“ประภัตร” เดินเครื่องลุยอีสาน แจกเมล็ดพันธุ์ข้าวดีให้ชาวนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/397390?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

 “ประภัตร” เดินเครื่องลุยอีสาน แจกเมล็ดพันธุ์ข้าวดีให้ชาวนา

วันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 – 11:18 น.
กรมการข้าว
เปิดอ่าน 40 ครั้ง

 “ประภัตร” เดินเครื่องลุยอีสาน แจกเมล็ดพันธุ์ข้าวดีให้ชาวนา

 “ประภัตร” เดินเครื่องลุยอีสาน แจกเมล็ดพันธุ์ข้าวดีให้ชาวนา เพื่อใช้ปลูกในฤดูนาปรัง และผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีให้ชุมชน หลังประสบภัยน้ำท่วมนาข้าวเสียหาย

 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานพิธีเปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าวคุณภาพดี ภายใต้โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ปี 2563 ณ บ้านโพธิ์ตาก อ.เสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ด้านข้าว ระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่ปี 2560-2564 โดยสนับสนุนให้เกษตรกรมีการรวมตัวกันเพื่อการผลิตและจำหน่าย มีตลาดรองรับที่แน่นอน สามารถลดต้นทุน โดยมีเป้าหมาย 18,800 กลุ่ม พื้นที่ 19.375 ล้านไร่ ใช้งบประมาณ 16,117.62 ล้านบาท โดยมีการส่งเสริมด้านการพัฒนาการผลิตข้าว เพื่อลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลผลิต สนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวและเครื่องจักรกลการเกษตร โดยมีการถ่ายทอดความรู้อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการตรวจรับรองตรวจคุณภาพ GAP แบบกลุ่ม พร้อมทั้งส่งเสริมการบริหารจัดการ โดยการจัดจ้างผู้จัดการแปลงมืออาชีพเพื่อบริหารจัดการกลุ่ม พัฒนาด้านการตลาดเพื่อส่งเสริมการขายผลผลิตข้าว

พร้อมทั้งมีการจัดทำแผนการผลิตข้าวให้สอดคล้องกับความต้องการการซื้อข้าว มีการจัดเวทีเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการเพื่อสร้างข้อตกลงด้านการตลาดข้าว ตลอดทั้งสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ อาทิ กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งมุ่งหวังที่จะสร้างความแข็งแกร่งให้กับชาวนาไทยให้สามารถต่อสู้ฝ่าฟันอุปสรรคในการทำนา โดยการยกระดับคุณภาพผลผลิตให้มีมาตรฐานเป็นที่ต้องการของตลาดโลกและการสร้างการเชื่อมโยงกับตลาดข้าวคุณภาพ จึงเป็นนโยบายที่สำคัญที่ภาครัฐได้เร่งผลักดัน เพื่อมุ่งหวังแก้ไขปัญหาด้านการผลิตและการตลาดข้าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ จากปัญหาภัยธรรมชาติในช่วงเดือนสิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา ชาวนาหลายพื้นที่ได้รับความเดือดร้อน สร้างความเสียหายกับนาข้าวหลายล้านไร่ รัฐบาลจึงมีมติเห็นชอบอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณ จำนวน 1,739.4290 ล้านบาท เพื่อจัดเตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าวสำหรับช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรชาวนา ซึ่งในวันนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้นำเมล็ดพันธุ์ดีจำนวน 13 ตัน เป็นพันธุ์ กข.49…ซึ่งเป็นชั้นพันธ์ุหลัก นำไปเพาะปลูกฤดูนาปรัง ช่วยเหลือชาวนา โดยมอบให้ชาวนาผู้ประสบภัยและเลือกที่จะปลูกข้าวจำนาปรัง จำนวน 190 รายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และสร้างขวัญกำลังใจให้พี่น้องชาวนานำไปใช้ในการจัดทำแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวในฤดูนาปรัง เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวใช้ในฤดูถัดไป อย่างไรก็ตาม สำหรับพี่น้องเกษตรกรชาวนาที่ได้รับความเสียหายจากภัยดังกล่าว สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการตามแผนปฏิบัติการฟื้นฟูเยียวยาของภาครัฐ ซึ่งจะได้รับความช่วยเหลือต่อไป

นายสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินงานถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าวคุณภาพดี ภายใต้โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ปี 2563 มีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกรชาวนาได้ทราบถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกรชาวนา ให้สามารถผลิตข้าวให้ได้คุณภาพดี โดยมีองค์ความรู้ต่างๆ ที่สำคัญในการผลิต ประกอบด้วย เทคโนโลยีการลดต้นทุนการผลิตข้าว การใvช้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี การผลิตข้าวให้ได้คุณภาพ การจัดการดินและปุ๋ยในนาข้าว การปลูกพืชหลังนา การบริหารจัดการศัตรูข้าว การเฝ้าระวังและเตือนภัยการระบาดศัตรูข้าว และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

นอกจากการถ่ายทอดความรู้ให้แก่เกษตรกรชาวนาแล้ว ยังมีการมอบเมล็ดพันธุ์ข้าวให้กับเกษตรกรชาวนา นำไปใช้เพาะปลูกในฤดูนาปรัง เพื่อผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีของชุมชนสำหรับใช้ปลูกในฤดูถัดไป โดยมีสมาชิกเกษตรกรชาวนาโครงการนาแปลงใหญ่ ชาวนาผู้ประสบภัยฝนแล้ง น้ำท่วม และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม รวมทั้งสิ้น 500 คน ตลอดจนภายในงานยังมีกิจกรรมการจัดนิทรรศการของหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการส่งเสริมการทำนาในระบบแปลงใหญ่

ศูนย์วิจัย ธ.ก.ส. คาดการณ์ราคาสินค้าเกษตรเดือน พ.ย.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/397326?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ศูนย์วิจัย ธ.ก.ส. คาดการณ์ราคาสินค้าเกษตรเดือน พ.ย.

วันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 – 00:20 น.
ศูนย์วิจัย ธกส,คาดการณ์ราคาสินค้าเกษตร,น้ำตาลทรายดิบ,มันสำปะหลัง,ปาล์มน้ำมัน,สุกร,ข้าวเปลือกเจ้า
เปิดอ่าน 84 ครั้ง

ศูนย์วิจัย ธ.ก.ส. คาดราคาสินค้าเกษตรเดือนพ.ย. น้ำตาลทรายดิบ มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน แนวโน้มราคาเพิ่มขี้น ข้าวเปลือกเจ้า หอมมะลิ ข้าวเปลือกเหนียวเมล็ดยาว ราคาลด

ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรม ธ.ก.ส. คาดการณ์ราคาสินค้าเกษตร เดือนพฤศจิกายน ทั้งน้ำตาลทรายดิบ มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน สุกร และกุ้งขาวแวนนาไม มีแนวโน้มราคาเพิ่มขึ้น ด้านข้าวเปลือกเจ้า ข้าวเปลือกหอมมะลิ ข้าวเปลือกเหนียวเมล็ดยาว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และยางพาราแผ่นดิบ มีแนวโน้มราคาปรับตัวลดลง

 นายสมเกียรติ กิมาวหา ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรเดือนพฤศจิกายน 2562 ที่จัดทำโดย ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรม  ธ.ก.ส. คาดการณ์ราคาสินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ น้ำตาลทรายดิบ ตลาดนิวยอร์ก คาดว่าราคาขายอยู่ที่ 12.44-12.57 เซนต์/ปอนด์ (8.32-8.41 บาท/กก.) เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 1.00-2.00 เนื่องจากการเข้าซื้อน้ำตาลทรายคืนจากตลาดของกลุ่มกองทุน (short-covering) โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากกระทรวงพาณิชย์ของจีนที่กำลังจะอนุญาตให้บริษัทเอกชนนำเข้าน้ำตาลที่มีอัตราภาษีต่ำ เพื่อจัดสรรโควตาให้กับบริษัทของรัฐบาลถึงร้อยละ 70 ซึ่งจะกระตุ้นให้ประเทศจีนยังคงโควตานำเข้าน้ำตาลในปี 2563

 มันสำปะหลัง ราคาขายอยู่ที่ 1.71 -1.79 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนร้อยละ 1.18 – 5.92 เนื่องจากมีมาตรการดูแลเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังจากภาครัฐเพิ่มเติม อาทิ การส่งเสริมการใช้มันสำปะหลังในประเทศเพิ่มขึ้น เร่งรัดการส่งออกไปยังตลาดที่มีศักยภาพ เช่น ประเทศจีน อินเดีย ตุรกี และนิวซีแลนด์ เป็นต้น มาตรการชะลอการขุดกรณีผลผลิตออกเป็นจำนวนมาก และชดเชยรายได้ให้แก่เกษตรกร มาตรการควบคุมการขนย้ายและคุมเข้มการนำเข้ามันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะช่วยสร้างเสถียรภาพให้แก่ราคามันสำปะหลัง

ปาล์มน้ำมัน ราคาขายอยู่ที่ 2.91-3.01 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนร้อยละ 1.75 – 5.24 เนื่องจากมาตรการต่อเนื่องของภาครัฐในการส่งเสริมให้รถยนต์ใช้น้ำมันดีเซล B10 และ B20 โดยสร้างแรงจูงใจให้แก่ผู้บริโภค ด้วยการลดราคาน้ำมัน B10 ให้ต่ำกว่าน้ำมันดีเซล B7 และได้มีการขอความร่วมมือผู้ค้าน้ำมันให้เพิ่มปริมาณการจำหน่ายน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B10 ในสถานีบริการ มาตรการดังกล่าวถือเป็นการปรับสมดุลปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน และช่วยดูดซับน้ำมันปาล์มดิบในตลาดเพิ่มมากขึ้น

 สุกร ราคาขายอยู่ที่ 61.25 – 62.50 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนร้อยละ 0.40 – 2.40 เนื่องจากเป็นช่วงเปิดภาคเรียน ซึ่งโดยปกติมีความต้องการบริโภคเนื้อสุกรเพิ่มขึ้น แต่เกษตรกรผู้เลี้ยงยังมีความกังวลเกี่ยวกับการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) จึงทำให้เกษตรกรบางส่วนเร่งระบายผลผลิตออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ทำให้ระดับราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นไม่มากนัก

 กุ้งขาวแวนนาไม ขนาด 70 ตัว/กก. ราคาขายอยู่ที่ 124.50 – 126.00 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนร้อยละ 0.40 – 3.30 เนื่องจากอากาศเริ่มเย็นลง ทำให้กุ้งเจริญเติบโตช้า และเกษตรกรมีการปรับตัวในการเลี้ยงกุ้ง โดยลดปริมาณการปล่อยลูกกุ้งและทยอยจับสลับกับการลงกุ้งก้ามกราม แต่ยังคงมีปัจจัยกดดันจากเศรษฐกิจโลกตกต่ำจากสงครามการค้าระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกากับจีน และค่าเงินบาทที่แข็งกว่าประเทศคู่แข่งขัน
ด้านสินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มราคาปรับลดลง ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% คาดว่าราคาขาย อยู่ที่ 7,868-7,920 บาท/ตัน ลดลงจากเดือนก่อนร้อยละ 0.10-0.76 เนื่องจากค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น และประเทศผู้นำเข้ารายใหญ่ อาทิ ประเทศอินโดนีเซีย ปรับลดการนำเข้าข้าวจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวข้าวเปลือกหอมมะลิ ราคาขายอยู่ที่ 16,087-16,172 บาท/ตัน ลดลงจากเดือนก่อนร้อยละ 0.77-1.29 เนื่องจากผลผลิตข้าวหอมมะลิออกสู่ตลาดมากขึ้น โดยข้าวหอมมะลิ 105 เริ่มทยอยเก็บเกี่ยวในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2562

 ข้าวเปลือกเหนียวเมล็ดยาว ราคาขายอยู่ที่ 14,050-14,158 บาท/ตัน ลดลงจากเดือนก่อนร้อยละ 0.58-1.34 เนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดมากขึ้น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ความชื้นไม่เกิน 14.5% ราคาขายอยู่ที่ 7.32-7.36   บาท/กก. ลดลงจากเดือนก่อนร้อยละ 1.50-2.00 เนื่องจากผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ออกสู่ตลาดมากในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว ซึ่งเป็นช่วงที่มีฝนตกชุก ทำให้ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีความชื้นสูง ผู้ประกอบการผลิตอาหารสัตว์จึงไม่นิยมซื้อเก็บสต็อกไว้ ส่งผลให้ความต้องการใช้ภายในประเทศทรงตัว

ยางพาราแผ่นดิบ ราคาขายอยู่ที่ 35.08-35.37 บาท/กก. ลดลงจากเดือนก่อนร้อยละ 0.25-1.06 เนื่องจากค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น และความต้องการจากประเทศจีนลดลง เนื่องจาก บริษัท ฉงชิ่ง จำกัด รัฐวิสาหกิจที่เป็นผู้รับซื้อยางพารารายใหญ่ของประเทศจีนปิดกิจการ ประกอบกับบริษัทต่างประเทศเริ่มมีการเคลื่อนไหว หยุดใช้ยางพาราและไม้ยางพาราที่ไม่ผ่านมาตรฐานการจัดการสวนป่าไม้เศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

เปิดแผนการปฏิบัติการฝนหลวงประจำวันที่ 5 พฤศจิกายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/397271?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

เปิดแผนการปฏิบัติการฝนหลวงประจำวันที่ 5 พฤศจิกายน 2562

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2562 – 16:19 น.
กรมฝนหลวง
เปิดอ่าน 18 ครั้ง

เปิดแผนการปฏิบัติการฝนหลวงประจำวันที่ 5 พฤศจิกายน 2562

​​                วันที่ 5 พฤศจิกายน 2562 เวลา 10.30 น. นายปนิธิ เสมอวงษ์ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและ        การบินเกษตร ด้านปฏิบัติการ เปิดเผยว่า กรมอุตุนิยมวิทยาได้ประกาศว่าทางตอนบนของประเทศไทย บริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะมีอุณหภูมิลดลง 1-3 องศาเซลเซียส อีกประมาณ 3-4 วันข้างหน้าซึ่งจะมีผลให้ปริมาณฝนเริ่มลดลงและจะมีอากาศเย็นต่อเนื่อง ขณะที่เมื่อวานนี้ ( 4 พ.ย. 62) กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้ขึ้นบินปฎิบัติการฝนหลวง จำนวน 3 หน่วยปฎิบัติการ ทำให้มีฝนตกบริเวณพื้นที่การเกษตรของ จ.นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท กาญจนบุรี ราชบุรี และเพิ่มประมาณน้ำเก็บกักบริเวณพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนภูมิพล และอ่างเก็บน้ำทับเสลา
ด้านแผนการปฏิบัติการฝนหลวงประจำวันที่ 5 พฤศจิกายน 2562 ตามข้อมูลสถานการณ์ปริมาณน้ำ ในอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่า 30% ของปริมาณน้ำเก็บกัก เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ จำนวน 9 แห่ง และอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 69 แห่ง การคาดการณ์พื้นที่ประกาศเสี่ยงฝนตกหนักจากกรมอุตุนิยมวิทยา
วันนี้คาดการณ์ว่าพื้นที่เสี่ยงฝนตกหนักอยู่บริเวณพื้นที่ตอนล่างภาคใต้บริเวณ จ.สุราษฎร์ธานี พังงา ภูเก็ต นครศรีธรรมราช และนราธิวาส ด้านคุณภาพอากาศในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เป็นเรื่องของค่าฝุ่น PM 2.5 หรือฝุ่นละอองขนาดเล็ก พบว่าค่าคุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์เริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพ มีอยู่ในหลายพื้นที่หลักสี่ บางเขน วังทองหลาง บางซื่อ ปทุมธานี บางพลัด และพื้นที่ในสมุทรปราการ ด้านแผนที่ปริมาณน้ำฝนสะสม 1 สัปดาห์ (29 ต.ค.–4 พ.ย.62) พบว่าบริเวณพื้นที่ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน มีปริมาณน้ำฝนสะสมต่ำกว่า 10 มิลลิเมตร ทั้งนี้ ทางกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จะเร่งดำเนินการช่วยเหลือในพื้นที่ดังกล่าวเมื่อสภาพอากาศเหมาะสม
ด้านการติดตามสภาพอากาศเพื่อวางแผนการปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่ภาคเหนือ พบว่า ผลการตรวจสภาพอากาศของสถานีเรดาร์ร้องกวาง มีความชื้นสัมพัทธ์ที่ระดับการเกิดเมฆ 78% (อมก๋อย)
66% (ร้องกวาง) ความชื้นสัมพัทธ์ที่ระดับการพัฒนาตัวของเมฆ 66% (อมก๋อย) 58% (ร้องกวาง) ค่าดัชนีการยกตัว
ของอากาศ 0.4 (อมก๋อย) 0.5 (ร้องกวาง) และความเร็วลมที่ระดับการเกิดเมฆ 21 กม/ชม. (อมก๋อย) 11 กม/ชม.
(ร้องกวาง) หน่วยปฏิบัติการฯ จ.เชียงใหม่ พิษณุโลก และ ตาก ขอติดตามสภาพอากาศ หากสภาพอากาศเหมาะสม
ต่อการปฏิบัติการ หน่วยปฏิบัติการฯ จ.เชียงใหม่ จะวางแผนขึ้นบินปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรของ จ.พะเยา และเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักให้กับพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนภูมิพล อ่างเก็บน้ำแม่กวง อ่างเก็บน้ำแม่งัด จ.เชียงใหม่
ส่วนหน่วยปฏิบัติการฯ จ.ตาก เพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักให้กับพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนภูมิพล จ.ตาก เขื่อนแม่มอก จ.ลำปาง ส่วนหน่วยปฏิบัติการฯ จ.พิษณุโลก จะวางแผนขึ้นบินปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรของ จ.น่าน อุตรดิตถ์ และเพชรบูรณ์ และเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักให้กับพื้นที่ลุ่มรับน้ำ เขื่อนสิริกิติ์ และอ่างเก็บน้ำห้วยป่าเลา จ.เพชรบูรณ์
พื้นที่ภาคกลาง ผลตรวจสภาพอากาศของสถานีเรดาร์ตาคลี จ.นครสวรรค์ พบว่า มีความชื้นสัมพัทธ์ที่ระดับการเกิดเมฆ 59% ความชื้นสัมพัทธ์ที่ระดับการพัฒนาตัวของเมฆ 63% ค่าดัชนีการยกตัว
ของอากาศ 3.6 และความเร็วลมที่ระดับการเกิดเมฆ 20 กม./ชม. หน่วยปฏิบัติการฯ จ.กาญจนบุรี จ.ลพบุรี ขอติดตามสภาพหากสภาพอากาศเหมาะสมต่อการปฏิบัติการ หน่วยปฏิบัติการฯ จ.กาญจนบุรี จะวางแผนขึ้นบินปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรของ จ.กาญจนบุรี จ.สุพรรณบุรี และเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักให้กับพื้นที่ลุ่มรับน้ำ อ่างเก็บน้ำกระเสียว อ่างเก็บน้ำห้วยเทียน และหน่วยปฏิบัติการฯ จ.ลพบุรี จะวางแผน
ขึ้นบินปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรของ จ.อุทัยธานี นครสวรรค์ ชัยนาท ลพบุรี และสระบุรี และเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักให้กับพื้นที่ลุ่มรับน้ำ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และอ่างเก็บน้ําทับเสลา

​พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผลการตรวจอากาศของสถานีเรดาร์ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ        สถานีเรดาร์พิมาย จ.นครราชสีมา และสถานีเรดาร์บ้านผือ จ.อุดรธานี พบว่า มีความชื้นสัมพัทธ์ที่ระดับการเกิดเมฆ 68% (ราษีไศล) 68% (พิมาย) 74% (บ้านผือ) ความชื้นสัมพัทธ์ที่ระดับการพัฒนาตัวของเมฆ
47% (ราษีไศล) 52% (พิมาย) 35% (บ้านผือ) ค่าดัชนีการยกตัวของอากาศ 3.2 (ราษีไศล) 5.2 (พิมาย) 5.2 (บ้านผือ) และความเร็วลมที่ระดับการเกิดเมฆ 20 กม./ชม. (ราษีไศล) 19 กม./ชม.(พิมาย) 12 กม./ชม.(บ้านผือ) หน่วยปฏิบัติการฯ จ.ขอนแก่น นครราชสีมา และสุรินทร์ ขอติดตามสภาพอากาศหากสภาพสักระยะ
หากอากาศเหมาะสมต่อการปฏิบัติการ หน่วยปฏิบัติการฯ ขอนแก่น จึงวางแผนขึ้นบินปฎิบัติการช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร จ.ชัยภูมิ จ.ขอนแก่น และพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น หน่วยปฏิบัติการฯจ.นครราชสีมา จะวางแผนขึ้นบินปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรของ นครราชสีมา และเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักให้กับพื้นที่ลุ่มรับน้ำอ่างเก็บน้ำ จ.นครราชสีมา และหน่วยปฏิบัติการฯ จ.สุรินทร์ จะวางแผนขึ้นบินปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรของ จ.บุรีรัมย์ (ตอนล่าง) และเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักให้กับพื้นที่ลุ่มรับน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก และอ่างเก็บน้ำห้วยตลาด จ.บุรีรัมย์
พื้นที่ภาคตะวันออก ผลการตรวจวัดอากาศของสถานีเรดาร์สัตหีบ จ.ชลบุรี พบว่า มีความชื้นสัมพัทธ์ที่ระดับการเกิดเมฆ 71% ความชื้นสัมพัทธ์ที่ระดับการพัฒนาตัวของเมฆ 76% ค่าดัชนีการยกตัวของอากาศ 1.4 และความเร็วลมที่ระดับการเกิดเมฆ 5 กม./ชม. หน่วยปฏิบัติการฯ จ.ระยอง ขอติดตามสภาพอากาศ เนื่องจากอากาศยังไม่เอื้อต่อการปฎิบัติการ หากสภาพอากาศเหมาะสมต่อการปฏิบัติการ หน่วยปฏิบัติการฯ ระยอง จะปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่ลุ่มรับน้ำอ่างเก็บน้ำคลองสียัด จ.ฉะเชิงเทรา และอ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง
และพื้นที่ภาคใต้ ผลการตรวจวัดอากาศขอสถานีเรดาร์พนม จ.สุราษฎร์ธานี และสถานีเรดาร์ปะทิว จ.ชุมพร พบว่า มีความชื้นสัมพัทธ์ที่ระดับการเกิดเมฆ 90% (พนม) 82% (ปะทิว) ความชื้นสัมพัทธ์ที่ระดับการพัฒนาตัวของเมฆ 83% (พนม) 62% (ปะทิว) ค่าดัชนีการยกตัวของอากาศ 0.6 (พนม) -1.1 (ปะทิว)            และความเร็วลมที่ระดับการเกิดเมฆ 18 กม./ชม. (พนม) 5 กม./ชม. (ปะทิว) หน่วยปฏิบัติการฯ จ.สุราษฎร์ธานี ขอติดตามสภาพอากาศเนื่องจากมีเมฆชั้นกลางและเมฆชั้นสูงปกคลุมเป็นส่วนมากอากาศท้องฟ้ายังไม่เปิด หากอากาศเหมาะสมต่อการปฏิบัติการ หน่วยปฏิบัติการฯ จ.สุราษฎร์ธานี เพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักให้กับพื้นที่ลุ่มรับน้ำอ่างเก็บน้ำบางวาด อ่างเก็บน้ำบางหลิวดำ อ่างเก็บน้ำคลองกะทะ
อย่างไรก็ตาม กรมฝนหลวงและการบินเกษตร จะเร่งปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อช่วยเหลือในพื้นที่ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำในทุกพื้นที่ทันทีเมื่อสภาพอากาศเหมาะสม ทั้งนี้ สามารถแจ้งการขอรับบริการฝนหลวงได้ที่ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงในทุกภูมิภาคของประเทศ และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารได้ทางเว็บไซต์/เพจ Facebook กรมฝนหลวงและการบินเกษตร

เฉลิมชัย โยนทบทวนแบนสารไกลโฟเซส ให้ รมว.อุตสาหกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/397104?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

เฉลิมชัย โยนทบทวนแบนสารไกลโฟเซส ให้ รมว.อุตสาหกรรม

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2562 – 00:20 น.
เฉลิมชัย,รมวเกษตรฯ,ทบทวนแบนสารไกลโฟเซส,รมวอุตสาหกรรม,แบน 3 สาร,โยนเผือกร้อน
เปิดอ่าน 167 ครั้ง

“เฉลิมชัย” โยนเผือกร้อน ทบทวนแบนสารไกลโฟเซส ให้ “สุริยะ” รมว.อุตสาหกรรม ระบุหน้าที่ในส่วนกระทรวงเกษตรฯ ดำเนินการครบถ้วนหมดแล้วในการแบน 3 สาร

 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงกรณีที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ประธานคณะกรรมการวัตถุอันตราย จะทบทวนการแบนสารไกลโฟเซส อาจมีการพิจารณายกเลิกการแบน หลังจากที่คณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติแบน 3 สารเคมี คือ พาราควอต ไกลโฟเซส คลอร์ไพรีฟอส ยกระดับเป็นวัตถุอันตรายทางการเกษตรต้องห้ามประเภท 4 หรือ วอ.4 ห้ามซื้อขาย ผลิต ครอบครอง นำเข้า ส่งออก ให้มีผลวันที่ 1 ธ.ค.นี้ทันทีนั้น

นายเฉลิมชัย กล่าวว่า เรื่องนี้ตนยังไม่ทราบและเห็นว่าเป็นเรื่องของคณะกรรมการวัตตุอันตรายจะพิจารณา ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ซึ่งการทำงานในส่วนของกระทรวงเกษตรฯถือว่าครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว โดยจากนี้ไป กระทรวงเกษตรฯ จะต้องเดินหน้าศึกษาสิ่งทดแทน 3 สารเคมีที่โดนแบน ในเบื้องต้นได้มีการตั้งคณะกรรมการศึกษาผลกระทบ และพิจารณาหาสิ่งทดแทน ได้ให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯเป็นประธานคณะกรรมการชุดดังกล่าวทั้งหมด จะประกอบด้วยตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมทั้งตัวแทนจากเกษตรกร มาให้ข้อมูลเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางการหาสิ่งทดแทน 3 สารเคมี ว่าจะเดินหน้าต่ออย่างไร คาดว่าจะสรุปเรื่องได้ทั้งหมดภายในสิ้นเดือนพฤศจิกายน นี้

” ผมยืนยันว่า ทุกอย่างเป็นการทำเพื่อความปลอดภัยของพี่น้องเกษตรกรและผู้บริโภคทั้งหมด ขณะเดียวกันก็จะต้องคำนึงถึงผลกระทบและต้องดูแลในส่วนที่มีผลกระทบด้วย จากนี้ไปต้องรอคณะกรรมการศึกษาฯ ของกระทรวงเกษตรฯ สรุปข้อมูลอีกครั้ง ว่าจะมีมาตรการอย่างไรบ้าง เพราะจะต้องมีการสรุปข้อมูลรอบด้าน ไม่ใช่เรื่องสารทดแทนอย่างเดียว ทั้งนี้ในระยะยาวหากต้องการให้ภาคเกษตรกรรมยั่งยืนจริงต้องเน้นหนักเรื่องการลดต้นทุนให้เกษตรกร โดยทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันแก้ปัญหาให้ได้ เพื่อให้สามารถเดินหน้าไปได้ ” รมว.เกษตรฯ กล่าว

เปิดโครงการยกระดับส่งออกผลไม้-สินค้านวัตกรรมผลไม้สู่ตลาดจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/397001?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

เปิดโครงการยกระดับส่งออกผลไม้-สินค้านวัตกรรมผลไม้สู่ตลาดจีน

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2562 – 14:15 น.
โครงการยกระดับการส่งออกผลไม้,สินค้านวัตกรรมผลไม้,Nanning Thailand Fruit Festival 2019
เปิดอ่าน 50 ครั้ง

การเปิดตัวโครงการยกระดับการส่งออกผลไม้และสินค้านวัตกรรมผลไม้เข้าสู่ตลาดจีน ครั้งแรก Nanning Thailand Fruit Festival 2019

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองหนานหนิง ได้จัดกิจกรรมเพื่อยกระดับการส่งออกผลไม้ และสินค้านวัตกรรมผลไม้เข้าสู่ตลาดจีนเมื่อเร็วๆนี้ ณ ลานหน้าห้างสรรพสินค้า Hangyang นครหนานหนิง ภายใต้ชื่องาน Nanning Thailand Fruit Festival 2019 โดยมีนายชัยรัตน์ พรทิพย์วรเวทย์ กงสุลใหญ่ ณ นครหนานหนิง ให้เกียรติเป็นประธาน  และได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนผู้นำเข้ารายใหญ่จากบริษัท Guangxi Higreen International Argiculture Logistic Co., Ltd,. บริษัท Nanning Argiculture Products Trading Center บริษัท Guangxi TWT Supply Chain Manangement Co., Ltd และสมาคม China Vegetable and Fruit Marketing Association สมาคม China -ASEAN Import and Export Chamber และแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมในพิธีเปิด

ภายในงานมีการออกคูหาจำหน่ายผลไม้ไทยจากผู้นำเข้ารายใหญ่การแจกชิมผลไม้ การสาธิตแกะสลักผลไม้ นิทรรศการบอร์ดประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ข้อมูลผลไม้ไทยและการแสดงศิลปะวัฒนธรรมกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อสร้างการรับรู้ขยายตลาดผลไม้ไทยและชูจุดเด่นของมะพร้าวน้ำหอมไทยสร้างภาพลักษณ์และกระแสความนิยมผลไม้ไทย และกระตุ้นให้เกิดการบริโภคผลไม้ไทยและสินค้านวัตกรรมจากผลไม้ไทยให้เพิ่มมากขึ้น โดยได้รับความสนใจจากผู้บริโภคชาวจีนอย่างล้นหลาม

การจัดกิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในการเปิดตัวโครงการยกระดับการส่งออกผลไม้และสินค้านวัตกรรมผลไม้เข้าสู่ตลาดจีน ตามนโยบายเร่งด่วนเพื่อผลักดันการส่งออกสินค้าเกษตรไทยมายังจีนของ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์  รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  อันเป็นผลต่อเนื่องจากการเจรจากับผู้นำเขตฯ กว่างซี

สำหรับกิจกรรมในเมืองหนาหนิงครั้งนี้ได้ชู “มะพร้าวน้ำหอม” เป็นสินค้าดาวเด่น ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้บริโภค ชาวจีนเป็นอย่างดี สามารถสร้างมูลค่าการซื้อขายปลีกให้กับผู้ออกคูหาได้มากกว่า 100,000 หยวน โดยการจัดงานในครั้งต่อไปจะมีขึ้นอีกครั้งในเมืองผิงเสียง ซึ่งเป็นเมืองชายแดนที่มีด่านสากลในการนำเข้าผลไม้ไทยเป็นอันดับ 1 ของจีน ในช่วงเดือนธันวาคม 2562 ซึ่งจะเป็นการจัดกิจกรรมเจรจาการค้าระหว่างผู้นำเข้าจีนและผู้ส่งออกไทย รวมทั้งมีการจัดคูหา Thailand Pavilion เพื่อส่งเสริมภาพลักณษ์ผลไม้พรีเมี่ยมไทย

“เฉลิมชัย” นำทัพใหญ่ รวมพลจิตอาสา”เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396995?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

“เฉลิมชัย” นำทัพใหญ่ รวมพลจิตอาสา”เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ”

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2562 – 13:59 น.
เฉลิมชัย
เปิดอ่าน 59 ครั้ง

“เฉลิมชัย” นำทัพใหญ่ รวมพลจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดกิจกรรม “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” 

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรมจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พัฒนาฟื้นฟูคลองสี่ตะวันตก เขตคลองสามวา “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” โดยมี ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และจิตอาสากว่า 1,500 คน เข้าร่วม ณ โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เบญจมราชาลัย เขตคลองสามวา กรุงเทพฯ ว่า

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานโครงการจิตอาสา เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ เพื่อปลุกจิตสำนึกประชาชนคนไทย ให้รู้รักสามัคคี มีจิตสำนึกสาธารณะ มีความเอื้อเฟื้อ รู้จักแบ่งปันซึ่งกันและกัน โดยร่วมกันบำเพ็ญสาธารณประโยชน์  แก่สังคม ชุมชน และประเทศชาติ ด้วยพระราชประสงค์ที่จะสืบสาน รักษา ต่อยอด งานในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริหลากหลายสาขา โดยเฉพาะด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้น้อมนำพระปฐมบรมราชโองการมาเป็นแนวทางปฏิบัติ เพื่อสนองพระราชปณิธานโดยร่วมกันดำเนินกิจกรรมจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พัฒนาฟื้นฟูคลองสี่ตะวันตก เขตคลองสามวา “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” โดยมีจิตอาสาที่เป็นผู้บริหารข้าราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งจิตอาสากองทัพภาคที่ 1 จิตอาสากรุงเทพมหานคร เกษตรกรจิตอาสา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และจิตอาสาโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เบญจมราชาลัย รวมจำนวนกว่า 1,500 คน เข้าร่วมกิจกรรมการกำจัดผักตบชวา การนำผักตบชวาไปใช้ประโยชน์ ตลอดจนการพัฒนาแหล่งน้ำ การปล่อยพันธุ์ปลาเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนในพื้นที่

นายเฉลิมชัย กล่าวต่อว่า กิจกรรมในวันนี้ประกอบด้วย พิธีเทิดพระเกียรติองค์ราชันพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมร่วมกันกล่าวคำปฏิญาณ “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” จากนั้นร่วมทำกิจกรรมกำจัดผักตบชวา และปล่อยพันธุ์ปลา 50,000 ตัว พร้อมกับมอบพันธุ์ปลาให้ชุมชนพระยาสุเรนทร์ จำนวน 250,000 ตัว ได้แก่ ปลาตะเพียน ปลาตะเพียนทอง ปลาหมอ ปลาสลิด ณ บริเวณคลองสี่ตะวันตก เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร ก่อนจะลงเรือเพื่อร่วมกันกำจัดผักตบชวา จากนั้นเยี่ยมชมกองสาธิตการทำปุ๋ยหมักจากผักตบชวา และการให้ความรู้เกี่ยวกับการนำผักตบชวามาใช้ประโยชน์ จากเจ้าหน้าที่ของกรมพัฒนาที่ดิน และกรมส่งเสริมการเกษตร อีกทั้งยังมีผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ที่แปรรูปจากผักตบชวา นำมาโชว์ภายในงานอีกด้วย

ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวมีการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานในสังกัด อาทิ กรมชลประทาน มีการจัดเตรียมเรือผักตบชวา จำนวน 10 ลำ รถบรรทุกผักตบชวา 6 ล้อ จำนวน 5 คัน  กรมส่งเสริมการเกษตร มีการจัดแสดงนิทรรศการใช้ประโยชน์จากผักตบชวา และกรมพัฒนาที่ดิน มีการจัดทำจุดสาธิตการทำกองปุ๋ยหมักจากผักตบชวา (ให้กับโรงเรียน) การจัดนิทรรศการแสดงการนำผักตบชวาไปใช้ประโยชน์ในการทำปุ๋ยหมัก เป็นต้น

นางสาวเบญจพร ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวเพิ่มว่า” ทางกรมพัฒนาที่ดิน ได้เตรียมพื้นที่จุดสาธิตการทำปุ๋ยหมัก และให้ความรู้เกี่ยวกับการทำปุ๋ยหมักจากผักตบชวา หลังจากเมื่อเราได้ทำการขุดลอกผักตบชวาออกมาจากลำคลองแล้ว จะทำให้น้ำในลำคลองส่งกลิ่นเหม็น สร้างความเดือดร้อนมลพิษทางอากาศให้กับประชาชน ทางกรมพัฒนาที่ดินได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปดูแล โดยการใช้สารเร่ง พด.6 เทใส่ลำคลอง เพื่อช่วยบำบัดน้ำเสียและขจัดกลิ่นเหม็น และเมื่อผักตบชวากลายเป็นปุ๋ยแล้วนั้น ทางกรมพัฒนาที่ดินจะได้ประสานกรุงเทพมหานคร เพื่อที่จะนำไปแจกจ่ายให้แก่เกษตรกรพื้นที่ใกล้เคียงสำหรับใช้ในการปรับปรุงดินต่อไป” นางสาวเบญจพร กล่าวทิ้งท้าย

เฉลิมชัย กำชับกรมวิชาการเกษตรฯ เร่งแก้โรคระบาดในนาข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396980?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

เฉลิมชัย กำชับกรมวิชาการเกษตรฯ เร่งแก้โรคระบาดในนาข้าว

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2562 – 13:06 น.
กำชับกรมวิชการเกษตรฯ,โรคระบาดในนาข้าว,เฉลิมชัย,แบน 3 สาร
เปิดอ่าน 13 ครั้ง

“เฉลิมชัย” กำชับกรมวิชาการเกษตรฯ เร่งแก้ปัญหาโรคระบาดในนาข้าว เตรียมสรุปผลเสียหายปลายเดือนนี้ ขณะที่ปัญหาแบน 3 สาร ตั้งคณะศึกษารอบด้าน

“เฉลิมชัย” กำชับกรมวิชาการเกษตรฯ เร่งแก้ปัญหาโรคระบาดในนาข้าว คาดเสียหายแน่ เหตุเจอทั้ง แล้ง ท่วม  เตรียมสรุปผลเสียหายปลายเดือนนี้  ขณะที่ปัญหา แบน 3 สารเคมี เบื้องต้น ตั้งคณะทำงานศึกษาผลกระทบให้ข้อมูลก่อนวางมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ยัน ก.เกษตรฯ ยึดผลประโยชน์ประเทศชาติเป็นหลัก

เมื่อวันที่ 4 พ.ย. 62 – นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ กล่าวถึงการระบาดของโรคคอรวงอ่อนนาข้าว ว่า ก่อนหน้านี้หลังจากมีข้อมูลว่า มีการระบาดในนาข้าว ตนได้สั่งการให้ทางกรมวิชาการเกษตรลงพื้นที่สำรวจข้อมูลทางด้านวิชาการ โดยได้ดำเนินการป้องกันและแก้ปัญหามาตั้งแต่ต้นในระยะหนึ่งแล้ว จากปัญหาที่เกิดขึ้นคาดว่าน่าจะมีผลผลิตข้าวเสียหายบ้างบางส่วน ซึ่งโดยรวมผลผลิตข้าวในปีนี้อาจมีปริมาณลดลงอย่างแน่นอน เนื่องจากก่อนนี้พื้นที่ผลิตข้าวของไทยในปีนี้เจอทั้งภัย แล้ง น้ำท่วม และมีการระบาดของโรคในนาข้าวด้วย

อย่างไรก็ตามเบื้องต้น ตนได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในกระทรวงเกษตรฯ เร่งสำรวจความเสียหายที่เกิดขึ้นให้ชัดเจนอีกครั้ง คาดว่าจะสรุปปริมาณตัวเลขความเสียหาย และปริมาณข้าวในประเทศไทยทั้งหมด ภายในเดือน  พฤศจิกายนนี้ เนื่องจาก กำลังจะสิ้นสุดการฤดูการผลิตนาปีแล้ว หากพบว่ามีปัญหาผลผลิตตกต่ำ และส่งผลราคาข้าวสูงขึ้นต่อเนื่องจนกระทบต่อผู้บริโภค ก็คงจะต้องประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันแก้ปัญหา โดยอาจจะต้องมีโครงการจำหน่ายข้าวถุงราคาถูกให้กับประชาชนต่อไป

“จะบอกว่าไม่มีผลกระทบคงเป็นไปไม่ได้ต้องมีบ้าง ต้องรอให้สสรุปรวบยอดอีกที เพราะตอนนี้พื้นที่ที่ได้รับความเสียหายรวบรวมเข้ามาแล้ว บางส่วนต้องดูจากนี้ไปว่าพื้นที่ที่เหลือจะได้รับผลผลิตเต็มที่หรือไม่ ซึ่งตอนนี้รอบของการผลิตข้าวนาปีเกือบจบ คาดว่าสิ้นเดือนนี้จะสรุปตัวเลขปริมาณผลผลิตข้าวทั้งหมดได้ ถ้าราคาข้าวสูงขึ้นรัฐบาลคงต้องเข้าไปดูแล เช่นกรณีราคาข้าวเหนียวที่สูงขึ้นรัฐก็จะเข้าไปช่วยเหลือจัดโครงการธงฟ้า ขายข้าวราคาถูกกว่าท้องตลาดเพื่อช่วยประชาชน ไม่ต้องห่วงหากได้รับผลกระทบจริงกับผู้บริโภค รัฐบาลก็พร้อมจะช่วยลดหย่อนที่เป็นภาระให้ โดยในฤดูการผลิตต่อไปอาจจะต้องลดต้นทุนให้กับเกษตรกรด้วยการแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ต่อไป” นายเฉลิมชัย กล่าว

นายเฉลิมชัย ยังกล่าวถึงกรณีที่ คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติการแบน 3 สารเคมีและมีกระแสข่าวว่าจะมีการพิจารณายกเลิกการแบนสารเคมีบางตัวว่า เรื่องที่เกิดขึ้น ตนไม่ทราบทุกอย่าง เป็นเรื่องของคณะกรรมการวัตตุอันตรายจะพิจารณา ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป และถือว่าการทำงานในส่วนกระทรวงเกษตรฯครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว ซึ่งจากนี้ไปกระทรวงเกษตรฯ จะต้องเดินหน้าศึกษาสิ่งทดแทน 3สารเคมีที่โดนแบน เบื้องต้น ได้มีการตั้งคณะกรรมการศึกษาผลกระทบ และพิจารณาหาสิ่งทดแทน โดยมีปลัดกระทรวงเกษตฯ เป็นประธานคณะกรรมการ และประกอบด้วยตัวแทน จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมทั้งตัวแทนจากเกษตรกร มาให้ข้อมูล เพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางการหาสิ่งทดแทน 3 สารเคมี ว่าจะเดินหน้าต่ออย่างไร คาดว่าจะสรุปเรื่องได้ทั้งหมดภายในสิ้นเดือนพฤศจิกายนนี้ ตนยืนยันว่าทุกอย่างเป็นการทำเพื่อความปลอดภัยของพี่น้องเกษตรกรและ ผู้บริโภคทั้งหมด ขณะเดียวกันก็จะต้องคำนึงถึงผลกระทบและต้องดูและในส่วนที่มีผลกระทบด้วย จากนี้ไปคงต้องรอคณะกรรมการศึกษาฯสรุป ข้อมูลอีกครั้งว่า จะมีมาตรการอย่างไร และไม่ใช่เรื่องสารทดแทนเท่านั้น เพราะในระยะยาวหากต้องการให้เกษตรกรมยั่งยืน ต้องเน้นเรื่องการลดต้นทุนให้เกษตรกร เพื่อให้สามารถเดินหน้าแก้ปัญหาไปได้

อลงกรณ์ ยันรัฐบาลห่วงใยชาวประมง เร่งแก้กม.ล้าหลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396812?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

อลงกรณ์ ยันรัฐบาลห่วงใยชาวประมง เร่งแก้กม.ล้าหลัง

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2562 – 12:14 น.
อลงกรณ์,รัฐบาลห่วงใยชาวประมง,เร่งแก้ไขปัญหา,สินเชื่อประมง,การซื้อเรือออกนอกระบบ,แก้ไขกฎหมายล้าหลัง
เปิดอ่าน 138 ครั้ง

“อลงกรณ์” เผยเกษตรฯ เร่งแก้ปัญหาประมงทั้งระบบ ปล่อยสินเชื่อเสริมสภาพคล่องทุ่มงบกว่า 1.7 หมื่นล้านบาท เดินหน้าเต็มสูบพร้อมแก้กฎหมายล้าหลังไม่เป็นธรรม

“อลงกรณ์” ยืนยันรัฐบาลห่วงใยชาวประมง เร่งรัดแก้ไขปัญหาประมงคืบหน้า ทั้งเรื่องสินเชื่อประมงและการซื้อเรือออกนอกระบบใช้งบเกือบ 2 หมื่นล้าน รวมทั้งการแก้ไขกฎหมายล้าหลังไม่เป็นธรรม

เมื่อวันที่ 3 พ.ย. 62 – นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายกสมาคมการประมงแห่งประเทศไทยระบุว่า รัฐบาลไม่มีมาตรการในการช่วยเหลือและไม่ได้รับการเหลียวแลและมีการดำเนินการที่ล่าช้ามาก ว่า นายกสมาคมการประมงได้ร่วมประชุมกับทุกสมาคมประมงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตลอด 3 เดือนถึง 8 ครั้งและมีการประชุมย่อยอื่นๆ กว่า 10 ครั้ง ย่อมทราบถึงความใส่ใจของรัฐบาลที่มีต่อชาวประมงและความก้าวหน้าในแต่ละข้อเรียกร้องซึ่งมีถึง 34 เรื่อง จึงไม่เข้าใจว่าทำไมถึงออกมาพูดราวกับว่ารัฐบาลไม่เหลียวแล

จึงต้องชี้แจงว่าปัญหาประมงที่สะสมหมักหมมมานานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินการร่วมกับสมาคมประมงทุกสมาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งรัดการแก้ปัญหาและฟื้นฟูศักยภาพประมง เช่น โครงการสินเชื่อเสริมสภาพคล่องและฟื้นฟูศักยภาพทั้งประมงพื้นบ้าน ประมงพาณิชย์ และประมงนอกน่านน้ำ 1 หมื่นล้าน โดยรัฐชดเชยดอกเบี้ยกว่า 2 พันล้าน และโครงการซื้อเรือที่ประสงค์จะนำออกนอกระบบกว่า 2 พันลำ วงเงิน 7 พันล้าน เพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรที่ยั่งยืนเป็นวงเงินรวมกันกว่า 17,000 ล้าน ซึ่งรัฐมนตรีเกษตรฯได้ลงนามไปตั้งแต่เดือนที่แล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงบประมาณ เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีอนุมัติต่อไป โดยเฉพาะโครงการสินเชื่อจากธกส.นั้น ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ ธกส.จะให้สินเชื่ออาชีพประมงและไม่เคยมีรัฐบาลใดเคยดำเนินการมาก่อน

สำหรับข้อเรียกร้องเรื่องการแก้ไขกฎระเบียบและกฎหมายประมงนั้น กระทรวงเกษตรฯได้ตั้งคณะกรรมการและคณะทำงานทั้งยกร่างกฎหมายใหม่เช่น พ.ร.บ.กองทุนประมง และพ.ร.บ.สภาการประมงแห่งชาติ ให้แล้วเสร็จใน 90 วัน รวมทั้งแก้ไขกฎระเบียบ กฎหมายที่มีบทบัญญัติโทษรุนแรงเกินมาตรฐานสากลและกฎไอยูยู (IUU) ซึ่งหลายฉบับอยู่ในขั้นตอนกฤษฎีกาและเตรียมเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ส่วนการแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานตามมาตรา 83 ของ พ.ร.ก.ประมงนั้น กรมประมงได้ส่งเรื่องให้กระทรวงแรงงานแล้วเพื่อนำเรื่องเข้าสู่คณะกรรมการบริหารจัดการทำงานของคนต่างด้าว เพื่อดำเนินการจัดหาแรงงานประมงต่อไป

“หลังจากประชุมร่วมกับทุกสมาคมประมง 6 ครั้งใน 6 สัปดาห์แรกจนมีความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนเฉพาะหน้า นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีเกษตรฯ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงไทยและคณะอนุกรรมการ 4 คณะได้แก่ 1.คณะอนุกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงพื้นบ้าน 2.คณะอนุกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงพาณิชย์ และการประมงนอกน่านน้าไทย 3.คณะอนุกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการเพาะเลี้ยงสัตว์น้า และ 4.คณะอนุกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการพัฒนาผลิตภัณฑ์ประมงตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อฟื้นฟูและพัฒนาการประมงของไทยแบบยั่งยืน โดยมีการประชุมทันทีหลังมีการแต่งตั้งอย่างน้อย 2 ครั้งในเดือนตุลาคม รวมทั้งสร้างโอกาสให้กับชาวประมงและผู้ประกอบการประมงด้วยการขยายความร่วมมือไปยังกลุ่มประเทศอาเซียนกลุ่มประเทศแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย รวมทั้งองค์การสากลเช่นยูเอ็นและองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ(FAO)” นายอลงกรณ์ กล่าว

สำหรับปัญหาราคาสัตว์น้ำตกต่ำ เป็นผลเนื่องมาจากการนำเข้าสัตว์น้ำจากต่างประเทศนั้น ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งรัดการบังคับใช้กฎหมายและมีมาตรการในการควบคุมการนำเข้าสินค้าสัตว์น้ำให้เป็นไปตามมาตรฐานการแก้ไขการทำการประมงผิดกฎหมาย รวมถึงสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้อย่างเข้มข้นและจับกุมไปแล้วหลายกรณีเพื่อป้องกันการทะลักเข้ามาของสินค้าสัตว์น้ำที่ผิดสุขอนามัยสัตว์น้ำและได้จากการทำการประมงผิดกฎหมาย

แผ่นดินไหว อ.แม่อาย ไม่กระทบเขื่อน 9 แห่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396767?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

แผ่นดินไหว อ.แม่อาย ไม่กระทบเขื่อน 9 แห่ง

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2562 – 00:35 น.
อธิบดีกรมชล,สั่งตรวจสอบ,แผ่นดินไหว,อแม่อาย,เขื่อน 9 แห่ง
เปิดอ่าน 418 ครั้ง

อธิบดีกรมชล สั่งตรวจสอบหลังเกิดแผ่นดินไหว อ.แม่อาย ระบุไม่กระทบเขื่อน 9 แห่ง ในจ.เชียงใหม่-เชียงราย

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตามที่ได้เกิดเหตุแผ่นดินไหวในพื้นที่ภาคเหนือ เมื่อเวลา 19.26 น. ของวันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่บริเวณ อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ วัดขนาดแรงสั่นสะเทือนได้ 3.2 ความลึก 3 กิโลเมตร นั้น

กรมชลประทานได้ทำการตรวจสอบข้อมูลค่าความเร่งสูงสุดของพื้นดิน บริเวณที่ตั้งเขื่อนที่อยู่ในพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ได้แก่ เขื่อนแม่กวงอุดมธารา เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล เขื่อนแม่แหลงหลวง เขื่อนแม่ทะลบหลวง เขื่อนห้วยแม่ออน เขื่อนแม่จอกหลวง เขื่อนห้วยมะนาว จังหวัดเชียงใหม่ เขื่อนแม่สรวย เขื่อนดอยงู จังหวัดเชียราย ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกรมชลประทานแล้ว พบว่าค่าอัตราเร่งสูงสุดของพื้นดินที่เกิดจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้มีค่าน้อย (0.0000813g) เมื่อเทียบค่าให้เป็นค่า seismic coefficient (K) ที่ใช้ในการออกแบบเขื่อนเพื่อรองรับแผ่นดินไหว แล้วมีค่าประมาณครึ่งหนึ่งของค่าความเร่งสูงสุดที่ตรวจวัดได้ (K=0.00004) โดยค่า K ที่กรมชลประทานได้ออกแบบไว้ สามารถรองรับแผ่นดินไหวในพื้นที่ได้ประมาณ K=0.1 ซึ่งค่าที่ตรวจวัดได้ดังกล่าวเป็นค่าที่น้อยมากไม่ส่งผลกระทบต่อเขื่อนขนาดกลางและขนาดใหญ่ของกรมชลประทาน

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้ออกแบบเขื่อนทุกแห่ง ให้สามารถรองรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวไว้ด้วยค่าที่สูงสุดของความเสี่ยงในพื้นที่ประเทศไทย ดังนั้น เหตุการณ์แผ่นดินไหวในครั้งนี้ จึงไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงแข็งแรงของตัวเขื่อนแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม กรมชลประทาน ได้ดำเนินการตรวจสอบและติดตามข้อมูลทางสถิติของค่าความเร่งสูงสุดที่เกิดจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวอยู่ตลอดเวลา เพื่อประเมินเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้น และแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อเขื่อน เพื่อให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ท้ายเขื่อน มีความมั่นใจและเชื่อมั่นในความปลอดภัยแข็งแรงของเขื่อนตลอดเวลา.

ภัยแล้งลามหนัก กรมชลฯสั่งเร่งติดตั้งเครื่องสูบน้ำช่วยนาข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396766?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ภัยแล้งลามหนัก กรมชลฯสั่งเร่งติดตั้งเครื่องสูบน้ำช่วยนาข้าว

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2562 – 00:20 น.
ภัยแล้งลามนาข้าว,กรมชลฯ,เร่งติดตั้งเครื่องสูบน้ำ,ระดมช่วยนาข้าว
เปิดอ่าน 38 ครั้ง

ภัยแล้งลามนาข้าวหลายจังหวัด กรมชลฯ สั่งเร่งติดตั้งเครื่องสูบน้ำระดมช่วยนาข้าวกำลังตั้งท้อง

 นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ปีนี้มีปริมาณฝนตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงฤดูฝนที่ผ่านมา ทำให้เขื่อนหลายแห่งมีปริมาณน้ำเก็บกักน้อย จึงสั่งการดำเนินการติดตั้งเครื่องสูบน้ำ เพื่อสูบน้ำให้กับพื้นที่การเกษตร ที่ได้รับความเดือดร้อนจากภัยแล้ง โดยขณะนี้รับรายงานจาก นายอดุลย์ จุมพิศ ผู้อำนวยการส่วนเครื่องจักรกล สำนักงานชลประทานที่ 3 ว่า จังหวัดพิจิตร หมวดปฏิบัติการสูบน้ำพิจิตร ฝ่ายปฏิบัติการสูบน้ำ และ ฝ่ายปฏิบัติการเครื่องจักรกลและยานพาหนะ ลำเลียงเครื่องสูบน้ำ ขนาด 12 นิ้ว พร้อมอุปกรณ์ จำนวน 2 เครื่อง เข้าติดตั้งในพื้นที่ บริเวณ หมู่ 2 และ หมู่ 5 ตำบลหนองหญ้าไทร อำเภอสากเหล็ก เพื่อทำการสูบน้ำส่งให้พื้นที่การเกษตรจำนวนกว่า 7,000 ไร่ ที่กำลังขาดแคลนน้ำ

รวมทั้งจังหวัดพิษณุโลก หมวดปฏิบัติการสูบน้ำพิษณุโลก ฝ่ายปฏิบัติการสูบน้ำ และ ฝ่ายปฏิบัติการเครื่องจักรกลและยานพาหนะ ลำเลียงเครื่องสูบน้ำ ขนาด 8 นิ้ว พร้อมอุปกรณ์ จำนวน 2 เครื่อง  เข้าทำการติดตั้งเพิ่มเติมจากเดิมที่ติดตั้งก่อนหน้านี้แล้ว จำนวน 2 เครื่อง รวมเป็น 4 เครื่อง เพื่อเพิ่มระยะการส่งน้ำจากสระน้ำบ้านหัวเมือง ส่งน้าเข้าสู่ระบบคลองจ่ายน้ำให้กับพื้นที่เพาะปลูกข้าว ที่ข้าวอยู่ในช่วงตั้งท้อง ในพื้นที่บ้านหัวเมือง หมู่ 9 ตำบลเนินเพิ่ม อำเภอนครไทย

ส่วนจังหวัดอุตรดิตถ์ หมวดปฏิบัติการสูบน้ำอุตรดิตถ์ ฝ่ายปฏิบัติการสูบน้ำ และ ฝ่ายปฏิบัติการเครื่องจักรกลและยานพาหนะ ลำเลียงเครื่องสูบน้ำ ขนาด 6 นิ้ว พร้อมอุปกรณ์ จำนวน 1 เครื่อง เพื่อทำการสูบน้ำส่งให้กับพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปี จำนวนกว่า 109 ไร่ ในพื้นที่บริเวณบ้านวังแดง หมู่ 5 ตำบลหาดงิ้ว อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ ทั้งนี้ ได้ติดตั้ง พร้อมเดินเครื่องสูบน้ำ ให้กับพื้นที่ประสบปัญหาเรียบร้อยแล้ว

“กรมชลฯมีความเป็นห่วงพี่น้องเกษตรกร จึงได้สั่งการให้โครงการชลประทานทั่วประเทศ เฝ้าระวัง และจัดเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ ให้พร้อมสำหรับเข้าให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อน ทั้งนี้ การให้ความช่วยเหลือจะต้องดำเนินการตามแผนการบริหารจัดการน้ำอย่างรัดกุม เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนมีน้อย จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อให้การปฏิบัติงานตามแผนฯ เป็นไปในทิศทางเดียวกัน” นายทวีศักดิ์ กล่าว

อย่างไรก็ตามแม้ว่าปัจจุบันปริมาณน้ำต้นทุนมีน้อย หากทุกภาคส่วนตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรน้ำ ช่วยกันใช้น้ำอย่างประหยัด และเป็นไปตามแผนการบริหารจัดการน้ำที่กรมชลประทานกำหนดขึ้นนั้น ยืนยันว่าปริมาณน้ำที่มีอยู่จะเพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำ ไปจนถึงต้นฤดูฝนปี 2563 ได้อย่างแน่นอน