แจงขั้นตอนขึ้นทะเบียนสารชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450965

x

แจงขั้นตอนขึ้นทะเบียนสารชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช

วันศุกร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยขั้นตอนขึ้นทะเบียนสารชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืชว่า ขั้นตอนที่ 1 ประเมินข้อมูลพิษวิทยา คณะทำงานเพื่อพิจารณาชีวภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์ธรรมชาติจากพืชที่ใช้ควบคุมศัตรูพืช จะประเมินข้อมูลพิษวิทยาที่สำคัญ ได้แก่ คุณสมบัติทางกายภาพ เคมี และด้านเทคนิคของชีวภัณฑ์ พิษวิทยาและข้อมูลการรับสัมผัส สารพิษตกค้างใน/บนผลิตภัณฑ์อาหารและสิ่งแวดล้อมผลของชีวภัณฑ์ต่อสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่เป้าหมาย กรรมวิธีการผลิตและแหล่งที่มาของเชื้อ

ขั้นตอนที่ 2 การขอนำเข้าหรือผลิตตัวอย่าง เพื่อวิเคราะห์คุณภาพของผลิตภัณฑ์ โดยผู้ประกอบการต้องยื่นคำขออนุญาตผลิตหรือนำเข้าตัวอย่างวัตถุอันตราย ซึ่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์แบ่งเป็น2 ส่วน เพื่อวิเคราะห์ตามข้อกำหนดของวัตถุอันตราย และเพื่อทดสอบประสิทธิภาพเมื่อผลวิเคราะห์ตรงตามมาตรฐานผู้ประกอบการต้องนำตัวอย่างไปทดลองประสิทธิภาพในขั้นตอนที่ 3 การทดลองประสิทธิภาพ ผู้ประกอบการต้องยื่นคำขออนุญาตทดลอง และรายงานผลทดลองประสิทธิภาพ พร้อมข้อความที่ขอระบุในฉลากที่ได้รับความเห็นชอบแล้ว หากการดำเนินการดังกล่าวผ่านการพิจารณา ผู้ประกอบการทำต้องหนังสือส่งผลประเมินข้อมูลพิษวิทยาผลทดลองประสิทธิภาพและผลวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ยื่นที่กลุ่มควบคุมวัตถุอันตราย กรมวิชาการเกษตร เพื่อนำเสนอข้อมูลต่อคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร หากคณะอนุกรรมการเห็นควรให้ขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย พนักงานเจ้าหน้าที่จะออกใบสำคัญการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายให้ผู้ประกอบการต่อไป ทั้งนี้ การกำหนดหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนตามขั้นตอนดังกล่าวเพื่อให้เกษตรกรได้ใช้สารที่มีประสิทธิภาพสูงสุดกำจัดศัตรูพืช ป้องกันไม่ให้ผลผลิตเสียหาย และที่สำคัญต้องเป็นสารที่ปลอดภัยต่อผู้ใช้ ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ที่ผ่านมาคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาการขึ้นทะเบียนฯ ให้ความสำคัญกับการพิจารณาขึ้นทะเบียนกลุ่มวัตถุอันตรายที่ปลอดภัยทุกด้าน ได้แก่ สารสกัดจากธรรมชาติ สารชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช เป็นลำดับแรก ซึ่งปัจจุบันมีสารชีวภัณฑ์ที่ผ่านการขึ้นทะเบียนจากกรมวิชาการเกษตรแล้ว73 ทะเบียน ดังนี้ Bacillus thuringiensis57 ทะเบียน ใช้ป้องกันกำจัดหนอนใยผัก หนอนกระทู้ หนอนเจาะฝักลายจุด และหนอนหัวดำ Bacillus amyloliquefaciens 1 ทะเบียน ใช้ป้องกันกำจัดโรคแอนแทรคโนสในพริก Bacillus subtilis 8 ทะเบียน ใช้ป้องกันกำจัดโรคกาบใบแห้งในข้าว และโรคแอนแทรคโนสในพริก Beauveria bassiana2 ทะเบียน ใช้ป้องกันกำจัดแมลงหวี่ขาว Metarhiziumanisopliae 2 ทะเบียนใช้ป้องกันกำจัดเพลี้ยจักจั่นฝ้ายในมะเขือเปราะNuclear Polyhedrosis Virus (NPV)1 ทะเบียน ใช้ป้องกันกำจัดหนอนกระทู้หอม และTrichoderma harzianum จำนวน 2 ทะเบียนใช้ป้องกันกำจัดโรคแอนแทรคโนสในพริก

‘เฉลิมชัย’สั่งด่วน!ติดตามเข้มโรคไหม้คอรวงข้าวระบาดแล้วกว่า3แสนไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450926

‘เฉลิมชัย’สั่งด่วน!ติดตามเข้มโรคไหม้คอรวงข้าวระบาดแล้วกว่า3แสนไร่

‘เฉลิมชัย’สั่งด่วน!ติดตามเข้มโรคไหม้คอรวงข้าวระบาดแล้วกว่า3แสนไร่

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 14.07 น.

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯสั่งด่วนกรมการข้าวติดตามสถานการณ์โรคระบาดโรคไหม้คอรวงข้าว หลังพบการระบาดแล้วกว่า 3 แสนไร่พร้อมสั่งการให้เจ้าหน้าที่เร่งให้การช่วยเหลือ และให้กำลังใจชาวนาที่ได้รับผลกระทบ

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้รับราบงานจาก นายสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ อธิบดีกรมการข้าว ว่า พบการระบาดของโรคไหม้คอรวงข้าว ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์และจังหวัดศรีสะเกษ มีความเป็นห่วงจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ได้มอบหมายให้กรมการข้าวหาแนวทางการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน จากรายงานสถานการณ์การระบาดโรคไหม้คอรวงข้าวของสำนักงานเกษตรจังหวัดศรีสะเกษ พบว่าตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2562 พบการระบาดในพื้นที่ 15 อำเภอ ของจังหวัดศรีสะเกษ ได้แก่ กันทรารมย์ ขุขันธ์ ขุนหาญ โนนคูณ ปรางค์กู่ พยุห์ โพธิ์ศรีสุวรรณ ไพรบึง ภูสิงห์ เมืองจันทร์ เมืองศรีสะเกษ วังหิน ศรีรัตนะ ห้วยทับทัน และอุทุมพรพิสัย รวมจำนวน 89 ตำบล เกษตรกร 9,940 ครัวเรือน พื้นที่พบการระบาด 81,506 ไร่

สำหรับในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ พบการระบาดครั้งแรก ในแปลงพยากรณ์ศัตรูพืช (ข้าว) เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2562 ในพื้นที่ 6 อำเภอ ได้แก่ อำเภอลำดวน สนม สำโรงทาบ ปราสาท โนนนารายณ์ และศรีณรงค์ ต่อมาพบการระบาดเพิ่มมากขึ้นเป็น 17 อำเภอ 140 ตำบล 1,331 หมู่บ้าน เกษตรกร 49,204 ราย รวมพื้นที่การรระบาดทั้งสิ้น 283,454.75 ไร่

ด้าน นายสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า ในขณะนี้กรมการข้าวได้มอบหมายให้ศูนย์วิจัยข้าวและศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวในพื้นที่ ให้ให้บูรณาการความช่วยเหลือร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ให้เร่งออกสำรวจ ติดตามสถานการณ์การระบาดพร้อมประเมินความเสียหาย และให้ประชุมชี้แจงชาวนาในพื้นที่ที่พบการระบาด ให้ทราบถึงสาเหตุของการเกิดโรค ตลอดจนวิธีป้องกัน กำจัด และควบคุมโรค ตามหลักวิชาการ ซึ่งได้รับรายงานจากสำนักงานเกษตรอำเภอว่า พบการระบาดของโรคไหม้คอรวง ซึ่งอาจจะส่งผลให้ข้าวที่อยู่ในระยะเก็บเกี่ยวได้รับความเสียหาย จึงได้ออกสำรวจติดตามสถานการณ์ระบาดของศัตรูพืช ดังกล่าว พร้อมประเมินความเสียหายที่พบ ระหว่างวันที่ 22-25 ตุลาคม 2562 และได้ประชุมชี้แจงให้เจ้าหน้าที่ และเกษตรกรในพื้นที่ที่พบการระบาดของโรคไหม้คอรวงข้าว ให้ทราบถึงสาเหตุของการเกิดโรค ลักษณะการทำลายของโรค ตลอดจนแนะนำวิธีการป้องกันกำจัดตามหลักวิชาการและได้สนับสนุนเชื้อราไตรโคเดอร์มาพร้อมใช้ มอบให้ทุกอำเภอที่พบการระบาดไปแล้วกว่า 1,000 ถุง (ฉีดพ่นได้กว่า 1,250 ไร่) เพื่อให้เกษตรกรได้ใช้ฉีดพ่นบริเวณที่มีการระบาดและบริเวณใกล้เคียง เพื่อป้องกันไม่ให้การระบาดขยายเป็นวงกว้าง พร้อมทั้งสาธิตและแนะนำวิธีการนำไปใช้ที่ถูกต้องเพื่อให้มีประสิทธิสูงสุดในการป้องกันกำจัดโรคไหม้คอรวงข้าว ดังกล่าว ทั้งนี้ได้แจ้งให้สำนักงานเกษตรอำเภอ ติดตามสถานการณ์การระบาดของโรคอย่างใกล้ชิด และแนะนำวิธีป้องกันกำจัดให้เกษตรกรได้รับทราบอย่างทั่วถึง เพื่อให้สามารถควบคุมการระบาดให้ทันท่วงที พร้อมให้รายงานให้จังหวัดทราบ ต่อไป

กษ.หนุนตั้งกลุ่มพัฒนา‘กล้วยไม้อัจฉริยะ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450709

x

กษ.หนุนตั้งกลุ่มพัฒนา‘กล้วยไม้อัจฉริยะ’

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2540 กรมส่งเสริมการเกษตร สนับสนุนให้เกษตรกรรวมเป็นกลุ่มผู้ปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ขนาดเล็ก ตามพื้นที่สวนที่อยู่ใกล้เคียงให้มีสมาชิกประมาณ 30-40 สวนต่อกลุ่ม เพื่อร่วมพัฒนากลุ่ม โดยมีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเข้าไปเป็นพี่เลี้ยงพัฒนาการปลูกกล้วยไม้ ขณะนี้มีกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไม้แล้ว 60 กลุ่ม ใน 7 จังหวัด ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร นครปฐม สมุทรสาคร นนทบุรี พระนครศรีอยุธยา ราชบุรี และชลบุรี ซึ่งพัฒนาจนกลายเป็นสมาคมชาวสวนกล้วยไม้ไทย สมาคมผู้ประกอบการกล้วยไม้ไทย และสหกรณ์ผู้ประกอบการสวนกล้วยไม้ไทย จำกัด จึงนับเป็นพื้นฐานที่ดีในการพัฒนาเครือข่ายชาวสวนกล้วยไม้สู่รูปแบบคลัสเตอร์ ซึ่งเป็นกลุ่มของธุรกิจและสถาบันที่เกี่ยวข้องมารวมตัวดำเนินกิจการอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง ร่วมมือเกื้อหนุน เชื่อมโยงและเสริมกิจการซึ่งกันและกันอย่างครบวงจร มีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ปัจจุบันกรมส่งเสริมการเกษตรสนับสนุนกลุ่มคลัสตอร์กล้วยไม้ของเกษตรกรที่ต้องการยกระดับ และสร้างความเข้มแข็งให้อาชีพเพาะเลี้ยงกล้วยไม้ โดยจัดประชุมเชื่อมโยงกลุ่มคลัสเตอร์กล้วยไม้ทุกเดือน ที่ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จ.สมุทรสาคร เป็นเวทีให้เครือข่ายธุรกิจกล้วยไม้ ประกอบด้วย เกษตรกรผู้ปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ ผู้ส่งออกกล้วยไม้ หน่วยงานภาครัฐสถาบันการศึกษา สถาบันวิจัย สมาคม มูลนิธิและผู้เกี่ยวข้องได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน จากการตั้งประเด็นปัญหาแต่ละเรื่องแล้วหาแนวทางแก้ไข รับทราบความก้าวหน้า และร่วมวางแนวทางต่อยอดในอนาคตให้วงการกล้วยไม้แข่งขันในตลาดโลกได้ โดยการประชุมจัดในรูปแบบการเรียนรู้แบบการสร้างความรู้ด้วยตนเอง (Constuctionism) และเริ่มมีงานวิจัยแบบมีส่วนร่วมของเกษตรกรมากขึ้นตอบโจทย์การผลิต โดยเฉพาะแรงงานและลดต้นทุนการผลิต ในอนาคตคาดว่าจะได้เห็นงานวิจัย “กล้วยไม้อัจฉริยะ” ที่นำปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาใช้ในสวนกล้วยไม้อย่างจริงจัง โดยพัฒนาแขนกลพ่นปุ๋ยและยาบนสลิงให้เคลื่อนที่ได้ทั้งสวน ประกอบกับติดกล้อง CCTV สำหรับระบบ AI ซึ่งเรียนรู้ลักษณะของต้นกล้วยไม้ที่ดีและต้นที่ถูกทำลายจากโรค หรือแมลงได้ ถ้า AI เรียนรู้เพิ่มขึ้นจะยิ่งเพิ่มขีดความสามารถในการจำแนกได้มากขึ้น

นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ยังจัดทำจดหมายข่าวคลัสเตอร์กล้วยไม้ไทย ถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารที่ได้รับจากการประชุมสู่เกษตรกรผู้ปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ทั่วไป กระตุ้นให้เกิดการเข้าร่วมกลุ่มและสร้างความมั่นคงในอาชีพอย่างยั่งยืน ปีละ 4 ฉบับ ซึ่งปี 2562 จัดทำและส่งให้เกษตรกรผู้ปลูกเลี้ยงกล้วยไม้เรียบร้อยแล้ว

เฝ้าระวังโรคแอนแทรคโนสในสตรอเบอร์รี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450705

x

เฝ้าระวังโรคแอนแทรคโนสในสตรอเบอร์รี

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระยะนี้มีหมอกตอนเช้า อากาศเย็นตอนกลางคืน กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกสตรอเบอร์รีเฝ้าระวังการระบาดของโรคแอนแทรคโนส สามารถพบได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของสตรอเบอร์รี มักพบอาการบนก้านใบและลำต้น มีแผลสีม่วงแดงขนาดเล็กขยายลุกลามไปตามความยาวของก้านใบและลำต้น ต่อมาเปลี่ยนเป็นแผลสีน้ำตาล เนื้อเยื่อบริเวณแผลแห้ง ทำให้เกิดรอยคอด หากอาการรุนแรง ต้นจะเหี่ยวและตายในที่สุด อาการบนผล พบแผลฉ่ำน้ำสีน้ำตาลเข้ม เนื้อเยื่อรอบขอบแผลสีซีด แผลยุบตัวลง หากอาการรุนแรง แผลจะขยายใหญ่จนทำให้ผลเน่า ในสภาพที่มีอากาศชื้นอาจพบกลุ่มสปอร์สีส้มของเชื้อราสาเหตุโรคอยู่บริเวณแผล

ส่วน อาการบนไหล จะมีแผลเล็กสีม่วงแดงขยายลุกลามไปตามความยาวของสายไหล ต่อมาแผลที่ขยายยาวจะเปลี่ยนเป็นแผลสีน้ำตาล ทำให้เกิดรอยคอดของไหลบริเวณที่เป็นแผล เมื่อย้ายต้นจากไหลที่ติดเชื้อมาปลูกหากสภาพอากาศเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของเชื้อราสาเหตุโรค สตรอเบอร์รีจะแสดงอาการใบเฉา ต่อมาจะเหี่ยวอย่างรวดเร็วและพบว่ากอด้านในจะเน่าแห้งสีน้ำตาลแดง หรือบางส่วนเป็นแผลขีดสีน้ำตาลแดง และต้นตายในที่สุด แนวทางป้องกันกำจัด เกษตรกรต้องหมั่นตรวจและกำจัดวัชพืชในแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบโรคให้ตัดส่วนที่เป็นโรคนำไปทำลายนอกแปลงปลูก กรณีพบโรคเริ่มระบาดให้งดการให้น้ำแบบพ่นฝอย ควรให้น้ำแบบ ระบบน้ำหยด จากนั้น ให้พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชฟลูโอไพแรม+ไตรฟลอกซีสโตรบิน 25%+25% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟลูโอไพแรม+ทีบูโคนาโซล 20%+20%เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 5 วัน

สำหรับแปลงที่พบการระบาดของโรค หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตสตรอเบอร์รีแล้ว ให้เกษตรกรเก็บซากพืชนำไปทำลายนอกแปลงปลูก และควรเลือกใช้ส่วนขยายพันธุ์ที่มีคุณภาพดีจากแหล่งปลอดโรค จากนั้นเกษตรกรควรไถดินให้ลึกและพลิกหน้าดินตากแดดหลายๆ วัน เพื่อทำลายเชื้อสาเหตุโรคที่ติดอยู่กับเศษซากพืช และใส่ปูนขาวปรับสภาพดิน ก่อนปลูกพืชฤดูถัดไปอีกทั้งควรปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียน

สศก.ยันตัดGSPไม่กระทบสินค้าเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450706

x

สศก.ยันตัดGSPไม่กระทบสินค้าเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายระพีภัทร์  จันทรศรีวงศ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เผยว่า รมว.เกษตรฯสั่งการให้ สศก. วิเคราะห์ติดตามผลกระทบต่อสินค้าเกษตรและอาหารจากกรณีสหรัฐระงับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรหรือจีเอสพีสินค้าไทย โดยสศก. ยืนยันว่าสินค้าเกษตรและอาหารหลักของไทยที่ส่งออกไปสหรัฐจะไม่ได้ผลกระทบจากเรื่องนี้มากนัก และสอบถามอัคราชทูตฝ่ายการเกษตรไทยประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และผู้แทนถาวรไทยประจำ FAO กรุงโรม พร้อมเชิญผู้แทนกระทรวงเกษตรสหรัฐและ FAO เข้าพบสัปดาห์หน้า

ทั้งนี้ การตัดจีเอสพีครั้งนี้เฉพาะสินค้า 573 รายการ เป็นสินค้าเกษตร(ภายใต้พิกัดศุลกากรตอนที่ 01-24)157 รายการ เป็นกลุ่มสินค้า ผักแปรรูป ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ชาเขียว ขิงป่น หูฉลาม เส้นพาสต้าผลไม้แปรรูป สำหรับกลุ่มประมงแปรรูปอื่นที่อาจถูกตัด GSP ครั้งนี้ มิใช่กลุ่มพิกัดสินค้าประมงหลักที่ไทยส่งออกไปตลาดสหรัฐ (ไม่ใช่สินค้ากุ้ง และปลาทูน่ากระป๋อง ซึ่งยังนำเข้าต่อเนื่องเป็นจำนวนมาก) แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของตลาดสหรัฐที่มีต่อการดำเนินงานด้าน IUU ที่ไทยแสดงบทบาทนำเรื่องการจัดการด้านประมงและต่อต้าน IUU ทั้งในประเทศและระดับโลก ได้รับการยกย่องจากเวทีสหประชาชาติ ให้เป็น Presidential case ในการแก้ปัญหา IUU เผยแพร่แนวปฏิบัติให้ประเทศอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่เกิดจากการตัด GSP บางรายการ อาจมีผลทำให้สินค้าเกษตรข้างต้นของไทยอาจได้รับผลกระทบด้านราคาขายที่สูงขึ้น เช่นผลไม้แปรรูป ซึ่งมีมูลค่าส่งออกไปสหรัฐฯในปี 2561 ประมาณ 45 ล้านเหรียญสหรัฐ จะโดนเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเป็น 4-14%  และเส้นพาสต้า(ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐในปี 2561 ประมาณ 30 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่จะโดนเก็บภาษีนำเข้าเพิ่ม 6.4%

นายระพีภัทร์กล่าวอีกว่า สหรัฐออกประกาศคืนสิทธิ GSP ให้ไทยบางรายการในคราวนี้เช่นกัน ซึ่งมีสินค้าเกษตรสำคัญ ได้แก่ ดอกกล้วยไม้ สินค้ามูลค่าสูงที่ไทยมีศักยภาพผลิตและเพาะพันธุ์กล้วยไม้ใหม่เข้าตลาดสหรัฐได้มากขึ้น และโกโก้ สินค้าเศรษฐกิจใหม่ที่กระทรวงเกษตรฯมีแผนผลักดันให้เป็นสินค้าสร้างรายได้ให้เกษตรกร เพราะเป็นสินค้าที่ตลาดต้องการสูง จึงนับเป็นโอกาสที่ดีในการขยายการผลิตสินค้าดังกล่าว เป็นการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส

นายระพีภัทร์กล่าวด้วยว่า เกษตรกรและผู้ประกอบการสินค้าเกษตรและอาหารของไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สร้างความสามารถในการแข่งขัน พัฒนาคุณภาพและความปลอดภัยให้เป็นที่เชื่อถือของตลาดต่างประเทศ จึงเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้สินค้าเกษตรและอาหารไทยในตลาดโลกอย่างมั่นคงและยั่งยืน

รายงานพิเศษ : ‘นมวาริช’กางแผนรุกตลาด เพิ่มรสชาติเจาะกลุ่มผู้บริโภคเทรนด์ใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450710

รายงานพิเศษ : ‘นมวาริช’กางแผนรุกตลาด  เพิ่มรสชาติเจาะกลุ่มผู้บริโภคเทรนด์ใหม่

รายงานพิเศษ : ‘นมวาริช’กางแผนรุกตลาด เพิ่มรสชาติเจาะกลุ่มผู้บริโภคเทรนด์ใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“สหกรณ์โคนมวาริชภูมิ จำกัด” จังหวัดสกลนคร เป็น 1 ในโครงการพระราชดำริ ของ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ได้ดำเนินการส่งเสริมพัฒนาอาชีพเลี้ยงโคนม และแปรรูปผลิตภัณฑ์นมภายใต้ตรา“นมวาริช” นมโคแท้ 100% คุณภาพตามมาตรฐานสากล

นายชิณณวรรธน์ ภูเวียนวงศ์ ประธานสหกรณ์โคนมวาริชภูมิ จำกัด กล่าวว่า เมื่อปี 2528 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการดำเนินงานของ สถานีบำรุงพันธุ์สัตว์สกลนคร ทรงมีพระราชดำรัสให้กรมปศุสัตว์ ร่วมกับจังหวัดสกลนคร ส่งเสริมการเลี้ยงโคนมในจังหวัดสกลนคร จึงเกิดเป็นกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ค้อเขียว และมีการดำเนินกิจการเรื่อยมาจนกลายมาเป็น “สหกรณ์โคนมวาริชภูมิ จำกัด” ที่ได้จดทะเบียนเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2535 ต่อมาเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2535 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จฯ ทอดพระเนตรการดำเนินงานของสหกรณ์โคนมวาริชภูมิ แล้วทรงเห็นว่าสหกรณ์ฯแห่งนี้ ยังขาดถังเก็บน้ำนมดิบ ซึ่งมีความจำเป็นมากเพราะจะช่วยเก็บรักษาน้ำนมดิบที่รวบรวมมาทั้งหมด เพื่อรอการจำหน่ายเป็นน้ำนมดิบ หรือนำไปผลิตเป็นนมพร้อมดื่มต่อไป จึงทรงมีพระราชดำริ ให้พิจารณาหาถังเก็บน้ำนมดิบให้กับสหกรณ์ จึงได้มีการจัดหาถังเก็บน้ำนมดิบ จำนวน 1 ถัง ขนาดจุ 10,000 ลิตรช่วยแก้ไขปัญหาการรับน้ำนมดิบจากสมาชิกและสร้างขวัญกำลังใจแก่เกษตรกร

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณที่รับสหกรณ์โคนมวาริชภูมิ อยู่ในโครงการพระราชดำริ ทำให้เกิดความมุ่งมั่นพัฒนาต่อยอดจนมีผลิตภัณฑ์เป็นสินค้า OTOP จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของอ.วาริชภูมิ จ.สกลนคร ที่สำคัญกระบวนการผลิตผ่านมาตรฐานทุกขั้นตอน ตั้งแต่ฟาร์มของสมาชิกได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP ทุกฟาร์ม ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบและโรงงานแปรรูป ได้รับการรับรองมาตรฐาน GMP (Codex) HACCP Q และ Halal นอกจากนี้ ยังได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ ในด้านเงินกู้เพื่อใช้ในการรวบรวมน้ำนมดิบและให้งบจัดซื้ออุปกรณ์ใช้ในกิจการสหกรณ์ เช่น อุปกรณ์ตรวจสอบคุณภาพน้ำนมดิบ ห้องปฏิบัติการตรวจสอบคุณภาพ รถห้องเย็นสำหรับขนส่งผลิตภัณฑ์นมติด ทำให้เชื่อมั่นได้ว่านมวาริช เป็นนมโคแท้ 100% ที่มีคุณภาพมาตรฐานปลอดภัยต่อผู้บริโภค ตามสโลแกนคุณภาพทุกหยดสดจากฟาร์ม

แต่ข้อจำกัดอย่างหนึ่งของนมวาริชคือ มีรสจืด เพียงรสชาติเดียว ทำให้ขาดความหลากหลาย ดังนั้น สหกรณ์โคนมวาริชภูมิ จึงได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร และสำนักงานสหกรณ์จังหวัดสกลนคร กรมส่งเสริมสหกรณ์ ศึกษาวิจัยพัฒนานมรสชาติใหม่ โดยขอรับงบประมาณสนับสนุนจาก กองทุน FTA เพื่อมาดำเนินการพัฒนาภายใต้ โครงการ “พัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและพัฒนาระบบบริหารจัดการของสหกรณ์วาริชภูมิ จำกัด” ผลการดำเนินโครงการ ได้มีรสชาติใหม่ออกมา ซึ่งเป็นรสชาติที่เป็นอัตลักษณ์ และรสชาติที่ชื่นชอบของตลาด ได้แก่ นมรสหมากเม่า เป็นนมที่มีสีม่วง ผลิตจากส่วนผสมของหมากเม่า ซึ่งผลไม้ท้องถิ่นของจังหวัดสกลนคร นมรสแคนตาลูป ที่มีความหอม หวาน จากฟาร์มของชาวสกลนครนมรสหวาน และรสช็อกโกแลต ซึ่งเป็นรสชาติยอดนิยมที่ได้จากการสำรวจตลาดในโมเดิร์นเทรด

ทั้ง 4 รสชาติ ยังอยู่ระหว่างการทดสอบตลาด ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี คาดว่าในเร็วๆ นี้จะสามารถผลิตนมยูเอชที รสหวาน ออกมาวางจำหน่ายได้เป็นรสชาติแรก และรสชาติอื่นจะทยอยผลิตตามมาในอนาคต อย่างไรก็ตาม เชื่อมั่นว่าแผนการขยายการผลิตนมรสชาติหลากหลาย ควบคู่กับแผนการตลาด ที่เจาะกลุ่มตลาดโรงพยาบาลในพื้นที่จังหวัดสกลนคร อีกทั้งการร่วมมือกับพาณิชย์จังหวัดที่นำสินค้าไปจำหน่ายในร้านธงฟ้า จะช่วยเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับนมวาริชมากขึ้น โดยเบื้องต้นตั้งเป้าว่าจะสามารถเพิ่มสัดส่วนการตลาดนมจากเดิมที่จำหน่ายได้ประมาณ 700,000-800,000 กล่องต่อเดือน เพิ่มขึ้นเป็น 1,000,000 กล่องต่อเดือน

“ถ้าสหกรณ์ฯรับซื้อน้ำนมดิบจากสมาชิกในปริมาณและราคาที่เพิ่มขึ้น สมาชิกเองก็มีรายได้ที่ดี ทำให้เกิดความมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพน้ำนมดิบ สามารถยกระดับคุณภาพนมโคแท้ตรา นมวาริช สร้างความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์โคนมวาริชภูมิและสร้างอาชีพที่มั่นคงให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมกว่า 140 ครอบครัวก็ถือว่าสหกรณ์ฯ เดินไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้แล้ว” นายชิณณวรรธน์ กล่าวทิ้งท้าย

ซอกแซกอาเซียน : 31 ตุลาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450711

566101

ซอกแซกอาเซียน : 31 ตุลาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การเดินทางซอกแซกของผมในหมู่ประเทศอาเซียนคงไม่มีสิ้นสุดครับ เพราะเป็นภารกิจหลักของแอปเตอร์ โดยเฉลี่ยแล้วหากรวมทั้งการเข้าร่วมการประชุมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องแล้ว เดินทางตกเดือนละ 1 ครั้ง เรียกว่าพาสปอร์ตผมมีการประทับตราของ ตม.ไทยและต่างประเทศเต็มไปหมดครับ

ตอนนี้อยากจะเล่าเรื่องของเมียนมาเพิ่มเติมจากที่เคยเล่ามาแล้วครับ เพราะมักจะไปบ่อย เนื่องจากมีกิจกรรมการช่วยเหลือด้านข้าวค่อนข้างมาก ทั้งนี้ เพราะท่านรองอธิบดีกรมเกษตรของเขา ซึ่งเป็นคณะมนตรีของแอปเตอร์ด้วย แกให้ความสนใจกิจกรรมของแอปเตอร์มาก เวลาไปประเทศเมียนมาแต่ละครั้ง แกจะดูแลต้อนรับขับสู้อย่างดี ปานว่าเป็นญาติสนิท ประการแรกคือ แกต้องมารับที่สนามบินด้วยตัวเองทุกครั้ง ช่วงต้นๆ แกจะรออยู่ข้างนอกเขตตรวจคนเข้าเมือง รอให้พวกเราเดินผ่าน ตม.แล้วก็เจอแก แต่ตอนหลังๆ เข้าใจว่าแกคงมีประสบการณ์และรู้ช่องทางมากขึ้นแกเลยประสานทาง ตม.มารับข้างในหรือให้คณะเราผ่านช่องทางพิเศษอันรวดเร็วได้เลย

สนามบินที่ย่างกุ้งปัจจุบันมีการสร้างอาคารผู้โดยสารขยายใหญ่ขึ้น และมีหลายอาคาร ต้องใช้รถเวียนระหว่างการเดินทางในและต่างประเทศ สายการบินของเมียนมามีประมาณ 2-3 สาย เป็นของรัฐ 1 สาย ส่วนมากบริการภายในประเทศเป็นส่วนใหญ่ และมีเครื่องบินขนาดเล็กและขนาดกลางเท่านั้น ไม่มีขนาดใหญ่ระหว่างประเทศ แต่ธุรกิจการบินของเขาดูเหมือนจะไม่มีปัญหาด้านการขาดทุน อาจเป็นเพราะเขาไม่ต้องไปแข่งขันกับสายการบินต่างชาติ เอาแค่ว่าดำเนินกิจการภายในเฉพาะเพื่อบริการคนเมียนมาเองก็เพียงพอแล้ว ซึ่งเท่าที่ผมสังเกต ทุกเที่ยวบินที่บินไปในเมืองสำคัญๆ ของเขา จะมีผู้โดยสารเต็มลำตลอด การบริการดีได้มาตรฐาน อันนี้ผิดจากที่ผมคิดไว้แต่แรกที่เดาว่าการบินเมียนมาคงยังไม่พัฒนาเท่าที่ควร การที่มีคนโดยสารเครื่องบินเยอะเพราะว่าการเดินทางในเมียนมาโดยทางรถยนต์ไม่สะดวกอย่างยิ่ง ส่วนรถไฟก็เช่นกัน ฉะนั้น คนมีเงินจึงไม่นิยมใช้และหันมาใช้เครื่องบินแทน

คราวก่อนๆ ผมนั่งเครื่องบินไปปฏิบัติงานทางภาคเหนือของประเทศเมียนมา เช่น เมืองชิตตเว ของรัฐยะไข่ หรือเมืองมิตจีนา ของรัฐคะฉิ่น แต่คราวนี้ผมจะนำท่านผู้อ่านนั่งรถยนต์ไปแถวรัฐกะเหรี่ยงและรัฐมอญครับ ซึ่งรัฐกะเหรี่ยงนี้อยู่ทางทิศตะวันออกของเมียนมา มีเขตแดนติดเชื่อมต่ออำเภอแม่สอด จังหวัดตากของไทย ส่วนรัฐมอญก็อยู่ใกล้เคียงกันลงมาทางใต้ติดทะเลอันดามันครับ การเดินทางจากย่างกุ้งจะต้องใช้เส้นทางหมายเลข 1 ขึ้นไปทางเหนือผ่านเขตพะโคก่อน และจึงเลี้ยวย้อนลงมาทางทิศใต้ เนื่องจากไม่มีถนนตัดตรง นับว่าอ้อมพอสมควรทีเดียว และเส้นทางนี้จะเป็นเส้นเดียวกันกับที่มุ่งสู่ภาคใต้สุดของเมียนมาที่ติดกับชายแดนจังหวัดระนองของไทย การเดินทางไปรัฐกะเหรี่ยงจะต้องแยกจากเส้นทางหลักไปทางทิศตะวันออก เป็นเส้นทางเดียวกับถนนที่จะมาเชื่อมกับอำเภอแม่สอด

พูดถึงกะเหรี่ยง หรือ Karen พวกเราคนไทยส่วนมากคงคุ้นเคยได้ยินคำว่ากะเหรี่ยงกันมาแต่เกิดใช่ไหมครับ ทั้งนี้ เพราะในประเทศไทยเรามีชนกลุ่มน้อยอาศัยตามเทือกเขาภาคเหนือและภาคตะวันตกที่เรียกว่าชนเผ่ากะเหรี่ยงอาศัยอยู่กระจายทั่วไป จากการที่ได้ไปแจกข้าวสารช่วยเหลือน้ำท่วมที่รัฐกะเหรี่ยงทำให้ผมทราบว่า คนกะเหรี่ยงที่อยู่ในไทยเราก็เป็นชนกลุ่มเดียวกันกับที่มีแผ่นดินในเมียนมาครับ ทั้งนี้ สังเกตจากเสื้อชุดประจำชาติสีขาวลายทางยาวสีแดงที่เขาใส่และยังนำมามอบให้ผมใส่ในพิธีส่งมอบข้าวที่จัดขึ้นในเมืองหลวงของรัฐ คือ เมืองพะอัน นั้นเหมือนกับที่ชนเผ่ากะเหรี่ยงในไทยใส่เปี๊ยบเลย

เมืองพะอัน ตั้งอยู่ติดแม่น้ำชื่อดัง “สาละวิน” วันนั้นมุขมนตรีของรัฐ หรือ Chief Minister ซึ่งเป็นสุภาพสตรี กรุณาให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธี จัดขึ้นในห้องประชุมของรัฐใกล้ทำเนียบรัฐบาลกะเหรี่ยง ส่วนผู้แทนรัฐบาลกลางเมียนมา คือ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร ปศุสัตว์และชลประทาน แต่ก่อนวันพิธีการ ท่านรองอธิบดีพาพวกเราไปดูชาวบ้านที่ประสบภัยน้ำท่วม จนต้องอพยพไปอาศัยอยู่ที่วัดหนึ่ง ช่วงนั้นเป็นฤดูฝน มีฝนตกหนัก แม่น้ำสาละวินที่ไหลผ่านเมืองมีระดับน้ำสูงมาก ผู้คนอพยพจะอยู่อาศัยบนศาลาวัด ลูกเล็กเด็กแดงอยู่กันเต็ม พื้นที่ครอบครัวละประมาณ 2 ตารางเมตรหุงข้าวกินกันเป็นวงๆ เห็นพวกเราไปเยี่ยมยังมีน้ำใจเรียกกินข้าวด้วยกันอีก

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

กษ.หนุน’Young Smart Farmer’ต้นแบบทำการเกษตรแบบยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450843

กษ.หนุน'Young Smart Farmer'ต้นแบบทำการเกษตรแบบยั่งยืน

กษ.หนุน’Young Smart Farmer’ต้นแบบทำการเกษตรแบบยั่งยืน

วันพุธ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 22.03 น.

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่พบปะเกษตรกรรุ่นใหม่ ปี 2559 จ.ขอนแก่น และพบปะคณะกรรมการ Young Smart Farmer (YSF) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (กลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่) ที่นำโดย นายปรีชา หงอกสิมมา เป็นแกนนำ พร้อมทั้งเยี่ยมชมการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของกลุ่ม

ทั้งนี้ นายเฉลิมชัย เปิดเผยว่า กลุ่มดังกล่าวถือเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ทำการเกษตรที่สอดคล้องกับนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตามยุทธศาสตร์ที่ 1 สร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร และสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาภาคการเกษตร ในการต่อยอดการผลิตสินค้าและบริการที่มีศักยภาพด้วยภูมิปัญญาและนวัตกรรม

โดยพื้นที่ดังกล่าว มีการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ สามารถสร้างรายได้ให้กับเศรษฐกิจชุมชน ชุมชนเรียนรู้เรื่องการพึ่งพาตนเอง อีกทั้งมีการร่วมทำกิจกรรมธนาคารต้นไม้ สามารถสร้างรายได้จากการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรเป็นเครื่องสำอาง มีมูลค่าเฉลี่ย 1,000,000 บาท/ปี และมีผู้สนใจมาศึกษาดูงาน ฝึกอบรม ถึงประมาณ 1,500 คน/ปี

สำหรับกิจกรรมที่เป็นจุดเด่นในพื้นที่ดังกล่าว ได้มีการทำการเกษตรบนพื้นฐานวิชาการ เรียนรู้และเข้าร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ซึ่งมีแนวคิดในการเชื่อมโยงเครือข่ายและการขยายผลสู่ชุมชน ด้วยการจัดเครือข่าย “ธนาคารต้นไม้บ้านท่าลี่” จนเป็นชุมชนแรกของประเทศที่ได้รับเงินอุดหนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก และร่วมกับชุมชนจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ชุมชน สถาบันการเงินชุมชน และกลุ่มโฮมเสตย์ “ตนอยู่ได้ ชุมชนของตนก็ต้องอยู่ได้แบบยั่งยืน” การพัฒนาพื้นที่ทำการเกษตรและผ่านการตรวจรับรองตามมาตรฐานอินทรีย์ และการปรับพื้นที่เพื่อการรับและกักเก็บน้ำ ทำให้มีน้ำทำการเกษตรตลอดปี การเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร เช่น ข้าวไรซ์เบอรรี่ ข้าวหอมมะลิ สมุนไพร มาเป็นส่วนผสมในเครื่องสำอาง อาทิ เซรั่มข้าวหอมมะลิ แชมพูและครีมนวดผมอัญชัญ ลิปสติก

ที่ผ่านมากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีการสนับสนุนงบประมาณ ปัจจัยการผลิต การฝึกอบรม และการตลาด ฯลฯ เพื่อให้เกษตรกรมีการพัฒนาตนเอง นอกจากนี้ ยังได้เตรียมแผนการดำเนินงานในอนาคต คือ 1) ขยายผลการพัฒนาไปสู่ชุมชนบ้านเกิด และชุมชนอื่นๆ ในท้องที่จังหวัดขอนแก่น และชุมชนที่มีความสนใจ 2) พัฒนาเศรษฐกิจของชุมชนบ้านเกิด โดยเน้นพื้นฐานของการพึ่งพาตนเอง ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และ 3) มุ่งหวังให้สมาชิกของชุมชนและสังคมเกิดความสุขทั้งกายและใจ

อย่างไรก็ตาม ตนอยากเชิญชวนเกษตรกรรุ่นใหม่มาปฏิรูปภาคการเกษตรของประเทศไทย เราจะต้องเป็นครัวโลกให้ได้ เพื่อรองรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อยากให้ช่วยกันพลิกอาชีพการทำการเกษตรให้เป็นอาชีพหนึ่งที่นำพาประเทศก้าวหน้า ต้องเพิ่มศักยภาพและเพิ่มผลผลิตให้ทันตามความต้องการของตลาด ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ จะบูรณาการหน่วยงานต่างๆ มาช่วยกันพัฒนาและขยายผล ให้มีการอบรม ส่งเสริม เพิ่มความรู้ในด้านต่างๆ เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพการเกษตรได้อย่างยั่งยืน

ขณะที่ นายชาตรี บุญนาค รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า นายปรีชา หงอกสิมมา เป็น Young Smart Farmer ที่มีต้นทุนความรู้ จบการศึกษาจากคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น หลังเรียนจบเริ่มทำงานในโครงการส่วนพระองค์มูลนิธิชัยพัฒนา ทำหน้าที่เป็นวิทยากรฝึกอบรมให้เกษตรกรและผู้สนใจแนวพระราชดำริ ก่อนจะลาออกแล้วหันมายึดอาชีพเกษตรกรโดยนำความรู้พื้นฐานด้านเกษตรที่เรียนมา บวกกับความชอบเรื่องระบบนิเวศน์ป่าและธรรมชาติมานำมาวางแผนในการทำแปลง โดยเน้นเรื่องป่าไม้ควบคู่กับการทำเกษตร และยึดหลักเกษตรทฤษฎีใหม่เข้ามาบริหารจัดการพื้นที่แปลงของตนเอง เคยได้เข้าร่วมโครงการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่กับกรมส่งเสริมการเกษตร และหน่วยงานอื่น ๆ และได้รับคัดเลือกให้ไปศึกษาดูงานด้านการเกษตร ณ ประเทศอิตาลี เมื่อปี 2561

“การทำการเกษตรในพื้นที่ของเกษตรกรรุ่นใหม่คนนี้ ได้มีการแบ่งพื้นที่ทำการเกษตรเป็นส่วนๆ ตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ในพื้นที่ 14 ไร่ อาทิ แปลงเกษตรทฤษฎีใหม่ ธนาคารต้นไม้ พื้นที่ปลูกผักอินทรีย์ ฟาร์มไก่ไข่อารมณ์ดี การแปรรูปสมุนไพรและพื้นที่ที่ทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร แล้วนำผลผลิตจากป่ามาแปรรูปเป็นสินค้าเกษตรอินทรีย์ ผลิตพืชผักอินทรีย์ สมุนไพรอินทรีย์และเครื่องสำอางภายใต้แบรนด์ “WANAPHAN” วนพรรณ ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม่แล้ว ยังเป็นเจ้าของ “วนพรรณการ์เด้น” แหล่งเรียนรู้และฝึกอบรมให้ทั้งประชาชนทั่วไป หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาทุกระดับอีกด้วย” นายชาตรี กล่าว

ผ่ากระบวนการตัดสินแบน 3 สาร จาก 7 ข้อคิด/ข้อสังเกต จากอดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450808

ผ่ากระบวนการตัดสินแบน 3 สาร จาก 7 ข้อคิด/ข้อสังเกต จากอดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร

ผ่ากระบวนการตัดสินแบน 3 สาร จาก 7 ข้อคิด/ข้อสังเกต จากอดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร

วันพุธ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 18.56 น.

ตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาเกิดกระแสวิพากวิจารณ์ เป็นประเด็นใหญ่ในสังคมเรื่องการแบน 3 สารเคมีเกษตร โดยฝ่ายที่เห็นควรแบน ให้เหตุว่าตัวสารและการใช้มีผลต่อคนทั้งผู้ใช้และไม่ใช้สาร ส่วนฝ่ายที่เห็นว่าไม่สมควรแบน ระบุว่าเป็นสารจำเป็นต่อปัจจัยการผลิตพืชเศรษฐกิจสำคัญหลายชนิด ยังไม่มีสิ่งทดแทนที่มีประสิทธิภาพเท่าเทียมกัน และไม่เชื่อถือข้อมูลอีกฝ่ายที่นำเสนอเหตุผลแบน

ดร. อดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ได้ประมวลประเด็นปัญหาและการดำเนินการที่ผ่านมา โดยอธิบายเป็น 7 ข้อคิดสำคัญได้ว่า ความขัดแย้งรุนแรงที่เกิดขึ้น แทนที่จะใช้วาทะกรรม การสร้างกระแสปั่นสังคม ควรหันหน้ามาเจรจากัน โดยตั้งอยู่บนผลประโยชน์โดยรวมของชาติ เกษตรกรผู้ผลิตอยู่ได้ ประชาชนปลอดภัย สิ่งแวดล้อมถูกกระทบน้อย แต่ถ้ามีเจตนาอื่นแอบแฝง การเจรจาก็เกิดขึ้นได้ยาก

ข้อคิดที่ 1 การเฝ้าระวังและการตรวจสอบผลตกค้างของสารทั้งสามชนิดในผลิตผลทางการเกษตร โดย ไทยแพน (เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช) นำเสนอผลสุ่มตรวจสารพิษตกค้างครั้งที่ 2 เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2559 แจ้งว่าพบสารพิษตกค้างเกินค่ามาตรฐานในผักผลไม้ที่เป็นที่นิยมของผู้บริโภค 16 ชนิดแต่ไม่มีสารตกค้างพาราควอตและไกลโฟเซต

จากนั้น ปี 2560 ไทยแพนแจ้งว่า กว่าครึ่งผักและผลไม้ยอดนิยม 16 ชนิด มีสารปนเปื้อนเกินมาตรฐาน 46% เอกสารไม่ระบุว่าเป็นสารใด แต่ไทยแพน แถลงข่าว พบพาราควอตตกค้างเกินมาตรฐานสูง 50% รองลงมาไกลโฟเซต 8% และชูยาฆ่าหญ้าเป็นปัญหาระดับชาติ ขอให้แบนสารดังกล่าว

ข้อสังเกต สารที่ตกค้างในรายงานปี 2559 ไม่พบสารพาราควอตและไกลโฟเซต และปี 2560 การตกค้างสารทั้งสองในผักและผลไม้ 55% ไม่น่าเป็นไปได้ หากผักถูกสารพาราควอตจะไหม้และตายไป ที่เอาออกมาขายได้ต้องไม่ถูกสารพาราควอต ไทยแพนควรเปิดเผยผลตรวจสอบดังกล่าว

ข้อคิดที่ 2 กระทรวงสาธารณสุขตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ในเดือนธันวาคม 2559 มีกรรมการ 21 ท่าน และได้ประชุมทั้งสิ้น 4 ครั้ง แต่มีข้อสังเกตไม่สามารถหารายงานการประชุมใน 3 ครั้งแรกได้

เนื่องจากผลการตรวจสอบสารตกค้างมีเพียง คลอร์ไพรีฟอส ไม่พบพาราควอตและไกลโฟเซต แล้วทำไมจึงมีชื่อปรากฏมาในภายหลังได้ในการประชุมครั้งสุดท้าย รวมทั้ง กระทรวงสาธารณสุขได้แต่งตั้งไทยแพนให้เป็นกรรมการและเลขานุการร่วมด้วย ที่สำคัญมติของคณะกรรมการขับเคลื่อนฯ ไม่อาจบังคับให้แบนสารดังกล่าวได้ เพราะอยู่นอกเหนืออำนาจหน้าที่ แต่กลับมีมติและบังคับให้กรมวิชาการเกษตรทำตาม

ข้อคิดที่ 3 กรมวิชาการเกษตรนำมติของคณะกรรมการขับเคลื่อนฯ เสนอให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายพิจารณา โดยกรมวิชาการเกษตรได้จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของการใช้สาร ไกลโฟเซต ตามข้อเสนอคณะกรรมขับเคลื่อนฯ ส่วนการยกเลิกพาราควอตและคลอร์ไพรีฟอส ได้นำเสนอให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายพิจารณา ข้อสังเกต กรมวิชาการเกษตรทราบถึงกระบวนการเป็นอย่างดีจึงได้ยื่นเรื่องให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายเป็นผู้พิจารณา ไม่ได้หลีกเลี่ยงความรับผิดชอบหรือถ่วงเวลาแต่ประการใด

ข้อคิดที่ 4 การพิจารณาคณะกรรมการวัตถุอันตราย ตามกระบวนการยกเลิกใช้สารใด ๆ ก็ตาม อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของกระทรวงอุตสาหกรรม โดยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบของคณะกรรมการวัตถุอันตรายก่อน ให้เกิดความรอบคอบ ยึดหลักเหตุผล และข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เป็นสำคัญ

ทั้งนี้ คณะกรรมการวัตถุอันตราย ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาเรื่องการยกเลิกสารดังกล่าว จนเกิดการประชุมรวมถึง 13 ครั้ง มีผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้องทางวิชาการ วิจัย และอื่น ๆ ได้ข้อสรุปวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 ให้ใช้แนวทางจำกัดการใช้ทั้งสามแทนการยกเลิกใช้สารดังกล่าว รวมทั้งคณะกรรมการมีมติมอบให้กรมวิชาการเกษตรจัดทำแผนดำเนินการต่อไป

ข้อสังเกต กระบวนพิจารณาเป็นไปตามขั้นตอน รอบคอบมีการตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อศึกษาข้อเท็จจริง โดยประธานคณะอนุกรรมการฯ ครั้งนั้นคือ ดร.ภักดี โพธิศิริ อดีตเลขาธิการ อ.ย. และอดีตกรรมการ ปปช. ที่สำคัญมีการอภิปรายและเปิดเผยบันทึกเหตุและผลอย่างเปิดเผย ทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยรวม 22 หน้า

ข้อคิดที่ 5 การพิจารณาข้อเสนอผู้ตรวจการแผ่นดิน วันที่ 14 ธันวาคม 2561 ประธานผู้ตรวจการแผ่นดินได้ทำหนังสือถือคณะกรรมการวัตถุอันตรายดำเนินการยกเลิกใช้สารดังกล่าว แต่คณะกรรมการวัตถุอันตรายได้ขอข้อมูลจากผู้ตรวจการแผ่นดินเพิ่มเติม และประชุมวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 เพื่อทบทวนการตัดสินและได้ข้อสรุปยืนยัน มติเดิมไม่มีการยกเลิกใช้สาร

แต่ให้เป็นมาตรการจำกัดการใช้ และรายงานไปยังผู้ตรวจการแผ่นดิน ข้อสังเกต ผู้ตรวจการแผ่นดินมีอำนาจหน้าที่ในการเสนอแนะ แต่กลับพบว่าที่มาที่ไปของการวินิจฉัยมีเป้าหมายอยู่ในใจก่อนแล้ว จึงเกิดคำถามว่า ทำไมไม่แสวงหาข้อเท็จจริงรอบด้านทั้งผู้ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกสารดังกล่าว

ข้อคิดที่ 6 การดำเนินการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเฉพาะการดำเนินงานของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ หลังจากคณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าถวายสัตย์ กรกฎาคม 2562 ได้ประกาศชัดเจนว่าจะแบนสารทั้งสามชนิด พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพรีฟอส

ภายในปี 2562 ขณะเดียวกัน คณะกรรมการวัตถุอันตรายได้ดำเนินการตามบัญชาของนายกรัฐมนตรีในวันที่ 18 กันยายน ให้มีการศึกษาถึงปัญหา วิธีการและผลกระทบ บริหารจัดการสารจากผู้เกี่ยวข้อง 4 ภาคส่วนได้แก่ ภาครัฐ ผู้นำเข้า เกษตรกร และผู้บริโภค

แต่ รมช. มนัญญา ได้ลงนามคำสั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตั้งตนเองเป็นประธานและประชุมคณะทำงานในวันที่ 7 ตุลาคม โดยมีมติเอกฉันท์ตามข่าวในสื่อมวลชนให้ยกเลิก 3 สาร โดยมิได้เสนอวิธีการแก้ปัญหาและผลกระทบในการบริหารจัดการสารแต่ประการใด

ข้อสังเกต เหตุใด รมช. มนัญญา จึงให้ความสนใจเฉพาะปัญหาและผลกระทบ แต่ไม่ให้ความสำคัญผลกระทบด้านอื่น และใช้เวลาในการประชุมรวบรัดไม่ถึง 3 ชั่วโมงตัดสิน โดยไม่มีข้อมูลทางวิชาการใหม่ไปหักล้างข้อมูลเดิมที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายใช้ตัดสินไม่ยกเลิกสารทั้งสาม

ข้อคิดที่ 7 การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญของสภาผู้แทนราษฎร จากกระแสขัดแย้งที่เกิดขึ้น ได้ตั้งคณะกรรมาธิการฯ ชุดนี้ขึ้น และได้ฟังการแถลงข่าวสรุปความได้ว่า สารทั้งสามนี้เป็นอันตรายน่าจะต้องยกเลิกการใช้ ข้อสังเกต รายชื่อผู้ที่ได้รับเสนอชื่อเป็นกรรมาธิการจากพรรคต่างๆ เป็นกลุ่มบุคคลที่เห็นว่าสมควรยกเลิกอยู่แล้วและเป็นแกนนำเคลื่อนไหวในการยกเลิกด้วย จึงพอคาดเดาได้ว่ามติจะออกมาในรูปแบบใด

“ทั้งหมดนี้ เป็นเพียงหนึ่งความคิดเห็นเพื่อให้สังคมได้รับทราบข้อเท็จจริง และหวังว่าสังคมไทยจะตัดสินเรื่องต่าง ๆ ด้วยเหตุและผล คำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ” นายอดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ กล่าวสรุป

‘ศาลปกครอง’ยังไม่มีคำสั่ง!! หลังไต่สวนปมขอระงับแบน3สารพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450788

'ศาลปกครอง'ยังไม่มีคำสั่ง!! หลังไต่สวนปมขอระงับแบน3สารพิษ

‘ศาลปกครอง’ยังไม่มีคำสั่ง!! หลังไต่สวนปมขอระงับแบน3สารพิษ

วันพุธ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 18.19 น.

ศาลปค.ใช้เวลาทั้งวันไต่สวนปมขอระงับคำสั่งแบน3สารพิษ แต่ยังไม่มีคำสั่งใดๆ ด้านเครือข่ายฯจวกคณะกก.วัตถุอันตรายฟังผลการศึกษา”ไทยแพน”เพียงอย่างเดียว ยกผลตรวจสารพิษราชบุรีไม่พบสารตกค้างเกินค่ามาตรฐาน ลั่นหากมีคำสั่งแบนจริงเกิดอาฟเตอร์ช็อกแน่

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังศาลปกครองใช้เวลาตลอดทั้งวันในการไต่สวนเพื่อพิจารณาว่าจะกำหนดมาตรการบรรเทาทุกข์ชั่วคราวโดยระงับคำสั่งยกเลิกการใช้ 3 สารเคมี คือ พาราควอต , ไกลโฟเสต และคลอร์ไพรีฟอส ที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติให้ยกเลิกตั้งแต่ 1 ธ.ค.62 นี้ ไว้ก่อน จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา ตามที่เครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง พร้อมด้วยเครือข่ายผู้แทนเกษตรกร 6 จังหวัด รวม 1,091 คน ยื่นฟ้องหรือไม่

จากนั้น เวลา 16.30 น.ที่ผ่านมา น.ส.อัญชุลี ลักษณ์อำนวยพร ประธานเครือข่ายอาสารักแม่กลอง กล่าวภายหลังการไต่สวน ว่า วันนี้เป็นกระบวนการไต่สวนข้อเท็จจริง ซึ่งตนได้นำข้อเท็จจริงเสนอต่อศาลชี้แจงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายแบน 3 สารเคมี โดยชี้แจงทั้งวาจาและเอกสาร ซึ่งศาลยังไม่ได้ระบุว่าจะมีคำสั่งเมื่อใด และไม่ได้มีการนัดหมายอะไรเพิ่มเติม โดยพยานฝ่ายเครือข่ายฯ ผู้ร้องที่เข้าให้ถ้อยคำในวันนี้มี 4 คน ขณะที่ฝ่ายผู้ถูกร้องมีผู้แทนเลขาคณะกรรมการวัตถุอันตราย ผู้แทนคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ผู้แทนกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ผู้แทนฝ่ายกฎหมายกรมวิชาการเกษตร ซึ่งพยายามยกผลการศึกษาและการเก็บข้อมูลของเครือข่ายเตือนภัยสารเคมี กำจัดศัตรูพืช หรือไทยแพน ที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายใช้เป็นข้อมูลในแบน 3 สารเคมี ซึ่งคณะกรรมการชุดดังกล่าวไม่มีตัวแทนเกษตรกรร่วมเป็นกรรมการพิจารณา

น.ส.อัญชุลี ยังเปิดเผยว่า ได้นำข้อเท็จจริงจากการศึกษาผลกระทบที่ใช้เวลา 2 ปี 6 เดือน ในการศึกษาจากการเก็บตัวอย่างผัก และผลไม้ที่สวนใน จ.ราชบุรี ซึ่งเป็นจังหวัดที่ถูกกล่าวหา และที่ตลาดศรีเมือง ตลาดค้าส่งผักและผลไม้ ของ จ.ราชบุรี ไปตรวจสอบไม่พบสารตกค้าง ในผลผลิตทางการเกษตรจากการใช้สารพาราควอต และไกลโคเสต ส่วนสารคลอร์ไพริฟอส พบมีการตกค้างแต่ไม่เกินค่ามาตรฐานจนเป็นอันตราย โดยหลังจากนี้ก็จะรอว่าศาลจะมีคำสั่งอย่างไร แต่เชื่อว่าหากมีการแบน 3 สารเคมีดังกล่าวจริงจะมีผลกระทบตามมาเป็นอาฟเตอร์ช็อก อย่างเช่นกรณีสหรัฐและประเทศที่เป็นคู่ค้ากับไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การไต่สวนช่วงบ่ายศาลได้อนุญาตให้ทางเครือข่ายฯ นำพยานเข้าให้ข้อมูลเพิ่มอีกเพียง 2 ปาก จากที่เหลือจากช่วงเช้า 8 ปาก คือ นางจรรยา มณีโชติ นายกสมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทยและเอเชียแปซิฟิก และนายวิชา ตธิติประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ที่มาให้ข้อมูลในฐานผู้ทรงคุณวุฒิ

ทั้งนี้ หลังการไต่สวนศาลปกครองกลางจะต้องมีการนำข้อมูลไปพิจารณาก่อน จึงยังไม่ได้มีคำสั่งใดๆ ออกมา