ธรรมนัส สั่งกรมฝนหลวงฯ เร่งทำฝนช่วยพื้นที่เกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396765?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ธรรมนัส สั่งกรมฝนหลวงฯ เร่งทำฝนช่วยพื้นที่เกษตร

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2562 – 00:10 น.
กรมฝนหลวงฯ,ธรรมนัส,แก้ภัยแล้งหนัก,เร่งทำฝนช่วยพื้นที่เกษตร,เติมน้ำเขื่อนใหญ่
เปิดอ่าน 27 ครั้ง

“ธรรมนัส” สั่งกรมฝนหลวงฯ แก้ภัยแล้งหนัก เร่งทำฝนช่วยพื้นที่เกษตร เติมน้ำเขื่อนใหญ่ – อธิบดีกรมฝนหลวงฯเร่งปฏิบัติการโค้งสุดท้าย ก่อนปิดปฏิบัติการฝนหลวง

“ธรรมนัส” สั่งกรมฝนหลวงฯ แก้ภัยแล้งหนักหลายพื้นที่ เร่งทำฝนช่วยพื้นที่เกษตร เติมน้ำเขื่อนใหญ่ ด้านอธิบดีกรมฝนหลวงฯเร่งปฏิบัติการโค้งสุดท้าย ก่อนปิดปฏิบัติการฝนหลวงทั่วประเทศ 6 พ.ย. เตรียมเปิดหน่วยฝนหลวงเคลื่อนที่เร็ว 3 หน่วยไว้ทำฝนช่วงฤดูแล้ง 

 นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯได้สั่งเร่งปฏิบัติการฝนหลวงช่วยพื้นที่ประสบภัยแล้งโดยพื้นที่เกษตรได้รับผลกระทบแล้วหลายพื้นที่ในช่วงนี้ พร้อมกับเติมน้ำเขื่อนใหญ่มีน้ำน้อยต่ำกว่าร้อยละ 30 จำนวน 9 แห่ง เขื่อนขนาดกลาง 71 แห่ง โดยมีหน่วยบินปฏิบัติการฯ ที่กระจายอยู่ทั่วภูมิภาคทั้งหมด 10 หน่วยปฏิบัติการ ได้แก่ ภาคเหนือ 3 หน่วยปฏิบัติการ จ.เชียงใหม่ จ.ตาก และ จ.พิษณุโลก ภาคกลาง 2 หน่วยปฏิบัติการ จ.กาญจนบุรี และ จ.ลพบุรี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3 หน่วยปฏิบัติการ จ.ขอนแก่น จ.สุรินทร์ และ จ.นครราชสีมา ภาคตะวันออก 1 หน่วยปฏิบัติการ อยู่ที่ จ.ระยอง และ ภาคใต้ 1 หน่วยปฏิบัติการ จ.สุราษฎร์ธานี

  นายสุรสีห์ กล่าวอีกว่า เนื่องจากช่วงเดือนพฤศจิกายนไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ปีถัดไปเป็นช่วงที่มีโอกาสในการทำฝนสำเร็จได้น้อย จึงเป็นช่วงที่กรมฝนหลวงฯจะนำอากาศยานเข้าซ่อมบำรุง ระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ 2563 จึงเร่งปฏิบัติการโดยหน่วยฝนหลวง 11 หน่วย จนถึงวันที่ 5 พฤศจิกายนนี้ ในระหว่างการซ่อมบำรุงอากาศยาน พร้อมเปิดหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงเคลื่อนที่เร็วไว้ 3 ชุด เพื่อช่วยเหลือพื้นที่ที่ยังมีความต้องการน้ำ เช่นเติมน้ำในเขื่อนที่มีปริมาณน้ำน้อย พื้นที่เกษตร

นายสุรสีห์ กล่าวว่า ในขณะนี้บริเวณพื้นที่ภาคใต้ได้เริ่มมีฝนตกลงมามากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันบริเวณพื้นที่ลุ่มรับน้ำอ่างเก็บน้ำบางวาด อ่างเก็บน้ำบางเหนียวดำ อ่างเก็บน้ำคลองกระทะ จ.ภูเก็ต ยังคงมีปริมาณน้ำฝนสะสมที่ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดจึงเร่งปฏิบัติการเติมน้ำให้กับพื้นที่ลุ่มรับน้ำของ จ.ภูเก็ต อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากอ่างเก็บน้ำทั้ง 3 อ่าง เป็นแหล่งน้ำดิบที่ใช้ในการผลิตน้ำประปา เพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคของชาวบ้าน จ.ภูเก็ต​

ทั้งนี้ได้วางแผนปฏิบัติการเติมน้ำให้เขื่อนใหญ่ที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่า 30% จำนวน 9 แห่ง และขนาดกลาง 71 แห่ง สำหรับแผนปฏิบัติการวันนี้หน่วยปฏิบัติการฯ จ.เชียงใหม่ จะวางแผนขึ้นบินปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรของ จ.พะเยาบางส่วน และเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักให้กับพื้นที่ลุ่มรับน้ำ เขื่อนแม่กวงอุดมธารา จ.เชียงใหม่ และอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง จ.เชียงใหม่ จ.พะเยา ส่วนหน่วยปฏิบัติการฯ จ.ตาก จะวางแผนขึ้นบินปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนภูมิพล จ.ตาก และเขื่อนแม่มอก จ.ลำปาง ส่วนหน่วยปฏิบัติการฯ จ.พิษณุโลก จะวางแผนขึ้นบินปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรของ จ.อุตรดิตถ์ และ จ.เพชรบูรณ์ และเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักให้กับพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ และอ่างเก็บน้ำ จ.เพชรบูรณ์

 หน่วยปฏิบัติการฯ จ.กาญจนบุรี จะขึ้นบินปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรของ จ.สุพรรณบุรี (ดอนเจดีย์ ด่านช้าง) และเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักให้กับพื้นที่ลุ่มรับน้ำอ่างเก็บน้ำกระเสียว อ่างเก็บน้ำห้วยท่าเดื่อ จ.สุพรรณบุรี ส่วนหน่วยปฏิบัติการฯจ.ลพบุรี จะวางแผนขึ้นบินปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรของ จ.นครสวรรค์ จ.ลพบุรี      จ.ชัยนาท และ จ.สระบุรี และเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักให้กับพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี และ อ่างเก็บน้ำทับเสลา จ.อุทัยธานี ​

  หน่วยปฏิบัติการฯ จ.ขอนแก่น จะวางแผนขึ้นบินช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร ของ จ.เลย จ.ขอนแก่น ชัยภูมิ และเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักให้กับพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น สำหรับหน่วยปฏิบัติการฯ จ.สุรินทร์ จะวางแผนขึ้นบินช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรของ จ.ศรีสะเกศ จ.บุรีรัมย์ และเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักให้กับพื้นที่ลุ่มรับน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก จ.บุรีรัมย์ ส่วนหน่วยปฏิบัติการฯ จ.นครราชสีมา จะวางแผนขึ้นบินช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรบริเวณ จ.นครราชสีมา และ เพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักให้กับพื้นที่ลุ่มรับน้ำอ่างเก็บน้ำ จ.นครราชสีมา

หน่วยปฏิบัติการฯ จ.ระยอง ขอติดตามสภาพอากาศระหว่างวัน หากสภาพอากาศเหมาะสมต่อการปฏิบัติการ หน่วยปฏิบัติการฯ ระยอง จะขึ้นบินปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรบริเวณ จ.ชลบุรี และเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักให้กับพื้นที่ลุ่มรับน้ำอ่างเก็บน้ำคลองสียัด จ.ฉะเชิงเทรา และอ่างเก็บน้ำประแสร์ อ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล จ.ระยอง

ปลูกข้าวไม่ได้ผลไม่ต้องกังวล มะม่วงน้ำดอกไม้ ส้มโออีกทางเลือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396625?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ปลูกข้าวไม่ได้ผลไม่ต้องกังวล มะม่วงน้ำดอกไม้ ส้มโออีกทางเลือ

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
ส้มโอ,มะม่วงน้ำดอกไม้,นาข้าว,เพชรบูรณ์
เปิดอ่าน 32 ครั้ง

สศก.แนะ มะม่วงน้ำดอกไม้ ส้มโอ พืชทางเลือกทดแทนนาข้าวไม่เหมาะสม รวมทั้งพืชตระกูลถั่ว ชี้เกษตรผสมผสานลดความเสี่ยงราคาผันผวน ปริมาณการผลิต

3 พฤศจิกายน 2562 นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการศึกษาข้อมูลการปลูกข้าวนาปี ตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map)

ทั้งนี้พบว่า เกษตรกรจะได้รับผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) จากการปลูกข้าวนาปีในพื้นที่เหมาะสมมากและเหมาะสมปานกลาง (S1/S2) เฉลี่ย 828 บาท/ไร่ ในขณะที่เกษตรกรที่ปลูกข้าวนาปีในพื้นที่เหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสม (S3/N) จะได้รับผลตอบแทนสุทธิเพียง 347 บาท/ไร่ โดยพื้นที่ปลูกข้าวของจังหวัดเพชรบูรณ์ที่มีความเหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสม มีจำนวน 3.4 แสนไร่ คิดเป็นร้อยละ 25 ของพื้นที่ปลูกข้าวทั้งจังหวัด

ไม้ผล ที่น่าสนใจนำมาปรับเปลี่ยนในพื้นที่นาที่มีความเหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสม คือ มะม่วงน้ำดอกไม้ โดยมีต้นทุนการผลิต 14,934 บาท/ไร่ ให้ผลตอบแทนจากการผลิตในปีที่ 4 – 5 ผลผลิต 1,123 กก./ไร่ เกษตรกรขายได้ในราคา 47.96 บาท/กก. คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 38,922 บาท/ไร่/ปี

ผลผลิตในจังหวัดส่วนใหญ่ร้อยละ 60 ขายให้แก่ผู้รวบรวมจากต่างจังหวัด (กรุงเทพฯ อยุธยา และนครปฐม) เพื่อส่งออกไปต่างประเทศ และผลผลิตร้อยละ 35 ขายให้แก่ ผู้รวบรวมขายในต่างจังหวัด (เชียงราย และสุราษฎร์ธานี) ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 5 ขายให้ผู้บริโภคภายในจังหวัด ซึ่งนอกจากจะขายให้กับตลาดผู้บริโภคทั่วไปแล้ว ยังสามารถนำมาแปรรูปทำข้าวเกรียบมะม่วงซึ่งมีกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปผลผลิตจากมะม่วงในพื้นที่

อีกชนิดหนึ่งที่ให้ผลตอบแทนสูงเช่นกัน คือ ส้มโอ ต้นทุนการผลิต 12,580 บาท/ไร่ ให้ผลตอบแทนจากการผลิตในปีที่ 4 – 5 ผลผลิต 1,487 กก./ไร่ เกษตรกรขายได้ในราคา 25.65 บาท/กก. คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ 25,562 บาท/ไร่/ปี โดยผลผลิตในจังหวัดส่วนใหญ่ร้อยละ 90 ขายให้แก่ผู้รวบรวมขายในต่างจังหวัด (นครปฐม และพิจิตร) และที่เหลืออีกร้อยละ 10 ขายให้ผู้บริโภคภายในจังหวัด

นางพัชรารัตน์ ลิ้มศิริกุล ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 12 จังหวัดนครสวรรค์ (สศท.12) กล่าวเสริมว่า นอกจากนี้ ยังมีพืชตระกูลถั่วที่เป็นพืชทางเลือกเพื่อปลูกทดแทนในช่วงฤดูนาปรังเพื่อเพิ่มรายได้ และลดการใช้น้ำเหมาะกับช่วงที่ประสบปัญหาน้ำในการเพาะปลูก คือ ถั่วเขียว ต้นทุนการผลิต 2,408 บาท/ไร่ ให้ผลตอบแทนจากการผลิตในเดือนที่ 2 – 3  ผลผลิต 137 กก./ไร่/รอบการผลิต เกษตรกรขายได้ในราคา 21.7 บาท/กก. คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ 565 บาท/ไร่/รอบการผลิต

โดยผลผลิตในจังหวัดส่วนใหญ่ร้อยละ 75 ขายให้แก่ บริษัท สมชายพาณิชย์ 88 จำกัด จ.เจริญ 95  จตุรพรสุพานิช และผู้ประกอบการรายย่อยอื่นๆ ซึ่งรวบรวมผลผลิตขายไปต่างจังหวัดเพื่อแปรรูปเป็นถั่วเขียว ผ่าซีกสำหรับใช้ทำแป้ง ไส้ขนม และเต้าส่วน ผลิตวุ้นเส้น ถั่วงอก รวมไปถึงบรรจุถุงจำหน่ายเพื่อการบริโภคและเมล็ดพันธุ์ ส่วนผลผลิตร้อยละ 20 ขายให้แก่ผู้รวบรวมเพื่อส่งออกไปต่างประเทศ (กัมพูชา จีน) ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 5 ขายให้ผู้บริโภคภายในจังหวัด

ทั้งนี้ รูปแบบการเกษตรแบบผสมผสาน จะช่วยลดความเสี่ยงผลกระทบจากความผันผวนของราคาและปริมาณผลผลิตของพืชสำหรับการปลูกพืชเชิงเดี่ยว โดยสามารถรวมกลุ่มเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตและการต่อรองราคา รวมทั้งประยุกต์ใช้เทคโนโลยี/นวัตกรรมแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรของจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งท่านที่สนใจข้อมูลสินค้าทางเลือกในพื้นที่ หรือข้อมูลด้านเศรษฐกิจการเกษตรที่สำคัญในจังหวัดนครสวรรค์  กำแพงเพชร  พิจิตร เพชรบูรณ์ และอุทัยธานี สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 12  โทร. 0 56803 525 หรือ zone12@oae.go.th

เจาะแผนฟื้นฟูเกษตรกร 5 โครงการเงินหมุนเวียนกว่า 4 หมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396622?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

เจาะแผนฟื้นฟูเกษตรกร 5 โครงการเงินหมุนเวียนกว่า 4 หมื่นล้าน

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
ฟื้นฟูน้ำท่วม,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,สศก
เปิดอ่าน 73 ครั้ง

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เจาะแผนฟื้นฟู เยียวยาเกษตรกร 5 โครงการเกิดเงินหมุนเวียนเศรษฐกิจกว่า 4 หมื่นล้าน

3 สิงหาคม 2562 นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการฟื้นฟู เยียวยา เกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงและอุทกภัยช่วงปี 2562 งบประมาณ จำนวน 3,120 ล้านบาท

ทั้งนี้เพื่อสร้างรายได้และลดรายจ่ายในครัวเรือนให้แก่เกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงและอุทกภัย ปี 2562 จากพายุ “โพดุล” และ “คาจิกิ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน) ได้มอบหมายให้ สศก. วิเคราะห์ถึงสถานการณ์เศรษฐกิจการเกษตร จากการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการดังกล่าว

สศก. พบว่า การดำเนินงานตามแผนปฎิบัติการทั้ง 5 โครงการ จะสามารถเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร จำนวน 1.08 ล้านครัวเรือน ทำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น 36,881 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 1,282 % ของงบประมาณที่ใช้ไป ส่งผลให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 40,002 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าการดำเนินงานของแต่ละโครงการ จะส่งผลสำเร็จทางเศรษฐกิจ ดังนี้

1.โครงการส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อยเพื่อสร้างรายได้แก่เกษตรกร (ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ , ถั่วเขียว) จะทำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจรวม 6,429 ล้านบาท จากการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 5,147 ล้านบาท เฉลี่ย 51,471 บาท/ครัวเรือน และถั่วเขียว 1,282 ล้านบาท เฉลี่ย 25,654 บาท/ครัวเรือน

โดยโครงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายเป็นเงินสดโอนเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรงที่ประสบภัยเสียหายสิ้นเชิง ช่วยเหลือไม่เกิน 20 ไร่ ของพื้นที่เสียหาย อัตราช่วยเหลือ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 245 บาท/ไร่ เกษตรกรจะได้รับเงินสนับสนุนจากโครงการฯ เฉลี่ยครัวเรือนละ 2,450 บาท ส่วนถั่วเขียว 200 บาท/ไร่ เกษตรกรได้รับเงินสนับสนุนจากโครงการฯ เฉลี่ยครัวเรือนละ 1,600 บาท จากพื้นที่เป้าหมายโครงการฯ เกษตรกร 150,000 ครัวเรือน พื้นที่ 1.4 ล้านไร่

2. โครงการรักษาระดับปริมาณและคุณภาพข้าว ปีการผลิต 2563/64 ส่งผลให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมจากการผลิตข้าวในโครงการฯ 27,894 ล้านบาท จากการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าว 63,200 ตัน เฉลี่ยไร่ละ 10 กก. เพื่อรักษาระดับปริมาณและคุณภาพข้าว รวมทั้งเพื่อคงความสามารถในการค้าและการส่งออกข้าวของประเทศไทย แก่เกษตรกรผู้ประสบฝนแล้ง ฝนทิ้งช่วง และอุทกภัย 827,000 ครัวเรือน 6.32 ล้านไร่  เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิตได้ 1,223 บาท/ครัวเรือน

3. โครงการพัฒนาเสริมทางเลือกอาชีพด้านประมง : การเลี้ยงปลานิลแปลงเพศในบ่อ ส่งผลให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจรวม 1,073 ล้านบาท หรือเฉลี่ยครัวเรือนละ 21,480 บาท จากการสนับสนุนพันธุ์ ปลานิลแปลงเพศ ขนาด 5 – 7 เซนติเมตร จำนวน 800 ตัว/ราย และอาหารสัตว์น้ำนำร่องให้เกษตรกร จำนวน 120 กิโลกรัม/ราย เป้าหมายเกษตรกร จำนวน 50,000 ราย

4. โครงการสร้างรายได้จากอาชีพประมงในแหล่งน้ำชุมชน ส่งผลเกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการผลิต รวม 4,216 ล้านบาท หรือเฉลี่ยชุมชนละ 21,080 บาท  จากการสนับสนุนปล่อยพันธุ์กุ้งก้ามกราม ตามประมาณการแหล่งน้ำชุมชน มีเป้าหมายในการดำเนินการ 1,436 แห่ง จำนวน 200,000 ตัว/แห่ง เพื่อสร้างอาชีพและรายได้ให้ชุมชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ ปี 2562 รวมทั้งเป็นการพัฒนาศักยภาพของชุมชนในด้านผลผลิตสัตว์น้ำเศรษฐกิจมูลค่าสูง

5. โครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ปีก ส่งผลให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการผลิต ใน 3 กรณี คือ  ไก่ไข่  387 ล้านบาท เฉลี่ยครัวเรือนละ 8,081 บาท  เป็ดไข่ 361 ล้านบาท เฉลี่ยครัวเรือนละ 7,526 บาท และ ไก่พื้นเมือง 80 ล้านบาท เฉลี่ยครัวเรือนละ 1,669 บาท  โดยสนับสนุนสัตว์ปีก และปัจจัยการผลิต รายการละ 4,850 บาท เลือกได้ครัวเรือนละ 1 รายการ รวม 48,000 ราย เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรทำการเกษตรแบบผสมผสานกับการเลี้ยงสัตว์ปีกเป็นอาชีพเสริมลดรายจ่าย

นายระพีภัทร์ กล่าวว่า การดำเนินงานทั้ง 5 โครงการฯ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้บูรณาการการทำงาน 4 หน่วยงานในพื้นที่ร่วมกัน ได้แก่ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมการข้าว กรมประมง และกรมปศุสัตว ซึ่งเริ่มเปิดรับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคมถึง 10 พฤศจิกายน 2562 ระยะเวลาดำเนินโครงการตั้งแต่ตุลาคม 2562 ถึง 30 กันยายน 2563

ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่า โครงการตามแผนปฏิบัติการฟื้นฟู เยียวยา เกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วง และอุทกภัย ปี 2562  ทั้ง 5 โครงการ เมื่อสิ้นสุดโครงการจะสามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร และเกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจำนวนมาก ซึ่ง สศก. จะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งผลักดันให้การดำเนินโครงการเกิดผลสำเร็จโดยเร็ว

“ดิฟเฟนบาเกีย”ไม่ใช่มีแค่สาวน้อยประแป้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396125?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

“ดิฟเฟนบาเกีย”ไม่ใช่มีแค่สาวน้อยประแป้ง

วันที่ 2 พฤศจิกายน 2562 – 05:39 น.
ดิฟเฟนบาเกีย,ไม้ใบทำเงิน
เปิดอ่าน 71 ครั้ง

คอลัมน์ – ไม้มใบทำเงิน โดย – อุดม ฐิตวัฒนะสกุล   udomgarden1@gmail.com  

ดิฟเฟนบาเกีย(Dieffenbachia) ไม้ประดับสกุลใหญ่ที่มีความหลากหลายของชนิดพันธุ์ แต่กลับไม่มีชื่อเรียกขานเป็นภาษาไทยในไม้สกุลนี้โดยเฉพาะ เพียงแค่รู้จักกันดีสำหรับชื่อที่เรียกกันจนติดปากว่า“สาวน้อยประแป้ง”อันอาจเนื่องมาจากไม้ชนิดนี้มีการนำเข้าสู่ประเทศไทยมาเป็นช่วงระยะเวลายาวนานแล้ว ซึ่งเคยมีการจัดแสดงและจำหน่ายในช่วงก่อนยุคไม้ประดับจะเฟื่องฟูเสียอีก

และด้วยชื่อที่ฟังแล้วสะดุดหูถึงความน่ารักน่าเอ็นดู อ่อนด้วยเดียงสา ของเด็กสาวที่ถูกประโปรยด้วยแป้งประทินผิว ที่นิยมประพรมกันในยุคสมัยหนึ่งให้ถูกเปรียบเปรยกับไม้ประดับใบเขียวปลายใบเรียวมนที่มีสีขาวประกระจายดูเกือบเป็นระเบียบอยู่บนแผ่นใบ แบบไม่มีในพืชชนิดอื่นใดที่จะมีลักษณะเหมือนพืชดังกล่าว จนเป็นที่เลื่องลือถึงความสวยและแปลกใหม่ในหมู่นักสะสมและผู้ได้พบเห็นทั่วไปในช่วงเวลานั้น และต่อมาได้กลายเป็นเอกลักษณ์โดยชื่อของพืชสกุลนี้ให้กล่าวเทียบเคียงจนถึงปัจจุบัน

สาวน้อยประแป้งนั้นแท้จริงคงเป็นเพียงชื่อในชนิดพันธุ์หนึ่งของไม้สกุลนี้ที่มีลักษณะเฉพาะ ถึงแม้จะมีลักษณะบางส่วนที่ดูคล้ายกับพืชในสกุล“เขียวหมื่นปี”(Aglaonema)แต่ก็มีใบที่โตกว่ามาก และยังมีอวัยวะอื่นๆอีกหลายส่วนให้ดูแตกต่างกันออกไป ซึ่งพืชสกุลนี้โดยส่วนใหญ่มีการค้นพบในธรรมชาติบนหมู่เกาะแถบทะเลแคริบเบียน และอีกหลายๆพื้นที่ในเขตอเมริกาใต้

โดยมีทั้งพันธุ์แท้และพันธุ์ลูกผสมที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ และมีการนำมาปลูกเลี้ยงนอกเขตกำเนิดมาหลายยุคสมัยแล้ว ทั้งยังมีการขยายและพัฒนาพันธุ์ลูกผสมขึ้นใหม่อีกหลายชนิด แต่เฉพาะที่ผ่านมาในบ้านเราคงไม่ค่อยรู้จักไม้สกุลนี้ดีสักเท่าไรนัก จะมีก็เพียงไม่กี่ชนิดที่โดดเด่นขนาดเรียกกันติดปากอย่างคุ้นชินและใช้ปลูกประดับทั่วไปมาอย่างยาวนานในชื่อสาวน้อยประแป้งนั่นเอง

โดยที่หากมีการเอ่ยชื่อดังกล่าวแล้วก็พอจะให้เข้าใจในทิศทางถึงความหมายที่กล่าวถึงได้ไม่ยาก โดยยังมีไม้ในสกุลนี้อีกหลายชนิดที่ละม้ายและต่างกันไปด้วยลักษณะ ขนาด ลวดลายและสีของใบอย่างเห็นถึงความต่างในแต่ละชนิดพันธุ์แบบยากที่จะหาได้จากไม้ชนิดอื่นมาเทียบเคียงให้เหมือนกัน

ไม้สกุลนี้ในอดีตยังมีเรื่องราวความลี้ลับอย่างน่าอัศจรรย์ และคงมีการเก็บสะสมเพื่อปลูกตามความเชื่ออีกหลายประการ รวมถึงมีการปลูกเพื่อการปัดเป่าเสนียดจัญไร หรือใช้ป้องกันภูติผีสิ่งชั่วร้ายให้กลับกลายเป็นดี กระทั่งความเชื่อเรื่องคงกระพันชาตรีที่มีอยู่ใน ว่านพญาช้างเผือก และ ว่านพญาหงสาวดี ก็ต่างเป็นดิฟเฟนบาเกียด้วยเช่นกัน โดยการเรียกขานคำนำหน้าชื่อว่าว่านก็เพื่อเป็นการสื่อถึงความเป็นสิริมงคล หรือมักใช้ในทางเสน่ห์เมตตามหานิยม เสริมบุญบารมี และในบางครั้งการใช้ว่านหลายๆชนิดก็เพื่อเชื่อมไปถึงเรื่องและสรรพคุณทางยาที่พบตามภูมิปัญญาอีกด้วย

แต่ในส่วนของพืชจากกลุ่มดิฟเฟนบาเกียแล้ว กลับหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ โดยไม้สกุลนี้มักมีชื่อเสียงในส่วนของเรื่องพิษ ที่มีผลจนเกิดการระคายเคืองในบริเวณที่สัมผัสให้เกิดอาการปวดแสบปวดร้อนขนาดทำให้หลายต่อหลายคนต้องครั่นคร้ามสพรึงกลัวด้วยฤทธิ์ของยางจากต้นไม้ชนิดนี้ จนมีการสร้างข้อมูลให้ดูน่ากลัวเข้าไว้ เพื่อคนที่ไม่รู้จักจะได้ยำเกรงหรือควรระแวดระวังไม่ให้ไปสัมผัสอย่างไม่ถูกวิธีเข้าโดยตรง หรือเป็นการนำเข้าปาก จนกลายเป็นเรื่องเกินจริงไปมากก็มี

จากแพปูสู่โต๊ะอาหาร อานิงสงค์โครงการ คืนปูม้าสู่ทะเลไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/395928?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

จากแพปูสู่โต๊ะอาหาร อานิงสงค์โครงการ คืนปูม้าสู่ทะเลไทย

วันที่ 2 พฤศจิกายน 2562 – 04:41 น.
ปูม้า,ทะเลไทย
เปิดอ่าน 72 ครั้ง

จากแพปู สู่ โต๊ะอาหาร อานิงสงค์โครงการ คืนปูม้าสู่ทะเลไทย

อานิสงค์จากโครงการ“คืนปูม้าสู่ทะเลไทย”ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2561 ที่เห็นชอบให้ขยายผลธนาคารปูม้าในชุมชนชายฝั่งทะเลอ่าวไทยและอันดามันให้ได้ 500 ชุมชนภายใน 2 ปี โดยมอบหมายห้สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.)ร่วมกับหนว่ยงานที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนโครงากรดังกล่าว ถึงวันนี้ได้มีการดำเนินการไปแล้วกว่า 380 ชุมชนครอบคลุม 20 จังหวัดและอยู่ระหว่างการขยายผลเพิ่มอีก 94 แห่ง ในเวลาแค่จขวบปีสามารถเพิ่มปริมาณปูม้าในท้องทะเลไทยให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม

                                               สุกัญญา ธีระกูรณ์เลิศ

      “ท่องโลกเกษตร”เสาร์นี้ตามคณะผู้บริหารสำนักงานการวิจตัยแห่งชาตื(วช.)นำโดย“สุกัญญา ธีระกูรณ์เลิศ” ประธานโครงการ”คืนปูม้าสู่ทะเลไทย”เยี่ยมชมความสำเร็จของธนาคารปูม้าในพื้นที่แถบชายฝั่งทะเลอ่าวไทยในจ.สุราษฎรณ์ธานีและนครศรีธรรมราช ตามโครงการสื่อมวลชนสัญจร ภายใต้หัวข้อ“ปูม้าสัตว์เศรษฐกิจ สร้างรอยยิ้มให้กับชุมชน” ที่ปัจจุบันมีธนาคารปูม้าในสองจังหวัดนี้มีจำนวน 60 กลุ่ม

สุกัญญาเผยผลการดำเนินงานของโครงการฯในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ระหว่างนำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมแพปูเพชรปิยะ ต.ท่าศาลา อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช โดยระบุว่าวช.ได้ร่วมกับกรมประมง  มหาวิทยาลัยในพื้นที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนการดำเนินงาน ถอดบทเรียนและเผยแพร่องค์ความรู้การจัดทำธนาคารปูม้าในรูปแบบต่าง ๆ รวมถึงการรับฟังความคิดเห็นของชาวประมงในการกำหนดแนวทางการเพิ่มผลผลิตปูม้าและฟื้นฟูทรัพยากรปูม้าในท้องทะเลไทย

จากการวิเคราะห์ข้อมูลผลการจับปูม้าของกรมประมงตั้งแต่ตุลาคม 2561 ถึงเมาายน 2562 พบว่ามีปริมาณสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อน เฉพาะเดือนเมษายน 2562 มีปริมาณการจับ 2,183 ตัน มากกว่าเดือนเมษายน 2561 ซึ่งยังไม่มีโครงการถึง 276 ตันคิดเป็นมูลค่า 55,200,000 บา หากจำหน่ายปูม้าในราคา 200 บาทต่อกิโลกรัม

จากนั้น ผศ.ดร.อมรศักดิ์ สวัสดี ผู้อำนวยการศูนย์บริการวิชาการ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัยคืนปูม้าสู่ทะเลไทยในพื้นที่จ.สุราษฎร์ธานีและนครศรีธรรมราชกล่าวเสริมว่าที่ผ่านมาชาวประมงชายฝั่งในบางพื้นที่ได้มีการทำธนาคารปูม้าอยู่แล้ว เพียงแต่การดำเนินการแบบชาวบ้านไม่มีความชัดเจนในเรื่องข้อมูลองค์ความรู้ แต่หลังจากมีมหาวิทยาลัยและหน่วยงานภาครัฐข้าไปส่งเสริมสนับสนุนผ่านโครงการวิจัย ทำให้การดำเนินการเป็นระบบมากขึ้น มีตัวชี้วัดที่ชัดเจนเห็นผลความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม

เขายอมรับว่าจากการสำรวจข้อมูลหลังมีโครงการคืนปูม้าสู่ทะเลไทยในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาพบว่า มีปริมาณปูม้าในท้องทะเลสองจังหวัดนี้เพิ่มมากขึ้น โดยเห็นได้จากปริมาณการจับของชาวประมงพื้นบ้าน จากเมื่อก่อนออกทะเลจับได้วันละ 5-10 กิโลกรัมเท่านั้น มาวันนี้จับได้เฉลี่ยวันละ 20-30 กิโลกรัม ซึ่งเป็นรายได้ที่มากพอสำหรับการดำรงชีพขงอสมาชิกในครอบครัวและสิ่งที่ต้องดำเนินการจากนี้ไปจะเร่งปลูกสร้างจิตสำนึกให้กับเด็กเยาวชน ลูกหลานชาวประมงให้เห็นความสำคัญในการอนุรักษ์ปูม้าและธนาคารปูเพื่อนำไปสู่ความยั่งยืนในอนาคต

“สิ่งที่จะต้องทำจากนี้ไปก็คือการรวมกลุ่มจัดตั้งสหกรณ์ปูม้า เพื่อป้องกันการถูกกดราคาจากพ่อค้า โดยจะรวมสมาชิกธนาคารปูในพื้นที่ 4-5 ชุมชนเป็นหนึ่งสหกรณ์ เมื่อกลุ่มสหกรณ์เกิดขึ้นจะสามารถต่อรองราคาหรือกำหนดราคาเองได้  ซึ่งเฟสหน้าผมจะทำตรงนี้เพื่อเป็นกลไกด้านราคาให้ชาวบ้านมีอำนาจต่อรอง”หัวหน้าโครงการวิจัยธนาคารปูม้าคนเดิมกล่าวย้ำ

    ศิริน่า แขกพงศ์หรือนีน่า เจ้าของแพปูเพชรปิยะ ต.ท่าศาลา อ.ท่าศาลา จ.นครศรีฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในแพรปูเอกชนที่ร่วมโครงการคืนปูม้าสู่ทะเลไทยกล่าวยอมรับว่าหลังจากมีโครงการดังกล่าวทำให้ปริมาณปูม้าในทะเลมีเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน เห็นได้จากการจับปูในแต่ละวัน จากเดิมได้วันละ 70-80 กิโลกรัมต่อลำ ทุกวันนี้จับได้เพิ่มเป็น 200-300 กิโลกรัมต่อลำ  หลังจากนำปูที่จับได้มาขึ้นฝั่งก้จะทำการคัดแยกแม่ปูไข่นอกกระดองออกแล้วนำมาขังไว้เพื่อให้มันสลัดไข่ ก่อนนำไปจำหน่าย ส่วนไข่ที่สลัดก็จะเลี้ยงไว้ 1-2 วันก่อนำไปปล่อยในท้องทะเลต่อไป

“เราจะคัดแยกแม่ปูไข่ทุกวันแล้วก็นำไปปล่อยทุกวัน เรือเรามีทั้งหมด 9 ลำมีการออกทะเลทุกวัน ส่วนปูที่จับได้จะส่งโรงงานและบางส่วนก็ขายให้กับพ่อค้าแม่ค้าทีมารับซื้อที่หน้าแพ ไซตืจัมโบ้กฺิดลละ 450-550 บาท สนใจโทร.083-6453239 หรือทักที่มาFB ปูม้านา มีบริการส่งด้วยค่ะ”

ด้าน  เจริญ โต๊ะอีแตหรือบังมุ เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติปี 2561 สาขาการอนุรักษ์ทรัพย์กรสัตว์น้ำ ในฐานะประธานกลุ่มอนุรักษ์ประมงพื้นบ้าน บ้านในถุ้ง ม.5 ต.ท่าศาลา อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราชกล่าวยอมรับว่าเมื่อก่อนปูม้า ในพื้นที่บริเวณนี้มีจำนวนมาก แต่หลังจากปี 2548 ปริมาณปูม้าลดลงอย่างรวดเร็วด้วยเครื่องมือประมงมีมากจนเกินไป ทำให้ชาวบ้านเริ่มคิดหาทางจะทำอย่างไรให้จำนวนปูม้ากลับคืนมาเหมือนในอดีต และมีโอกาสไปดูงานธนาคารปูที่จ.จันทบุรีแล้วนำมาปรับใช้ที่หน้าบ้านของตัวเอง

“ผลพวงจากที่มีเครื่องมือประมงมากเกินไป พวกเราคิดว่าถ้าเป็นแบบนี้อนาคตทะเลจะไม่มีปูม้าให้กินอย่างแน่อน ก็มาช่วยคิดกันว่าทำอย่างไรมาเติมเต้มปูม้าให้ทะเลได้ ก็ไปดูงานธนาคารปูที่จันทบุรีแล้วกลับมาทำ ทำสักพักชาวบ้านก็ไม่เอาปูม้ามาฝาก แต่ด้วยความคิดอุดมการณ์ของพวกเราที่มีอาชีพทำประมงพื้นบ้าน อยากจะให้ปูม้ากลับมาให้ได้ พอดีทางม.วลัยลักษณ์โดยอาจารย์อมรศักดิ์(สวัสดี)เข้ามาบอกว่าจะมาช่วยดูแลธนาคารปูม้า ปลายปี58 ก็สร้างอาคารหลังนี้ขึ้นมา พอปีปี59 มีชาวบ้านเอาแม่ปูม้ามาฝากเยอะมาก แล้วก็มีหลายกลุ่มองค์กรเข้ามาช่วย ทางรัฐบาลเองก็เห็นคงวามสำคัญก็มีโครงการคืนปูม้าสู่ท้องทะเลไทยเข้ามาในปี 61 จึงทำให้เห็นผลสำเร็จในวันนี้”บังมุกล่าว พร้อมย้ำว่า

จากผลสำเร็จของโครงการฯทำให้ชาวบ้านในถุ้งวันนี้ มีอาชีพ มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการเพิ่มปริมาณของปูม้าในทะเล ส่งผลให้เศรษฐกิจในชุมชนดีขึ้นและที่สำคัญทำให้สมาชิกในครอบครัวกลับมาอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาอย่างมีความสุข

รู้ทันโรคหวัดแมว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/395930?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

รู้ทันโรคหวัดแมว

วันที่ 2 พฤศจิกายน 2562 – 03:40 น.
หวัดแมว,พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง
เปิดอ่าน 74 ครั้ง

คอลัมน์ – พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง โดย – น.สพ.วิรัช ธนพัฒน์เจริญหรือหมอเล็ก   viruch_dvm@yahoo.com 

สวัสดีครับ วันนี้หมอยังเอาใจคนรักแมวโดยขอพูดถึงโรคหวัดแมวที่เป็นการเรียกโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจเพราะมีอาการเหมือนเป็นหวัดนะครับ โดยมักเกิดในแหล่งที่เลี้ยงแมวรวมกันจำนวนมาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นบ้านที่เลี้ยงแมวหลายตัว ฟาร์ม บ้านพักสัตว์เลี้ยง เป็นต้น

ลักษณะอาการเหมือนเป็นหวัดแท้จริงแล้วเป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจมีสาเหตุจากการติดเชื้อโรคหลายชนิดโดยที่พบบ่อยในบ้านเรา คือ ไวรัส และแบคทีเรีย โดยแต่ละเชื้อโรคก็มีสายพันธุ์แตกต่างกันไป หากมองอาการหวัดแมวแล้วจะพบว่าอาการที่พบจะขึ้นอยู่กับชนิด และสายพันธุ์ของเชื้อโรครวมทั้งปริมาณเชื้อที่ได้รับ

ดังนั้นการฉีดวัคซีนอย่างเหมาะสมเพื่อรักษาระดับภูมิคุ้มกันของตัวแมวเป็นสิ่งดีที่ทำให้แมวมีภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้น นอกจากนี้ความเครียดก็ทำให้ภูมิคุ้มกันของแมวลดลงได้ ซึ่งแมวเครียดง่ายกว่าสัตว์อื่นตามธรรมชาติอยู่แล้วไม่ว่าจะมีสมาชิกใหม่เข้ามาในฝูง การทะเลาะขัดแย้งกันในหมู่แมว ภาวะคลอดลูก เป็นต้น ส่วนการแออัดหนาแน่นในฝูงแมวก็ทำให้แมวเครียดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และทำให้เกิดการแพร่เชื้อในกรณีแมวติดเชื้อโรคโดยตรงอีกด้วย

เพราะนอกเหนือจากสภาวะสิ่งแวดล้อมที่สร้างความเครียดลดภูมิคุ้มกันในแมวแล้วก็ยังมีการติดเชื้อโรคโดยตรงไม่ว่าจะเป็นเชื้อที่เรียกกันว่าเอดส์แมว และหากมีการติดเชื้อร่วมกันหลายชนิดก็ยิ่งทำให้เกิดการรุนแรงขึ้นโดยอาจเป็นอาการเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอาการวมกันที่ทำให้ดูรวม ๆ แล้วทำให้มีอาการคล้ายแมวเป็นหวัด เช่น เบื่ออาหาร เซื่องซึม มีน้ำมูก ไอ จาม มีไข้ แต่จริงแล้วหลายครั้งอาการเหล่านี้ก็อาจเกิดจากไวรัสตัวอื่นได้ด้วยและเป็นอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจส่วนต้น เช่น เยื่อบุจมูกอักเสบแบบเฉียบพลันร่วมกับอาการเยื่อบุตาอักเสบ ซึ่งหากเกิดในลูกแมวแล้วอาจทำให้ลูกแมวตาบอดได้เพราะอาการจะรุนแรงกว่าในแมวโต โดยเชื้อโรคบางตัวก็ทำให้เกิดอาการเยื่อบุตาอักเสบชัดเจนกว่าระบบทางเดินหายใจ

เชื้อโรคอื่นก็สามารถทำให้เกิดอาการระบบทางเดินหายใจส่วนต้นแบบเฉียบพลันร่วมกับการอักเสบในช่องปากได้ด้วย ซึ่งจะเห็นลักษณะแผลหลุมที่ลิ้น หรือในช่องปาก อยู่ดี ๆ ก็เดินกระเผลก ซึ่งหากเป็นเชื้อชนิดรุนแรงก็จะทำให้แมวโตแสดงอาการรุนแรงกว่าลูกแมว ไม่ว่าจะมีการอักเสบหลายระบบในร่างกาย พบแผลหลุมที่อุ้งเท้า ฝ่าเท้า ผิวหนัง ริมฝีปาก ตา ใบหู จมูก จนถึงขั้นปอดบวมน้ำ หายใจลำบาก เลือดกำเดาไหล ถ่ายเป็นเลือด และมีจุดเลือดออกตามตัว แต่อย่างที่กล่าวเชื้อโรคแต่ละตัวก็ก่อให้เกิดอาการไม่เหมือนกัน โดยการแสดงออกของอาการอื่น ๆ คือ ไปกระทบต่อเซลส์เยื่อบุตาทำให้มีอาการตาเจ็บ เยื่อตาบวม จากตาข้างเดียวที่ลุกลามไปตาทั้งสองขางได้ หรือส่งผลให้เกิดอาการไอทั้งแบบเฉียบ พลัน และเรื้อรัง ต่อมน้ำเหลืองโต โดยอาการอาจหายไปได้เอง หรือรุนแรงจนเสียชีวิตก็เป็นได้

ดังนั้น สิ่งที่ดีที่สุด คือ การป้องกัน ฉีดวัคซีน รีบพาน้องแมวของท่านมาพบสัตวแพทย์เพื่อตรวจรักษาอาการต่าง ๆ เพราะการรักษาหวัดแมวเป็นการรักษาตามอาการ และพยุงอาการ เช่น ยาแก้ไอ ยาละลายเสมหะ ยาขยายหลอดลม ยาต้านไวรัส ยากระตุ้นภูมิ ยาปฏิชีวนะ เพราะไม่มียาที่ฆ่าเชื้อรักษาหวัดแมวได้ ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ เมื่อแมวมีอาการหวัดมักจะไม่อยากอาหารเพราะเจ็บปาก ไม่ได้กลิ่น ไม่สบายตัว จึงต้องไม่ให้แมวอดอาหารนานเกินไปเพราะจะทำให้เกิดการอักเสบของตับ ตับอ่อน และลำไส้เล็กแทรกซ้อนขึ้นมาได้

ในกรณีที่พบแมวมีน้ำลายยืดไม่ยอมให้จับปากเพราะมีการอักเสบหรือแผลหลุมในช่องปากควรอุ่นอาหารให้เกิดกลิ่นกระตุ้นน้องแมวแล้วป้อนโดยควรเป็นอาหารอ่อนย่อยง่าย หากเจ้าของไม่สามารถป้อนได้ก็สามารถพาไปให้แพทย์ใส่ท่ออาหารได้นะครับ

หากแมวของใครเป็นหวัด เจ้าของอย่าเพิ่งท้อนะครับ เพียงแค่พาแมวที่รักของท่านไปพบสัตวแพทย์ใกล้บ้านก็สามารถรักษาอาการ และป้องกันสภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจนทำให้ลุกลามใหญ่โตได้

ฝนหลวงเตรียมพร้อมรับภัยแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396623?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ฝนหลวงเตรียมพร้อมรับภัยแล้ง

วันที่ 2 พฤศจิกายน 2562 – 00:06 น.
ฝนหลวง,กระทรวงเกษตร,ภัยแล้ง,ภูเก็ต
เปิดอ่าน 52 ครั้ง

ฝนหลวงเกษตรเตรียมรับภัยแล้ง จัดชุดปฏิบัติการฝนหลวงเคลื่อนที่เร็วไว้สามชุดพร้อมช่วยเหลือพื้นที่ขาดน้ำ เติมน้ำต้นทุนให้เขื่อนบรรเทาผลกระทบ

2  พฤศจิกายน 2562 นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า เนื่องจากช่วงเดือนพฤศจิกายนไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ปีถัดไปเป็นช่วงที่มีโอกาสในการทำฝนสำเร็จได้น้อย

ดังนั้นกรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้นำอากาศยานเข้าซ่อมบำรุง ระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ 2563 จึงจะเปิดปฏิบัติการหน่วยฝนหลวง 11 หน่วย จนถึงวันที่ 5 พฤศจิกายนนี้ โดยระหว่างการซ่อมบำรุงอากาศยานจะเปิดหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงเคลื่อนที่เร็วไว้ 3 ชุด เพื่อช่วยเหลือพื้นที่ที่ยังมีความต้องการน้ำ เช่นเติมน้ำในเขื่อนที่มีปริมาณน้ำน้อย

ขณะที่นายปนิธิ เสมอวงษ์ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า ขณะนี้พายุโซนร้อน หรือ พายุแมตโม ได้อ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำ และมีศูนย์กลางของพายุอยู่ในประเทศกัมพูชา ซึ่งอยู่ในทิศทางตอนใต้ของ จ.สุรินทร์ และมีแนวโน้มเคลื่อนตัวไปในทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือเข้าสู่ จ.บุรีรัมย์ ในช่วงนี้อาจจะทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง มีปริมาณน้ำฝนสะสมที่เพิ่มขึ้นในระยะนี้

ขณะที่เมื่อวานนี้ (31 ต.ค. 2562) กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้ขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 1 หน่วยปฏิบัติการ ทำให้มีฝนตกบริเวณพื้นที่การเกษตร จ.ภูเก็ต และเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักบริเวณพื้นที่ลุ่มรับน้ำอ่างเก็บน้ำบางเหนียวดำ อ่างเก็บน้ำบางวาด และอ่างเก็บน้ำคลองกะทะ จ.ภูเก็ต

ฉลุยผักผลไม้จากจีนเข้าด่านเชียงของ 1 คืนถึงตลาดไท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396620?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ฉลุยผักผลไม้จากจีนเข้าด่านเชียงของ 1 คืนถึงตลาดไท

วันที่ 2 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
มนัญญา,ด่านเชียงแสน,เชียงราย,สารตกค้าง
เปิดอ่าน 89 ครั้ง

ผักผลไม้จากจีนกว่า 70% ผ่านฉลุย เข้าด่านเชียงของ วันละ 80 คอนเทนเนอร์ 1 คืนจากจีนถึงตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง ส่วนผลตรวจสารตกค้างรอ 2 วันส่งตามหลัง

2 พฤศจิกายน 2562 นายวุฒิพงศ์ ท้าวฬา ผู้อำนวยการส่วนบริการศุลกากร ด่านเชียงของ จ.เชียงราย เปิดเผยขั้นตอนการนำเข้าผักผลไม้จากประเทศเพื่อนบ้าน ว่าผู้นำเข้ามีใบรับรองตามกฏหมาย จากประเทศต้นทาง ทุกชิบเมนท์ ทุกตู้คอนเทนเนอร์ และใบอนุญาตนำหรือสั่งอาหารเข้ามาในราชอาณาจักรไทย

โดยผู้นำเข้าขอจากอย. และใบรับรองสุขอนามัย จากด่านตรวจพืช ผ่านด่านเข้าประเทศไทยได้ โดยด่านอย.และด่านพืช มีการเก็บตัวอย่างผักผลไม้ไว้ตรวจหาสารตกค้าง ที่ต้องใช้เวลา2วัน หากพบสารตกค้าง จึงแจ้งรายงานส่วนกลาง ดำเนินการทางกฏหมายต่อไป

อย่างไรก็ตามช่วงนี้เข้าสู่ฤดูหนาว และเป็นหน้าการท่องเที่ยวของคนไทย มีการนำเข้าผักผลไม้จากจีน วันละ 70 – 80 ตู้คอนเทนเนอร์มีปริมาณมากที่สุด ส่วนใหญ่จะเป็น ทับทิม องุ่น ลูกพลับ สลัดแก้ว บร็อคเคอรรี่ ถั่วรันเตา ผักคอส กระหล่ำปลี ผักกาดขาว กระหล่ำดอก ขึ้นช่าย มะเขือเทศ รวมผักผลไม้ 20 กว่าชนิด  ปริมาณนำเข้าสูงกว่า 70%

นายศุภโชค พรหมนุชานนท์ พนักงานบริษัทขนส่งผักผลไม้เคเอฟทรานสปอรต์ ขับรถพ่วงตู้คอนเทรนเนอร์ ตู้ละ 25 ตัน ขนผักผลไม้จากจีน เข้าตลาดสี่มุมเมือง ตลาดไท เดือนละ 4 เที่ยว ขับรถมา3-4ปี สำหรับปีนี้ผักจีนจากเข้ามาเยอะมาก ที่ผ่านมายังไม่เคยโดนสุ่มตรวจแล้วไม่ผ่านด่าน เพราะต้นทางทำของผักผลไม้ตัวอย่างใส่กล่องไว้เฉพาะมาให้ด่านตรวจแล้ว

โดยใช้เวลาในด่านประมาณ 30 นาที ตรวจเอ็กซเรย์ปริมาณของสินค้าและชิบปิ๊งเปิดตู้คอนเทนเนอร์ นำของผักผลไม้ตัวอย่างลงไว้ที่ด่าน ก็ผ่านเข้าไทยได้เลย รวมระยะเวลาเดินทางจากชายแดนจีน มาถึงตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง ประมาณ 1 คืนเท่านั้น

ท้ามนัญญาห้ามนำเข้าสินค้าใช้ 3 สารที่ถูกแบน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396554?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ท้ามนัญญาห้ามนำเข้าสินค้าใช้ 3 สารที่ถูกแบน

วันที่ 2 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
แบนสารเคมี,พาราควอต
เปิดอ่าน 100 ครั้ง

สุกรรณ์ หนุนมาตรการยกเลิกนำเข้าผลไม้ต่างชาติหลังพบสารเคมีตกค้าง ท้าถ้าจริงใจห่วงใยสุขภาพคนไทยจริงต้องเบรกสินค้าที่ยังใช้ 3 สารที่ถูกแบน

2 พฤศจิกายน 2562 สมาพันธ์เกษตรปลอดภัย ระบุ รัฐต้องระงับการนำเข้าพืชผักที่มีสารเคมีตกค้างเกินมาตรฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารเคมี 3 ชนิดที่กก.วัตถุอันตรายมีมติให้ยกเลิกใช้ ไม่นำเข้าจากอีกกว่า 100 ประเทศ เพื่อสุขภาพคนไทย เกษตรกรปลูกพืชผักปลอดภัยขายได้

นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวว่ากระทรวงเกษตรจะผลักดันห้ามมีการนำเข้าผลไม้ที่พบสารตกค้างจากต่างประเทศว่า นับเป็นเรื่องที่ดีที่นางสาวมนัญญาไทยเศรษฐ์ รมช. เกษตรฯ จะร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขห้ามนำเข้าผักผลไม้ที่มีสารเคมีตกค้างเกินมาตรฐานทั้งเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคและห่วงใยเกษตรกรที่ถูกผักผลไม้จากประเทศเพื่อนบ้านมาตีตลาด

จากผลการตรวจสอบครั้งนี้ทำให้เห็นว่า สารเคมีที่ตกค้างในผักผลไม้เป็นสารป้องกันกำจัดศัตรู แต่ไม่มีรายงานการพบสารป้องกันกำจัดวัชพืชโดยเฉพาะพาราควอตและไกลโฟเซตที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติยกเลิกใช้ โดยให้มีผลในวันที่ 1 ธันวาคม

ทั้งนี้เนื่องจากการใช้สารป้องกันกำจัดวัชพืชอย่างพาราควอตออกฤทธิ์โดยการสัมผัสและเลือกทำลายคือ ทำให้ส่วนที่เป็นสีเขียวของพืชไหม้ เกษตรกรจึงใช้ฉีดพ่นหญ้าและวัชพืชเท่านั้น ไม่ได้ใช้ฉีดในผักผลไม้หรือข้าวอย่างที่เอ็นจีโอให้ข้อมูลเนื่องจากหากฉีดในพืชผัก ไม้ผล หรือต้นข้าวจะตายหมด ไม่มีผลผลิตออกมาจำหน่าย ส่วนไกลโฟเซตจะดูดซึมเข้าสู่ระบบส่วนขยายพันธุ์ของวัชพืชซึ่งอยู่ใต้ดิน เกษตรกรไม่ใช้ฉีดในพืชประธาน

ทั้งนี้เมื่อประกาศกระทรวงอุตสาหกรรรมเรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตรายซึ่งห้ามพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส มีผลบังคับใช้ ทางสมาพันธ์เกษตรปลอดภัยและสมาคมเกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิดจะเรียกร้องให้รัฐห้ามนำเข้าสินค้าเกษตรทุกชนิดจากประเทศที่ยังใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดนี้ซึ่งปรากฏตามข้อมูลของสมาคมวิทยาการจัดการวัชพืชแห่งประเทศไทยได้แก่ พาราควอตยังคงมีใช้ใน 86 ประเทศ ไกลโฟเซตมีใช้ใน 161 ประเทศ และคลอร์ไพริฟอสมีใช้ใน 89 ประเทศ

หากผู้บริหารทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงอุตสาหกรรม เห็นว่าสารเหล่านี้เป็นอันตรายต่อสุขภาพของคนไทยจนนำไปสู่การยกเลิกใช้ในไทยก็ต้องห้ามนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศที่ยังใช้อยู่ทั้งหมด อีกทั้งหากยังคงให้นำเข้าจะยิ่งเป็นการซ้ำเติมเกษตรกรไทยเนื่องจากเมื่อยกเลิกใช้สารเคมี 3 ชนิดนี้ ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรจะสูงขึ้น แต่ประเทศอื่นที่ยังใช้อยู่ ต้นทุนการผลิตต่ำกว่า

ดังนั้นต้องเปิดโอกาสและส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตผักผลไม้ปลอดภัยออกมาจำหน่ายภายในประเทศเพื่อให้มีรายได้เลี้ยงครอบครัวและประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคง

ไก่เนื้อไทยฉลุย จีนให้การรับรองโรงงานส่งออกเพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396639?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ไก่เนื้อไทยฉลุย จีนให้การรับรองโรงงานส่งออกเพิ่ม

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 – 21:31 น.
ไก่,ส่งออก
เปิดอ่าน 114 ครั้ง

ไก่เนื้อไทยฉลุย จีนให้การรับรองโรงงานส่งออกเพิ่มอีก 9 แห่ง คาดปี 63 ส่งออกจีนเพิ่มขึ้น มูลค่ามากกว่า 12,000 ล้านบาท

ไก่เนื้อไทยฉลุย จีนให้การรับรองโรงงานส่งออกเพิ่มอีก 9 แห่ง คาดปี 63 ส่งออกจีนเพิ่มขึ้น มูลค่ามากกว่า 12,000 ล้านบาท

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลื้มสำนักงานการศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนหรือ
GACC ประกาศขึ้นทะเบียนโรงงานผลิตและแปรรูปเนื้อสัตว์ปีกและผลพลอยได้ไก่แช่แข็งของไทย
เพิ่มอีกจำนวน 9 แห่ง ให้สามารถส่งไปจีนได้ คาดสร้างรายได้เข้าประเทศ 12,000 ล้านบาทต่อปี
ตอกย้ำความเชื่อมั่นในคุณภาพและมาตรฐานระบบการผลิตเนื้อไก่ของไทยที่ก้าวไกลระดับโลก

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2562 สำนักงานการศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (General Administration of Customs of People’s Republic of China : GACC)  ได้ประกาศรายชื่อและขึ้นทะเบียนโรงงานผลิตและแปรรูปเนื้อสัตว์ปีกและผลพลอยได้ไก่แช่แข็งของไทยที่ได้รับการรับรอง เพิ่มอีก 9 แห่ง จากเดิมที่เคยได้รับรองไปแล้ว 7 แห่งเมื่อปี 2561 รวมเป็น 16 แห่ง ซึ่งการรับรองครั้งนี้ เป็นผลมาจากที่กระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายผลักดันการส่งออกสินค้าเกษตร โดยกรมปศุสัตว์ได้ประสานงานกับ GACC อย่างต่อเนื่อง และได้เชิญคณะเจ้าหน้าที่จาก GACC มาตรวจรับรองโรงงานผลิตเนื้อสัตว์ปีก เมื่อวันที่ 7 – 14 กันยายน 2562  นอกจากนี้ มีแนวโน้มที่ GACC จะให้การรับรองโรงงานเพิ่มอีก 12 แห่ง ซึ่งขณะนี้ ทางกรมปศุสัตว์กำลังรวบรวมเอกสารชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมของโรงงานทั้ง 12 แห่งข้างต้น โดยกรมปศุสัตว์จะคอยให้คำปรึกษาแนะนำ และติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อเป้าหมายให้ทุกโรงงานในประเทศไทยที่มีความพร้อม สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดและมาตรฐานของประเทศจีน ได้รับการรับรองครบทุกแห่งโดยเร็วต่อไป

นายเฉลิมชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า “ปัจจุบันตลาดส่งออกสินค้าเนื้อไก่ที่สำคัญของไทย คือ ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป และจีน โดยเฉพาะการส่งออกไปจีน ซึ่งก่อนหน้านี้ได้รับการรับรองขึ้นทะเบียนไว้ 7 โรงงาน การส่งออกเนื้อไก่สดจากไทยไปจีน ใน 10 เดือนแรกของปี 2562 มีปริมาณ 45,834 ตัน คิดเป็นมูลค่า 4,040 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมากจากปี 2561 ที่มีปริมาณการส่งออกเพียง 18,483 ตัน มูลค่า 1,769 ล้านบาท และคาดว่าการรับรองโรงงานเพิ่มขึ้นอีก 9 แห่งนี้ จะส่งผลให้ในปี 2563 ไทยจะสามารถส่งออกเนื้อไก่สดไปจีน มูลค่ามากกว่า 12,000 ล้านบาท ซึ่งโรงงานที่ได้รับการรับรองเพิ่มเติมทั้ง 9 แห่ง สามารถผลิตและส่งออกได้ตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไป