‘686องค์กร’รุกหนัก!! จี้’เฉลิมชัย-ปชป.’แสดงจุดยืน หนุนหรือยกเลิกใช้3สารเคมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/444876

news_default

‘686องค์กร’รุกหนัก!! จี้’เฉลิมชัย-ปชป.’แสดงจุดยืน หนุนหรือยกเลิกใช้3สารเคมี

วันพฤหัสบดี ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 15.17 น.

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2562 นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถีกล่าวว่า ได้รับทราบการให้สัมภาษณ์ของ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2562 ระบุว่า “กรณีสารพิษ 3 ตัว ผมเองยืนยันโดยเบื้องต้นได้เลยว่า ผมไม่สนับสนุนให้มีการใช้สารนี้” ดังนั้น หากนายเฉลิมชัย ทั้งในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ไม่สนับสนุนการใช้สารเคมีทางการเกษตรอันตรายจริง ขอให้ทำหนังสืออย่างเป็นทางการเพื่อลดความสับสนและการวิพากษ์วิจารณ์ของประชาชน ที่รอเห็นการยกเลิกสารพิษร้ายแรง ได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส

เนื่องจากคำให้สัมภาษณ์นี้ขัดแย้งกับข้อสั่งการที่ระบุในหนังสือของ น.ส.ดุจเดือน ศศะนาวิน รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ในขณะนั้นที่ระบุว่า เมื่อได้นำร่างหนังสือของกรมวิชาการเกษตร (วันที่ 17 กันยายน 2562) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของ นางมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร ที่ได้เสนอต่อประธานคณะกรรมการวัตถุอันตรายให้พิจารณาแบนพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส นำมาปรึกษานำมาหารือ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2562 ปรากฏว่านายเฉลิมชัย ได้เสนอแนะให้กระทรวงเกษตร “ดำเนินการตามมติกรรมการวัตถุอันตรายในการให้จำกัดการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด”

ทั้งนี้ นายวิฑูรย์ กล่าวต่อว่า เพื่อยืนยันว่าในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ไม่สนับสนุนให้มีการใช้สารพิษร้ายแรงทั้ง 3 ชนิดจริง นายเฉลิมชัย สามารถทำได้ 2 วิธี ดังนี้ 1.ปฏิเสธว่าหนังสือที่ลงนามโดย น.ส.ดุจเดือน ศศะนาวิน ที่อ้างข้อเสนอแนะของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ให้ “ดำเนินการตามมติกรรมการวัตถุอันตรายในการให้จำกัดการใช้” เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2562 นั้น เป็นความเข้าใจผิด หรือการสื่อสารที่ผิดพลาดของรองปลัดฯ และเรียกคืนหนังสือดังกล่าวโดยเร่งด่วน เพราะนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร คือ “ไม่สนับสนุนการใช้สารพิษทั้ง 3 ชนิด” ดังคำแถลงล่าสุด

2.ทำจดหมายอย่างเป็นทางการในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ สนับสนุนข้อเสนอของ รมช.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ ถึงประธานคณะกรรมการวัตถุอันตรายให้พิจารณาแบนสารพิษทั้ง 3 ชนิด  พร้อมสั่งการและมอบนโยบายอย่างเป็นทางการต่อผู้บริหารของกระทรวงเกษตรฯ 5 คน ที่เป็นกรรมการในคณะกรรมการวัตถุอันตราย ได้แก่ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร อธิบดีกรมประมง อธิบดีกรมปศุสัตว์ และเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เพื่อให้ลงมติให้แบนสารพิษร้ายแรงทั้ง 3 ชนิด (พิจารณาให้เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ซึ่งห้ามผลิตนำ เข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครอง) ตามนโยบายของกระทรวงฯ

“การโยนการตัดสินใจในการแบนสารพิษร้ายแรงว่าเป็นบทบาทของกระทรวงอุตสาหกรรม หรือคณะกรรมการวัตถุอันตราย ทั้งๆ ที่กระทรวงเกษตรฯ เป็นผู้กำกับดูแลการใช้สารพิษทั้ง 3 ชนิดโดยตรง อีกทั้งตนเองมีหน้าที่ในการกำกับหน่วยงาน 5 หน่วยงานที่เป็นกรรมการวัตถุอันตราย 5 คน แต่กลับไม่ดำเนินการนั้น นอกเหนือจากไม่ส่งผลดีต่อนายเฉลิมชัยแล้ว แต่จะส่งผลกระทบอย่างสำคัญต่อภาพลักษณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ และจะมีผลต่อการเลือกตั้งในระดับต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นต่อไปด้วยจึงเรียกร้องให้นายเฉลิมชัย และพรรคประชาธิปัตย์ แสดงจุดยืนที่ชัดเจน และพิสูจน์ให้เห็นด้วยการกระทำว่าต้องการคุ้มครองสุขภาพของประชาชน ไม่ใช่ปกป้องผลประโยชน์ของบริษัทสารพิษ” นายวิฑูรย์กล่าว

‘เฉลิมชัย’มึน!! บอกยังไม่ทราบข้อเรียกร้องกลุ่มต้าน3สารเคมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/444864

news_default

‘เฉลิมชัย’มึน!! บอกยังไม่ทราบข้อเรียกร้องกลุ่มต้าน3สารเคมี

วันพฤหัสบดี ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 15.03 น.

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ยังไม่ทราบข้อเรียกร้องของเครือข่ายต้านสารเคมีวัตถุอันตรายทางการเกษตร 686 องค์กร ที่ต้องการให้ตนทำหนังสือชี้แจงอย่างเป็นทางการถึงจุดยืนของกระทรวงเกษตรฯ และพรรคประชาธิปัตย์ เกี่ยวกับสารเคมี 3 ชนิด แต่ได้รับนัดที่จะให้ผู้แทนเครือข่ายดังกล่าวมาพบในวันที่ 9 ตุลาคม ซึ่งจะได้มีการพูดคุยกันในวันนั้น โดยระหว่างนี้จะไม่ตอบคำถามเรื่องสารเคมี 3 ชนิดอีก เพราะได้ชี้แจงอย่างชัดเจนแล้วทั้งหมด หากกล่าวอะไรไปอาจกลายเป็นวิวาทะ โต้กันไปมาซึ่งไม่เกิดประโยชน์

‘มนัญญา’ชงคกก.วัตถุอันตราย ขึ้นบัญชีดำห้ามใช้3สารพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/444861

news_default

‘มนัญญา’ชงคกก.วัตถุอันตราย ขึ้นบัญชีดำห้ามใช้3สารพิษ

วันพฤหัสบดี ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 14.52 น.

3 ตุลาคม 2562 นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า ในวันจันทร์ที่ 7 ตุลาคมนี้ นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรจะส่งผลสรุปความเห็นเกี่ยวกับสารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิดได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ว่าสมควรกำหนดเป็นวัตถุอันตรายบัญชีที่ 4 คือห้ามผลิต นำเข้า ส่งออก และจำหน่ายหรือไม่ ซึ่งหากกรมวิชาการเกษตรสรุปมาเช่นนั้น จะเร่งส่งความคิดเห็นดังกล่าวต่อคณะกรรมการวัตถุอันตราย แม้ตามกฎหมาย คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีอำนาจหน้าที่กำกับและควบคุมการใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายโดยระบุว่า จะลงมติยกเลิกต่อเมื่อมีสารหรือวิธีการทดแทนสารเคมีดังกล่าว

นางสาวมนัญญา กล่าวว่า สารทดแทนที่ไม่เป็นอันตรายนั้นไม่มีเนื่องจากสารเคมีทุกชนิดมีพิษทั้งสิ้น ดังนั้นการชะลอการยกเลิกออกไป โดยกำหนดให้ใช้โดยกำหนดมาตรการจำกัดการใช้จึงยังส่งผลกระทบร้ายต่อสุขภาพของประชาชน จึงควรลืมคำพูดนี้ไปได้แล้ว และร่วมกันหาแนวทางยกเลิกใช้สารเคมีอย่างเด็ดขาด รัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯ มีแนวทางสนับสนุนการทำเกษตรอินทรีย์ซึ่งไม่ต้องใช้สารเคมีใดๆ ทั้งสิ้น

นางสาวมนัญญา กล่าวต่อว่า ในการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายครั้งต่อไป จะสนับสนุนให้อธิบดีกรมวิชาการเกษตรซึ่งเป็น 1 ใน 5 ของผู้แทนกระทรวงเกษตรฯ ที่เป็นกรรมการแสดงจุดยืนยกเลิกการใช้ กรรมการทั้งหมดมี 29 คนประกอบด้วยผู้แทนจากหลายหน่วยงาน แต่ในส่วนกระทรวงสาธารณสุขนั้น นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยยืนยันว่า จะสนับสนุนเต็มที่ให้ผู้แทนลงคะแนนเสียงยกเลิกแน่นอน เนื่องจากได้เห็นผู้ป่วยโรคมะเร็งและพาร์คินสันมีมากขึ้น รวมถึงเด็กไทยมีไอคิวต่ำลง ซึ่งงานวิจัยจากต่างประเทศและในประเทศบ่งชี้ว่า เป็นผลจากสารเคมีอันตรายเหล่านี้

ทั้งนี้ตนเองเป็นผู้แทนกระทรวงเกษตรฯ ที่ประชุมร่วมกับคณะกรรมาธิการเกษตร สภาผู้แทนราษฎรซึ่งประชุมไปแล้ว 1 ครั้ง แต่เมื่อการประชุมเมื่อวานนี้ตนติดภารกิจประชุมที่กระทรวง แต่ได้ยืนยันกับคณะกรรมาธิการว่า เห็นสมควรให้ยกเลิกใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดอย่างเด็ดขาด

“ประเทศไทยถูกราดรดด้วยสารพิษมานาน จนส่งผลให้สุขภาพประชาชนแย่ลง ป่วยเป็นมะเร็ง พาร์คินสันมากขึ้น บางคนพูดว่า เป็นโรคเวรโรคกรรม แต่เห็นว่า โรคเวรโรคกรรมนั้นไม่มี การป่วยด้วยโรคเหล่านี้มาจากการดำรงชีวิตที่ต้องสัมผัสกับสารพิษอย่างต่อเนื่อง” นางสาวมนัญญา กล่าว

‘มนัญญา’ลุยตรวจสต็อกสารพิษบ.เอกชนพิรุธอื้อ ลั่นปิดจ็อบยกเลิกทันสิ้นปี62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/444793

news_default

‘มนัญญา’ลุยตรวจสต็อกสารพิษบ.เอกชนพิรุธอื้อ ลั่นปิดจ็อบยกเลิกทันสิ้นปี62

วันพฤหัสบดี ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 09.56 น.

“มนัญญา” เดินหน้าแบนสารพิษ ลุย บ.เอกชน ตรวจสต็อก ก่อนพบพิรุธอื้อ แนะควรจ่ายภาษีตั้งเป็นกองทุนเกษตรอินทรีย์ ลั่นเดินหน้ายกเลิกให้ได้สิ้นปี62 

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 2 ต.ค. ตน พร้อมด้วยนายฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์ ประธานคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร ลงพื้นที่ตรวจสอบ บริษัทผู้ผลิต นำเข้า และจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์สารเคมีกำจัดศัตรูพืช คือ พาราควอต ไกลโฟเซต ทั้ง 2 แห่ง ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน

โดยแห่งแรก คือ บริษัท ไทยเฮอบิไซด์ จำกัด ตั้งอยู่ใน นิคมอุตสาหกรรมบางปู จ.สมุทรปราการ ได้มีการจดทะเบียนเป็นผู้ผลิต นำเข้า และจำหน่าย ซึ่งมีข้อมูลของปี 2561 นำเข้าพาราควอต 5.8 แสน กิโลกรัม

ส่วนปี 2562 ไม่มีตัวเลขแจ้งการนำเข้าแต่อย่างใด เมื่อขอตรวจดูสต๊อกสินค้า พบว่ามีสารพาราควอต อยู่ 300,000  กิโลกรัม โดยผู้จัดการอ้างว่าเป็นการซื้อมาจากบริษัทอื่น ส่วนปี 2562 ได้มีการนำเข้าไกลโฟเซต 500,000 กิโลกรัม ปัจจุบันเหลืออยู่ในสต๊อก 2.7 แสน กิโลกรัม

ขณะที่ ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตภัณฑ์ บริษัท ป.เคมีเทค จำกัด ที่ตั้งอยู่ ถนนสิรินธร กล่าวว่า แม้จะอยู่ในเครือเดียวกันกับ บ.ไทยเฮอบิไซด์ จำกัด แต่จดทะเบียนเป็นผู้จำหน่ายสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ภายใต้ตราสินค้าเดียวกันเท่านั้น ซึ่งมีการส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ไม่มีสต๊อกสารเคมีดังกล่าว แต่มีการนำสารเคมีเกษตรจากบริษัทแรกส่งออก โดยการดำเนินการส่งออกเหมือนนำเข้าคือไม่ต้องเสียภาษี

นางสาวมนัญญา ได้ตั้งข้อสังเกตว่า การดำเนินการดังกล่าว ที่บริษัทหนึ่งมีสินค้า แต่กลับไม่ดำเนินการเป็นผู้ส่งออก ขณะที่อีกบริษัทหนึ่งไม่มีสินค้า แต่เป็นผู้ดำเนินการส่งออก ข้อมูลต่างๆที่ได้เหล่านี้ จะต้องนำไปตรวจสอบอย่างละเอียดว่า ทั้งบริษัทและหน่วยงานที่อนุญาต คือกรมวิชาการเกษตรดำเนินการตามระเบียบ ตามกฎหมายหรือไม่

ทั้งนี้ ยังเห็นว่า การส่งออกเป็นรายได้ของบริษัทผู้ค้าสารเคมี แต่ไม่ได้มีการเสียภาษี คงจะต้องมีการทบทวน และเสนอจัดเก็บภาษีการส่งออกสารเคมี เพื่อนำมาเป็นกองทุนส่งเสริมเกษตรกร ลดใช้สารเคมี ทำเกษตรอินทรีย์ แต่อาจจะยังไม่ครอบคลุมเรื่องแนวทางการเก็บภาษีนำเข้าสารเคมีเกษตร  เพราะจำเป็นที่จะต้องพิจารณาให้รอบคอบ และรอบด้านต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับเกษตรกรด้วย

เมื่อถามว่า นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า อยากให้มีการยกเลิก แต่ไม่ได้ชี้ชัดถึงระยะเวลาว่า จะยกเลิกให้ได้ภายในสิ้นปี 2562  เพราะต้องขึ้นอยู่กับคณะกรรมการวัตถุอันตรายว่า นางสาวมนัญญา กล่าวว่า รัฐมนตรีฯ ก็ตอบแบบผู้ใหญ่ที่คิดแบบรอบด้าน สำหรับตนเองที่มีหน้าที่กำกับดูแลหน่วยงานที่รับผิดชอบ เรื่องนี้ก็ต้องเดินหน้าต่อไปให้บรรลุเป้าหมายภายในสิ้นปี 2562 ตามที่ได้ประกาศไว้ แต่การจะไปให้ถึงตรงนั้น ข้อมูลต้องพร้อมครบถ้วนทุกด้านด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตามวันจันทร์ที่ 7 ตุลาคม จะมีการรวบรวมข้อมูลทั้งหมด รวมถึงข้อมูลที่ได้ลงพื้นที่เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการทั้ง 4 ฝ่าย

กรมประมงร่วมจิตอาสาก.เกษตรฯ หนุนพันธุ์สัตว์น้ำ-จุลินทรีย์ปม.1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/444741

กรมประมงร่วมจิตอาสาก.เกษตรฯ หนุนพันธุ์สัตว์น้ำ-จุลินทรีย์ปม.1

วันพฤหัสบดี ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายถาวร จิระโสภรณ์รักษ์ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า การสำรวจความเสียหายด้านประมง จากอุทกภัยที่เกิดจากอิทธิพลพายุโพดุลและคาจิกิ พบว่ามีเกษตรกรได้รับผลกระทบใน 22 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดอุตรดิตถ์ ลำปาง พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย พิจิตร กาฬสินธุ์ มุกดาหาร ขอนแก่น นครพนม มหาสารคาม อุดรธานี อุบลราชธานี ยโสธร อำนาจเจริญ ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ สกลนคร นครนายก ตราด และกระบี่พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้รับผลกระทบ 29,180.37 ไร่เกษตรกรได้รับความเสียหาย 28,824 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 427.88 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 24 ก.ย. 2562) ซึ่งระหว่างการเกิดอุทกภัยกรมส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายและความต้องการรวมถึงให้การช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชนอย่างต่อเนื่อง

กิจกรรมโครงการ “จิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ช่วยเหลือ ฟื้นฟู ดูแลเกษตรผู้ประสบภัย” มีวัตถุประสงค์ให้ทุกหน่วยงานบูรณาการช่วยเหลือ ฟื้นฟู ดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัยหลังน้ำลด ทั้งด้านพืชประมง และปศุสัตว์ใน 21 จังหวัด ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือโดยในส่วนของกรมประมงสนับสนุนลูกพันธุ์ปลาสัตว์น้ำเศรษฐกิจ 3,256,060 ตัว เพื่อนำไปต่อยอดเป็นแหล่งอาหารตลอดจนสร้างอาชีพเบื้องต้นให้ผู้ประสบภัย และจุลินทร์ทรีย์ปม.1จำนวน 8,750 ซอง สำหรับนำไปปรับคุณภาพน้ำให้เหมาะกับการเลี้ยงสัตว์น้ำต่อไป สำหรับการลงพื้นที่จ.อุบลราชธานี กรมนำพันธุ์สัตว์น้ำ 100,000 ตัว พร้อมด้วยจุลินปม.1ไปมอบให้ตัวแทนชุมชนในต.หนองกินเพลอ.วารินชำราบ นำไปส่งมอบให้ผู้ได้รับผลกระทบต่อไป พร้อมเร่งสำรวจความเสียหาย เพื่อให้ความช่วยเหลือเยียวยาต่อไป ทั้งนี้ เกษตรกรและประชาชนถ้าต้องการความช่วยเหลือหรือขอคำแนะนำด้านการเลี้ยงสัตว์น้ำ ติดต่อขอรับคำแนะนำได้ที่สำนักงานประมงอำเภอ/สำนักงานประมงจังหวัด/ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงในพื้นที่ หรือกองโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและกิจกรรมพิเศษกลุ่มช่วยเหลือเกษตรกรและชาวประมงกรมประมง โทรศัพท์หมายเลข 0-2558-0218และ 0-2561-4740

‘ชัยนาท 3’ถั่วเขียวพันธุ์ใหม่ เมล็ดใหญ่ให้ผลผลิตสูงเหมาะแปรรูปเป็นวุ้นเส้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/444743

news_default

‘ชัยนาท 3’ถั่วเขียวพันธุ์ใหม่ เมล็ดใหญ่ให้ผลผลิตสูงเหมาะแปรรูปเป็นวุ้นเส้น

วันพฤหัสบดี ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ถั่วเขียวเป็นพืชเพื่อการบริโภคสำคัญ รวมทั้งเป็นพืชอุตสาหกรรมอาหารเพื่อสุขภาพชนิดหนึ่งของไทย ซึ่งตลาดส่งออกวุ้นเส้นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่พื้นที่ปลูกถั่วเขียวของประเทศมี 868,000 ไร่ ผลผลิตรวม 109,000 ตันความต้องการใช้ถั่วเขียวมีถึง 111,945 ตัน

ศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท กรมวิชาการเกษตร ปรับปรุงพันธุ์ถั่วเขียวให้ได้พันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตสูง ขนาดเมล็ดใหญ่ เหมาะสำหรับแปรรูปจนได้พันธุ์ที่มีลักษณะตามต้องการ ใช้ชื่อพันธุ์ว่า “ถั่วเขียวพันธุ์ชัยนาท 3” เป็นถั่วเขียวพันธุ์กลายที่คัดได้จากถั่วเขียวพันธุ์ชัยนาท 36 ที่ผ่านการฉายรังสีแกมมาคัดเลือกและประเมินพันธุ์ตามขั้นตอนการปรับปรุงพันธุ์ระหว่างปี 2548–2561 จนได้สายพันธุ์ดีนำเสนอขอรับรองพันธุ์จากกรมวิชาการเกษตร โดยผ่านขั้นตอนการรับรองพันธุ์พืชจากกรมวิชาการเกษตร เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2562

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ถั่วเขียวพันธุ์ใหม่ “ชัยนาท 3” มีลักษะเด่น คือให้ผลผลิตสูงเฉลี่ย 232 กิโลกรัมต่อไร่ ขนาดเมล็ดใหญ่
ให้น้ำหนัก 1,000 เมล็ด เฉลี่ย 72.2 กรัม การสุกแก่ของฝักสม่ำเสมอใกล้เคียงกัน ที่สำคัญเหมาะสำหรับการเพาะถั่วงอก โดยคุณภาพของถั่วงอก รสชาติหวาน กรอบ ไม่มีกลิ่นเหม็นเขียวจึงเหมาะสำหรับการแปรรูปเป็นวุ้นเส้น ซึ่งลักษณะวุ้นเส้นมีสีขาวใส และเหนียวนุ่ม

ผลผลิตถั่วเขียว เมื่อเกษตรกรปลูกจะให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์เดิม 6–13% ทำให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นเมื่อผู้ประกอบการใช้ผลิตเป็นวุ้นเส้นจะมีเปอร์เซ็นต์แป้งสูง ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้น และส่งผลให้วุ้นเส้นจากไทยแข่งขันได้ดีขึ้นในตลาดส่งออกและตลาดในประเทศ ส่วน ผลผลิตถั่วงอก เมื่อใช้ผลิตเป็นถั่วงอกจะมีอัตราการเพาะถั่วงอกสูง จะได้น้ำหนักสดถั่วงอกเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการเพาะถั่วงอกมีรายได้เพิ่ม

“คณะนักวิจัยจากศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาทใช้เวลาถึง 13 ปี ในการปรับปรุงพันธุ์ถั่วเขียวจนได้พันธุ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกรและผู้ประกอบการอุตสาหกรรมแปรรูป เป็นถั่วเขียวพันธุ์ใหม่ที่เหมาะสำหรับปลูกในสภาพการผลิตพืชไร่ทั่วไป ปลูกได้ทุกภาคของประเทศ โดยเฉพาะเขตภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางตอนบน เกษตรกรที่สนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่ศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน กรมวิชาการเกษตร” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

ซอกแซกอาเซียน : 3 ตุลาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/444745

566101

ซอกแซกอาเซียน : 3 ตุลาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การเจรจาอันยาวนานในการผลักดันการซื้อขายในรูปแบบที่ 1 (Tier 1) ระหว่างญี่ปุ่นกับฟิลิปปินส์ โดยมีฝ่ายสำนักเลขานุการแอปเตอร์เป็นตัวกลาง หรือฝ่ายอำนวยความสะดวก ตามที่ได้เล่ามาในฉบับก่อน ผมขอเล่าเพิ่มอีกนะครับจนกว่าจะเสร็จสิ้นกระบวนความเพราะมีอะไรหลายอย่างน่าสนใจ เนื่องจากเป็นสิ่งใหม่ที่พวกเราเกือบทั้งหมดไม่เคยทำมาก่อน

การเจรจาครั้งที่ 3 กระทรวงเกษตร ป่าไม้และประมงของญี่ปุ่น ขอเป็นเจ้าภาพ โดยคราวนี้ นอกจากผู้แทนฟิลิปปินส์แล้ว ยังได้เชิญฝ่ายสำนักเลขานุการแอปเตอร์ไปร่วมด้วย (ครั้งแรกที่จัดขึ้นที่กรุงโตเกียวมีเฉพาะญี่ปุ่นกับฟิลิปปินส์คุยกันเอง) ซึ่งในการเดินทางไปกรุงโตเกียวครั้งนี้ราวๆ กลางปี 2561 ผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นประจำแอปเตอร์ก็ร่วมไป เพราะจะได้เป็นไกด์คณะพวกเราด้วยอีกทั้งเขาทำงานอยู่ที่กระทรวงเกษตรฯ ซึ่งเป็นหน่วยงานตัวแทนฝ่ายญี่ปุ่นพร้อมทั้งเป็นสถานที่สำหรับจัดพบปะพูดคุย ส่วนฝ่ายฟิลิปปินส์นำโดยรองผู้บริหารสูงสุด เป็นสุภาพสตรี (สมกับที่จะรับบทเจ้าสาวเลย)

การได้เข้าไปอาคารกระทรวงเกษตรฯ ของญี่ปุ่นครั้งนี้ ถือเป็นครั้งที่ 2 ต่อจากที่ผมเคยเข้าไปครั้งแรกเมื่อสมัย 23 ปีที่แล้ว สมัยนั้นผมยังเป็นนักวิชาการเกษตร อยู่ที่กรมส่งเสริมการเกษตร ได้รับทุนไจกา ไปฝึกอบรมด้านวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวข้าว ที่ศูนย์ไจกาแห่งหนึ่งในกรุงโตเกียวใกล้ๆ ย่านการค้าชินจูกุอันโด่งดัง ทางผู้จัดฝึกอบรมได้พาพวกผมไปเยี่ยมกระทรวงเกษตรฯ ญี่ปุ่น ซึ่งตั้งอยู่ย่านคาซูมิกาเซกิ ไม่ไกลจากพระราชวังอิมพีเรียลมากนัก เพื่อฟังบรรยายสรุป สังเกตแล้วทั้งสถานที่ สภาพตึกอาคาร เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนเป็นอย่างไร ปัจจุบันก็เป็นอย่างนั้น คือสะอาดสดใส ไม่มีความเก่าหมองเข้ามาเยือนเลยสักนิด

ปัจจุบันการเข้าไปในตัวอาคารกระทรวงเขาไม่ได้ง่ายเหมือนเข้ากระทรวงเกษตรฯ บ้านเราที่ใครๆ ก็เดินเข้าไปได้เลยนะครับ ก็ทั้งๆ ที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นเกาะ มีแต่น้ำล้อมรอบ คนลักลอบเข้าเมืองยากที่สุดอยู่แล้ว แต่ระบบการรักษาความปลอดภัยของเขาถือว่าเยี่ยมมาก วิธีการคือ ทุกคนต้องกรอกข้อมูลในแบบฟอร์มและมีคนญี่ปุ่นในกระทรวงรับรองว่าเข้าไปทำภารกิจอะไร จากนั้นเจ้าหน้าที่จะให้บัตรห้อยคอคนละ 1 ใบ เมื่อจะเข้าต้องแตะบัตรอิเล็กทรอนิกส์ให้ประตูอัตโนมัติเปิดให้เดินเข้าไป พวกเราพร้อมทั้งผู้แทนฟิลิปปินส์ เมื่อพร้อมกันแล้วก็ขึ้นลิฟต์ไปพบกับท่านผู้อำนวยการกอง ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะเจรจาฝ่ายญี่ปุ่น พบทักทายเบื้องต้น แล้วแกก็พาพวกเราทั้งหมดไปพบกับท่านอธิบดีเพื่อเยี่ยมคำนับก่อน

ท่านอธิบดีญี่ปุ่นคนนี้ผมรู้จักดี เพราะเคยเจอแกที่เสียมเรียบ กัมพูชา ในคราวประชุมคณะมนตรีแอปเตอร์เมื่อสองปีก่อน และก็เจอแกอีกครั้งหลังจากนั้น เมื่อแกเดินทางมาเมืองไทยและแวะเยี่ยมสำนักเลขานุการแอปเตอร์ เมื่อไปพบแกก็ดีใจและพูดคุยกันอย่างกันเอง สังเกตดูสภาพห้องอธิบดีญี่ปุ่นแล้ว ผมว่าสู้ห้องอธิบดีของไทยไม่ได้ครับไม่ว่าจะในด้านความใหญ่โตรโหฐาน ความโอ่อ่า ประดับประดา หรือแม้แต่คณะหน้าห้องต่างๆ มิน่าเล่าญี่ปุ่นเขาถึงเจริญกว่าเรา (เกี่ยวไม่เนี่ยะ) เมื่อเสร็จสิ้นการพูดคุยและถ่ายรูปกันพอหอมปากหอมคอ ผู้อำนวยการ
กองก็พาคณะเจรจาไปที่ห้องประชุมเพื่อเริ่มต้นพูดคุยเรื่องการซื้อขายข้าวในรูปแบบที่ 1 ทันที ก็เป็นห้องประชุมเล็กๆ นั่งหันหน้าเข้าหากัน โดยมีหัวหน้าคณะเจรจาทั้งคู่นั่งกลาง ขณะที่ทางญี่ปุ่น แม้ผู้อำนวยการกอง หัวหน้าคณะจะเก่งภาษาอังกฤษมาก เพราะเคยทำงานอยู่ในยุโรปมาก่อน แต่เขาก็ยังมีล่ามมืออาชีพนั่งอยู่ด้วย เรียกว่าทุกประเด็นไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ อ่อนไหวหรือละเอียดอ่อนหรือไม่ เขาจะเก็บไว้ทุกเม็ด ไม่ให้หลุดเลย นี่แหละ คือ ความพิเศษของญี่ปุ่นเขาละ จนถึงเวลาพักเที่ยงทางเจ้าภาพญี่ปุ่นก็เลี้ยงอาหารกลางวัน ก็เป็นข้าวกล่องญี่ปุ่น ที่เรียกว่า เบนโตะ ซึ่งซื้อจากห้องอาหารใกล้ๆ แล้วนำขึ้นมากินรวมกันในห้องประชุมนั้นเอง กระทั่งอิ่มหนำสำราญ บ่ายเศษๆ เราจึงได้พูดคุยประชุมกันต่อ

การเจรจาที่ญี่ปุ่นนับว่าคืบหน้าไปกว่าที่เจรจาที่ฟิลิปปินส์มากทีเดียวเพราะบางประเด็น เช่น ราคาข้าว ชนิดและลายละเอียดข้าว วิธีการตรวจสอบ วิธีการขนส่ง กรรมสิทธิ์ในตัวข้าว และอื่นๆ ทางญี่ปุ่นผ่อนปรนให้ทางฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้น ยังเหลือเพียงบางประเด็นที่ทางผู้ซื้อขอรับไปหารือฝ่ายนโยบายของตัวเองก่อน และจะให้คำตอบภายหลัง สรุปการเจรจาครั้งนี้มองเห็นหนทางแจ่มใสที่ทั้งสองฝ่ายจะบรรลุข้อตกลง ก็เลยคาดว่าทั้งหมดนี้จะใช้เวลาการประชุมเพิ่มอีกเพียง 1 ครั้ง โดยครั้งที่เพิ่มนี้เห็นตรงกันว่าจะมาพูดคุยกันที่กรุงเทพฯ อันเป็นที่ตั้งของสำนักเลขานุการแอปเตอร์ในอีกประมาณ 2 เดือนข้างหน้า

กษ.ปล่อยคาราวานฟางก้อนช่วยเกษตรกรอีสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/444739

news_default

กษ.ปล่อยคาราวานฟางก้อนช่วยเกษตรกรอีสาน

วันพฤหัสบดี ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวหลังเป็นประธานปล่อยขบวนรถบรรทุกฟางก้อนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยรับมอบหญ้าอาหารสัตว์จากเกษตรกรจังหวัดสุพรรณบุรี และชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย ณ ศูนย์ราชการกรมปศุสัตว์ ถนนติวานนท์ ต.บางกระดีอ.เมือง จ.ปทุมธานีว่า กระทรวงเกษตรฯเป็นห่วงผู้ประสบภัย จึงร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนส่งความช่วยเหลือ ฟื้นฟูเกษตรกรหลังน้ำลด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน โดยเตรียมเสนอโครงการส่งเสริมอาชีพหลังน้ำลดต่อ ครม. เพื่อสร้างอาชีพและรายได้อย่างยั่งยืน อาทิ ปลูกพืชใช้น้ำน้อย และเลี้ยงโคขุนส่งออก ดังนี้ 1. ส่งเสริมปลูกถั่วเขียว โดยแจกเมล็ดพันธุ์ 5 กก./ไร่ ประกันราคาซื้อที่ 30 บาท 2. ส่งเสริมปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ แจกเมล็ดพันธุ์ 3.5 กก./ไร่  รายละไม่เกิน 10 ไร่  ประกันราคาที่ 8 บาท และ 3. โครงการโคขุนสร้างรายได้ ส่งออกขายจีน เป้าหมาย 1 ล้านตัว โดยกระทรวงเกษตรฯ สนับสนุนเงินกู้รายละ 120,000 บาท ซื้อลูกโค 5 ตัว ตัวละไม่เกิน 24,000 บาท และมีน้ำหนักไม่น้อยกว่า 250 กก. มีประกันวัวตัวละ 100 บาท/เดือน ตลอดจนส่งเสริมเลี้ยงแพะ-แกะ อีกด้วย

นายอำพันธุ์ เวฬุตันติ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมในภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่งผลให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ ได้รับผลกระทบใน 17 จังหวัด 86 อำเภอ 321 ตำบล เกษตรกร 48,949 ราย ปศุสัตว์ได้รับผลกระทบ โค 88,385 ตัว กระบือ 33,695 ตัว สุกร แพะ แกะ 55,550 ตัว สัตว์ปีก 1,756,258 ตัว แปลงหญ้า 9,514 ไร่ ซึ่งกรมปศุสัตว์ช่วยอพยพสัตว์สู่ที่ปลอดภัย 127,119 ตัว มอบหญ้าอาหารสัตว์ สำหรับโค-กระบือ 1,024,300 กิโลกรัม และเป็นหญ้าอาหารสัตว์พระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 247,080 กิโลกรัม มอบถุงยังชีพสำหรับสัตว์ 2,246 ถุง ดูแลสุขภาพสัตว์ 24,537 ตัว รักษาพยาบาลสัตว์ 18,149 ตัว สามารถบรรเทาความเดือดร้อน ลดความสูญเสียด้านปศุสัตว์ได้มาก

ทั้งนี้ ชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย มอบหญ้าอาหารสัตว์ 10 เที่ยว จำนวน 55,000 กิโลกรัม และเกษตรกรจังหวัดสุพรรณบุรีอีก 2 เที่ยว จำนวน 20,000 กิโลกรัม รวมหญ้าแห้ง 75,000 กิโลกรัม      คิดเป็นมูลค่า 187,500 บาท ซึ่งหญ้าอาหารสัตว์ 65,000 กิโลกรัม จะส่งมอบให้จ.อุบลราชธานี ช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ มีจุดอพยพสัตว์ 10 จุด มีโค 609 ตัว กระบือ 396 ตัว และส่งมอบให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์จ.ยโสธร 10,000 กิโลกรัม นอกจากนี้ ยังมี บริษัท และเอกชน ร่วมบริจาคผลิตภัณฑ์ ผ่านกรมปศุสัตว์ เพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุทกภัย ได้แก่ กลุ่มบริษัท ดัชมิลล์ จำกัด ได้บริจาคผลิตภัณฑ์นมกล่อง ยู เอช ที  300 ลัง (14,400 กล่อง) คิดเป็นมูลค่า 100,800 บาท  บริษัท เอส.เค.ฟูดส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริจาคปลากระป๋อง 24,120 กระป๋องคิดเป็นมูลค่า 339,068 บาท บริษัทโอ สแควร์ ดิสทริบิวชั่น จำกัด บริจาค อาหารสุนัขถาด 660 ถาด อาหารสุนัข-แมว120 กระป๋อง  ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้ส่งมอบให้ตามความประสงค์ของผู้บริจาคต่อไป

‘ไผ่สะดิ้ง’พืชทางเลือกเพิ่มรายได้ คืนกำไรปีแรก3.9หมื่นบาท/ไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/444744

news_default

‘ไผ่สะดิ้ง’พืชทางเลือกเพิ่มรายได้ คืนกำไรปีแรก3.9หมื่นบาท/ไร่

วันพฤหัสบดี ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางเพ็ญศิริ วงษ์วาท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 จังหวัดอุดรธานี (สศท.3) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงพืชทางเลือก “ไผ่เลี้ยงทวาย” หรือ “ไผ่สะดิ้ง” พืชทางเลือกช่วยสร้างรายได้ ให้เกษตรกรในจ.เลย โดยไผ่เลี้ยงที่นิยมปลูกเพื่อบริโภคและจำหน่ายปัจจุบันมี 2 พันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ปกติ และพันธุ์ทวาย โดยพันธุ์ปกติออกหน่อฤดูฝน ช่วงเดือนมิถุนายน – สิงหาคม ส่วนพันธุ์ทวาย
หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าไผ่สะดิ้ง ออกหน่อได้ตลอดทั้งปี

ไผ่พันธุ์ทวาย เป็นพืชที่ปลูก ดูแลรักษาง่าย ตลาดต้องการมาก ขายได้ทั้งรูปหน่อสดและนำมาแปรรูป เช่น หน่อไม้ดองทั้งหน่อ หรือหน่อไม้สับ นอกจากนี้ การปลูกไผ่เลี้ยงทวายจะไม่ใช้สารเคมี เพราะจะทำให้หน่อไม้ตาย ทำให้เกษตรกรและผู้บริโภคปลอดภัยจากสารเคมี ซึ่งจากการลงพื้นที่ของ สศท.3 ติดตามสถานการณ์การผลิต และการตลาดไผ่เลี้ยงทวาย พบว่า จ.เลยมีภูมิประเทศและอากาศเหมาะสม น้ำไม่ท่วมขังเจาะน้ำบาดาลขึ้นมาใช้ได้ จึงเหมาะกับการปลูกไผ่ โดยเกษตรกรนิยมปลูก มากที่อ.ภูกระดึง จากข้อมูลกรมส่งเสริมเกษตรกร ณ วันที่ 26 กันยายน ปี 2562 มีเกษตรกรปลูกไผ่ลงทะเบียนกับสำนักงานเกษตรอำเภอภูกระดึง 350 ครัวเรือนรวมพื้นที่ 1,267 ไร่ มีพื้นที่เก็บเกี่ยว 1,057 ไร่

จากการสัมภาษณ์ นายช่วย บุตรดาเวียงเกษตรกรเจ้าของแปลงเรียนรู้ต้นแบบโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไผ่ ของสำนักงานเกษตรจังหวัดเลย และเป็นเครือข่าย ศพก. อ.ภูกระดึง ณ บ้านห้วยเดื่อหมู่ที่ 8 ต.ศรีฐาน อ.ภูกระดึง จ.เลย พบว่าเกษตรกรที่ปลูกไผ่สะดิ้งจะลงทุนในปีแรกรวม 30,675 บาท/ไร่ แยกเป็น ค่าต้นพันธุ์ 12,500 บาท (1 ไร่ปลูก 250 ต้นๆ ละ 50 บาท) ค่าปลูก 1,200 บาท ค่าปุ๋ยเคมี 1,650 ค่าปุ๋ยคอก 425 บาท ค่าระบบน้ำ 9,700 บาท ค่าไถปรับพื้นที่ 300 บาทค่าไฟฟ้าสูบน้ำเฉพาะหน้าแล้ง 2,800 บาท ค่าฟางคลุมโคน 100 บาท และค่าดูแลรักษาเก็บเกี่ยว 2,000 บาท ทั้งนี้ ต้นทุนค่าต้นพันธุ์ ค่าไถปรับพื้นที่ ค่าปลูก และค่าระบบน้ำเป็นการลงทุนเฉพาะปีแรก ปีถัดไปจะมีรายจ่ายเฉพาะค่าปุ๋ยเคมี ค่าดูแลรักษาเก็บเกี่ยว ตัดหญ้า และสางกิ่งแต่งกอ สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ไม่น้อยกว่า 15 ปี

สำหรับการปลูกไผ่สะดิ้ง ต้นพันธุ์ที่นำมาปลูกมีอายุประมาณ 1 ปี หากดูแลสม่ำเสมอจะจำหน่ายได้หลังจากการปลูก 8 – 10
เดือนขึ้นไป เกษตรกรทยอยเก็บผลผลิตได้ทุกวัน ให้ผลผลิตในปีแรกประมาณ 3,000 กิโลกรัม/ไร่ ซึ่งราคาจะขึ้นอยู่กับฤดูกาล โดยปกติราคาจะอยู่ที่ประมาณ 10 – 25 บาท/กิโลกรัม โดยราคาสูงที่สุดในช่วงเดือนธันวาคม – เมษายน แต่หากเป็นช่วงหน้าฝนระหว่างเดือนกรกฎาคม – กันยายน ราคาจะลดลงเหลือประมาณ 5 – 10 บาท/กิโลกรัม ทั้งนี้ เมื่อคิดเป็นรายได้สุทธิ (กำไร) ในปีแรกเกษตรกรจะได้ประมาณ 35,000 – 39,000 บาท/ไร่ และในปีถัดมาจะมีรายได้สุทธิไม่ต่ำกว่า 50,000 บาท/ไร่/ปี  ซึ่งจะมีพ่อค้าจากจ.เลยและขอนแก่นมารับซื้อถึงสวน นอกจากนี้ เกษตรกรสามารถขยายพันธุ์ได้เองโดยง่าย และจำหน่ายต้นพันธุ์ให้เกษตรกรและผู้ที่สนใจได้อีกด้วย โดยราคาจำหน่ายต้นพันธุ์จะอยู่ประมาณ 50 บาท/ต้น

ดังนั้น การปลูกไผ่เลี้ยงทวาย หรือ ไผ่สะดิ้ง จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้เกษตรกรทำเป็นอาชีพเสริมหรืออาชีพหลัก สร้างรายได้ ลดความเสี่ยงจากพืชอื่น อีกทั้ง การดูแลรักษาไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องใช้สารเคมี ทั้งนี้ เกษตรกรควรรักษาคุณภาพผลผลิตเพื่อให้ผู้ซื้อเชื่อมั่น และควรรวมกลุ่มจำหน่ายเพิ่มอำนาจต่อรองผู้สนใจสอบถามข้อมูลได้ที่ นายช่วย บุตรดาเวียง และคุณสุวรรณา เรือนทอง บ้านห้วยเดื่อหมู่ที่ 8 ต.ศรีฐาน อ.ภูกระดึง จ.เลย โทร. 09-0586-0503

‘เครือข่ายต้านสารพิษ’บุกถามจุดยืนแบนสารพิษร้ายแรง ด้านปชป.ส่ง’เฉลิมชัย’ตอบ9ต.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/444747

news_default

‘เครือข่ายต้านสารพิษ’บุกถามจุดยืนแบนสารพิษร้ายแรง ด้านปชป.ส่ง’เฉลิมชัย’ตอบ9ต.ค.นี้

วันพุธ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 19.27 น.

เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2562 นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผอ.มูลนิธิชีววิถี เปิดเผยว่า ตามที่มีการเผยแพร่เอกสารของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงนามโดย น.ส.ดุจเดือน ศศะนาวิน เปิดเผยว่า นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เสนอแนะต่อข้าราชการระดับสูงของกระทรวงเกษตรฯ เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2562 ให้กระทรวงเกษตรฯ “ดําเนินการตามมติคณะกรรมการวัตถุอันตราย ในการให้จํากัดการใช้วัตถุอันตรายพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส” ซึ่งหมายถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ และเลขาพรรคประชาธิปัตย์ ไม่สนับสนุนการแบนสารพิษร้ายแรง ตามข้อเสนอของ รมช.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ อีกทั้งยังสวนทางมติของผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่เรียกร้องให้มีการแบนสารพิษร้ายแรง ภายในสิ้นปี 2562 นั้น เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืชและเครือข่ายสน้บสนุนการแบนสารพิษร้ายแรง 686 องค์กร ได้ดำเนินการเพื่อขอพบพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อขอทราบจุดยืนของพรรคดังกล่าวแล้ว

โดยเครือข่ายได้ทำหนังสืออย่างเป็นทางการถึง นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อสอบถามว่าพรรคประชาธิปัตย์มีจุดยืนเกี่ยวกับเรื่องการแบนสารพิษร้ายแรงอย่างไร บทบาทของนายเฉลิมชัย สอดคล้องกับจุดยืนของพรรคหรือไม่ และพรรคประชาธิปัตย์จะมีดำเนินการอย่างไรเกี่ยวกับการคุ้มครองสุขภาพของประชาชนจากผลกระทบของการใช้สารพิษร้ายแรงทั้ง 3 สารพิษ ทั้งนี้ เครือข่ายเพิ่งได้รับแจ้งจากพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อบ่ายวันนี้ว่า ได้มอบหมายให้นายเฉลิมชัย เลขาธิการพรรคฯ เป็นผู้มาพบปะกับเครือข่าย ในวันที่ 9 ตุลาคม 2562 นี้