่มตรวจได้ทันที เหตุที่ทำงานกันอย่างนี้เพราะชิปปิ้งครอบงำหรือไม่

ทั้งนี้ตั้งแต่เปิดด่านปี 2556 มีการตรวจพบสารตกค้าง ผิดกฎหมาย อย.ตามประกาศกระทรวงที่ 386 และมาตรฐาน ไอเอสโอ 17025 และมาตรฐาน อย ซึ่งจากการตรวจสอบโดยผลการดำเนินการพบ สะสมดำเนินคดี 1500คดี มีการส่งเรื่องให้ อย.ส่วนกลางดำเนินการ /บางกรณีพบบางบริษัทกระทำผิดซ้ำ จะขึ้นบัญชีดำ ส่วนมาก ที่พบสารตกค้าง สารคลอไพรีฟอส จากกระหล่ำปลีและบล็อคคอรี่ และสารคาเบนนาซินหรือสารกันเชื้อราในองุ่น. ทั้งนี้หลังจากมีการยกเลิกการใช้ 3 สาร จะเป็นผลให้สินค้านำเข้าจะต้องไม่มีสารตกค้างในกลุ่มนี้ มีผลบังคับวันที่1ธ.ค.ทันที โดยเร็วๆนี้ ไทยจะหารือทางการจีนเพื่อให้มีการรับรองสารตกค้างจากประเทศต้นทางมาด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าปัจจุบันนี้เอกสารนำเข้า ประกอบด้วย ต้องมีใบรับรองสุขอนามัยพืช ใบรับรองยกเว้นภาษีตามข้อตกลงเอฟีเอ ใบอนุญาตนำหรือส่งอาหารเข้ามาในราชอาณาจักร เอกสารตรวจพืชและแมลงจากด่านตรวจพืชทุกตู้คอนเทนเนอร์ มีการดำเนินการโดยบริษัทได้ยื่นขอเอกสารเหล่านี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว พบว่าเอกสารบางรายการ มีการอนุญาตลงวันที่ 29 มี.ค.โดยสามารถนำมาใช้นำเข้าได้ตลอดปี

ลามหนัก โรคไหม้คอรวงข้าวระบาด ระดมไตรโคเดอร์มาป้องกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396560

ลามหนัก โรคไหม้คอรวงข้าวระบาด ระดมไตรโคเดอร์มาป้องกัน

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 – 14:23 น.
กรมการข้าว,โรคไหม้คอรวงข้าว,สารไตรโคเดอร์มา
เปิดอ่าน 22 ครั้ง

เฉลิมชัย สั่งกรมการข้าวควบคุมโรคไหม้คอรวงข้าวระบาด สุรินทร์ ศรีสะเกษกว่า 360,000 ไร่ เร่งแจกสารชีวภัณฑ์ไตรโคเดอร์มาป้องกันแปลงข้าวจะเก็บเกี่ยวปลายเดือน

1 ตุลาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า ได้สั่งการให้กรมการข้าวควบคุมและแก้ไขการระบาดโรคไหม้คอรวงข้าวในจังหวัดสุรินทร์และศรีสะเกษ

โดยกรมการข้าวรายงานว่า พบการระบาดครั้งแรกในแปลงพยากรณ์ศัตรูพืช (ข้าว) จังหวัดสุรินทร์ เมื่อวันที่ 18 ต.ค. 2562 จากนั้นขยายวงกว้างไป 6 อำเภอได้แก่ อำเภอลำดวน สนม สำโรงทาบ ปราสาท โนนนารายณ์ และศรีณรงค์ ต่อมาพบการระบาดเพิ่มมากขึ้นเป็น 17 อำเภอ 140 ตำบล 1,331 หมู่บ้าน เกษตรกร 49,204 ราย พื้นที่ระบาด 283,454.75 ไร่

ส่วนสำนักงานเกษตรจังหวัดศรีสะเกษรายงานว่า ตั้งแต่วันที่ 27 ต.ค. 2562 พบการระบาดในพื้นที่ 15 อำเภอได้แก่ กันทรารมย์ ขุนหาญ ขุขันธ์ โนนคูณ ปรางค์กู่ พยุห์ โพธิ์ศรีสุวรรณ ไพรบึง ภูสิงห์ เมืองจันทร์ เมืองศรีสะเกษ วังหิน ศรีรัตนะ ห้วยทับทัน และอุทุมพรพิสัย ใน 89 ตำบล เกษตรกร 9,940 ครัวเรือน พื้นที่ระบาด 81,506 ไร่ รวมพื้นที่ระบาดทั้ง 2 จังหวัด 364,960 ไร่

นายเฉลิมชัยกล่าวว่า มีความห่วงใยเกษตรกรอย่างยิ่งเนื่องจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิแหล่งใหญ่ของประเทศ ก่อนหน้านี้ประสบทั้งภาวะฝนทิ้งช่วงและอุทกภัยซึ่งเมื่อเกิดโรคระบาดขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อปริมาณผลผลิตข้าวได้ จึงให้เร่งควบคุมและแก้ไขการระบาด โดยรายงานต่อรมว. เกษตรฯ อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้นายสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ อธิบดีกรมการข้าวกล่าวว่า ได้มอบหมายให้ศูนย์วิจัยข้าวและศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งออกสำรวจติดตามสถานการณ์การระบาดและประเมินความเสียหาย ขณะนี้พบการระบาดในแปลงข้าวหอมมะลิพันธุ์ กข 15 ในช่วงข้าวกำลังออกรวง ใกล้เก็บเกี่ยวได้

ทั้งนี้โรคไหม้ในข้าว (Rice Blast Disease) เกิดจากเชื้อรา Pyricularia oryzae. พบทุกภาคของไทย ทั้งในข้าวนาสวนและข้าวไร่ เกิดได้ทั้งในระยะกล้า ระยะแตกกอ และระยะออกรวง โดยหากเกิดในระยะออกรวงเรียก โรคไหม้คอรวงหรือโรคเน่าคอรวง เมื่อข้าวเพิ่งเริ่มให้รวง แล้วถูกเชื้อราเข้าทำลาย เมล็ดจะลีบหมด แต่ถ้าเป็นโรคตอนรวงข้าวแก่ใกล้เก็บเกี่ยวจะปรากฏรอยแผลช้ำสีน้ำตาลที่บริเวณคอรวงทำให้เปราะหักง่าย รวงข้าวร่วงหล่นเสียหายมาก จากการสำรวจพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค ผลผลิตเสียหายโดยสิ้นเชิง ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ได้ประกาศเป็นเขตภัยพิบัติแล้ว เกษตรกรจะได้รับค่าชดเชยตามระเบียบกระทรวงการคลัง

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า สาเหตุที่มีการระบาดเกิดจากก่อนหน้านี้ พื้นที่ดังกล่าวประสบฝนทิ้งช่วง แล้วน้ำท่วมอย่างฉับพลันทำให้ข้าวชะงักการเจริญเติบโต เมื่อน้ำลดเกษตรกรจึงใส่ปุ๋ยยูเรียและปุ๋ยสูตรที่มีธาตุไนโตรเจนสูง ประกอบกับในแปลงมีต้นข้าวหนาแน่นทำให้อับลม เมื่อเกิดความชื้น มีหมอก น้ำค้างจัด และอากาศเย็นในระยะต่อมาทำให้โรคไหม้พัฒนาอย่างรวดเร็ว หากใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูงเกินกว่า 30 – 50 กิโลกรัมต่อไร่ โรคไหม้จะพัฒนาอย่างรวดเร็วกระแสลมแรงทำให้โรคแพร่กระจายเป็นวงกว้าง

กรมการข้าวได้สนับสนุนเชื้อราไตรโคเดอร์มาพร้อมใช้มอบให้ทุกอำเภอที่พบการระบาดไปแล้วกว่า 1,000 ถุงเพื่อให้เกษตรกรที่ปลูกข้าวหอมพันธุ์ดอกมะลิ 105 ซึ่งอยู่ในระยะออกรวงและจะเก็บเกี่ยวตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายนเป็นต้นไปใช้ฉีดพ่นในแปลงเพื่อป้องกันการระบาด โดยมีเจ้าหน้าที่เข้าไปสาธิตและแนะนำวิธีการนำไปใช้ที่ถูกต้องเพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันโรคไหม้คอรวงข้าว

อธิบดีกรมการข้าวกล่าวว่า สารไตรโคเดอร์มาเป็นเชื้อราที่ใช้ป้องกันกำจัดโรคจากเชื้อราได้ซึ่งรมว. เกษตรฯ สั่งการให้เพิ่มการผลิตสารไตรโคเดอร์มาเพื่อให้เพียงพอใช้ในการป้องกันโรคในนาที่กำลังจะเก็บเกี่ยวผลผลิต อีกทั้งเผื่อไว้สำหรับฤดูกาลเพาะปลูกหน้า โดยแนะนำให้เกษตรกรใช้สารไตรโคเดอร์มาคลุกเมล็ดพันธุ์ก่อนหว่าน หว่านเมล็ดพันธุ์ประมาณ 10 – 15 กิโลกรัมต่อไร่ สำหรับการใส่ปุ๋ยยูเรียซึ่งมีธาตุไนโตรเจนที่ช่วยให้ต้นข้าวเจริญเติบโตควรใส่แต่ละครั้งไม่เกิน 10 กิโลกรัมต่อไร่

คิกออฟจ่ายเงินประกันสวนยาง 1.7ล้านไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396533

คิกออฟจ่ายเงินประกันสวนยาง 1.7ล้านไร่

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 – 12:55 น.
คิกออฟ,จ่ายเงินประกันสวนยาง
เปิดอ่าน 88 ครั้ง

เกษตรฯ KICK OFF จ่ายเงินประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง กว่า 1.7 ล้านคน ในพื้นที่ปลูกยางพารา 17 ล้านไร่ 

1 พ.ย.2562-เกษตรฯ KICK OFF จ่ายเงินประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 1 ประกันราคายางแทนการแทรกแซงราคา ลดการบิดเบือนกลไกตลาดความผันผวนด้านราคา ช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางกว่า 1.7 ล้านคน ในพื้นที่ปลูกยางพารา 17 ล้านไร่

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลัง KICK OFF เปิดโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 1 โดยมีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน ณ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบอนุมัติโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 1 งบประมาณ 24,278.62 ล้านบาท

เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางกว่า 1.7 ล้านคน ในพื้นที่ปลูกยางพารา 17 ล้านไร่ ให้มีรายได้ที่แน่นอนสม่ำเสมอ สร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรชาวสวนยาง โดยรัฐบาลจะประกันราคายางแทนการแทรกแซงราคา เพื่อลดการบิดเบือนกลไกตลาดและลดความผันผวนด้านราคาจากพ่อค้าคนกลาง โดยกำหนดราคาประกันรายได้จากการขายยางพารา 3 ชนิด ได้แก่ ยางแผ่นดิบคุณภาพดี ราคา 60 บาทต่อกิโลกรัม น้ำยางสด (DRC 100%) ราคา 57 บาทต่อกิโลกรัม และยางก้อนถ้วย (DRC 100%) ราคา 23 บาทต่อกิโลกรัม

โดยมีหลักเกณฑ์ให้เกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลปลูกยางกับการยางแห่งประเทศไทย ที่มีต้นยางอายุ 7 ปีขึ้นไป เปิดกรีดแล้ว รายละไม่เกิน 25 ไร่ กำหนดปริมาณผลผลิตยางประกันรายได้ (ยางแห้ง) ที่ 20 กิโลกรัมต่อไร่ต่อเดือน

สำหรับการดำเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 1 มีการกำหนดระยะเวลาดำเนินการ 6 เดือนตั้งแต่ตุลาคม 2562 ถึงมีนาคม 2563 โดยให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรชาวสวนยาง 3 งวด ได้แก่ 1) ประกันรายได้เดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2562 จ่ายงวดที่ 1 ระหว่างวันที่ 1 – 15 พฤศจิกายน 2562 2) ประกันรายได้เดือนธันวาคม 2562 – มกราคม 2563 จ่ายงวดที่สอง ระหว่างวันที่ 1 – 15 มกราคม 2563 และ 3) ประกันรายได้เดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม 2563 จ่ายงวดที่สาม ระหว่างวันที่ 1 – 15 มีนาคม 2563 โดยค่าบริหารโครงการวงเงิน 234 ล้านบาท ให้ใช้จ่ายจากเงินกองทุนพัฒนายางพารา

ทั้งนี้ ค่าประกันรายได้คำนวณจากราคายางที่ประกันรายได้ ลบราคากลางอ้างอิงการขาย แล้วคูณด้วยปริมาณผลผลิตยางตามเนื้อที่กรีดยาง เป็นค่าประกันรายได้ในแต่ละเดือน โดยจะจ่ายเงินประกันชดเชยรายได้ส่วนต่างจากการขายยางพารา 2 เดือนต่อ 1 ครั้ง เข้าบัญชีเกษตรกรชาวสวนยางโดยตรง ผ่าน ธ.ก.ส. แบ่งสัดส่วนรายได้ เจ้าของสวนยาง 60% และคนกรีดยาง 40% ซึ่งในวันนี้ (1 พฤศจิกายน 2562) เป็นวันแรกที่มีการจ่ายเงินให้แก่เกษตรกร จึงมั่นใจได้ว่าโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของชาวสวนยางได้ตามหลักการ “ทำได้เร็ว ทำได้จริง” ตามที่ตั้งไว้อย่างแน่นอน

ขณะที่นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การจ่ายเงินโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง (เจ้าของสวน ผู้เช่า ผู้ทำ และคนกรีดยาง) ที่แจ้งและขึ้นทะเบียนกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ก่อนวันที่ 12 สิงหาคม 2562 เริ่มจ่ายในงวดแรก จำนวนกว่า 8 พันล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 เป็นต้นไป เบื้องต้นมีเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลพื้นที่ปลูกยางกับ กยท. จำนวน 1,711,252 ราย แบ่งเป็นยางแผ่นดิบ 150,803 ราย น้ำยางสด 470,767 ราย และยางก้อนถ้วย 790,447 ราย คิดเป็นพื้นที่รวม 17,201,391 ไร่

สำหรับเงินประกันรายได้ในแต่ละเดือน จะถูกแบ่งระหว่างเกษตรกรเจ้าของสวนยางและคนกรีดยางในสัดส่วน 60:40 (ตามสัดส่วนการจ้างส่วนใหญ่ของข้อมูลขึ้นทะเบียน) โดยราคากลางจะกำหนดโดยคณะกรรมการกำหนดราคากลางอ้างอิงงวดแรก (ประกาศ ณ วันที่ 25 ต.ค.62) กำหนดราคายางแผ่นดิบ 38.97 บาท/กก. น้ำยางสด 37.72 บาท/กก. และยางก้อนถ้วย 16.19 บาท/กก.

สมาชิกแม่โขง-ล้านช้างรุกร่วมมือจัดการทรัพยากรน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396517

สมาชิกแม่โขง-ล้านช้างรุกร่วมมือจัดการทรัพยากรน้ำ

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 – 11:58 น.
สทนช,สมาชิกแม่โขง,ล้านช้าง,ร่วมมือจัดการทรัพยากรน้ำ,6 ชาติร่วมถกแผนจัดการน้ำ,ครม
เปิดอ่าน 25 ครั้ง

6 ชาติร่วมถกแผนจัดการน้ำภายใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง สทนช.เตรียมเสนอผลประชุมเข้า ครม.เห็นชอบแถลงการณ์ร่วมระดับ รมต.ด้านน้ำที่จีนต้นธันวาคมนี้

6 ชาติร่วมถกแผนจัดการน้ำภายใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง สทนช.เตรียมเสนอผลประชุมเข้า ครม.เห็นชอบแถลงการณ์ร่วมระดับรัฐมนตรีด้านน้ำที่จีน ต้นธันวาคมนี้ เล็งชงโปรโจคงานวิจัยหาเหตุโขงลดภายใต้แผนปฏิบัติการ 5 ปี พร้อมยันเดินหน้าแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านอุทกวิทยากับจีน-ลาวต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 1 พ.ย. 62 – ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยภายหลังร่วมประชุมคณะทำงานร่วมสาขาทรัพยากรน้ำสมัยวิสามัญ ครั้งที่ 3 ภายใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง (Mekong – Lancang Cooperation : MLC) ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกจาก 6 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา ไทย เวียดนาม และจีน ณ นครกวางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน ว่า คณะทำงานร่วมสาขาทรัพยากรน้ำ (Joint Working Group on Water Resource Management) เป็นหนึ่งในคณะทำงาน 6 สาขาภายใต้ MLC โดยกรอบความร่วมมือดังกล่าวมีความสำคัญต่อประเทศลุ่มแม่น้ำโขงอย่างมากในฐานะที่เป็นเวทีในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงสามารถพบปะหารือกับประเทศต้นน้ำ คือ จีน ในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือด้านน้ำทั้งในด้านเทคนิคและนโยบาย โดยสาระสำคัญในการประชุมครั้งนี้เพื่อร่วมหารือใน 3 ประเด็นหลัก คือ

1.การเตรียมการจัดประชุมหารือโต๊ะกลมสำหรับระดับรัฐมนตรีด้านการจัดการทรัพยากรน้ำ (MLC) ครั้งที่ 1 ช่วงต้นเดือนธันวาคมนี้ ณ กรุงปังกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน  2.การพิจารณาถ้อยแถลงการณ์ร่วม (Joint Statement) เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนความร่วมมือด้านน้ำระหว่างประเทศให้เป็นรูปธรรมขึ้น ซึ่ง สทนช.จะสรุปผลการประชุมในครั้งนี้เสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบมอบหมายรัฐมนตรีด้านน้ำของไทยเข้าร่วมประชุม 6 รัฐมนตรีด้านน้ำภายใต้กรอบความร่วมมือน้ำแม่โขงและล้านช้างที่ประเทศจีน และ 3.ที่ประชุมได้มีการพิจารณาลำดับความสำคัญของกิจกรรมโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการ 5 ปี สาขาทรัพยากรน้ำ ซึ่งฝ่ายไทยได้นำเสนอโครงการที่จะดำเนินการในปี 2563 อาทิ การวิจัยร่วมเพื่อการบริหารจัดการน้ำข้ามพรมแดนด้านอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่แม่น้ำสาย-แม่น้ำรวก ระหว่างไทยและเมียนมา รวมถึงไทยยังได้ผลักดันที่จะเสนอให้มีการสนับสนุนงบประมาณการวิจัยร่วมกับประเทศสมาชิกเพื่อหาสาเหตุที่ส่งผลทำให้ระดับน้ำโขงลดลงด้วย

“การประชุมคณะทำงานฯ ภายใต้กรอบ MLC ถือเป็นเวทีที่สำคัญด้านยุทธศาสตร์ และมีความก้าวหน้ามากสำหรับไทยและประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ที่จะได้พบปะหารือกันในประเด็นความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านน้ำในมิติผลกระทบข้ามพรมแดนอย่างครอบคลุม ซึ่งไทยได้สนับสนุนและมีส่วนร่วมในการดำเนินงานของคณะทำงานฯ และการจัดทำแผนปฏิบัติการ 5 ปี โดย สทนช. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักได้มุ่งเน้นผลักดัน ความร่วมมือด้านการบริหารทรัพยากรน้ำผ่านการวิจัยเพื่อหากลไกที่มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำท่วมและน้ำแล้งในกรณีภัยพิบัติที่รุนแรง รวมทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูลอุทกวิทยาอย่างทันท่วงที สม่ำเสมอ และครอบคลุมตลอดทั้งปี ผ่านช่องทางการติดต่อสื่อสารที่ทันสมัย ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากสำหรับประเทศท้ายน้ำในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในปี 2560 ไทยได้ขอรับการสนับสนุนงบประมาณจาก MLC เพื่อดำเนินโครงการความร่วมมือข้ามพรมแดนเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจากการศึกษานี้ไทยสนับสนุนให้มีการจัดตั้งการจัดตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญ หรือคณะที่ปรึกษา เพื่อกำหนดกรอบและหลักการในการแบ่งปันข้อมูลน้ำ รวมทั้งขั้นตอนในการแลกเปลี่ยนและการเสริมสร้างศักยภาพให้กับสมาชิก และพัฒนาให้เป็นระดับ Working Committee ต่อไป ซึ่งไทยจะนำเสนอผลการศึกษาต่อที่ประชุมระดับรัฐมนตรีในเดือน ธ.ค. นี้ด้วย” ดร.สมเกียรติ กล่าว

   ดร.สมเกียรติ กล่าวต่อไปว่า นอกนี้ ยังได้ใช้โอกาสนี้ประชุมหารือร่วมกับจีนเพื่อแลกเปลี่ยนสถานการณ์น้ำของจีนและไทยในช่วงฤดูแล้งเพิ่มเติม จากปัจจุบันจีนได้พิจารณาให้ข้อมูลสถานการณ์ในช่วงฤดูฝนแล้ว เพื่อให้การวิเคราะห์คาดการณ์สถานการณ์น้ำโขงรวมถึงลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขงได้ตลอดทั้งปี แต่ต้นน้ำจากประเทศจีน อาทิ แผนการระบายน้ำตลอดฤดูแล้ง แนวทางการระบายน้ำเพิ่มหากท้ายน้ำอย่างไทยต้องการน้ำ เป็นต้น พร้อมทั้งได้ขอบคุณจีนที่สนับสนุนให้มีช่องทางการแลกเปลี่ยนข้อมูลน้ำ และทำแผนพัฒนาด้านวิชาการร่วมกันด้วย รวมถึงในต้นสัปดาห์หน้า สทนช.จะร่วมหารือกับลาวเพื่อทำความร่วมมือแลกเปลี่ยนข้อมูลน้ำ  รวมถึงแผนบริหารจัดการน้ำโดยตรงเพื่อความรวดเร็ว และป้องกันปัญหาอย่างทันท่วงที

 อย่างไรก็ตาม สทนช.จะนำเสนอสถานการณ์น้ำโขง ประเด็นปัญหาภาวะภัยแล้งที่เกิดในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงทั้งจีน ลาว และไทย เข้าสู่ที่ประชุมคณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ  และคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เพื่อบูรณาการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปสู่การพิจารณามาตรการบรรเทาผลกระทบกับการประกอบอาชีพของประชาชน และผลกระทบโครงสร้างที่ติดกับลำน้ำโขงฝั่งไทย 8 จังหวัดโดยเร่งด่วนต่อไป.

53 ปี ธ.ก.ส. เดินหน้านโยบาย Go Green หนุนเกษตรปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396429

53 ปี ธ.ก.ส. เดินหน้านโยบาย Go Green หนุนเกษตรปลอดภัย

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 – 00:25 น.
ธกส,ครบรอบ 53 ปี,เดินหน้านโยบาย Go Green,หนุนเกษตรปลอดภัย,เศรษฐกิจฐานราก
เปิดอ่าน 56 ครั้ง

ธ.ก.ส. ครบรอบ 53 ปี ชูนโยบาย Go Green หนุนเกษตรปลอดภัย ควบคู่ยกระดับธนาคารต้นไม้สู่ชุมชน พร้อมพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

53 ปี ธ.ก.ส. ชูนโยบาย Go Green เพื่อเกษตรยั่งยืน ผนึกกำลังหน่วยงานภาครัฐ-เอกชน ดันการผลิตอาหารปลอดภัยและการทำเกษตรอินทรีย์แล้ว 4,837 ราย พื้นที่กว่า 22,000 ไร่ ควบคู่ยกระดับธนาคารต้นไม้สู่ชุมชนไม้มีค่าเพิ่มพื้นที่ป่า และร่วมดำเนินกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก หนุนสร้างธุรกิจชุมชน 928 ชุมชนภายในสิ้นปี เพื่อเป็นหัวขบวนในการสร้างอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืน นำสินค้าเกษตรกว่า 1,700 รายการ เปิดจำหน่ายสู่ตลาดออนไลน์ A-Farm Mart พร้อมขับเคลื่อนแนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลผ่านโครงการประกันรายได้พืชเศรษฐกิจ ช่วยเหลือเกษตรกรให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น

นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า ในโอกาสครบรอบปีที่ 53 ธ.ก.ส. มุ่งสานต่อนโยบาย Go Green ซึ่งได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ต้นปีบัญชี 2562 โดยส่งเสริมการผลิตอาหารปลอดภัยและการทำเกษตรอินทรีย์ ตั้งแต่การปลูกสู่การแปรรูป และการจำหน่าย การเพิ่มช่องทางการตลาด รวมทั้งผลักดันให้สินค้าเกษตรได้รับมาตรฐานรับรอง เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค โดยปัจจุบันมีเกษตรกรที่ทำการผลิตเกษตรปลอดภัย (GAP) จำนวน 774 ราย พื้นที่ 3,649 ไร่ เกษตรอินทรีย์ที่ได้รับการรับรองการผลิตแบบมีส่วนร่วม (PGS) จำนวน 2,569 ราย พื้นที่ 12,804 ไร่ และเกษตรอินทรีย์ที่ได้รับมาตรฐาน Organic Thailand หรือ IFOAM และมาตรฐานอื่น ๆ จำนวน 1,494 ราย พื้นที่ 5,736 ไร่ รวมการทำเกษตรอินทรีย์และเกษตรปลอดภัยทั้งสิ้น จำนวน 4,837 ราย พื้นที่ 22,189 ไร่

ทั้งนี้ ธ.ก.ส. ได้ร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก เช่น กรมวิชาการเกษตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มูลนิธิสมาพันธ์เกษตรอินทรีย์ไทย มูลนิธิรักษ์ดินรักษ์น้ำ Earth Safe และสหกรณ์การเกษตรเพื่อการเกษตรลูกค้า ธ.ก.ส. (สกต.) ขับเคลื่อนการผลิตอาหารปลอดภัยและการทำเกษตรอินทรีย์สู่วงกว้าง ด้วยการจัดอบรมให้ความรู้เรื่องการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ สารชีวภัณฑ์ การรับรองมาตรฐาน GAP การรับรองเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม Participatory Guarantee System (PGS) และมาตรฐานอินทรีย์วิถีไทย Earth Safe Standard เป็นต้น เพื่อส่ง ผลผลิตให้กับ Modern Trade โดยมีแผนเชื่อมโยงชุมชน 9 แห่ง ในการผลิต และมีการนำร่องโครงการ 459 บ้านไร่ ตำบลบ้านไร่ อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ รวมถึงสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. (สกต.) ร้อยเอ็ด จำกัด ที่สนับสนุนเกษตรกรปลูกข้าวหอมมะลิ GAP และอินทรีย์ โดยเชื่อมโยงกับโครงการเกษตรแปลงใหญ่ ซึ่งมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการจำนวน 352 ราย พื้นที่ 7,136 ไร่ โดย สกต. รับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรมาแปรรูปเป็นข้าวสาร A-Rice เพื่อจำหน่าย

ขณะเดียวกันธ.ก.ส.ได้มอบหมายให้ ธ.ก.ส.ทุกจังหวัดดำเนินโครงการ Projected Based เพื่อสนับสนุนเกษตรอินทรีย์จำนวน 78 โครงการ พื้นที่การเกษตร 126,441 ไร่ พร้อมสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค โดย ธ.ก.ส. ได้กำหนดเครื่องหมาย A-Green เพื่อแสดงถึงผลผลิตที่ ธ.ก.ส.ให้การสนับสนุนแก่เกษตรกร ชุมชน ทั้งด้านการผลิต การตลาดและสินเชื่อ ในส่วนของ ธ.ก.ส. สำนักงานใหญ่ ได้จัดตั้งศูนย์เรียนรู้ 459 อาคารบางเขน โดยจัดอบรมให้ความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์แก่พนักงาน ผู้ช่วยพนักงานและแม่บ้าน พร้อมใช้พื้นที่บริเวณโดยรอบสำนักงานปลูกพืชผักปลอดสารพิษ เพื่อใช้บริโภค ส่วนที่เหลือแบ่งปันและจำหน่าย เพื่อให้พนักงานทุกคนได้มีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพและลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน

นายอภิรมย์ กล่าวต่อไปว่า ด้านการดูแลสิ่งแวดล้อม ธ.ก.ส. ได้ดำเนินการยกระดับธนาคารต้นไม้ จำนวน 6,836 ชุมชน สู่ชุมชนไม้มีค่า เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าแล้วกว่า 1,974 ชุมชน และร่วมโครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก (Low Emission Support Scheme) หรือ LESS โดยปัจจุบันมีชุมชมเข้าร่วมแล้ว 4 แห่ง ได้แก่ บ้านท่าลี่ จังหวัดขอนแก่น บ้านถ้ำเสือ จังหวัดเพชรบุรี บ้านนาซำจวง จังหวัดหนองบัวลำภู และบ้านศรีเจริญ จังหวัดพิษณุโลก คิดเป็นจำนวนที่กักเก็บก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 150,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

ด้านการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ธ.ก.ส. มุ่งเน้นการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของคนในชุมชนประกอบด้วย กิจกรรมการผลิตโดยใช้ทรัพยากรภายในชุมชน การขายผลผลิต การซื้อและบริโภคของคนในชุมชนอย่างมีส่วนร่วม สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนในชุมชน มีการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเกื้อกูลและเป็นธรรม เริ่มจากการค้นหาศักยภาพและความต้องการของชุมชน นำไปสู่พัฒนาการยกระดับเป็นธุรกิจชุมชน มีการบูรณาการความร่วมมือกับส่วนงานทั้งภาครัฐและเอกชน พร้อมให้การสนับสนุนสินเชื่อที่ตรงความต้องการ เพื่อให้ชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้น มีสวัสดิการสังคม มีโอกาสทางการตลาดมากขึ้น นำไปสู่ความมั่นคงของเศรษฐกิจฐานราก โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ กองทุนหมู่บ้าน วิสาหกิจชุมชน ลูกค้า ธ.ก.ส. ชุมชนต้นแบบฯ ชุมชนท่องเที่ยว และชุมชนอุดมสุข จำนวน 928 ชุมชนภายในสิ้นปีนี้

และเพื่อสร้างโอกาสในการจำหน่ายสินค้าของชุมชนสู่ผู้บริโภค ธ.ก.ส. ยังสนับสนุนช่องทางการตลาด ทั้งตลาด Offline ได้แก่ ตลาดชุมชน ตลาด อตก. Modern Trade ตลาดไทยเด็ดที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท. ร้านอาหาร โรงพยาบาล และตลาดประชารัฐที่ตั้งอยู่ในบริเวณ ธ.ก.ส. สาขาต่าง ๆ และตลาด Online ได้แก่ Platform A-Farm Mart ซึ่งมีสินค้าจากเกษตรกรที่ถูกคัดสรรคุณภาพกว่า 1,700 รายการ จากทั่วประเทศ ให้สามารถเลือกซื้อได้ง่าย ๆ ผ่านทางออนไลน์ ส่งตรงถึงบ้าน ซึ่งปัจจุบันมียอดจำหน่ายแล้วกว่า 56.9 ล้านบาท

นอกจากนี้ ธ.ก.ส.ยังมีความพร้อมในการขับเคลื่อนแนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายของรัฐบาล ไปสู่เกษตรกรผ่านโครงการประกันรายได้พืชเศรษฐกิจหลัก 5 ชนิด คือ ข้าว ปาล์มน้ำมัน ยางพารา มันสำปะหลัง และข้าวโพด รวมถึงมาตรการช่วยเหลืออื่นๆ ที่จะช่วยยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีแก่เกษตรกร โดยปัจจุบัน ธ.ก.ส. ดำเนินโครงการดังกล่าวเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากไปแล้วกว่า 34,600 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการสนับสนุนต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2562/63 ในอัตราไร่ละ 500 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 20 ไร่ วงเงิน 24,810 ล้านบาท เป้าหมายเกษตรกร 4.31 ล้านครัวเรือน ดำเนินการโอนเงินแล้ว จำนวน 3.99 ล้านครัวเรือน เป็นเงิน 23,929 ล้านบาท โครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมัน ปี 2562-2563 วงเงิน 13,000 ล้านบาทเป้าหมายเกษตรกร 263,107 ครัวเรือน ดำเนินการโอนเงิน รอบที่ 1 เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2562 ไปแล้ว 254,667 ครัวเรือน เป็นเงิน 1,351 ล้านบาท โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปี 2562/63 วงเงิน 20,940 ล้านบาท เป้าหมายเกษตรกร 4.31 ล้านราย มีเกษตรกรที่มีคุณสมบัติถูกต้องได้รับเงินในรอบที่ 1 ทั้งสิ้น 349,300 ครัวเรือน โดย ธ.ก.ส. โอนเงินเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2562 ไปแล้วกว่า 9,411 ล้านบาท และโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 1 ซึ่งมีเป้าหมายเกษตรกรชาวสวนยาง ทั้งเจ้าของสวนและคนกรีดยางรวมกว่า จำนวน 1.7 ล้านราย ที่ขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลการปลูกยางกับการยางแห่งประเทศไทย โดยเป็นสวนยางอายุ 7 ปีขึ้นไปที่เปิดกรีดแล้ว รายละไม่เกิน 25 ไร่ ภายใต้กรอบวงเงินงบประมาณกว่า 23,472 ล้านบาท (เริ่มดำเนินการโอนเงินได้ในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้)

มนัญญา บุกตรวจด่านพืชเชียงแสน ผงะสารตกค้างเพียบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396435

มนัญญา บุกตรวจด่านพืชเชียงแสน ผงะสารตกค้างเพียบ

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
มนัญญา,สารเคมี,ด่านเชียงแสน,เชียงราย,สารตกค้าง
เปิดอ่าน 145 ครั้ง

มนัญญา บุกตรวจด่านพืชเชียงแสน อึ้งสถิติเจอตรวจสารพิษตกค้าง วัถตุอันตรายประเภท 4 ในผัก

1 พฤศจิกายน 2562 นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจด่านตรวจพืชเชียงแสน ท่าเรือห้าเชียง ท่าเรือเชียงแสน จ.เชียงราย โดยไม่ได้แจ้งหน่วยงานในพื้นที่ล่วงหน้า

ซึ่งได้เข้าดูห้องแล็ปที่ด่านใช้ตรวจหาสารพิษตกค้างในกลุ่มยาฆ่าแมลง 3 กลุ่ม คือ ออการ์โนคลอรีน ออการ์โนฟอสเฟส(คลอร์ไพรีฟอส) ไพรีทรอยด์ แบ่งเป็น 32ชนิดสาร  ของกรมวิชาการเกษตร ในผักผลไม้ สินค้าเกษตร นำเข้าจากจีนและเมียนมา

น.ส.มนัญญา กล่าวว่าด่านพืชฯสุ่มตัวอย่างปีละ 1.5 พันชนิด ตรวจสารพิษตกค้างในสินค้าเกษตร จากประเทศเพื่อนบ้าน เป็นมาตรการเฝ้าระวังหากเจอสารตกค้างเกินมาตรฐาน ก็ส่งรายงานเข้าส่วนกลางเพื่อเจรจากับประเทศต้นทางมาวันนี้ตรวจด่าน ให้กำลังใจผู้ปฏิบัติงานขอให้ช่วยกันทำสิ่งที่ดีที่ถูกต้องเพื่อเกษตรกรไทย แผ่นดินไทย เราบอบช้ำมามากแล้ว เพราะจุดนี้มีความสำคัญมาก ในการดูแลสินค้านำเข้า และส่งออก ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ประเทศไทยเข้าสู่เกษตรปลอดภัย

ภารกิจของกระทรวงเกษตรฯ คือการเฝ้าระวัง เมื่อด่านพืชตรวจเจอสารตกค้าง ไม่มีอำนาจกัก ต้องแจ้ อย.ซึ่งมีอำนาจตรวจกักสินค้านำเข้า เพื่อการบริโภค ส่วนด่านพืช ตรวจดูเรื่องโรคแมลง ศัตรูพืช โดยจะหารือกับนายอนุทิน ชาญวีระกุล รองนายกฯและรมว.กระทรวงสาธารณสุข เพื่อร่วมมือกันระหว่างกรมวิชาการเกษตร และอย.ในการตรวจสารพิษตกค้างให้เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งจะตั้งแล็ปที่สมบูรณ์ขึ้นด่านเชียงของ และเจ้าหน้าที่ด่านพืช จะร่วมทำงานเจ้าหน้าที่อย. ซึ่งแล็ปที่ทันสมัยมีศักยภาพตรวจสารพิษได้100กว่าสาร เพื่อป้องกันอันตรายคนไทย ต้องไม่บริโภคพืชผักมีสารตกค้าง และป้องกันผลกระทบเกิดกับเกษตรกรไทย โดนผักผลไม้เข้ามาตีตลาดปีละหลายแสนตัน

รมช.เกษตรฯ กล่าวว่า สารพิษตกค้างจากสาร 4 กลุ่ม มีสารเป็น 100 ชนิด เป็นยาฆ่าแมลงในพืช ผักผลไม้ ล้วนเป็นอันตรายกับคนไทย ทั้งสองกระทรวงจะเริ่มช่วยกันตรวจสอบ ทุกตู้คอนเทรนเนอร์ ผ่านด่านเชียงของ มีผลไม้ ผักปีละหลายแสนตัน เข้ามาไปตลาดไทและตลาดทั่วประเทศ ทั้งนี้การดำเนินการต้องให้ครบวงจร ตรวจสารตกค้าง ตรวจโรคพืช โรคแมลง พืช ผัก ผลไม้ เป็นหลักการสำคัญ ซึ่งประเทศไทยแบน 3 สาร จะต้องตรวจสารต่างๆไม่เกินมาตรฐาน ซึ่งกรมวิชาการเกษตร ต้องตรวจสอบผักผลไม้ ทำไมไม่เสียหายสดอยู่ได้นาน วิ่งมา 400 – 500 กม.ต้องเอาข้อมูลมาดู ปล่อยต่อไป คนไทยกินสารอะไรเข้าไป

สำหรับสถิติการสุ่มตรวจสินค้าจากจีนและเมียนมา หาสารพิษตกค้าง จาก 1.5 พันตัวอย่างในปีนี้ พบ 14 ตัวอย่าง มีสารพิษตกค้าง ยาฆ่าแมลงวัตถอันตราย ต้องห้ามประเภท ว 4 ในกลุ่มสารไดโลโทรฟอส เมวินฟอส เมทามิโดฟอส อยู่ในกลุ่มออการ์โนฟอสเฟส จากเมียนมา เช่นพริก พริกหยวก มีสารตกค้างเกินมาตรฐาน และส้ม มีสารตกค้างเกิน 100 % เป็นชนิดเดียวที่มีสารตกค้างมากทึ่สุด ส่วนจากจีน มี คึ่นช่าย ซาลารี กระหล่ำปลีม่วง พริก บล็อคเคอร์รี่ แรดิช มีสารตกค้างเกินค่ามาตรฐานเช่นกัน

ชูสหกรณ์ประมงแม่กลอง โมเดลสวัสดิการแรงงานประมงทะเล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396428

ชูสหกรณ์ประมงแม่กลอง โมเดลสวัสดิการแรงงานประมงทะเล

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
ประมง,จีเอสพี,แรงงาน,ต่างด้าว,สหภาพแรงงาน
เปิดอ่าน 33 ครั้ง

ส.ประมง ชู สหกรณ์ประมงแม่กลองโมเดล ต้นแบบสวัสดิการแรงงานประมงทะเล สนองนโยบายรัฐอยู่ในระดับมาตรฐานสากล แก้ข้อกล่าวอ้างของสหรัฐอเมริกาที่ตัด GSP สินค้าไทย

1 พฤศจิกายน 2562 นายมงคล เจริญสุขคณา ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ผู้ประกอบการประมงให้ความร่วมมือกับรัฐบาลในการคุ้มครองแรงงานประมงทะเลให้อยู่ในมาตรฐานสากลมาอย่างต่อเนื่อง

โดยร่วมกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานและศูนย์วิจัยการย้ายถิ่นแห่งเอเชีย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยหารือเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการจัดตั้งสหภาพแรงงานประมงทะเลในสถานประกอบการร่วมกับสมาคมประมงทะเลใน 22 จังหวัดมาตั้งแต่พ.ศ. 2557 จนกระทั่งวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2562 ได้จัดตั้ง “คณะกรรมการสวัสดิการแรงงานประมงทะเล” ขึ้นที่สหกรณ์ประมงแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงครามเป็นโครงการนำร่อง

ทั้งนี้คณะกรรมการสวัสดิการแรงงานสหกรณ์ประมงแม่กลองมีองค์ประกอบคือ ผู้แทนจากเจ้าของเรือประมง ลูกเรือประมง และหน่วยงานวิชาการ มีการประชุมของคณะกรรมการสวัสดิการแรงงานจัดขึ้นทุก 2 เดือนที่สหกรณ์ประมงแม่กลอง โดยศูนย์วิจัยการย้ายถิ่นได้รับอาสาเป็นฝ่ายเลขานุการของที่ประชุมเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับฝ่ายลูกจ้างและนายจ้างในการจัดทำวาระการประชุมและจดบันทึกการประชุมแต่ละครั้ง

การประชุมก้าวหน้าเป็นอย่างดียิ่ง ฝ่ายลูกจ้างทั้งที่เป็นไต๋เรือและลูกเรือประมงชาวต่างชาติได้ให้ข้อมูลและแสดงความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการคุ้มครองแรงงาน เช่น เรื่องลูกเรือสูญหายขณะออกทำการประมงและการแจ้งการสูญหายต่อทางการเพื่อให้ครอบครัวของแรงงานได้รับประโยชน์สูงสุดที่พึงได้ตามกฎหมาย และเรื่องภาวะสุขภาพและการใช้ยาเสพติดบนเรือประมง ทำให้ที่ประชุมคณะกรรมการได้รับฟังเสียงของลูกเรืออย่างเต็มที่และช่วยกันพิจารณาแก้ไขปัญหา

ขณะที่ฝ่ายนายจ้างได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ลูกจ้างเช่นความก้าวหน้าในการจัดให้ลูกจ้างเข้าเป็นสมาชิกกองทุนเงินทดแทนตามกฎหมายใหม่และการชดเชยที่จะได้รับ ตลอดจนความก้าวหน้าในการหารือกับภาคเอกชนเพื่อจัดให้มีการประกันอุบัติเหตุนอกการทำงานและประกันสุขภาพให้แก่แรงงานประมงทะเล ซึ่งจะเป็นต้นแบบการจัดทำในจังหวัดอื่นๆ ต่อไป

นายมงคล กล่าวว่า การเจรจากับสหรัฐอเมริกาเพื่อขอคืนสิทธิ GSP นั้นจำเป็นต้องชี้แจงให้เข้าใจบริบทประเทศไทยที่มีการใช้แรงงานต่างด้าวจำนวนมาก แม้จะยังไปไม่ถึงขั้นให้แรงงานต่างด้าวมีสิทธิจัดตั้งสหภาพแรงงานต่างด้าว ได้เหมือนแรงงานไทยได้ แต่การจัดตั้งคณะกรรมการสวัดิการ ให้คนงานมีสิทธิมีเสียงได้ซึ่งเป็นก้าวสำคัญของการดำเนินการตามกฎหมายแรงงานสัมพันธ์และการคุ้มครองแรงงานประมงทะเลตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานทำให้การคุ้มครองแรงงานประมงทะเลของประเทศไทยอยู่ในระดับมาตรฐานสากล

เรื่องที่ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของภาครัฐคือ กรณีการให้แรงงานต่างด้าวสามารถตั้งสหภาพแรงงานในประเทศไทยได้ การให้ลูกจ้างเหมาสามารถตั้งสหภาพแรงงานในไทยได้เช่นกัน และการให้สิทธิคุ้มครองแก่ลูกจ้างในการที่จะไม่ถูกฟ้องกลับจากนายจ้าง ซึ่งตนเห็นว่า เรื่องเหล่านี้มีผลกระทบจะต้องรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายก่อน แต่ขณะนี้ร่าง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรวาระแรกไปแล้ว เมื่อทุกภาคส่วนพร้อมก็สามารถพัฒนาไปตามขั้นตอน หากทำเร็วไปอาจมีผลกระทบในหลายด้าน จึงต้องชี้แจงให้สหรัฐเข้าใจว่า ไทยไม่ได้ละเลย แต่ต้องค่อยเป็นค่อยไปตามบริบทของประเทศ

เกษตรสร้างความมั่นใจเดินหน้าสู่ความท้าทายหลายด้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396423

เกษตรสร้างความมั่นใจเดินหน้าสู่ความท้าทายหลายด้าน

วันที่ 31 ตุลาคม 2562 – 19:28 น.
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,อลงกรณ์ พลบุตร
เปิดอ่าน 41 ครั้ง

สร้างความมั่นใจภาคเกษตรไทย เดินหน้าสู่ความท้าทายหลายด้านด้วยการขับเคลื่อนเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ บริหารจัดการสินค้าครบวงจร

31  ตุลาคม  2562 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “นโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับเทคโนโลยีสมัยใหม่ช่วยเพิ่มผลผลิตให้เกษตรกร” ภายในงานสัมมนา “ไม้ผลพารวย ยุค 5 G”

โดยกล่าวว่า ประเทศไทยอยู่ในจุดที่เป็นประเทศผู้นำด้านการเกษตร ส่งออกอาหารอันดับ 12 ของโลก เป้าหมายภายใน 5 ปี คือขึ้นติดอันดับ Topten ให้ได้ อย่างไรก็ดีในยุคที่ความต้องการอาหารมีเพิ่มขึ้นขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือตัวแปรสำคัญแต่ประเทศไทยมีพื้นที่ที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ดี จึงเป็นแหล่งอาหารของโลก ทั้งยังมีปัจจัยด้านการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การขาดแคลนแรงงานภาคเกษตร รวมถึงปัจจัยภายนอกอย่างสงครามการค้า ซึ่งล้วนเป็นความท้าทายทั้งสิ้น ทั้งนี้สามารถก้าวผ่านไปได้โดยนำนโยบายบริหารจัดการสินค้าเกษตรครบวงจรมาใช้

ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวด้วยว่า ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป กระทรวงเกษตร จะเป็นกระทรวงแรกที่เข้าสู่ยุค 5 G เริ่มใช้ Big data สมบูรณ์ อย่างโครงการ 1 กระทรวง 1 Application ที่รวมทุกหน่วยงานไว้ใน App เดียว นำระบบออนไลน์มาใช้ปฏิบัติคลอบคลุมการบริหารจัดการฟาร์ม ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ รวมถึงการออกใบรับรองต่าง ๆ ของหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงเกษตรฯ นอกจากนี้ยังมีกองทัพคนรุ่นใหม่ภาคเกษตรกรรม หรือ Young Smart Farmer มากกว่า 12,000 คน ตลอดจนนำกลไกการตลาดมานำการผลิต หรือเรียกว่านโยบายเกษตรพาณิชย์ นับเป็นการปฏิรูปภาคการเกษตรโดยใช้เทคโนโลยีที่แท้จริง

เตรียบพบนายกฯช่วยเกษตรกรพืชเศรษฐกิจหลังยกเลิก 3 สาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396411

เตรียบพบนายกฯช่วยเกษตรกรพืชเศรษฐกิจหลังยกเลิก 3 สาร

วันที่ 31 ตุลาคม 2562 – 18:05 น.
แบน 3 สาร,นายกฯ,พิชเศรษฐกิจ,สมาพันธ์เกษตรปลอดภัย,พบนายกฯ
เปิดอ่าน 44 ครั้ง

สมาพันธ์เกษตรปลอดภัย จี้รัฐบาลทบทวนการยกเลิกใช้ 3 สาร ขอพบนายกฯช่วยเหลือก่อนถึงฤดูเพาะปลูก

31 ตุลาคม 2562 นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย กล่าวว่า ได้ทำหนังสือด่วนที่สุดขอเข้าพบพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเพื่อหารือถึงมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรพืชเศรษฐกิจไม่ให้เกิดผลกระทบจากการยกเลิกสารเคมีการเกษตร 3 ชนิดให้ทันก่อนฤดูกาลปลูกใหม่ที่จะมาถึง

พร้อมกันนี้ขอให้ตรวจสอบการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เนื่องจากเห็นว่า ขัดบัญชาของนายกรัฐมนตรีที่ให้คณะทำงาน 4 ฝ่ายหารือและรับฟังข้อมูลเกี่ยวกับการใช้สารเคมี 3 ชนิด แต่กระทรวงเกษตรฯ ไม่เปิดโอกาสให้เกษตรกรผู้ใช้สารพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอสเข้าให้ข้อมูลแม้แต่รายเดียว

สำหรับการลงมติยกเลิกของคณะกรรมการวัตถุอันตรายในวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2562 ไม่มีความชัดเจนว่า ข้อมูลที่ใช้ประกอบการพิจารณาครบถ้วนตามหลักวิชาการหรือไม่ อีกทั้งผลการพิจารณาลงมติแตกต่างจากครั้งก่อนหน้าที่ให้จำกัดการใช้ โดยที่ไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ใหม่ใด ๆ ทั้งสิ้น อีกมีข้อสงสัยว่า การดำเนินการดังกล่าวถูกต้องตามหลักกระบวนการอันควรแห่งกฎหมายหรือไม่เนื่องจากตั้งแต่การนำเสนอข้อมูลโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปยังคณะกรรมการวัตถุอันตราย จากนั้นมีการประชุมเพียงหนึ่งครั้งเท่านั้น แล้วลงมติยกเลิกสาร 3 สารทันที จึงขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีอนุญาตให้เข้าพบเพื่อหารือโดยเร็ว

นอกจากนี้ยังทำหนังสือถึงนายภานุวัฒน์ ตรียางกูรศรี รักษาราชการแทนรองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ประธานการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายว่า เกษตรกรพืชเศรษฐกิจได้แก่ อ้อย ปาล์มน้ำมัน ยางพารา มันสำปะหลัง ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และไม้ผลสับสนในมติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2562 ที่ให้เปลี่ยนสถานะของสาร 3 ชนิด จากวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ซึ่งต่างไปจากมติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 และวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562 ที่ให้ดำเนินการมาตรการจำกัดการใช้ โดยมีประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ซึ่งเกษตรกรเห็นว่า ยังไม่มีการจัดเตรียมมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนที่จะเกิดขึ้นอย่างกระทันหันในวันที่ 1 ธันวาคม 2562 ซึ่งจะส่งผลกระทบกับเกษตรกรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งนี้ในแถลงการณ์ของคณะกรรมการวัตถุอันตราย ครั้งที่ 41-9/2562 เรื่อง “กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอให้ปรับวัตถุอันตรายพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส จากวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4” ก็มีเนื้อหาเพียงแค่ 1 หน้ากระดาษ ไม่ได้นำเสนอถึงเหตุผลที่ใช้ประกอบในการพิจารณาลงมติอย่างรอบด้านและครบถ้วน จึงเรียกร้องให้เปิดเผยรายงานและเอกสารประกอบการประชุมในวันที่ 22 ตุลาคมทั้งหมดภายใน 7 วัน

“หากไม่มีหลักฐานทางวิชาการที่แตกต่างออกไปจากเดิม ด้วยเหตุใดประธานคณะกรรมการวัตถุอันตรายจึงวินิจฉัยให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายดำเนินการลงมติ หรือหากมีหลักฐานทางวิชาการที่แตกต่างจากเดิม เพราะเหตุใดจึงเร่งรัดในการลงมติในวันดังกล่าว โดยไม่มีขั้นตอนการพิจารณาหลักฐานเหล่านั้นโดยผู้เชี่ยวชาญ” นายสุกรรณ์กล่าว

นายสุกรรณ์ กล่าวว่า ยังทำหนังสือถึงนายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมซึ่งได้กล่าวต่อกลุ่มเกษตรกรหลังการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2562 ว่า นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมมีความห่วงใยต่อกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากมติดังกล่าวและสั่งการให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมดำจัดตั้งคณะกรรมการศึกษาถึงผลกระทบต่อเกษตรกรและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง นำเสนอเพื่อกำหนดมาตรการรองรับ โดยจะรับฟังเกษตรกรด้วย

จึงขอให้ชี้แจงว่าคณะกรรมการชุดดังกล่าวมีขอบเขตการดำเนินงาน และอำนาจหน้าที่อย่างไร มีขั้นตอนการดำเนินงาน และกรอบระยะเวลาการดำเนินงานเท่าไร ประกอบด้วยตัวแทนจากหน่วยงานใดบ้าง ประสงค์ที่จะให้สมาพันธ์เกษตรปลอดภัย เข้าชี้แจงข้อมูลในวัน เวลา และสถานที่ใด

นายสุกรรณ์ยังกล่าวถึง งานประชุมวิชาการที่กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขจะจัดขึ้นในวันที่ 7 พฤศจิกายนนี้ซึ่งในกำหนดการระบุว่า จะมีพิธีแสดงความยินดีต่อคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่มีมติยกเลิกสารเคมี 3 ชนิด โดยส่งหนังสือเชิญมายังสมาคมคนไทยธุรกิจเกษตรให้ส่งผู้แทนเข้าร่วมงาน 3 คน แต่ทางสมาคมฯ แจ้งกลับไปว่า ผู้แทนเกษตรกรขอเข้าร่วมงาน 500 คนเพื่อสังเกตการณ์ในพิธีแสดงความยินดีดังกล่าว แต่ตนไม่ทราบว่า กรมควบคุมโรคยกเลิกการจัดงานไปแล้วหรือไม่ ซึ่งหากยังคงจัดงานอยู่ ผู้แทนเกษตรกรจะยกขบวนไปร่วมงานแน่นอน