‘หมอธีระวัฒน์’ชี้เกษตรอินทรีย์ลดโลกร้อน เกษตรกรไม่ต้องพึ่งปัจจัยภายนอกมากเกินไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450565

'หมอธีระวัฒน์'ชี้เกษตรอินทรีย์ลดโลกร้อน เกษตรกรไม่ต้องพึ่งปัจจัยภายนอกมากเกินไป

‘หมอธีระวัฒน์’ชี้เกษตรอินทรีย์ลดโลกร้อน เกษตรกรไม่ต้องพึ่งปัจจัยภายนอกมากเกินไป

วันอังคาร ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 19.21 น.

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2562 นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้ทรงคุณวุฒิคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลักดันจนนำไปสู่การแบนสารเคมีเกษตร 3 ชนิด คือ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ในประเทศไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว “ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha” กล่าวถึงเหตุผลที่ต้องสนับสนุนเกษตรอินทรีย์ ดังนี้

คนจำนวนมากเลือกซื้อผลผลิตเกษตรอินทรีย์เพื่อหลีกเลี่ยงสารกำจัดศัตรูพืช และหลีกเลี่ยงเรื่องพืชจีเอ็มโอที่มีการตัดแต่งพันธุกรรมให้ผิดธรรมชาติ แต่พวกเราหลายคนยังไม่รู้ว่าการทำเกษตรอินทรีย์ + การทำเกษตรธรรมชาติสามารถ ช่วยลดปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (การทำเกษตรธรรมชาติยังช่วยเกษตรกรไม่ให้ลำบากจนเกินไปในการปรับตัวเมื่อต้องเผชิญสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอีกด้วย)

ระบบเกษตรอุตสาหกรรมซึ่งใช้เคมีเข้มข้นยังเร่งการทำลายทรัพยากรในการทำมาหากิน

-ลดความอุดมสมบูรณ์ของหน้าดิน

-ทำลายความสะอาดของทรัพยาการน้ำรวมทั้งน้ำใต้ดิน (ground water)

-ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม

-ส่งผลเสียต่อสุขภาพของเกษตรกร ประชาชนรวมถึงผู้บริโภค

-ยิ่งไปกว่านั้น ยังส่งผลเชิงลบต่อความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของเกษตรกรเพราะต้องพึ่งพาปัจจัยการผลิตภายนอกเป็นส่วนมาก ทั้งเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ฯลฯ ทำให้เกษตรกรปรับตัวได้ช้าเมื่อต้องเผชิญภาวะภัยพิบัติ

‘ธรรมนัส’ลั่งลุย!ยึดคืนสปก.แสนไร่จากนายทุน เร่งฟ้องบังคับคดี124รีสอร์ทวังน้ำเขียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450516

‘ธรรมนัส’ลั่งลุย!ยึดคืนสปก.แสนไร่จากนายทุน เร่งฟ้องบังคับคดี124รีสอร์ทวังน้ำเขียว

‘ธรรมนัส’ลั่งลุย!ยึดคืนสปก.แสนไร่จากนายทุน เร่งฟ้องบังคับคดี124รีสอร์ทวังน้ำเขียว

วันอังคาร ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 17.21 น.

‘ธรรมนัส’ลั่งลุย!ยึดคืนสปก.แสนไร่จากนายทุน เร่งฟ้องบังคับคดี124รีสอร์ทวังน้ำเขียว

29 ตุลาคม 2562 นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) เปิดเผยว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ สั่งการให้สแกนตรวจสอบการใช้ที่ดินส.ป.ก.ทั่วประเทศ กรณีพบการใช้ผิดวัตถุประสงค์ จะดำเนินกระบวนการทางกฎหมายบังคับคดีทันที ซึ่งได้ทำการตรวจสอบพื้นที่ขับเคลื่อนมาโดยตลอด เรียกผู้ถือครองมาตรวจสอบพิสูจน์สิทธิหากพบผิดผู้ถือครองขาดคุณสมบัติตามกฎหมาย ส.ป.ก.ต้องเข้าสู่กระบวนการฟ้องบังคับคดียึดคืนหลวง

“ส.ป.ก.ได้รับนโยบาย ร.อ.ธรรมนัส ซึ่งทยอยตรวจสอบไปแล้วในพื้นที่ ส.ป.ก.สแกนทั่วประเทศ กรณีการใช้ที่ดินผิดวัตถุประสงค์ ที่มีนายทุนบุกรุกเข้าถือครอง เช่น วังน้ำเขียว ภูเก็ต กาญจนบุรี เป็นต้น หากพบไม่ถูกต้องเข้ากระบวนการฟ้องยึดคืน เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายให้เร็วที่สุด เมื่อเจอแล้วทำทันที รวมทั้งเร่งรัดคดีที่กำลังฟ้องร้องยึดคืน เช่น สนามแข่งรถโบนันซ่า รุกพื้นที่ ส.ป.ก.กว่า 90 ไร่ และรีสอร์ท โฮมสเตย์ ร้านอาหาร กิจการอื่นๆในพื้นที่ ส.ป.ก.วังน้ำเขียว 124 แห่ง เป็นกิจการที่ไม่สามารถอนุญาตได้ภายใต้กฎหมาย ส.ป.ก. ซึ่งขณะนี้เร่งรัดให้เจ้าหน้าที่เข้าไปดำเนินการตามกฎหมายแล้ว” นายวิณะโรจน์ กล่าว

เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้ได้เรียกผู้ถือครองพื้นที่ ส.ป.ก.ทั่วประเทศมาแจงสิทธิในพื้นที่ ส.ป.ก. มี 40 ล้านไร่ เท่าที่รับทราบเบื้องต้นพบการใช้ที่ดินผิดวัตถุประสงค์ประมาณ 1 แสนไร่ ที่มีนายทุนบุกรุกครอบครองเข้าทำประโยชน์โดยมิชอบ โดยนโยบายของ ร.อ.ธรรมนัส สั่งการให้ยึดคืนหลวงทั้งหมดเพื่อนำมาจัดสรรสิทธิตามกฎหมาย ส.ป.ก. และคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ(คทช.)

สำหรับพื้นที่ ส.ป.ก.หลายจังหวัดที่เอกชนเช่าขุดเจาะทำแหล่งปิโตรเลียม ทำเหมืองแร่ เหมืองทองคำ ตั้งกังหันลม บางส่วนต้องหยุดดำเนินการและบางส่วนสามารถดำเนินการได้จนหมดอายุใบอนุญาต เนื่องจากติดล็อคคำสั่ง คสช.36/60 มาตรา44 โดยเอกชนกลุ่มใหม่ที่เข้าขอเช่าพื้นที่หลังจากมีคำสั่งมาตรา 44  ยังไม่มีกฎหมายรองรับ ซึ่งขณะนี้กำลังพิจารณาในเรื่องอัตราค่าเช่า และดูแนวทางเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการใช้พื้นที่ส.ป.ก.ระหว่างทำเกษตรกรรม และกิจการประกอบธุรกิจ โดยต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติด้วย รวมทั้งคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ที่ได้วินิจฉัยว่ากิจการเหล่านี้ไม่ใช่กิจกรรมภายใต้กฎหมาย ส.ป.ก.

เกษตรฯเดินหน้าขับเคลื่อนภาคเกษตรฯเต็มสูบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450361

เกษตรฯเดินหน้าขับเคลื่อนภาคเกษตรฯเต็มสูบ

เกษตรฯเดินหน้าขับเคลื่อนภาคเกษตรฯเต็มสูบ

วันอังคาร ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 11.55 น.

เกษตรฯ เดินหน้าขับเคลื่อนภาคเกษตรฯ เต็มสูบ ศสก.แผนใช้จ่ายงบปี 62 ไปพลางก่อน ขับเคลื่อนภารกิจ ก่อน พ.ร.บ.งบปี 63 ประกาศใช้  หวั่นการขับเคล่ือนมีปัญหา 

29 ต.ค.62 นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากที่งบประมาณกระทรวงเกษตรฯ ปี 2563 ได้ผ่านหลักการร่าง พ.ร.บ.งบประมาณประจำปี 2563 วาระที่ 1 วงเงินรวม 110,874  ล้านบาท และจะเข้าสู่การพิจารณาในชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี (สภาผู้แทนราษฎร) ต่อไปนั้น การขับเคลื่อนงบประมาณ ในปี 2563 ของกระทรวงเกษตรฯ ยังคงมีแนวทางการดำเนินงานที่สำคัญเพื่อให้ “ภาคเกษตรมั่นคง เกษตรกรมั่งคั่ง ทรัพยากรธรรมชาติยั่งยืน” ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 4 ด้าน

คือ 1) ด้านความมั่นคง ด้วยการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU) และพัฒนาอาชีพด้านการเกษตรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 2) ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน อาทิ พัฒนาฐานทรัพยากรทางการเกษตร (ดิน,น้ำ) ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัย ส่งเสริมการจัดการผลผลิตอย่างเป็นระบบครบวงจร ส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกร เป็นต้น

3) ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม เพื่อลดปัญหาความยากจนของเกษตรกร อาทิ การบริหารจัดการที่ดินทำกิน การส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ การพัฒนาระบบบริหารจัดการและกลไกการตลาด และการช่วยเหลือด้านหนี้สิน และ 4) ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบและลดการเผาในพื้นที่เกษตร

ทั้งนี้เ พื่อให้การขับเคลื่อนการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2563 เป็นไปอย่างต่อเนื่อง กระทรวงเกษตรฯ ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายตาม พ.ร.บ. งบประมาณปี 2562 ไปพลางก่อน เพื่อนำมาดำเนินการในช่วงก่อนที่ พ.ร.บ.งบประมาณปี 2563 จะประกาศใช้ จำนวน 29,831.71 ล้านบาท จำแนกเป็น รายจ่ายลงทุน จำนวน 9,200.18 ล้านบาท และรายจ่ายประจำ จำนวน 20,631.53 ล้านบาท โดยจำแนกเป็นกลุ่มงบประมาณ สามารถจำแนกเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้

1) กลุ่มงบประมาณรายจ่ายบุคลากรภาครัฐ จำนวน 12,710.31 ล้านบาท  2) กลุ่มงบประมาณรายจ่ายของกระทรวง/หน่วยงาน (Function) จำนวน 4,726.95 ล้านบาท 3) กลุ่มงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ (Agenda) จำนวน 11,416.54 ล้านบาท และ 4) กลุ่มงบประมาณรายจ่ายพื้นที่ (Area) จำนวน 977.91 ล้านบา

สำหรับการใช้จ่ายในไตรมาสที่ 1 (ตุลาคม – ธันวาคม 2562 ) มีแผนการใช้จ่าย จำนวน 15,747.61 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 52.79 ของงบประมาณที่ได้รับจัดสรร แบ่งเป็นรายจ่ายลงทุน จำนวน 4,786 ล้านบาท รายจ่ายประจำ จำนวน 10,961.60 ล้านบาท และ ไตรมาสที่ 2 (มกราคม – มีนาคม 2563) มีแผนการใช้จ่าย จำนวน 14,084.10 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 47.21 ของงบประมาณที่ได้รับจัดสรร แบ่งเป็นรายจ่ายลงทุน จำนวน 4,414.17 ล้านบาท และรายจ่ายประจำ จำนวน 9,669.92 ล้านบาท

เกษตรสั่งสศก.ติดตามผลกระทบสหรัฐตัดGSP

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450356

เกษตรสั่งสศก.ติดตามผลกระทบสหรัฐตัดGSP

เกษตรสั่งสศก.ติดตามผลกระทบสหรัฐตัดGSP

วันอังคาร ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 11.30 น.

รมว. เกษตรสั่ง สศก. ติดตามผลกระทบจากการที่สหรัฐตัด GSP ชี้อาจมีผลทำให้สินค้าเกษตรบางรายการของไทยมีราคาขายที่สูงขึ้นเนื่องจากสหรัฐเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มขึ้น ย้ำพลิกวิกฤติเป็นโอกาส ให้ทุกหน่วยงานส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพและสร้างความสามารถในการแข่งขัน ด้านรักษาการเลขาธิการ สศก. เร่งหารือผู้แทน USDA และ FAO ด่วน

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า สั่งการให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) วิเคราะห์และติดตามผลกระทบต่อสินค้าเกษตรและอาหารจากกรณีสหรัฐอเมริกาแจ้งระงับสิทธิพิเศษทางภาษีสินค้า(GSP) จากไทย โดย สศก. ยืนยันว่า สินค้าเกษตรและอาหารหลักของไทยที่ส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาจะไม่ได้ผลกระทบมากนัก ทั้งนี้จากการประกาศตัดสิทธิ GSP สินค้า 573 รายการ เป็นสินค้าเกษตร 157 รายการ ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้า ผักแปรรูป ผลไม้ตระกูลเบอรี่ ชาเขียว ขิงป่น หูฉลาม เส้นพาสต้า ผลไม้แปรรูป จึงอาจมีผลทำให้สินค้าเกษตรข้างต้นของไทยมีราคาขายสูงขึ้นเช่น สินค้าผลไม้แปรรูปซึ่งมีมูลค่าส่งออกไปสหรัฐอเมริกาในปี 2561 ประมาณ 45 ล้านเหรียญสหรัฐจะถูกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มขึ้นจาก 0% เป็น 4%-14% เส้นพาสต้าซึ่งมีมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐอเมริกาในปี 2561 ประมาณ 30 ล้านเหรียญสหรัฐจะถูกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มขึ้นจาก 0% เป็น 6.4%

สำหรับกลุ่มประมงแปรรูปอื่นที่อาจจะถูกตัดสิทธิ GSP ครั้งนี้ ไม่ใช่กลุ่มพิกัดสินค้าประมงหลักที่ไทยส่งออกไปยังตลาดสหรัฐอเมริกาคือ กุ้งและปลาทูน่ากระป๋องซึ่งยังมีการนำเข้าอย่างต่อเนื่องและเป็นจำนวนมากจึงแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นสหรัฐอเมริกาที่มีต่อไทยในการให้ความร่วมมือต่อต้านประมงผิดกฎหมาย (IUU fishing) ระหว่างอาเซียนและแปซิฟิก อีกทั้งจะผลักดันให้จัดทำนโยบายประมงอาเซียนและการจัดตั้งเครือข่ายอาเซียนในการต่อต้านการประมงผิดกฎหมายในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 35 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพระหว่างวันที่ 31 ตุลาคมถึง 4 พฤศจิกายนนี้ด้วย

นายระพีภัทร์  จันทรศรีวงศ์ รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เผยว่า รมว. เกษตรฯ สั่งการให้หารือกับกับอัครราชทูตฝ่ายการเกษตรไทยประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) กรุงโรม ประเทศอิตาลีผ่านระบบประชุมทางไกล อีกทั้งจะเชิญผู้แทนกระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกา (USDA) และ FAO ประจำประเทศไทยเข้าพบหารือเพื่อแสวงความร่วมมือกันภายในสัปดาห์หน้า

นายระพีภัทร์กล่าวต่อว่า ในคราวเดียวกันนี้สหรัฐอเมริกาประกาศคืนสิทธิ GSP ให้ไทยบางรายการซึ่งมีสินค้าเกษตรสำคัญได้แก่ ดอกกล้วยไม้ซึ่งเป็นสินค้ามูลค่าสูงที่ไทยมีศักยภาพในการผลิตและเพาะพันธุ์กล้วยไม้ใหม่เข้าสู่ตลาดสหรัฐอเมริกาได้มากขึ้นและโกโก้ซึ่งเป็นสินค้าเศรษฐกิจใหม่ที่กระทรวงเกษตรฯ มีแผนผลักดันให้เป็นสินค้าสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรเนื่องจากเป็นสินค้าที่มีความต้องการของตลาดสูง และประเทศไทยมีพื้นที่เพาะปลูกและสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสม จึงนับเป็นโอกาสที่ดีในการขยายการผลิตสินค้าดังกล่าว

“รมว. เกษตรฯ กำชับให้ใช้หลักตลาดนำการเกษตร โดยให้ทุกหน่วยงาน​สังกัด​กระทรวง​เกษตร​ฯ​ ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรที่ตลาดโลกต้องการ อีกทั้งให้ปรับวิกฤตเป็นโอกาส เกษตรกรและผู้ประกอบการสินค้าเกษตรและอาหารของไทยต้องเร่งปรับตัวเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สร้างความสามารถในการแข่งขัน พัฒนาคุณภาพและความปลอดภัยให้เป็นที่เชื่อถือของตลาดต่างประเทศ จึงจะเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับสินค้าเกษตรและอาหารไทยในตลาดโลกอย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายระพีพัฒนากล่าว

สำหรับหลักสิทธิ GSP ถือเป็น “การให้ฝ่ายเดียว” ของประเทศที่พัฒนาแล้วต่อประเทศกำลังพัฒนา/ประเทศพัฒนาน้อยที่สุด ซึ่งการทบทวนสิทธิ GSP ครั้งนี้เนื่องจากการไทยยกระดับการพัฒนา ซึ่งการทบทวนมีทั้งแบบรายสินค้าโดยพิจารณาจากส่วนแบ่งการตลาดและรายประเทศซึ่งพิจารณาจากระดับการเปิดตลาดให้แก่สหรัฐอเมริกา การปฏิบัติด้านแรงงาน การปฏิบัติด้านทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น

ดันไทยเป็นHubลุ่มน้ำโขง สทนช.รุกขยายความร่วมมือตปท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450216

x

ดันไทยเป็นHubลุ่มน้ำโขง สทนช.รุกขยายความร่วมมือตปท.

วันอังคาร ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า ระยะเวลา 2 ปีในการก่อตั้ง สทนช. มีการขยายความร่วมมือด้านการต่างประเทศ โดยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการติดต่อประสานงานระหว่างหน่วยงานของไทยให้ต่างประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาสทนช.ได้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนรัฐบาลไทย เข้าร่วมประชุมแลกเปลี่ยนข้อมูลและลงนามบันทึกความร่วมมือในเวทีนานาชาติ อาทิ ลงนามบันทึกความเข้าใจกับประเทศเนเธอร์แลนด์เมื่อปี 2561 ในฐานะประเทศที่เชี่ยวชาญเรื่องน้ำและติดต่อสัมพันธ์กับไทยมาตลอด

นอกจากนี้ รัฐบาลฮังการีร่วมหารือกับ สทนช. ในฐานะที่ไทยเป็นศูนย์กลางทางน้ำของภูมิภาค โดยแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำดานูบร่วมกับ 10 ชาติสมาชิกของฮังการี ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับความร่วมมือในการบริหารลุ่มน้ำโขงระหว่างไทยกับ 5 ชาติสมาชิก ตลอดจนนำความรู้การบริหารจัดการน้ำเสียที่นำบางส่วนมาบำบัดแล้วใช้ต่อและนำไปผลิตกระแสไฟฟ้าได้ มาประยุกต์ใช้กับการบริหารจัดการน้ำเสียของไทยให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

ด้านภูมิภาคเอเชีย สทนช. ยังมีบทบาทสำคัญในเวทีสภาน้ำเอเชีย (Asia WaterCouncil) องค์กรระดับภูมิภาคของสภาน้ำโลก (World Water Council) มีสมาชิก 130 องค์กรทั่วโลก โดย AWC เป็นองค์กรที่มุ่งเน้นการเสนอปัญหาและแนวทางแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรมด้านน้ำ โดยมีเลขาธิการ สทนช. เป็นกรรมการ AWC ระหว่างปี 2559 – 2561 และปัจจุบันทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้ AWC

ขณะเดียวกัน สทนช.เข้าไปมีบทบาทสำคัญในคณะกรรมการลุ่มน้ำโขง ประกอบด้วย 6 ชาติสมาชิก ได้แก่ จีน เมียนมา ลาว ไทย
กัมพูชาและเวียดนาม โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 มีนาคมที่ผ่านมา มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย มีรัฐมนตรีที่กำกับดูแล สทนช. เป็นประธาน เลขาธิการ สทนช. เป็นรองประธาน และให้สทนช. ทำหน้าที่สำนักเลขาธิการคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย

ทั้งนี้ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำลุ่มแม่น้ำโขง ถือเป็นกรอบความร่วมมือด้านน้ำที่สำคัญของภูมิภาค เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2500 และต่อมาพัฒนาความร่วมมือต่อเนื่องกระทั่งเป็นกรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง(Mekong-Lanchang Cooperation : MLC) ขึ้น เมื่อปลายปี 2558 โดยไทยได้เป็นศูนย์กลางความร่วมมือ (Hub) ของแม่น้ำโขงในการประสานข้อมูลทั้งตอนบนและตอนล่างของแม่น้ำโขง เพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำร่วมของทุกฝ่ายและสนับสนุนการใช้น้ำนำมาสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ ตลอดจนมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

“ที่สำคัญในการดำเนินกิจกรรมโครงการด้านทรัพยากรน้ำของไทย ยังได้รับอนุมัติจากประเทศสมาชิก MLC ให้เป็นเจ้าภาพ2 โครงการ ภายใต้แผนปฏิบัติการสาขาทรัพยากรน้ำ 5 ปี (พ. ศ. 2561-2565) ประกอบด้วยโครงการกลไกความร่วมมือข้ามพรมแดน เพื่อสนับสนุนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการพัฒนาไฟฟ้าพลังน้ำ โครงการศึกษาประเมินด้านน้ำท่วมและน้ำแล้งเพื่อบริหารจัดการทรัพยากรน้ำข้ามพรมแดนระหว่างไทย-เมียนมา รวมถึงศึกษาการจัดตั้งกลไกแลกเปลี่ยนข้อมูลอุทกวิทยาในฤดูน้ำมาก พร้อมทั้งจัดทำฐานข้อมูลแนวทางปฏิบัติที่เป็นเลิศในระดับชุมชน เพื่อแสวงหาบริบทการพัฒนาที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทยอีกด้วย” เลขาธิการสทนช. กล่าว

สยามคูโบต้ากู้อุทกภัยอุบลฯ ส่งจิตอาสาบิ๊กคลีนนิ่งชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450208

x

สยามคูโบต้ากู้อุทกภัยอุบลฯ ส่งจิตอาสาบิ๊กคลีนนิ่งชุมชน

วันอังคาร ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวณัฐกมล ลักขณาวราภรณ์ ผู้จัดการส่วนอาวุโสสื่อสารองค์กร บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า บริษัทร่วมกับกรมทหารพรานที่ 23 อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ร้านค้าผู้แทนจำหน่ายสยามคูโบต้านำจิตอาสากว่า 100 คน ลงพื้นที่ทำความสะอาดบ้านเรือนและสถานที่สาธารณะในชุมชนบ้านคูเดื่อต.แจระแม อ.เมืองอุบลราชธานี ฟื้นฟูหลังน้ำลด รวมถึงเข้าเยี่ยมนักเรียนมอบกระเป๋าและอุปกรณ์การเรียน และจัดกิจกรรมสันทนาการเป็นกำลังใจให้นักเรียนที่ประสบอุทกภัยที่โรงเรียนบ้านหนองกินเพล อ.วารินชำราบ

สำหรับการช่วยเหลือครั้งนี้ สยามคูโบต้าวางแนวช่วยเหลือแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ระยะเร่งด่วน บริษัทฯ นำถุงยังชีพ 1,100 ชุด มอบให้รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อแจกจ่ายบรรเทาความเดือดร้อนของชาวอุบลฯช่วงน้ำท่วมสูงโดยนำเครื่องยนต์ดีเซลติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 14 เครื่อง เพื่อช่วยระบายน้ำจุดท่วมขัง ในอ.เมือง และอ.วารินชำราบ เมื่อช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา พร้อมส่งมอบเมล็ดพันธุ์ข้าว กข43 ซึ่งเป็นผลผลิตจากคูโบต้า ฟาร์ม 1.1 ตัน ให้นายสฤษดิ์ วิฑูรย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี นำไปแจกเกษตรกรที่ประสบปัญหาผลผลิตเสียหายจากน้ำท่วม ระยะที่ 2 ฟื้นฟูด้านสังคม ชุมชน โดยจัดกิจกรรม Big Cleaning ภายใต้โครงการ “KUBOTA พลังใจสู้ภัยน้ำท่วม” สยามคูโบต้านำเครื่องจักรกลฯมาช่วยปรับพื้นที่ ตลอดจนนำพนักงานจิตอาสา 50 คน ลงพื้นที่ทำความสะอาด สำหรับระยะที่ 3 ฟื้นฟูพื้นที่การเกษตร สยามคูโบต้าประสานเกษตรจังหวัดอุบลราชธานีคัดเลือกพื้นที่ 1,000 ไร่ ปลูกข้าวด้วยเครื่องหยอดข้าวและเมล็ดพันธุ์ กข79 จากคูโบต้า ฟาร์ม ในอ.สว่างวีระวงศ์ และใกล้เคียง ช่วงเดือนพฤศจิกายน นอกจากนี้ยังจัดแคมเปญร่วมกับผู้แทนจำหน่ายในพื้นที่ประสบภัยช่วยซ่อมเครื่องจักรกลการเกษตร ซึ่งเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ สอบถามได้ที่ร้านผู้แทนจำหน่ายใกล้บ้าน

ชู‘พะเยาโมเดล’ ดันราคาหอมมะลิพุ่ง1.8หมื่นบ./ตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450211

x

ชู‘พะเยาโมเดล’ ดันราคาหอมมะลิพุ่ง1.8หมื่นบ./ตัน

วันอังคาร ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.
ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการขับเคลื่อนการผลิตและการตลาดสินค้าเกษตร “พะเยาโมเดล” ระหว่างเป็นประธานลงนามบันทึกข้อตกลงการซื้อขายข้าวหอมมะลิราคา 18,000 บาท/ตัน ระหว่างสหกรณ์การเกษตร สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. ในจ.พะเยา กับบริษัทข้าว ซี.พี. จำกัด ว่า กระทรวงเกษตรฯเริ่มนำร่องดำเนินการในสินค้า “ข้าวหอมมะลิ” ในจ.พะเยา สินค้าที่มีลักษณะเฉพาะอัตลักษณ์พื้นถิ่น เพื่อสร้างต้นแบบการส่งเสริมการผลิตและการตลาดสินค้าเกษตรที่มีคุณค่าเฉพาะและตลาดต้องการ ในเดือนพฤศจิกายนผลผลิตข้าวหอมมะลิในจ.พะเยา จะเริ่มออกผลและเริ่มเก็บเกี่ยว ซึ่งกระทรวงเกษตรฯมีเป้าหมายบริหารจัดการข้าวหอมมะลิประมาณ 151,900 ตัน ให้เกษตรกรจำหน่ายข้าวหอมมะลิ ณ ความชื้น 15% ได้ในราคา 18,000 บาท/ตัน สูงกว่าราคาประกันข้าวหอมมะลิของรัฐบาลที่ประกาศไว้ในปี 2562 ถึง 3,000 บาท/ตัน

“วันนี้เป็นการทำบันทึกข้อตกลงการซื้อขายข้าวหอมมะลิจ.พะเยา ราคา 18,000 บาท/ตัน (ความชื้น 15%) 40,000 ตัน ระหว่างสหกรณ์การเกษตรเมืองพะเยา จำกัด สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. พะเยา จำกัด กับบริษัท ข้าว ซี.พี. จำกัด โดยรับซื้อข้าวหอมมะลิจ.พะเยา ซึ่งมีคุณภาพในราคาสูง โดยภาครัฐไม่ต้องจ่ายเงินชดเชย เพราะเป็นราคาขายที่สูงกว่าราคาประกันข้าวหอมมะลิ นอกจากนี้ วันที่ 15 พฤศจิกายน บริษัท ข้าว ซี.พี. จำกัด กำหนดจัดงาน“วันเก็บเกี่ยวข้าวหอมมะลิโลก”ที่อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา และเร็วๆนี้ จ.พะเยาเตรียมจัดเจรจาซื้อขายข้าวหอมมะลิระหว่างคู่ค้าเอกชนรายอื่นกับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรในจ.พะเยา และขยายผลไปสู่การส่งเสริมให้เป็นสินค้าอัตลักษณ์ (สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ : GI) ของจ.พะเยา โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯกับผู้ประกอบการภาคเอกชน เกษตรกร และสถาบันเกษตรกรที่เกี่ยวข้อง ตามนโยบาย“การตลาดนำการผลิต ได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย” รมช.ธรรมนัส กล่าว

สำหรับแนวทางการดำเนินงาน “พะเยาโมเดล” มีเป้าหมายส่งเสริมคุณภาพชีวิต ยกระดับรายได้เกษตรกรไทยพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐาน ตรงตามความต้องการของตลาดนำร่องไปสู่จังหวัดอื่น และขยายผลไปในสินค้าเกษตรสำคัญ เช่น ข้าวหอมมะลิ ยางพารา ลำไย ลิ้นจี่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ไข่ไก่ โดยส่งเสริมพัฒนาตลอดห่วงโซ่การผลิต เน้นสร้างแบรนด์สินค้าเกษตรและประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์และคุณค่าสินค้าที่มุ่งเน้นความเป็นสินค้าอัตลักษณ์ สร้างมูลค่าเพิ่มนำไปสู่ความยั่งยืนในการผลิตสินค้าเกษตร

รักษ์เกษตร : มาทำปุ๋ยคอกหมักกันเถอะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450214

x

รักษ์เกษตร : มาทำปุ๋ยคอกหมักกันเถอะ

วันอังคาร ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม การทำปุ๋ยคอกหมัก จากปุ๋ยคอกมูลวัว มีวิธีทำอย่างไรบ้าง และมีประโยชน์อย่างไรบ้างครับ

สายชล ละองทอง

อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี

คำตอบ

ปุ๋ยคอกมูลวัวเป็นปุ๋ยคอกที่หาง่ายและมีปริมาณมากมูลวัวที่ยังเปียกหรือสดอยู่ กว่าจะย่อยสลายเป็นปุ๋ยคอกต้องใช้เวลานาน จึงจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ปุ๋ยคอกสดๆ ที่นำไปใช้โดยที่ยังไม่ผ่านกระบวนการย่อยสลาย มีธาตุอาหารมากก็จริง แต่พืชจะยังไม่สามารถนำไปใช้ได้ เนื่องจากจุลินทรีย์ในดินจะดึงไนโตรเจนจากพืชมาช่วยในการย่อยสลายปุ๋ยคอก จึงทำให้พืชขาดไนโตรเจนในช่วงนั้น จนเป็นสาเหตุให้
ใบเหลือง วิธีการที่เร็วที่สุดที่จะทำปุ๋ยคอกสดให้ย่อยสลายได้อย่างรวดเร็วคือ การทำปุ๋ยคอกหมัก

การทำปุ๋ยคอกหมัก

1. เตรียมวัสดุส่วนประกอบ ปุ๋ยคอก 1 กระสอบ แกลบ 1 กระสอบ รำข้าว 1 กระสอบ น้ำหมักชีวภาพที่เจือจาง1 ลิตรกากน้ำตาล 1 ลิตรและน้ำสะอาด 25 ลิตรหรือมากกว่า

2. ขั้นตอนการทำมีดังนี้

1) ขั้นแรก นำปุ๋ยคอกที่ได้มาตากแดดให้แห้งเกลี่ยให้โดนแดดทิ้งไว้ 1-2 แดด ถ้าปุ๋ยคอกที่ได้มาแห้งแล้ว สามารถใช้ได้เลย จากนั้นให้เตรียม
ส่วนผสมให้พร้อม ได้แก่ ปุ๋ยคอก รำข้าวแกลบอัตราส่วน 1:1:1 เทส่วนผสมทั้งหมดลงพื้นใช้จอบเกลี่ยคลุกเคล้าให้เข้ากัน

2) ขั้นที่สอง ให้นำน้ำสะอาดน้ำหมักชีวภาพที่เจือจาง และกากน้ำตาล มาผสมให้เข้ากันแล้วนำไปราดรดที่กองปุ๋ยคอกที่เตรียมไว้ จากนั้นใช้จอบคลุกเคล้าให้เข้ากัน ลองใช้มือบีบดู ต้องไม่แห้งหรือไม่เปียกเกินไป ถ้ายังแห้งอยู่ เพิ่มน้ำอีก แล้วใช้จอบเกลี่ยไปด้วยเรื่อยๆจากนั้นตักใส่กระสอบ ตั้งไว้ในที่อากาศถ่ายเทสะดวก ในวันแรก ให้เปิดปากถุงดู จะพบว่าปุ๋ยคอกร้อนมาก จึงต้องเปิดปากกระสอบไว้ ให้ความร้อนของตัวปุ๋ยระบายออกไป

3) ขั้นตอนที่สาม ให้สังเกตว่า

-เมื่อผ่านไป 2 วัน ตัวปุ๋ยเริ่มหายร้อน และเริ่มย่อยสลาย สังเกตจากมีฝ้าขาวเกิดขึ้นอยู่ทั่วไป

-ผ่านไป 3 วัน บางส่วนเริ่มย่อยสลายแล้ว

-ผ่านไป 5 วัน ลองใช้มือกำบีบดูสังเกตดูว่าจะเป็นขุยเกิดขึ้น

-ผ่านไป 7 วัน จับขึ้นมาบีบดูสังเกตดูว่า ตัวปุ๋ยมีลักษณะแห้งเป็นฝุ่นเกิดขึ้น

3. ขั้นการนำไปใช้หลังจากนั้นไปประมาณ 1 สัปดาห์ สามารถนำไปใช้กับพืชได้แล้ว

ประโยชน์ของปุ๋ยคอกหมักทำให้ดินมีความร่วนซุย จากองค์ประกอบของดินที่มีดิน อินทรียวัตถุ น้ำและอากาศในสัดส่วนที่เหมาะสม ช่วยปรับสภาพ pH ของดิน ให้เหมาะสมกับการปลูกพืช ช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน ทั้งปริมาณอินทรียวัตถุ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และแร่ธาตุอาหารทำให้ธาตุอาหารถูกพืชนำไปใช้ได้รวดเร็วขึ้น ช่วยในการย่อยสลายซากพืช ซากสัตว์ในดิน ช่วยเพิ่มจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในดินทั้งยังช่วยต้านการแพร่ของจุลินทรีย์ที่ก่อโรคพืชชนิดต่างๆในดินและช่วยดูดซับความชื้นไว้ในดินให้นานขึ้น ทำให้ดินชุ่มชื้นตลอดเวลา

ยึดมะพร้าวอินโดแหกกฎนำเข้ากว่า80ตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450213

x

ยึดมะพร้าวอินโดแหกกฎนำเข้ากว่า80ตัน

วันอังคาร ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ด่านตรวจพืชท่าเรือ กรมวิชาการเกษตรสุ่มตรวจและยึดผลมะพร้าวนำเข้าจากอินโดนีเซีย 3 ตู้คอนเทนเนอร์ ปริมาณ 81 ตัน เนื่องจากตรวจพบมีส่วนงอกของยอดอ่อนติดมากับผลผลิต ซึ่งผิดเงื่อนไขนำเข้ามะพร้าวตามประกาศกรมวิชาการเกษตร เรื่องเงื่อนไขการนำเข้ามะพร้าวจากอินโดนีเซีย พ.ศ. 2554 ที่ต้องไม่ปรากฏส่วนของก้าน ใบ หน่อ หรือยอดอ่อน  ซึ่งด่านตรวจพืชท่าเรือแจ้งให้ผู้นำเข้าจัดการกับสินค้าดังกล่าว โดยผู้นำเข้าเลือกวิธีส่งสินค้ากลับประเทศต้นทาง ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือนมกราคม-17 ตุลาคม 2562 ประเทศไทยนำเข้ามะพร้าวรวม1,056 ชิปเม้นท์ ปริมาณ 104,652 ตัน รวมมูลค่ากว่า 750 ล้านบาท ในจำนวนนี้ตรวจพบไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขประกาศกรมวิชาการเกษตร 57  ชิปเม้นท์  ปริมาณ 3,116ตัน มูลค่ากว่า 21 ล้านบาท สาเหตุที่ตรวจพบผิดเงื่อนไขมากที่สุดถึง 93% คือ พบการงอกของหน่อหรือยอดอ่อนมะพร้าว

สำหรับมะพร้าวนั้น เป็นสิ่งต้องห้ามตามพ.ร.บ.กักพืช พ.ศ.2507 และที่แก้ไขเพิ่มเติม การจะอนุญาตให้นำเข้าได้ต้องผ่านการวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านโรคพืชและแมลงศัตรูพืช เพื่อกำหนดเงื่อนไขอนุญาตนำเข้าตามมาตรการสุขอนามัยพืช ปัจจุบันไทยอนุญาตนำเข้ามะพร้าวแก่ปอกเปลือกจาก 4 ประเทศคือ มาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย และเมียนมา เนื่องจากผลผลิตมะพร้าวแก่ปอกเปลือกเพื่อใช้ในประเทศยังมีไม่พอต่อความต้องการของตลาด โดยข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) คาดการณ์ผลผลิตมะพร้าวในประเทศปี 2562 ว่า มีปริมาณ 874,000 ตัน ขณะที่ความต้องการใช้ของอุตสาหกรรมมะพร้าวในประเทศต้องการใช้มะพร้าวผลแก่ถึง 1.04 ล้านตัน รวมทั้งการอนุญาตให้นำเข้ามะพร้าวจากประเทศใดประเทศหนึ่งนั้น เกิดจากการร้องขอให้อนุญาตนำเข้าจากผู้ประกอบการด้วย

“มะพร้าวที่ไทยอนุญาตให้นำเข้าคือ ผลมะพร้าวแก่ปอกเปลือก เนื้อมะพร้าวสดเนื้อมะพร้าวแห้ง กะลามะพร้าว เส้นใยมะพร้าว และกาบมะพร้าว โดยผู้นำเข้าต้องมีใบอนุญาตนำเข้า และต้องเป็นผู้ประกอบธุรกิจโรงงานแปรรูปมะพร้าว ซึ่งการออกใบอนุญาตนำเข้ามะพร้าวเข้ามาในไทยจะอนุญาตเพื่อใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปมะพร้าวเท่านั้น และการนำเข้าจะต้องมีใบรับรองสุขอนามัยพืชกำกับมาพร้อมกับสินค้าทุกครั้ง โดยได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืชตรวจสินค้าที่นำเข้ามาอย่างเข้มงวด ป้องกันโรคและแมลงศัตรูพืชติดเข้ามาในประเทศ” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

เตือนเฝ้าระวังโรคยอดเน่ารากเน่าในสับปะรด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450215

x

เตือนเฝ้าระวังโรคยอดเน่ารากเน่าในสับปะรด

วันอังคาร ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงที่ฝนตกชุก อุณหภูมิลดต่ำและความชื้นในอากาศสูง กรมวิชาการเกษตร ขอให้ชาวไร่สับปะรดเฝ้าระวัง โรคยอดเน่ารากเน่า ที่พบได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของสับปะรด อาการที่ต้น ใบยอดมีสีซีด โคนใบหรือฐานใบเน่าช้ำมีสีขาวอมเหลืองขอบแผลสีน้ำตาล และส่งกลิ่นเหม็นเฉพาะตัว เมื่อดึงส่วนยอดจะหลุดง่าย ถ้าอาการรุนแรงกลุ่มใบตรงกลางต้นจะหักล้มพับลงมา อาการที่ราก เริ่มแรกมีอาการใบสีซีดคล้ายอาการที่ต้น ใบด้านล่างจะนิ่มกว่าปกติ และแห้งตายลามเข้ามาจากปลายใบ ต้นชะงักการเจริญเติบโต รากมีแผลสีน้ำตาล เปื่อย และเน่า หากดึงจะหลุดจากดินได้ง่าย อาการที่ผล ผลมีขนาดเล็ก ผลเน่าเป็นจุดสีเขียวเข้ม เมื่อผ่าดูภายในเนื้อเยื่อจะเน่าเป็นสีน้ำตาล

ฉะนั้น เกษตรกรควรหมั่นตรวจและกำจัดวัชพืชในแปลงและรอบแปลงปลูก ถ้าพบต้นที่เริ่มแสดงอาการของโรคยอดเน่ารากเน่า ให้พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดเมทาแลกซิล25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20-40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50-100 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟอสโฟนิก แอซิด 40% เอสแอล อัตรา 50-60 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ทุก 1 เดือน 2 ครั้ง หรือให้ขุดต้นที่เป็นโรคไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที เพื่อลดแหล่งสะสมเชื้อสาเหตุโรค จากนั้นให้โรยปูนขาวบริเวณหลุมที่ขุด ป้องกันการระบาดของโรค และควรทำความสะอาดอุปกรณ์การเกษตรที่ใช้กับต้นที่เป็นโรคก่อนนำกลับมาใช้ใหม่ทุกครั้ง

หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วให้นำส่วนต่างๆ ของพืชที่เป็นโรคนำไปเผาทำลายทันที หากเกษตรกรจะปลูกสับปะรดฤดูถัดไป ควรเลือกพื้นที่ปลูกที่ไม่เคยมีการระบาดของโรคนี้มาก่อน และควรทำแปลงปลูกให้ระบายน้ำได้ดี ไม่ ควรมีน้ำท่วมขัง และให้เลือกใช้ส่วนขยายพันธุ์ที่มีคุณภาพดีจากแหล่งปลอดโรค ก่อนปลูก เกษตรกรควรแช่จุกหน่อพันธุ์ด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชเมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20-40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% ดับเบิ้ลยูพีอัตรา 50-100 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟอสโฟนิก แอซิด 40% เอสแอล อัตรา 50-60 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร นาน 15-20 นาที