อย.ประกาศชัด ร่วมแบน3สารอันตราย ฝ่ายหนุนเปิดข้อมูล นัดแถลงวันจันทร์นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448448

news_default

อย.ประกาศชัด ร่วมแบน3สารอันตราย ฝ่ายหนุนเปิดข้อมูล นัดแถลงวันจันทร์นี้

วันอาทิตย์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

อย.ประกาศชัดสนับสนุนให้ยกเลิกใช้สารเคมีอันตรายสูง ทั้ง 3 ชนิด เนื่องจากมีผลเสียต่อสุขภาพอย่างชัดเจน ขณะที่กลุ่มเกษตรกรคัดค้านแบน 3 สารเคมี เตรียมแถลงใหญ่ความเดือดร้อนจันทร์นี้ก่อนจะมีการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย ชี้ขาดยกเลิกหรือไม่ 22 ตุลาคม

นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (เลขาธิการอย.) กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) ประกาศจุดยืนชัดเจนในการสนับสนุนให้ยกเลิกสารเคมีอันตรายทางการเกษตร 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพรีฟอส และไกลโฟเซต เนื่องจากมีอันตรายต่อสุขภาพ มีข้อมูลตรวจพบผู้ป่วยโรคเนื้อเน่าจากพาราควอต ใน จังหวัดหนองบัวลำภู พบการตกค้างของพาราควอตในซีรั่มของเด็กแรกเกิดและมารดา ขณะที่ไกลโฟเซตน่าจะก่อมะเร็ง(กลุ่ม 2A) และรบกวนการทำงานของต่อมไร้ท่อทำให้เกิดโรคเบาหวานและโรคไต ส่วนคลอร์ไพรีฟอสทำให้เกิดความผิดปกติด้านพัฒนาการทางสมองของเด็กอีกด้วย

เลขาธิการ อย.กล่าวต่อไปว่า อย.ได้วางระบบให้ผักผลไม้ที่ปลูกในประเทศ ต้องผ่านการตรวจสอบสารพิษตกค้างและแสดงฉลาก ณ โรงคัดบรรจุ สามารถตรวจสอบแหล่งเพาะปลูกได้ หากพบปัญหาคุณภาพ หรือการตกค้างของสารอันตราย พร้อมทั้งมีมาตรการเชิงรุกให้หน่วยตรวจสอบเคลื่อนที่เฝ้าระวังและตรวจสอบคุณภาพผักผลไม้ประจำอยู่ทั่วประเทศ สำหรับผักผลไม้ที่นำเข้า มีด่านอาหารและยา 52 แห่งทั่วประเทศ ที่คอยตรวจสอบผักผลไม้ หากพบสารพิษตกค้างห้ามนำมาจำหน่ายในประเทศ

“ล่าสุดปี 2562 ตรวจพบคลอร์ไพรีฟอสในผักผลไม้ ไม่ผ่านมาตรฐาน 37 ตัวอย่างจาก 456 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ8.11ส่วนใหญ่พบใน ส้ม คื่นฉ่าย มะเขือเทศและคะน้า ดังนั้น อย.จึงสนับสนุนให้ยกเลิกการใช้สารเคมีอันตราย 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพรีฟอส และไกลโฟเซต เพื่อสุขภาพที่ดีของประชาชน” เลขาธิการ อย.กล่าว

ด้านสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย (อ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ผักและผลไม้) แจ้งว่า ในวันจันทร์นี้ (21 ต.ค.)จะเปิดแถลงข่าว โหมโรง รวมพลังเกษตรกรไทย คัดค้านการแบน 3 สาร คือ สารคลอร์ไพริฟอส พาราควอต และไกลโฟเสต โดยระบุว่าจะมีการเปิดหลักฐานสำคัญคัดค้าน นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรที่ให้ยกเลิก หรือแบน 3 สารดังกล่าว โดยระบุว่า จะมีการประกาศเจตนารมณ์ของเกษตรกรทั่วไทย ในการ แบนพรรคการเมือง โดยงานจะจัด เวลา 10.00 น. ณ โรงแรมเอเชีย กรุงเทพฯ

‘บิ๊กป๊อก’แฉเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินต้นเหตุเอื้อคนรวย ทำคนจนไม่มีทางเลือก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448406

news_default

‘บิ๊กป๊อก’แฉเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินต้นเหตุเอื้อคนรวย ทำคนจนไม่มีทางเลือก

วันเสาร์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 17.16 น.

“บิ๊กป๊อก”ไม่เห็นด้วยเดินสำรวจออกโฉนดที่ดิน ชี้ เป็นต้นเหตุให้คนรวยถือครองที่ดิน รับ “วันแม็พ” ล่าช้า เร่งผลักดัน แก้ปัญหาที่ทับซ้อน พบที่ดินรัฐทับที่เอกชน 3 ล้านแปลง

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2562 ที่รัฐสภา เกียกกาย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวชี้แจงหลังนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.จังหวัดตรง พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายเรื่องปัญหาที่ดินทำกิน ว่า เรื่องโครงการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ หรือวันแม็พ ยอมรับว่ามีความล่าช้า แต่ต้องเร่งรัดให้จบ เนื่องจากแผนที่ของหน่วยราชการแต่ละแห่งทับซ้อนกันเอง เมื่อรวมเนื้อที่ในแผนที่แต่ละฉบับก็พบว่ามีเนื้อที่มากกว่าแผนที่ประเทศไทย ดังนั้นจึงต้องผลักดันให้วันแม็พแก้ปัญหาแผนที่ทับซ้อนให้ได้ หลังจากนี้ พิกัดและหลักหมุดต่างๆ จะเปลี่ยนเป็นระบบดิจิตอล  เพื่อไม่มีปัญหาที่ดินทับซ้อนอีกต่อไป แต่ยอมรับว่ายังมีที่ดินของรัฐทับที่ดินเอกชนมากถึง 3 ล้านแปลง ขณะนี้อยู่ระหว่างการแก้ไข

พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า สำหรับปัญหาคนยากจน ไม่มีที่ดินทำกิน ยอมรับว่า ปัจจุบันได้มีที่ดินส.ป.ก. ที่ดิน น.ส.ล. เพื่อแก้ปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกร ยอมรับว่าส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดิน  โดยเฉพาะกับที่ดินประเภท ภบท. 5 เพราะหากเดินสำรวจก็จะเกิดกรณีคนรวยเข้าไปถือครองที่ดิน และทำให้คนจนไม่มีทางเลือก  นอกจากเช่าที่ดินเพื่อทำกิน การแก้ปัญหาที่ดินต้องไม่ให้คนรวยเข้าไปถือครองที่ดินของรัฐ เมื่อรวยแล้ว ก็ต้องออกจากที่ดินดังกล่าว เปลี่ยนมือให้คนจนเข้าไปทำกินแทน ส่วนข้อเสนอที่ให้ยกเลิกที่ดินสาธารณประโยชน์ คงไม่สามารถเพิกถอนแบบส่งเดช จะทำได้กรณีที่เพิกถอนและยกให้กับหน่วยงานราชการเท่านั้น

ขู่ลุกฮือทั่วประเทศ!! ชาวไร่อ้อยนับล้านต้านแบนสารพิษ ปูดศก.พังยับ5.7แสนล.-รง.น้ำตาลเจ๊ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448251

news_default

ขู่ลุกฮือทั่วประเทศ!! ชาวไร่อ้อยนับล้านต้านแบนสารพิษ ปูดศก.พังยับ5.7แสนล.-รง.น้ำตาลเจ๊ง

วันศุกร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 18.12 น.

ขู่ลุกฮือทั่วประเทศ!! ชาวไร่อ้อยนับล้านต้านแบนสารพิษ ปูดศก.พังยับ5.7แสนล.-รง.น้ำตาลเจ๊ง

18 ตุลาคม 2562 นายทองคำ เชิงกลัด ประธานสหสมาคมชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย กล่าวถึงผลกระทบสำคัญหากแบนพาราควอต ว่า ต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ค่าสารเคมี ค่าแรงงาน รวมทั้งยังเป็นข้อสงสัยเรื่อง สารทดแทนนั้นมีราคาสูงแต่คุณสมบัติไม่แน่ใจว่าทดแทนกันได้ และเครื่องจักรไม่สามารถใช้ได้ในไร่อ้อย โดยเฉพาะวัชพืชที่อยู่ในแถวหรือโคนอ้อย ที่สำคัญหากมีการตกค้างของพาราควอตจริง วัชพืชคงไม่สามารถเติบโตขึ้นมาใหม่ในพื้นที่เดิมที่เคยฉีดได้ ดังนั้น ในนามของ 4 องค์กรชาวไร่อ้อย เห็นควรให้ใช้สารดังกล่าวต่อไปอย่างมีขอบเขตตามที่ได้จัดอบรมไปก่อนหน้านี้

สหสมาคมชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย สหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย ชมรมสถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสาน และสมาพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย ในนามตัวแทนสมาชิกชาวไร่อ้อยรวม 37 สถาบันในเขตภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กว่า 4 แสนครัวเรือน รวม 1.2 ล้านราย ร่วมประกาศจุดยืนค้านการแบนพาราควอตและไกลโฟเซต เนื่องจากอ้อยเป็นพืชเศรษฐกิจอุตสาหกรรม สร้างแรงงาน รายได้เข้าสู่ประเทศปีละหลายแสนล้านบาท การใช้สารออร์แกนิกแทนสารเคมี คงไม่สามารถนำมาใช้กับการทำเกษตรอุตสาหกรรมได้ ดังนั้น การยกเลิกสารดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยอย่างมาก

ขณะเดียวกันชมรมสถาบันชาวไร่อ้อยลุ่มน้ำป่าสัก สมาคมชาวไร่อ้อยเพชรบูรณ์ สมาคมชาวไร่อ้อยเขื่อนป่าสัก สระบุรี สมาคมชาวไร่อ้อยพิจิตร พิษณุโลก สมาคมชาวไร่อ้อยบึงสามพัน นำโดยนายวิชัย เปาวิมาน นายกสมาคมชาวไร่อ้อยลพบุรีกล่าวว่า ปัจจุบัน ไม่สามารถใช้แรงงานได้เหมือนเมื่อก่อน การใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชพาราควอต จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ประกอบกับยังไม่มีสิ่งใดมาทดแทนได้ในทางปฏิบัติ เห็นควรให้อนุญาตใช้สารต่อไปภายใต้การจำกัดการใช้จนกว่าจะหาสารทดแทนอันเป็นที่ยอมรับของเกษตรกรได้

ดร.กิตติ ชุณหวงศ์ นายกสมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย กล่าวว่าการเพาะปลูกอ้อยของไทยในพื้นที่กว่า 11 ล้านไร่ สร้างรายได้สูงกว่า 3 แสนล้านบาทต่อปี เนื่องจากเกษตรกรไม่สามารถผลิตอ้อยได้ตามเป้าหมาย กระทบเป็นลูกโซ่ ส่งผลให้โรงงานน้ำตาลขาดวัตถุดิบ ต้นทุนผลิตสูงขึ้น กระทบต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมน้ำตาลทรายดิบ ผลเลวร้ายที่สุด โรงงานน้ำตาลคงต้องทยอยปิดตัวลงในไม่ช้า เหตุเพราะขาดทุน

“สิ่งเหล่านี้รัฐบาลต้องไม่ปล่อยให้เกิดขึ้น ไม่เช่นนั้นผลกระทบกับมูลค่า GDP ภาคการเกษตรจะกระทบมหาศาลเป็นมูลค่าความเสียหายในการส่งออกเฉพาะน้ำตาลและผลิตภัณฑ์กว่า 94,618 ล้านบาท จากมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 570,000 ล้านบาท และถ้ารัฐคิดจะจ่ายค่าชดเชยให้ผู้ปลูกอ้อยต้องใช้วงเงินอย่างน้อย 270,000 ล้าน โดยยังไม่รวมค่าชดเชยในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง และอาจใช้ระยะเวลาในการชดเชยมากกว่า 1 ปีแน่นอน”

ดร.วิโรจน์ ณ ระนอง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI กล่าวว่า การใช้สารเคมีเกษตร ทำให้ประเทศไทยพัฒนาเกษตรกรรมมาหลายสิบปีจนผลิตได้เกินบริโภคมากมาย ถ้าไม่ใช้สารเคมีเกษตร คือ ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ไม่ใช้เคมีเกษตร ไทยจะผลิตอาหารไม่พอกิน ถ้าไม่ใช้เคมีเกษตร แต่ใช้ปุ๋ยเคมีอาจพอกินในภาพรวม แต่บางกลุ่มจะลำบากเช่น อาจต้องใช้แรงงานใช้จอบเสียมแทน แต่แรงงานมีราคาแพงกว่า รัฐบาลจะจัดการปัญหาตามกระแส ตามความรู้สึก ตามการเมือง ไม่ใช่ข้อมูลวิชาการไม่ได้ การแบน DDT ในอดีตคนจะใช้ก็ไปแอบนำเข้าในสหรัฐฯ เมื่อมีปัญหาสารกำจัดวัชพืช เขามีวิธีควบคุมแก้ปัญหาแบบวิทยาศาสตร์และทำการค้าขายได้ ท้ายสุดเรื่องเหล่านี้จะมีผู้ได้และผู้เสียประโยชน์ ไม่ว่าจะเลือกใช้หรือแบน แต่จะชดเชยความเสียหายให้เกษตรกร และอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างไร

เครือข่ายราชบุรีโมเดล เปิดหลักฐานผลไม้ไร้สารตกค้าง ร้อง ‘บิ๊กตู่’ อยู่ข้างเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448244

เครือข่ายราชบุรีโมเดล เปิดหลักฐานผลไม้ไร้สารตกค้าง ร้อง ‘บิ๊กตู่’ อยู่ข้างเกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 17.47 น.

18 ตุลาคม 2562 ประธานเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง ผู้แทนเกษตรกรโครงการ “ราชบุรีประชารัฐ พืชผักและผลไม้ปลอดภัย นำไทยสู่ครัวโลกกรมวิชาการเกษตร” เปิดข้อเท็จจริงประเด็นพาราควอต เกษตรกรราชบุรีเพาะปลูกตามมาตรฐาน GAP ใช้สารเคมีอย่างปลอดภัย ไร้ผลตกค้าง ปลอดภัยต่อเกษตรกรและผู้บริโภค วอน นายประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดอ่านข้อมูลสักนิด ก่อนคิดตัดสินใจ

นางสาวผ่องศรี ธาราภูมิ คณะทำงานทางการเมืองของประธานรัฐสภา เปิดเผยว่า ได้รับข้อมูลจากทุกฝ่ายแล้ว เข้าใจถึงปัญหาและข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญที่รับผิดชอบพิจารณาแนวทางการควบคุมสารเคมีเกษตร จะต้องมีการศึกษาอย่างรอบด้าน ปัจจุบันยังอยู่ในกระบวนการพิจารณา ไม่ได้ตัดสินใจหรือฟังธงว่าจะแบนทั้ง 3 สาร โดยการตัดสินใจขึ้นอยู่กับคณะกรรมการวัตถุอันตรายเป็นสำคัญ

นางสาวอัญชุลี ลักษณ์อำนวยพร ประธานเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง ผู้แทนเกษตรกรในโครงการฯ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาโครงการเพาะปลูกพืชผักและผลไม้ด้วยการใช้สารเคมีอย่างปลอดภัย ได้พิสูจน์แล้วว่า การอบรมเพื่อให้เกษตรกรปฏิบัติอย่างถูกต้องตามมาตรการจำกัดการใช้สารเคมี ยืนยันได้ว่าสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ได้แก่ ได้แก่ สารพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพรีฟอส ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมตามที่เป็นข่าว พร้อมแสดงผลตรวจสุขภาพเกษตรกรและสิ่งแวดล้อมทั้งก่อน-ระหว่าง-หลังโครงการ ย้ำการกระทำและใส่ร้ายเกษตรกร ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ต้นทุนพุ่งจากการกักตุนสารเคมี ทำให้ราคาเพิ่มขึ้น 3 เท่า กระทบไกลถึงเศรษฐกิจ ภาพลักษณ์ประเทศ และการส่งออกสินค้าเกษตรกรรมในระยะยาว

นอกจากนี้ การกล่าวอ้างจากเอ็นจีโอถึงผลวิจัยเรื่องการพบพาราควอตในขี้เทาเด็ก กรณีแม่สู่ลูก พบว่า ตามที่นักวิจัยแจ้งว่าได้เก็บตัวอย่างจากอาสาสมัครหญิงตั้งครรภ์ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ปรากฏได้ตรวจสอบกลับไปยังโรงพยาบาลดังกล่าว ได้รับการชี้แจงว่า ไม่มีข้อมูลการดำเนินการดังกล่าวแต่อย่างใด ดังนั้น ผลการวิจัยมาจากไหน (หลักฐานตามเอกสารแนบ) รวมทั้ง เอ็นจีโอกล่าวอ้างถึงการพบสารตกค้างในพื้นที่หลายแห่ง แต่ในความเป็นจริง หน่วยงานรัฐได้ตรวจสอบซ้ำกลับไม่พบการตกค้างพาราควอตแต่อย่างใด จึงอยากให้นายกฯ เปิดอ่านข้อมูลที่แท้จริงก่อนภาคเกษตรกรรมไทยจะล่มสลายในยุคของท่าน

นายสุชัช สายกสิกร เกษตรกรจังหวัดราชบุรี กล่าวเสริมว่า เกษตรกรสับสนเป็นอย่างมาก ณ ปัจจุบัน เหมือนเป็นหนูทดลองยาให้กับภาครัฐ ยกตัวอย่าง วันนี้ รัฐบอกให้เกษตรกรออกมาอบรมเพื่อให้ใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชได้อย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพ และสามารถซื้อได้อย่างถูกกฎหมาย แต่อีกวันบอกว่า ไม่สามารถซื้อได้แล้วตั้งแต่ 1 ธันวาคม เป็นต้นไป ใครซื้อใช้ โดนจับปรับผิดกฎหมาย หรือ 50 ปีที่แล้วบอกว่า พาราควอต ปลอดภัย แต่วันนี้ บอกว่า ไม่ปลอดภัย จะหาสารทดแทนใหม่มาให้ ดังนั้น เกษตรกร จึงขอรับฟังและเชื่อข้อมูลจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้ นำหลักฐานมาแสดงว่า พาราควอต มีผลตามคำกล่าวอ้างจริง และสารทดแทนที่เสนอมานั้นปลอดภัยในราคาและประสิทธิภาพที่เท่ากัน เพราะกลุ่มที่ต้องการแบนนำเสนอข้อมูลมานั้น เป็นการกล่าวหาลอย ๆ และสิ่งที่เรารับไม่ได้คือกล่าวหาว่า “เกษตรกรเป็นฆาตกร”

เกษตรกรเชื่อมั่นในนายกรัฐมนตรีที่รับฟังข้อมูลทั้งสองด้าน เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว สารเคมีทั้งสามตัวนี้ คงโดนแบนไปนานแล้ว เหตุที่คณะกรรมการฯ ตัดสินไม่แบน เพราะข้อเท็จจริงที่ปรากฏมาโดยตลอดว่า ไม่มีข้อมูลหรือหลักฐานที่ชัดเจนว่าพาราควอตส่งผลต่อสุขภาพ และไม่มีการตกค้างในสิ่งแวดล้อมตามที่เอ็นจีโอกล่าวอ้าง ส่วนการขึ้นป้ายของโรงพยาบาลต่าง ๆ นั้น บอกว่ามีคนเสียชีวิตจากยาฆ่าหญ้ากว่า 600 คนต่อปี แต่ในความเป็นจริง สถิติของกระทรวงสาธารณสุข มีคนเสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ปีละมากกว่า 50,000 ราย มากกว่า ยาฆ่าหญ้าหลายเท่า เกษตรกรจึงอยากฝากกระทรวงสาธารณสุขไป “แบนบุหรี่” หากห่วงใยสุขภาพของผู้บริโภคอย่างแท้จริง

“นับตั้งแต่วันนี้ เกษตรกรจะไม่ยอมให้ใครมาใส่ร้าย ทำลายเศรษฐกิจภาคการเกษตร และดูถูกอาชีพเกษตรกรอีกต่อไป เกษตรกรมากกว่า 1.5 ล้านราย พร้อมที่จะออกมาแสดงพลังทุกเมื่อ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า นายกรัฐมนตรีและคณะกรรมการวัตถุอันตราย จะดำเนินการตัดสินอย่างถูกต้อง เป็นธรรม ยึดถือข้อมูลและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ โดยมีหัวใจสำคัญ เกษตรกรต้องไม่เดือดร้อนกับวิธีการแก้ปัญหา เกษตรกรตั้งข้อสังเกตุถึงความพยายามอย่างผิดปกติถึงวิธีการแบนสารสามตัวนี้ อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เราขอเป็นกำลังใจให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายที่ถูกคุกคาม กดดันมาโดยตลอด ได้ใช้ความรู้ของท่านในการพิจารณาอย่างอิสระ” ประธานเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง กล่าว

‘มนัญญา’ลุยแน่!ขนทัพเกษตรกร รอฟังคกก.วัตถุอันตราย‘แบน3สาร’22ต.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448182

news_default

‘มนัญญา’ลุยแน่!ขนทัพเกษตรกร รอฟังคกก.วัตถุอันตราย‘แบน3สาร’22ต.ค.นี้

วันศุกร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 15.42 น.

‘มนัญญา’ลุยแน่!ขนทัพเกษตรกร รอฟังคกก.วัตถุอันตราย‘แบน3สาร’22ต.ค.นี้

18 ตุลาคม 2562 นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังรับมอบกระเช้าดอกไม้ให้กำลังใจจากคณะอนุกรรมการสตรี เด็ก เยาวชน และผู้สูงอายุ ของกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพฯ ที่ต้องการให้ยกเลิกการใช้ 3 สารเคมี คือ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และ ไกลโฟเซต ว่า  ได้ดำเนินการจัดทำเอกสารแบน 3 สารขั้นตอนสุดท้าย เพื่อนำส่งกับคณะกรรมการวัตถุอันตรายเรียบร้อยแล้ว ทุกวันนี้ก็ทำสุดเอื้อม และต้องรอทุกอย่างเดินไปตามระบบ เพราะพูดกันมานาน ตั้ง 2 ปีกว่าแล้ว ซึ่งเป็นขั้นตอนต่อไปในการประชุมของคณะกรรมการวัตถุอันตราย และส่งถึงนายกรัฐมนตรีแล้ว

เมื่อถามว่ากลุ่มเกษตรกรที่ค้านการยกเลิกการใช้ 3 สาร อยากให้ค่อยๆ ลด ละ เลิก ภายใน 2 ปี ไม่ต้องการให้แบนทันที นางสาวมนัญญา กล่าวว่า เราก็ได้ยินคำนี้มานานแล้ว ลด ละ เลิก และเรื่องการแบนสารไม่ใช่เกิดวันนี้ หรือพรุ่งนี้ แต่เกิดขึ้นก่อนที่ตนมาดำรงตำแหน่ง ซึ่งควรจะถึงที่สิ้นสุดได้แล้ว โดยก่อนหน้านี้ได้สั่งการห้ามนำเข้าแล้ว และมีการเตรียมพร้อมทยอยลดการนำเข้าตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ก็ไม่น่าจะมีสารหลงเหลืออยู่ในมือเกษตรกร หรือบริษัทเอกชน ซึ่งทุกบริษัทก็ได้เตรียมพร้อมก่อนหน้านี้

“ดิฉันนั่งอ่านข่าวก็ยังงง ว่ายังเหลือสต็อกสารอีกเยอะ มันน่าจะไม่มีแล้ว และเกษตรกรก็มีสารทางเลือกต่างๆที่มีอยู่ในท้องตลาดจำนวนมาก แม้แต่สารเคมีชนิดอื่นๆก็ยังมีอยู่ในท้องตลาดเป็น 100 ยี่ห้อ ก็ยังงงว่าทำไมสารเคมีในประเทศไทยมีมากมาย ถ้าใครมีสารทางเลือกอื่นๆที่จะเป็นเกษตรอินทรีย์ สามารถนำมาเสนอที่ดิฉันได้โดยตรง เพื่อช่วยเกษตรกรให้มีทางเลือกมากขึ้น” นางสาวมนัญญา กล่าว

เมื่อถามว่าถูกคุกคาม ข่มขู่อีกหรือไม่ นางสาวมนัญญา กล่าวว่า ถ้าเราไม่ไปฟังก็ไม่ได้ยิน ถ้าไม่ได้ไปมองก็ไม่เห็น

เมื่อถามว่า ถ้าผลมติคณะกรรมการวัตถุอันตราย ออกมาไม่แบน 3 สาร นางสาวมนัญญา กล่าวว่า เวลานี้ขอทำใจเป็นกลางก่อน สำหรับตัวตนเมื่อทำมาถึงขนาดนี้ ก็ต้องทำให้สำเร็จ และความสำเร็จครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อตนเอง แต่เพื่อเกษตรกร พี่น้องประชาชน ต้องคุ้มครองผู้บริโภค และสุขภาพความปลอดภัยด้านสาธารณสุข ซึ่งมันไกลเกินกว่าจะคุยกันในหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องผลประโยชน์อย่ามาคุยกันอีกเลย

เมื่อถามว่าคณะกรรมการวัตถุอันตราย ระบุยังไม่ได้รับวาระการแบน 3 สาร จากกระทรวงเกษตรฯ ได้รับเพียงแต่หนังสือแบน 3 สาร จากมติ 4 ฝ่าย เท่านั้น นางสาวมนัญญา กล่าวว่า เอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในการแบน 3 สาร กระทรวงเกษตรฯได้ส่งให้กับปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการวัตถุอันตรายเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น วาระการประชุมต้องอยู่ที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย จะนำวาระการแบน 3 สาร บรรจุเข้าสู่การพิจารณา ในวันที่ 22 ตุลาคม นี้ เพราะกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นเจ้าภาพ ต้องเป็นผู้ทำวาระการประชุมซึ่งขณะนี้หมดหน้าที่ของตนแล้ว และเอกสารต่างๆ จากกระทรวงเกษตรฯ ถึงกระทรวงอุตสาหกรรมทั้งหมดไม่มีตกหล่นแน่นอน

“วันที่ 22 ตุลาคม นี้ ดิฉันจะไปร่วมฟังผลการประชุมของคณะกรรมการวัตถุอันตรายด้วย พร้อมกับมีกลุ่มเกษตรกรที่ต้องการให้ยกเลิก 3 สารจากหลายจังหวัด ได้โทร.ติดต่อมาหาดิฉันว่าจะขอมาฟังผลการประชุมจำนวนมาก แต่ดิฉันบอกว่า ให้ส่งตัวแทนมาก็พอ หากมากันเยอะ จะไม่สะดวก ซึ่งกลุ่มเกษตรกรต้องการให้กำลังใจดิฉัน และต้องการให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายยกเลิก 3 สาร” นางสาวมนัญญา กล่าว

ด้านนายเฉลิม ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ไม่ว่ามติคณะกรรมการวัตถุอันตราย จะออกมาอย่างไร แต่แนวทางกระทรวงเกษตรฯชัดเจน มีนโยบายส่งเสริมการทำเกษตรแบบยั่งยืน ได้แก่ การทำเกษตรปลอดภัย เกษตรผสมผสาน เกษตรอินทรีย์ รวมทั้งได้เตรียมมาตรการต่างๆ ในการช่วยเหลือเกษตรกรที่ต้องการปรับเปลี่ยนจากการใช้สารเคมี มาเป็นเกษตรปลอดสาร พร้อมกับหาสารชีวภัณฑ์ และเทคโนโลยีต่างๆ ในการกำจัดศัตรูพืชไว้แล้ว

ทั้งนี้ วันที่ 21 ตุลาคม นี้ กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกพืชอุตสาหกรรม 6 ชนิด ขอเข้าพบตนให้ชะลอการยกเลิกใช้ 3 สารเคมี ตนยินดีที่จะรับฟังข้อมูลความเดือดร้อนของเกษตรกร พร้อมชี้แจงว่ากระทรวงเกษตรฯ มีมาตรการรองรับการปรับเปลี่ยนวิถีการทำเกษตรกรรม และมาตรการช่วยเหลือต่างๆ ไว้ทุกด้านแล้ว

รมว. เกษตรฯสั่งคุมเข้มโรคระบาดใบร่วง สวนยาง 3 จว.ชายแดนใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448149

รมว. เกษตรฯสั่งคุมเข้มโรคระบาดใบร่วง สวนยาง 3 จว.ชายแดนใต้

วันศุกร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 14.28 น.

 สั่งแก้โรคระบาดใบร่วงในยางพารา พบการเกิดโรคแล้ว 3 จังหวัดชายแดนใต้ กยท. ระบุ เป็นโรครุนแรงที่ส่งผลกระทบให้น้ำยางลด คาดมีพื้นที่เสียหายแล้วไม่ต่ำกว่า 100,000 ไร่ เร่งควบคุมให้อยู่วงจำกัดเพื่อไม่ให้กระทบต่อผลผลิตยางทั้งประเทศ

เมื่อวันที่ 18 ต.ค.นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า ขณะนี้เกิดการระบาดของโรคใบร่วงในยางพาราบริเวณ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้แก่ จังหวัดนราธิวาส ยะลา และปัตตานี ซึ่งการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) รายงานว่า เป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้นในไทย โดยก่อนหน้านี้ระบาดเป็นวงกว้างในอินโดนีเซียและมาเลเซีย ซึ่งผู้เชี่ยวชาญสถาบันวิจัยยางของกยท.  ตรวจสอบพบว่า เกิดจากเชื้อรา Pestalotiopsis sp. คาดว่า เมื่อเกิดไฟป่าในอินโดนีเซีย กระแสลมได้พัดพาสปอร์ของเชื้อรามาถึงไทยและเมื่อฝนตกจึงชะลงสู่สวนยาง นอกจากนี้ยังแพร่กระจายเข้ามาตามชายแดนไทย-มาเลเซีย เมื่อต้นยางติดโรคจะทำให้ใบร่วงถึงร้อยละ 90 น้ำยางลดลงร้อยละ 30-50 จึงสั่งการให้กยท. และกรมวิชาการเกษตรร่วมกันหามาตรการแก้ไขและควบคุมโรคให้อยู่ในวงจำกัด นอกจากนี้ได้ประสานกับสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (Gisda) ถ่ายภาพจากดาวเทียมเพื่อจะได้ทราบพื้นที่การระบาดที่แน่ชัดว่า อยู่ในอำเภอใดและรวมพื้นที่ระบาดทั้งสิ้นเท่าไรใช้ประกอบการเฝ้าระวังและควบคุมโรค

นายกฤษดา สังข์สิงห์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยาง กยท. เปิดเผยว่า ได้ส่งเจ้าหน้าที่ด้านโรคพืชเข้าไปให้คำแนะนำแก่เกษตรกรถึงสารที่ทดสอบแล้วว่า มีประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อราได้แก่ Hexaconazole Benomyl และ Thiophanate Methyl รวมทั้งแปลงที่อยู่ใกล้เคียงกับแปลงที่เกิดโรคสามารถฉีดพ่นป้องกันได้ โดยเชื้อราชนิดนี้ทำลายต้นยางพันธุ์ที่ปลูกในพื้นที่นั้น ได้แก่ พันธุ์ RRIM 600 พันธุ์ RRIT 251 และ พันธุ์ PB 311 ลักษณะอาการที่ปรากฏบนใบยางแก่ เมื่อเริ่มแสดงอาการจะมีรอยช้ำเป็นกลุ่มเห็นชัดเจนด้านหลังใบ หลังจากนั้นจะกลายเป็นวงค่อนข้างกลมสีเหลือง (Chlorosis) ต่อมาเนื้อเยื่อรอยสีเหลืองจะตายแห้ง (Necrosis) เป็นแผลกลมสีสนิมซีด โดยพบอาการจุดแผลต่อใบยางมากกว่า 1 แผล ต่อมาใบจะเหลืองและร่วงในที่สุด อาการโรครุนแรงและใบร่วงมากหลังมีฝนตกหนักติดต่อกันอย่างน้อย 2 วัน ต้นยางอายุมากขนาดใหญ่ได้รับผลกระทบที่รุนแรงกว่าต้นยางอายุน้อยขนาดเล็ก

นายกฤษดา กล่าวต่อว่า ขณะนี้ประเทศที่พบโรคใบร่วงชนิดนี้มี 5 ประเทศได้แก่ อินโดนีเซียซึ่งระบาดประมาณ 2 ล้านไร่ มาเลเซียหลายแสนไร่ ส่วนอินเดียและศรีลังการะบาดเป็นวงกว้าง สำหรับประเทศไทยเบื้องต้นคาดว่า ระบาดแล้ว 100,000 ไร่ โดยกำลังรอผลจากภาพถ่ายดาวเทียมมาประเมินความแม่นยำอีกครั้ง สำหรับการควบคุมโรคให้อยู่ในวงจำกัดนั้น ได้ขอความร่วมมือเกษตรกรงดเคลื่อนย้ายทั้งยางชำถุง กิ่งตา และใบออกนอกพื้นที่ระบาด โดยกำลังเร่งประสานความร่วมมือทางวิชาการกับประเทศสมาชิกสภาวิจัยและพัฒนายางระหว่างประเทศ (IRRDB) ที่เคยมีการระบาดของโรคนี้ซึ่งจะมีการประชุมที่มาเลเซียในวันที่ 5 พฤศจิกายนนี้เพื่อนำวิธีการป้องกันกำจัดที่ได้ผลแล้วมาประยุกต์ใช้ในประเทศไทย ทั้งนี้กยท. ย้ำว่า ให้ความสำคัญต่อเรื่องนี้อย่างมากและจะดำเนินการอย่างเต็มที่ในการป้องกัน กำจัด รวมถึงควบคุมไม่ให้โรคแพร่กระจายมากขึ้น

กยท.จับมือทีทีซีแอลพัฒนาสวนยางยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/447957

news_default

กยท.จับมือทีทีซีแอลพัฒนาสวนยางยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กยท. ผนึก บมจ.ทีทีซีแอล ลงนาม MOU การจัดการสวนยางอย่างยั่งยืน มุ่งพัฒนาสวนยางตามมาตรฐานสากล หวังเพิ่มมูลค่า – ช่องทางตลาดไม้ยางให้เกษตรกร

นายสุนันท์ นวลพรหมสุกุล รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยเผยว่า  ที่ผ่านมา กยท.จัดทำระบบมาตรฐานการจัดการสวนยางตามมาตรฐานการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน มอก. 14061 มอก. 2861 PEFCTM และ FSCTM โดยร่วมกับสภาอุตสาหกรรม สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ รวมถึงสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ นอกจากนี้ กยท. ยื่นขอการรับรองมาตรฐาน FSCTM ให้สวนยาง 8,050 ไร่ โรงงานน้ำยางข้น และโรงงานแปรรูปไม้ยางของ กยท. เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ระบบขอรับรองมาตรฐานให้ชาวสวนยาง และเปิดรับเกษตรกรที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการ โดยให้ปฏิบัติตามระบบมาตรฐานการจัดการสวนยางฯ เพื่อขอการรับรองต่อไป

สำหรับการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการจัดการสวนยางอย่างยั่งยืนฯครั้งนี้ ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมพัฒนากำหนดเกณฑ์จัดการสวนยางอย่างยั่งยืน ตามมาตรฐานระดับสากลซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าน้ำยางและไม้ยาง รวมไปถึงผลผลิตอื่นในสวนยาง เป็นการเพิ่มรายได้ให้ชาวสวนยางอีกทาง เป็นการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมไม้ยางพาราและผลิตภัณฑ์จากไม้ยางพาราครบวงจร ที่ยังอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปด้วย

ด้านนายจิรวัฒน์ สุกปลั่งผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายขายและพัฒนาธุรกิจกล่าวว่า บริษัท ทีทีซีแอล จำกัด(มหาชน)เห็นความเป็นไปได้ในการพัฒนาธุรกิจพลังงานทดแทน (RenewablesEnergy) ซึ่งรัฐบาลหลายประเทศสนับสนุนการปรับเปลี่ยนการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากการใช้ถ่านหิน หรือ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม สู่การใช้พลังงานทดแทนจากเชื้อเพลิงชีวมวล ซึ่งผลิตจากชิ้นส่วนไม้เล็กๆที่ไม่สามารถผลิตเป็นเครื่องใช้อื่นได้ การผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลเพื่อป้อนให้โรงไฟฟ้าสม่ำเสมอ จำเป็นต้องมีชิ้นส่วนไม้ยางที่ผ่านการรับรองภายใต้มาตรฐานจัดการสวนยางที่ยั่งยืนเป็นวัตถุดิบสำรองไว้ สำหรับผลิตเป็นพลังงานเชื้อเพลิง ดังนั้น บริษัทจึงทำความร่วมมือกับกยท. สนับสนุนให้เกิดมาตรฐานจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนตามมาตรฐานสากลในสวนยางของเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท.ด้วย

จิตอาสาก.เกษตรฯลุยช่วยน้ำท่วมอุบลฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/447958

news_default

จิตอาสาก.เกษตรฯลุยช่วยน้ำท่วมอุบลฯ

วันศุกร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานพิธีเปิด“โครงการจิตอาสากระทรวงเกษตรฯช่วยเหลือฟื้นฟู ดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัย” ที่จ.อุบลราชธานีว่า กรมพัฒนาที่ดิน จัด “โครงการจิตอาสากระทรวงเกษตรฯ”ขึ้น เพื่อให้ทุกหน่วยงานบูรณาการช่วยเหลือ ฟื้นฟู เกษตรกรผู้ประสบภัยหลังน้ำลด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกร รวมถึงสร้างการรับรู้ เตรียมทำการเกษตรตามหลักวิชาการ สนับสนุนให้เกษตรกรกลับมาประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้ โดยสนับสนุนการปรับปรุงบำรุงดิน และบำบัดน้ำเสีย เพื่อยับยั้งความเสียหายของผลผลิตการเกษตร ซึ่งหลังจากน้ำลดเกษตรกรมีความต้องการปลูกพืชที่สามารถทดแทนข้าว เพื่อสร้างรายได้ให้กับครัวเรือน จึงจัดโครงการปลูกพืชปุ๋ยสดเพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในจ.อุบลราชธานี โดยส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกหลังน้ำลดในพื้นที่นาข้าวที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม และเก็บเมล็ดพันธุ์จำหน่ายให้กับกรมพัฒนาที่ดิน ในราคากิโลกรัมละ 23 – 25 บาท เพื่อนำไปสนับสนุนและปรับปรุงดินในพื้นที่อื่นต่อไปทั้งนี้ กรมพัฒนาที่ดินสนับสนุนเมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสดให้เกษตรกร 175 ราย ประกอบด้วย 1) เกษตรกรกลุ่ม PGS 30 ราย 2) กลุ่มเกษตรพอเพียง 30 ราย 3) กลุ่มผู้เลี้ยงปลาในนาข้าว 60 ราย 4) กลุ่มผู้เลี้ยงไหม 15 ราย 5)กลุ่มสวนยาง 40 ราย รวมเกษตรกร 175 ราย ครอบคลุมพื้นที่ 2,000 ไร่ รวมทั้งมอบข้าวสาร ให้หมอดินอาสาและเกษตรกร 400 ชุด เพื่อช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยหลังจากน้ำลด ในโอกาสนี้รมช.ธรรมนัสเป็นประธานพิธีมอบหนังสืออนุญาตเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน(ส.ป.ก. 4-01) 50 ราย ซึ่งในอ.เขื่องในทั้ง 18 ตำบล เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน 13 ตำบล ครอบคลุมพื้นที่ 90,000 ไร่ จัดที่ดินไปแล้ว 53,000 ไร่ เกษตรกรได้รับประโยชน์ 9,251 ราย อีกด้วย   สำหรับจ.อุบลราชธานี เป็นหนึ่งในจังหวัดที่ได้รับอิทธิพลจากพายุโซนร้อนโพดุล และคาจิกิ ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2562 และหลังพายุสงบยังมีฝนตกต่อเนื่อง ประกอบกับมีน้ำหนุนจนถึงวันที่ 22 กันยายน 2562 ทำให้เกิดความเสียหายอย่างหนักหลายในพื้นที่ ส่วนอ.เขื่องใน ได้รับผลกระทบ 17 ตำบล 126 หมู่บ้าน ประชาชน 3,559 ครัวเรือน จำนวนประชากร 14,136 คน ซึ่งพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายประกอบด้วย นาข้าว พืชไร่ ไม้ผลไม้ยืนต้น ชุมชน และพื้นที่อื่นรวม เนื้อที่ 392,878 ไร่ ปัจจุบันสถานการณ์คลี่คลายหลายพื้นที่กลับสู่สถานการณ์ปกติแล้ว

เลาะรั้วเกษตร : สารที่ 4

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/447962

281225166

เลาะรั้วเกษตร : สารที่ 4

วันศุกร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาเรื่องของการยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิด คือ พาราควอต ไกลโฟเซตและคลอร์ไพริฟอส เป็นประเด็นร้อนที่สื่อหลัก และสื่อออนไลน์เกือบทุกสำนักหันมาให้ความสนใจ นำเสนอกันหลากหลายมุมมอง ทั้งจากฝ่ายสนับสนุนให้ยกเลิก และฝ่ายที่ยังมีความต้องการใช้ นับเป็นการทำสงครามข้อมูลกันอย่างเข้มข้น แต่ข้อมูลที่นำเสนอของหลายฝ่ายยังมีความคลาดเคลื่อน และเข้าใจไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ที่หลายคนจะเหมารวมว่าเป็นสารพิษที่อันตรายต่อผู้ใช้ และตกค้างในสิ่งแวดล้อมและผลผลิตจึงอยากจะขอแยกแยะทำความเข้าใจเสียใหม่เป็นรายชนิด

พาราควอต เป็นสารกำจัดวัชพืช ที่หยุดยั้งการเติบโตของเซลล์วัชพืชเฉพาะส่วนที่เป็นสีเขียว และทำให้เนื้อเยื่อของเซลล์นั้นแห้งลงโดยไม่แพร่กระจายเข้าสู่เนื้อเยื่อพาราควอตไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ด้วยตัวของมันเอง นอกจากจะถูกเคลื่อนย้ายจากผฝีมือมนุษย์ และธรรมชาติ และสารพาราควอตจะไม่ออกฤทธิ์ในดิน จึงไม่ทำให้เกิดการปนเปื้อนในแหล่งน้ำใต้ดิน และจะถูกย่อยสลายเองตามธรรมชาติ โดยแสงแดด และจุลินทรีย์ในดินหากปนเปื้อนลงในแหล่งน้ำก็จะเกาะติดกับตะกอนดินและจะถูกย่อยสลายตัวเองไปเรื่อยๆ

ไกลโฟเซต เป็นสารกำจัดวัชพืช ที่ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ในพืชซึ่งเกี่ยวข้องกับการสร้างกรดอะมิโนที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตของพืช ซึ่งเอนไซม์ดังกล่าวนี้ไม่พบในมนุษย์ หรือสัตว์ ไกลโฟเซตถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์หลายชนิดในดิน และน้ำ โดยที่จุลินทรีย์เหล่านั้นจะย่อยสลายไกลโฟเซตเพื่อใช้เป็นอาหาร และให้ผลลัพธ์ออกมาเป็นธาตุคาร์บอนที่จุลินทรีย์นำไปใช้ได้ รวมทั้งสารชนิดอื่นที่พบอยู่ทั่วไปในธรรมชาติ ได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์

คลอร์ไพริฟอส เป็นสารเคมีกำจัดแมลงศัตรูพืชในกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต โมเลกุลของสารประกอบไปด้วยธาตุ คาร์บอน ไฮโดรเจน ออกซิเจน ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส ซัลเฟอร์ และคลอรีน สามารถกำจัดแมลงศัตรูพืชได้หลากหลาย ทั้งแมลงปากดูด แมลงปากกัด มีคุณสมบัติถูกตัวตาย และกินตาย (หมายถึงตัวแมลง สัมผัสสาร หรือกินสารเข้าไปก็จะทำให้ตาย)

ในบรรดาสารเคมี 3 ชนิดนี้ คลอร์ไพริฟอสดูจะเป็นอันตรายกว่าชนิดอื่นเพราะสารคลอร์ไพริฟอสเป็นพิษต่อปลา ต้องระมัดระวังการชะล้างลงสู่แหล่งน้ำ รวมทั้งเป็นพิษต่อผึ้ง จึงห้ามใช้ในระยะดอกกำลังบาน และมีความเป็นพิษต่อตัวห้ำและตัวเบียนศัตรูธรรมชาติของศัตรูพืช จึงต้องใช้อย่างระมัดระวัง สำหรับระยะปลอดภัยหลังการใช้สารต้องเว้นระยะเวลาก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิตหลังพ่นสารครั้งสุดท้าย 7 – 14 วัน เป็นอย่างน้อย

จากมาตรการจำกัดการใช้ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ประกาศออกมาก่อนหน้านี้กำหนดให้ใช้ คลอร์ไพริฟอส และ ไกลโฟเซต เฉพาะกับพืช 6 ชนิด คือ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน อ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง และไม้ผล ส่วนคลอร์ไพริฟอส ให้ใช้เฉพาะการกำจัดหนอนเจาะลำต้นเท่านั้น และไม่ให้ใช้สารเคมี 3 ชนิดนี้ ในนาข้าว แปลงพืชผัก และสมุนไพร ไม่ให้ใช้ในพื้นที่สาธารณะ และพื้นที่ต้นน้ำ แต่การนำเสนอของสื่อหลายสำนัก รวมทั้งฝ่ายนับสนุนให้ยกเลิกสารเคมี 3 ชนิดนี้ ไม่ได้คำนึงถึงความแตกต่างของสารเคมีทั้ง 3 ชนิด จึงเห็นภาพที่นำเสนอมีการฉีดพ่นสารในนาข้าว และในแปลงผัก รวมทั้งอ้างถึงสารตกค้างในผักด้วย ซึ่งไม่เป็นความจริงเพราะเกษตรกรไม่ได้ใช้กับผัก

นอกจากนี้ยังเห็นภาพการฉีดพ่นสารเคมีของเกษตรกรที่ไม่ได้สวมเครื่องป้องกัน เช่น ไม่สวมหน้ากาก ไม่สวมเสื้อแขนยาว ไม่สวมรองเท้ายาง ในขณะที่ฉีดพ่นละอองสาร (หรือน้ำเปล่าก็ไม่ทราบ) ฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ เพราะถ้าเกษตรกรปฏิบัติเช่นนั้นจริง ไม่ว่าสารเคมีชนิดใดก็เป็นอันตรายทั้งสิ้น

ตามที่ฝ่ายเกษตรกรผู้ยังมีความจำเป็นต้องใช้สารกำจัดวัชพืช 2 ชนิดนั้น ออกมาเรียกร้องให้คนที่อยากยกเลิก หาสารอื่น หรือ วิธีการอื่นมาทดแทนเสียก่อนจึงค่อยยกเลิกสารเคมีที่เขาใช้มา 30-40 ปี และก่อนหน้านี้มีผู้ที่สนับสนุนการยกเลิกเผลอเอ่ยชื่อสารเคมีที่แนะนำให้เกษตรกรใช้ทดแทนสารกำจัดวัชพืชออกมาชนิดหนึ่งที่กล่าวถึงกันมากเป็นสารที่ 4 นั่นคือ สารกลูโฟซิเนต แต่เกษตรกรยังไม่ยอมรับ เพราะราคาแพงกว่าสารเดิม 4-5 เท่า และประสิทธิภาพยังไม่ดีเท่าสารชนิดเดิม

กลูโฟซิเนตตามข้อมูลของผู้ขาย ว่าเป็นสารกำจัดวัชพืชหลังงอกแบบไม่เลือกทำลาย ใช้กำจัดได้ทั้งวัชพืชใบแคบและใบกว้าง กำจัดได้ทั้งสัมผัส และแทรกซึม ไม่ดูดซึมเข้าทางรากของพืชที่ปลูก สลายตัวง่าย ไม่ตกค้างในดิน แต่ข้อมูลจากเอ็นจีโอของอังกฤษ บอกว่าสารนี้มีความคงทนสูง ไม่สลายตัวง่าย และสามารถเคลื่อนย้ายได้ในดิน จึงสามารถลงไปสะสมในแหล่งนน้ำใต้ดินได้ และยังมีพิษต่อจุลินทรีย์ในดินและสิ่งมีชีวิตในน้ำ (ไม่รู้ว่า เอ็นจีโอของอังกฤษ จะบิดเบือนข้อมูลเหมือนเอ็นจีโอของประเทศอื่นหรือไม่)

เข้าไปในเว็บไซต์ของกรมวิชาการเกษตร เพื่อดูข้อมูลการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย พบว่าในช่วงปี 2554-2560 มีการขึ้นทะเบียนสารกลูโฟซิเนตปีละ 4-7 ทะเบียน มีทั้งทะเบียนการนำเข้า ส่งออก และทะเบียนผลิต ต่อมาในปี 2561 หลังจากที่มีมาตรการห้ามนำเข้าและขึ้นทะเบียน พาราควอต และไกลโฟเซต ปรากฏว่า มีสารกลูโฟซิเนตมาขึ้นทะเบียนนำเข้า และผลิตรวม 37 ทะเบียน เพิ่มขึ้น 5-6 เท่าตัว ส่วนใหญ่ทะเบียนจะหมดอายุในปี 2567

ในปี 2554 บริษัทที่ขึ้นทะเบียนกลูโฟซิเนตคือ บริษัท ไบเออร์ไทย จำกัด แหล่งผลิตมาจากเยอรมนี และมาเลเซีย ขึ้นทะเบียนประเภทส่งออก และมีอีก 2 บริษัท ขึ้นทะเบียนนำเข้า และ ผลิต แหล่งผลิตมาจากมาเลเซีย มาในระยะหลังมีบริษัทขึ้นทะเบียนกลูโฟซิเนตหลายบริษัท และแหล่งผลิตส่วนใหญ่มาจากจีนโดยเฉพาะในปี 2561 ในจำนวน 37 ทะเบียน เป็นทะเบียนนำเข้า15 ทะเบียน ที่เหลือเป็นทะเบียนผลิต มีบริษัทที่ขึ้นทะเบียนทั้งหมด 16 บริษัท และมีแหล่งผลิตสารมาจากจีนถึง 34 ทะเบียน

ไม่มีอะไรมาก แค่อยากแชร์ข้อมูลเฉยๆ ว่าแต่ข้อมูลนี้ เป็นข้อมูลชุดเดียวกับที่ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ มนัญญา ไทยเศรษฐ์บุกไปเอามาจากกรมวิชาการเกษตรหรือเปล่าไม่รู้….

แว่นขยาย

ติวเข้มกรมข้าวผลิตเมล็ดพันธุ์ดี2แสนตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/447960

news_default

ติวเข้มกรมข้าวผลิตเมล็ดพันธุ์ดี2แสนตัน

วันศุกร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานเปิดสัมมนาแนวทางดำเนินงานโครงการสำคัญของกรมการข้าว ประจำปีงบประมาณ 2563 ภายใต้ระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ว่า นโยบายหลักที่รัฐบาลมุ่งหวังคือ ให้สินค้าเกษตรโดยเฉพาะข้าวมีศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่มุ่งให้“ประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว เศรษฐกิจเติบโตมีเสถียรภาพ มีความสามารถแข่งขันสูงขึ้น” โดยชาวนาจะได้ผลผลิตที่ดี ก็มาจากเมล็ดพันธุ์ที่ดี ซึ่งปีนี้ตั้งเป้าการผลิตเมล็ดพันธุ์จากเดิม 85,000 ตันต่อปี เพิ่มขึ้นเป็น 200,000 ตันต่อปี ซึ่งเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ครม.อนุมัติแผนปฏิบัติการฟื้นฟู เยียวยา เกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงและอุทกภัยปี 2562 จำนวน 5 โครงการ กรอบวงเงิน 3,120.8618 ล้านบาท มีโครงการรักษาระดับปริมาณและคุณภาพข้าวปี 2563/64 เป้าหมายเกษตรกร 827,000 ครัวเรือน เมล็ดพันธุ์ข้าว 63,200 ตัน พื้นที่ 6.32 ล้านไร่ โดยสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวแก่เกษตรกรไร่ละ 10 กิโลกรัม ไม่เกินครัวเรือนละ 10 ไร่ 1,739.4290 ล้านบาท เพื่อสร้างรายได้ลดรายจ่ายในครัวเรือนให้เกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงและอุทกภัยปี 2562 ให้ทำการผลิตได้ทันทีหลังน้ำลด

พร้อมกันนี้ ครม.เห็นชอบให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดำเนินโครงการเพิ่มน้ำต้นทุนและระบบกระจายน้ำ สนับสนุนแผนปฏิบัติการฟื้นฟู เยียวยา เกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงและอุทกภัย  ปี 2562 โดยกรมทรัพยากรน้ำสนับสนุนการพัฒนาแหล่งน้ำพร้อมระบบกระจายน้ำ เพื่อสนับสนุนกลุ่มเกษตรแปลงใหญ่
พัฒนาระบบส่งน้ำและปรับปรุงแหล่งน้ำให้กลุ่มเกษตรแปลงใหญ่/กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ในพื้นที่นำร่อง 120 แปลงใหญ่ รวมพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ที่ได้รับผลประโยชน์ทั้งสิ้น 80,000 ไร่ ครอบคลุมทั่วประเทศ และกรมทรัพยากรน้ำบาดาลเจาะบ่อบาดาลพร้อมระบบกระจายน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ให้กลุ่มเกษตรแปลงใหญ่และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ในพื้นที่นำร่อง 700 แห่ง พื้นที่เป้าหมาย 86,000 ไร่

“มั่นใจว่าในปี 2563 กระทรวงเกษตรฯ โดย กรมการข้าว จะขับเคลื่อนการเพิ่มศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวในประเทศไทยให้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ พร้อมนำระบบตลาดออนไลน์เข้ามาเชื่อมโยงการค้าขายกับผู้ซื้อโดยตรง นอกจากนี้ ได้มอบแนวทางให้ศูนย์วิจัยพันธุ์ข้าวและศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวทั่วประเทศ เร่งศึกษาวิจัยเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน โดยจะมีการประกวดแข่งขัน และมอบรางวัลเพื่อกระตุ้นให้ทุกศูนย์ฯพัฒนาศักยภาพและเพิ่มเมล็ดพันธุ์ในประเทศไทย” นายประภัตร กล่าว