รักษ์เกษตร : บริโภคพืชผักให้ปลอดภัยจากสารเคมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/444167

news_default

รักษ์เกษตร : บริโภคพืชผักให้ปลอดภัยจากสารเคมี

วันอังคาร ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม พืชผักผลไม้ที่วางขายในปัจจุบัน ส่วนใหญ่มีการใช้สารเคมี เราจะมีวิธีการอย่างไร เพื่อให้บริโภคได้อย่างปลอดภัยครับ

สรรเสริญ จัตุรัส

อ.เมือง จ.สุรินทร์

คำตอบ

การทำความสะอาดพืชผักผลไม้ เพื่อลดและขจัดสารเคมีและสิ่งที่เจือปนออกไปก่อนการบริโภค จะมีวิธีที่ผู้บริโภคควรพิจารณา ตามความเหมาะสมของพืชผลชนิดนั้นๆ มีดังนี้

1. การปอกเปลือกหรือการลอกชั้นนอกของผักออก การลอกใบชั้นนอกออกจะปลอดภัยมากกว่า แล้วจึงล้างด้วยน้ำสะอาด เช่นผักต่างๆ แอปเปิ้ล แครอทกะหล่ำปลี อาจช่วยลดและกำจัดสารตกค้างที่พื้นผิวด้านนอกของพืชผลออกไป ในขณะเดียวกันก็อาจทำให้สูญเสียสารอาหารหรือแร่ธาตุที่สำคัญบางส่วนที่อยู่ในบริเวณนั้นไปด้วย

2. การล้างผักด้วยน้ำเปล่า โดยเปิดให้น้ำไหลผ่าน เด็ดผักเป็นใบๆ ใส่ตะแกรงโปร่งแล้วเปิดน้ำให้แรงพอประมาณ ใช้มือช่วยคลี่ใบผักและถูไปมาบนผิวใบของผัก หรือผลไม้ ทำให้นานนานประมาณ 2 นาที วิธีนี้ มีข้อเสียอยู่บ้างคือ ใช้เวลานานในการล้าง ใช้น้ำในปริมาณมาก และอาจยังมีสารเคมีบางอย่างตกค้างอยู่

3. การล้างด้วยน้ำเกลือ โดยใช้เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 4 ลิตร แช่ผักผลไม้นาน 10 นาที แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด วิธีนี้อาจมีเกลือและรสเค็มเข้าไปอยู่ในผักหรือผลไม้ได้เช่นกัน

4. การใช้น้ำส้มสายชู ที่มีกรดน้ำส้มความเข้มข้น 5% ของกรดน้ำส้ม ผสมน้ำในอัตราส่วน 1:10 แช่ผักหรือผลไม้นาน 10-15 นาที โดยภาชนะที่ใส่ผักล้างไม่ควรเป็นพลาสติก จากนั้นจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด วิธีนี้ ผักอาจมีกลิ่นของน้ำส้มสายชูติดมา และผักบางชนิด เช่น ผักกาดเขียว ผักกาดขาว อาจมีการดูดรสเปรี้ยวจากน้ำส้มสายชูทำให้รสชาติเปลี่ยนไปบ้างได้

5. การใช้ด่างทับทิม ด่างทับทิมมีลักษณะเป็นเกล็ดแข็ง สีม่วง สามารถละลายในน้ำได้ ทำให้เกิดสีชมพูหรือม่วง เป็นสารประกอบประเภทเกลือ โดยใช้ปริมาณ 20-30 เกล็ด ผสมน้ำ 4 ลิตร แช่ผักไว้ประมาณ 10 นาที แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด วิธีนี้ ถ้าหากใช้ด่างทับทิมในปริมาณมากเกินไป อาจเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินอาหารได้ และหากสูดดมไอระเหยของด่างทับทิมเข้าไปมากก็อาจทำให้ระบบทางเดินหายใจมีปัญหาได้ รวมถึงหากสารนี้เข้าตา อาจเสี่ยงทำให้ตาบอดได้

6. การใช้โซเดียมไบคาร์บอเนตหรือเบกกิ้งโซดา ให้ใช้ปริมาณ 1 ช้อนโต๊ะผสมน้ำอุ่น 1 กะละมัง หรือประมาณ 20 ลิตร แช่พืชผักนาน 15 นาที แล้วนำไปล้างออกด้วยน้ำสะอาด แม้ช่วยลดปริมาณสารพิษได้มาก แต่ข้อจำกัดของการใช้เบกกิ้งโซดา คือ มีส่วนผสมของโซเดียมอยู่จึงอาจถูกดูดซึมเข้าสู่ผักหรือผลไม้ และการได้รับเบกกิ้งโซดาในปริมาณมากเกินไปอาจทำให้ท้องเสียได้

7. การแช่ผักในน้ำยาล้างผักที่มีวางขายตามท้องตลาด โดยใช้ความเข้มข้นของน้ำยาประมาณ 0.3% ผสมลงในน้ำ 4 ลิตร แช่ผักนานประมาณ 15 นาที แต่ต้องทำด้วยความระมัดระวัง และศึกษาผลิตภัณฑ์ให้ถี่ถ้วนก่อนว่าน้ำยาล้างผักชนิดนั้นมีส่วนประกอบอะไรบ้าง เพราะบางส่วนผสมในน้ำยาล้างผักอาจแทรกซึมเข้าไปในผักและอาจเป็นอันตรายทำให้เกิดผลข้างเคียงต่อสุขภาพของผู้บริโภคได้

8. การต้มหรือลวกผักด้วยน้ำร้อน แม้อาจช่วยลดปริมาณสารพิษได้ เป็นวิธีที่ดีและปลอดภัย แต่จะทำให้ผักหรือผลไม้เสียคุณค่าทางโภชนาการไปกับน้ำและความร้อน เช่น วิตามินซี วิตามินบี 1ไนอะซิน เป็นต้น

วิธีการต่างๆ ดังกล่าวข้างต้นอาจช่วยลดปริมาณสารพิษ และลดความเสี่ยงในการเผชิญปัญหาสุขภาพจากสารตกค้างในพืชผลทางการเกษตรได้ แต่ผู้บริโภคก็ควรระมัดระวังในการเลือกบริโภคอาหารแต่ละชนิดอยู่เสมอ ใส่ใจและหลีกเลี่ยงความเสี่ยงด้วยการยินยอมเลือกซื้อผักผลไม้ที่ปลอดสารพิษ แต่มีราคาแพงกว่า และปรุงอาหารที่ถูกต้องเหมาะสมกับประเภทอาหารทั้งหมุนเวียนรับประทานอาหาร จะปลอดภัยต่อผู้บริโภคมากกว่า

นาย รัตวิ

กษ.เร่งฟื้นอาชีพหลังน้ำลด แจกพันธุ์ข้าวเหนียวปลูกนาปรัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/444168

news_default

กษ.เร่งฟื้นอาชีพหลังน้ำลด แจกพันธุ์ข้าวเหนียวปลูกนาปรัง

วันอังคาร ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ จ.ยโสธรสำรวจนาข้าว กว่า 2,000 ไร่ ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย ก่อนพบปะและให้กำลังใจเกษตรกร โดยมี นางสาวสิริมา วัฒโน รองผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธรต้อนรับ พร้อมมอบถุงยังชีพแก่ผู้ประสบอุทกภัย ตลอดจนเสบียงอาหารสัตว์ หญ้าแห้งอัดฟ่อน และมอบถุงยังชีพสำหรับสัตว์ 700 ถุง ณ บ้านทรายงามหมู่ที่ 5 ต.กุดกุง อ.คำเขื่อนแก้ว จ.ยโสธร

นายประภัตรกล่าวว่า นายกฯเป็นห่วงพี่น้องเกษตรกร จึงมอบหมายกระทรวงเกษตรฯเร่งสำรวจความเสียหายหลังน้ำลดทันที พร้อมเยียวยาตามมาตรการช่วยเหลือด้านพืช ประมงและปศุสัตว์ จากการพูดคุยกับชาวบ้านทราบว่าเดือดร้อนหนัก จึงขอให้หน่วยงานรัฐเข้าช่วยเหลือเพื่อให้มีอาชีพหลังน้ำลด โดยขอรับการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวเหนียว กข.10 สำหรับปลูกข้าวนาปรังหลังน้ำลด ซึ่งกรมการข้าวยินดีสนับสนุนให้ชาวบ้าน 20 กก./ไร่ นอกจากนี้ ขอให้เพิ่มคลองส่งน้ำอีก 3 กม. เพื่อกระจายน้ำเข้าพื้นที่การเกษตรช่วงฤดูนาปรัง ตลอดจนขอให้ยกระดับถนนเพิ่มขึ้นอีก 1 เมตร ป้องกันน้ำท่วมให้มีเส้นทางสัญจรสะดวก ทั้งหมดนี้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการต่อไป

ทั้งนี้ รายงานสถานการณ์อุทกภัย ปี 2562 จ.ยโสธร จากศูนย์ติดตามและแก้ปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตรจังหวัดยโสธร ผลกระทบด้านการเกษตร มีดังนี้ 1) ด้านพืช มีพื้นที่เกษตรได้รับผลกระทบและคาดว่าจะเสียหาย 9 อำเภอ 79 ตำบล 885 หมู่บ้าน เกษตกรประสบภัย 50,196 ราย พื้นที่ความเสียหายทั้งหมด 561,074 ไร่ แบ่งเป็น ข้าว 532,205 ไร่มันสำปะหลัง 27,921 ไร่ ยางพารา/มะพร้าว/ปาล์ม 355 ไร่ และอื่นๆ 2) ด้านประมงมีพื้นที่ได้รับผลกระทบและคาดว่าจะเสียหาย 9 อำเภอ 44 ตำบล เกษตรกร 1,237 ราย บ่อดินได้รับผลกระทบ 1,159 ไร่ และกระชังได้รับผลกระทบ 7,000 ตร.ม. และ 3) ด้านปศุสัตว์ สัตว์ตาย 823 ตัว แยกเป็นโค 2 ตัวกระบือ  1 ตัว สุกร 9 ตัว และสัตว์ปีก 798 ตัว ใน 2 อำเภอ เกษตรกรได้รับผลกระทบ 17 ราย

สำหรับการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบเบื้องต้น กระทรวงเกษตรฯ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าดำเนินการ อาทิ โครงการชลประทานยโสธร กรมชลประทาน เร่งระบายในอ่างเก็บน้ำชลประทานที่รับผิดชอบ สำนักงานเกษตรจังหวัด กรมส่งเสริมการเกษตร เร่งสำรวจความเสียหายด้านการเกษตรเพื่อช่วยเหลือตามระเบียบฯ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดยโสธร กรมปศุสัตว์ แจกจ่ายพืชอาหารสัตว์ (หญ้าแห้งอัดฟ่อน)รวม 353,980 กก. (353.98 ตัน)อพยพสัตว์ให้เกษตรกร 4,293 ราย ประกอบด้วย โค 16,046 ตัว กระบือ 2,267 ตัว และสุกร712 ตัว แจกจ่ายเวชภัณฑ์ 925 ชุด(ชุดใหญ่)รักษาสัตว์ 168 ตัว ตั้งชุดเฉพาะกิจลงพื้นที่เข้าเยี่ยมฟาร์มเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาอุทกภัย โดยให้คำแนะนำการดูแลสุขภาพสัตว์และรักษาสัตว์ป่วย ตลอดจนการควบคุมและป้องกันโรคสัตว์ เป็นต้น

รายงานพิเศษ : เมื่อเกษตรกร-ภาคเกษตรเป็นผู้ร้าย …ทำให้แผ่นดินไทยอาบด้วยสารพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/444169

รายงานพิเศษ : เมื่อเกษตรกร-ภาคเกษตรเป็นผู้ร้าย …ทำให้แผ่นดินไทยอาบด้วยสารพิษ

วันอังคาร ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ภายหลังการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ได้นำคณะรัฐมนตรีถวายสัตย์ปฏิญาณ ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2562 ท่ามกลางภารกิจที่สำคัญ ที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการ เช่น ปัญหาเศรษฐกิจการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ การช่วยเหลือประชาชน พี่น้องเกษตรกร ที่ประสบกับภัยแล้ง และตามมาด้วยอุทกภัยที่เกิดขึ้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเกือบทุกจังหวัด ซึ่งเป็นภารกิจเร่งด่วนของรัฐบาล ที่รัฐมนตรีของทุกกระทรวงต้องช่วยกันแก้ไขปัญหาเพราะเป็นเรื่องเร่งด่วน กระทบกับประชาชนทุกภาคส่วนของประเทศ

แต่ในสภาวะวิกฤติอย่างนี้กลับปรากฏว่า รัฐมนตรีบางกระทรวงและบางพรรคกลับไปให้ความสำคัญกับเรื่องของการแบนสารเคมี 3 ชนิด คือ พาราควอต ไกลโฟเซตคลอร์ไพรีฟอส และต้องดำเนินการโดยทันที โดยการสร้างนวัตกรรม เช่น แผ่นดินไทยอาบด้วยสารพิษ จะปล่อยให้มีคนตายทุกวันได้อย่างไร หรือรัฐมนตรีบางคนบุกไปถึงหน่วยงานที่ตัวเองรับผิดชอบ ทวงขอข้อมูลสต๊อกสารเคมี และยังไปตรวจสอบถึงโกดังที่เก็บสารเคมีที่นำเข้าของบริษัทต่างๆรวมทั้ง ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการควบคุมการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม ที่สภาผู้แทนราษฎรมีมติให้ตั้งขึ้นมาเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2562 ที่ผ่านมาก็ให้สัมภาษณ์แทบทุกวัน ว่าต้องแบนสารทั้ง 3 ชนิดนี้โดยทันทีโดยอ้างว่าเป็นมติของที่ประชุม ซึ่งสื่อมวลชนได้มีการเสนอข่าว โดยโพสต์คำพูดของบุคคลเหล่านี้ โดยเฉพาะThai PBS ซึ่งเป็นโทรทัศน์ที่จัดตั้งขึ้นมาใช้ภาษีอากรของประชาชน รวมทั้ง เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2562 นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ได้ยื่นหนังสือต่อท่านนายกรัฐมนตรี ขอให้แบนสาร 3 ชนิดนี้ทันที (ท่านถามชาวสวนยางพารา สวนปาล์ม สวนไม้ผลในแถวบ้านท่านบ้างหรือยัง)เสมือนว่าถ้าไม่ดำเนินการทันทีประเทศไทยจะต้องล่มสลายแน่นอน

จากสิ่งที่เสนาบดีของกระทรวงที่สำคัญ สส.ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน สื่อมวลชน นักวิชาการสายกระทรวงสาธารณสุข และ NGOs ต่างก็ออกมาให้มีการแบนสารทั้ง3 ชนิด โดยอ้างว่าเป็นพิษร้ายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน “แผ่นดินไทยอาบด้วยสารพิษ” ข่าวที่ตอกย้ำออกมาทุกวันจากกลุ่มบุคคลเหล่านี้ เสมือนว่าเกษตรกรไทยกลายเป็นผู้ร้าย ภาคเกษตรไทยทำให้แผ่นดินไทยอาบด้วยสารพิษโดยที่เกษตรกรผู้ซึ่งมีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงไม่เคยมีโอกาสที่จะออกมาพูดให้ข้อมูล หรือช่องทางที่จะสื่อสารข้อเท็จจริงออกไปสู่สังคม เพราะกลุ่มคนที่ออกมาเคลื่อนไหวเหล่านี้มองว่า เกษตรกรเป็นผู้ไม่รู้ เป็นผู้ไม่ตื่นเป็นผู้รับผลประโยชน์จากบริษัท ช่องทางสื่อสารของเกษตรกรยังถูกปิดกั้น ไม่ว่าจะเป็น โดยหน่วยงานภาครัฐ สื่อมวลชน หรือแม้แต่ในคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ จำนวน 39 คน ไม่มีใครที่มาจากเกษตรกรหรือฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกสารเคมีทั้ง3 ชนิด แต่กลับมีผู้แทนจากกระทรวงสาธารณสุขBIOTHAI เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thia-PAN)ซึ่งเป็นผู้ขับเคลื่อนเรื่องนี้มาโดยตลอดในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา แม้แต่ สส.ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชน และส่วนใหญ่เป็น สส.ต่างจังหวัดกับไม่เห็นหัวและความสำคัญของเกษตรกร ซึ่งเป็นเสียงส่วนใหญ่ที่เลือกตั้ง สส.เหล่านี้เข้ามา ที่ควรจะเสนอ ให้มีผู้แทนเกษตรกรเข้ามาอยู่ในคณะกรรมาธิการชุดนี้ด้วยแม้แต่คนเดียว

ดังนั้น เครือข่ายเกษตรกรไทยจะเริ่มตีแผ่ความจริงของกระบวนการที่มองเกษตรกร และภาคเกษตรไทยเป็นผู้ร้าย “แผ่นดินของประเทศไทย อาบด้วยสารพิษ” “ภาคเกษตรไทย ไร้ประสิทธิภาพ ผลผลิตคุณภาพต่ำ ต้นทุนสูง”“ผลผลิตมีสารตกค้าง เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค” “หยุดสารเคมี เกษตรสารพิษ ฆ่าทุกชีวิตที่เกี่ยวข้อง เปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่ ใช้การผลิตอินทรีย์” หรือ “ยาฆ่าแมลงปนเปื้อนในผัก หนึ่งในสารก่อมะเร็ง ซึ่งมีผู้เสียชีวิตปีละ 45,000 คน”อันเป็นที่มาของการตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ตามคำสั่งของกระทรวงสาธารณสุข ที่ 2383/2559 ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2559 ซึ่งที่ปรึกษาของอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน ผู้แทนจากองค์กร NGOs เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thia-PAN) เป็นเลขานุการร่วม โดยกรรมการทั้งหมด 21 คน ประกอบด้วยบุคลากรของ สธ. เป็นส่วนใหญ่ และมีผู้แทนจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพียง 2 คน แต่ไม่มีผู้แทนเกษตรกร และภาคเอกชนเลย แม้แต่คนเดียว และจากคณะกรรมการชุดนี้จึงเป็นที่มาของการแบนสารเคมีทั้ง 3 ชนิด คือพาราควอต ไกลโฟเซต คลอร์ไพรีฟอส ดังจะได้นำมาเสนอเป็นลำดับในโอกาสต่อไป

เครือข่ายเกษตรกรไทย

3ประสานเพิ่มศักยภาพวิสาหกิจชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/444164

news_default

3ประสานเพิ่มศักยภาพวิสาหกิจชุมชน

วันอังคาร ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวว่า ตามที่กรมเสนอให้แก้ไขเพิ่มเติมพ.ร.บ.ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน 2548 เพื่อส่งเสริมและพัฒนาวิสาหกิจชุมชนให้เข้มแข็งในการประกอบกิจการ โดยสนับสนุนให้วิสาหกิจชุมชนประกอบกิจการในรูปแบบนิติบุคคลตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง บนพื้นฐานความพร้อมและความต้องการของวิสาหกิจชุมชนเอง ซึ่งพ.ร.บ.ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2562 ที่ผ่านมา

สำหรับการลงนามบันทึกข้อตกลงการเพิ่มศักยภาพการดำเนินงานวิสาหกิจชุมชนเพื่อสนับสนุนการประกอบกิจการรูปแบบนิติบุคคล เป็นความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตร มีหน้าที่ อำนวยความสะดวกและลดขั้นตอนของวิสาหกิจชุมชนในการติดต่อกับส่วนราชการในการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล โดยทำหน้าที่รับเรื่อง ประสานงาน ติดตามผลขอจัดตั้งเป็นนิติบุคคลของวิสาหกิจชุมชนในรูปแบบต่างๆ ในขณะที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า มีหน้าที่ให้ความรู้การประกอบกิจการของวิสาหกิจชุมชนในรูปแบบนิติบุคคล เช่น จัดทำบัญชี สร้างนักบัญชีชุมชน และกรมสรรพากร ที่ทำหน้าที่ให้ความรู้ทางกฎหมายเกี่ยวกับภาษีให้วิสาหกิจชุมชนที่ประกอบกิจการในรูปแบบนิติบุคคล เพื่อให้วิสาหกิจชุมชนดำเนินกิจการได้ถูกกฎห มาย หลังลงนามแล้ว การดำเนินงานร่วมกันของทั้ง 3 หน่วยงาน จะส่งเสริมการบริหารจัดการธุรกิจ สนับสนุน ฝึกอบรมให้ความรู้ และพัฒนาวิสาหกิจชุมชนให้มีศักยภาพสูงขึ้น อำนวยความสะดวกในการดำเนินกิจการในรูปแบบนิติบุคคลให้วิสาหกิจชุมชนดำเนินกิจการอย่างเป็นระบบ มีประสิทธิภาพ เติบโตเป็นกิจการที่เข้มแข็งยั่งยืน แข่งขันกับธุรกิจอื่นๆได้

คิกออฟโครงการพัฒนาโคนมไทย เพิ่มทางเลือกสร้างรายได้ให้เกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/444166

news_default

คิกออฟโครงการพัฒนาโคนมไทย เพิ่มทางเลือกสร้างรายได้ให้เกษตรกร

วันอังคาร ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวหลังเปิดโครงการส่งเสริมและพัฒนาโคนมไทยภายใต้กิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาอาชีพด้านการเลี้ยงสัตว์ เป็นทางเลือกให้เกษตรกรอ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ว่า กระทรวงเกษตรฯมีนโยบายส่งเสริมอาชีพให้เกษตรกรอยู่ดี กินดี ยึดหลัก “ตลาดนำการผลิต” ทำให้ราคาสินค้าแน่นอน แข่งขันเปิดเสรีทางการค้าได้ ทำให้อาชีพการเลี้ยงปศุสัตว์มั่นคง เกิดการรวมกลุ่มสร้างเครือข่ายของกลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์ให้เข้มแข็งประกอบอาชีพให้มั่นคงมีอำนาจต่อรองทางการตลาดได้

จากข้อมูลของกรมปศุสัตว์ เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมทั้งประเทศมี 18,301 ราย โคนม 661,741 ตัว สำหรับจ.ประจวบคีรีขันธ์มีเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม 958 ราย โคนม 35,774 ตัว ปริมาณน้ำนมดิบ 195 ตัน/วัน และเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ 10,612 ราย โคเนื้อ 134,460 ตัว จากจำนวนเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ของจ.ประจวบฯ ทำให้มั่นใจว่า ชาวบ้านในพื้นที่ส่วนหนึ่งมีรายได้หลักการประกอบอาชีพปศุสัตว์ จึงขอให้ใช้ประโยชน์จากการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ จากฐานเรียนรู้ทั้ง 5 ฐานที่จัดเตรียมไว้ และประเมินศักยภาพว่าอาชีพใดเหมาะสมเป็นอาชีพใหม่หรืออาชีพเสริม ปรับเปลี่ยนอาชีพให้เหมาะกับตนเอง หรือนำไปปรับปรุงอาชีพที่ทำอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น

ด้านนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโตอธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวว่า โครงการส่งเสริมและพัฒนาโคนมไทย กิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาอาชีพด้านการเลี้ยงสัตว์ เพื่อเป็นทางเลือกให้เกษตรกรที่สนใจเลี้ยงโคนมและปศุสัตว์ชนิดอื่น เช่น โคขุน แพะเนื้อ เป็นอาชีพทางเลือกในการเพิ่มรายได้ และแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม โคเนื้อ แพะเนื้อเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและเกษตรกรทั่วไปจากทุกอำเภอของจ.ประจวบฯ 1,000 คนเข้ามาศึกษาสร้างความรู้ความเข้าใจ ผ่านฐานการเรียนรู้ 5 ฐานตามลำดับ ดังนี้ ฐานเรียนรู้ที่ 1 การจัดการฟาร์ม ฐานที่ 2 การปรับปรุงพันธุ์ และพันธุ์สัตว์ที่ตลาดต้องการ ฐานที่ 3 เรื่อง การจัดการอาหารสัตว์และพืชอาหารสัตว์ที่สำคัญ ฐานที่ 4 เรื่องการจัดการสุขภาพ มาตรฐานฟาร์ม และการเคลื่อนย้ายสัตว์ และฐานเรียนรู้ที่ 5 เรื่องการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ผลิตภัณฑ์และการตลาด เพื่อเป็นแนวทางการเลือกอาชีพมั่นคง เกิดการรวมของเครือข่ายอาชีพเลี้ยงสัตว์ สร้างความเข้มแข็งเกษตรกรอย่างยั่งยืนต่อไป

ชาวสวนปาล์มเฮ เงินประกันรายได้ งวดแรกโอนเข้าบช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/444257

news_default

ชาวสวนปาล์มเฮ เงินประกันรายได้ งวดแรกโอนเข้าบช.

วันอังคาร ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ชาวสวนปาล์มเฮ

เงินประกันรายได้

งวดแรกโอนเข้าบช.

ข้าวจ่อคิว15ตุลาฯ

รมว.พาณิชย์-มหาดไทย ตั้งโต๊ะคอนเฟอเรนซ์ ผวจ. แจงมาตรการประกันรายได้สินค้าเกษตรนำร่อง ข้าว-ปาล์ม ประเดิมโอนเงินถึงมือชาวสวนปาล์ม 1 ตุลาคม ก่อนขยายโครงการไปถึงยางพารา

เมื่อวันที่ 30 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ พร้อมผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชุม ผ่านวีดิทัศน์ทางไกล (VDO Conference) เพื่อชี้แจงขั้นตอนการดำเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวและชาวสวนปาล์ม ที่อาคารศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นการถ่ายทอดสดผ่านช่อง 9 MCOT HD ตั้งแต่เวลา 09.30-10.00 น. เพื่อแจ้งข่าวสารให้เกษตรกรและประชาชนรับทราบ

โดยนายจุรินทร์กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ เพื่อซักซ้อมความเข้าใจกับผู้เกี่ยวข้องในการดำเนินนโยบายสำคัญเร่งด่วนของรัฐบาลคือ การประกันรายได้เกษตรกร ซึ่งจะประกันรายได้ 5 ประเภท ได้แก่ ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพด ซึ่งรัฐบาลจะดูแลทุกผลผลิตการเกษตร แต่อาจใช้วิธีต่างกัน ขอให้เกษตรกรอื่นๆ อย่ากังวลว่าจะไม่ได้รับการช่วยเหลือ ทั้งนี้ สินค้าเกษตร 2 ตัว ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบแล้วคือ ข้าว และปาล์มน้ำมัน ส่วนยางพาราจะประชุมเพื่อออกมาตรการการประกันรายได้เร็วๆนี้ โดยการดำเนินนโยบายประกันรายได้นี้ ต้องหารือ 3 ฝ่าย ได้แก่ ภาครัฐ เอกชน และตัวแทนเกษตรกร เพื่อให้ได้ข้อยุติในการดำเนินนโยบายที่ราบรื่น เป็นธรรม และบรรลุเป้าหมายสูงสุดในการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรอยู่ได้

นายจุรินทร์กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ปริมาณผลผลิตสินค้าเกษตรของไทย แนวโน้มอาจเกินความต้องการในประเทศ จึงจำเป็นต้องพึ่งพาการส่งออก และรัฐบาลนี้ไม่อยากให้ลดการผลิต เพราะจะกระทบเกษตรกร จึงจะใช้นโยบายเพิ่มความต้องการภายในประเทศ แต่อาจต้องใช้เวลา ควบคู่กับนโยบายประกันรายได้ ที่จะทำให้เกษตรกรมีรายได้ 2 ทางคือ 1.รายได้จากการขายสินค้าเกษตร และ 2.ราคาชดเชยที่รัฐบาลจ่ายให้เรียกว่า ส่วนต่างซึ่งคำนวณจาก ราคาประกัน-ราคาเกณฑ์กลางอ้างอิง เท่ากับส่วนต่างที่รัฐชดเชยให้ โดยรัฐบาลจะโอนเงินส่วนต่างเข้าบัญชีธนาคารเพื่อการเกษตรฯ (ธ.ก.ส.) ให้เกษตรกรโดยตรง ซึ่งเกษตรกร ต้องขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรก่อนตามกติกา เพื่อป้องกันปัญหาอื่นตามมา

“ขั้นตอนการโอนเงินให้กับเกษตรกรชาวสวนปาล์ม งวดแรกจะเริ่มวันที่ 1 ตุลาคม ผู้ปลูกปาล์มจะต้องขึ้นทะเบียน หรือปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร ก่อนจะเปิดบัญชีกับ ธ.ก.ส. เพื่อรอรับเงินส่วนต่าง ภายใน 3 วันทำการ จากราคาประกันกิโลกรัมละ 4 บาท ในคุณภาพน้ำมัน 18% ครัวเรือนละไม่เกิน 25 ไร่ ซึ่งจะมีการกำหนดราคาอ้างอิงทุก ๆ 45 วัน โดยงวดแรกกำหนดราคาอ้างอิงย้อนหลัง 45 วัน เฉลี่ย 2.68 บาท/กิโลกรัม ทำให้เกษตรกรจะได้ส่วนต่างกิโลกรัมละ 1.32 บาท เช่น จำนวนสูงสุด 25 ไร่ ปริมาณผลผลิตเฉลี่ยไร่ละ 363 กิโลกรัม เกษตรกรจะได้ส่วนต่างประมาณ 11,987 บาท” นายจุรินทร์ ระบุ

และว่า ส่วนการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว 5 ชนิดนั้น จะเริ่มจ่ายส่วนต่างให้เกษตรกร วันที่ 15 ตุลาคม โดยเกษตรกรต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2562/2563 ระหว่างวันที่ 1 เมษายน ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2562 ยกเว้นภาคใต้ 16 มิถุนายน 2562 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 ซึ่งจะประกาศราคาอ้างอิงทุกๆ 15 วัน จนถึงวันสิ้นสุดโครงการประกันรายได้ คือ วันที่ 31 ตุลาคม 2563 ซึ่งราคาอ้างอิงงวดแรกจะต้องใช้ราคาเฉลี่ยย้อนหลัง 15 วัน ก่อนจ่ายเงินส่วนต่างงวดแรก

ส่วนกรณีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ทำให้พืชผลเสียหายนั้น นายจุรินทร์ยืนยันว่า หากขึ้นทะเบียนแล้วยังจะได้รับเงินชดเชยส่วนต่างแน่นอน และภาครัฐยังมีมาตรการอื่น ช่วยเหลือเยียวยาผลกระทบด้วย โดยสินค้าเกษตรอีก 3 ชนิดได้แก่ ยางพารา มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จะทยอยพิจารณาราคาประกัน โดยยางพาราจะเคาะราคาวันที่ 4 ตุลาคม โดยการกำหนดราคาประกันรายได้พืชทุกชนิด จะต้องผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการ 3 ฝ่าย ทั้งภาครัฐ เอกชน และเกษตรกร ต่อไป

ด้าน นายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย กล่าวหลังร่วมประชุมชี้แจงหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการดำเนินการโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวและชาวสวนปาล์มว่า ที่ประชุมประกาศประกันรายได้พืช 2 ชนิด ได้แก่ ข้าว และปาล์มน้ำมัน และชี้แจงข้อซักถาม ปัญหาอุปสรรคต่างๆของแต่ละจังหวัดอย่างครบถ้วน ชัดเจน ถือว่าเป็นนโยบายสำคัญในการขับเคลื่อนให้เกษตรกร โดยวันที่ 1 ตุลาคม เกษตรกรชาวสวนปาล์มที่ขึ้นทะเบียนไว้ 260,000 กว่าราย จะได้รับเงินส่วนต่างก้อนแรกโอนเข้าบัญชีผ่านระบบของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ก็ขอความร่วมมือผู้ว่าฯทั่วประเทศได้กำกับดูแล ประชุมชี้แจงทำความเข้าใจกับชาวสวนปาล์มได้เข้าใจกฎเกณฑ์ต่างๆ ประชาสัมพันธ์ และนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติให้ชัดเจน รวมถึงนโยบายการประกันรายได้ข้าวด้วย

มท.จับมือพณ.เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายประกันรายได้เกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/444112

news_default

มท.จับมือพณ.เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายประกันรายได้เกษตรกร

วันจันทร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2562, 14.57 น.

มหาดไทยจับมือพาณิชย์ เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายประกันรายได้เกษตรกร ตามนโยบายรัฐบาล

วันนี้ (30 กันยายน 2562) เวลา 09.00 น.ที่ห้องประชุมราชสีห์ กระทรวงมหาดไทย นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในการประชุมชี้แจงโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวและชาวสวนปาล์มน้ำมัน ผ่านระบบวีดิทัศน์ทางไกล (Video Conference) ไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด คณะอนุกรรมการติดตามกำกับดูแลการบริหารจัดการข้าวระดับจังหวัด คณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลิตผลการเกษตรระดับจังหวัด ทั่วประเทศ โดยมี นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสรรเสริญ สมะลาภา กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายบุณย์ธีร์ พานิชประไพ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยคณะที่ปรึกษารัฐมนรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ ผู้แทนกรมการค้าภายใน ผู้แทนกรมส่งเสริมการเกษตร ผู้แทนสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้แทน สนง.สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้แทนสำนักงบประมาณ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค เข้าร่วมการประชุม

นายจุรินทร์ กล่าวว่า การประชุมในวันนี้ เป็นการซักซ้อมความเข้าใจให้กับผู้ว่าราชการจังหวัด ในฐานะเป็นประธานคณะอนุกรรมการติดตามกำกับดูแลการบริหารจัดการข้าวระดับจังหวัด และคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลิตผลการเกษตรระดับจังหวัด รวมถึงคณะกรรมการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนหน่วยงานปฏิบัติทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เพื่อให้เกิดความเข้าใจในนโยบายประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวและชาวสวนปาล์มน้ำมัน เพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปในทางเดียวกัน มีประสิทธิภาพและเกิดความเรียบร้อย ซึ่งนโยบายประกันรายได้ฯ เป็นนโยบายเร่งด่วน และเป็น 1 ใน 12 นโยบายที่รัฐบาลได้ชี้แจงต่อรัฐสภา โดยรัฐบาลจะประกันรายได้ผลิตผลเกษตร 5 ชนิด ได้แก่ ปาล์ม ข้าว ยาง ข้าวโพด และมันสำประหลัง และนอกเหนือจากพืช 5 ชนิดนี้ รัฐก็จะดูแลด้วยเช่นกัน โดยจะดูแลในวิธีการอื่นๆ ตามความเหมาะสมทุกผลผลิต สำหรับการประกันรายได้ข้าวและปาล์ม ตามมติ ครม.วันที่ 27 ส.ค.2562 ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการปฏิบัติ จึงต้องสร้างความเข้าใจ โดยหลักการประกันรายได้ เป็นการป้องกันความเสี่ยงด้านราคาให้เกษตรกรไม่ให้ประสบปัญหาขาดทุน เป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ และทำให้กลไกตลาดทำงานได้ปกติ ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันทางการค้าได้ ทำให้เกษตรกรจะมีรายได้ทั้งจากราคาพืชผลที่ขายได้จริง บวกกับ รายได้ส่วนต่างที่รัฐจ่ายชดเชยให้ ซึ่งการประกันรายได้ปาล์มจะเริ่มชดเชยงวดแรกในวันที่ 1 ต.ค.2562 นี้ โดย ธ.ก.ส.จะโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนไว้โดยตรง สำหรับการประกันรายได้ข้าวเปลือก กำหนดไว้ 5 ชนิด ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ ข้าวหอมมะลินอกพื้นที่ ข้าวเจ้า ข้าวหอมปทุมธานี 1 และข้าวเหนียว โดยกำหนดราคาประกัน และปริมาณที่แตกต่างกัน และข้าวจะเริ่มจ่ายชดเชยงวดแรกในวันที่ 15 ต.ค.2562 นี้ โดย ธ.ก.ส.จะโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนไว้โดยตรง ทั้งนี้ เกษตรกรสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ กรมส่งเสริมการเกษตร หรือ สายด่วน 1569

ท้ายนี้ นายนิพนธ์ ได้เน้นย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ได้นำนโยบายดังกล่าวไปสู่การปฏิบัติในพื้นที่อย่างจริงจัง พร้อมทั้งขอให้ประชาสัมพันธ์กับพี่น้องเกษตรกรได้รับทราบให้เข้าใจเกี่ยวกับนโยบาย แนวทางปฏิบัติและวิธีการต่างๆ เพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และเกิดผลสัมฤทธิ์กับพี่น้องเกษตรกรอย่างรวดเร็ว เป็นรูปธรรม และทั่วถึงกัน

ประกาศประกันรายได้‘ข้าว-ปาล์ม ’ย้ำ2.6แสนชาวสวนปาล์มส่วนต่างเข้าบช.พรุ่งนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/444058

news_default

ประกาศประกันรายได้‘ข้าว-ปาล์ม ’ย้ำ2.6แสนชาวสวนปาล์มส่วนต่างเข้าบช.พรุ่งนี้

วันจันทร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2562, 12.14 น.

‘มท.2’ สั่งพ่อเมืองลุยรับนโยบายประกันรายได้“ปาล์ม-ข้าว” ย้ำ 2.6แสนชาวสวนปาล์มโอนส่วนต่างเข้าบัญชีพรุ่งนี้

30 กันยายน 2562 ที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังร่วมประชุมชี้แจงหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการดำเนินการโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวและชาวสวนปาล์ม ผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ โดยมีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เป็นประธานการประชุม ว่า ในวันนี้ได้ประกาศประกันรายได้พืช 2 ชนิด ได้แก่ ข้าว และปาล์มน้ำมัน นอกจากนี้ยังชี้แจงข้อซักถาม ปัญหาอุปสรรคต่างๆของแต่ละจังหวัดอย่างครบถ้วน ชัดเจน ถือว่าเป็นนโยบายสำคัญในการขับเคลื่อนให้เกษตรกร

ทั้งนี้ วันพรุ่งนี้ (1 ตุลาคม 2562) เกษตรกรชาวสวนปาล์มที่ขึ้นทะเบียนไว้จำนวน 260,000 กว่าราย จะได้รับเงินส่วนต่างก้อนแรกโอนเข้าบัญชีผ่านระบบของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธกส.) ก็ขอความร่วมมือผู้ว่าฯทั่วประเทศได้กำกับดูแล ประชุมชี้แจงทำความเข้าใจกับชาวสวนปาล์มได้เข้าใจกฎเกณฑ์ต่างๆ ประชาสัมพันธ์ และนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติให้ชัดเจน รวมถึงนโยบายการประกันรายได้ข้าวด้วย

“สำหรับพื้นที่ที่ประสบอุทกภัย ทางรองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ ได้ชี้แจงแล้วว่าแม้น้ำจะท่วม ก็จะมีส่วนต่างให้ ถ้าได้ขึ้นทะเบียนไว้เรียบร้อย แม้ไม่ได้นำข้าวไปขายแล้วราคาข้าวส่วนนั้นไม่ได้รับ” รมช.มหาดไทย กล่าว

‘จุรินทร์’ประชุมวีดีทัศน์ทางไกลผู้ว่าทุกจังหวัด แจงโครงการประกันรายได้เกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/444040

‘จุรินทร์’ประชุมวีดีทัศน์ทางไกลผู้ว่าทุกจังหวัด แจงโครงการประกันรายได้เกษตรกร

วันจันทร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2562, 10.59 น.

30 ก.ย.62 ที่กระทรวงมหาดไทย นายจุรินทร์ ลักษณ์วิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธานในการประชุมมอบนโยบายการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว และชาวสวนปาล์มน้ำมัน ต่อ ผู้ว่าราชการจังหวัด และ คณะอนุกรรมการติดตามกำกับดูแลการบริหารจัดการข้าวระดับจังหวัดและ คณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลิตผลการเกษตรระดับจังหวัด ในวันที่ 30 กันยายน 2562 ที่กระทรวงมหาดไทย กับผู้แทนจาก 8 หน่วยงาน โดยใช้ระบบประชุมวีดีทัศน์ทํางไกล (VDO Conference) พร้อมการถ่ายทอดทางช่อง 9 เพื่อแจ้งประชาชน

โดยรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่าการประชุมมีความจำเป็นในการซักซ้อมทำความเข้าใจกับผู้เกี่ยวข้องในนโยบายสำคัญของรัฐบาลคือการประกันรายได้เกษตรกร

การประกันรายได้เกษตรกรเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ซึ่งจะประกันรายได้ 5 ประเภท ได้แก่ข้าว ยาง มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพด แต่รัฐบาลจะดูแลทุกผลผลิตการเกษตร แต่อาจจะเป็นวิธีต่างกัน ขอให้เกษตรกรอื่นๆไม่ต้องกังวล สินค้าเกษตร 2 ตัวที่ครม.ให้ความเห็นชอบแล้วคือ ข้าวและปาล์มน้ำมัน ส่วนยางพารา จะมีการประชุมเพื่อออกมาตรการการประกันรายได้เร็วๆนี้โดยการดำเนินนโยบายนี้ต้องมีการหารือ 3 ฝ่ายได้แก่ ภาครัฐ เอกชน และตัวแทนเกษตรกร เพื่อให้การดำเนินนโยบายราบรื่น และบรรลุเป้าหมายสูงสุด

นายจุรินทร์ กล่าวว่า นโยบายการประกันรายได้มีขึ้นเนื่องจากการปล่อยให้เกษตรกรขายสินค้าที่ราคาตลาดไม่เพียงพอที่การดำรงชีพ เนื่องจาก เศรษฐกิจโลกเติบโตไม่ดี ทำให้ความต้องการสินค้าเกษตรในตลาดโลกอาจจะตกต่ำ นอกจากนี้ ปริมาณผลผลิตสินค้าเกษตรของไทยอาจจะแนวโน้มเกินความต้องการในประเทศ จำเป็นต้องพึ่งพาการส่งออก และรัฐบาลนี้ไม่อยากทำการลดการผลิตจะกระทบกับเกษตรกร อย่างไรก็ตาม รัฐบาลก็มีนโยบายเพิ่มการความต้องการภายในประเทศ แต่อาจต้องใช้เวลา นโยบายนี้จะทำให้เกษตรกรมีรายได้สองทางคือ 1 รายได้จากการขายสินค้าเกษตร และ 2 ราคาชดเชยที่รัฐบาลจ่ายให้เรียกว่าส่วนต่างซึ่งคำนวนจาก ราคาประกัน – ราคาเกณฑ์กลางอ้างอิง = ส่วนต่างที่รัฐชดเชย โดยรัฐบาลจะโอนเงินส่วนต่างเข้าบัญชี ธกส เกษตรกรโดยตรง ซึ่งเกษตรกรต้องขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร

สำหรับปาล์ม รัฐบาลจะประกันรายได้ที่ กิโลกรัมละ 4 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 25 ไร่ การประกันรายได้นี้ ไม่ใช่การประกันราคาพืชผลการเกษตร เนื่องจากเป็นไปไม่ได้ที่จะประกันราคาที่จะขึ้นลงตลอดเวลา และจะเป็นการแทรกแซงตลาดและขัดกับหลักการ WTO แต่รัฐบาลจะประกันรายได้ โดยการโอนส่วนต่างดังที่ได้แจ้งก่อนหน้า

นายจุรินทร์ แจ้งว่า สาเหตุที่รัฐบาลประกันรายได้ชาวสวนปาล์มมากที่สุดที่ 25 ไร่ต่อครัวเรือน เพราะเกษตรกรส่วนใหญ่มีที่ดินไม่ถึง 25ไร่ ไม่เปิดทั้งหมด เนื่องจากนโยบายนี้ตั้งใจช่วยคนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยรัฐบาลจะจ่ายเงินงวดแรกในวันที่ 1 ตุลาคม 2562 ซึ่งถือเป็นจุดสำคัญในประวัติศาสตร์ของไทย จึงขอให้เกษตรกรสวนปาล์ม 260,000 ครอบครัวเตรียมไปตรวจสอบบัญชีธนาคารของท่านได้ในวันพรุ่งนี้ (1ตุลาคม2562)

ส่วนข้าวนั้นจะเริ่มจ่าย 15 ตุลาคม 2562 เกษตรกรปลูกข้าวที่ยังไม่ได้เข้าร่วมโครงการฯ ให้รีบไปขึนทะเบียน/ตรวจสอบสิทธิ ที่สำนักงานเกษตรอ้าเภอ และเปิดบัญชีกับ ธ.ก.ส. เพื่อใช้สิทธิรับเงินประกันรายได้งวดต่อไป ข้าวเปลือกหอมมะลิ 15,000 บาทต่อตัน จำนวน 14 ไร่ ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ 14,000 บาทต่อตัน จำนวน 16 ไร่ ข้าวเปลือกเจ้า 10,000 บาทต่อตัน จำนวน 30 ไร่ ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี 11,000 บาทต่อตัน จำนวน 25 ไร่ ข้าวเปลือกเหนียว 12,000 จำนวน 16 ไร่

แต่รัฐบาลจะไม่ประกันรายได้การปลูกข้าว 18 สายพันธุ์นอกเหนือจากนี้ เนื่องจากรัฐบาลจะไม่ส่งเสริมการปลูกข้าวสายพันธุ์อื่น โดยรัฐบาลจะโอนเงินให้เกษตรกรที่ปลูกข้าวทั้ง 5 ชนิด ในวันที่ 15 ตุลาคมนี้ โดยจะรวมเกษตรกรที่ลงทะเบียนที่ประสบกับน้ำท่วมด้วย ถึงแม้จะขายพืชผลไม่ได้ ก็จะได้รับเงินชดเชยนี้เช่นกัน

สำหรับเกษตรกรที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์สามารถไปขึ้นทะเบียนและสามารถได้รับเงินชดเชยนี้ได้ อย่างไรก็ตาม ขอให้คำนึงว่าตอนนี้การค้าระหว่างมีมาตรฐานสูง และให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ตลาดโลกจะรับซื้อเฉพาะสินค้าเกษตรที่ปลูกในพื้นที่ที่ไม่บุกรุกทำลายป่า โดยรัฐบาลจะพยายามส่งเสริมการส่งออกสินค้าเกษตรเพื่อช่วยเหลือ โดยล่าสุด รัฐบาลได้เจรจากับรัฐบาลจีนในการส่งออกมันสำปะหลัง ที่ขายไปแล้ว 2.6 แสนตัน และจะนำทัพไปขายผลไม้ไทยที่จีนอีกในเดือน ตุลาคมนี้ และล่าสุดได้ขายยางพาราไทยที่อินเดียมูลค่า 12,000 ล้านบาท

สำหรับปาล์ม รัฐบาลมีนโยบายเสริมในการช่วยเหลือเกษตรกร เพิ่มเติม คือการขอให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตรับซื้อปาล์มเพื่อผลิตไฟฟ้า โดยได้รับซื้อแล้ว 110,000 ตัน การส่งเสริมการส่งออกไปอินเดีย และลดการลักลอบการนำเข้าผิดกฎหมายและการส่งเสริมใช้น้ำมันที่มีส่วนผสมปาล์มน้ำมัน หลังจากนั้นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ใช้เวลาให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและทั่วประเทศได้ถามตอบข้อสงสัย

ไฟเขียวแผนใช้งบกองทุนปฏิรูปที่ดินฯ4.2พันล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/443948

news_default

ไฟเขียวแผนใช้งบกองทุนปฏิรูปที่ดินฯ4.2พันล.

วันจันทร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯเปิดเผยหลังประชุมคณะกรรมการการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คปก.) ครั้งที่ 3/2562 ว่า มีวาระพิจารณาสำคัญ 2 เรื่องคือ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแผนใช้จ่ายเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ประจำปีงบประมาณ 2563 ซึ่งเป็นแผนงบประมาณแบบสมดุล วงเงิน 4,260 ล้านบาท แบ่งเป็น 2 หมวด คือ1) หมวดรายจ่ายหมุนเวียน วงเงิน 2,895 ล้านบาท ประกอบด้วยแผนงานสำคัญ เช่น จัดซื้อที่ดินเอกชนเพื่อนำมาปฏิรูปที่ดินวงเงิน 654 ล้านบาท และสินเชื่อเพื่อพัฒนาอาชีพและรายได้เกษตรกร/สหกรณ์การเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินวงเงิน 600 ล้านบาท ซึ่งแผนงานนี้ส่งผลให้เกษตรกรและผู้ยากไร้มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง ประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้เข้มแข็งยั่งยืน และ 2) หมวดรายจ่ายขาดวงเงิน 2,040 ล้านบาทใช้สนับสนุนการดำเนินโครงการตามนโยบายสำคัญของรัฐบาล

“ที่ประชุมสั่งการให้ ส.ป.ก. เร่งช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเร่งสำรวจความเสียหายของระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน และแปลงเกษตรกรรมในเขตปฏิรูปที่ดิน เพื่อจัดทำแผนของบประมาณฟื้นฟู สำรวจความต้องการและเตรียมจัดหาอาชีพระยะสั้นหลังน้ำลด และให้กองทุนการปฏิรูปที่ดินฯดำเนินมาตรการช่วยเหลือสนับสนุนเกษตรกรที่ประสบภัยทั้งมาตรการด้านหนี้สิน ได้แก่ ผ่อนผันชำระหนี้ ลด/งดเว้นจัดเก็บค่าเช่าที่ดินหรือดอกเบี้ยเงินกู้ รวมถึงให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อพัฒนาอาชีพ และมาตรการด้านฟื้นฟูอาชีพและโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น” รมช.ธรรมนัส กล่าว