กษ.เกลี่ยงบปี’62สานต่อภารกิจ ก่อนพ.ร.บ.งบประมาณ’63ประกาศใช้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450967

x

กษ.เกลี่ยงบปี’62สานต่อภารกิจ ก่อนพ.ร.บ.งบประมาณ’63ประกาศใช้

วันศุกร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากการงบประมาณกระทรวงเกษตรฯ ปี 2563ผ่านหลักการร่าง พ.ร.บ.งบประมาณประจำปี 2563 วาระที่ 1 วงเงินรวม 110,874 ล้านบาท และจะเข้าสู่การพิจารณาในชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี สภาผู้แทนราษฎรต่อไปนั้น การขับเคลื่อนงบประมาณ ปี 2563 ของกระทรวงเกษตรฯยังคงมีแนวทางการดำเนินงานสำคัญเพื่อให้ “ภาคเกษตรมั่นคง เกษตรกรมั่งคั่ง ทรัพยากรธรรมชาติยั่งยืน” ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 4 ด้าน คือ ความมั่นคง ด้วยการป้องกันและแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU) และพัฒนาอาชีพด้านการเกษตรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้  การสร้างความสามารถในการแข่งขัน ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม เพื่อลดปัญหาความยากจนของเกษตรกร และด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบและลดการเผาในพื้นที่เกษตร

นายพลเชษฐ์ ตราโช ผู้อำนวยการกองนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรสศก.กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อให้การขับเคลื่อนงานในปีงบประมาณ 2563 ต่อเนื่องกระทรวงเกษตรฯได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายตามพ.ร.บ. งบประมาณปี 2562 ไปพลางก่อน เพื่อนำมาดำเนินการก่อนที่พ.ร.บ.งบประมาณปี 2563 จะประกาศใช้ 29,831.71 ล้านบาท จำแนกเป็น รายจ่ายลงทุน 9,200.18 ล้านบาท และรายจ่ายประจำ 20,631.53 ล้านบาท

เมื่อจำแนกเป็นกลุ่มงบประมาณแบ่งได้ 4 กลุ่ม ดังนี้ กลุ่มงบรายจ่ายบุคลากรภาครัฐ 12,710.31 ล้านบาทกลุ่มงบฯรายจ่ายของกระทรวง/หน่วยงาน (Function) 4,726.95 ล้านบาท กลุ่มงบฯบูรณาการ (Agenda) 11,416.54 ล้านบาท และกลุ่มงบฯรายจ่ายพื้นที่ (Area) 977.91 ล้านบาททั้งนี้ สำหรับการใช้จ่ายในไตรมาสที่ 1 (ตุลาคม-ธันวาคม 2562) มีแผนการใช้จ่าย 15,747.61 ล้านบาทคิดเป็นร้อยละ 52.79 ของงบฯที่ได้รับจัดสรร แบ่งเป็นรายจ่ายลงทุน 4,786 ล้านบาท รายจ่ายประจำ 10,961.60 ล้านบาท และไตรมาสที่ 2 (มกราคม-มีนาคม 2563) มีแผนใช้จ่าย 14,084.10 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 47.21 ของงบฯที่ได้รับจัดสรร แบ่งเป็นรายจ่ายลงทุน 4,414.17 ล้านบาท และรายจ่ายประจำ 9,669.92 ล้านบาท

เลาะรั้วเกษตร : บังเอิญจริงๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450969

281225166

เลาะรั้วเกษตร : บังเอิญจริงๆ

วันศุกร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

บอกแล้วว่า เรื่องของการยกเลิกสารเคมี3 ชนิด คือ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ยังไม่จบง่ายๆ ในขณะที่ผู้ที่เป็นหัวหอกการเรียกร้องและกดดันให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายลงมติให้ยกเลิกการใช้ทั้ง 3 สาร อย่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อนุทิน ชาญวีรกูล และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มนัญญา ไทยเศรษฐ์ ต่างยินดีในชัยชนะ

ก่อนที่จะมีการลงมติยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิดนี้ รัฐมนตรีทั้ง 2 ท่านรวมทั้งฝ่ายเรียกร้องให้ยกเลิก ต่างก็สาดใส่คณะกรรมการวัตถุอันตรายว่า ไม่โปร่งใส รับผลประโยชน์จากบริษัทจำหน่ายสารเคมี โดยไม่สนใจว่าคณะกรรมการวัตถุอันตรายแต่งตั้งขึ้นภายใต้ พ.ร.บ.วัตถุอันตราย มีองค์ประกอบของคณะกรรมการมาจากหลายหน่วยงานมีผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความสามารถในการพิจารณาข้อมูลทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นเหตุเป็นผล และเป็นธรรม

แต่พอคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติเสียงข้างมากให้ยกเลิกการใช้ 3 สาร ก็ออกมาชื่นชม พร้อมกับยืนยันว่าเป็นคณะกรรมการที่แต่งตั้งขึ้นตามกฎหมาย ที่ลงมติไปนั้นถูกต้องแล้ว… อย่างนี้ก็มีด้วย….แม้จะไม่รู้ว่าใครยกมือให้ยกเลิกบ้าง แต่พอจะเดาได้ว่า ฝ่ายไม่เห็นด้วยกับการยกเลิก ส่วนใหญ่น่าจะเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งไม่ได้อยู่ใต้อาณัติของรัฐมนตรีท่านใด หรือถ้าจะมีฝ่ายราชการอยู่บ้างก็ต้องขอคารวะท่านผู้นั้น ที่ยืนหยัดอยู่บนหลักการและข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้อง

ภายหลังการมีมติยกเลิกการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด ของคณะกรรมการวัตถุอันตรายเพียงวันเดียว ก็มีข่าวว่าสถานทูตสหรัฐอเมริกา ได้ส่งหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และรัฐมนตรีว่าการฯอีกหลายกระทรวง ทั้งกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ
กระทรวงคมนาคม และกระทรวงการต่างประเทศแสดงความกังวลว่าการยกเลิกดังกล่าวจะกระทบกับการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกา กับไทย(อันที่จริงสถานทูตสหรัฐ ส่งหนังสือนี้มาก่อนที่จะลงมติแล้ว โดยขอให้รัฐบาลไทยพิจารณาชะลอการตัดสินใจออกไปก่อน แต่ความล่าช้าของเส้นทางเดินของหนังสือในหน่วยราชการของไทยมักไม่ทันการณ์เสมอ)

เหตุผลคือ สินค้าของสหรัฐอเมริกาหลายชนิดที่ประเทศไทยนำเข้า โดยเฉพาะถั่วเหลือง ข้าวสาลี กาแฟ แอปเปิ้ล และองุ่นนั้น เกษตรกรอเมริกันยังใช้สารไกลโฟเซต ในกระบวนการผลิตอยู่ ซึ่งตามกฎระเบียบขององค์การการค้าโลก หรือ WTO ซึ่งประเทศไทย และสหรัฐอเมริกา เป็นสมาชิกอยู่นี้ ถ้าประเทศใดยกเลิกการใช้สารเคมีชนิดใด แต่ประเทศคู่ค้ายังใช้อยู่ ก็ไม่สามารถทำการค้าขายกันได้

พร้อมกับหนังสือฉบับดังกล่าว สหรัฐอเมริกายังยืนยันผลการประเมินของ EPA ซึ่งเป็นหน่วยงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกา และ USDA หรือกระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกา ว่า สารไกลโฟเซตไม่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพของมนุษย์ ซึ่งตรงกับข้อพิจารณาจากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ของประเทศอื่นๆ อีกหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป ออสเตรเลีย รวมทั้ง องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO ด้วย

ทั้งยังบอกอีกว่า ไกลโฟเซต เป็นสารเคมีทางการเกษตรที่ใช้กันอย่างแพร่หลายและศึกษากันอย่างจริงจังในประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมทั้งสหรัฐอเมริกาก็ยังใช้อยู่ ซึ่งสอดคล้องกับคำบอกเล่าของเพื่อนคนไทยที่อยู่ที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งส่งภาพถ่ายร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตทางการเกษตรในสหรัฐฯ โดยมีสารไกลโฟเซตวางขายอยู่บนชั้นอย่างมากมายหลายยี่ห้อ เหมือนผงซักฟอกเลยทีเดียว เช่นเดียวกับเพื่อนที่ญี่ปุ่น ก็ส่งภาพถ่ายชั้นวางขายไกลโฟเซต ในร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตมาให้ดูเช่นกัน ซึ่งญี่ปุ่นนี้ได้ชื่อว่าให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้บริโภคสูงมาก มากกว่าไทยเสียด้วยซ้ำ

หลายท่านอาจจะคิดว่า ค้าขายกับสหรัฐไม่ได้ ก็ค้าขายกับประเทศอื่นก็ได้… แต่ถ้าประเทศอื่นเขายังใช้ไกลโฟเซตอยู่ก็จะเข้าทำนองเดียวกับสหรัฐอเมริกาอีก
โดยเฉพาะ จีนที่เป็นตลาดส่งออกหลักของไทยอันดับที่ 1 มูลค่าการส่งออก 9.66แสนล้านบาท ในขณะที่สหรัฐอเมริกาอยู่ในอันดับที่ 2 มูลค่าการส่งออก 8.98แสนล้านบาท

สหรัฐอเมริกา เห็นว่า การส่งจดหมายแสดงความกังวลดังกล่าว ไม่ได้ผล คณะกรรมการวัตถุอันตรายลงมติยกเลิกสารเคมี 3 ชนิดไปเสียแล้ว แถมรัฐมนตรีบางท่านยังบอกไม่ให้สนใจหนังสือฉบับนั้น เพราะสุขภาพของคนไทยสำคัญกว่า สหรัฐฯ จึงดำเนินมาตรการต่อ ด้วยการประกาศตัด GSP สินค้าไทย 573 รายการ พร้อมทั้งใจดีให้ไทยมีเวลาตั้งหลัก 6 เดือน โดยจะเริ่มในวันที่ 25 เมษายน 2563

GSP (General of System of Preferences) คือ สิทธิทางภาษีที่สหรัฐอเมริกา ให้กับไทย โดยสินค้าที่สหรัฐฯ นำเข้าจากไทยบางรายการไม่ต้องเสียภาษีสินค้านำเข้า ซึ่งจะทำให้สินค้าไทยสามารถแข่งขันกับสินค้าของประเทศอื่นในตลาดสหรัฐอเมริกาได้ แต่ถ้าถูกตัดสิทธิ์ GSP เสียแล้ว ไทยต้องเสียภาษีนำเข้าให้สหรัฐฯ ราคาสินค้าไทยที่จำหน่ายในสหรัฐก็จะแพงกว่าของประเทศอื่นๆ

แม้นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีทั้งหลายจะออกมาบอกว่า การตัด GSP ของสหรัฐไม่เกี่ยวกับการยกเลิกสารเคมี 3 ชนิด แต่ก็น่าสังเกตว่า ทำไมสหรัฐจึงมาประกาศเอาตอนนี้ ตอนที่จดหมายที่ส่งมาถึงรัฐบาลไทย ถูกเมิน และประเมินความสำคัญต่ำไปหน่อย….เอ้า…ไม่เกี่ยวก็ไม่เกี่ยว

จะพยายามทำใจว่า เป็นความบังเอิญ ระหว่าง การยกเลิก 3 สารเคมีของไทย กับการยกเลิก GSP ของสหรัฐอเมริกา ขอให้การเจรจาต่อรองกับสหรัฐประสบความสำเร็จนะพี่น้อง…

แว่นขยาย

เปิดรับสมัครเกษตรกรประสบภัยท่วม-แล้ง ร่วมโครงการปลูกพืชใช้น้ำน้อยเพิ่มรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450957

x

เปิดรับสมัครเกษตรกรประสบภัยท่วม-แล้ง ร่วมโครงการปลูกพืชใช้น้ำน้อยเพิ่มรายได้

วันศุกร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยว่า จากสถานการณ์ฝนทิ้งช่วง เมื่อเดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคม 2562 ประกอบกับสถานการณ์อุทกภัย จากพายุ “โพดุล” และพายุ “คาจิกิ” ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคมเป็นต้นมา ในพื้นที่ 39 จังหวัด โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือส่งผลให้พื้นที่การเกษตรเสียหายสิ้นเชิง ภาครัฐได้ให้ความช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562 แล้วทั้งนี้กระทรวงเกษตรฯกำหนดแผนให้การช่วยเหลือ เยียวยาเกษตรกรผู้ประสบภัย แผนปฏิบัติการฟื้นฟู เยียวยา เกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงและอุทกภัย ปี 2562 จำนวน 5 โครงการ ได้แก่ โครงการส่งเสริมปลูกพืชใช้น้ำน้อยเพื่อสร้างรายได้แก่เกษตรกรโครงการรักษาระดับปริมาณและคุณภาพข้าว ปีการผลิต 2563/64 โครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ปีกเพื่อฟื้นฟูเกษตรกรที่ประสบปัญหาอุทกภัย โครงการพัฒนาเสริมทางเลือกอาชีพด้านประมง: การเลี้ยงปลานิลแปลงเพศในบ่อดิน และโครงการสร้างรายได้จากอาชีพประมงในแหล่งน้ำชุมชน บรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร

ด้านนายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่าโครงการส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อยเพื่อสร้างรายได้แก่เกษตรกร เป็น 1 ใน 5 โครงการ ที่กรมส่งเสริมการเกษตรรับผิดชอบเป้าหมายช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรที่ประสบภัยให้กลับมาเพาะปลูกพืช สร้างรายได้ในฤดูแล้งชนิดพืชที่เสนอเป็นทางเลือกให้เกษตรกรคือ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และถั่วเขียวในพื้นที่ที่เหมาะสม 39 จังหวัด 150,000 ครัวเรือนในพื้นที่ 1.4 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์100,000 ครัวเรือน พื้นที่ 1 ล้านไร่ และ ถั่วเขียว 50,000 ครัวเรือน พื้นที่ 4 แสนไร่โดยจะช่วยเหลือไม่เกิน 20 ไร่ ของพื้นที่เสียหายเป็นพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ หลักเกณฑ์ช่วยเหลือสำหรับเกษตรกรที่สนใจปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในอัตรา 245 บาท/ไร่ และถั่วเขียว 200 บาท/ไร่ ซึ่งเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการได้นั้นต้องเป็นผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วง/ฝนแล้ง หรืออุทกภัย ปี 2562 เป็นพื้นที่ได้รับความเสียหายสิ้นเชิงและได้รับการช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562 มีสัญชาติไทยและบรรลุนิติภาวะ เป็นหัวหน้าครัวเรือนหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย (1 ครัวเรือน ต่อ 1 สิทธิ์ ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร) และมีบัญชีเงินฝากกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) รวมทั้งไม่ได้เข้าร่วมโครงการอื่นภายใต้แผนปฏิบัติการฟื้นฟู เยียวยา เกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงและอุทกภัย ปี 2562 ของกระทรวงเกษตรฯเกษตรกรที่เข้าหลักเกณฑ์ตามข้อกำหนด และสนใจเข้าร่วมโครงการ สมัครได้ถึงวันที่ 10 พฤศจิกายน ที่สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้าน

ดึงสหกรณ์ส่งเสริมสมาชิกปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450963

x

ดึงสหกรณ์ส่งเสริมสมาชิกปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

วันศุกร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสมศักดิ์ แสนศิริ สหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก เปิดเผยหลังประชุมขับเคลื่อนโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา ปีการผลิต 2562/2563 จังหวัดพิษณุโลก ว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ มีนโยบายสนับสนุนการขับเคลื่อนโครงการสานพลังประชารัฐฯซึ่งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นพืชทางเลือกที่ใช้น้ำน้อย และแนวโน้มตลาดมีความต้องการสูง เพื่อนำไปใช้เป็นวัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์ กรมจึงกำหนดเป้าหมายขับเคลื่อนโครงการ ในสหกรณ์ที่พร้อมตามเกณฑ์วางระบบบริหารจัดการตลาด และเกณฑ์ราคารับซื้อผลผลิตที่แน่นอน ก่อนวางแผนปลูกในเขตพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำไว้ใช้ทำเกษตรเพียงพอ พร้อมทั้งสนับสนุนเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1ต่อปี ให้สหกรณ์ที่สมัครเข้าร่วมโครงการเพื่อนำไปใช้เป็นทุนจัดหาปัจจัยการผลิตและให้บริการเครื่องจักรกลการเกษตรให้สมาชิก เพื่อลดความเสี่ยงและสร้างโอกาสแก่เกษตรกรสมาชิก มีรายได้ที่มั่นคงต่อไป ซึ่งขณะนี้ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดพิษณุโลกเปิดรับสมัครสหกรณ์ที่สนใจร่วมโครงการ โดยเตรียมแผนจัดประชุมชี้แจงเกษตรกรสมาชิกร่วมกับสหกรณ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เพื่อเชิญชวนให้เกษตรกรสมาชิก ปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำนาปรัง มาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนระหว่างวันที่ 1-15 พฤศจิกายน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก โทร.0-5598-3567 ต่อ 108

หวั่นซ้ำรอยวิกฤติแย่งน้ำจี้ภาครัฐบอกความจริงปริมาณน้ำคงเหลือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/397740?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

หวั่นซ้ำรอยวิกฤติแย่งน้ำจี้ภาครัฐบอกความจริงปริมาณน้ำคงเหลือ

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
ปริมาณน้ำ,สภาเกษตรกร,ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์
เปิดอ่าน 81 ครั้ง

ประธานสภาเกษตรกรฯ วอนภาครัฐ เปิดเผยปริมาณน้ำที่เหลืออยู่จริง บอกความจริงเพาะปลูกได้หรือไม่ในวิกฤติน้ำครั้งนี้ 

8 พฤศจิกายน 2562 นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้กล่าวด้วยความเป็นห่วงเกษตรกรว่า ต้องขอแจ้งเตือนไปยังพี่น้องเกษตรกรและประชาชนทั่วประเทศ

ทั้งนี้ในปีนี้เป็นปีที่สถานการณ์น้ำวิกฤติมากกว่าปีที่แล้ว โดยดูจากตัวเลขน้ำในอ่างเก็บน้ำโดยเฉลี่ยเหลือ 20 กว่าเปอร์เซ็นต์ บางอ่างเก็บน้ำต้องใช้ Dead Storage หรือน้ำก้นอ่างแล้ว เชื่อว่าฤดูแล้งปีนี้จะส่งผลทำให้เกิดปัญหาตามมาเยอะมาก อยากให้ผู้เกี่ยวข้องจากหน่วยงานต่าง ๆ รีบทำแผนรองรับวิกฤตินี้โดยด่วนซึ่งยังพอมีเวลาเหลืออีก 2-3 เดือน และต้องบอกความจริงกับเกษตรกรที่ได้เตรียมการเพาะปลูกอยู่ว่าสถานการณ์น้ำวิกฤติแบบนี้ยังจะสามารถเพาะปลูกต่อไปได้หรือไม่ ยังพอแบ่งปันน้ำลงในพื้นที่ทำการเกษตรของเกษตรกรได้หรือไม่  เพื่อเกษตรกรจะได้เตรียมแผนรับมือสถานการณ์วิกฤตินี้ด้วยตนเองได้

“อย่าปล่อยให้สถานการณ์น้ำวิกฤติลุกลาม เกษตรกรไม่มีข้อมูลลงมือเพาะปลูก หว่านไถ แล้วจึงรู้ว่าไม่ได้น้ำเพื่อการเพาะปลูก หรือบางคนลงทุนลงแรงไปแล้วก็จะมีปัญหาทำให้เสียทรัพย์ ที่สุดจะเกิดผลกระทบกับเศรษฐกิจตามมาแน่นอน” นายประพัฒน์ กล่าว

ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวต่อไปว่า พื้นที่ชลประทานเชื่อมั่นว่าต้องมีปัญหาการจัดการน้ำแน่ ส่วนพื้นที่นอกเขตชลประทานขณะนี้แล้งจริงจัง โดยเฉพาะไร่นาเริ่มแห้งขอด ขณะนี้อยู่ในช่วงนี้ปลายฝนยังพอมีน้ำตามผิวดินเก็บอยู่ แต่หากถึงเดือนมีนาคม เมษายน พฤษภาคม อาจจะเริ่มต้นตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ น้ำในพื้นที่ต่าง ๆ จะเริ่มแห้งขอด หากมีการเพาะปลูกไปแล้วไม่มีน้ำผลผลิตก็จะเสียหาย

เกษตรกรต้องตั้งสติ ตั้งรับ ทำแผน วิธีการในสถานการณ์อย่างนี้คือต้องไม่ลงทุน อย่าเสี่ยงลงทุนเพาะปลูกโดยที่ไม่เห็นอนาคต ใช้จ่ายเงินให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ควรนำเม็ดเงินที่เหลืออยู่น้อยไปลงทุนเพิ่มจนกว่าจะมั่นใจว่ามีน้ำให้กิจกรรมเพาะปลูกได้ หรือหากิจกรรมอื่นที่ไม่ใช้น้ำหรือใช้น้ำน้อยที่สุด กิจกรรมเดิมที่ต้องใช้น้ำเยอะควรระงับ เช่น การทำนาปรังในพื้นที่ปลายท้ายน้ำเพราะการส่งน้ำอาจมาไม่ถึง ท้ายที่สุดชาวนาก็ต้องแย่งน้ำกันเอง

อย่างไรก็ตาม สภาเกษตรกรฯ ได้เรียกร้องและเสนอไปยังรัฐบาลนานแล้วว่าควรมีกองทุนเพื่อการปรับเปลี่ยนการผลิตปลอดดอกเบี้ยหรือดอกเบี้ยต่ำมาก เพื่อให้เกษตรกรสามารถเอาเม็ดเงินต่าง ๆ ที่ต้นทุนต่ำมาเริ่มปรับโครงสร้างการผลิต เช่น การปลูกไผ่ การทำปศุสัตว์ การปลูกไม้ยืนต้นอายุยืนยาว การทำสวนผลไม้ ซึ่งต้องใช้เวลา 5-6 ปี จึงจะได้เม็ดเงินคืนมา หากเกษตรกรรายใดมีขีดความสามารถจะปรับเปลี่ยนการผลิตของตัวเองได้ให้ลงมือทำได้เลย

ปรับใหญ่ฝนหลวงแก้วิกฤติขาดแคลนนักบินซบสายการบินพาณิชย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/397735?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ปรับใหญ่ฝนหลวงแก้วิกฤติขาดแคลนนักบินซบสายการบินพาณิชย์

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
กรมฝนหลวง,ปรับโครงสร้าง,วันบิดานหลวง,ร9,ธรรมนัส
เปิดอ่าน 119 ครั้ง

เดินหน้าปรับโครงสร้างกรมฝนหลวง แก้นักบินขาดแคลน หนีซบสายการบินพาณิชย์ ชงครม.เพิ่มบุคลากรรองรับภัยธรรมชาติ

8 พฤศจิกายน 2562  ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าได้เร่งหารือกับคณะกรรมการปฏิรูประบบราชการ(คปร.)ที่มีนายวิษุณ เครืองาม รองนายกฯเป็นประธานคพร.

อ่านข่าว –  ฝนหลวงเตรียมพร้อมรับภัยแล้ง

โดยได้ชี้แจงให้เห็นความจำเป็นเร่งด่วนในเรื่องขาดแคลนกำลังคน ทั้งข้าราชการ เจ้าหน้าที่ รวมทั้งนักบิน หากไม่ได้ดำเนินการแก้ไขภายใน 5 ปีนี้จะมีปัญหาเรื่องบุคคลากร กระทบการปฏิบัติการฝนหลวง

เนื่องจากนักบินฝนหลวงที่ปฏิบัติการหลักๆทุกวันนี้ส่วนมากจะเกษียณไป  อีกทั้งปัจจุบันนี้มีภารกิจเพิ่มมามากขึ้นจากสภาวะอากาศแปรปรวน ที่ต้องจัดหาทั้งยุทโธปกรณ์และบุคคลากรเพิ่มขึ้น ที่สำคัญที่สุดคือการขาดแคลนนักบิน โดยยังเป็นพนักงานราชการ ไม่มีความมั่นคงด้านสถานะ อัตราค่าตอบแทนไม่จูงใจ ทำให้นักบินเมื่อได้ชั่วโมงบินแล้วจะไม่อยู่กับกรมฝนหลวง ออกไปอยู่สายการบินพาณิชย์

“จึงเป็นเรื่องที่ผมให้ความสำคัญมากที่ต้องปรับโครงสร้างกรมฝนหลวงใหม่ให้สอดรับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น ภัยธรรมชาติรุนแรงมากขึ้นทุกปี ส่งผลกระทบการผลิตของภาคเกษตรกรรม เกษตรกรเดือดร้อนไม่มีน้ำ การเกษตรเสียหาย ประชาชนขาดน้ำกินใช้ในพื้นที่นอกเขตชลประทานกว่า 130 ล้านไร่ ที่ผ่านมาใครจะทำหรือไม่ทำ ผมไม่รู้ แต่ในยุคผมจะทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นให้ได้เพราะงานเพิ่ม กำลังคนก็ต้องเพิ่ม ซึ่งเรื่องนี้ ท่านนายกฯ กับ ท่านวิษณุ รับปากจะดูแลให้เป็นเรื่องวาระเร่งด่วน เมื่อคปร. ดูแผนปรับโครงสร้างเสร็จจะนำเข้าครม.เพื่ออนุมัติ”ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า ปัจจุบันกรมฝนหลวงฯมีอัตรากำลังข้าราชการ 205 คน ลูกจ้าง 144 คน พนักงานราชการ144 คน แบ่งเป็นนักบิน 75 คน สำหรับโครงสร้างใหม่ที่เสนอครม. คือเพิ่มข้าราชการอีก 321 คน พนักงานราชการ 475 คนโดยเป็นนักบิน 58 คน ซึ่งนักบินแบ่งเป็นระยะแรกปี 63 มี 44 คน ระยะที่สอง ปี 63-65 มี 14 คน ส่วนเครื่องบินปัจจุบันมี 45 ลำ เป็นเฮลิคอปเตอร์ 9 ลำ เครื่องบินปีกตรึง 36 ลำ ส่วนจะซื้ออะไรเพิ่มเป็นนโยบายของนายกฯ และรัฐมนตรีเกษตรฯ

ทั้งนี้ได้มีแผนจัดซื้อเครื่องบินเพิ่ม 2 ลำ ในงบปี 63 นอกจากนี้กำลังหารือมาตรการจูงใจนักบิน ให้ค่าตอบแทนดีขึ้น จะปรับสวัสดิการเพิ่มขึ้นด้วยในส่วนค่าชั่วโมงบินต่อเที่ยวจาก 500 บาท และค่าเสี่ยงภัย 500 บาทและตำแหน่งพนักงานราชการ เปลี่ยนเป็นข้าราชการ

นายสุรสีห์ กล่าวถึงผลสรุปในการสอบสวนข้อเท็จจริงหาสาเหตุจากเหตุการณ์เครื่องบินฝนหลวงตก นักบินสองรายเสียชีวิต ที่จ.กาญจนบุรี เมื่อวันที่ 24 ก.ย. ที่ผ่านมาว่าสาเหตุจากสภาพอากาศ หมอกลงหนักมาก ทัศนวิสัยไม่ดี รวมทั้งสภาพภูมิประเทศเป็นเนินเขา ทำให้นักบินพยายามจะบินหลบเพื่อไม่ไปชนแท่งหิน จึงเสียการทรงตัว เครื่องบินหมดกำลังตกลงไป

อย่างไรก็ตามจะมีการจัดงานวันพระบิดาแห่งฝนหลวง ครบรอบ 64ปี แห่งการก่อเกิดโครงการพระราชดำริ  โดยจัดงานระหว่างวันที่11-14 พ.ย. ที่ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ ภายใต้แนวคิด สืบสาน รักษา ต่อยอด Digi Fonlung

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ในหลวง ร.9 ทรงเสด็จเยี่ยมพสกนิกรชาวไทยหลายพื้นที่ทรงรับทราบผลกระทบเรื่องน้ำ จากภัยแล้ง ฝนไม่ตกทำให้เกษตรกรได้รับความเสียหาย พระองค์ทรงศึกษามา14ปี ท้ายสุดพระองค์ท่านสำเร็จ ตำราฝนหลวง จัดตั้งหน่วยฝนหลวง กระทรวงเกษตร ขึ้นในปี2518 หลังจากนั้นมีการตั้งกรมฝนหลวงฯ ปฏิบัติการทำฝนหลวงตอบโจทย์แก้ภัยแล้งเติมน้ำในเขื่อนและชลประทาน

ในวันพระบิดาฝนหลวง เชิญชวนพี่น้องชาวไทยร่วมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ ทรงพระราชทานตำราฝนหลวงไว้ให้กับชาวไทยและเป็นมรดกโลก พระองค์ได้ทรงตรัสไว้ว่าประเทศไทยจะมั่นคงได้ขึ้นกับภาคการเกษตร พระองค์จึงเห็นความสำคัญ เน้นเรื่องน้ำ ป่า ดิน เพื่อให้ความเป็นอยู่คนไทยดีขึ้นอย่างยั่งยืน

ระดมโดรนฉีดพ่นโรคไหม้คอรวงข้าวระบาดเสียหายแล้วกว่า 5 แสนไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/397732?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ระดมโดรนฉีดพ่นโรคไหม้คอรวงข้าวระบาดเสียหายแล้วกว่า 5 แสนไร่

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
นาข้าว,ระบาด,โรคไหม้คอรวงข้าว,ประภัตร,สุรินทร์
เปิดอ่าน 70 ครั้ง

ระดมโดรนฉีดพ่นโรคระบาดไหม้คอรวงข้าวเสียหายแล้วกว่า 5 แสนไร่ ชงกนข.ขอเงินช่วยเหลือพันล้าน ก่อนเสนอครม ชดเชยพื้นที่เสียหายลัง

8 พฤศจิกายน 2562 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางไปยังบ้านหนองบัว หมู่ที่ 3 ต.ชุมพลบุรี อ.ชุมพลบุรี  จ.สุรินทร์ และ บ้านขาม ต.หนองบัวบาน อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์

ทั้งนี้เพื่อตรวจเยี่ยม  พื้นที่การแพร่ระบาดของโรคไหม้คอรวงข้าว และกล่าวว่า นาข้าวในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้เป็นรอยต่อ หลายจังหวัดเป็นพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิขณะนี้ นาข้าวเสียหายแล้วประมาณ 5 แสนไร่ บางส่วนที่ยังไม่เสียหายผู้ว่าราชการ จ.สุรินทร์ ได้ขอให้กระทรวงเกษตร. ประสานงานเพื่อขอโดรนจากเอกชนช่วยฉีดพ่น เข้าช่วยฉีดพ่นไตรโคเดอร์มาท่าที่ยังสามารถช่วยได้

ทั้งนี้เนื่องจากเหลือเวลาอึกเพียง 20 วัน ข้าวก็จะสุกที่สามารถเก็บเกี่ยวได้ซึ่งไม่ทันต่อการใช้อย่างอื่นมาแก้ปัญหาโดยเฉพาะสารเคมีอาจทำให้เกิดปัญหาสารตกค้างได้จึงเลือกจะใช้วิธีการฉีดพ่น ไตรโคเดอร์มา เพราะถือว่าเป็นสิ่งที่ที่สุดแล้ว โดยขณะนี้ได้ประสานงานเอกชนใจบุญและพร้อมที่จะส่งโดรนเข้ามาช่วยเหลือฟรี ส่วนไตรโคเดอร์มาก็มีการแจกฟรีจึงไม่กระทบต่อต้นทุนของเกษตรกรที่เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

ได้สั่งการผู้ว่าราชการจ.สุรินทร์ ตั้งคณะกรรมการ เข้ามาสรุปข้อมูลความเสียหายทั้งหมด พร้อมตรวจสอบรายละเอียด ปริมาณ ข้าวที่ลดลง เพราะบางส่วนไม่ได้มีการเสียหายสิ้นเชิง เพียงแต่ผลผลิตลดน้อยลง ข้อมูลโดยเฉลี่ยประมาณ มาณร้อยละ 70 ในส่วนปริมาณผลผลิตที่เคยได้เพราะข้าวลีบซึ่งรัฐบาลอาจจะช่วยเหลือและเติมในส่วนที่ขาดหายไป ในเรื่องของราคา ส่วนการชดเชยพื้นที่เสียหาย จะชดเชยให้ไร่ละ1,113 ต่อไร่ ไม่เกินไม่เกิน 20 ไร่ ตามกรอบการให้การช่วยเหลือเรื่องภัยพิบัติ

คาดว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นน่าจะใช้งบประมาณในการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวประมาณกว่า 1,000  ล้านบาท จากนี้ไปคงต้องรอทาง ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาทำงานเพื่อสรุปรายละเอียดความเสียหายทั้งหมดและมีการประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติ ให้กระทรวงเกษตรฯ ก่อนเสนอคณะกรรมการนโยบายข้าว(กนข.) หากเห็นด้วยก็จะเสนอต่อครม.เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรต่อไป

ส่วนการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดเพื่อไม่ให้เกิดซ้ำขึ้นมาอีก ตนได้กำชับให้เจ้าหน้าที่กรมการข้าวเข้าทำความเข้าใจและฝึกอบรมให้กับเกษตกรป้องกันการแพร่ระบาดของโรคไหม้คอรวงข้าว โดยจะฝึกอบรมให้กับเกษตรกร ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมพร้อมเรื่องการ เตรียมการเพาะปลูกข้าวในฤดูต่อไป เกษตรกรจะต้องมีการคลุกเม็ดพันธุ์ข้าวกับไตรโคเดอร์มาก่อนหว่านข้าวในฤดูกาลต่อไป  ขณะเดียวกันจะต้องรู้หลักการใช้ปุ๋ยให้ถูกวิธ๊ โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรีย ซึ่งการใช้ปุ๋ยที่ผิดหลักเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคระบาดด้วย

วันนี้เท่าที่ตรวจสอบอย่างละเอียดพบว่าเหลืออีกไม่ถึง 20 วัน ก็จะสิ้นสุดระยะเวลาการเก็บเกี่ยวทั้งหมด คงจะต้องปล่อย ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ร้องขอให้ช่วยระดมฉีดพ่นไตรโคเดอร์มา โดยใช้โดรนเข้ามาช่วย เบื้องตนได้มีการประสานไปยังกลุ่มเอกชน และรับปากจะเข้ามาช่วยฟรี เท่าที่จะช่วยได้เพราะหากฉีดพ่นเคมีคงจะไม่ดี เพราะอาจเกิดปัญหาสารตกค้างได้วิธีการนี้น่าจะดีที่สุด

ในส่วนความเสียหายจากภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นทั้งฝนแล้ง น้ำท่วม และโรคระบาดที่เกิดขึ้น ตนยอมรับว่า อาจเสียหายจริงแต่ไม่น่าถึงขั้นขาดแคลน และขออย่าตื่นตระหนก ยืนยันว่าปริมาณผลผลิตยังเพียงพอต่อการบริโภคในประเทศอย่างแน่นอนส่วนเรื่องราคา ที่อาจสูงขึ้นเป็นเรื่องของกระทรวงพาณิชย์ จะต้องเข้ามาช่วยเหลือในเรื่องการบริหารจัดการ
นายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์  กล่าวว่า จากการดำเนินการในเรื่องการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโรคไหม้คอรวงข้าว จังหวัดได้ดำเนินการช่วยเหลืออย่างเต็มที่  โดยจากการฉีดพ่นไตรโคเดอร์มา ที่ผ่านมาสามารถชะลอการระบาดได้จริง เมื่อเทียบกับพื้นที่ ที่ไม่ได้มีการฉีดพ่น จากนี้ไปคงจะต้องทำความเข้าใจถึงวิธีป้องกันการแพร่ระบาดและเร่งดำเนินการตั้งคณะทำงานร่วมกันเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้เร็วที่สุด  และจากการตรวจสอบยังพบด้วยว่าพื้นที่ มีการระบาดของโรคไหม้คอรวงข้าวส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ใช้สารเคมี ส่วนพื้นที่การส่งเสริมการปลูกข้าวอินทรีย์ ไม่มีการระบาดของโรคไหม้คอรวงข้าวแม้แต่พื้นที่เดียว

ธรรมนัส ห่วงสภาพเศรษฐกิจทรุดเร่งหาตลาดช่วยคนฐานราก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/397723?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ธรรมนัส ห่วงสภาพเศรษฐกิจทรุดเร่งหาตลาดช่วยคนฐานราก

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2562 – 19:24 น.
ธรรมนัส,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เปิดอ่าน 42 ครั้ง

ธรรมนัส ห่วงสภาพเศรษฐกิจทรุด ม็อบมาเต็มกรุงเทพ ชี้แก้ปากท้องไม่ได้ เร่งหาตลาดช่วยคนฐานราก ลั่นดึงราคาข้าวหอมมะลิ1.8หมื่นต่อตัน

7 พฤศจิกายน 2562 ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงสภาพเศรษฐกิจตกต่ำจะกระทบเสถียรภาพรัฐบาลหรือไม่ในเรื่องมาตรการแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องชาวบ้านยังเป็นจุดอ่อนแอมากที่สุด

โดยมองว่ารัฐบาลมีเสถียรภาพเพราะเข้าระบบแล้ว ได้มอบคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิป)แต่ละพรรครับผิดชอบ และส.ส.กลุ่มพรรคเล็ก ก็มีตัวแทนคุยกัน จะสังเกตงบประมาณผ่านเที่ยวที่แล้วไม่มีใครแตกแถว แม้เสียงปริ่มน้ำถึงเวลามี 253-254 เสียง

ปัญหาหลักของรัฐบาล น่าเป็นห่วงที่สุดคือปัญหาเศรษฐกิจ การเมืองในสภาไม่สามารถทำอะไรรัฐบาลได้ ถ้าสภาวะเศรษฐกิจแย่กว่านี้ ชาวบ้านจะมาเต็มกรุงเทพ ถามว่าเศรษฐกิจโลกไม่ดี กระทบไทย ก็กระทบ แต่ประเทศไทยรายได้หลัก จากภาคการเกษตร ท่องเที่ยว ส่วนอุตสาหกรรม เป็นเรื่องคนกลุ่มน้อย ซึ่งคนกลุ่มใหญ่ของประเทศอยู่ในภาคเกษตร

ถ้าฐานรากของประเทศอยู่กันไม่ได้ ความมั่นคงของรัฐ ไม่สามารถมีเสถียรภาพได้ รัฐบาลก็ไม่สามารถไปฟื้นอะไรได้มากกว่านี้ ถ้าฐานรากยังแย่ เศรษฐกิจฐานรากไปไม่รอดในฐานะเราเป็นรัฐมนตรีที่ลงพื้นที่มากที่สุด การแก้ปัญหายั่งยืนได้การให้อาชีพชาวบ้าน มีรายได้เพิ่มขึ้นทุกพื้นที่ให้ได้จะเกิดแรงกระตุ้นไปได้ทั่วประเทศ

รมช.เกษตรฯกล่าวว่า ทุกวันนี้เดินหน้าเอาจริงเอาจังกับแก้ไขปัญหาโครงสร้างภาคการเกษตร ซี่งต้องยกระดับรายได้เกษตรกร โดยการจับมือภาคเอกชน นำตลาดไปให้ถึงเกษตรกร กำลังเร่งขับเคลื่อนหลายจังหวัด เช่น พะเยา พิจิตร เชียงราย ดึงภาคเอกชน เข้าไปสนับสนุนพยุงราคาสินค้าเกษตรให้ชาวบ้านอยู่ได้ ข้าว ยาง มัน ข้าวโพด เช่นตั้งราคาข้าวหอมมะลิ 1.8 หมื่นบาทต่อตัน หักความชื้น 25% ชาวนามีกำไร 7-8 พันบาทต่อตัน ก็อยู่ได้แล้ว สมมุติราคา 1.5 หมื่นบาทต่อตัน หักความชื้นอีก จะได้เหลือไม่มาก

รวมทั้งกระทรวงเกษตรฯมีงบปีละแสนกว่าล้าน รายจ่ายประจำกว่าครึ่ง เหลือเงินไปช่วยเกษตกรจริงๆเพียง5หมื่นกว่าล้านบาท ส่วนปีหน้าที่กลัวกันว่าเป็นปีเผาหลอก เผาจริง จะรับม็อบกันอย่างไร มองว่าม็อบมาเพราะเขาเดือดร้อน หากแก้ปากท้องไม่ได้ รัฐบาลอยู่ไม่ได้เป็นอย่างนี้มาทุกยุค ดังนั้นสิ่งที่สำคัญต้องเร่งหาตลาดไปให้ถึงชาวบ้าน จะสร้างความเข้มแข็งในพื้นที่ทุกชุมชนได้

ยึดเรียบ..รีสอร์ตหรูภูเก็ต สวนปาล์มรุกส.ป.ก.รมต.ถือหุ้นใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/397720?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ยึดเรียบ..รีสอร์ตหรูภูเก็ต สวนปาล์มรุกส.ป.ก.รมต.ถือหุ้นใหญ่

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2562 – 19:03 น.
สปก,ธรรมนัส,ภูเก็ต,วังน้ำเขียว,ฟ้องอาญา
เปิดอ่าน 428 ครั้ง

ยึดเรียบ…ส.ป.ก.สวนปาล์ม สนธิกำลังทุกจังหวัดจัดคนยากจนเข้าพื้นที่ด่วน รีสอร์ตหรูภูเก็ต ป่าตอง วังน้ำเขียวฟ้องอาญาเจ้าของดังอ่วม รมต.ถือหุ้นใหญ่

7 พฤศจิกายน 2562 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการส.ป.ก.จ.สุราษฏร์ธานี กระบี่ ชุมพร นครศรีธรรมราช เร่งเข้ายึดคืนพื้นที่สวนปาล์มจากเอกชน ที่หมดอายุสัมปทานและไม่ยอมคืนพื้นที่หลายหมื่นไร่

ทั้งนี้มีการบังคับใช้ตามคำสั่งคสช.ที่36/60 ใช้มาตรา 44 ยึดคืนพื้นที่ส.ป.ก.จากผู้ถือครองรายใหญ่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย เพื่อนำไปจัดสรรสิทธิเข้าทำกินให้กับเกษตรกรคนยากจน ผู้ยากไร้  ตามนโยบายคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) เป็นนโยบายเร่งด่วนของนายกรัฐมนตรีที่เป็นประธานคทช. ซึ่งต้องการให้ฟ้องร้องขับไล่ผู้ครอบครองที่ดินรัฐโดยผิดวัตถุประสงค์ออกจากพื้นที่โดยเร็ว นอกจากนี้สำหรับสวนส้มธนาธร สวนส้มทรายแก้ว กว่า 5 พันไร่ จ.เชียงใหม่ ยึดคืนมาแล้วตามมาตรา44 ได้สั่งให้จัดสรรสิทธิแบบแปลงรวม รูปแบบสหกรณ์ โดยไม่ให้มีนอมินีของนายทุนเข้ามาได้รับจัดสรรสิทธิในที่ดิน

แหล่งข่าวจากสำนักปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรรม (ส.ป.ก.)เปิดเผยว่าบริษัทแห่งหนึ่งที่ครอบครองพื้นที่ส.ป.ก.กว่า 1 หมื่นไร่ ในสองจังหวัดเชื่อมต่อกันแปลงใหญ่ คือสุราษฏ์รธานี และกระบี่ มีรัฐมนตรีกระทรวงหนึ่งเป็นหุ้นส่วนใหญ่ของบริษัทนี้

โดยที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ส.ป.ก.ไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้ หลังการเพิกถอนเพราะถูกขัดขวางมาโดยตลอด จากหลายฝ่ายที่ร่วมกันหาผลประโยชน์จากผลผลิตปาล์ม ทั้งฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร ในพื้นที่ และมีม็อบจัดตั้ง ชาวบ้านเข้าไปยึดเอง และยังมีชาวบ้านที่เป็นนอมินีของบริษัท และนายทุน เข้าไปแย่งกันยึดที่สวนปาล์มแบ่งโซนกันเก็บเกี่ยวผลผลิตปาล์มออกขาย รอบละ20วัน รับรายได้กันหลายล้านบาทต่อรอบ

ทั้งยังเกิดความขัดแย้งมายิงกันเกือบทุกวัน ระหว่างกลุ่มเหล่านี้เพราะต่างต้องการขยายพื้นที่ยึดครองทำให้เพิกถอน พื้นที่สวนปาล์ม สุราษฏร์-กระบี่ ไม่มีความคืบหน้าในยึดคืนพื้นที่ส.ป.ก.เพราะกลุ่มต่างๆในท้องถิ่น ต้องการเก็บเกี่ยวผลผลิตต่อไป แม้มีมาตรา44 ออกมาเรียกคืนพื้นที่ตั้งแต่ปี 60 ซี่งร.อ.ธรรมนัส จึงลงไปทุบโต๊ะให้ทุกฝ่ายถอยออกมาจากพื้นที่ทั้งหมด และหยุดเก็บเกี่ยวผลผลิตปาล์ม ระดมสรรพกำลังลงไปจัดสรรแปลงให้คนยากจนลงเร็วที่สุด โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ตามรายชื่อผู้ขึ้นทะเบียนผู้ไร้ที่ทำกินไว้กับจังหวัด

“ผลปาล์มได้เก็บเกี่ยวรอบละเป็นแสนกิโลกรัม รอบละ15-20วัน แบ่งประโยชน์กันในท้องถิ่น ฝ่ายปกครอง ตำรวจ ม็อบ จัดสรรปันส่วน แปลงไหนนายทุน ตั้งตัวทัน เข้ากับ กำนัน ผู้ใหญ่ เข้าเก็บเกี่ยว เดือนละหลายล้าน สุราษฏร์- กระบี่ 4 หมื่นไร่ แบ่งกันเป็นล๊อค มีแต่เจ้าหน้าที่ส.ป.ก.กับหมา ที่ไม่ได้ประโยชน์  ท่านธรรมนัส สั่งยึดทั้งหมด จัดคนลงด่วนตามคุณสมบัติผู้ยากไร้ เพื่อให้การเข้าใช้ที่ดินถูกต้อง ไม่ใช่ปล่อยให้ม็อบ ปกครอง ตำรวจ นายทุน มาขโมยผลปาล์ม”แหล่งข่าวระบุ

ส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช นายทุนบุกรุกเผาป่าพุ ในเขตส.ป.ก.ปลูกปาล์ม เป็นปัญหาเรื้อรังมานาน โดยขณะนี้ร.อ.ธรรมนัส ได้สั่งให้ผู้ถือครองผิดกฎหมายถอยออกจากพื้นที่ทั้งหมด เพื่อเซทซีโร่ ส.ป.ก.ทั่วประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยบูรณาการร่วมกับผู้ว่าราชการ ทุกพื้นที่ยึดจากนายทุน นำมาจัดสรรให้กับผู้ยากไร้

สำหรับนายทุนบุกรุกส.ป.ก.วังน้ำเขียว ผู้ว่าราชการจ.นครราชสีมา ในฐานะประธานคปจ.สั่งฟ้องดำเนินคดีอาญาข้อบุกรุก กับเจ้าของห้างดัง ที่เข้าบุกรุกที่ส.ป.ก.ทำแหล่งท่องเที่ยว ฟอร์ล่าพาร์คมากว่า10ปี ส่งฟ้องอาญาแพ่ง พร้อม ไฟเขียว ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองยึดตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม บุกรุกที่ดินของรัฐ รวมทั้งจ.ภูเก็ต ร.อ.ธรรมนัส ได้ให้ดำเนินคดีรีสอร์ท ในพื้นที่ที่เป็นส.ป.ก.อ.ป่าตอง เกือบทั้งหมด และอ.กมลา อ.กระทู้ ใช้ที่ดินผิดวัถตุประสงค์ ต้องยึดกลับมาก่อน ซึ่งมีปัญหาเดียวกับพื้นที่ส.ป.ก.วังน้ำเขียว ที่โดนบุกรุกทั้งอำเภอ

จบด้วยดี…แม่ธนาธรยอมคืนที่ดินทำป่าชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/397728?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

จบด้วยดี…แม่ธนาธรยอมคืนที่ดินทำป่าชุมชน

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2562 – 19:00 น.
คทช,สปก,แม่ธนาธร,ที่ดินแม่ธนาธร,ป่าชุมชน,คืนี่ดิน,ป่าสงวน
เปิดอ่าน 262 ครั้ง

จบด้วยดี…ที่ดินแม่ธนาธร รุกป่าสงวนและส.ป.ก.ราชบุรี กว่า 300 ไร่ ยินยอมคืนหลวง นำไปจัดตั้งเป็นป่าชุมชน ตามนโยบายคทช.

8 พฤศจิกายน 2562 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงที่ดินของแม่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ กว่า 300 ไร่ รุกที่ป่าสงวนและพื้นที่ประกาศเขตส.ป.ก.จ.ราชบุรี

โดยบอกว่าทราบว่าแม่ของนายธนาธร จะมอบคืนที่ดินให้กับกรมป่าไม้ นำเป็นป่าชุมชนให้กับคนในพื้นที่ รวมทั้งที่เขตปฏิรูป โดยส.ป.ก.พื้นที่จะคืนป่าไม้นำไปใช้ชุมชนใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนร่วมกันต่อไปตามนโยบายคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ(คทช.)

ด้านนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่าจากการส่งเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และกรมที่ดินร่วมเป็นคณะทำงานแก้ไขปัญหาที่ดินเพื่อจัดตั้งเป็นป่าชุมชนตามคำสั่งจังหวัดราชบุรี แล้วได้รังวัดตรวจสอบแนวเขตที่ดินพื้นที่เป้าหมายในการจัดตั้งป่าชุมชนจำแนกได้ว่า มีพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกรมป่าไม้ เนื้อที่ประมาณ 300 ไร่ซึ่งชุมชนสามารถยื่นคำขอจัดตั้งป่าชุมชนได้ทันที

ส่วนที่ 2 พื้นที่ป่าไม้ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ซึ่งผู้แทนสำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดราชบุรีแจ้งว่า จะส่งมอบพื้นที่คืนให้แก่กรมป่าไม้เพื่อนำไปจัดตั้งเป็นป่าชุมชน ส่วนพื้นที่ที่นางสมพรครอบครองมารดาของนายธนาธร และผู้แทนนางสมพร ระบุว่า มีเอกสารตามประมวลกฏหมายที่ดิน ผู้แทนนางสมพรแจ้งให้ที่ประชุมคณะทำงานฯ ว่า นางสมพรยินดีที่จะบริจาคที่ดินให้แก่หน่วยงานของรัฐในการนำไปจัดตั้งเป็นป่าชุนชนเพื่อให้ชุมชนดูแลรักษาและใช้ประโยชน์ร่วมกัน

นายอรรพล กล่าวว่า การจำแนกพื้นที่เป็น 3 ส่วนดังกล่าวเป็นผลจากการตรวจสอบเอกสารเบื้องต้น ซึ่งแต่ละหน่วยงานต้องรังวัดเพื่อชี้แนวเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบ โดยผลการรังวัดทั้งของกรมป่าไม้ ส.ป.ก. และกรมที่ดินต้องตรงกันจึงจะสามารถดำเนินการขั้นต่อไปในการจัดตั้งป่าชุมชนได้

สำหรับที่ดินของนางสมพรซึ่งระบุว่า มีเอกสารตามประมวลกฏหมายที่ดิน หรือนส.2 นั้น การที่ผู้ครอบครองยินดีสละสิทธิ์แล้วจะจัดตั้งป่าชุมชนได้ทันที ส่วนการตรวจสอบสิทธิ์ ความถูกต้องของเอกสาร และที่สำคัญคือ กำหนดขอบเขตที่ดินให้เจนก่อนจึงจะจัดตั้งป่าชุมชนได้ในโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐโดยคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.)