30 ปีแห่งความทุ่มเท! เกษตรทฤษฎีใหม่พลิกฟื้นผืนดินเสื่อมโทรมสู่ระบบนิเวศอุดมสมบูรณ์ที่บุรีรัมย์

30 ปีแห่งความทุ่มเท! เกษตรทฤษฎีใหม่พลิกฟื้นผืนดินเสื่อมโทรมสู่ระบบนิเวศอุดมสมบูรณ์ที่บุรีรัมย์

30 ปีแห่งความทุ่มเท! เกษตรทฤษฎีใหม่พลิกฟื้นผืนดินเสื่อมโทรมสู่ระบบนิเวศอุดมสมบูรณ์ที่บุรีรัมย์

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.14 น.

“ปลูกทุกอย่างไว้กิน ไว้ใช้ และไว้ขาย ปลูกให้หลากหลายเพื่อความมั่นคงทางอาหารและระบบนิเวศที่ดีขึ้น”

คำกล่าวของ นายพิกุล สีสันต์ เกษตรกรดีเด่นรางวัลแหนบทองคำ จ.บุรีรัมย์ ปี 2532 เผยจุดเปลี่ยนสู่เกษตรทฤษฎีใหม่ ปลูกพืชแบบผสมผสานหลากหลายชนิด เนื่องจากเคยทำไร่มันสำปะหลังแต่ประสบปัญหาราคาตกต่ำ อีกทั้งดินยังเสื่อมโทรม จึงเปลี่ยนมาปลูกมะขามหวาน มะม่วง ทุเรียน เงาะ ลำไย กระทั่งในปี 2534 ส.ป.ก. ได้เข้ามาสนับสนุนการขุดบ่อบาดาล ทำให้มีน้ำใช้ทำเกษตร อีกทั้งยังแนะนำให้ปลูกไม้ยืนต้นอีกหลายชนิด

นายพิกุล เป็นเกษตรกรในพื้นที่หมู่ 20 ต.โคกมะม่วง อ.ปะคำ จ.บุรีรัมย์ ใช้พื้นที่ทั้งหมด 4 ไร่ 1 งาน 67 ตารางวา ทำเกษตรในรูปแบบวนเกษตร จำลองสภาพพื้นที่ป่าตามธรรมชาติจนเกิดระบบนิเวศอุดมสมบูรณ์ ดินที่เคยเสื่อมโทรมก็กลับมาร่วนซุย โดยปัจจุบันปลูก 1.ไม้ป่า/ไม้พื้นถิ่น/ไม้หายาก เช่น มะค่า สัก ประดู่ แดง สมอ 2.ไม้กินได้/ไม้ผล/สมุนไพร เช่น ทุเรียน ลำไย มังคุด เงาะ มะขามหวาน มะนาว มะละกอ กล้วย ผักชีฝรั่ง และ 3.เลี้ยงปลานิล ทำให้มีรายได้หมุนเวียนตลอดทั้งปี และลดรายจ่ายจากการนำผลผลิตมาบริโภคในครัวเรือน มีรายได้เฉลี่ย 2 – 5 แสนบาทต่อปี

รออีก 2 ข้อ!‘กรมประมง’แจงคืบหน้า 4 ข้อเรียกร้อง‘ม็อบปลาหมอคางดำ’

รออีก 2 ข้อ!‘กรมประมง’แจงคืบหน้า 4 ข้อเรียกร้อง‘ม็อบปลาหมอคางดำ’

รออีก 2 ข้อ!‘กรมประมง’แจงคืบหน้า 4 ข้อเรียกร้อง‘ม็อบปลาหมอคางดำ’

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2568, 08.07 น.

‘กรมประมง’ยืนยันแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาด‘ปลาหมอคางดำ’อย่างต่อเนื่อง ‘อธิบดีบัญชา’แจงความคืบหน้า 4 ข้อเรียกร้องเครือข่ายประชาชนที่ได้รับผลกระทบ 19 จังหวัด

20 มีนาคม 2568 นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ และวิถีชีวิตของเกษตรกรชาวประมง ตลอดจนประชาชนในห้วงเวลาที่ผ่านมา ว่า กรมประมงได้ดำเนินการแก้ไขปัญหามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีผู้กำกับดูแลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีการกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำขึ้น โดยได้ออก 7 มาตรการสำคัญ ดังนี้

1.การควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำทุกแห่งที่พบการแพร่ระบาด

2. การกำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยการปล่อยปลาผู้ล่าอย่างต่อเนื่อง

3.การนำปลาหมอคางดำที่กำจัดออกจากระบบนิเวศไปใช้ประโยชน์

4.การสำรวจและเฝ้าระวังการแพร่กระจายของประชากรปลาหมอคางดำในพื้นที่กันชน

5.สร้างความรู้ ความตระหนัก และการมีส่วนร่วมในการกำจัดปลาหมอคางดำ

6.การพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ

7.การฟื้นฟูระบบนิเวศ

นอกจากนี้ ยังมีการแต่งตั้งคณะทำงานพิจารณาการกำหนดเครื่องมือที่ใช้ทำการประมง เพื่อกำจัดปลาหมอคางดำขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มความรวดเร็วในการขอใช้เครื่องมือของประมงพื้นบ้าน ตลอดจนระดมสรรพกำลังทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกำจัดปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำ

ต่อมา ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร และการกำกับดูแลของ นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ได้มุ่งเน้นการกำจัดปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำธรรมชาติและบ่อเพาะเลี้ยงของเกษตรกร ผ่านโครงการต่าง ๆ ตามวาระแห่งชาติ อาทิ โครงการผลิตน้ำหมักชีวภาพเพื่อเกษตรกรชาวสวนยาง โดยการเปิดจุดรับซื้อปลาหมอคางดำจากเกษตรกรชาวประมง และประชาชน เพื่อนำปลาหมอคางดำไปผลิตน้ำหมักชีวภาพ แจกจ่ายให้กับชาวสวนยาง และยังมีการรณรงค์กิจกรรมต่าง ๆ อาทิ การลงแขกลงคลอง ภายใต้ความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน อย่างสม่ำเสมอในทุกพื้นที่การแพร่ระบาด จนถึงปัจจุบันสามารถกำจัดปลาหมอคางดำออกจากระบบนิเวศไปแล้วกว่า 35,000 ตัน ซึ่งการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สามารถควบคุมพื้นที่การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ และลดความชุกชุมในพื้นที่การแพร่ระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายบัญชา กล่าวว่า ที่สำคัญ ในห้วงเวลาปัจจุบันจากข้อเรียกร้องของกลุ่มเครือข่ายประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของปลาหมอคางดำ 19 จังหวัด ทั้ง 4 ข้อ ดังนี้ 1.ขอให้รัฐบาลตั้งกรรมการอิสระเพื่อสอบสวนหาผู้กระทำผิดกรณีปลาหมอคางดำระบาดในแหล่งน้ำธรรมชาติ 2. ขอให้รัฐบาลกำจัดปลาหมอคางดำให้หมดภายในระยะเวลา 1 ปี และเร่งฟื้นฟูระบบนิเวศให้กลับมาสู่ภาวะปกติโดยเร็ว 3.ขอให้รัฐบาลประกาศเขตภัยพิบัติในพื้นที่ที่พบการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำทันที 4. ขอให้หน่วยงานภาครัฐดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดเพื่อมาชดเชยเยียวยากับผู้ได้รับผลกระทบ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมงมิได้นิ่งนอนใจในความเดือดร้อนของกลุ่มผู้ชุมนุม ได้มีการดำเนินการไปแล้ว ดังนี้

ข้อเรียกร้องที่ 2. กรมประมงได้ดำเนินการขอใช้งบประมาณจำนวน 200 ล้านบาท จากสำนักงบประมาณ ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบวงเงิน 450 ล้านบาท ที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติเพื่อนำมาแก้ไขปลาหมอคางดำ ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติแล้ว และขณะนี้ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณ 98,457,100 ล้านบาท ให้กรมประมงอย่างเร่งด่วน เพื่อใช้ในส่วนของมาตรการที่ 1 การควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำ ผ่านกิจกรรมการรับซื้อปลาหมอคางดำและกิจกรรมสนับสนุนปัจจัยในการกำจัดปลาหมอคางดำในพื้นที่เพาะเลี้ยง และมาตรการที่ 3 การนำปลาหมอคางดำที่กำจัดออกไปใช้ประโยชน์ ผ่านกิจกรรมผลิตน้ำหมักชีวภาพ ซึ่งคาดการณ์ได้ว่าจะสามารถควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำได้ในกรอบเวลาที่กำหนด

ข้อเรียกร้องที่ 3. เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2568 นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานพิจารณากรอบหลักเกณฑ์การช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำขึ้น โดยให้รองอธิบดีกรมประมง เป็นประธานคณะทำงาน ผู้อำนวยการสำนักแผนงานและโครงการพิเศษ ผู้แทนจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้แทนกรมป้องกันและบรรเทา สาธารณภัย ผู้แทนกรมบัญชีกลาง ประมงจังหวัดในพื้นที่ที่พบการแพร่ระบาด หัวหน้าส่วนราชการกรมประมง ที่เกี่ยวข้องเป็นคณะทำงาน

ทั้งนี้ ให้มีอำนาจหน้าที่ศึกษาระเบียบการช่วยเหลือเกษตรกร ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2562 และหลักเกณฑ์การจ่ายเงินทดลองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2563 และหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติปลีกย่อยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2564 และให้พิจารณาจัดทำกรอบหลักเกณฑ์การช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ โดยคณะทำงานฯ ได้ดำเนินการร่างกรอบหลักเกณฑ์การช่วยเหลือเยียวยาแล้ว และจะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะทำงานฯ เพื่อพิจารณาในสัปดาห์นี้ ก่อนเสนอคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำอย่างเร่งด่วนต่อไป

สำหรับข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมชุนในข้อที่ 1 และ4 นั้น ขณะนี้กระบวนการทั้งหมดอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแล้ว หากมีผลการตัดสินอย่างเด็ดขาดออกมา กรมประมงพร้อมดำเนินการตามคำสั่งศาลอย่างเคร่งครัดต่อไป

‘องคมนตรี’เป็นประธานเปิดการปฏิบัติการฝนหลวง บรรเทาความรุนแรงของการเกิดพายุลูกเห็บ

'องคมนตรี'เป็นประธานเปิดการปฏิบัติการฝนหลวง บรรเทาความรุนแรงของการเกิดพายุลูกเห็บ

‘องคมนตรี’เป็นประธานเปิดการปฏิบัติการฝนหลวง บรรเทาความรุนแรงของการเกิดพายุลูกเห็บ

วันพุธ ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2568, 17.57 น.

องคมนตรีเป็นประธานเปิดการปฏิบัติการฝนหลวงบรรเทาความรุนแรงของการเกิดพายุลูกเห็บของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ภายใต้ความร่วมมือกับกองทัพอากาศ ประจำปี 2568

วันที่ 19 มีนาคม 2568 เวลา 10.00 น. พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ประธานกรรมการที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิฝนหลวง เป็นประธานเปิดการปฏิบัติการฝนหลวงบรรเทาความรุนแรงของการเกิดพายุลูกเห็บของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ภายใต้ความร่วมมือกับกองทัพอากาศ ประจำปี 2568 และประชุมติดตามการดำเนินงาน โดยมีนายราเชน ศิลปะรายะ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านปฏิบัติการ นายไพจิตร เค้ากล้า รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านบริหาร นายณฐพล วิถี รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี นายศุภรัชต์ อินทราวุธ รองเลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ นาวาอากาศเอก ณัฎฐ์ คำอินทร์ รองผู้อำนวยการสำนักยุทธการและการฝึก กรมยุทธการทหารอากาศ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ข้าราชการทหาร ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในจังหวัดอุดรธานี เข้าร่วมพิธีเปิดและร่วมประชุม ณ ท่าอากาศยานทหาร กองบิน 23 จังหวัดอุดรธานี

นายราเชน ศิลปะรายะ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านปฏิบัติการ เปิดเผยว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตรมีภารกิจการปฏิบัติการฝนหลวงบรรเทาความรุนแรงของการเกิดพายุลูกเห็บ ซึ่งมีการดำเนินการในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายนของทุกปี เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงฤดูร้อนที่มักจะพบการเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง การเกิดพายุฤดูร้อนและลูกเห็บตก ซึ่งสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของประชาชนและพื้นที่การเกษตร กรมฝนหลวงและการบินเกษตรจึงได้เข้าไปช่วยบรรเทาภัยธรรมชาติด้วยการปฏิบัติการฝนหลวงเมฆเย็นเพื่อบรรเทาความรุนแรงจากพายุลูกเห็บ ด้วยการยิงพลุซิลเวอร์ไอโอไดด์ (AgI Flare) ที่ยอดเมฆซึ่งมีระดับอุณหภูมิ -4 ถึง -12 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นเทคนิคการดัดแปรสภาพอากาศเพื่อทำให้กลุ่มเมฆตกเป็นฝนก่อนที่จะก่อยอดสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและเกิดลูกเห็บตกมาถึงพื้น ที่อาจสร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินและชีวิตประชาชน และในแต่ละปีกรมฝนหลวงและการบินเกษตรมีการดำเนินงานร่วมกับกองทัพอากาศที่สนับสนุนเครื่องบินและเจ้าหน้าที่การบินในการปฏิบัติการภารกิจดังกล่าว โดยในปีงบประมาณ 2567 ที่ผ่านมา กรมฝนหลวงและการบินเกษตร โดยหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดพิษณุโลก เชียงใหม่ อุดรธานี ขึ้นบินปฏิบัติการจำนวน 36 วัน ใช้พลุซิลเวอร์ไอโอไดด์ จำนวน 1,181 นัด ปฏิบัติการบริเวณพื้นที่ 15 จังหวัดภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ได้แก่ จังหวัดเพชรบูรณ์ พิษณุโลก น่าน เชียงใหม่ อุทัยธานี เลย ชัยภูมิ อุดรธานี สกลนคร บึงกาฬ นครราชสีมา หนองบัวลำภู ลำปาง นครสวรรค์ และอุตรดิตถ์ ซึ่งผลปฏิบัติการพบว่า ไม่มีลูกเห็บตกในพื้นที่ปฏิบัติการ

นายราเชน กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับในปี 2568 กรมฝนหลวงและการบินเกษตร มีแผนการปฏิบัติภารกิจบรรเทาความรุนแรงของการเกิดพายุลูกเห็บ ตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม โดยตั้งหน่วยยับยั้งพายุลูกเห็บจังหวัดพิษณุโลก ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2568 เป็นต้นไป ใช้เครื่องบินกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ชนิดปรับความดัน (SUPER KING AIR 350) จำนวน 2 ลำ และตั้งหน่วยยับยั้งพายุลูกเห็บจังหวัดอุดรธานี ตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม 2568 เป็นต้นไป ใช้เครื่องบินกองทัพอากาศ ชนิดโจมตี (ALPHA JET) จำนวน 1 ลำ ซึ่งผลปฏิบัติการตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2568 ถึงปัจจุบัน หน่วยฯ พิษณุโลก และหน่วยฯ อุดรธานี ขึ้นบินปฏิบัติการ จำนวน 3 วัน ปฏิบัติการบริเวณพื้นที่จังหวัดอุดรธานี สกลนคร ชัยภูมิ สุโขทัย และเพชรบูรณ์ ผลปฏิบัติการพบว่า ไม่มีลูกเห็บตกในพื้นที่ปฏิบัติการ อย่างไรก็ตาม กรมฝนหลวงและการบินเกษตรมีการตรวจวัดและติดตามสภาพอากาศเป็นประจำทุกวัน และมีการแจ้งเตือนสภาพอากาศในลักษณะฝนตก ลมกระโชกแรง และเกิดลูกเห็บ เพื่อเป็นข้อมูลให้ประชาชนระมัดระวัง และข้อมูลดังกล่าวจะนำมาวิเคราะห์เพื่อวางแผนยับยั้งความรุนแรงของการเกิดพายุลูกเห็บและลดความเสียหายลงได้

– 006

เกษตรกร จ.พะเยา ใช้เกษตรทฤษฎีใหม่แก้ปัญหาน้ำไม่ทั่วถึงแปลงนา ปรับตัวสร้างรายได้จากผลผลิตหลากหลาย

เกษตรกร จ.พะเยา ใช้เกษตรทฤษฎีใหม่แก้ปัญหาน้ำไม่ทั่วถึงแปลงนา ปรับตัวสร้างรายได้จากผลผลิตหลากหลาย

เกษตรกร จ.พะเยา ใช้เกษตรทฤษฎีใหม่แก้ปัญหาน้ำไม่ทั่วถึงแปลงนา ปรับตัวสร้างรายได้จากผลผลิตหลากหลาย

วันพุธ ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2568, 13.22 น.

นางแสงดาว ตีระสี ครูต้นแบบวนเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน เกษตรกรพื้นที่หมู่ 2 ต.บ้านใหม่ อ.เมือง จ.พะเยา เผยผลสำเร็จจากการทำเกษตรทฤษฎีใหม่บนพื้นที่ 8 ไร่ จากทั้งหมด 14 ไร่ โดยใช้ระบบวนเกษตร วางแผนกิจกรรมในแปลงโดยให้ทุกกิจกรรมเกื้อกูลกัน ลดของเสียในแปลงให้เหลือน้อยที่สุดและใช้ทรัพยากรทุกอย่างให้เกิดประโยชน์สูงสุด

รายได้จากผลผลิตในแปลง อาทิ 1.ข้าว แปรรูปเป็นข้าวตัง รายได้ 30,000 หมื่นบาทต่อปี 2.สวนผัก ปลูกและขายผักตามฤดูกาล รายได้ 25,000 บาทต่อปี 3.มะพร้าว ขายสด รายได้ 15,000 บาทต่อปี 4.เลี้ยงปลา มีรายได้แบ่งเป็นขายสด 14,000 บาทต่อปี และแปรรูปเป็นข้าวตังและข้าวเกรียบ 20,000 บาทต่อปี และ 5.เลี้ยงสุกรขุน รายได้ 120,000 บาทต่อปี รวมรายได้ทั้งหมด 224,000 บาทต่อปี

“จากพื้นที่ปลูกข้าวซึ่งประสบปัญหาน้ำไม่ทั่วถึงแปลงนา จึงได้ปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับการทำเกษตร จึงทำเป็นไร่นาสวนผสม ซึ่งได้ศึกษาจากโครงการพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9″ นางแสงดาว กล่าว

พิษส่งออกทุเรียน ‘พิชัย-นฤมล’ปรี๊ด โต้เดือดกลางครม.

พิษส่งออกทุเรียน  ‘พิชัย-นฤมล’ปรี๊ด  โต้เดือดกลางครม.

พิษส่งออกทุเรียน ‘พิชัย-นฤมล’ปรี๊ด โต้เดือดกลางครม.

วันพุธ ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.50 น.

พิษส่งออกทุเรียน ‘พิชัย-นฤมล’ ปรี๊ดโต้เดือดกลางครม. นายกฯสั่งหย่าศึก

“พิชัย-นฤมล”โต้เดือดกลางครม.ปมส่งออก“ทุเรียน” หลังยังเคืองงานเก่าส่งออกมีปัญหา“นายกฯอิ๊งค์”ต้องออกโรงหย่าศึก พร้อมสั่งให้ไปตกลงกันนอกรอบให้เรียบร้อย ก่อนนำมารายงานครม.อีกครั้ง

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมได้มีการหารือประเด็นเกี่ยวกับการส่งออกทุเรียนของไทยที่จะต้องปฏิบัติตามมาตรการของประเทศจีน เกี่ยวกับการตรวจจับสารย้อมสี หรือ Basic yellow2 โดยนายแพทย์ พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรีระบุว่า ประเทศไทยควรมีเครื่องมือในการตรวจจับปริมาณสารย้อมสี เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ทำให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง 2 กระทรวงหลักคือ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รีบแสดงความเห็นเรื่องดังกล่าวอย่างดุเดือดและใช้เวลาพอสมควร

โดยนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พาณิชย์กล่าวว่า เมื่ออายัดทุเรียนมาได้แล้ว ทำไมไม่ทำลาย

ทำให้นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์รีบโต้แย้งขึ้นมาด้วยเสียงเข้มและมั่นใจว่า ตามขั้นตอนเมื่ออายัดของได้แล้ว ไม่สามารถทำลายได้ทันที ในระหว่างนั้นก็มีรัฐมนตรีหลายคนใน ครม. มีสีหน้าแปลกใจกับการโต้เถียงกันระหว่างรัฐมนตรีสองกระทรวงใหญ่ด้านเศรษฐกิจ ท่ามกลางข้อสังเกตว่าสองกระทรวงนี้ทำงานไม่กินเส้นกันมาก่อนหรือไม่ ในเรื่องการส่งระบายสินค้าการเกษตรที่มีปัญหาและมีการวิพากษ์วิจารณ์ขณะนี้ จนในที่สุด น.ส. แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีต้องหย่าศึก ด้วยการสั่งให้รรัฐมนตรีทั้งสองกระทรวงดังกล่าว ไปคุยนอกรอบให้ยุติ ก่อนนำมารายงานครม.อีกครั้ง

ที่ปรึกษาฯหารือสมัชชาฯ แก้ปัญหา-ชดเชยที่แปลงอพยพ

ที่ปรึกษาฯหารือสมัชชาฯ  แก้ปัญหา-ชดเชยที่แปลงอพยพ

ที่ปรึกษาฯหารือสมัชชาฯ แก้ปัญหา-ชดเชยที่แปลงอพยพ

วันพุธ ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานประชุมหารือกลุ่มสมัชชาเกษตรกรภาคอีสาน และสมาพันธ์เกษตรกรอีสาน พร้อมด้วย นายถาวร ทันใจ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายเทวินทร์ นรินทร์ ผอ.สำนักบริหารกองทุนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและรับเรื่องร้องเรียน สำนักปลัดกระทรวงเกษตรฯนายชีวิน อินทรานุกูล ผอ.สำนักกฎหมายและที่ดิน และนายอานนท์ ยิ้มแก้ว ผอ.ส่วนกรรมสิทธิ์ที่ดิน สำนักกฎหมายและที่ดิน กรมชลประทาน ร่วมกับผู้แทนเกษตรกร นายศักดา กาญจนเสน ประธานสมัชชาเกษตรกรภาคอีสาน และนางบุรี อาจโยธา ประธานสมาพันธ์เกษตรกรอีสาน โดยมีประเด็นการหารือกรณีคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีข้อสังเกตในการขอรับสิทธิการจัดสรรที่ดินแปลงอพยพ จ.สุรินทร์ ต้องการให้กำหนดราคาการจ่ายค่าชดเชยเป็นราคาเดียวกันทั้ง 3 จังหวัด (สุรินทร์ ศรีสะเกษ และร้อยเอ็ด) และเมื่อจ่ายค่าชดเชยแล้วอาจจะมีการเรียกร้องซ้ำอีก

ทั้งนี้ นายถาวร แจ้งว่าจากการร่วมประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ไม่ได้ติดขัดในประเด็นการนำเสนอเข้า ครม.แต่ขอให้กระทรวงเกษตรฯ พิจารณาหลักเกณฑ์ ควรเป็นมาตรฐานเดียวกัน ลดความเหลื่อมล้ำ ลดการโต้แย้งจากกลุ่มอื่นๆ และขอให้นำข้อมูล จ.ศรีสะเกษ และ จ.ร้อยเอ็ด พิจารณาร่วมกับ จ.สุรินทร์

ด้านนายศักดา ชี้แจงในที่ประชุม ว่า 1.การกำหนดราคาค่าชดเชยเป็นการคำนวณโดยใช้ค่ามัธยฐานจากราคาที่ดินพื้นฐานจากกรมธนารักษ์ จึงทำให้ค่าชดเชยใน 3 จังหวัดแตกต่างกัน เนื่องจากมติ ครม.เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2566 สำนักงบประมาณ ขอให้กลับมาทบทวนอีกครั้งหนึ่ง 2.กรณีการเรียกร้องซ้ำจะไม่มีการเรียกร้องเพิ่มเติมอีก เว้นแต่ข้อมูลพื้นฐานของกรมธนารักษ์ แปลงเปลี่ยนไป และ 3.การพิจารณาของคณะทำงานฯ จ.ศรีสะเกษ และ จ.ร้อยเอ็ด อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูล และรอจัดการประชุมคณะทำงาน หากนำมาพิจารณาและนำเสนอพร้อมกับ จ.สุรินทร์ เกรงว่าจะทำให้ จ.สุรินทร์ ต้องเสียเวลา

อย่างไรก็ตาม ประธานฯ ได้เสนอดังนี้ 1.ให้จัดประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของสมัชชาเกษตรกรภาคอีสาน และสมาพันธ์เกษตรกรอีสาน เพื่อพิจารณาประเด็นที่คณะกรรมการกลั่นกรองฯมีข้อสังเกต 2.มอบหมายนายถาวร พิจารณาการจัดทำหลักเกณฑ์กลาง เพื่อใช้กับทุกกลุ่มเกษตรกรที่มีเรียกร้องกรณีการจ่ายค่าชดเชย 3.มอบหมายกรมชลประทาน รวบรวมข้อมูลจัดทำบัญชีกลุ่มอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ว่ามีการดำเนินการอยู่ในขั้นตอนไหนแล้ว และ 4.มอบหมายกรมชลประทาน ติดตามเร่งรัดการพิจารณาคณะทำงานฯ จ.ศรีสะเกษ และ จ.ร้อยเอ็ด

รองปลัดฯประชุมอนุกก. จัดงานพระราชพิธีพืชมงคลฯ

รองปลัดฯประชุมอนุกก.  จัดงานพระราชพิธีพืชมงคลฯ

รองปลัดฯประชุมอนุกก. จัดงานพระราชพิธีพืชมงคลฯ

วันพุธ ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังประชุมคณะอนุกรรมการดำเนินการจัดงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2568 ครั้งที่ 1/2568 โดยมี นายธิติ โลหะปิยะพรรณ นายพรเทพ ศรีธนาธร ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรฯ ผู้บริหารสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ว่าที่ประชุมรับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการดำเนินการจัดงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2568 และคณะทำงานฯ พร้อมรับทราบกำหนดวันพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2568 โดยวันที่ 8 พฤษภาคม 2568 เป็นวันสวดมนต์เริ่มพระราชพิธีพืชมงคล ที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และวันที่ 9 พฤษภาคม 2568 เป็นวันพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ (วันไถ่หว่าน) ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบรูปแบบการจัดพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2568 และเห็นชอบแผนการจัดการประชุมเพื่อติดตามผลการดำเนินงานของ
คณะอนุกรรมการดำเนินการจัดงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2568 พร้อมมอบหมายคณะทำงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญทั้ง 20 คณะ เพื่อดำเนินงานตามหน้าที่ความรับผิดชอบในด้านต่างๆ ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยสมบูรณ์

นอกจากนี้ยังติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานในด้านต่างๆ ได้แก่ การขออนุญาตใช้พื้นที่สนามหลวง และแผนการฝึกซ้อมใหญ่-ซ้อมย่อย และการฝึกซ้อมริ้วขบวนอิสริยยศงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2568

‘นฤมล’ห่วงใย สถานการณ์น้ำ มอบให้กรมชลฯ จัดการตามแผน

‘นฤมล’ห่วงใย  สถานการณ์น้ำ  มอบให้กรมชลฯ  จัดการตามแผน

‘นฤมล’ห่วงใย สถานการณ์น้ำ มอบให้กรมชลฯ จัดการตามแผน

วันพุธ ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากข้อมูลศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน รายงานว่า ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกัน 52,667 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) 69% ของความจุอ่างฯ รวมกัน มากกว่าปีที่ผ่านมา 1,099 ล้าน ลบ.ม. เป็นน้ำใช้การได้ 28,729 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 16,778 ล้าน ลบ.ม.(67% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) เป็นน้ำใช้การได้ 10,082 ล้าน ลบ.ม. ผลการจัดสรรน้ำฤดูแล้งปี 2567/2568 ปัจจุบันจัดสรรน้ำทั้งประเทศไปแล้วกว่า 18,400 ล้าน ลบ.ม.(คิดเป็น 63% ของแผนฯ) เฉพาะลุ่มเจ้าพระยามีการจัดสรรน้ำไปแล้วกว่า 6,209 ล้าน ลบ.ม.(คิดเป็น 69% ของแผนฯ) ซึ่งภาพรวมสถานการณ์น้ำในปัจจุบันยังคงเป็นไปตามแผนจัดสรรน้ำที่ได้กำหนดไว้ และมีเพียงพอที่จะสนับสนุนทุกกิจกรรมของการใช้น้ำที่วางไว้ตลอดฤดูแล้งนี้

ด้านการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปี 2567/2568 พบว่าทั้งประเทศมีการเพาะปลูกข้าวนาปรังทั้งประเทศไปแล้วกว่า 9.14 ล้านไร่ คิดเป็น 91% ของแผนฯ เฉพาะลุ่มเจ้าพระยามีการเพาะปลูกข้าวนาปรังรวม 6.33 ล้านไร่ เป็นไปตามแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งที่วางไว้ ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้บริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับการปรับปฏิทินการเพาะปลูก เพื่อให้เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ทันก่อนเข้าสู่การบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝน 2568

ปรับโฉม‘อุตสาหกรรมกุ้งไทย’สู่ความยั่งยืน เส้นทางคืนสู่แชมป์โลก

ปรับโฉม‘อุตสาหกรรมกุ้งไทย’สู่ความยั่งยืน เส้นทางคืนสู่แชมป์โลก

ปรับโฉม‘อุตสาหกรรมกุ้งไทย’สู่ความยั่งยืน เส้นทางคืนสู่แชมป์โลก

วันอังคาร ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2568, 18.13 น.

ปรับโฉม‘อุตสาหกรรมกุ้งไทย’สู่ความยั่งยืน เส้นทางคืนสู่แชมป์โลก

ในวงการอาหารทะเล อุตสาหกรรมกุ้งไทยเคยเป็นดาวรุ่งที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ โดยเฉพาะในด้านการส่งออก ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่าแสนล้านบาทต่อปี และเมื่อย้อนกลับไปในปี 2552 ผลผลิตกุ้งของไทยสูงสุดถึง 600,000 ตัน แต่กลับปรากฏว่าหลังจากนั้น อุตสาหกรรมนี้กลับเริ่มเผชิญวิกฤติอย่างหนักหน่วงเนื่องจากการระบาดของโรคตายด่วน (Early Mortality Syndrome : EMS) ในช่วงปี 2555-2557 ส่งผลให้ผลผลิตลดลงอย่างรุนแรงเหลือเพียง 300,000 ตัน ปัญหานี้ไม่เพียงแต่ทำให้ไทยสูญเสียตำแหน่งในตลาดโลก แต่ยังส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศในหลายด้าน

เมื่อปัญหาโรคระบาดเป็นปัญหาเรื้อรัง การเลี้ยงกุ้งในระบบดั้งเดิม เน้นการเปิดน้ำจากแหล่งธรรมชาติและไม่ควบคุมคุณภาพน้ำจึงไม่ตอบโจทย์  เมื่อน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อแพร่กระจายในบ่อ หรือปล่อยให้มีสัตว์พาหะปะปนเข้าบ่อทำให้อัตราการตายของกุ้งเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เกษตรกรขาดทุนหนักเป็นสาเหตุหลักให้หลายคนเลิกอาชีพ และปล่อยฟาร์มให้รกร้าง เกิดปัญหาทั้งด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมตามมา

ตามรายงานของ SCB EIC ในปี 2024 พบว่าการส่งออกกุ้งของไทยมีมูลค่าเพียง 1,134.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งลดลงถึง 7.4% โดยมีปัจจัยหลักมาจากการแข่งขันด้านราคาในตลาดโลกและอัตราการรอดของกุ้งที่ต่ำลง เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม คาดการณ์ว่ามูลค่าการส่งออกกุ้งไทยจะมีแนวโน้มลดลงต่อไปในปี 2025 อีก 2.3% อย่างต่อเนื่อง

หากต้องการพลิกฟื้นอุตสาหกรรมกุ้งไทยให้กลับมายั่งยืน จำเป็นต้องเปลี่ยนแนวทางการเลี้ยงไปสู่ระบบที่มีความรับผิดชอบและประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยมุ่งเน้นไปที่ระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) ซึ่งตอบโจทย์การป้องกันโรคตั้งแต่ต้นทาง การติดตั้งมาตรการป้องกันเช่น ตาข่ายป้องกันนก การจัดการพื้นที่ฟาร์มให้มีความปลอดภัย และระบบกรองน้ำที่มีประสิทธิภาพ จะทำให้เกษตรกรสามารถลดความเสี่ยงในการติดเชื้อและการขาดทุนได้อย่างมาก

ในด้านการใช้เทคโนโลยี การมีระบบการเลี้ยงแบบปิดหรือกึ่งปิด สามารถควบคุมปัจจัยภายนอกได้ดีจะช่วยให้การเลี้ยงกุ้งมีเสถียรภาพมากขึ้น ระบบน้ำหมุนเวียนที่ผ่านการกรองและฆ่าเชื้อก่อนปล่อยเข้าบ่อ จะมีส่วนช่วยลดโอกาสการติดเชื้อจากภายนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ การปรับปรุงบ่อร้างและการเลี้ยงด้วยมาตรฐานใหม่ที่คำนึงถึงความปลอดภัยทางชีวภาพ จะช่วยให้เกษตรกรสามารถกลับมาเลี้ยงกุ้งได้อีกครั้ง โดยมีความเสี่ยงต่ำกว่าเดิม

ภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนและจูงใจให้เกษตรกรเปลี่ยนแปลงระบบการเลี้ยงอย่างจริงจัง โดยรัฐบาลได้ประกาศแผนปฏิบัติการยกระดับอุตสาหกรรมกุ้งเป็นวาระแห่งชาติในปี 2568-2572 ด้วยงบประมาณกว่า 5,178 ล้านบาท ผ่านการกำหนด 11 มาตรการสำคัญ เช่น การพัฒนาพ่อแม่พันธุ์ การส่งเสริมระบบการจัดการฟาร์มที่ยั่งยืน การจัดการโรคกุ้ง การสร้างแบรนด์และขยายช่องทางการตลาดไปยังต่างประเทศ ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและโลจิสติกส์

การพัฒนาศักยภาพด้านการตลาดจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมการส่งออกของกุ้งไทย โดยการสร้างแบรนด์และการตระหนักถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์จะช่วยให้สามารถสร้างความมั่นใจในกลุ่มลูกค้า ในขณะเดียวกัน การทำงานร่วมกันกับองค์กรและหน่วยงานที่สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีการเลี้ยงและการจัดการฟาร์ม จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

ในระยะยาว ประเทศไทยต้องเตรียมตัวในการแข่งขันกับผู้ผลิตกุ้งรายใหญ่ เช่น เอกวาดอร์ อินเดีย และอินโดนีเซียซึ่งมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า กุ้งไทยจึงจำเป็นต้องเร่งปรับตัวให้ทันกับแนวโน้มการผลิตสมัยใหม่ที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานคุณภาพ ความปลอดภัยทางชีวภาพ พร้อมกับความยั่งยืนในการผลิต

ท้ายที่สุด การเปลี่ยนแปลงแนวทางการเลี้ยงกุ้งอย่างจริงจัง ประกอบกับการสนับสนุนจากภาครัฐและการปรับตัวของเกษตรกร จะทำให้อุตสาหกรรมกุ้งไทยมีโอกาสกลับมาเป็นผู้นำในตลาดโลกอีกครั้ง การทวงคืนแชมป์การส่งออกกุ้งไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม หากทุกฝ่ายรวมแรงร่วมใจผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ยั่งยืน ระหว่างการทำงานร่วมกันของคนในวงการ อุตสาหกรรมกุ้งไทยจึงมีความหวังฟื้นฟูและสร้างคุณค่าใหม่ต่อประเทศและต่อสังคมในอนาคต

ม.นเรศวรพัฒนา ‘สูตรอาหารปลานิลจากใบไชยา’ เพิ่มโอเมกา3-ลดพึ่งพาปลาป่น

ม.นเรศวรพัฒนา ‘สูตรอาหารปลานิลจากใบไชยา’ เพิ่มโอเมกา3-ลดพึ่งพาปลาป่น

ม.นเรศวรพัฒนา ‘สูตรอาหารปลานิลจากใบไชยา’ เพิ่มโอเมกา3-ลดพึ่งพาปลาป่น

วันอังคาร ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.53 น.

นักวิจัยมหาวิทยาลัยนเรศวรเผยความสำเร็จในการพัฒนาสูตรอาหารปลานิลโดยใช้ ใบไชยา และ แมลง เป็นวัตถุดิบหลัก ช่วยเพิ่มปริมาณโอเมกา-3 ในเนื้อปลานิลให้เทียบเคียงกับปลาแซลมอนนำเข้า ลดต้นทุนการผลิต และลดผลกระทบต่อทรัพยากรทางทะเลจากการใช้ปลาป่นและน้ำมันปลา

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2568  ณ ห้อง 7401 อาคารสถานพัฒนามาตรฐานและเฝ้าระวังการปนเปื้อนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชในผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก คณะเกษตรศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยนเรศวร รองศาสตราจารย์ ดร.อนุรักษ์ เขียวขจรเขต อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์การเกษตร ได้แถลงผลการวิจัยเกี่ยวกับ “การพัฒนาสูตรอาหารปลานิลจากแมลงเป็นหลัก ด้วยวัตถุดิบพื้นบ้านเพื่อยกระดับการสะสมโอเมก้า-3 (linolenic acid และ DHA) ในกล้ามเนื้อให้เทียบเคียงปลามูลค่าสูงจากต่างประเทศ”

รองศาสตราจารย์ ดร.อนุรักษ์ เขียวขจรเขต อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์การเกษตร เปิดเผยว่า  จากการทดลองในห้องปฏิบัติการของคณะวิจัย พบว่า ใบไชยาป่น ซึ่งเป็นพืชพื้นบ้านที่พบมากในจังหวัดพิษณุโลก เป็นแหล่งสำคัญของ กรดไขมันชนิด 18:3n-3 (linolenic acid) ซึ่งสามารถเป็นสารตั้งต้น (precursor) สำหรับการสังเคราะห์กรดไขมันสายยาวชนิดไม่อิ่มตัวสูง (LC-HUFA) ที่จำเป็นต่อร่างกาย โดยเมื่อนำใบไชยาป่นมาผสมในอาหารปลานิลที่ระดับ 200 กรัม/กิโลกรัม หรือ 20% สามารถ ทดแทนกากถั่วเหลืองได้ อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อวิเคราะห์กรดไขมันในกล้ามเนื้อปลานิล พบว่ากรดไขมัน LC-HUFA (linolenic acid) ในเนื้อปลานิลเพิ่มขึ้น 1.5 เท่า กรดไขมัน DHA ซึ่งเป็นไขมันโอเมกา-3 ที่สำคัญ เพิ่มขึ้น 2.41 เท่า เทียบกับชุดควบคุม ปริมาณ DHA ในเนื้อปลานิลสูงถึง 65.75 กรัม/กิโลกรัม ซึ่งเทียบเท่ากับปลาแซลมอนนำเข้าจากต่างประเทศลดการพึ่งพาปลาป่นและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ปัจจุบัน อุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เป็นอุตสาหกรรมที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก แต่ต้องพึ่งพาปลาป่นและน้ำมันปลาเป็นหลัก ซึ่งนำไปสู่การจับปลาจากธรรมชาติจำนวนมาก กระทบต่อทรัพยากรทางทะเลและทำให้ราคาวัตถุดิบเหล่านี้พุ่งสูงขึ้น โครงการนี้จึงมุ่งเน้นการพัฒนา อาหารปลานิลสูตรใหม่ที่ใช้แมลงเป็นแหล่งโปรตีนหลัก ร่วมกับ ใบไชยา เพื่อให้ปลาสามารถสะสมกรดไขมันโอเมกา-3 ได้โดยไม่ต้องใช้ปลาป่น

ผลการวิจัยนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาอาหารสัตว์น้ำที่ยั่งยืน ช่วยให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิต เพิ่มคุณค่าทางโภชนาการของปลานิล และช่วยให้ปลานิลไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมีศักยภาพ โดยไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์จากต่างประเทศ

การวิจัยครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงปลานิลที่มีโอเมกา-3 สูงในราคาที่ถูกลง แต่ยังเป็นอีกทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการใช้ทรัพยากรทางทะเล และสนับสนุนอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ///-026