ศาลปกครองกลางนัดไต่สวนปมร้องระงับคำสั่ง’แบน3สาร’30ต.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450296

ศาลปกครองกลางนัดไต่สวนปมร้องระงับคำสั่ง'แบน3สาร'30ต.ค.นี้

ศาลปกครองกลางนัดไต่สวนปมร้องระงับคำสั่ง’แบน3สาร’30ต.ค.นี้

วันจันทร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 19.28 น.

“ศาลปกครองกลาง”นัดไต่สวนปมร้องระงับคำสั่งแบน3สารพิษทางการเกษตร30ต.ค.นี้ “เครือข่ายเกษตรกร”เตรียมพยาน3กลุ่มแจงผลกระทบการยกเลิก

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลัง น.ส.อัญชุลี ลักษณ์อำนวยพร ประธานเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง พร้อมด้วยเครือข่ายกว่า 10 คน ในฐานะผู้แทนเกษตรกรเกษตรกร 6 จังหวัด รวม 1,091 คน ยื่นฟ้องคณะกรรมการวัตถุอันตราย คณะกรรมการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง และ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กรณีขอให้เพิกถอนมติคณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่ให้ยกเลิกการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชทั้ง 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต , ไกลโฟเสต และคลอร์ไพริฟอส พร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนฉุกเฉิน เพื่อทุเลาการบังคับตามมติดังกล่าว ที่กำหนดจะให้เริ่มแบนสามเคมีทั้ง 3 ชนิด ในวันที่ 1 ธันวาคม 2562 ไว้เป็นการชั่วคราว จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษานั้น

ล่าสุด เมื่อเวลา 18.00 น.ที่ผ่านมา กลุ่มเครือข่ายฯ แจ้งว่า ศาลปกครองได้รับคำฟ้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำ ส.26/2562 พร้อมกับรับคำร้องขอให้ศาลไต่สวนเพื่อกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวไว้ด้วย โดยศาลกำหนดนัดไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว ในวันพุธที่ 30 ตุลาคมนี้ เวลา 10.00 น.

อย่างไรก็ตาม น.ส.อัญชุลี ระบุว่า ทางเครือข่ายได้จัดเตรียมพยานที่จะเข้าให้ข้อมูลต่อศาลในการไต่สวนไว้ 3 กลุ่ม คือ อดีตข้าราชการสังกัดกรมวิชาการเกษตร 4 คน อาทิ อดีตอธิบดี กรม และ ผอ.กลุ่ม , กลุ่มที่ 2 นักวิชาการ 7 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยด้านการเกษตรและวัชพืช อาทิ ม.เกษตรฯ มช.และ ม.สงขลานครินทร์ และกลุ่มสุดท้าย คือ กลุ่มผู้ใช้สารเคมีทางการเกษตร รวมทั้งเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับ องค์ประกอบของสารเคมี นอกจากนี้ ทางกลุ่มได้ประสานจะให้มีแพทย์มาร่วมเป็นพยานด้วย แต่ยังไม่ได้รับการตอบรับอย่างเป็นทางการ

‘เฉลิมชัย’เซ็นตั้งทีมช่วยเหลือเกษตรกรได้รับผลกระทบแบน3สาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450207

'เฉลิมชัย'เซ็นตั้งทีมช่วยเหลือเกษตรกรได้รับผลกระทบแบน3สาร

‘เฉลิมชัย’เซ็นตั้งทีมช่วยเหลือเกษตรกรได้รับผลกระทบแบน3สาร

วันจันทร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 15.52 น.

รมว.เกษตรฯเซ็นตั้งคณะทำงานช่วยเหลือเกษตรกรได้รับผลกระทบยกเลิกใช้3สารพิษ กำชับคณะทำงานฯพร้อมรับฟังผู้แทนเกษตรกรพืชเศรษฐกิจที่ต้นทุนสูงขึ้นและกำหนดมาตรกรชดเชย ชี้ต้องเสร็จก่อนวันที่1ธันวาคมเพื่อให้เกษตรกรเดือดร้อนน้อยที่สุด

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้ออกคำสั่งกระทรวงเกษตรฯ ที่ 2300/2562 เรื่อง แต่งตั้งคณะทำงานพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิด หลังจากคณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติประกาศวัตถุอันตรายทางการเกษตรเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส โดยกระทรวงเกษตรฯ เร่งขับเคลื่อนมาตรการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร

โดยมีปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธานคณะทำงาน นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ เป็นที่ปรึกษาคณะทำงาน ประกอบด้วย อธิบดีกรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวม 17 คน มีอำนาจหน้าที่ศึกษา รวบรวมข้อมูล นวัตกรรม เครื่องจักรกล เทคโนโลยีทางการเกษตร และสารเคมีทดแทน และกำหนดแนวทางหรือมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบการยกเลิกใช้สารเคมี 3 ชนิด กำหนดแนวทาง วิธีการสื่อสารตามแนวทางและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรต่างๆ ที่กำหนดเพื่อสร้างการรับรู้และทำความเข้าใจให้แก่เกษตรกรและประชาชนทั่วไป กำกับดูแล และติดตามผลการปฏิบัติงานตามแนวทางและมาตรการที่กำหนด รายงานผลการดำเนินการต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ พร้อมเชิญหน่วยงานหรือผู้เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล ความเห็น และข้อเสนอแนะ รวมทั้งจัดส่งเอกสาร และข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวข้องตามที่คณะทำงานเห็นสมควร

ทั้งนี้ นายเฉลิมชัย เปิดเผยว่า จากการที่ออกคำสั่งกระทรวงเกษตรฯ เรื่องแต่งตั้งคณะทำงานพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิด เมื่อวันที่ 25 ตุลาคมที่ผ่านมา ในวันนี้ได้กำชับ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งเป็นประธานคณะทำงาน ให้เร่งประชุมกรรมการ ซึ่งประกอบด้วยอธิบดีกรมต่างๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวม 17 คน เพื่อศึกษา รวบรวมข้อมูล นวัตกรรม เครื่องจักรกล เทคโนโลยีทางการเกษตร และสารเคมีทดแทน และกำหนดแนวทางหรือมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบการยกเลิกใช้สารเคมี 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ตามที่คณะกรรมการวัตถอันตรายประกาศมติให้สารเคมีดังกล่าวเป็นวัตถุเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 มีผลให้ห้ามผลิต ห้ามนำเข้า ห้ามจำหน่าย ห้ามครอบครอง

นายเฉลิมชัย กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนที่กระทรวงเกษตรฯ ให้ความสำคัญ เนื่องจากส่งผลกระทบต่อวิถีการทำเกษตรของเกษตรกรจำนวนมาก โดยเฉพาะในพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิด คือ อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ข้าวโพด และไม้ผล จึงสั่งการให้คณะทำงานเชิญผู้แทนเกษตรกรมาให้ความคิดเห็นถึงแนวทางในการปรับเปลี่ยนและสิ่งที่ต้องการให้รัฐช่วยสนับสนุน ทั้งด้านต้นทุนการผลิตที่อาจสูงขึ้น เครื่องจักรกล และเทคโนโลยีการเกษตรซึ่งจะนำมาทดแทน กำกับดูแลและติดตามผลการปฏิบัติงานตามแนวทางและมาตรการที่กำหนด โดยมอบหมาย นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ และนายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วย รมว.เกษตรฯ เป็นที่ปรึกษา โดยให้รายงานผลการดำเนินการต่อ รมว.เกษตรฯ อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ คณะทำงานยังต้องกำหนดวิธีการสื่อสารแนวทางและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่จัดทำ เพื่อสร้างการรับรู้และทำความเข้าใจให้แก่เกษตรกรและประชาชนทั่วไป

“ได้แต่งตั้งผู้บริหารทุกกรมที่เกี่ยวข้องมาเป็นกรรมการเพื่อจะได้แนวทางและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรอย่างรอบด้าน ต้องได้ข้อสรุปก่อนวันที่ 1 ธันวาคม ซึ่งการยกเลิกใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิด จะมีผลบังคับใช้ ทั้งนี้ ยังคงมอบหมาย น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯ ซึ่งกำกับดูแลกรมวิชาการเกษตร ในการเตรียมสารชีวภัณฑ์ สารเคมีอื่น และวิธีการต่างๆ รองรับไว้ด้วย เพื่อให้เกษตรกรได้รับผลกระทบน้อยที่สุด” นายเฉลิมชัย กล่าว

‘มนัญญา’เกาะติดโรคไหม้คอรวงข้าวระบาด เร่งออกมาตรการช่วยเหลือด่วน!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450168

'มนัญญา'เกาะติดโรคไหม้คอรวงข้าวระบาด เร่งออกมาตรการช่วยเหลือด่วน!

‘มนัญญา’เกาะติดโรคไหม้คอรวงข้าวระบาด เร่งออกมาตรการช่วยเหลือด่วน!

วันจันทร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 15.09 น.

“มนัญญา “ตามติดสถานการณ์การระบาดของโรคไหม้คอรวงข้าวในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ เตรียมมาตรการช่วยเหลือ ด่วน!!!

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯ เปิดเผยภายหลังการประชุมติดตามสถานการณ์การระบาดของโรคไหม้คอรวงข้าวในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ ณ ศาลากลางจังหวัดสุรินทร์ ว่า จากการรายงานสถานการณ์การระบาดศัตรูข้าวของกรมส่งเสริมการเกษตร เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา พบการระบาดของโรคไหม้คอรวงข้าวใน 7 จังหวัด ได้แก่ ลําพูน แพร่ จันทบุรี มุกดาหาร มหาสารคาม สุรินทร์ และสงขลา รวม 7,442 ไร่ และพบการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลใน 6 จังหวัด ได้แก่ ลําปาง แพร่ อุตรดิตถ์ พิจิตร อ่างทอง และสุพรรณบุรี รวม 18,141 ไร่ นอกจากนี้ กรมการข้าวยังได้รับรายงานการระบาดของโรคไหม้ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ จํานวน 77,777 ไร่ และการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในพื้นที่จังหวัดลําปางด้วยเช่นกัน กระทรวงเกษตรแชะสหกรณ์ โดยกรมการข้าวจึงมีการแจ้งเตือนภัยการระบาดของศัตรูข้าวทั้ง 2 ชนิด ในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกและภาคตะวันตก

 

 

สำหรับในปีการผลิต 2562/63 จังหวัดสุรินทร์มีพื้นที่ปลูกข้าว 3.025 ล้านไร่ รายงานพบการระบาดโรคไหม้คอรวงข้าวครั้งแรก เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2562 ซึ่งในช่วงเวลาเพียง 10 วัน (ช่วงวันที่ 18 – 28 ตุลาคม 2562) มีการระบาดอย่างรวดเร็วครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 17 อำเภอ 140 ตำบล 1,331 หมู่บ้าน เกษตรกรผู้ประสบภัย 49,204 ราย รวมพื้นที่การระบาดทั้งสิ้น 283,454.75 ไร่ มีสาเหตุสำคัญเกิดจาก 1. เกษตรกรมีการใช้เมล็ดพันธุ์ในการหว่านข้าวในอัตราที่สูงเกินไป (30 – 50 กิโลกรัม/ไร่) 2. ข้าวหอมมะลิ (พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 และ กข 15) เป็นพันธุ์ข้าวที่อ่อนแอต่อโรคไหม้คอรวงข้าว 3. มีการใช้ปุ๋ยเคมีในอัตราที่สูง โดยเฉพาะปุ๋ยที่มีธาตุไนโตรเจนสูง ส่งผลให้พืชอ่อนแอต่อการเกิดโรค และ 4. สภาพอากาศเหมาะสมต่อการเกิดโรคไหม้ข้าว

 

 

อย่างไรก็ตาม สำนักงานเกษตรจังหวัดสุรินทร์และสำนักงานเกษตรอำเภอได้เฝ้าระวัง แบ่งเป็น ก่อนเกิดการระบาด โดยมีศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนเป็นศูนย์เฝ้าระวังการระบาดศัตรูพืชในพื้นที่และรายงานข้อมูลให้หน่วยงานราชการ พร้อมประชาสัมพันธ์เตือนการระบาด และระหว่างเกิดการระบาด ได้สร้างการรับรู้การจัดการโรคไหม้คอรวงข้าวให้กับเกษตรกร 17 อำเภอ 26,124 ราย ลงพื้นที่สำรวจแปลง สนับสนุนเชื้อราไตรโครเดอร์มาเบื้องต้น เพื่อควบคุมโรค 10,341 กิโลกรัม สามารถฉีดพ่นได้ 31,023 ไร่ ทั้งนี้ จังหวัดสุรินทร์ได้ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย (โรคไหม้คอรวงข้าว) เพื่อเตรียมการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการ พ.ศ. 2562 ต่อไป

นักวิชาการยันยังไม่มีสารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืช ได้รับการรับรองจากกรมวิชาการเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450164

นักวิชาการยันยังไม่มีสารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืช ได้รับการรับรองจากกรมวิชาการเกษตร

นักวิชาการยันยังไม่มีสารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืช ได้รับการรับรองจากกรมวิชาการเกษตร

วันจันทร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 15.02 น.

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2562 นางจรรยา มณีโชติ นายกสมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย และผู้เชี่ยวชาญด้านวัชพืช สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว “Chanya Maneechote” เมื่อ 27 ต.ค.2562 ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีสารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชที่ได้รับการรับรองคุณภาพจากกรมวิชาการเกษตร จึงขอเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อผู้ที่โฆษณาอวดอ้างสรรพคุณบนโลกออนไลน์ ดังนี้

“ระวังโดนหลอกอย่าหลงเชื่อโฆษณาชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืช ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร ตั้งแต่มีข่าวจะแบนพาราควอตและไกลโฟเซต มี fbโฆษณาขายชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืช แบบเผาไหม้ แบบดูดซีม บางรายโชว์ใข้ปากอมพ่นหญ้าตาย คนไม่ตายปลอดภัย สารวัตรเกษตรตามไปเก็บตย.มาตรวจ เจอทั้งพาราควอต ทั้งไกลโฟเซต พอรู้ว่าถูกจับได้ก็ปิดfbหนีกันเป็นแถว ตอนนี้ยังไม่มีชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชที่ได้ทะเบียนจากกรมวิชาการเกษตรเลย เพราะยังไม่ผ่านการทดสอบทั้งประสิทธิภาพ และความปลอดภัย”

“จุลินทรีย์ หมายถึงสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น มีทั้งเชื้อรา แบคทีเรีย ไวรัส และไส้เดือนฝอย แต่ไม่ใช่จุลินทรีย์ทุกชนิดจะปลอดภัยกับคน อาจจะกำจัดวัชพืชได้แต่สร้างสารพิษ (toxins) ทำให้คนเป็นมะเร็ง หรือ ภูมิแพ้ หรือ ระคายเคืองตา ผิวหนัง เช่นเดียวกับสารเคมี เชื้อราหลายชนิด ในสกุล (genus) เช่น Aspergillus flavus สร้างสารอัลฟาทอกซิน ที่พบในพืชหลายชนิด ถั่วลิสง ข้าวโพด พริก กระเทียม เห็ดหอมแห้ง กินเข้าไปมะเร็งถามหาแน่ๆ หรือเชื้อราสกุล Myrothecium บางชนิด มีรายงานว่าสร้างสารก่อมะเร็งในคน EPA ของอเมริกา เลยไม่ให้ขึ้นทะเบียนใช้เป็นชีวภัณฑ์ บางตัวเป็นสาเหตุโรคพืชได้อีกด้วย”

“นี่คือสาเหตุว่าทำไมชีวภัณฑ์ ต้องมาขึ้นทะเบียนเป็นวัตถุอันตรายประเภทที่ 2 (วอ. 2) ตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2551 ที่พูดๆกันว่ามีชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชเยอะแยะ แต่ยังไม่มีใครกล้ามายื่นขึ้นทะเบียนเลย เพราะกลัวไม่ผ่านทั้งประสิทธิภาพและความปลอดภัย เลยแอบขายกันไปตามสื่อออนไลน์ ระบบขายตรงถึงหน้าบ้าน”

กษ.เตรียมงบ3.1พันล้าน ฟื้นฟูเกษตรกรเหยื่อน้ำท่วม-แล้ง 5 โครงการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450093

กษ.เตรียมงบ3.1พันล้าน ฟื้นฟูเกษตรกรเหยื่อน้ำท่วม-แล้ง 5 โครงการ

กษ.เตรียมงบ3.1พันล้าน ฟื้นฟูเกษตรกรเหยื่อน้ำท่วม-แล้ง 5 โครงการ

วันจันทร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 10.31 น.

กษ.เตรียมงบ3.1พันล้าน ฟื้นฟูเกษตรกรเหยื่อน้ำท่วม-แล้ง 5 โครงการ

28 ตุลาคม 2562 นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ภายหลังคณะรัฐมนตรี(ครม.) อนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) ดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการฟื้นฟู เยียวยา เกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงและอุทกภัยปี 2562 จำนวน 5 โครงการ กรอบวงเงิน 3,120 ล้านบาท ได้เริ่มเปิดรับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม-10 พฤศจิกายน 2562 ระยะเวลาดำเนินโครงการเดือนตุลาคม 2562-30 กันยายน 2563

ทั้งนี้ หลักการให้ความช่วยเหลือ คือ ต้องเป็นเกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วง ฝนแล้ง หรืออุทกภัย ปี 2562 ที่ได้รับความเสียหายสิ้นเชิง และได้รับการช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน 2562 ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้บูรณาการการทำงานของ 4 หน่วยงานในพื้นที่ร่วมกัน โดยเกษตรกรเลือกและสมัครเข้าร่วมโครงการได้เพียง 1 โครงการ จากทั้งหมด 5 โครงการ ข้อกำหนดเบื้องต้น คือ พื้นที่ต้องมีเอกสารสิทธิ สำหรับเกษตรกรที่สนใจปลูกพืชใช้น้ำน้อยพื้นที่ต้องเหมาะสม มีแหล่งน้ำเพียงพอเพาะปลูก หากสนใจเลี้ยงปลาควรจะมีบ่อดิน หรือเลี้ยงสัตว์ปีกอาจต้องมีโรงเรือนสำหรับสัตว์ปีกด้วย

นายเข้มแข็ง ระบุว่า แต่ละโครงการมีเป้าหมายและหลักเกณฑ์ ดังนี้ 1.โครงการส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อยเพื่อสร้างรายได้แก่เกษตรกร (ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์, ถั่วเขียว) กรมส่งเสริมการเกษตรรับผิดชอบ โดยสนับสนุนค่าใช้จ่ายเป็นเงินสดโอนเข้าบัญชี ธ.ก.ส.ของเกษตรกรเพื่อซื้อเมล็ดพันธุ์ รายละไม่เกิน 20 ไร่ เป้าหมายเกษตรกร 150,000 ครัวเรือน พื้นที่ 1.4 ล้านไร่ เกษตรกรเข้าร่วมโครงการตามความสมัครใจ 1 ครัวเรือน ต่อ 1 สิทธิ์ และเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตร

2.โครงการรักษาระดับปริมาณและคุณภาพข้าวปี 2563/64 กรมการข้าวรับผิดชอบ เป้าหมายเกษตรกร 827,000 ครัวเรือน เมล็ดพันธุ์ข้าว 63,200 ดัน พื้นที่ 6.32 ล้านไร่ โดยสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวแก่เกษตรกรไร่ละ 10 กิโลกรัม ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ ชนิดพันธุ์ข้าว 5 ชนิด ประกอบด้วย 1. ข้าวหอมมะลิ (พันธุ์ กข15, ขาวดอกมะลิ 105) 2. ข้าวหอมปทุม (พันธุ์ปทุมธานี1) 3. ข้าวเจ้าไม่ไวแสง (พันธุ์ กข29, กข31, กข41, กข49, กข57, ชัยนาท 1, พิษณุโลก 2) 4. ข้าวเหนียวไม่ไวแสง (พันธุ์สันป่าตอง 1) 5. ข้าวเหนียวไวแสง (พันธุ์ กข6)

3.โครงการพัฒนาเสริมทางเลือกอาชีพด้านประมง การเลี้ยงปลานิลแปลงเพศในบ่อดิน กรมประมงรับผิดชอบ เป้าหมายเกษตรกร 50,000 ราย โดยสนับสนุนพันธุ์ปลาและอาหารสัตว์น้ำให้แก่เกษตรกร (ได้รับพันธุ์ปลานิลแปลงเพศ 800 ตัว/ราย พร้อมอาหารสัตว์น้ำนำร่อง 120 กิโลกรัม/ราย

4.โครงการสร้างรายได้จากอาชีพประมงในแหล่งน้ำชุมชน กรมประมงรับผิดชอบเป้าหมายแหล่งน้ำในชุมชน 1,436 แห่ง โดยปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ (กุ้งก้ามกราม) ในแหล่งน้ำชุมชน ซึ่งเป็นแหล่งน้ำแบบปิดโดยสนับสนุนลูกพันธุ์กุ้งก้ามกรามขนาดตั้งแต่ 5-7 เซนติเมตรขึ้นไป 200,000 ตัวต่อแหล่งน้ำ

5.โครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ปีก กรมปศุสัตว์รับผิดชอบ เป้าหมายเกษตรกร 48,000 ครัวเรือน ในพื้นที่ 17 จังหวัด โดยสนับสนุนเป็นเงินโอนเข้าบัญชี ธ.ก.ส.ของเกษตรกรเพื่อซื้อพันธุ์ไก่ไข่ เป็ดไข่ครัวเรือนละ 10 ตัว ไก่พื้นเมืองคละเพศอายุ 1 เดือน ครัวเรือนละ 30 ตัว พร้อมค่าอาหารและค่าวัสดุในการเลี้ยง

“หลักเกณฑ์ 5 โครงการ คือ 1. เกษตรกรที่ประสบภัยเสียหายสิ้นเชิงตามประกาศเขตภัยพิบัติ 2. ช่วยเหลือไม่เกิน 10- 20 ไร่ของแต่ละพืชและพื้นที่เสียหายและเป็นพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ 3.อัตราช่วยเหลือเมล็ดพันธุ์ สำหรับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 245 บาท/ไร่ และถั่วเขียว 200 บาท/ไร่ โดยเกษตรกรต้องมีคุณสมบัติร่วมโครงการตามความสมัครใจ 1. เกษตรกรต้องมีสัญชาติไทยและบรรลุนิติภาวะ 2. เป็นหัวหน้าครัวเรือนหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย (1 ครัวเรือน ต่อ 1 สิทธิ์ ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร) 3. เป็นเกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงฝนแล้ง หรืออุทกภัย ปี 2562 เปิดบัญชีเงินฝากกับ ธ.ก.ส.โดยกระทรวงเกษตรฯ มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรเปิดรับสมัครเกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงและอุทกภัยปี 2562 วันที่ 25 ตุลาคม – 10 พฤศจิกายน 2562 ที่สำนักงานเกษตรอำเภอทั่วประเทศ” นายเข้มแข็ง กล่าว

อลังการงานวิ่งมินิฮาฟมาราธอน สัมผัสวิว360องศาเขื่อนขุนด่านฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/449964

x

อลังการงานวิ่งมินิฮาฟมาราธอน สัมผัสวิว360องศาเขื่อนขุนด่านฯ

วันจันทร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน ในฐานะนายกสมาคมศิษย์เก่าวิศวกรรมชลประทาน ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า สมาคมศิษย์เก่าวิศวกรรมชลประทานฯ เตรียมจัดกิจกรรมเดิน-วิ่งการกุศล “RUN FOR HEALTH CHARITY MINI HALF MARATHON 2019 @Khun Dan Prakarn Chon Dam” วันที่ 8 ธันวาคม 2562 ณ เขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก เพื่อส่งเสริมสุขภาพให้สมาชิกของสมาคมและประชาชนที่สนใจ รายได้จากการจัดกิจกรรมจะนำไปใช้สนับสนุนสวัสดิการการศึกษาต้นกล้าเกษตรคืนถิ่นเพื่อความยั่งยืน หรือทุนลูกเกษตรกรเข้าศึกษาต่อด้านวิศวกรรมชลประทาน รวมทั้งจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์มอบให้ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุโรงพยาบาลชลประทาน และโรงพยาบาลในพื้นที่ ตลอดจนจัดซื้ออุปกรณ์กีฬาให้โรงเรียนใกล้เคียง

สำหรับกิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 โดยสมาคมฯเลือกพื้นที่เขื่อนขุนด่านปราการชลเป็นสถานที่จัดกิจกรรม แบ่งการแข่งขันเป็น 3 ประเภทได้แก่ Fun Run ระยะทาง 5 กม. รับสมัคร 2,200 คน, Mini Marathon ระยะทาง 10 กม.รับสมัคร 2,100 คน และ Half Marathon ระยะทาง 21 ก.ม.รับสมัคร 700 คนซึ่งแต่ละประเภทจะแบ่งกลุ่มแข่งขันตามเพศและช่วงอายุอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ผู้เข้าเส้นชัยแต่ละประเภทจะได้รับเหรียญรางวัลเป็นที่ระลึก ขณะที่ระยะ MiniMarathon ผู้เข้าเส้นชัย 50 คนแรกของฝ่ายชายและฝ่ายหญิง จะได้รับเสื้อ Finisher เป็นของที่ระลึกเพิ่มเติมส่วนผู้เข้าเส้นชัยระยะ Half Marathonจะได้รับเสื้อ Finisher และเหรียญที่ระลึกทุกคน

“ไฮไลท์สำคัญของกิจกรรมคือนักวิ่งทุกคนโดยเฉพาะประเภท Mini และ Half Marathon จะได้เพลิดเพลินกับความสวยงามของวิวทิวทัศน์ยามเช้าแบบ 360 องศา ตลอดเส้นทางวิ่งบนสันเขื่อนขุนด่านปราการชลเป็นระยะทาง 2.5 กม. จึงอยากเชิญชวนคนไทยเข้ามาร่วมกิจกรรม “RUN FOR HEALTH CHARITY MINI HALF MARATHON 2019 @Khun Dan Prakarn Chon Dam” โดยสมัครได้ที่ www.fanaticrun.com หรือLine : @rundaygroup, https://bit.ly/2ZoOoKm สอบถามเพิ่มเติม 08-9901-1707

คลอด‘สะเอียบโมเดล’พัฒนาลุ่มน้ำยม ขยายผลใช้แก้ปัญหาควบคู่Area Based

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/449965

x

คลอด‘สะเอียบโมเดล’พัฒนาลุ่มน้ำยม ขยายผลใช้แก้ปัญหาควบคู่Area Based

วันจันทร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)เปิดเผยว่า ภาครัฐพยายามแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำให้ประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำยมตอนบนต่อเนื่อง ผลักดันโครงการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำยม โดยเฉพาะโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้นเพื่อกักน้ำไว้ใช้ฤดูแล้ง แต่เนื่องจากโครงการฯ ส่งผลให้ประชาชนต.สะเอียบ อ.สอง จ.แพร่ ต้องอพยพออกจากพื้นที่เสียที่ทำกิน ทำให้เกิดความขัดแย้งยืดเยื้อมานานกว่า 25 ปี ล่าสุด กระทรวงเกษตรฯมอบให้คณะที่ปรึกษาจากมหาวิทยาลัยนเรศวรศึกษาหาทางออกที่เป็นไปได้ในการแก้ปัญหาของลุ่มน้ำยมยั่งยืนและศึกษาการพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำในลุ่มน้ำยมตอนบน กระทั่งได้“สะเอียบโมเดล” แนวทางบริหารจัดการลุ่มน้ำอย่างเหมาะสมยั่งยืนและสอดคล้องกับหลักวิชาการ

ทั้งนี้ “สะเอียบโมเดล” จะพัฒนาแหล่งน้ำตามความต้องการของชุมชน สร้างฝาย อ่างเก็บน้ำ ทำนบ และกลุ่มบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน สอดคล้องยุทธศาสตร์น้ำ 5 ด้าน อีกทั้งยังแก้ปัญหาแบบใหม่ที่ให้ชุมชนร่วมกำหนดทิศทางพัฒนาพื้นที่ร่วมกับภาครัฐแบบสอดคล้องวิถีชีวิต ลดผลกระทบการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติจากการดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ยิ่งกว่านั้นคือ พัฒนาแหล่งเก็บน้ำ เพื่อการเกษตรในลำน้ำสาขาย่อย นำไปสู่การสร้างรายได้ พัฒนาคุณภาพชีวิต ลดใช้งบประมาณ สทนช. จึงพร้อมสนับสนุนแนวทางที่เหมาะสมเสนอคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เพื่อให้แนวทางแก้ภัยแล้ง-น้ำท่วมเกิดเป็นรูปธรรมมากภายในปี 2564 และสทนช.จะขยายผลใช้แก้ปัญหาพื้นที่อื่นควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาทั้งลุ่มน้ำเชิงพื้นที่ (Area Based) ซึ่งลุ่มน้ำยมแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการทำงาน

เปิดตัวเลขค่าทำลายสาร 3 ชนิดก่อนผลักดันออกนอกประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/397511?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

เปิดตัวเลขค่าทำลายสาร 3 ชนิดก่อนผลักดันออกนอกประเทศ

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2562 – 00:15 น.
เฉลิมชัย,แบน 3 สาร
เปิดอ่าน 70 ครั้ง

เฉลิมชัย สั่งทีมพิจารณาผลกระทบยกเลิกสารถกด่วน เร่งกำหนดมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรและอุตสาหกรรมสินค้าเกษตรต่อเนื่อง

7 พฤศจิกายน 2562 รมว.เกษตรฯ สั่งกรมวิชาการเกษตรสำรวจสต็อกสารเคมี ใช้เวลาที่เหลืออยู่ก่อนแบน 3 สาร ผลักดันส่งออกเพื่อลดงบประมาณรัฐในการใช้ทำลายซึ่งตกลิตรละ 100,000 บาท

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า คณะทำงานพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิดได้ประชุมครั้งแรก ซึ่งปลัดกระทรวงเกษตรฯ ประธานคณะทำงานมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งศึกษาผลกระทบทุกด้านอย่างรอบคอบทั้งที่มีต่อเกษตรกร อุตสาหกรรมผลิตสินค้าเกษตรต่อเนื่อง และมาตรการสนับสนุนเกษตรกรที่ต้องแบกรับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ตลอดจนการเตรียมเก็บสารเคมีทั้ง 3 ชนิดเพื่อทำลายตามหลักวิชาการให้มีความปลอดภัย

ทั้งนี้นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรมว.เกษตรฯ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาคณะทำงานฯ รายงานว่า ที่ประชุมได้ให้เร่งศึกษาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรโดยเฉพาะผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิดได้แก่ อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ข้าวโพด และไม้ผล เมื่อไม่สามารถใช้พาราควอต-ไกลโฟเซตในการป้องกันกำจัดวัชพืช และคลอร์ไพริฟอสในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชแล้ว จะต้องปรับเปลี่ยนวิถีการทำเกษตรกรรม

ในเบื้องต้นเกษตรกรรายย่อยอาจต้องใช้แรงงานในการกำจัดวัชพืช ส่วนเกษตรกรที่รวมตัวเป็นแปลงใหญ่และสหกรณ์การเกษตรสามารถสนับสนุนให้ใช้เครื่องจักรกลการเกษตรได้ จากนั้นเมื่อเริ่มฤดูกาลผลิตใหม่ต้องเข้าไปให้ความรู้แก่เกษตรกรรายย่อยในการจัดรูปแปลงให้สามารถรองรับเครื่องจักรกลการเกษตรได้ สำหรับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นต้องของบประมาณมาช่วยเหลือ

นอกจากนี้ยังให้กรมวิชาการเกษตรสำรวจสต็อกสารเคมีทั้ง 3 ชนิดว่า ยังมีอยู่ในประเทศเท่าไร ในช่วงเวลาก่อนที่ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมในการยกเลิกจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ธันวาคม สามารถอนุญาตให้ส่งออกไปยังประเทศที่ยังใช้สารเหล่านี้อยู่ได้หรือไม่ เพื่อลดผลกระทบต่อผู้นำเข้าและผู้ค้า รวมถึงงบประมาณในการทำลายที่สูงถึงลิตรละ 100,000 บาท พร้อมกันนี้ให้เร่งศึกษาวิจัยสารชีวภัณฑ์ต่าง ๆ หากทดสอบประสิทธิภาพแล้ว ใช้ได้ผลจริง ให้เปิดกว้างในการขึ้นทะเบียนเพื่อเป็นทางเลือกของเกษตรกร

นายเฉลิมชัยกล่าวต่อว่า คณะทำงานฯ ยังจะประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ร่วมหาวิธีแก้ไขปัญหาได้แก่ กระทรวงสาธารณสุขที่ดูแลสารตกค้างในสินค้าเกษตรที่นำเข้าเนื่องจากวัตถุดิบหลายอย่างไทยนำเข้าจากประเทศที่ยังใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดอยู่นั้น กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมมาตรการรองรับกรณีที่ไม่สามารถนำเข้าวัตถุดิบได้อย่างไรบ้างโดยเฉพาะอุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์ซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมปศุสัตว์ด้วย

ส่วนกระทรวงพาณิชย์นั้นจะช่วยดูแลไม่ให้ผู้ค้าฉวยโอกาสขึ้นราคาสารป้องกันกำจัดวัชพืชและศัตรูพืชชนิดอื่นที่เกษตรกรต้องใช้แทน รวมถึงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมในการป้องกันการโฆษณาหลอกลวงขายสารชีวภัณฑ์ที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนหรือปลอมปนสารเคมี

“คณะทำงานฯ ของกระทรวงเกษตรฯ จะพิจารณาทุกมาตรการอย่างรอบคอบเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อเกษตรกรและเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งในสัปดาห์หน้า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องนำข้อมูลมารายงานต่อที่ประชุม และกำหนดให้มาตรการต่างๆ ต้องเสร็จสิ้นก่อนวันที่ 1 ธันวาคมซึ่งการยกเลิกสารเคมี 3 ชนิดจะมีผลบังคับใช้” นายเฉลิมชัยกล่าว

นาข้าวไม่ขาดทุนอีกต่อไป แนะปลูกพืชทดแทน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/397530?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

นาข้าวไม่ขาดทุนอีกต่อไป แนะปลูกพืชทดแทน

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
นาข้าว,เกษตร,สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร,พืชทดแทน
เปิดอ่าน 101 ครั้ง

พื้นที่นาข้าวไม่เหมาะสม ทำการเกษตรขาดทุน สศก. แนะหันปลูกพืชทางเลือกทดแทน

7 พฤศจิกายน 2562 นายฉกาจ ฉันทจิระวัฒน์  ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 จังหวัดขอนแก่น (สศท.4) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จังหวัดขอนแก่น มีพื้นที่ปลูกข้าวในชั้นความเหมาะสมต่างๆ (Agri-Map) จำนวน 5.67 ล้านไร่

ทั้งนี้แบ่งเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมมาก (S1) และเหมาะสมปานกลาง (S2) สำหรับการปลูกข้าว 2.39 ล้านไร่ เกษตรกรปลูกข้าวเหนียวนาปีได้ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) เฉลี่ย 3,582 บาท/ไร่/ปี ข้าวหอมมะลิได้ผลตอบแทนสุทธิ เฉลี่ย 2,544 บาท/ไร่/ปี ในขณะที่พื้นที่เหมาะสมน้อย (S3) และไม่เหมาะสม (N) สำหรับการปลูกข้าว มีจำนวน 3.28 ล้านไร่ เกษตรกรปลูกข้าวเหนียวนาปี ได้ผลตอบแทนสุทธิ (ขาดทุน) เฉลี่ย – 871 บาท/ไร่/ปี ข้าวหอมมะลิได้ผลตอบแทนสุทธิ (ขาดทุน) เฉลี่ย -1,502 บาท/ไร่/ปี

หากพิจารณาถึงพืชทางเลือกที่จะปรับเปลี่ยนในพื้นที่ปลูกข้าวพื้นที่ไม่เหมาะสม (S3, N) ตามแผนที่ความเหมาะสม ของดิน (Zoning) ในจังหวัดขอนแก่น พบว่า พืชทางเลือกที่เหมาะสมให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าและตลาดมีความต้องการต่อเนื่อง ในหลายชนิด เช่น อ้อยโรงงาน ต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวเฉลี่ย 5,454 บาท/ไร่ อายุการผลิต 12 เดือน

โดยเกษตรกรเริ่มปลูกในเดือนตุลาคม และเก็บเกี่ยวผลผลิตในปีถัดไปช่วงโรงงานน้ำตาลเปิดหีบรับซื้อประมาณ ปลายเดือนพฤศจิกายน – เมษายนของทุกปี ได้ผลผลิตเฉลี่ย 9.37 ตัน/ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้ 750 – 850 บาท/กก. ผลตอบแทนสุทธิ 2,139 บาท/ไร่/ปี

มันสำปะหลังโรงงาน ต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวเฉลี่ย 6,283 บาท/ไร่ อายุการผลิตประมาณ 9 – 12 เดือน โดยปลูกในช่วงเดือนเมษายน – มิถุนายน และ สิงหาคม – กันยายน โดยเกษตรกรนิยมเก็บเกี่ยวช่วงเดือนสิงหาคมและกันยายนของปีถัดไป ได้ผลผลิตเฉลี่ย 3,127 กก./ไร่  ราคาที่เกษตรกรขายได้ 1-2 บาท/กก. ผลตอบแทนสุทธิ 1,592 บาท/ไร่/ปี

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รุ่น 1 (ฤดูฝน) ต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว เฉลี่ย 4,075 บาท/ไร่ อายุการผลิต 4 – 5 เดือน โดยปลูกในเดือนเมษายน – มิถุนายน และเก็บเกี่ยวช่วงเดือนสิงหาคม – พฤศจิกายน ผลผลิตเฉลี่ย 1,166 กิโลกรัม/ไร่ เกษตรกรขายผลผลิตเป็นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฝักสดได้ในราคา 3 – 4 บาท/กิโลกรัม ผลตอบแทนสุทธิ 451 บาท/ไร่/ปี

ถั่วลิสงรุ่น 2 (ฤดูแล้ง) ต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว เฉลี่ย 7,454 บาท/ไร่ อายุการผลิตประมาณ 3 เดือน นิยมปลูกในเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม เก็บเกี่ยวเดือนเมษายน – พฤษภาคม ผลผลิตเฉลี่ย 356 กิโลกรัม/ไร่ ขายได้ในราคา 20-30 บาท/กก. ผลตอบแทนสุทธิ 1,841 บาท/ไร่/ปี

ถั่วเหลืองรุ่น 2 (ฤดูแล้ง) ต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว เฉลี่ย 2,107 บาท/ไร่ อายุการผลิตประมาณ 3 เดือน นิยมปลูกในเดือนธันวาคม – มกราคม เก็บเกี่ยวเดือนเมษายน – พฤษภาคม  ผลผลิตเฉลี่ย 247 กิโลกรัม/ไร่ ขายได้ในราคา   10 – 20 บาท/กก. ผลตอบแทนสุทธิ 1,622 บาท/ไร่/ปี

สำหรับสินค้าทางเลือกดังกล่าว เกษตรกรในจังหวัดมีตลาดรองรับแน่นอน โดยอ้อยโรงงาน มีโรงงานผลิตน้ำตาลในจังหวัด 2 แห่งเป็นแหล่งรับซื้อผลผลิตของเกษตรกร คือโรงงานน้ำตาลมิตรผล และโรงงานน้ำตาลขอนแก่น  มันสำปะหลังโรงงาน มีลานมันรับซื้อทั้งมันสดและมันเส้นจากเกษตรกร ส่วนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง และ ถั่วลิสง มีร้านค้าเป็นแหล่งรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรในท้องที่ อีกทั้งมีพ่อค้าไปรับซื้อผลผลิตที่ไร่นาเพื่อนำไปขายหรือนำไปแปรรูปต่ออีกทางนี้

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มพืชผักที่เป็นพืชทางเลือกที่น่าสนใจเพื่อสร้างรายได้ อาทิ ผักกาดหัว (ฤดูหนาว) ผักบุ้งจีน ต้นหอม ผักกาดหอม และการเลี้ยงจิ้งหรีด โดยเกษตรกรจะขายผักให้กับสหกรณ์การเกษตร หรือขายส่งให้กับพ่อค้าที่ตลาดค้าส่งผักในจังหวัด สำหรับจิ้งหรีด เกษตรกรขายปลีกและขายส่งให้กับพ่อค้าที่มารับซื้อผลผลิตที่ฟาร์ม ทั้งนี้ เกษตรกรที่สนใจข้อมูลพืชทางเลือกในจังหวัดขอนแก่น สามารถสอบถามได้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 โทร 043 261 513 หรือ zone4@oae.go.th

เตรียมยึดสวนปาล์มกระบี่รุกส.ป.ก.กว่า 1 หมื่นไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/397512?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

เตรียมยึดสวนปาล์มกระบี่รุกส.ป.ก.กว่า 1 หมื่นไร่

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
สปกวังน้ำเขียว,ธรรมนัส
เปิดอ่าน 66 ครั้ง

ธรรมนัส เตรียมลุยยึดสวนปาล์มกว่า 1 หมื่นไร่ จ.กระบี่ เร่งจัดสรรที่ดินคนยากจน ประกาศล้างกลุ่มอิทธิพล

7 พฤศจิกายน 2562 ธรรมนัส เตรียมลุยยึดสวนปาล์มกว่า 1 หมื่นไร่ จ.กระบี่ สั่งระงับเก็บเกี่ยวผลผลิตในพื้นที่ทันที ยุติปัญหานอมินีเข้าถือครองที่ดินแทน ขู่เด้งส.ป.ก.ทุกจังหวัดหากล่าช้าไม่เข้ายึดที่คืนหลวง จากนายทุน บกรุกส.ป.ก.ทั่วประเทศหลายแสนไร่

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าสัปดาห์หน้าตนจะลงตรวจยึดพื้นที่ส.ป.ก.จ.กระบี่ โดยขณะนี้สั่งการให้นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) มีคำสั่งไปยังที่ส.ป.ก.จ.กระบี่ เพื่อให้นายทุนที่ครอบครองที่ดินส.ป.ก.ทำสวนปาล์มน้ำมัน ระงับการเก็บเกี่ยวผลผลิตในที่ดินทันที พร้อมกับส่งทีมกฎหมายจากส่วนกลาง ลงพื้นที่ร่วมบูรณาการกับผู้ว่าราชการจังหวัด ฝ่ายความมั่นคง

ในการปฏิบัติการเร่งรัดเข้าฟ้องขับไล่ยึดคืนพื้นที่ทั้งหมดกว่า 1 หมื่นไร่ นำมาจัดสรรให้เกษตรกร และผู้ยากไร้ ที่เป็นคนในพื้นที่จริง ๆ ตามนโยบายคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ(คทช.)ไม่ใช่นอมินีของบริษัท เพราะที่ผ่านมานายทุนได้ให้นอมินี ที่เป็นชาวบ้านจากพื้นที่อื่นเข้าไปอยู่อาศัยในพื้นที่สวนปาล์ม

โดยนายทุนยังมีการเก็บเกี่ยวผลผลิตปาล์มออกจำหน่าย เมื่อเจ้าหน้าที่จะเข้าไปจัดสรรพื้นที่ ไม่สามารถเข้าไปดำเนินการได้เนื่องจากได้รับการต่อต้านจากกลุ่มนายทุนและชาวบ้านที่เป็นนอมินี ทำให้มีปัญหาคาราคาซังมาหลายปี ทั้งมีความขัดแย้งรุนแรงเกิดอาชญากรรมขึ้นในชุมชนมาต่อเนื่อง

“ผมทำเรื่องนี้เร่งด่วน และเอาจริงในเรื่องการยึดคืนพื้นที่จากนายทุน กลุ่มผู้มีอิทธิพล นักการเมือง ที่บุกรุกส.ป.ก.หลายแสนไร่  ซึ่งเป็นปัญหารื้อรังมาตลอดเพราะเจ้าหน้าที่ส.ป.ก.ปล่อยปละละเลย จากนี้ถ้าสั่งแล้วไม่ดำเนินการจะย้ายออกจากจังหวัดทันที ให้มาประจำส่วนกลาง ผมให้ส.ป.ก.ทุกจังหวัด เร่งฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้ถือครองผิดกฎหมาย ผิดวัตถุการใช้ที่ดินส.ป.ก.ที่ไม่เป็นกิจการเกี่ยวเนื่องกับเกษตรกรรม ต้องยึดคืนหลวงทั้งหมด ซึ่งปัญหาการบุกรุกพื้นที่ส.ป.ก.มีมากที่สุด โคราช วังน้ำเขียว ภูเก็ต และภาคใต้ ให้ทำแผนปฏิบัติการทุกพื้นที่เข้าดำเนินการทางกฎหมายทันที ผมสั่งไปแล้วเพราะเรื่องนี้เป็นนโยบายเร่งด่วนจากท่านนายกรัฐมนตรีด้วย ”ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า สำหรับพื้นที่ส.ป.ก.วังน้ำเขียว เป็นพื้นที่ถูกบุกรุกสร้างรีสอร์ต  มากที่สุด ขณะนี้ได้สั่งดำเนินคดีฟ้องร้องขับรีสอร์ต 124 แห่ง แล้วเข้าสู่ขั้นตอนการดำเนินคดีให้ส.ป.ก.ไปแจ้งความร้องทุกข์เจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่งอัยการ ฟ้องศาล ซึ่งได้ตั้งคณะทำงานฝ่ายกฎหมายส่วนกลางลงไปทำงานจะล่าช้าไม่ได้