ปลัดฯร่วม18หน่วยงาน รับเสด็จร.10-พระราชินี ทรงเปิดสวนสมเด็จฯ ได้รับมาตรฐานBGCI

ปลัดฯร่วม18หน่วยงาน  รับเสด็จร.10-พระราชินี  ทรงเปิดสวนสมเด็จฯ  ได้รับมาตรฐานBGCI

ปลัดฯร่วม18หน่วยงาน รับเสด็จร.10-พระราชินี ทรงเปิดสวนสมเด็จฯ ได้รับมาตรฐานBGCI

วันศุกร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ 18 หน่วยงาน ร่วมเฝ้าฯรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ สวนพฤกษศาสตร์สากล มาตรฐาน BGCI และสวนจากภูผาสู่มหานที ที่สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เขตจตุจักร กทม.

ในการนี้ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย “มะยงชิด พันธุ์ทูลเกล้า” ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของ จ.นครนายก จัดเป็นผลไม้ตระกูลเดียวกับมะปราง หรือเป็นมะปรางชนิดหนึ่ง แต่ผลมะยงชิดมีหลายขนาดตามลักษณะของสายพันธุ์ที่แตกต่างกันไป มีลักษณะเด่นคือ ผลใหญ่ รูปไข่ มีสีเหลืองส้ม เนื้อแน่นกรอบ มีกลิ่นหอม ไม่มียาง ทานแล้วไม่ทำให้เกิดอาการคันคอ

สำหรับสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯนับเป็นสวนพฤกษศาสตร์ที่สมบูรณ์ โดยคณะกรรมการมูลนิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ได้พัฒนาสวนในทุกด้าน เพื่อก้าวสู่การเป็นสวนพฤกษศาสตร์ที่สมบูรณ์ ตามข้อกำหนดมาตรฐานขององค์การสวนพฤกษศาสตร์สากล BGCI -Botanic Gardens ConservationInternational จนประสบความสำเร็จ ได้รับการรับรองเป็นสวนพฤกษศาสตร์สากลมาตรฐาน BGCI เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2567 ซึ่งเป็นปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยเป็นสวนพฤกษศาสตร์มาตรฐานสากลสวนแรกและสวนเดียวใน กทม.และเป็นแห่งที่ 3 ของประเทศไทย

ปศุสัตว์ใช้ข้าวโพดฝักหมัก อาหารหยาบเลี้ยงโคเนื้อ-โคนม

ปศุสัตว์ใช้ข้าวโพดฝักหมัก  อาหารหยาบเลี้ยงโคเนื้อ-โคนม

ปศุสัตว์ใช้ข้าวโพดฝักหมัก อาหารหยาบเลี้ยงโคเนื้อ-โคนม

วันศุกร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

น.สพ.สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ปัจจุบันต้นทุนค่าอาหารสัตว์ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะวัตถุดิบอาหารข้นที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ ส่งผลให้ต้นทุนการเลี้ยงโคเนื้อและโคนม เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 15-25% ดังนั้น ข้าวโพดพร้อมฝักหมัก จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสม เนื่องจากสามารถผลิตได้ในประเทศ มีผลผลิตต่อเนื่องตลอดทั้งปี ต้นทุนการผลิตต่ำ แต่มีคุณค่าทางอาหารสูง ให้พลังงานจากแป้งในเมล็ดข้าวโพด โปรตีนจากลำต้นใบ และเยื่อหุ้มเมล็ด พร้อมทั้งมีใยที่ช่วยเสริมการย่อยอาหารในสัตว์เคี้ยวเอื้อง ส่งผลให้สัตว์แข็งแรง โตเร็ว ลดต้นทุนการเลี้ยง และเพิ่มผลผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ และยังช่วยให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการวัตถุดิบได้ดีขึ้น ลดความสูญเสียจากการเก็บเกี่ยว และเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้ประโยชน์

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ ส่งเสริมให้เกษตรกรเรียนรู้กระบวนการหมักข้าวโพดพร้อมฝัก อย่างถูกวิธี เพื่อให้ได้อาหารหยาบที่มีคุณภาพ การหมักที่ดีช่วยคงคุณค่าทางโภชนาการ ลดการสูญเสียสารอาหาร และสามารถเก็บรักษาไว้ใช้ได้นาน ทำให้เกษตรกรสามารถวางแผนสำรองอาหารสัตว์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ข้าวโพดพร้อมฝักหมักที่มีคุณภาพควรมีโปรตีนประมาณ 7-9% กรดแลคติกมากกว่า 4% ผนังเซลล์ (NDF) 35-55% ลิกโนเซลลูโลส (ADF) 20-33% และโภชนะรวมที่ย่อยได้ (TDN) 65-73% ลักษณะที่ดีควรมีสีเหลืองอมเขียว ไม่เละ ไม่เป็นเมือก และมีกลิ่นหมักดองหอมคล้ายน้ำส้มสายชู สำหรับการเก็บเกี่ยวข้าวโพด พร้อมฝักเพื่อทำการหมัก ควรอยู่ในระยะเมล็ดน้ำนมประมาณ 50% หรืออายุหลังการปลูกประมาณ 85-90 วัน สามารถให้ผลผลิตน้ำหนักสด 6-8 ตันต่อไร่ต่อรอบ หรือ 18-24 ตันต่อไร่ต่อปี

จากการสำรวจของศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กรมปศุสัตว์ ในปี 2567 พบว่าประเทศไทยมีประชากรสัตว์เคี้ยวเอื้อง ทั้งสิ้น 13.96 ล้านตัว ซึ่งต้องการอาหารหยาบมากกว่า 20 ล้านตันต่อปี ขณะที่ปัจจุบันมีเกษตรกรผู้ผลิตข้าวโพดพร้อมฝักหมัก 1,313 ราย ครอบคลุมพื้นที่ปลูกกว่า 5,000 ไร่ และให้ผลผลิตรวมกว่า 17 ล้านตันต่อปี มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มผลิตข้าวโพดพร้อมฝักหมักในระดับชุมชนเพื่อให้สามารถผลิตและจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ สร้างรายได้เสริม โดยสนับสนุนองค์ความรู้ เทคนิคการผลิต และการยืมเครื่องจักรกลอุปกรณ์ เช่น เครื่องตัดข้าวโพดในแบบดับเบิ้ลช้อป และเครื่องอัดก้อนพืชอาหารสัตว์พร้อมห่อพลาสติก

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวอีกว่า ข้าวโพดพร้อมฝักหมัก คืออนาคตของการเลี้ยงสัตว์ที่ยั่งยืน ช่วยให้เกษตรกรมีอาหารสัตว์คุณภาพดี ลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ กรมปศุสัตว์ ขอเชิญชวนเกษตรกรให้หันมาใช้ข้าวโพดหมัก เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับอาชีพ และหากเกษตรกรทั้งในฐานะผู้ผลิตหรือผู้เลี้ยงสัตว์สนใจ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ 32 แห่งทั่วประเทศหรือสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดใกล้บ้าน

เกษตรฯจัดงานพืชสวนโลกที่อุดรฯ

เกษตรฯจัดงานพืชสวนโลกที่อุดรฯ

เกษตรฯจัดงานพืชสวนโลกที่อุดรฯ

วันศุกร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

น.ส.อนงค์นาถ จ่าแก้ว เลขานุการ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังแถลงจัดงานมหกรรมพืชสวนโลก จ.อุดรธานี ปี 2569 ที่โรงแรมคิมป์ตัน มาลัย กทม.ว่ากรมวิชาการเกษตร ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดงานดังกล่าว ภายใต้แนวคิด “Diversityof Life, connecting people, waterand plants for sustainable livingความหลากหลายแห่งสรรพชีวิต :สายสัมพันธ์แห่งผู้คน สายน้ำและพืชพรรณสู่การดำรงชีวิตที่ยั่งยืน” ตามวิสัยทัศน์ “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569–14 มีนาคม 2570 ที่พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด ต.กุดสระ อ.เมือง จ.อุดรธานี มีกิจกรรม 6 โซน ดังนี้ 1.โซนพื้นที่ทางเข้าจุดประชาสัมพันธ์ จุดจำหน่ายบัตร2.โซนสวนนานาชาติ สำหรับการประกวดสวนนานาชาติ 3.โซนอาคารเรือนกระจก (Greenhouse) สำหรับการประกวดพืชและอาคารอำนวยการ (Exhibition Building) สำหรับการประกวดสวนนานาชาติ 4.โซนพื้นที่จัดแสดงนวัตกรรมทางการเกษตรที่ทันสมัย รวมถึงแปลงรวบรวมพันธุ์ การปลูกพืชผสมผสาน 5.โซนสวนการเกษตรไทย และอาคารหลักต่างๆ และ 6.โซนสวนป่าคาร์บอนเครดิตและเรือนเพาะชำ

น.ส.อนงค์นาถ กล่าวอีกว่า การจัดงานครั้งนี้จะเป็นส่วนสำคัญในการแลกเปลี่ยนความรู้วิชาการ นวัตกรรม และเทคโนโลยีภาคการเกษตร ระหว่างเกษตรกร ผู้ประกอบการ ผู้เชี่ยวชาญ และประชาชนทั่วไปเพื่อต่อยอดภาคการเกษตรไทยสู่ระดับนานาชาติ และพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ ให้เป็นศูนย์กลางการค้าการลงทุนของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ยกระดับคุณภาพชีวิตและรายได้เกษตรกรและประชาชนในท้องถิ่น รวมทั้งแสดงศักยภาพด้านการพัฒนาพืชสวนและสมุนไพรของไทยสู่สายตานักท่องเที่ยวระดับโลก เนื่องจากเป็นการจัดงานในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง และจัดงานบนพื้นที่ชุ่มน้ำ เป็นครั้งแรก

รองปลัดฯปิดการอบรม หลักสูตรนบก.รุ่นที่113

รองปลัดฯปิดการอบรม หลักสูตรนบก.รุ่นที่113

รองปลัดฯปิดการอบรม หลักสูตรนบก.รุ่นที่113

วันศุกร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีปิดการฝึกอบรมหลักสูตรนักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ระดับกลาง (นบก.) รุ่นที่ 113 โดยมี น.ส.อิศรา คงคะรัศมี หัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรบุคคล สถาบันเกษตราธิการ กล่าวรายงาน และผู้เข้าร่วมอบรมจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ รวม 120 คนที่สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) จ.ปทุมธานี

สำหรับการอบรมหลักสูตรนักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ระดับกลาง (นบก.) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพของบุคลากรด้านการบริหารจัดการ การวางแผน และการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ทางการเกษตรและสหกรณ์ให้มีประสิทธิภาพ โดยเน้นการเพิ่มพูนความรู้ทักษะ และทัศนคติที่จำเป็นสำหรับการเป็นนักบริหารที่ดี ตลอดจนเป็นผู้นำที่มีคุณธรรมและจริยธรรมที่ดี สามารถนำความรู้ที่ได้จากการฝึกอบรมไปพัฒนาตนเองและพัฒนางานต่อไป

ที่ปรึกษาฯย้ำทำบัญชีครัวเรือนแก้หนี้สินเกษตรกร

ที่ปรึกษาฯย้ำทำบัญชีครัวเรือนแก้หนี้สินเกษตรกร

ที่ปรึกษาฯย้ำทำบัญชีครัวเรือนแก้หนี้สินเกษตรกร

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2568, 17.14 น.

ที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ เปิดสัมมนาอนุกรรมการกองทุนฯ ภาคเหนือ ย้ำทำบัญชีครัวเรือนคือทางออก เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สิน

วันนี้ (20 มี.ค.) นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ รับมอบหมายจาก ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรฯ เป็นประธานพิธีเปิดโครงการสัมมนาการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ระดับจังหวัดปีงบประมาณ 2568 และสร้างความเข้าใจบทบาทหน้าที่ของคณะอนุกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรจังหวัด (ภาคเหนือ) ระหว่างวันที่ 19 – 21 มีนาคม 2568 โดยมีนายทรงพล วิชัยขัทคะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก กล่าวให้การต้อนรับ และนายสไกร พิมพ์บึง เลขาธิการ กฟก.กล่าวรายงาน โดยวัตถุประสงค์การสัมมนาครั้งนี้ เกษตรจังหวัดพิษณุโลก และหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ  ร่วมเป็นเกียรติในการเปิดสัมมนาด้วย

นายบุญสิงห์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดการประชุมสัมมนา ว่าการสัมมนาครั้งนี้ เป็นการการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ ระดับจังหวัด และสร้างความเข้าใจบทบาทหน้าที่ของคณะอนุกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรจังหวัด (ภาคเหนือ) โดยอนุกรรมการฯจังหวัดจะต้องทำงานร่วมกับสำนักงานสาขา ในด้านจัดการหนี้ฯ ด้านฟื้นฟูฯ จึงจำเป็นต้องมีแผนยุทธศาสตร์ของตนเอง ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้ในการทำงานสำคัญต่อการแก้ปัญหาหนี้สินและการส่งเสริมการฟื้นฟูอาชีพให้เกษตรกร

ท้ายสุดนี้ ที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะผลักดัน และสนับสนุนการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรให้ถึงที่สุด รวมถึงให้จัดทำบัญชีครัวเรือน เพื่อง่ายต่อการตรารสอบช่วยควบคุมรักษาการใช้จ่าย เพื่อจะได้แก้ไขปรับปรุงในการใช้จ่ายได้ทัน ช่วยในการวิเคราะห์แก้ไขปัญหาหนี้สินต่างๆ  ได้ ในการนี้ที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ ได้มอบเช็คชำระหนี้แทนเกษตรกรและโฉนดที่ดินที่ได้รับการจัดการหนี้ให้เกษตรกร

015

‘กรมชลประทาน’ต้อนรับ’รมว.จีน’ ศึกษาดูงานด้านการชลประทาน

'กรมชลประทาน'ต้อนรับ'รมว.จีน' ศึกษาดูงานด้านการชลประทาน

‘กรมชลประทาน’ต้อนรับ’รมว.จีน’ ศึกษาดูงานด้านการชลประทาน

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2568, 16.39 น.

เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2568 นายวรพจน์ เพชรนรชาติ รองอธิบดีฝ่ายบริหาร พร้อมด้วย นายบุรีรัตน์ วงศ์บุรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ และคณะเจ้าหน้าที่สำนักบริหารโครงการ ร่วมต้อนรับ นายหลี่ กั๋วอิง (Mr. Li Guoying) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรน้ำสาธารณรัฐประชาชนจีน และคณะ ในโอกาสที่เดินทางมาดูงานด้านการชลประทาน ณ ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 19 – 21 มีนาคม 2568 โดยการเดินทางมาประเทศไทยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำ และเพื่อร่วมกันพัฒนาการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ในการบริหารจัดการน้ำระหว่างสองหน่วยงานต่อไป

– 006

ไทย-จีนหารือแลกเปลี่ยนองค์ความรู้บริหารจัดการน้ำ

ไทย-จีนหารือแลกเปลี่ยนองค์ความรู้บริหารจัดการน้ำ

ไทย-จีนหารือแลกเปลี่ยนองค์ความรู้บริหารจัดการน้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2568, 16.22 น.

‘นฤมล’ หารือ รมต.จีน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้การบริหารการจัดการน้ำระหว่างกัน มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้มี รายได้เพิ่มขึ้น

วันนี้ (20 มี.ค.) ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับ นายหลี่ กั๋วอิง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรน้ำแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน  (H.E. Mr. Li Guoying) โดยมี นายพรเทพ ศรีธนาธรผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรฯ และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ว่ากระทรวงเกษตรฯ ได้ขับเคลื่อนการดำเนินงานภาคการเกษตรของประเทศไทย มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ให้มีความอยู่ดีกินดี มีรายได้เพิ่มขึ้น พัฒนาการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมาช่วยในการผลิตสินค้าเกษตร ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรมูลค่าสูง ขยายตลาดสินค้าเกษตรที่มีอยู่เดิมและเพิ่มตลาดใหม่ๆ ทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งประเทศไทยมีสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ดูแลด้านการบริหารทรัพยากรน้ำของประเทศ

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า กรมชลประทาน มีมาตรการการบริหารจัดการน้ำในเขตพื้นที่ชลประทาน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการเกษตร รวมถึงการบริหารจัดการน้ำท่วม น้ำแล้ง และการเติมน้ำในเขื่อน รวมถึงมีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (Smart Water Operation Center : SWOC) จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2560 (2017) เพื่อเป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการน้ำ เชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง มาเชื่อมโยงและจัดทำเป็นฐานข้อมูลกลาง เป็นส่วนช่วยสนับสนุนการตัดสินใจเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำของผู้บริหารประเทศได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ รวดเร็ว น่าเชื่อถือ ทันเหตุการณ์ และยังจะใช้เป็นศูนย์กลางนวัตกรรม เทคโนโลยีสารสนเทศ และคลังข้อมูล รวมทั้งการบริหารจัดการทรัพยากรทางการเกษตรอย่างยั่งยืน

ในส่วนของฝ่ายจีน มีโครงการอนุรักษ์น้ำหลายประเภท อาทิ ระบบอนุรักษ์น้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมและลดภัยพิบัติ ระบบน้ำประปาในเมืองและชนบท และระบบชลประทานพื้นที่เพาะปลูก รวมทั้งสร้างอ่างเก็บน้ำและเขื่อน ซึ่งสามารถปกป้องประชากรและเขตเศรษฐกิจส่วนใหญ่ของประเทศ จึงเห็นว่าเป็นโอกาสดีที่ฝ่ายไทยจะได้แลกเปลี่ยนรู้ในการบริหารระหว่างกัน

นอกจากนี้ ฝ่ายไทยให้ความสนใจแลกเปลี่ยนองค์ความรู้การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น AI และระบบอัจฉริยะอื่นๆ ในการควบคุมระบบชลประทานและการจัดการน้ำในแปลงนา และการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ รวมถึงยินดีสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมและโครงการภายใต้ ความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ที่มีความเกี่ยวข้องกับงานพัฒนาทรัพยากรน้ำในมิติต่างๆ โดยเฉพาะในด้านการบริหารจัดการน้ำข้ามพรมแดน การลดผลกระทบจากภัยพิบัติทางน้ำ การจัดการทรัพยากรน้ำ ความมั่นคงทางน้ำ และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

รมว.เกษตรฯ กล่าวย้ำว่า ฝ่ายไทยได้ให้ความสำคัญสำหรับข้อมูลที่แม่นยำเพื่อป้องกันปัญหาอุทกภัยซึ่งเป็นภัยธรรมชาติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จึงได้มีการหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการใช้กรอบความร่วมมือระหว่างประเทศนำมาบูรณาการในการเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำเพื่อให้ปลอดภัยจากภัยธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยในการคาดการณ์ของระดับน้ำได้

ในโอกาสนี้ ฝ่ายไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมคณะกรรมการดำเนินงานร่วมว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการด้านทรัพยากรน้ำและการชลประทานไทย-จีน (The Sino-Thailand Joint Steering Committee on Water Resources Cooperation: JSC) ครั้งที่ 5 ปี 2568 ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ให้ความสำคัญและชื่นชมการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพอย่างมากของทั้งสองฝ่าย รวมทั้งฝ่ายจีนมีความประสงค์ปรับปรุงข้อบทใน MOU ที่ดำเนินการมากว่า 20 ปี ให้ครอบคลุมประเด็นความร่วมมือที่ทั้งสองฝ่ายเห็นสมควรจะให้มีร่วมกันในอนาคตมากยิ่งขึ้น ซึ่งกรมชลประทาน อยู่ระหว่างการประสานดำเนินการตามขั้นตอน และคงจะได้ประสานท่านในรายละเอียดต่อไป

015

ส่องอีกหลายประเทศ จัดการ‘ปลาหมอคางดำ’อย่างไร?

ส่องอีกหลายประเทศ จัดการ‘ปลาหมอคางดำ’อย่างไร?

ส่องอีกหลายประเทศ จัดการ‘ปลาหมอคางดำ’อย่างไร?

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.18 น.

ส่องอีกหลายประเทศ จัดการ‘ปลาหมอคางดำ’อย่างไร?

ข่าวการชุมนุมและการนำปลาหมอคางดำ 2 รถกระบะ ไปเทที่ทำเนียบรัฐบาลล่าสุด ทำให้เกิดคำถามว่า ผู้ประท้วงเหล่านั้นได้ปลาหมอคางดำจำนวนมากจากที่ไหน? และทำให้เรานึกถึงเรื่องราวในวรรณคดีไทย เช่น เรื่องสังข์ทอง ที่พระสังข์สามารถร่ายคาถาเรียกปลามากองอยู่ได้ทันที การแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในไทยอาจจะง่ายกว่าที่คิด หากชุมชนใน 16 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดมีส่วนร่วมในการจับปลาด้วยกันทุกวัน โดยรัฐบาลให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องทั้งด้านการจับปลาและการนำปลาไปใช้ประโยชน์ตามแนวทางที่กำหนดก็จะช่วยลดการแพร่ระบาดได้อย่างมีนัยสำคัญในอนาคตอันใกล้

วันนี้ประเทศไทยควรเรียนรู้จากหลายประเทศทั่วโลกที่เคยเผชิญกับปัญหานี้ และประสบความสำเร็จในการควบคุมการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ (Sarotherodon melanotheron) ดังนี้ :

1. สหรัฐอเมริกา

ในฟลอริดา พบการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำตั้งแต่ปี พ.ศ. 2502 ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวปลาเหล่านี้คิดเป็นประมาณ 90% ของสัตว์น้ำทั้งหมดในแหล่งน้ำธรรมชาติของรัฐ ขณะที่ในฮาวายมีการนำปลาหมอคางดำเข้ามาในปี พ.ศ. 2505 เพื่อใช้เป็นปลาเหยื่อสำหรับปลาทูน่า แต่ปลาหมอคางดำกลับหลุดรอดและแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว

วิธีการแก้ปัญหาของสหรัฐฯ คือการเฝ้าระวังและควบคุมการแพร่กระจายโดยการใช้มาตรการทางชีวภาพ เช่น การจัดการแหล่งน้ำ การใช้ไฟฟ้าช็อตปลา นอกจากนี้ยังมีการนำปลาหมอคางดำไปทำลายหรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ เช่น ปลาป่น อาหารสัตว์ หรืออาหารมนุษย์ โดยบางกลุ่มชาวพื้นเมืองก็ใช้ปลานี้ในการทำอาหาร เช่น ย่าง ทอด หรือทำซุปปลา

2. ฟิลิปปินส์

พบการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในปี 2558 จากการหลุดรอดปล่อยลงแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยเฉพาะในอ่าวมะนิลา ซึ่งส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำประจำถิ่นและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ รัฐบาลฟิลิปปินส์มีมาตรการควบคุมการแพร่ระบาด รวมถึงการนำปลาหมอคางดำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร เช่น อาหารกระป๋อง และขายในตลาดสดหรือร้านอาหารพื้นเมือง

3. สเปนและโปรตุเกส

ทั้งสองประเทศพบการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ หน่วยงานในทั้งสองประเทศได้ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจับปลาและตกปลาเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของสายพันธุ์รุกราน และยังนำปลาหมอคางดำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของอาหารทะเล

4. อินโดนีเซีย

มีการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำ เกิดจากการนำเข้าหรือการลักลอบนำเข้าเพื่อการประมงและการเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม แต่ไม่รุนแรงเหมือนประเทศอื่นๆ กระทรวงกิจการทางทะเลและประมงของอินโดนีเซียได้ดำเนินการป้องกันและตรวจสอบอย่างเข้มงวด

5. ประเทศไทย

เริ่มพบปลาหมอคางดำครั้งแรกในปี พ.ศ. 2555 และการแพร่ระบาดขยายไป 16 จังหวัดในปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำ รัฐบาลไทยมีมาตรการหลายวิธีในการแก้ปัญหานี้ เช่น การจับปลาออกจากแหล่งน้ำ การปล่อยปลาผู้ล่า การพัฒนาเมนูอาหารจากปลาหมอคางดำ และการใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์

การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในหลายประเทศทั่วโลกแสดงให้เห็นว่า ปัญหานี้ไม่ใช่ปัญหาของไทยเพียงประเทศเดียว ซึ่งต้องการการจัดการที่เป็นระบบ การจับปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำและนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่า จะเป็นวิธีที่สามารถควบคุมประชากรปลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สิ่งสำคัญ คือ ต้องให้ความสำคัญกับการใช้ประโยชน์จากปลาหมอคางดำให้คุ้มค่าที่สุด ไม่ใช่แค่พยายามกำจัดมันอย่างเดียว โดยเฉพาะการใช้ปลาหมอคางดำในการผลิตอาหาร เช่น น้ำปลาร้า ปลาผง น้ำปลา ทอดมัน ลูกชิ้น หรือทำเป็นอาหารว่างต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างแรงจูงใจให้มีการจับปลาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

วันนี้สังคมไทยต้องพิจารณาการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน มากกว่ามองปลาหมอคางดำเป็น “ปลารุกราน” (Invasive Species) ซึ่งความจริง คือ ปลาชนิดนี้เป็นปลาตระกูลเดียวกับปลานิล เนื้อสามารถบริโภคได้มีโปรตีนเหมือนปลาทั่วไป และไขมันต่ำ ควรเปลี่ยนมุมมองไปให้ความสำคัญจากการใช้ประโยชน์จากปลามากขึ้น เพื่อความยั่งยืนในการจัดการและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม

ความสำเร็จของต่างประเทศในการแก้ปัญหานี้ มีให้เห็นหลายวิธี ทั้งการใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อาหารสัตว์ เมนูอาหาร รวมถึงการควบคุมประชากรปลาให้อยู่ในวงจำกัด ประเทศไทยก็สามารถนำแนวทางเหล่านี้มาใช้ได้จริง และไม่เพียงแค่แก้ปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำเท่านั้น แต่ยังสามารถสร้างโอกาสการพัฒนาทางเศรษฐกิจจากการแปรรูปปลาและการสร้างงาน สร้างรายได้อีกด้วย

การแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพปลาหมอคางดำ ไม่ใช่มุ่งแต่จะโหนกระแสเพื่อประโยชน์ของคนใดคนหนึ่ง แต่ต้องมาจากการจัดการที่เป็นระบบ และการนำประสบการณ์ของประเทศอื่นมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยให้ความสำคัญกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

#สมสมัย หาญเมืองบน นักวิชาการอิสระ

‘ปศุสัตว์’ร่วม’สาธารณสุข’ บุกตรวจยาสัตว์ผิดกฎหมาย 3 ร้านเมืองขอนแก่น

'ปศุสัตว์'ร่วม'สาธารณสุข' บุกตรวจยาสัตว์ผิดกฎหมาย 3 ร้านเมืองขอนแก่น

‘ปศุสัตว์’ร่วม’สาธารณสุข’ บุกตรวจยาสัตว์ผิดกฎหมาย 3 ร้านเมืองขอนแก่น

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2568, 13.45 น.

ปศุสัตว์ร่วมสาธารณสุข บุกตรวจยาสัตว์ผิดกฎหมายจากร้าน 3 แห่งในเมืองขอนแก่น ยึดยาสัตว์ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน มูลค่ารวมกว่าแสนบาท

“อธิบดีกรมปศุสัตว์”เผยสั่งชุดเฉพาะกิจของกรมปศุสัตว์ ร่วมกับสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น บุกตรวจสอบร้านขายอาหารสัตว์ต้องสงสัย 3 แห่งในจังหวัดขอนแก่น ที่ขายยาสัตว์เถื่อนทั้งทางหน้าร้านและผ่านแอปพลิเคชัน LINE พบยาสัตว์ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนหลายรายการ ร้านจำหน่ายทั้ง 3 แห่งมีเจ้าของคนเดียวกัน รับสารภาพซื้อมาจากจากแหล่งผลิตในจังหวัดนครปฐม ส่งตำรวจดำเนินคดีในฐานความผิดตาม พ.ร.บ.ยา พร้อมยึดยาเถื่อนทั้งหมดเป็นของกลาง สั่งขยายผล สาวถึงต้นตอแหล่งผลิต

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวว่า สั่งการให้เจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจของกรมปศุสัตว์ร่วมกับสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น เข้าตรวจสอบร้านขายอาหารสัตว์ต้องสงสัยในจังหวัดขอนแก่น ตามที่ได้รับเรื่องร้องเรียนผ่าน Application DLD 4.0 ว่ามีการประกอบกิจการขายยาสัตว์ไม่ขึ้นทะเบียนและไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย

ทั้งนี้ สารวัตรปศุสัตว์ไซเบอร์ กองสารวัตรและกักกัน กองควบคุมอาหารและยาสัตว์ ด่านกักกันสัตว์ขอนแก่น ปศุสัตว์จังหวัดขอนแก่น ปศุสัตว์เขต 4 ได้ร่วมกับสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่นวางแผนล่อซื้อผลิตภัณฑ์ยาสัตว์จากร้านค้าออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน LINE โดยผลการตรวจสอบพบว่า ยาที่ถูกส่งมาจากอำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น โดยพบว่า ยาดังกล่าว ไม่มีการขึ้นทะเบียนตามกฎหมาย ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดเกี่ยวกับการจำหน่ายยาสัตว์

จากการสืบสวนต่อเนื่องจากเบอร์โทรศัพท์ของเจ้าของร้านทำให้พบข้อมูลเพิ่มเติมว่า ร้านขายอาหารสัตว์นี้ มีความเชื่อมโยงกันถึง 3 แห่ง ในอำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่นซึ่งทั้งหมดดำเนินกิจการภายใต้การดูแลของเจ้าของร้านคนเดียวกัน โดยทำเป็นธุรกิจครอบครัว

คณะเจ้าหน้าที่จึงร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบ พบว่า มีการวางขายยาสัตว์ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนอยู่จริงหลายรายการ เช่น ยากำจัดเห็บหมัด ยาพ่นกำจัดเห็บหมัด ยาคุมกำเนิด และยาฆ่าเชื้อ ซึ่งทั้งหมดไม่ได้มีใบอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจำหน่าย เจ้าของร้านทั้ง 3 แห่งยอมรับสารภาพว่า ซื้อยาสัตว์ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนจากแหล่งผลิตในจังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นสถานที่เดียวกับที่กรมปศุสัตว์และตำรวจสอบสวนกลางเคยตรวจยึดและดำเนินคดีไปแล้วเมื่อปลายปี 2567 โดยจะเดินทางมาพบพนักงานสอบสวนเพื่อยอมรับสารภาพในข้อกล่าวหาทั้งหมดและเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายต่อไป

เจ้าหน้าที่จึงได้ยึดยาสัตว์ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนจำนวน 50 รายการ มูลค่ารวมกว่าแสนบาท และส่งมอบให้กับพนักงานสอบสวน สภ.ย่อยพระลับ และ สภ.เมืองขอนแก่น เพื่อดำเนินคดีในฐานความผิดตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 โดยมีโทษตามมาตรา 122 จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากฝ่าฝืนมาตรา 12 ของกฎหมายก็อาจได้รับโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท

นอกจากนี้ ยังสั่งการให้ชุดเฉพาะกิจของกรมปศุสัตว์ ประสานความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุข และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการตรวจสอบขยายผลย้อนกลับมายังแหล่งผลิตยาสัตว์เถื่อนในจังหวัดนครปฐม ที่กรมปศุสัตว์ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ตาม พรบ.ยาฯ และตำรวจสอบสวนกลางเคยดำเนินการตรวจยึดและดำเนินคดีไปแล้วเมื่อปลายปีที่ผ่านมาด้วย หากพบการกระทำผิด ให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เน้นย้ำว่า กรมปศุสัตว์จะเฝ้าระวังและติดตามสถานที่จำหน่ายอาหารสัตว์เลี้ยง สถานพยาบาลสัตว์ ห้องเย็นที่แช่แข็งเนื้อและผลิตภัณฑ์สัตว์ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งผู้ประกอบการต้องขออนุญาตและดำเนินการกิจการอย่างถูกต้อง โดยจะส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งให้สารวัตรปศุสัตว์ไซเบอร์สืบหาข้อมูลการโฆษณาจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ หากไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย จะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด หากประชาชนต้องการแจ้งเบาะแสผู้กระทำความผิด ขอข้อมูลเพิ่มเติม หรือมีข้อเสนอแนะสามารถแจ้งได้ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านทางเว็บไซต์กรมปศุสัตว์ www.dld.go.th และทางแอพพลิเคชั่น DLD 4.0 ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้จาก app store และ google play store ทั้งในระบบ iOS และ android

– 006

ปลัดฯมอบเงินเกษตรกรร่วมโครงการชะลอขายข้าวเปลือก

ปลัดฯมอบเงินเกษตรกรร่วมโครงการชะลอขายข้าวเปลือก

ปลัดฯมอบเงินเกษตรกรร่วมโครงการชะลอขายข้าวเปลือก

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.29 น.

ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธานพิธีมอบเงินค่าฝากเก็บและรักษาคุณภาพข้าวเปลือก ให้กับสมาชิกสหกรณ์การเกษตรเมืองอุตรดิตถ์ จำกัด ในโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2567/68

วันนี้ (20 มี.ค.) นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีมอบเงินค่าฝากเก็บและรักษาคุณภาพข้าวเปลือกให้กับสมาชิกสหกรณ์ “โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2567/68” ที่สหกรณ์การเกษตรเมืองอุตรดิตถ์ จำกัด อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ ว่าตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2567/68 ประกอบด้วย โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2567/68 และโครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2567/68 เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2567 โดยสหกรณ์การเกษตรเมืองอุตรดิตถ์ จำกัด ได้เข้าร่วมโครงการดังกล่าว เพื่อชะลอปริมาณข้าวเปลือกออกสู่ตลาดในฤดูเก็บเกี่ยว ช่วยเหลือสมาชิกให้มีรายได้เพิ่มขึ้น เพิ่มขีดความสามารถในการประกอบอาชีพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร

“รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะพี่น้องชาวนาที่ในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวจะทำให้ มีปริมาณข้าวในตลาดเป็นจำนวนมากและส่งผลต่อราคาข้าวนั้น กระทรวงเกษตรฯ จึงมีมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก โดยส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2567/68 เพื่อชะลอปริมาณข้าวเปลือกออกสู่ตลาด พร้อมช่วยเหลือเกษตรกรให้มีรายได้เพิ่มขึ้น และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น” ปลัดกระทรวงเกษตรฯ กล่าว

สำหรับการดำเนินงานตามโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2567/68 มีสมาชิกเข้าร่วมโครงการ 2,071 ราย สหกรณ์เก็บและรักษาคุณภาพข้าวเปลือกตามโครงการ 27,715.20 ตัน รวมมูลค่า 249,436,800 บาท จะได้รับเงินอุดหนุนเป็นค่าฝากเก็บและรักษาคุณภาพข้าวเปลือก ตันละ 500 บาท จ่ายเงินให้แก่สมาชิก เป็นเงินทั้งสิ้น 13,857,600 บาท

015