‘มนัญญา’ปลื้มผลงาน!!เปิด’ซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์’แห่งแรกใจกลางเมืองหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450767

'มนัญญา'ปลื้มผลงาน!!เปิด'ซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์'แห่งแรกใจกลางเมืองหลวง

‘มนัญญา’ปลื้มผลงาน!!เปิด’ซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์’แห่งแรกใจกลางเมืองหลวง

วันพุธ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 17.58 น.

“มนัญญา”ปลื้มผลงาน!!เปิดซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์แห่งแรกในเมืองหลวง ฟุ้งเพิ่มเงินเข้ากระเป๋าเกษตรกร มีกำลังใจทำพืชผัก-ผลไม้อินทรีย์ป้อนผู้บริโภค

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2562 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดซูเปอร์มาเก็ตสหกรณ์แห่งแรกในกรุงเทพมหานคร ที่ร้านสหกรณ์พระนคร ถ.พหลโยธิน ใกล้สถานีรถไฟฟ้าอารีย์ ซึ่งจะพัฒนาร้านสหกรณ์ให้เป็นศูนย์รวบรวมและจำหน่ายพืชผักและผลิตผลการเกษตรจากสหกรณ์ทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้บริโภคได้มีโอกาสเลือกซื้อสินค้าทั้งของสดและของแห้ง ซึ่งจะเน้นจำหน่ายสินค้าที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และปลอดภัยในราคายุติธรรม ซึ่งผู้บริโภคสามารถตรวจสอบถึงที่มาของแหล่งผลิตสินค้าแต่ละชนิด เพื่อสร้างความมั่นใจเมื่อเลือกซื้อสินค้าที่ซูเปอร์มาเก็ตสหกรณ์

“ดิฉันต้องการผลักดันให้สำเร็จ เพราะหากทำได้ จะเป็นการนำสินค้าสหกรณ์ออกสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ดังนั้น ประมาณ 3 เดือน จะประเมินได้ว่าการตอบรับเป็นอย่างไร ต้องปรับปรุงอะไรให้ตรงใจคนซื้อ เพราะสินค้าที่นำมาจำหน่ายที่นี่จะเจาะกลุ่มเป้าหมายที่รักสุขภาพ บริโภคพืชผักและสินค้าที่คุณภาพดี หากเสียงตอบรับดีจะมีการขยายออกไปทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้สมาชิกสหกรณ์ เพราะหากสินค้าขายได้ดี ก็จะเป็นผลให้เงินในกระเป๋าของสมาชิกสหกรณ์การเกษตรมีเพิ่มขึ้น ดังนั้นการที่ประชาชนมาช่วยอุดหนุนสินค้าสหกรณ์ นอกจากได้สินค้าดีแล้ว อีกทางหนึ่ง คือเรากำลังช่วยกันเกื้อกูลพี่น้องประชาชนของเราในพื้นที่ต่างจังหวัด ให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทำให้มีกำลังใจผลิตสินค้าดี สินค้าปลอดภัยมาจำหน่าย และอนาคตจะส่งเสริมให้ค้าออนไลน์เพิ่มขึ้น” รมช.เกษตรฯ กล่าว

น.ส.มนัญญา กล่าวว่า ขอขอบคุณทกฝ่ายร่วมมือกันส่งเสริมเปิดตลาดเพิ่มช่องทางให้สินค้าเกษตร จากทั่วประเทศเข้าเมืองหลวงของอร่อยที่สุดของประเทศไทย มาที่สหกรณ์พระนคร เป็นการแบ่งปันผลประโยชน์ ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ทำให้คนไทย บริโภคผักผลไม้ปลอดสารเคมี ผักอินทรีย์ ราคาไม่แพง ถูกกว่าท้องตลาดทั่วไป ขอเป็นกำลังใจให้สหกรณ์เครือข่ายผู้ผลิต ทำให้เกิดซูเปอร์สหกรณ์ เป็นผลงานไม่ใช่ของดิฉัน คนเดียวเป็นของทุกคนภาคภูมิใจวันนี้เรามีตลาดของเกษตรกรได้ช่วยชาวบ้าน

“ซูเปอร์มารเก็ตสหกรณ์ จะขยายไปทุกจังหวัด อำเภอ อบต.ต่างๆ เร็วๆ นี้จะเปิด จ.นครปฐม ขอให้ผู้บริโภคมั่นใจผลผลิตการเกษตรของสหกรณ์ รับรองจากต้นทางเป็นจีเอพี การผลิตสินค้าไม่ใช่สารเคมี เป็นชีวภาพ และแก้ปัญหาเรื่องราคาที่ผ่านคนกลาง โยนกันไปกันมา ทำให้เกษตรกรไม่มีกำลังใจ เรามาทำตรงนี้ทำให้เกษตรกร มีรายได้มั่นคงขึ้น มีกำลังใจผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยมาขาย เกิดผลดีทั้งตัวเกษตรกรเองและผู้บริโภค เปิดตลาดช่องทางให้คนรู้จักสินค้าสหกรณ์ที่มีคุณภาพ จากฟาร์มสู่มือผู้บริโภค” น.ส.มนัญญา กล่าว

‘ธรรมนัส’ลุยน่านตรวจโครงการส่งเสริมปรับปรุงพื้นที่ทำกินเกษตร-แจกส.ป.ก.ผู้ยากไร้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450760

'ธรรมนัส'ลุยน่านตรวจโครงการส่งเสริมปรับปรุงพื้นที่ทำกินเกษตร-แจกส.ป.ก.ผู้ยากไร้

‘ธรรมนัส’ลุยน่านตรวจโครงการส่งเสริมปรับปรุงพื้นที่ทำกินเกษตร-แจกส.ป.ก.ผู้ยากไร้

วันพุธ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 17.00 น.

30 ตุลาคม 2562 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯเปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมทั้งเป็นประธานในพิธีส่งมอบแหล่งน้ำเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ โครงการคลองส่งน้ำบ้านดู่พงษ์ หมู่ที่ 2 ตำบลดู่พงษ์ อำเภอสันติสุข จังหวัดน่าน ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมพัฒนาที่ดิน ได้จัดทำโครงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกร กิจกรรมการพัฒนาคุณภาพดินในพื้นที่จัดการปัญหาที่ดินทำกิน เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตและส่งเสริมสนับสนุนการใช้สารอินทรีย์ลดใช้สารเคมีทางการเกษตร การผลิตปุ๋ยหมัก/น้ำหมักชีวภาพเพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต รวมถึงส่งเสริมการอนุรักษ์ดินและน้ำในพื้นที่เกษตรกรรมเพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยยึดหลักแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.)

นอกจากนั้นยังได้มีพิธีมอบสระน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน ขนาด 1,260 ลบ.ม. ปีงบประมาณ 2562 แก่เกษตรกรจำนวน 8 ราย มอบบัตรดินดีแก่เกษตรกร อำเภอสันติสุข จำนวน 20 ราย และมอบปัจจัยการผลิตให้แก่กลุ่มเกษตรอินทรีย์บ้านดอนอภัย หมู่ที่ 3 ตำบลป่าแลวหลวง อำเภอสันติสุข ได้แก่ เมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสดกากน้ำตาล สารเร่งซุปเปอร์ พด.1 และ ซุปเปอร์ พด.2 จำนวน 20 ราย พร้อมกับมอบหนังสือการอนุญาตเข้าทำประโยชน์ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) แก่เกษตรกร จำนวน 30 รายและยังได้เยี่ยมชมพื้นที่แปลง คทช. พบปะเกษตรกร และให้ข้อเสนอแนะการพัฒนาด้านเกษตรกรรมด้วย

อย่างไรก็ตามสำหรับพื้นที่ที่นำมาจัดที่ดินทำกินโดยการดำเนินงานของ คทช. ได้มอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติ (ป.ส. 23) ให้แก่ราษฎรอำเภอสันติสุข จังหวัดน่านนั้น เป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าแม่น้ำน่านฝั่งตะวันออกตอนใต้ ครอบคลุมพื้นที่ 3 อำเภอ ประกอบด้วย ตำบลป่าแลวหลวง 10,452 ไร่ ตำบลพงษ์ 5,256 ไร่ และตำบลดู่พงษ์ 7.126 ไร่

ขณะที่นางสาวเบญจพร ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวเสริมว่า โครงการส่งเสริมและปรับปรุงพื้นที่ทำกินของเกษตรกรตามนโยบาย คทช. เป็นโครงการที่กรมพัฒนาที่ดิน ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกรการพัฒนาคุณภาพดินในพื้นที่จัดการปัญหาที่ดินทำกินเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตและส่งเสริมสนับสนุนการใช้สารอินทรีย์ ลดใช้สารเคมีทางการเกษตร การผลิตปุ๋ยหมัก/น้ำหมักชีวภาพ เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตรวมถึงส่งเสริมการอนุรักษ์ดินและน้ำ ทั้งวิธีกลและวิธีพืช ในพื้นที่เกษตรกรรมเพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน เพื่อรักษาความมั่นคงของฐานทรัพยากรและการสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์กับการใช้ประโยชน์เพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติไว้ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินตามคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ที่มีความตั้งใจในการจัดสรรพื้นที่ทำกินให้มีความเพียงพอต่อความต้องการของประชาชนที่มีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้น จึงต้องมีการปรับพื้นที่ให้เหมาะสมอย่างเป็นธรรมและถูกกฎหมาย เป็นพื้นที่ของการอยู่อาศัย พื้นที่ทำกิน พื้นที่ป่าเศรษฐกิจ พื้นที่ป่าชุมชน และพื้นที่ป่าอนุรักษ์

โดยที่ผ่านมาสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 7 กรมพัฒนาที่ดิน ได้เข้าไปให้ความรู้ในการปรับปรุงบำรุงดินพัฒนาที่ดินให้มีความสมบูรณ์เหมาะสมในการปลูกพืช ให้เกษตรกรผู้ได้รับสิทธิ์ ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานในการต่อยอดสำหรับประกอบอาชีพอื่นๆ เนื่องจากดินในแต่ละพื้นที่มีคุณสมบัติและคุณภาพที่แตกต่างกัน เพื่อให้ปลูกพืชผลทางการเกษตรตามความเหมาะสมต่อไป

‘มนัญญา’จวก’อดีตบิ๊กเกษตรฯ’ ข้องใจเดือดร้อนแทนเจ้าของบริษัท3สาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450748

'มนัญญา'จวก'อดีตบิ๊กเกษตรฯ' ข้องใจเดือดร้อนแทนเจ้าของบริษัท3สาร

‘มนัญญา’จวก’อดีตบิ๊กเกษตรฯ’ ข้องใจเดือดร้อนแทนเจ้าของบริษัท3สาร

วันพุธ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 16.42 น.

“มนัญญา”รอฟังผลศาลปกครอง หลังกลุ่มเกษตรกรยื่นร้องคัดค้านมติยกเลิกใช้3สารพิษ จวก”อดีตกรมวิชาการเกษตร”เดือดร้อนแทนเจ้าของบริษัทนำเข้า3สาร

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2562 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า หลังจากแบน 3 สาร ได้สั่งการดูแลช่วยเหลือเกษตรกรทันที โดยให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ เร่งสำรวจความต้องการจากสหกรณ์การเกษตรทั่วประเทศกว่า 700 แห่ง เพื่อส่งเสริมการใช้เครื่องจักรกลเกษตร กำจัดวัชพืช ขณะนี้มี 70 สหกรณ์ ที่ยื่นความประสงค์ขอเครื่องจักรกลการเกษตร ไปช่วยเหลือสมาชิกเกษตรกรชาวไร่มันสำปะหลัง โดยจะรวบรวบความต้องการของสหกรณ์การเกษตร เสนอของบกลางจากนายกรัฐมนตรี ไปอุดหนุนในการจัดซื้อเครื่องจักรกลโดยเร็วที่สุดเพื่อให้ทันฤดูกาลเพาะปลูกใหม่ รวมทั้ง นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ได้ตั้งคณะทำงานเพื่อกำหนดแนวทางดูแลเกษตรกร

ผู้สื่อข่าวถามว่า ตัวแทนกลุ่มเกษตรกรกว่า 1 พันคน ได้ยื่นฟ้องศาลปกครองเพื่อคัดค้านการแบน 3 สาร และให้ทบทวนมติยกเลิกใช้สาร เพราะได้รับผลกระทบอย่างมาก

น.ส.มนัญญา กล่าวว่า ขณะนี้ขอให้รอฟังคำสั่งศาลปกครอง จะมีผลออกมาอย่างไร เบื้องต้นทราบว่ามีการเรียกข้าราชการไปให้ปากคำหลายราย ดังนั้น ไม่ขอก้าวล่วงรอให้มีคำวินิจฉัยออกมา ส่วนคำว่าได้รับผลกระทบต้องดูทุกส่วน ถ้าปล่อยไปจะมีผลกระทบผู้บริโภค ส่วนที่มีการโจมตีดิฉัน ว่าโหดร้ายเรื่องหยิบประเด็นสารพิษอาบแผ่นดินขึ้นมาแบน 3 สาร ถามว่าจะให้ทำอย่างไร จะปล่อยให้เกษตรกรไทยใช้สารพิษต่อไปหรือ แต่จะให้ดิฉันมายอมรับสิ่งที่ทำเอาไว้ ส่งจากรุ่นสู่รุ่น กรมวิชาการเกษตรต้องกลับไปคิดใหม่ ไม่ใช่ปล่อยให้สิ่งไม่ดีเป็นมรดกตกทอดรุ่นสู่รุ่น

“ตกใจที่ได้อ่านบทความของอดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ที่เขียนโจมตีว่าเราทำให้เกษตรกรตกเป็นผู้ร้าย ทำแผ่นดินอาบสารพิษ ไม่ทราบว่าท่านเขียนบนความเข้าใจสิ่งใด ทั้งที่เรื่องการแบนสาร 3 ตัวนี้ เกิดขึ้นมาหลายปี ทุกคนต้องเตรียมพร้อม จริงๆ ขอถามว่าทำไมต้องไปเดือดร้อนแทนเจ้าของ 3 สารเคมี และยังไม่เห็นเจ้าของบริษัทผู้นำเข้ารายใดจะออกมาพูดเรียกร้องอะไร มีแต่คนอื่นพูดแทนเดือดร้อนแทนบริษัทกันทั้งนั้น ซึ่งยืนยันว่าไม่มีการยืดเวลาออกไปอีก 6 เดือน ในการจัดการสารคงเหลือและเก็บสารออกจากร้านค้า ไม่มีการเลื่อนให้แล้ว ยึดตามมติห้ามใช้ 3 สาร มีผลบังคับวันที่ 1 ธ.ค.นี้แน่นอน” น.ส.มนัญญา กล่าว

กรมชลฯวางแผนจัดสรรน้ำช่วงแล้ง ย้ำ!น้ำในเขื่อนน้อย ไม่เพียงพอการเกษตรหลายพื้นที่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450735

กรมชลฯวางแผนจัดสรรน้ำช่วงแล้ง ย้ำ!น้ำในเขื่อนน้อย ไม่เพียงพอการเกษตรหลายพื้นที่

กรมชลฯวางแผนจัดสรรน้ำช่วงแล้ง ย้ำ!น้ำในเขื่อนน้อย ไม่เพียงพอการเกษตรหลายพื้นที่

วันพุธ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 16.08 น.

กรมชลประทานวางแผนจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2562/2563 ย้ำปริมาณน้ำในเขื่อนน้อย ไม่สามารถส่งน้ำเพื่อการเกษตรในหลายพื้นที่ ขอทุกฝ่ายใช้น้ำอย่างประหยัดและเป็นไปตามแผนการจัดสรรน้ำที่วางไว้เพื่อให้มีปริมาณน้ำเพียงพอใช้ตลอดฤดูแล้งหน้าต่อเนื่องไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้า

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า ในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้จะเข้าสู่ฤดูแล้งซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยคณะทำงานวางแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ได้วางแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปี 2562/63 ตามข้อสั่งการของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่ห่วงใยประชาชนเกี่ยวกับการใช้น้ำในช่วงฤดูแล้งเนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำต่างๆ หลายแห่งอยู่ในเกณฑ์น้อย ทั้งนี้กรมชลประทานคาดการณ์ปริมาณน้ำต้นทุนทั่วประเทศในวันที่ 1 พ.ย. 62 ว่า จะมีน้ำใช้การได้ประมาณ 30,126 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.) แบ่งเป็นการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2562/63 ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 62 – 30 เมษายน 63 ประมาณ   17,587 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 5,934 ล้าน ลบ.ม.  ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 12,539 ล้าน ลบ.ม. จะสำรองไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนปี 2563 ระหว่างเดือนพฤษภาคม .- กรกฎาคม 63

 

นายทองเปลว กล่าวต่อว่า ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปริมาณน้ำต้นทุนจาก 4 เขื่อนหลักที่มีอยู่ขณะนี้ เพียงพอที่จะสนับสนุนเฉพาะการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ และไม้ผลไม้ยืนต้นเท่านั้น จึงกำหนดมาตรการในการบริหารจัดการน้ำ โดยกำหนดให้ประตูระบายน้ำที่รับน้ำจากแม่น้ำต่างๆในลุ่มน้ำเจ้าพระยา เปิดรับน้ำเฉพาะการอุปโภคบริโภค เป็นครั้งคราว สำหรับลำน้ำหรือคลองส่งน้ำ ให้รับน้ำเข้าในเกณฑ์ต่ำสุด เพื่อรักษาเสถียรภาพของตลิ่งลำน้ำเท่าที่มีความจำเป็น พร้อมทั้งขอความร่วมมือไม่ให้ปิดกั้นหรือสูบน้ำเข้าพื้นที่เพาะปลูก โดยให้ยึดตามปฏิทินการสูบน้ำที่กรมชลประทานวางแผนรอบเวรการสูบน้ำไว้แล้ว ส่วนสถานีสูบน้ำของการประปานครหลวง การประปาส่วนภูมิภาค และการประปาส่วนท้องถิ่นสามารถสูบน้ำได้ตามปกติตามแผนการสูบน้ำที่ได้เสนอกรมชลประทานไว้แล้วก่อนหน้านี้

นอกจากนี้ ยังขอความร่วมมือให้ลดการเพาะเลี้ยงในบ่อปลา บ่อกุ้ง เขตโครงการชลประทานลุ่มน้ำเจ้าพระยา รวมไปถึงการเพาะเลี้ยงปลาในกระชัง ในแม่น้ำปิง แม่น้ำน่าน แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำน้อย แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำท่าจีน และในระบบชลประทาน ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2562 – 30 เมษายน 2563 พร้อมทั้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังและควบคุมไม่ให้มีการปล่อยน้ำเสียลงในแม่น้ำ คู คลอง และแหล่งน้ำต่างๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการระบายน้ำเพิ่มขึ้นเพื่อเจือจางน้ำเสีย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำที่ต้องสำรองไว้ให้เพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศตลอดฤดูแล้งนี้และต้นฤดูฝนหน้า ส่วนลุ่มน้ำแม่กลอง ปริมาณน้ำในเขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ อยู่ในเกณฑ์น้ำมาก สามารถสนับสนุนน้ำเพื่อเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2562/63 ได้ และสำรองน้ำไว้เพื่อสนับสนุนการเพาะปลูกข้าวนาปีฤดูกาลผลิต ปี 2563 ได้อย่างเพียงพอ

 

ทั้งนี้ ยังมีพื้นที่ด้านท้ายของอ่างเก็บน้ำอีกหลายแห่ง ที่สนับสนุนน้ำได้เฉพาะการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศเท่านั้นได้แก่ เขื่อนแม่มอก จังหวัดลำปาง เขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น เขื่อนจุฬาภรณ์ จังหวัดชัยภูมิ เขื่อนลำพระเพลิง จังหวัดนครราชสีมา เขื่อนมูลบน จังหวัดนครราชสีมา และเขื่อนลำแซะ จังหวัดนครราชสีมา เนื่องจากมีปริมาณน้ำต้นทุนอยู่ในเกณฑ์น้อย ไม่สามารถจัดสรรเพื่อการเพาะปลูกได้

นายทองเปลว กล่าวเพิ่มเติมว่า อ่างเก็บน้ำที่มีน้ำน้อย แต่ยังพอที่จะสนับสนุนน้ำเพื่อการเพาะปลูกพืชใช้น้ำน้อย (พืชไร่-พืชผักและพืชอื่นๆ) ได้แก่ เขื่อนแม่กวง จังหวัดเชียงใหม่ เขื่อนห้วยหลวง จังหวัดอุดรธานี เขื่อนลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา เขื่อนลำนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ เขื่อนกระเสียว จังหวัดสุพรรณบุรี เขื่อนสียัด จังหวัดฉะเชิงเทรา และเขื่อนประแสร์ จังหวัดระยองทั้งในเขตและนอกเขตชลประทาน

สำหรับแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปี 2562/63 ทั้งประเทศได้กำหนดพื้นที่เพาะปลูกไว้ทั้งสิ้น 7.21 ล้านไร่ แบ่งเป็นข้าวนาปรัง(นารอบที่ 2) 4.54 ล้านไร่ และพืชไร่พืชผัก 2.67 ล้านไร่ โดยในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ในเขตชลประทานไม่ส่งเสริมการเพาะปลูกพืชเนื่องจากน้ำต้นทุนใน 4 เขื่อนหลักอยู่ในเกณฑ์น้อยต้องคงไว้สนับสนุนการอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศเป็นหลัก ส่วนพื้นที่นอกเขตชลประทาน กำหนดไว้ 1.64 ล้านไร่ แบ่งเป็นข้าว 1.05 ล้านไร่ และพืชไร่พืชผัก 0.59 ล้านไร่ ส่วนลุ่มน้ำแม่กลอง 1.12 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าว 0.86 ล้านไร่ และพืชไรพืชผัก 0.26 ล้านไร่ ขอให้เกษตรกรปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานราชการในพื้นที่ พร้อมทั้งขอให้ติดตามข่าวจากทางราชการอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่เกิดผลเสียหายต่อเกษตรกร รวมทั้งขอให้ทุกภาคส่วนร่วมใจกันใช้น้ำอย่างประหยัด และเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัด เพียงพอใช้ตลอดฤดูแล้งนี้

อดีตบิ๊กเกษตรฯขึ้นศาลปค. ซัดแบน3สารพิษเปิดทางลักลอบใช้-ของปลอมทะลัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450695

อดีตบิ๊กเกษตรฯขึ้นศาลปค. ซัดแบน3สารพิษเปิดทางลักลอบใช้-ของปลอมทะลัก

อดีตบิ๊กเกษตรฯขึ้นศาลปค. ซัดแบน3สารพิษเปิดทางลักลอบใช้-ของปลอมทะลัก

วันพุธ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 14.55 น.

อดีตบิ๊กเกษตรฯเตรียมให้ข้อมูลศาลปกครอง ชี้มติคกก.วัตถุอันตรายแบน3สารพิษไร้ข้อมูลสนับสนุน แต่ถูกรมต.ชี้นำ เสี่ยงถูกฟ้อง ยันผลศึกษาไม่มีสารทดแทนที่ปลอดภัย เชื่อหลังยกเลิกมีลักลอบใช้-ของปลอมทะลัก

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างศาลปกครองกลาง พักการไต่สวนเพื่อพิจารณาว่าจะกำหนดมาตรการบรรเทาทุกข์ชั่วคราว โดยระงับคำสั่งยกเลิกการใช้ 3 สารเคมี คือ พาราควอต , ไกลโฟเสต และคลอร์ไพริฟอส ที่คณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติให้ยกเลิกตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2562 ไว้ก่อน จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา ตามที่เครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง พร้อมด้วยเครือข่ายผู้แทนเกษตรกร 6 จังหวัด รวม 1,091 คน ยื่นฟ้องหรือไม่นั้น

นายอนันต์ ดาโลดม อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ซึ่งมาเป็นพยานให้กับทางเครือข่ายฯ กล่าวก่อนให้ข้อมูลกับศาลในช่วงบ่าย ว่า หวังอำนาจศาลเป็นที่พึ่งสุดท้าย จะให้ความเป็นธรรม เพราะที่ผ่านมาไม่มีตัวแทนเกษตรกรแท้จริงเข้าไปร่วมพิจารณา ทั้งในชั้นคณะกรรมการศึกษา คณะกรรมการวัตถุอันตราย ก่อนที่จะมีคำสั่งแบน 3 สารดังกล่าว ข้อมูลที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายพิจารณาเป็นข้อมูลเก่าทั้งสิ้น ไม่มีข้อมูลใหม่ และเห็นว่าการพิจารณามีการชี้นำของรัฐมนตรีในการลงมติ จึงเป็นมติที่ขาดความชอบธรรม และเสี่ยงต่อการถูกฟ้อง

“การประชุมใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมง ก่อนยกเลิก 3 สาร ไม่มีการศึกษาอย่างรอบด้าน สมัยผมเป็นอธิบดีกรมวิชาการเกษตร จะแบนสารเคมี 4 ตัว ต้องใช้เวลาถึง 2 ปี เพราะต้องศึกษาผลกระทบ สารทดแทนให้ครบถ้วน การพิจารณาก็โปร่งใสทุกขั้นตอน แต่ครั้งนี้ กรรมการเหมือนถูกกดดันได้รับคำสั่ง ซึ่งเรื่องนี้เป็นการสู้กับกระบวนการที่ใหญ่มาก ภาคการเมืองเมื่อแบนแล้วไม่ได้สนใจผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเกษตรกรว่าจะเป็นอย่างไร” นายอนันต์ กล่าว

นายอนันต์ ยังกล่าวว่า ทางออกของเรื่องนี้ รัฐบาลควรมีการทบทวน แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ ก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรีก็ได้สั่งให้มีการดูแลให้รอบคอบ เพราะท่านก็ทราบว่ายังไม่มีสารทดแทน ที่บอกกันว่ามีสารชีวะพันธุ์ทดแทนจากผลการศึกษาที่ผ่านมาก็พบว่ามีส่วนผสมของพาราควอต และไกลโฟเสต ทำให้ไม่ได้รับการขึ้นทะเบียน หรือที่ว่าจะใช้กลูโฟซิเนต ก็มีในประเทศไทยมานานแล้ว แต่เกษตรกรไม่ใช้เพราะราคาแพง และประสิทธิภาพการใช้ด้อยกว่า 3 สารเคมี และยังไม่แน่ว่าสารเคมีตกค้างอาจจะมากกว่า ขณะที่หากจะให้ใช้เครื่องจักรกลการเกษตร กับพืชไร่บางชนิด เช่น อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพด ก็ไม่สามารถใช้ได้ และอาจก่อมลพิษด้านสิ่งแวดล้อม เพราะเครื่องจักรต้องใช้น้ำมันดีเซล รวมทั้งอย่าไปแนะนำให้เกษตรกรใช้วิธีถอนหญ้าในแปลงเกษตร ค่าแรงงานคนต่อไร่แพงกว่าและใช้เวลามากกว่า

นายอนันต์ ยังเชื่อว่า หลังจากนี้จะมีการลักลอบขาย 3 สารที่ถูกแบน และมีสารเคมีปลอมออกมาจำหน่าย พร้อมห่วงการนำเข้าสินค้าที่มีการใช้ 3 สาร จะเกิดผลกระทบจำนวนมาก การพิจารณาของรัฐมนตรีเอาแต่กระแสสังคม เอ็นจีโอ มากำหนดเป็นนโยบาย ปัญหานี้ยากต่อการแก้ไข รัฐบาลจะเอางบไหนมาชดเชยให้เกษตรกร

“เชื่อนายกฯ รับทราบผลที่ตามมาเป็นเรื่องใหญ่ ท่านเคยมีบัญชาจากปี 2561 และเมษายน 2562 ให้ศึกษา แต่พอมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งแล้วเรื่องก็ไปอยู่ในมือของรัฐมนตรี สิ่งที่นายกฯ มีบัญชามา แต่รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกลับมติแบน” นายอนันต์ กล่าว

ด้าน นายสุกรรณ สังขะวรรณ์ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรกรปลอดภัย กล่าวว่า ทางเครือข่ายนำพยานมาให้ศาลไต่สวนรวม 10 ปาก ช่วงเช้าศาลได้ให้ น.ส.อัญชุลี ผู้ฟ้อง ชี้แจงประเด็นที่ฟ้อง และ นายอดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ชี้แจงเพิ่ม บรรยายกาศการชี้แจงเป็นไปด้วยดี

รมว.เกษตรฯสั่งหน่วยงาน แจงมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ต้นทุนผลิตพุ่งสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450628

รมว.เกษตรฯสั่งหน่วยงาน แจงมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ต้นทุนผลิตพุ่งสูง

รมว.เกษตรฯสั่งหน่วยงาน แจงมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ต้นทุนผลิตพุ่งสูง

วันพุธ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 11.39 น.

รมว. เกษตรฯ สั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตอบข้อซักถามของผู้แทนเกษตรกรพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิดถึงเหตุผลที่ส่งหนังสือสรุปมติคณะทำงาน 4 ฝ่ายซึ่งปรับสถานะสารเคมีการเกษตร 3 ชนิดเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ไปยังคณะกรรมการวัตถุอันตราย จนนำไปสู่การยกเลิกใช้ รวมทั้งแจงมาตรการรองรับและช่วยเหลือเกษตรกรที่เดือดร้อนจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า ได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและคณะทำงานพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิด ซึ่งมีปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธานทำหนังสือตอบข้อซักถามของกลุ่มเกษตรกรพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิดได้แก่ อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ข้าวโพด และไม้ผล

ทั้งนี้กลุ่มเกษตรกรได้ยื่นข้อเรียกร้องให้กระทรวงเกษตรเปิดเผยเอกสารฉบับเต็มของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ลงนามโดยรมว. เกษตรฯ ใช้ประกอบวาระการประชุมของคณะกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2562 จนนำไปสู่การลงมติยกเลิกการใช้สารเคมี ตามคำแถลงของคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่ว่า “กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รายงานว่าได้มีการพิจารณาข้อมูลวิธีการและสารทางเลือกในการจัดการวัชพืช ต้นทุนของวิธีการและสารทางเลือก ข้อมูลสารทดแทนคลอร์ไพริฟอส ปริมาณสารที่คงเหลือ ณ ปัจจุบัน ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เห็นว่าสามารถบริหารจัดการเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการปฏิบัติได้ หากยกเลิกการใช้วัตถุอันตรายทั้ง 3 รายการ”

สำหรับหนังสือดังกล่าวเป็นมติของคณะทำงาน 4 ฝ่ายที่แต่งตั้งตามบัญชาของนายกรัฐมนตรีที่ให้ผู้แทนภาครัฐ เกษตรกร ผู้บริโภค และผู้นำเข้าสารเคมี ซึ่งนางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช. เกษตรฯ เป็นประธานในการประชุมเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2562 ซึ่งนางสาวมนัญญาได้เสนอมติให้รมว. เฉลิมชัยรับทราบเพื่อส่งไปยังคณะกรรมการวัตถุอันตราย

ด้านนายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัยกล่าวว่า เกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิดต้องการให้กระทรวงเกษตรฯ แสดงความโปร่งใสในการดำเนินการเรื่องดังกล่าวโดยเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับแนวทางการบริหารจัดการวัตถุอันตรายที่อยู่ที่เกษตรกรหลังวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2562 มาตรการและรายละเอียดเกี่ยวกับสารทดแทนวิธีการทดแทน วิธีการทางเลือก ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นำเสนอให้เกษตรกรไทยปฏิบัติตาม เมื่อมีการยกเลิกการใช้สารเคมี ตลอดจนรายละเอียด ค่าชดเชย หรือมาตรการการเยียวยาเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกการใช้สารเคมี แนวทางการรับฟังความคิดเห็นร่างประกาศกระทรวงว่าด้วยบัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย ตลอดจนวิธีการและช่องทางที่เปิดโอกาสให้มีการรับฟังความคิดเห็นของเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึงเนื่องจากเกษตรกรหลายรายไม่สามารถเข้าถึงการรับฟังความเห็นโดยผ่านช่องทางเว็บไซต์

“กลุ่มเกษตรกรขอให้กระทรวงเกษตรฯ เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวภายใน 7 วันตามสิทธิที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 59 ที่ว่า รัฐต้องเปิดเผยข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะในครอบครองของหน่วยงานของรัฐ ที่มิใช่ข้อมูลเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐหรือเป็นความลับของทางราชการตามที่กฎหมายบัญญัติ และต้องจัดให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสารดังกล่าวโดยสะดวก เนื่องจากเกษตรกรจำนวนมากไม่เห็นด้วยต่อมติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายในการยกเลิกใช้สารเคมี 3 ชนิดเพราะจะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ผลผลิตตกต่ำ และรายได้ไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ” นายสุกรรณ์ กล่าว

นายสุกรรณ์ กล่าวต่อว่า ขอเรียกร้องต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ดำเนินการลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อเกษตรกรโดยใช้สถานที่ราชการทั่วประเทศจัดกิจกรรมรับฟังความคิดเห็นต่อร่างประกาศกระทรวงว่าด้วยบัญชีรายชื่อวัตถุอันตรายเพื่อให้เกษตรกรสามารถมีส่วนร่วมได้อย่างแท้จริงและชะลอกระบวนการร่างประกาศกระทรวงว่าด้วยบัญชีรายชื่อวัตถุอันตรายออกไป จนกว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะสามารถชี้แจงได้ว่า มีมาตรการรองรับเพื่อเยียวยาเกษตรกร โดยต้องเป็นมาตรการที่เกษตรกรยอมรับ

ก.เกษตรฯเตรียมพร้อมรับมือภัยแล้งปี’63

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450479

x

ก.เกษตรฯเตรียมพร้อมรับมือภัยแล้งปี’63

วันพุธ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยหลังตรวจเยี่ยมการปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือที่เขื่อนแม่กวงอุดมธารา ต.ลวงเหนือ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตร รายงานภารกิจปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อป้องกันและแก้ปัญหาภัยแล้ง เติมน้ำต้นทุนให้เขื่อนกักเก็บน้ำ บรรเทาปัญหาหมอกควัน ไฟป่า และฝุ่นละอองขนาดเล็ก รวมทั้งยับยั้งการเกิดพายุลูกเห็บ ตามแผนปฏิบัติการฝนหลวงประจำปี 2562 โดยศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงประจำภาคทั้ง 5 ศูนย์ฯ ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม- 24 ตุลาคม ขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวง มีวันฝนตกจากการปฏิบัติการ คิดเป็นร้อยละ 89 และขึ้นบินปฏิบัติงาน 6,139 เที่ยวบิน ผลปฏิบัติการทำให้มีฝนตกรวม 59 จังหวัด พื้นที่ประสบภัยแล้งได้รับการช่วยเหลือ คิดเป็นร้อยละ 78.04 และเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนขนาดใหญ่ 2,923.22 ล้าน ลบ.ม. และอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 43.21 ล้าน ลบ.ม. ทำให้มีปริมาณน้ำสะสม 2,966.43 ล้าน ลบ.ม. นอกจากนี้ ยังหารือรมว.เกษตรฯถึงแนวทางแก้ปัญหาบุคลากรของกรมฝนหลวงฯ และรายงานนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกฯเห็นควรให้ปรับโครงสร้างกำลังคน และจัดซื้อยุทโธปกรณ์ทดแทน ซ่อมแซมยุทโธปกรณ์ที่ชำรุดเสียหาย

สำหรับภาพรวมปัญหาภัยแล้งปีนี้ เนื่องจากปริมาณน้ำในเขื่อนมีปริมาณน้อย กระทรวงเกษตรฯ เตรียมรับมือไว้แล้ว โดยโครงการต่างๆ ของกรมชลประทาน อีกทั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีสั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมรับสถานการณ์ภัยแล้งปี 2563 และรณรงค์ทุกภาคส่วนให้ความรู้แก่เกษตรกร ประชาชน ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใช้น้ำอย่างประหยัด หรือการปลูกพืชใช้น้ำน้อย

ด้านนายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันกรมฝนหลวงฯ ยังตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง 18 หน่วยปฏิบัติการกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ได้แก่ เชียงใหม่ พิษณุโลก ตาก ลพบุรี กาญจนบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น สุรินทร์ ระยอง สุราษฎร์ธานี และสงขลา อีกทั้ง ยังมีฐานเติมสารฝนหลวง 3 ฐาน ได้แก่ สระแก้ว บุรีรัมย์ และนครสวรรค์ มีอากาศยาน 28 ลำ และอากาศยานของกองทัพบก 1 ลำ เดินหน้าช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่ประสบปัญหาภัยแล้ง และพื้นที่ที่ต้องการน้ำด้านการเกษตรช่วงปลายฤดูฝน รวมทั้งเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อน/อ่างเก็บน้ำ 20 แห่ง ได้แก่ เขื่อนภูมิพลเขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแม่กวงอุดมธารา เขื่อนแม่มอก เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนกระเสียว เขื่อนทับเสลา เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนลำพระเพลิง เขื่อนลำตะคอง เขื่อนลำแชะเขื่อนลำนางรอง เขื่อนมูลบน อ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก อ่างเก็บน้ำคลองสียัด อ่างเก็บน้ำประแสร์ อ่างเก็บน้ำบางวาด อ่างเก็บน้ำบางเหนียวดำ อ่างเก็บน้ำป่าพะยอม และอ่างเก็บน้ำคลองหัวช้าง

ส่องเกษตร : After Shock!!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450483

449007

ส่องเกษตร : After Shock!!!

วันพุธ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา นับว่าเป็นช่วงที่มีความสับสนวุ่นวายสำหรับภาคการเกษตรพอสมควรเกิดความแตกแยกและแบ่งกลุ่มกันอย่างชัดเจนในสังคม ทั้งฝ่ายสนับสนุน ฝ่ายคัดค้าน กลุ่มการเมือง กลุ่มชาวบ้าน กลุ่มผู้บริโภค กลุ่มผู้ผลิตคนเมือง และ คนชนบท วาทกรรมแผ่นดินอาบสารพิษด้วยมือของเกษตรกรผู้ใช้สารเคมี เป็นผู้ร้ายในมุมของผู้ปั่นกระแสแบบไม่ลืมหูลืมตา เกิดกลุ่มคนผู้น่าสงสารที่ต้องบริโภคสารพิษ และสื่อที่สร้างความตระหนกไปไกลจนมองหาจุดเริ่มต้นกันไม่เจอ

อดีตที่ผ่านมาไม่นาน ก่อนกระแส 3 สารจะกระหน่ำ เกษตรกรมักได้รับการยกย่องให้เป็นกลุ่มคนที่สำคัญของประเทศ เป็นผู้เสียสละ ผลิตอาหารเลี้ยงคนทั้งประเทศ ได้รับการผลักดันให้เป็นครัวของโลกที่น่าชื่นชมเป็นกลุ่มคนที่สร้างความมั่นคงทางอาหารทำให้ประเทศเดินหน้าสร้างความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นตามมา แต่ทุกวันนี้ เกษตรกรกลับกลายเป็นผู้ร้าย เป็นผู้ที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อสุขภาพของผู้บริโภค สร้างมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ทำลายเศรษฐกิจของชาติ และอื่นๆ อีกมาก สุดแต่จะจินตนาการไป ผู้ที่อยากเกาะกระแสก็ออกมาให้ข้อมูลที่อยากจะให้ ผู้คนในสังคมยังคงเสพสื่อโดยขาดตรรกะ ขาดการตรวจสอบข้อมูล ข้อเท็จจริง จินตนาการสามารถกลบความรู้จนมิดสนิทและไปไกลจนกระทั่งนักวิชาการเกษตรผู้ไม่ประสากับการสร้างกระแส ถึงกับยืนงงกับปลวกกินหญ้า ความแตกแยกในสังคมไทยได้เกิดขึ้นอีกแล้ว

ประสบการณ์การทำงานในอดีตของผม ทำให้มีโอกาสเดินทางไปในประเทศต่างๆ สิ่งที่ผมเห็นในแวดวงการเกษตร คือ ทุกสังคมไม่ว่าประเทศไหนต่างให้ความสำคัญกับภาคการเกษตร เพราะทุกประเทศเห็นความสำคัญของการผลิตอาหารเพื่อเลี้ยงประชาชนของตนเอง เมื่อมีอาหารอุดมสมบูรณ์ย่อมส่งผลต่อการพัฒนาประเทศในด้านอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศอุตสาหกรรม หรือแม้แต่ประเทศที่เป็นแหล่งน้ำมัน ทุกประเทศต่างก็พยายามที่จะลดการพึ่งพาอาหารจากต่างประเทศให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ หากเกิดอะไรขึ้นก็ยังสามารถผลิตอาหารเลี้ยงผู้คนในชาติได้ ยอมที่จะลงทุนตั้งแต่การศึกษาวิจัยไปจนถึงการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ขึ้นมา เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้คนในชาติว่าประเทศของตนมีความมั่นคงทางอาหารอย่างแน่นอน

มองกลับมาที่บ้านเราในช่วงเวลานี้ดูราวกับว่ามุ่งทำลายระบบการเกษตร เพียงเพื่อต้องการชนะตามกระแสที่ขาดเหตุผลทางวิทยาศาสตร์อย่างรอบด้านมารองรับ ไม่ได้มองไปถึงผลกระทบที่จะเกิดตามมาในวงกว้าง ผลประโยชน์ตกอยู่กับคนเพียงบางกลุ่ม แต่ผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมนี้ต้องรับผลกระทบไปด้วยกันทั้งหมดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ปกติหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว มักจะเกิดเหตุการณ์หนึ่ง ตามมา เรียกว่า After Shock เหตุการณ์นี้จะรุนแรงหรือจะเกิดขึ้นเพียงบางเบาขึ้นกับความรุนแรงของแผ่นดินไหว เช่นเดียวกับกรณีการแบน 3 สาร จะว่าไปแล้วก็นับว่าเป็นแผ่นดินไหวที่รุนแรงในภาคการเกษตรผมคาดว่าเหตุการณ์จะไม่จบลงเพียงแค่นี้หลังจากแบนแล้วจะต้องทำอะไรต่อหรือ เป็นคำถามที่ต้องมีผู้รับผิดชอบความปลอดภัยของอาหารในประเทศจะปลอดภัย 100% สุขภาพของคนไทยจะดีขึ้นไม่มีสารพิษตกค้างอย่างที่กล่าวอ้าง และสิ่งแวดล้อมจะกลับมาดีงามเพราะไม่มีการอาบแผ่นดินด้วยสารพิษอีกแล้ว วาทกรรมที่นักการเมืองระดับนโยบายท่องผ่านสื่อเป็นจังหวะเดียวกัน ทำให้คนทั้งประเทศที่ได้รับฟังและคล้อยตามมาตลอด จะเป็นจริงแล้วหรือน่าดีใจจริง แต่ผมเชื่อว่าผู้คนในวงการเกษตรที่แท้จริงไม่ได้เชื่อไปในแนวทางนั้นทั้งหมด ความปลอดภัยของอาหารไม่ได้ขึ้นกับสารเคมีทางการเกษตรเพียงอย่างเดียว สุขภาพของคนไทยก็ไม่ได้ขึ้นกับการใช้สารเคมีทางการเกษตรเท่านั้น หรือแม้แต่สิ่งแวดล้อมของประเทศก็ไม่ได้เสื่อมลงเพราะสารเคมีทางการเกษตร ยังมีเหตุปัจจัยต่างๆ อีกมาก อย่าได้โยนบาปให้เกษตรกรเลย

ผมมีความเห็นว่าการสร้างความปลอดภัยของอาหารให้เกิดขึ้นอย่างถาวร ควรเริ่มจากการให้ความรู้ความเข้าใจที่จะนำไปสู่การลด ละ เลิกการใช้สารเคมีทางการเกษตร เพราะเมื่อไม่มีคนใช้สารเคมี ผู้ผลิตก็ต้องยกเลิกการผลิตและการจำหน่ายไปในที่สุด แต่แนวทาง
ดังกล่าวเป็นงานที่ต้องใช้เวลา ใช้ความอดทน และนโยบายการส่งเสริมที่ชัดเจนและต่อเนื่อง ไม่ใช่นโยบายแบบสร้างภาพสวยๆ ปั่นกระแส กดดัน ข่มขู่ ขาดความรอบคอบรอบด้าน ผลที่ตามมาจะไม่สามารถปรับตัวและรับแรงกระแทกได้ อาจถึงขั้นล่มสลายกันไปทั้งระบบ ผมได้แต่ภาวนาว่าขออย่าให้เกิดขึ้นเลยแรงกระแทกที่ว่านั้น การออกมาของเกษตรกรเพียงเพื่อเสนอข้อเท็จจริง แต่เป็นความเห็นที่ต่างจากผู้กำหนดนโยบาย เกษตรกรก็ได้กลายเป็นผู้ร้ายตามหน้าสื่อไปแล้ว หากเกษตรกรรวมกลุ่มกันเลิกผลิตอาหารเลี้ยงคนเมือง เปลี่ยนระบบการผลิตเป็นการผลิตเพื่อเลี้ยงชีพตน แลกเปลี่ยนอยู่ในสังคมของตน ปรับรายได้หลักมาสู่งานนอกภาคการเกษตร คนเมืองที่ต้องการบริโภคอาหารปลอดภัยจะใช้ชีวิตแบบคนเมืองอย่างไร เป็นประเด็นที่น่าติดตามมาก ยังไม่รวมถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับวงการอื่นๆ จากแรงกระเพื่อมที่ไม่สนใจข้อเท็จจริงดังกล่าว มาติดตามกันว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้นจาก After Shock ครั้งนี้

สมชาย ชาญณรงค์กุล

‘มนัญญา’ลงพื้นที่สุรินทร์ ตรวจแผนสกัดโรคไหม้คอรวงข้าวระบาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450481

x

‘มนัญญา’ลงพื้นที่สุรินทร์ ตรวจแผนสกัดโรคไหม้คอรวงข้าวระบาด

วันพุธ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยหลังประชุมติดตามสถานการณ์ระบาดของโรคไหม้คอรวงข้าวในจ.สุรินทร์ ว่ากรมส่งเสริมการเกษตรรายงาน เมื่อวันที่16 ตุลาคม ที่ผ่านมา พบการระบาดของโรคไหม้คอรวงข้าวใน 7 จังหวัดได้แก่ ลําพูน แพร่ จันทบุรี มุกดาหาร มหาสารคาม สุรินทร์ และสงขลา รวม 7,442 ไร่ และพบการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลใน 6 จังหวัด ได้แก่ ลําปาง แพร่ อุตรดิตถ์ พิจิตร อ่างทอง และสุพรรณบุรี รวม 18,141 ไร่ นอกจากนี้ กรมการข้าวยังได้รับรายงานการระบาดของโรคไหม้ในจ.สุรินทร์ 77,777 ไร่ และการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในจ.ลําปาง ด้วย กรมการข้าวจึงแจ้งเตือนภัยการระบาดของศัตรูข้าวทั้ง 2 ชนิด ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก

สำหรับปีการผลิต 2562/63 จ.สุรินทร์มีพื้นที่ปลูกข้าว 3.025 ล้านไร่ รายงานพบการระบาดโรคไหม้คอรวงข้าวครั้งแรก เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2562ซึ่งเวลาเพียง 10 วัน ตั้งแต่วันที่ 18 – 28 ตุลาคมมีการระบาดรวดเร็วครอบคลุมพื้นที่ 17 อำเภอ 140 ตำบล 1,331 หมู่บ้าน เกษตรกรผู้ประสบภัย 49,204 ราย รวมพื้นที่ระบาดทั้งสิ้น283,454.75 ไร่ สาเหตุสำคัญจาก 1. เกษตรกรใช้เมล็ดพันธุ์หว่านข้าวในอัตราสูงเกินไป (30 – 50 กิโลกรัม/ไร่) 2.ข้าวหอมมะลิ (พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 และ กข 15) เป็นพันธุ์ข้าวที่อ่อนแอต่อโรคไหม้คอรวงข้าว 3.ใช้ปุ๋ยเคมีอัตราที่สูง โดยเฉพาะปุ๋ยที่มีธาตุไนโตรเจนสูง ส่งผลให้พืชอ่อนแอต่อการเกิดโรค และ 4.สภาพอากาศเหมาะสมต่อการเกิดโรคไหม้ข้าว

อย่างไรก็ตาม สำนักงานเกษตรจังหวัดสุรินทร์ และสำนักงานเกษตรอำเภอเฝ้าระวัง เป็นช่วงก่อนเกิดการระบาด มีศูนย์จัดการศัตรู พืชชุมชน เป็นศูนย์เฝ้าระวังการระบาดศัตรูพืชในพื้นที่และรายงานข้อมูลให้หน่วยงานราชการ พร้อมประชาสัมพันธ์เตือนการระบาด และช่วงระหว่างเกิดการระบาด ได้สร้างการรับรู้การจัดการโรคไหม้คอรวงข้าวให้เกษตรกร 17 อำเภอ 26,124 ราย ลงพื้นที่สำรวจแปลง สนับสนุนเชื้อราไตรโครเดอร์มาเบื้องต้น เพื่อควบคุมโรค 10,341 กิโลกรัม ฉีดพ่นได้ 31,023 ไร่ ทั้งนี้ จ.สุรินทร์ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย (โรคไหม้คอรวงข้าว) เพื่อเตรียมประกาศเขตให้ความช่วยเหลือเกษตรกรตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการ พ.ศ. 2562 ต่อไป

รายงานพิเศษ : นิคมฯสตึกชูแนวทางสหกรณ์ จัดสรรที่ดิน-พัฒนาอาชีพสู่เกษตรกรรมยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450484

รายงานพิเศษ : นิคมฯสตึกชูแนวทางสหกรณ์  จัดสรรที่ดิน-พัฒนาอาชีพสู่เกษตรกรรมยั่งยืน

รายงานพิเศษ : นิคมฯสตึกชูแนวทางสหกรณ์ จัดสรรที่ดิน-พัฒนาอาชีพสู่เกษตรกรรมยั่งยืน

วันพุธ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

พื้นที่อำเภอแคนดง และอำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดงพลอง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 38,668 ไร่ ซึ่งในอดีตมีราษฎรเข้าอาศัยและทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งนี้จำนวนมาก ส่งผลให้พื้นที่ป่าเสื่อมโทรม ไม่สามารถปรับปรุงแก้ไขให้คืนสู่สภาพป่าเหมือนเดิมได้ รัฐบาลจึงนำพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าดงพลองให้ราษฎรเข้าทำประโยชน์ให้ถูกต้องตามกฎหมายป่าไม้ โดยอาศัยมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 13สิงหาคม 2517 จัดสรรที่ดินให้ราษฎรโดยวิธีการสหกรณ์ในรูปสหกรณ์การเช่าที่ดิน

นายภูมิสิทธิ์ แก้วแจ่มจันทร์ ผู้อำนวยการนิคมสหกรณ์สตึก บุรีรัมย์ กล่าวว่า นิคมสหกรณ์สตึก บุรีรัมย์ เป็นหน่วยจัดที่ดินให้เกษตรสมาชิกตามกฎหมาย ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้วยวิธีการสหกรณ์ เป็นการจัดประเภทสหกรณ์นิคม โดยมุ่งหวังให้ราษฎรมีที่ทำกิน โดยสมัครเข้าเป็นสมาชิกสหกรณ์จัดหาเงินทุนให้สมาชิกกู้ยืมไปปรับปรุงขยายอาชีพ ส่งเสริมจัดหาอาชีพหลักให้สมาชิกและราษฎร จัดหาเครื่องอุปโภคบริโภคและวัสดุการเกษตรมาจำหน่ายให้สมาชิก พร้อมรวบรวมผลิตผลทางการเกษตรจากสมาชิกเพื่อจำหน่ายให้ได้ราคาที่ยุติธรรม หรือแปรรูปเพื่อจำหน่าย

ดังนั้น เพื่อให้กิจกรรมทั้งหมดดำเนินการไปได้ จึงต้องมีตัวกลางคือ“สหกรณ์นิคมแคนดง จำกัด” เป็นหน่วยงานสนับสนุนขับเคลื่อนพัฒนาระบบสหกรณ์ในพื้นที่นิคมสหกรณ์ ช่วยเหลือสมาชิกให้มีความเป็นอยู่ที่ดีพึ่งพาตนเอง ช่วยเหลือกัน นำไปสู่ความมั่นคงและยั่งยืนในอาชีพตามหลักการสหกรณ์

ปัจจุบันพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าดงพลอง 38,667 ไร่ อยู่ใน 2 อำเภอ ได้แก่ อ.แคนดง และอ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์ ทางนิคมสหกรณ์สตึก
ได้สำรวจรางวัดรอบแปลงมีพื้นที่จัดสรรได้ 1,513 แปลงเนื้อที่รวม 30,010 ไร่ ซึ่งมีเกษตรกรเข้าไปใช้ประโยชน์แล้วทั้งหมด โดยส่วนใหญ่กว่า 80% ปลูกยางพารา ที่เหลือปลูกยูคาลิปตัสและอ้อยเป็นหลัก

ด้านนายสุระชัย ปะรุนรัมย์ เจ้าพนักงานส่งเสริมสหกรณ์อาวุโส นิคมสหกรณ์สตึก กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากงานจัดที่ดิน งาน
ส่งเสริมสหกรณ์แล้ว ยังมีภารกิจเสริมอาชีพในเขตพื้นที่นิคมสหกรณ์ ซึ่งนิคมสหกรณ์สตึก มีพื้นที่สงวนเพื่อกิจการนิคม 140 ไร่ ได้พัฒนาพื้นที่บางส่วน 40 ไร่ ให้เป็นแปลงปลูกผักผสมผสาน ซึ่งมีสมาชิกสหกรณ์นิคมแคนดง จำกัด ที่ไม่มีที่ทำกินเข้ามาใช้ประโยชน์ปลูกพืชผักในพื้นที่ โดยจัดสรรพื้นที่ให้รายละ 2 งาน รวม 20 ราย โดยพืชที่ปลูกเป็นหลักคือ ข้าวโพดหวาน และข้าวโพดข้าวเหนียว

แต่ด้วยพื้นที่ดังกล่าวมีระบบน้ำ ไม่เอื้อทำเกษตร เดิมมีสระน้ำ 23 ไร่ เกษตรกรยังต้องปั๊มน้ำด้วยไฟฟ้า เพื่อใช้ปลูกพืชผัก ทำให้ต้นทุนการผลิตสูง กรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงจัดสรรงบปี 2562 จำนวน 493,000 บาท ปรับปรุงพัฒนาระบบน้ำ สร้างถังน้ำขนาด 20,000 ลิตร ระบบท่อน้ำ ระบบไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ 10 แผง และระบบซับเมอร์ส เพื่อสูบน้ำจากถังน้ำใหญ่ และจ่ายน้ำให้เกษตรกรสมาชิก ทั้งนี้ เกษตรกรสมาชิกได้ร่วมกันนำโอ่งน้ำใหญ่ขนาด 500 ลิตร 13 ใบ มาตั้งจุดต่างๆ ในแปลงเกษตรกร เพื่อรองรับน้ำจากถังใหญ่ เป็นแนวทางจัดการน้ำให้ทั่วถึงทั้งแปลง

ผลสัมฤทธิ์ที่เกิดจากการส่งเสริมระบบน้ำ โดยใช้พลังงานโซลาร์เซลล์ ในพื้นที่นิคมของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ทำให้มีน้ำใช้โดยไม่เปลืองพลังงานไฟฟ้า ช่วยลดต้นทุนระบบน้ำให้เกษตรกร มีน้ำใช้ฤดูแล้งวางแผนผลิตเป็นระบบ เกษตรกรสมาชิกปลูกพืชผักไว้ขายผ่านระบบสหกรณ์ได้มากขึ้น ตั้งเป้าว่าผลิตพืชผักให้ได้วันละ 100 กิโลกรัม

นอกจากนี้ สหกรณ์นิคมแคนดง จำกัด สามารถเพิ่มปริมาณธุรกิจ จากการจำหน่ายวัสดุการเกษตรที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มอาชีพ และลดต้นทุนดำเนินงาน จากการกู้เงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ 900,000 บาท ที่อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 สหกรณ์ฯจัดการด้านการตลาดโดยรวบรวมผลผลิตจำหน่ายให้สมาชิก ลดต้นทุนการผลิต โดยรวมกันซื้อวัสดุการเกษตร สมาชิกปลูกพืชผักแล้วมีตลาดรองรับแน่นอน มีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ ของนิคมสหกรณ์สตึกให้คำปรึกษาติดตามผลใกล้ชิด ซึ่งกลุ่มอาชีพในพื้นที่นิคมสหกรณ์สตึกได้นำแนวทางส่งเสริมการเกษตรแบบ
“ระบบตลาดนำการเกษตร” และแก้ปัญหาภัยแล้งเป็นระบบเป็นต้นแบบแก้ปัญหาภัยแล้งยั่งยืน

จากการส่งเสริมอาชีพให้เกษตรกรสมาชิกได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินของนิคมฯ ในพื้นที่ 40 ไร่ เบื้องต้นเกษตรกรสมาชิกปลูกข้าวโพดโดยใช้ระยะเวลา 70 วันต่อรอบการผลิต ทำให้มีรายได้จากการขายข้าวโพดเฉลี่ย8,000 บาท ขณะนี้ทดลองปลูกข้าวโพดแล้ว 3 รอบ สมาชิกแต่ละรายจะมีรายได้เพิ่มขึ้น 24,000 บาท ทั้งนี้ นิคมสหกรณ์สตึก มีแนวทางพัฒนาพื้นที่อีกจำนวนหนึ่ง เพื่อแบ่งให้เกษตรกรสมาชิกใช้ประโยชน์ที่ดินทำกินทำเกษตร สร้างรายได้เลี้ยงตนเองและครอบครัวได้อย่างมั่นคง ที่สำคัญยังมีแนวทางพัฒนาอาชีพให้สมาชิกสหกรณ์นิคมฯ ด้วยการปลูกข้าวโพดให้มีลักษณะเด่น โดยวางแผนจะนำหินภูเขาไฟมาผสมกับดินในพื้นที่ เพื่อให้เป็น“ข้าวโพดดินภูเขาไฟ”สร้างเอกลักษณ์จำเพาะ และวางแผนต่อยอดแปรรูปเป็นน้ำข้าวโพดต่อไป นอกจากนี้ ยังมีหลายหน่วยงานสนใจ เข้ามาเชื่อมโยงเพื่อแลกเปลี่ยนและให้ความรู้ พร้อมกันนี้ ยังมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติเข้ามาศึกษาข้อมูลเพื่อดำเนินการเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรต่อไป