มงคลสมัย 30 ปี วัดพระธรรมกายไทเป : ความสำเร็จแห่งหน้าที่พระธรรมทูต เพื่อสืบสานอายุพระพุทธศาสนา

มงคลสมัย 30 ปี วัดพระธรรมกายไทเป : ความสำเร็จแห่งหน้าที่พระธรรมทูต เพื่อสืบสานอายุพระพุทธศาสนา

มงคลสมัย 30 ปี วัดพระธรรมกายไทเป : ความสำเร็จแห่งหน้าที่พระธรรมทูต เพื่อสืบสานอายุพระพุทธศาสนา

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.35 น.

วันที่ 3 ธันวาคม 2568 พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย เปิดเผยว่า วัดพระธรรมกายไทเป, ไต้หวัน จัดกาลทานบารมี และมหาสังฆทานแห่งความสามัคคี ฉลอง 30 ปี ในพิธีถวายมหาสังฆทานคณะสงฆ์ 3 นิกายกว่า 100 รูป จาก 14 ประเทศ/เขต/ภูมิภาค และพิธีทอดกฐินสามัคคี ประจำปี พ.ศ. 2568 เพื่อความก้าวหน้าบรรจุพันธกิจพระธรรมทูต 6 ด้าน งานเผยแผ่พระพุทธศาสนาเถรวาทไปทั่วโลก  (Kathina Ceremony to Celebrate 30 Years of Wat Phra Dhammakaya Taipei, Taiwan 庆祝法身寺建寺三十周年卡提那法会 台北,台湾 ) โดยมี พระครูปลัดรัตนวีรวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดเป็นประธานสงฆ์ โดยมี พระครูสิริศาสนวิเทศ (ธณัช เชฏฺฐธมฺโม法深法師) เป็นเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายไทเป และคุณหรูฉีเวย ชาวไต้หวันโดยกำเนิด เป็นประธานเอก ระหว่างวันที่ 25-28 ตุลาคม พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา

พิธีเริ่มในภาคสาย เป็นการกล่าวสุนทรพจน์แสดงความชื่นชมยินดี อนุโมทนา ในโอกาสฉลอง 30 ปี วัดพระธรรมกายไทเป จากพระมหาเถระผู้นำ และผู้แทนวัดและองค์กรพุทธ, พิธีถวายมหาสังฆทานแด่คณะสงฆ์สามนิกาย ทั้งเถรวาท มหายาน วัชรยาน ร่วมเจริญพุทธมนต์ และรับถวายมหาสังฆทานนานาชาติ กว่า 100 รูป ภาคบ่ายเป็นพิธีทอดกฐินสามัคคี โดยมีริ้วขบวนเจ้าภาพอัญเชิญผ้าจีวรกฐิน และผ้าไตรจีวร ปัจจัยไทยธรรม เป็นบริวารกฐิน เข้าสู่ศูนย์กลางพิธี จากนั้น ประธานสงฆ์เจริญสมาธิภาวนา และเจ้าภาพประกอบพิธีถวายผ้าไตรจีวรกฐิน โดยมีคณะสงฆ์ เจ้าภาพ สาธุชน ชาวพุทธ ทั้งชาวไต้หวัน และชาวไทย จากภูมิภาคต่าง ๆ ได้แก่ ไต้หวัน สิงคโปร์ มาเลเซีย ฮ่องกง ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ ไทย สหรัฐอเมริกา ยุโรป ศรีลังกา อินโดนีเซีย บรูไน โอเชียเนีย จาก 14 ประเทศ/เขต/ภูมิภาค ร่วมงาน 500 กว่าคน

สัมพันธภาพแห่งพุทธธรรม 3 นิกาย : ทั้งนี้ พระมหาเถระคณะสงฆ์สามนิกาย ทั้งเถรวาท มหายาน วัชรยาน และองค์กรพุทธ ร่วมงานเป็นจำนวนมาก ดังนี้ พระธรรมาจารย์ต้าฮุ่ย ประธานสมาคมพุทธศาสนาไถจง เจ้าอาวาสวัดกว่างซิว, พระธรรมาจารย์มี่เป่า ประธานมูลนิธิการศึกษาพุทธะ, พระธรรมาจารย์ฮุ่ยจวี้ เจ้าอาวาสวัดฝอกวงซาน สาขากั่งซาน, พระธรรมาจารย์เมี่ยวเหยี่ยน พระภิกษุนิกายเทียนไถ ประเทศญี่ปุ่น, พระธรรมาจารย์คันปู้ ฉืออวิ้ง เหรินเจิน ประธานสมาคมวิจัยพุทธศาสนาทิเบตนานาชาติในไต้หวัน, พระธรรมาจารย์นั่วนั่วเก๋อซี รองประธานสมาคมวิจัยพุทธศาสนาทิเบตนานาชาติในไต้หวัน, พระธรรมาจารย์หมิงเกา เจ้าอาวาสวัดใหญ่ศรีลังกา, พระมหาปรกฤษณ์ กนฺตสีโล เจ้าอาวาสวัดบุญญาราม ไต้หวัน, พระมหากฤติณภัทร กิตฺติภทฺโท รองเจ้าอาวาสวัดบุญญาราม ไต้หวัน, พระธรรมาจารย์ซิวอี้ เลขาธิการสมาคมพุทธศาสนาจีน เจ้าอาวาสวัดเมี่ยวเฉวียน, พระธรรมาจารย์ซิ่งหง รองเลขาธิการสมาคมพุทธศาสนาจีน เจ้าอาวาสวัดหยวนทงฉาน, พระธรรมาจารย์ไค่ซ่าน รองเลขาธิการสมาคมพุทธศาสนาจีน เจ้าอาวาสวัดฉือฝ่าฉาน, พระธรรมาจารย์หมิงอวี้ ประธานมูลนิธิการศึกษาต้าอ้ายเต้า, พระธรรมาจารย์ฝ่าจู๋ กรรมการสมาคมส่งเสริมการศึกษาคุณธรรมจงหัว, พระธรรมาจารย์หยั่งสิง เจ้าอาวาสวัดจินเฉิง, พระธรรมาจารย์โหย่อิ้ง รองเจ้าอาวาสวัดฉือฝาฉาน, พระธรรมาจารย์เจินอิ๋ง ผู้อำนวยการบริหารชมรมเยาวชนวัดเมียวฉวน, คุณเจิง ลี่ น่า รองประธานสมาคมดูแลครอบครัวและการสมรสจีน-ไต้หวัน, คุณหลิว จู่ หมิง ประธานสมาคมพันธมิตรพระศรีอาริย์เมตไตรย, คุณสวี่ อวิ๋น เสียง หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์สมาคมพันธมิตรพระศรีอาริย์เมตไตรย, และอาสาสมัครองค์กรพุทธฉือจี้ ฯลฯ

ความสัมฤทธิ์ผลแห่ง ศาสนกิจ 6 ประการ : ตลอดระยะเวลาในการทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านภาษาจีนและความรู้ทางพระพุทธศาสนา มหายาน วัดพระธรรมกายไทเป ได้บรรลุพันธกิจ การเผยแผ่พระพุทธศาสนา เถรวาท และการทำหน้าที่พระธรรมทูต ดังนี้ (1) สร้างบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญภาษาจีน, (2) เผยแผ่พุทธศาสนาเถรวาทให้ชาวท้องถิ่นไต้หวัน โดยเปิด 4 วัด ได้แก่ วัดพระธรรมกายไทเป, วัดภาวนาไถจง, วัดพระธรรมกายเถาหยวน, วัดภาวนาเกาสง, (3) ส่งบุคลากรภาษาจีนช่วยงานวัดพระธรรมกาย ประเทศไทย ทางด้านต้อนรับ อบรมสมาธิภาษาจีน บวชพระนานาชาติ ภาคภาษาจีน, (4) ส่งบุคลากรเผยแผ่นานาชาติ ในโซนที่ใช้ภาษาจีน ได้แก่ วัดพระธรรมกาย สิงคโปร์, วัดพระธรรมกายกัวลาลัมเปอร์ วัดพระธรรมกายฮ่องกง, (5) ส่งบุคลากรศึกษาต่อทางพระพุทธศาสนาในประเทศจีน, (6) สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับคณะสงฆ์และองค์กรพุทธนานาชาติ  ซึ่งพันธกิจ ทั้ง 6 ประการ เพื่อมุ่งเน้นให้พุทธศาสนิกชนได้มีโอกาสฟังธรรม ปฏิบัติธรรม และเข้าถึงธรรม เพื่อให้เกิดสันติสุขภายในตน ได้รับประโยชน์จากการเข้าวัด ศึกษา และปฏิบัตินั้นเอง

สุนทรกถาแห่งความศรัทธาและสามัคคี : ด้าน พระจันทุเร ภคญาณนันทะ เถโร (Ven. Dr. Jandure Pagngnananda Thero) ผู้อำนวยการองค์กรพุทธสหายสหธรรมิก สาธารณรัฐจีน, ผู้ก่อตั้งและประธาน ศูนย์วัฒนธรรมสหายสหธรรมิก ประเทศศรีลังกา ได้อ่านสาส์นกล่าวอวยพร ความว่า “เมื่อราว 6 ศตวรรษก่อนคริสต์ศักราช พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมตลอด 40 พรรษา ต่อมา คณะสงฆ์ได้เผยแผ่พระธรรมคำสอนของพระองค์ไปยังดินแดนต่าง ๆ โดยปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อเผยแผ่ และรักษาพระธรรมวินัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช แห่งประเทศอินเดีย ได้มีการสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งที่ 3 และส่งคณะธรรมทูตไปยัง 9 ประเทศ วันนี้อาตมาภาพขอพูดถึง 2 ประเทศในจำนวนนั้น ประเทศแรก คือ ตัมภปัณณี (Tambhapanni) หรือ ลังกา (Lankā) ซึ่งคือประเทศ ศรีลังกา ในปัจจุบัน อีกประเทศหนึ่งที่อยากกล่าวถึงเป็นพิเศษคือ สุวรรณภูมิ (Suwarnabhūmi) ซึ่งก็คือ ประเทศไทย ในประวัติศาสตร์จะเห็นได้ชัดว่า ทั้งสองประเทศนี้ต่างมีบทบาทสำคัญในการ คุ้มครองและสืบทอดพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท อย่างไรก็ตาม ปัญหาทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในแต่ละยุค ก็เป็นสาเหตุให้พระพุทธศาสนาเสื่อมถอยลง เมื่อประมาณ 250 ปีก่อน ศรีลังกาเกิดปัญหาความไม่สงบภายในประเทศ และถูกชาวตะวันตกเข้าปกครอง ทำให้พระพุทธศาสนาในศรีลังกาอ่อนแอลง ต่อมา พระอุบาลีมหาเถระ แห่งประเทศไทย พร้อมด้วยคณะสงฆ์ ได้เดินทางไปศรีลังกา เพื่อฟื้นฟูพระพุทธศาสนา ให้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง ปัจจุบัน พระพุทธศาสนาในศรีลังกาแบ่งออกเป็น 3 นิกาย ถึงแม้จะเป็นฝ่ายเถรวาทเหมือนกัน ในชีวิตประจำวันแทบไม่เห็นความแตกต่างระหว่าง 3 นิกายนั้น หนึ่งในนั้นคือ สยามนิกาย (Siyam Nikāya) ซึ่งเป็นนิกายที่เกิดจากการฟื้นฟูของคณะสงฆ์ไทย ที่นำโดยพระอุบาลีมหาเถระนั่นเอง วันนี้อาตมาภาพมาร่วมงานในฐานะ พระภิกษุในสยามนิกาย จึงรู้สึกปลื้มปีติและเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้มากล่าวอวยพรในนามของคณะสงฆ์ศรีลังกา ในมุมมองของชาวพุทธศรีลังกาและชาวพุทธไทย วัดพระธรรมกาย ถือเป็น องค์กรพระพุทธศาสนาที่สำคัญมาก กิจกรรมของวัดพระธรรมกายมีคุณูปการต่อพระศาสนาอย่างยิ่ง หากพูดถึงพระพุทธศาสนาในประเทศไทย ทุกคนย่อมรู้จักวัดพระธรรมกาย เพราะวัดพระธรรมกายได้ทำหน้าที่อันยิ่งใหญ่ ในการสืบทอดและเผยแผ่พระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และยังได้ขยายศูนย์ส่งเสริมศีลธรรมไปยังหลายประเทศทั่วโลก วัดพระธรรมกายในไต้หวัน ภายใต้การนำของ พระครูสิริศาสนวิเทศ (ธณัช เชฏฺฐธมฺโม法深法師) ได้เผยแผ่ธรรมะ และจัดกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาอย่างต่อเนื่อง คณะสงฆ์จากศรีลังกาก็ได้เข้าร่วมกิจกรรม และการประชุมของวัดพระธรรมกายเช่นกัน พระภิกษุหนุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษา เมื่อได้มาร่วมกิจกรรมกับวัดพระธรรมกาย ต่างได้รับประสบการณ์และแรงบันดาลใจมากมาย ในยุคปัจจุบันนี้ วัดพระธรรมกายของประเทศไทย มีบทบาทสำคัญ และภารกิจรับผิดชอบอย่างใหญ่หลวง ในการคุ้มครองและเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปทั่วโลก

วันนี้ในวาระครบรอบ 30 ปี วัดพระธรรมกายไทเป อาตมาภาพรู้สึกเป็นเกียรติและปีติยินดีอย่างยิ่ง ที่ได้มาร่วมงานอันศักดิ์สิทธิ์นี้ ขออำนวยพรให้พระภิกษุสงฆ์และพุทธศาสนิกชนทุกท่าน ผนึกเรี่ยวแรง กำลังใจและความสามารถ ที่จะเผยแผ่ธรรมเพื่อความหลุดพ้นแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปทั่วโลก พร้อมทั้ง ธำรงรักษาแบบอย่างพระพุทธศาสนาของไทยไว้ให้มั่นคงสืบไป ขอให้ทุกท่าน ประสบแต่ความสุข ความเจริญ ความสำเร็จ เปี่ยมด้วยปีติในธรรม มีความเพียรในการปฏิบัติธรรม และสมบูรณ์ถึงพร้อมด้วยบุญกุศลและปัญญา ขออนุโมทนา มา ณ โอกาสนี้”

ด้าน ท่าน คันโป เชวัง ริกซิน (Khenpo Tsewang Rigzin) ประธานสมาคมศึกษาพระพุทธศาสนาทิเบตนานาชาติ สาธารณรัฐจีน ได้กล่าวคำอวยพร ในโอกาสครบรอบ 30 ปี วัดพระธรรมกายไทเป ว่า “วันนี้เป็นวาระครบรอบ 30 ปี แห่งการก่อตั้งวัดพระธรรมกายไทเป อาตมาภาพขอแสดงความยินดีและอวยพรให้พิธีในวันนี้ เต็มเปี่ยมด้วยความเป็นสิริมงคลและความสำเร็จบริบูรณ์ ข้าพเจ้ารู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมงานในครั้งนี้ เมื่อสองปีก่อน ข้าพเจ้าเคยมีโอกาสไปเยือนวัดพระธรรมกายที่ประเทศไทย รวมถึงสาขาต่าง ๆ และได้เห็นด้วยตาตนเองว่า วัดพระธรรมกายได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างยิ่งยวด เพื่อการสืบสานและเผยแผ่พระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ข้าพเจ้ารู้สึกเคารพและชื่นชมจากใจจริง อย่างที่ทุกท่านทราบดีว่า โลกของเราในปัจจุบัน กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งปัญหาสภาพภูมิอากาศ ปัญหาสิ่งแวดล้อม รวมถึงเทคโนโลยีใหม่อย่าง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเปลี่ยนโลกอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ในยุคเช่นนี้ พวกเราท่านทั้งหลาย ซึ่งเป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ว่าจะอยู่ในนิกายใด ล้วนเป็นเหมือนพี่น้องกัน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้อง ร่วมแรงรวมใจด้วยความสามัคคี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คณะสงฆ์ผู้ทรงศีล ควรเป็นแบบอย่างแห่งความสมัครสมานกลมเกลียว เพราะถ้าพระสงฆ์จากทั้ง 3 สายใหญ่ คือ เถรวาท มหายาน และวัชรยาน (ทิเบต) สามารถร่วมมือและอยู่ร่วมกันด้วยความกลมเกลียว เหล่าศิษยานุศิษย์และพุทธศาสนิกชนทั่วโลก ก็ย่อมจะสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสงบ และมีความสุขได้เช่นกัน สิ่งนี้จะเป็นแบบอย่างให้มนุษยชาติ เดินไปสู่หนทางแห่งสันติ และความกลมเกลียวในที่สุด ความสามัคคีของคณะสงฆ์นั้น ไม่ใช่เพียงแค่ในรูปแบบภายนอกเท่านั้น แต่ต้องเกิดจากการตระหนักรู้ในใจว่า เราทั้งหลายล้วนเป็น ศิษย์ของพระศากยมุนีพุทธเจ้า และมีแนวทางปฏิบัติเดียวกัน คือ การดำรงรักษาพระวินัยและปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์ ด้วยความเข้าใจนี้ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างนิกายต่าง ๆ จึงเป็นสิ่งที่มีคุณค่า และจำเป็นอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน หากมองในภาพรวมของพระพุทธศาสนาในยุคนี้ เราจะเห็นได้ว่า จำนวนพระภิกษุและพุทธศาสนิกชนลดลงเรื่อย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่เยาวชน นี่คือปัญหาที่เราทุกคนต้องตระหนักและร่วมกันแก้ไขอย่างเร่งด่วน ดังนั้น ทั้งพระสงฆ์และคฤหัสถ์ ต่างควรมีส่วนร่วมรับผิดชอบในการธำรงพระพุทธศาสนา รวมพลังของชาวพุทธให้มั่นคง และร่วมกันนำทางเยาวชน ให้ก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งพุทธธรรม ในวันนี้ ข้าพเจ้าขอถือโอกาส เชิญชวนทุกท่าน ให้ร่วมกันตระหนักถึงภารกิจอันสำคัญนี้”

ความสำเร็จของวัดพระธรรมกายไทเปในวาระครบ 30 ปีนี้ มิใช่เพียงความสำเร็จด้านถาวรวัตถุ แต่เป็นเครื่องยืนยันถึงความตั้งใจจริงในการสานต่องานพระศาสนา ดังพุทธพจน์ที่พระบรมศาสดาได้ทรงประทานไว้แก่พระอรหันต์ 60 รูปแรก เพื่อส่งไปประกาศพระศาสนาว่า: “จรถ ภิกฺขเว จาริกํ พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย โลกานุกมฺปาย อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานํ…” (ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงจาริกไป เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนหมู่มาก เพื่อความสุขแก่ชนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อความเกื้อกูล เพื่อความสุข แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย)

การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างแดนนั้น ต้องอาศัยทั้ง “ขันติธรรม” (ความอดทน) และ “สามัคคีธรรม” (ความพร้อมเพรียง) ดังที่ปรากฏในงานนี้ ที่รวมสงฆ์จาก 3 นิกายไว้ด้วยกัน การทำหน้าที่กัลยาณมิตรชี้ทางสว่างให้เพื่อนมนุษย์ เป็นยอดแห่งมหากุศลที่ยังประโยชน์ให้กว้างไกล เป็นการสืบต่ออายุพระพุทธศาสนาให้ยืนยาว และสร้างสันติภาพที่แท้จริงให้บังเกิดแก่โลกสืบไป

ปากคาดคึกคัก! จัดกีฬาเยาวชนฉลองครบรอบ 47 ปี สร้างความสุข-กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน

ปากคาดคึกคัก! จัดกีฬาเยาวชนฉลองครบรอบ 47 ปี สร้างความสุข-กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน

ปากคาดคึกคัก! จัดกีฬาเยาวชนฉลองครบรอบ 47 ปี สร้างความสุข-กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.50 น.

ปากคาดคึกคัก! จัดกีฬาเยาวชนฉลองครบรอบ 47 ปี สร้างความสุข-กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน

บรรยากาศความสุขล้นอำเภอปากคาด เมื่อนายวุฒิชัย ชัยภูวนารถ นายอำเภอปากคาด เป็นประธานให้โอวาทแก่นักกีฬา ในการแข่งขัน วอลเลย์บอลเยาวชนประชาชนหญิง และ ฟุตบอล 7 คน รุ่นอายุไม่เกิน 12 ปี เนื่องในโอกาสวันสถาปนาอำเภอปากคาด ครบรอบ 47 ปี จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1–4 ธันวาคม 2568

กิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นเวทีกีฬาที่สร้างทั้ง คุณค่าและมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคม ให้กับพื้นที่อย่างแท้จริง ด้วยการเปิดโอกาสให้เยาวชนได้แสดงศักยภาพ เสริมสร้างสุขภาพ และสร้างความสามัคคีของคนในชุมชน

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ อำเภอพรเจริญ ก็ได้ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จัดการแข่งขันกีฬาฉลองวันสถาปนาอำเภออย่างคึกคักเช่นกัน สะท้อนให้เห็นถึงพลังความร่วมมือของพื้นที่ในการพัฒนากีฬาอย่างต่อเนื่อง

ด้าน สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดบึงกาฬ ได้บูรณาการนำเจ้าหน้าที่พลศึกษาลงพื้นที่สนับสนุนภารกิจของนายอำเภอทั้งสองอำเภอ เพื่อส่งเสริมการพัฒนากีฬาชุมชนและเยาวชนให้ตระหนักถึงความสำคัญของการออกกำลังกาย สอดคล้องกับ แผนพัฒนาการกีฬาชาติ ฉบับที่ 7 ภายใต้การขับเคลื่อนของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

มทร.ธัญบุรี ปั้นนวัตกรรม ‘เส้นโปรตีน 20 กรัม’ ช่วยผู้สูงวัยสู้ ‘กล้ามเนื้อสลาย’ ด้วยเอนไซม์

มทร.ธัญบุรี ปั้นนวัตกรรม ‘เส้นโปรตีน 20 กรัม’ ช่วยผู้สูงวัยสู้ 'กล้ามเนื้อสลาย' ด้วยเอนไซม์

มทร.ธัญบุรี ปั้นนวัตกรรม ‘เส้นโปรตีน 20 กรัม’ ช่วยผู้สูงวัยสู้ ‘กล้ามเนื้อสลาย’ ด้วยเอนไซม์

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดร.พีรพงศ์ งามนิคม อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ จากคณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) และผู้ก่อตั้ง Protinos Foods Company Limited พร้อมด้วย ดร.ศิริลักษณ์ สุรินทร์ จากคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประสบความสำเร็จในการพัฒนา ‘เส้นโปรตีนสูง’ (Protinos Noodle) นวัตกรรมอาหารสำหรับผู้สูงวัย เพื่อต่อสู้กับปัญหาภาวะกล้ามเนื้อสลายตัวที่คุกคามคนไทยกว่า 9 ล้านคน เส้นโปรตีนสูงนี้อัดแน่นด้วยโปรตีนสูงถึง 20 กรัม และกรดอะมิโนสำคัญ BCAAs ที่มีส่วนช่วยสร้างมวลกล้ามเนื้อ 4 กรัม อีกทั้งไขมันต่ำ ไม่มีคลอเลสเตอรอล พร้อมจุดเด่นด้านเนื้อสัมผัสที่เหนียวนุ่มเด้ง ทำให้ผู้สูงอายุสามารถบริโภคได้อย่างปลอดภัยและได้รับโภชนาการที่ครบถ้วน โดยได้รับทุนวิจัยสนับสนุนจากงบประมาณเพื่อสนับสนุนงานมูลฐานงบประมาณปี 2567

ดร.พีรพงศ์ งามนิคม อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน Food Process and Engineering เผยว่า ปัญหาหลักของผู้สูงอายุคือการเบื่ออาหารและการได้รับโปรตีนไม่เพียงพอ ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง เสี่ยงต่อการล้ม และต้องเข้ารับการรักษาพยาบาล การนำองค์ความรู้ทางวิศวกรรมอาหารมาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างสรรค์ Protinos Noodle จึงเป็นคำตอบที่ผสมผสานทั้งสารอาหารที่ครบถ้วน และเนื้อสัมผัสที่เหมาะสมกับสภาวะร่างกายของผู้สูงวัย

ดร.ศิริลักษณ์ สุรินทร์ ได้อธิบายเสริมเกี่ยวกับความเป็นนวัตกรรมและจุดเด่นคือ หัวใจของ Protinos Noodle คือการใช้เทคโนโลยีการหมักด้วยเอนไซม์ ทำให้ได้เส้นโปรตีนที่มีคุณสมบัติโดดเด่นเหนือกว่าบะหมี่ทั่วไปอย่างชัดเจน โดยออกแบบเนื้อสัมผัสที่มีความเหนียวนุ่มและเด้ง โดยความนุ่มอยู่ในระดับ IDDSI 4 ซึ่งเป็นระดับที่ปลอดภัยและง่ายต่อการเคี้ยวสำหรับผู้สูงอายุ ความสำเร็จนี้ได้รับการปกป้องด้วยนวัตกรรมภายใต้ Petty Patent ในด้าน Enzyme-assisted protein structuring ซึ่งเป็นเทคนิคสำคัญที่ทำให้เกิดโครงสร้างเส้นที่นุ่มและเด้งอย่างเป็นธรรมชาติ และยังรวมถึงสูตรการผสมผสาน BCAAs ในสัดส่วนที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุโดยเฉพาะ

สำหรับการนำไปประกอบอาหารและเวทีนวัตกรรม เพื่อตอกย้ำว่า Food Innovation คือ เนื้อสัมผัสที่โดดเด่น Protinos Noodle ได้รับเลือกให้เข้าร่วมนำเสนอในงาน FOREFOOD COHORT #5 DEMO DAY ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรม Forefood Accelerator จัดโดย เมืองนวัตกรรมอาหาร (FoodInnopolis) สวทช. ร่วมกับ บจก.บุญรอดบริวเวอรี่ โดยทีมงานได้สร้างสรรค์เมนูพิเศษนั่นคือ ‘เส้นโปรตีนผัดพริกแห้งกระเทียมกุ้ง’ โดยใช้เส้นโปรตีนสูงเป็นวัตถุดิบหลัก เมนูนี้แสดงให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์สามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลาย ไม่จำกัดอยู่แค่เมนูสำหรับผู้ป่วย แต่ยังสามารถสร้างสรรค์เป็นเมนูฟิวชั่นรสเลิศที่คนทุกวัยสามารถบริโภคได้ เป็นการเปิดประสบการณ์อาหารอนาคต ที่มีโภชนาการสูงและรสชาติที่ดีไปพร้อมกัน

ดร.พีรพงศ์ งามนิคม ยังกล่าวอีกว่า Protinos Foods Co.,Ltd. วางกลยุทธ์การตลาดแบบสองทิศทาง ทั้งตลาด B2B ได้แก่ โรงพยาบาลและศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ และตลาด B2C ผ่านช่องทางออนไลน์และ Modern Trade และชูจุดแข็งของผลิตภัณฑ์อยู่ที่ คุณค่าทางโภชนาการที่เหนือกว่าบะหมี่เพื่อสุขภาพทั่วไป ทำให้สามารถสร้างความแตกต่างในตลาดที่มีการแข่งขันสูง บริษัทตั้งเป้ายอดขายในประเทศไว้ที่ 3.6 ล้านบาทในระยะเริ่มต้น สำหรับแผนระยะยาวใน Phase 2 บริษัทเตรียมขยายตลาดไปยังกลุ่มประเทศเอเชีย-แปซิฟิก โดยมีเป้าหมายในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในภูมิภาค ด้วยนวัตกรรมอาหารที่พัฒนาโดยนักวิจัยไทย

Protinos Noodle เป็นบทพิสูจน์สำคัญจาก มทร.ธัญบุรี ที่เปลี่ยนความรู้ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมสูงวัย ผู้ที่สนใจนวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพนี้ หรือองค์กรที่ต้องการเป็นพันธมิตรเพื่อร่วมสนับสนุนโภชนาการที่ดีให้แก่ผู้สูงอายุ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Protinos Foods Company Limited เพื่อร่วมกันสร้างมาตรฐานใหม่ด้านอาหารเพื่อสุขภาพและการป้องกันภาวะกล้ามเนื้อสลายตัวในประเทศไทย

อว.คิกออฟ ‘โดรนคนละครึ่งพลัส สู่สมาร์ทฟาร์มมิ่ง’ นำร่อง 3 จังหวัด ‘อยุธยา – อ่างทอง – ปทุมธานี’

อว.คิกออฟ 'โดรนคนละครึ่งพลัส สู่สมาร์ทฟาร์มมิ่ง' นำร่อง 3 จังหวัด 'อยุธยา - อ่างทอง - ปทุมธานี'

อว.คิกออฟ ‘โดรนคนละครึ่งพลัส สู่สมาร์ทฟาร์มมิ่ง’ นำร่อง 3 จังหวัด ‘อยุธยา – อ่างทอง – ปทุมธานี’

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.09 น.

“สุรศักดิ์” คิกออฟโครงการ “โดรนคนละครึ่งพลัส สู่สมาร์ทฟาร์มมิ่ง” กร่ะทรวง อว.ช่วยจ่าย 40 บาทต่อไร่! แบ่งเบาภาระเกษตรกร – ชาวนานำร่องใน 3 จังหวัด “อยุธยา – อ่างทอง – ปทุมธานี”  1 แสนไร่แถมตรวจวัดคุณภาพดิน – จัดอบรมนักบินโดรนฟรี! เปิดให้ลงทะเบียนแล้วสำหรับผู้มีที่นาไม่เกิน 30 ไร่ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของที่นาหรือเป็นผู้เช่านา ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ม.ค.69

2 ธันวาคม 2568 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ลงพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลกระจิว (อบต.กระจิว) อ.ภาชี จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อคิกออฟโครงการ “โดรนคนละครึ่งพลัส สู่สมาร์ทฟาร์มมิ่ง” โดยมีนายวรวิทย์ ยอแสง  รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา ผู้ช่วย รมต.กระทรวง อว. นายพิษณุ พลธี ที่ปรึกษา รมว.กระทรวง อว. น.ส.พิมพ์พร ชีวานันท์ เลขานุการ รมว.กระทรวง อว. น.ส.วราภรณ์ รุ่งตระการ รองปลัดกระทรวง อว. ดร.วันนี นนท์ศิริ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวง อว. ดร.พันธ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี ผู้ช่วยปลัดกระทรวง อว. ผู้บริหารหน่วยงานกระทรวง อว. นายฉลอง ขุนพรหม นายก อบต.กระจิว ผู้บริหารหน่วยงานในพื้นที่ และเกษตรกรในพื้นที่กว่า 300 คนเข้าร่วม นอกจากนี้ ยังมี น.ส.พิมพฤดา ตันจรารักษ์ ส.ส.เขต 3 จังหวัดพระนครศรีอยุธา พรรคภูมิใจไทยเข้าร่วมด้วย

โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคักคัก มีหน่วยงานของกระทรวง อว. ได้แก่ อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภายใต้สำนักงานปลัดกระทรวง อว. สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) นำโดรนชนิดต่างๆ และนิทรรศการมาจัดแสดงมีเกษตรกรให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก

จากนั้น นายสุรศักดิ์ ได้มอบหมายให้นายพิษณุ พลธี ที่ปรึกษา รมว.กระทรวง อว. พญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา ผู้ช่วย รมต.กระทรวง อว. น.ส.พิมพ์พร ชีวานันท์ เลขานุการ รมว.กระทรวง อว.ร่วมกันกล่าวเปิดงาน โดยนายพิษณุ กล่าวว่า “โดรนคนละครึ่งพลัส สู่สมาร์ทฟาร์มมิ่ง” เป็นโครงการสำคัญของกระทรวง อว. ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับเกษตรกรและพี่น้องประชาชนโดยตรง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร เพิ่มประสิทธิภาพเพิ่มรายได้และลดต้นทุนการผลิต ทั้งยังช่วยประหยัดเวลาและแรงงานในการทำงาน เช่น การฉีดพ่นสารเคมี, การให้ปุ๋ย, หรือการหว่านเมล็ด ที่สำคัญเป็นการลดการใช้สารเคมีและปุ๋ยเนื่องจากการควบคุมที่แม่นยำ ทำให้สามารถประเมินและจัดการการใช้ได้อย่างคุ้มค่ามากขึ้น ส่งผลให้คุณภาพและปริมาณของผลผลิตเพิ่มขึ้นและสามารถเข้าถึงพื้นที่เพาะปลูกที่ยากลำบาก เช่น พื้นที่ลาดชันหรือมีอุปสรรค ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดโครงการนี้จะช่วยลดความเสี่ยงด้านสุขภาพ เพราะเกษตรกรไม่ต้องสัมผัสสารเคมีโดยตรง ทำให้ลดความเสี่ยงในการเกิดปัญหาสุขภาพระยะยาว เช่น มะเร็ง หรืออาการแพ้ต่างๆ

นายพิษณุ กล่าวต่อว่า กระทรวง อว. ได้สำรวจค่าใช้บริการโดรนเพื่อการเกษตรพบว่าปัจจุบันราคาอยู่ที่ 70 บาทต่อไร่ ดังนั้น โครงการโดรนคนละครึ่งพลัส สู่สามาร์ทฟาร์มมิ่ง จะให้ “สิทธิประโยชน์สำหรับเกษตรกร” โดยช่วยสนับสนุนค่าใช้บริการโดรน 40 บาท/ไร่ ให้กับเกษตรกรที่มีที่นารายละไม่เกิน 30 ไร่ และยังสนับสนุนการตรวจวัดคุณภาพดินฟรีให้กับเกษตรกร นี่จึงเป็นที่มาของชื่อโครงการโดรนคนละครึ่งพลัส สู่สมาร์ทฟาร์มมิ่ง เพราะเราให้มากกว่าครึ่ง ที่สำคัญ เรายังจัดอบรม “นักบินโดรนเพื่อการเกษตร” ฟรี! เพื่อเสริมทักษะการบินและการใช้งานโดรนเพื่อการเกษตรตามมาตรฐาน พร้อมต่อยอดสู่การประกอบอาชีพจริงให้กับเกษตรกรด้วย เรียกว่ากระทรวง อว. ช่วยเกือบครบวงจรการผลิต

“โครงการ “โดรนคนละครึ่งพลัส สู่สมาร์ทฟาร์มมิ่ง” เฟสแรกจะนำร่องใน 3 จังหวัด คือ พระนครศรีอยุธยา –  อ่างทอง – ปทุมธานี คาดว่าการดำเนินโครงการในเฟสแรกนี้จะสามารถช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรได้ไม่น้อยกว่า 3,300 ราย ครอบคลุมพื้นที่ไม่น้อยกว่า 1 แสนไร่” นายพิษณุ กล่าว

ต่อมานายสุรศักดิ์ ได้คิกออฟโครงการ “โดรนคนละครึ่งพลัส สู่สมาร์ทฟาร์มมิ่ง” ด้วยการควบคุมและสั่งการโดรนพร้อมกับปล่อยขบวนโดรนไปยังแปลงนาข้าวนำร่องบริเวณหน้าองค์การบริหารส่วนตำบลกระจิว (อบต.กระจิว) และให้สัมภาษณ์ว่า โครงการ “โดรนคนละครึ่งพลัส สู่สมาร์ทฟาร์มมิ่ง” เริ่มนำร่องตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.2568 ถึงวันที่ 31 ม.ค.2569 ใน 3 จังหวัดคือพระนครศรีอยุธยา อ่างทองและปทุมธานี จำนวน 1 แสนไร่โดยเปิดให้เกษตรกรลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการและเปิดให้ผู้ประกอบการโดรนที่ต้องการเข้ามารับจ้างบินโดรนผ่านช่องทางที่ 1 เว็บเพจ: โดรนคนละครึ่ง.mhesi.go.th  และช่องทางที่ 2 แอปพลิเคชั่น “เกษตรทันใจ” โดยคลิกที่หน้าโดรนคนละครึ่งพลัส ที่สำคัญหากเกษตรกรให้ความสนใจกระทรวง อว.จะขยายผลโครงการ “โดรนคนละครึ่งพลัส สู่สมาร์ทฟาร์มมิ่ง” ไปทั่วประเทศ

รมว.กระทรวง อว.กล่าวต่อว่า เกษตรกรหรือชาวนาทั้งที่มีที่นาเป็นของตัวเองหรือเป็นผู้เช่าที่นาผู้อื่นทำสามารถลงทะเบียนได้หมด แปลงนาหรือแปลงเกษตรในจังหวัดนำร่องราคาค่าบริการโดรนอาจจะไม่เท่ากัน ทั้งใช้โดรนเพื่อหว่าน ใส่ปุ๋ยหรือพ่นยา แต่กระทรวง อว.จ่ายให้ 40 บาทต่อไร่

-(016)

เปิดประวัติ โรงเรียนไผทอุดมศึกษา โรงเรียนดังย่านหลักสี่หลังไปต่อไม่ไหว

เปิดประวัติ โรงเรียนไผทอุดมศึกษา โรงเรียนดังย่านหลักสี่หลังไปต่อไม่ไหว

เปิดประวัติ โรงเรียนไผทอุดมศึกษา โรงเรียนดังย่านหลักสี่หลังไปต่อไม่ไหว

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.06 น.

โรงเรียนไผทอุดมศึกษา

หากใครมีที่พักอาศัยอยู่บริเวณถนนวิภาวดีรังสิต เขตหลักสี่ คงต้องเคยเห็นหรือเคยผ่านโรงเรียนเก่าแก่อย่างโรงเรียนโรงเรียนไผทอุดมศึกษาที่มีประวัติความเป็นมาเนิ่นนานตั้งอยู่เป็นแน่แท้ และยิ่งโรงเรียนแห่งนี้เกิดเป็นประเด็นข่าวดราม่าบนโลกออนไลน์ไปเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมาด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ใครหลายคนจดจำได้และรู้จักมากขึ้น

ซึ่งในวันนี้ แนวหน้าออนไลน์ ขออาสาทุกท่านพาไปทำความรู้จักกับโรงเรียนไผทอุดมศึกษาที่มีประวัติความเป็นมายาวนานมากถึง 55 ปี มีชื่อเสียงโด่งดังและผลิตนักเรียนคุณภาพออกมาแล้วหลายรุ่นให้กับประเทศ ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายที่โรงเรียนแห่งนี้จำต้องปิดตัวลงอย่างน่าใจหายจากการที่ โรงเรียนไผทอุดมศึกษา ประสบปัญหาต่าง ๆ มาอย่างเนิ่นนาน ไม่ว่าจะเป็นการที่จำนวนเด็กเกิดน้อยลง การขาดเศียรภาพทางการเงินและตกต่ำ ประกอบกับการเกิดวิกฤติ โควิด-19 ของประเทศไทยทำให้ไปต่อไม่ไหว

โรงเรียนไผทอุดมศึกษา

ประวัติ โรงเรียนไผทอุดมศึกษา

โรงเรียนไผทอุดมศึกษา เป็นโรงเรียนเอกชน ซึ่งไม่ได้รับเงินอุดหนุนจากกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีบริษัทไผทอุดม จำกัดเป็นเจ้าของตั้งอยู่ถนนวิภาวดีรังสิต เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร 10210 เปิดสอนในระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1- ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

คุณหญิงอุดมลักษณ์ ศรียานนท์ เป็นผู้ก่อตั้งเพื่อเป็นอนุสรณ์ ให้แก่ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ และเพื่ออุดมการณ์ของท่านที่จะให้มีสถานศึกษาที่ดีมีคุณภาพ ส่งเสริมพัฒนาการของนักเรียนให้มีความพร้อมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา พร้อมทั้งอบรมสั่งสอนให้เพียบพร้อมไปด้วยคุณธรรม และจริยธรรม เพื่อเป็นเยาวชนที่ดีของชาติสืบต่อไป

โรงเรียนไผทอุดมศึกษา ได้ดำเนินการก่อสร้างตั้งแต่ปี 2513 บนเนื้อที่ 18 ไร่ 2 งาน 36 ตารางวา แล้วเสร็จ และทำพิธีเปิดป้ายดำเนินการ เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2514 โดยดำเนินกิจการดังนี้

โรงเรียนไผทอุดมศึกษา

ปีการศึกษา 2514

– เปิดรับนักเรียนชาย-หญิงไปกลับ ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-7 และรับนักเรียนชายประจำตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3-7 นักเรียนรวม 172 คน เป็นนักเรียนประจำชาย 61 คน ครูและพนักงาน 20 คน

ปีการศึกษา 2515

– เปิดรับนักเรียนชาย-หญิง ไปกลับตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-มัธยมศึกษาปีที่ 1 และนักเรียนประจำชายตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3-มัธยมศึกษาปีที่ 1 นักเรียนรวม 271 คน เป็นนักเรียนประจำชาย 96 คน ครูและพนักงาน 32 คน

ปีการศึกษา 2516

– ได้ขยายรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และเมื่อ วันที่ 16 พฤศจิกายน เปิดกองลูกเสือ และในวันที่ 18 พฤศจิกายน เปิดกองยุวกาชาด

ปีการศึกษา 2518

– เปิดรับนักเรียนชาย-หญิง ไปกลับ ตั้งแต่ชั้นอนุบาลปีที่ 1-มัธยมศึกษาปีที่ 3 และนักเรียนประจำชายประถมศึกษาปีที่ 3-มัธยมศึกษาปีที่ 3

โรงเรียนไผทอุดมศึกษา

ปีการศึกษา 2519

– เปิดรับนักเรียนชาย-หญิง ไปกลับตั้งแต่ชั้นอนุบาลปีที่ 1-มัธยมศึกษาปีที่ 3 ยกเลิกนักเรียนประจำเนื่องจากมีนักเรียนน้อย ค่าใช้จ่ายสูงและขาดผู้ดูแลนักเรียนประจำที่ดี นักเรียนรวม 1,390 คน ครูและพนักงาน 60 คน

ปีการศึกษา 2521

– เปิดรับนักเรียนชาย-หญิง ไปกลับตั่งแต่ชั้นชั้นอนุบาลปีที่ 1-มัธยมศึกษาปีที่ 3 และได้เปลี่ยนหลักสูตรใหม่ตามกระทรวงศึกษาธิการ

ปีการศึกษา 2522

– โรงเรียนได้รับรองวิทยฐานะจากกระทรวงศึกษาธิการ

ปีการศึกษา 2535

– โรงเรียนได้รับ “โรงเรียนรางวัลพระราชทาน” ระดับมัธยมศึกษา

โรงเรียนไผทอุดมศึกษา

ปีการศึกษา 2539

– โรงเรียนได้รับ “โรงเรียนรางวัลพระราชทาน” ระดับประถมศึกษา

ปีการศึกษา 2543

– โรงเรียนได้รับ “โรงเรียนรางวัลพระราชทาน” ระดับก่อนประถมศึกษา

ปีการศึกษา 2545

– โรงเรียนเปิดรับสมัครนักเรียนชาย-หญิง หลักสูตร International Program

ปีการศึกษา 2552

– โรงเรียนได้รับ “โรงเรียนรางวัลพระราชทาน” ระดับประถมศึกษา

ปีการศึกษาปัจจุบัน

– เปิดรับนักเรียนชาย-หญิง ตั้งแต่ชั้นอนุบาลปีที่ 1-มัธยมศึกษาปีที่ 3

(2553)

– นักเรียน 3,300 คน ผู้บริหาร 29 คน ครูและพนักงาน 307 คน คนงาน/ รปภ / แม่บ้าน 40 คน

โรงเรียนไผทอุดมศึกษา ได้เปิดทำการสอนมาครบ 40 ปีแล้ว และมีผู้บริหารโรงเรียนมาดังนี้

 พ.ศ. 2513 – 2528

 นายอรุณ ทัพพะรังสี ผู้อำนวยการ

 พ.ศ. 2528 – 2545

 นางพริ้มพราย สุพโปฎก ผู้อำนวยการ

 พ.ศ. 2546 – 2552

 นางพริ้มพราย สุพโปฎก ประธานกรรมการอำนวยการ (CEO.)

 พ.ศ. 2513 – 2521

 นางชูชีพ วัฒนศิริโรจน์ อาจารย์ใหญ่

 พ.ศ. 2521 – 2531

 นางสุนงนาท สูตะบุตร อาจารย์ใหญ่

 พ.ศ. 2531 – 2545

 นางผลิกา เศวตศิลา อาจารย์ใหญ่

 พ.ศ. 2546 – 2553

 นางผลิกา เศวตศิลา ผู้อำนวยการ

โรงเรียนไผทอุดมศึกษา

สัญลักษณ์ประจำโรงเรียน

อักษรย่อ ผ.อ.ศ. ไขว้เป็นรูปวงกลมมี 3 สี คือ สีแสด เขียว เหลือง

สีประจำโรงเรียน “แสด เขียว”

สีแสด

(สีเหลือง + สีแดง)

สีเหลือง หมายถึง ความมีคุณธรรมประจำใจ ความร่มเย็นเป็นสุข

สีแดง หมายถึง เลือดเนื้อ

สีเขียว หมายถึง ความอุดมสมบูรณ์

เมื่อรวมความหมาย สีแสด-สีเขียว แล้ว หมายความถึง โรงเรียนไผทอุดมศึกษาเป็นสถานศึกษาวิชาสามัยแล้วยังเป็นสถานที่อบรมสั่งสอนให้นักเรียนมีคุณธรรม มีความสุขความเจริญ ความสมบูรณ์ ในการดำรงชีวิต เพื่อเป็นบุคลากรที่ดีของชาติต่อไป

คำขวัญ

“สุขุม รอบคอบ สามัคคี มีระเบียบ”

ปรัชญาประจำโรงเรียน

“เรียนดี กีฬาเก่ง เคร่งวินัย ใฝ่คุณธรรม”

โรงเรียนไผทอุดมศึกษา
โรงเรียนไผทอุดมศึกษา

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก patai.ac.th, เฟซบุ๊ก Patai Udom Suksa School 

นฤมล นำทีม ศธ.ตรวจโรงเรียนหาดใหญ่หลังน้ำท่วมหนัก พร้อมส่งทีมอาชีวะ Fix It ช่วยซ่อมไฟบ้านเรือน ปชช.

นฤมล นำทีม ศธ.ตรวจโรงเรียนหาดใหญ่หลังน้ำท่วมหนัก พร้อมส่งทีมอาชีวะ Fix It ช่วยซ่อมไฟบ้านเรือน ปชช.

นฤมล นำทีม ศธ.ตรวจโรงเรียนหาดใหญ่หลังน้ำท่วมหนัก พร้อมส่งทีมอาชีวะ Fix It ช่วยซ่อมไฟบ้านเรือน ปชช.

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.34 น.

นฤมล นำ ศธ.ลุยสำรวจโรงเรียน หาดใหญ่ พร้อมร่วมครัวมูลนิธิธรรมนัส ให้กำลังใจอาสาเข้าฟื้นฟูเมืองกว่า 600 คน ส่งทีมอาชีวะ Fix It ช่วยซ่อมไฟบ้านเรือน ปชช.

นฤมล นำ ศธ ลุยสำรวจโรงเรียน หาดใหญ่

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นำคณะหน่วยงานด้านการศึกษา ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ลงพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามสถานการณ์ฟื้นฟูหลังอุทกภัยและสนับสนุนการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่

ในช่วงเช้า ศ.ดร.นฤมล ได้ร่วมทำอาหารกับโรงครัวของมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า เพื่อการกุศล ซึ่งตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าโรงแรมซิกเนเจอร์ พร้อมให้กำลังใจทีมจิตอาสาจากสมาชิกพรรคกล้าธรรม ทั้งจากจังหวัดนราธิวาสและยะลา รวมกว่า 600 คน ที่เดินทางมาร่วมแรงร่วมใจทำความสะอาด ฟื้นฟูพื้นที่สาธารณะ ถนน ชุมชน และจุดที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยในอำเภอหาดใหญ่

นฤมล นำ ศธ ลุยสำรวจโรงเรียน หาดใหญ่

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการได้บูรณาการทุกภาคส่วนด้านการศึกษาเข้าร่วมภารกิจฟื้นฟูอย่างเต็มกำลัง โดยวันนี้ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้ส่งทีมนักศึกษาอาชีวะภายใต้โครงการ Fix It Center จำนวน 8 ชุด ชุดละ 5 คน พร้อมเครื่องมือซ่อมแซมอุปกรณ์ไฟฟ้าและระบบไฟฟ้าในบ้านเรือน ลงพื้นที่เขต 8 เพื่อให้บริการตรวจเช็กและซ่อมระบบไฟฟ้าให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

จากนั้นได้ลงสำรวจความเสียหายของโรงเรียนบ้านบึงพิชัย โรงเรียนบ้านวังหรัง และโรงเรียนหาดใหญ่เจริญราษฎร์พิทยา โดยยืนยันว่า กระทรวงศึกษาฯ จะเดินหน้าสนับสนุนการฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการซ่อมแซมสถานศึกษา การช่วยเหลือนักเรียน–ครอบครัว และการสนับสนุนกำลังคนจากภาคการศึกษา เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้โดยเร็วที่สุด

นฤมล นำ ศธ ลุยสำรวจโรงเรียน หาดใหญ่
นฤมล นำ ศธ ลุยสำรวจโรงเรียน หาดใหญ่
นฤมล นำ ศธ ลุยสำรวจโรงเรียน หาดใหญ่
นฤมล นำ ศธ ลุยสำรวจโรงเรียน หาดใหญ่
นฤมล นำ ศธ ลุยสำรวจโรงเรียน หาดใหญ่
นฤมล นำ ศธ ลุยสำรวจโรงเรียน หาดใหญ่
นฤมล นำ ศธ ลุยสำรวจโรงเรียน หาดใหญ่
นฤมล นำ ศธ ลุยสำรวจโรงเรียน หาดใหญ่

สานพลัง 3 มหาลัย! เปิด ‘สูตรสำเร็จ’ รับมืออุทกภัย-ยกระดับชุดความรู้สู้ภัยพิบัติ

สานพลัง 3 มหาลัย! เปิด ‘สูตรสำเร็จ’ รับมืออุทกภัย-ยกระดับชุดความรู้สู้ภัยพิบัติ

สานพลัง 3 มหาลัย! เปิด ‘สูตรสำเร็จ’ รับมืออุทกภัย-ยกระดับชุดความรู้สู้ภัยพิบัติ

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.59 น.

สานพลัง 3 มหาวิทยาลัย! มอ.ปัตตานี-มรภ.ยะลา-มนร. เปิด ‘สูตรสำเร็จ’ รับมืออุทกภัย 3 จังหวัดชายแดนใต้ ยกระดับชุดความรู้สู้ภัยพิบัติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เครือข่ายมหาวิทยาลัยในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (มอ.ปัตตานี), มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา (มรภ.ยะลา) และ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ (มนร.) ได้เปิดเผยถึง ‘สูตรสำเร็จ’ ในการรับมือภัยพิบัติน้ำท่วมด้วยการบูรณาการความรู้และกำลังคนอย่างเป็นระบบ

ผศ.ดร.อรุณีวรรณ บัวเนี่ยว รองอธิการบดี ฝ่ายวิจัยและพันธกิจสังคม มอ.ปัตตานี เปิดเผยว่า ทั้ง 3 มหาวิทยาลัยได้หลอมรวมข้อมูลความรู้จากงานวิจัย พัฒนาเป็น แพลตฟอร์มบูรณาการเพื่อการพัฒนาพื้นที่ โดยได้รับการสนับสนุนทุนจาก บพท. (กระทรวง อว.) และเชื่อมโยงความร่วมมือกับทุกภาคีเครือข่าย ทั้งราชการ เอกชน และภาคประชาสังคม

‘ภายใต้แพลตฟอร์มบูรณาการฯ เรามีกำลังคนทั้งคณาจารย์ นักศึกษา และบุคลากรของ 3 มหาวิทยาลัย ในการทำงานร่วมกันถึง 30,000 คน โดยที่เกือบทุกคนเป็นผู้มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ รู้จักพื้นที่ ตลอดจนวิถีชีวิตคนพื้นที่อย่างดี ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งของความสำเร็จในการรับมือภัยพิบัติน้ำท่วม’ ผศ.ดร.อรุณีวรรณ กล่าว

ปัจจัยสำคัญของความสำเร็จคือการทำงานแบบ จิตอาสา และมีการจัดระบบระเบียบการทำงานออกเป็น 8 ทีม รับผิดชอบแต่ละด้านอย่างชัดเจน ได้แก่ ทีมข้อมูลสถานการณ์น้ำ, ทีมข้อมูลสถานการณ์พื้นที่, ทีมรับบริจาค, ทีมปฏิบัติการพื้นที่, ทีมครัวเฉพาะกิจ, ทีมสื่อสารและประสานงาน, ทีมเทคโนโลยีภัยพิบัติ, และทีมวิเคราะห์ประเมินผลกระทบจากสถานการณ์

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการรับมือภัยพิบัติน้ำท่วมปี 2568 ของจังหวัดปัตตานี มอ.ปัตตานี ได้ประสานความร่วมมือกับ นางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เพื่อเปิด ศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการแก้ปัญหาน้ำท่วมแบบเรียลไทม์

ผศ.ดร.เกสรี ลัดเลีย รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและวิชาการ มรภ.ยะลา กล่าวเสริมถึงข้อค้นพบสำคัญจากการปฏิบัติงานจริงว่า แพลตฟอร์มบูรณาการฯ ยังช่วยแก้ไขโจทย์เพิ่มเติมในประเด็นการ บริบาลผู้ป่วย และ การผดุงครรภ์ ในช่วงเกิดภัยพิบัติให้ลุล่วงไปด้วย

รศ.ดร.วสันต์ พลาศัย รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มนร. กล่าวสรุปว่า การขับเคลื่อนงานด้วยชุดความรู้จากการวิจัย และการสร้างการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดและนายกเทศมนตรีเป็นกลไกหลัก ทำให้การรับมือภัยพิบัติน้ำท่วมในทั้ง 3 จังหวัดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และควบคุมความเสียหายให้อยู่ในวงจำกัด

พร้อมกันนี้ ได้เสนอแนวคิดว่า ‘ปัตตานีโมเดล-ยะลาโมเดล หรือ นราธิวาสโมเดล’ ควรเป็นปัจจัยสนับสนุนให้หน่วยงานระดับนโยบาย ผลักดันให้งานป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ เป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจสำคัญของมหาวิทยาลัย เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่มีความพร้อมทั้งความรู้ วัสดุอุปกรณ์ และกำลังบุคลากร

///////-026

BU ปั้นบัณฑิตตอบโจทย์โลกอนาคต ด้วย 6 หลักสูตร พร้อมทำงานได้ทันที

BU ปั้นบัณฑิตตอบโจทย์โลกอนาคต ด้วย 6 หลักสูตร พร้อมทำงานได้ทันที

BU ปั้นบัณฑิตตอบโจทย์โลกอนาคต ด้วย 6 หลักสูตร พร้อมทำงานได้ทันที

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หนึ่งในความท้าทายที่วงการการศึกษาและธุรกิจเผชิญร่วมกันมายาวนาน คือ “ช่องว่างระหว่างความรู้ในห้องเรียนกับทักษะที่ตลาดงานต้องการจริง” ซึ่งยิ่งนับวันยิ่งห่างขึ้น ผู้ประกอบการจำนวนมากสะท้อนตรงกันว่า บัณฑิตจบใหม่ยังต้องใช้เวลาเรียนรู้งานเพิ่มอีกนาน ขณะที่บางฝ่ายมองว่าเด็กรุ่นใหม่มีความอดทนน้อย จนเกิดคำถามสำคัญว่า สถาบันอุดมศึกษาควรทำอย่างไรเพื่อลดช่องว่างนี้ให้ได้จริง

ด้วยสถานการณ์ดังกล่าว มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ไม่ได้เพียง “ปรับตัว” แต่เลือกที่จะแก้ Pain Point ด้วยการพัฒนาหลักสูตรที่ตอบโจทย์สถานประกอบการ ภาคธุรกิจ และอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง มุ่งแก้ไขการศึกษาแบบดั้งเดิมที่เน้นทฤษฎีมากกว่าการลงมือทำ ผ่านการออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ที่ชัดเจนและแตกต่าง เพื่อสร้างบัณฑิตที่พร้อมทำงานได้ทันทีในโลกยุคใหม่ จึงจัดงาน “One Day KOL at BU มหา’ลัย สุด COOL ที่ YOU ต้องมาทัวร์” ที่เปิดบ้านให้เหล่าอินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) กว่า 50 ชีวิต ได้ร่วมสัมผัสโมเดลการศึกษาที่ทำงานร่วมกับภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรมในการพัฒนาหลักสูตร ผลิตคนรุ่นใหม่พร้อมทำงานได้ทันที

ผศ.สรรเสริญ มิลินทสูต รองอธิการบดีอาวุโสด้านวิชาการ ม.กรุงเทพ กล่าวว่า การเปลี่ยนทำให้เกิดการแข่งขันที่รวดเร็ว ภาคธุรกิจต้องการปรับตัวสูง และปัญหาที่ได้ยินมาตลอด คือ สถาบันอุดมศึกษาได้ผลิตเด็ก สร้างคนแบบไหนถึงไม่ตอบโจทย์ ดังนั้น เพื่อให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงและเกิดความยั่งยืน ม.กรุงเทพ ได้กำหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนาคนอนาคต เพราะไม่ว่าจะเป็นเด็กนักศึกษา หรือผู้ปกครองต่างคาดหวังถึงอนาคตที่ดี จบแล้วมีงานและทำงานได้ทันที

“เราไม่ได้เป็นสถาบันที่มองเรื่ององค์ความรู้ หรือสร้างความรู้โดยไม่สนใจความต้องการของโลก เราพยายามที่จะหารือร่วมกับภาคธุรกิจ และอุตสาหกรรมตั้งแต่เริ่มต้น ฉะนั้น โมเดลความร่วมมือแบบเดิมๆ ที่มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่คุ้นเคย คือความเป็นพันธมิตรเชิงธุรกรรม เช่น การเชิญผู้เชี่ยวชาญมาบรรยายพิเศษ หรือการส่งนักศึกษาไปฝึกงานเป็นครั้งคราว แต่ม.กรุงเทพได้ก้าวข้ามโมเดลนั้นไปสู่การสร้าง “Ecosystem” ที่เปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ มีเครือข่ายพาร์ทเนอร์กว่า 1,000 แห่ง  และมหาวิทยาลัยไม่ได้มองเครือข่ายเป็นเพียงผู้รับนักศึกษาฝึกงาน แต่เป็นผู้ร่วมพัฒนาหลักสูตรตั้งแต่ต้นทาง” ผศ.สรรเสริญ กล่าว

ทุกหลักสูตร ทุกสิ่งที่มหาวิทยาลัยสอนล้วนสอดคล้องกับความต้องการของตลาด ผู้เชี่ยวชาญตัวจริงจากองค์กรชั้นนำจะเข้ามาสอนโดยใช้ “โจทย์จริง” ในการทำงานเป็นกรณีศึกษา และเมื่อบริษัทต่างๆ ได้เห็นศักยภาพและมีส่วนร่วมในการพัฒนาตัวตนของนักศึกษามาตั้งแต่ปีแรกๆ โอกาสในการฝึกงานและการจ้างงานจึงเปิดกว้างขึ้นโดยอัตโนมัติ

“ม.กรุงเทพเป็น “มหาวิทยาลัยสร้างสรรค์” (Creative University) แต่คำว่า “สร้างสรรค์” ในนิยามของที่นี่มีความหมายที่จับต้องได้และมีคุณค่าทางธุรกิจสูง เพราะนั่นเป็นความคิดสร้างสรรค์ที่สามารถนำไปสู่การปฎิบัติจริง เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งก่อนที่นักศึกษาจะ “คิดนอกกรอบ” ได้ ต้องเข้าใจ “กรอบการทำงาน” ของอุตสาหกรรม ฉะนั้น สิ่งที่ม.กรุงเทพปลูกฝังให้บัณฑิต คือ การมี Passion ในสิ่งที่ทำ มีความคิดสร้างสรรค์ มีทักษะทางสังคม และทำงานได้ทันที อย่างมืออาชีพ” ผศ.สรรเสริญ กล่าว

แกะกล่อง! หลักสูตรใหม่ “วิศวกรรมปัญญาประดิษฐ์และการเป็นผู้ประกอบการ” อ.ภัทรารัตน์ ตั้งนิสัยตรง ผู้อำนวยการหลักสูตร กล่าวว่า หลักสูตรดังกล่าวเกิดขึ้น ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง ม.กรุงเทพ และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ผสมผสานความรู้ด้านวิศวกรรม AI เข้ากับทักษะการเป็นผู้ประกอบการ หลักสูตรนี้ใช้ปรัชญา “ล้มให้เร็ว เรียนรู้ให้เร็ว” นักศึกษาจะได้เริ่มสร้างไอเดียธุรกิจและสามารถนำไปเสนอกับลูกค้าตัวจริงได้ตั้งแต่ปี 1 พวกเขาไม่ได้เรียนเพียงทฤษฎี แต่เรียนรู้จากโลกการทำงานจริง ผ่านการลงมือทำและแก้ไขปัญหาซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอด 4 ปี โดยมีเป้าหมายสร้างนวัตกร AI ที่มีหัวใจและความคิดสร้างสรรค์ตอบโจทย์ตลาดและสร้างธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้จริง

เช่นเดียวกับ 2 หลักสูตรใหม่ อย่าง “หลักสูตรนานาชาติ Film, Series and Global Content Production and Business” และ “หลักสูตร Virtual Production and Immersive Experience Design” นำโดย ดร.พีรชัย เกิดสินธุ์ ผู้ช่วยอธิการบดีสายวิชาการ และรักษาการคณบดีคณะดิจิทัลมีเดียและศิลปะภาพยนตร์  กล่าวว่า 2 หลักสูตรเกิดจากความต้องการของผู้ประกอบการทั้งในไทยและต่างประเทศ ซึ่งหลักสูตรนานาชาติ Film ฯ ถูกสร้างขึ้นมาจากการที่สตูดิโอต่างชาติเดินเข้ามาหามหาวิทยาลัย เพื่อมองหาคนรุ่นใหม่ที่มีไอเดียใหม่ๆ ไม่ใช่เพียงการผลิตนักทำหนัง แต่เป็นการสร้าง Showrunner หรือ  Creative Producer  ที่สามารถมองเห็นไอเดียที่มีศักยภาพ พัฒนาโปรเจกต์ให้เป็นรูปเป็นร่าง เข้าใจโมเดลธุรกิจ สามารถระดมทุน และทำการตลาดสู่สายตาผู้ชมทั่วโลกได้

ขณะที่ “หลักสูตร Virtual Production and Immersive Experience Design” ถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการบุคลากรจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี โดยมี 3 กลุ่มวิชาเอกที่ชัดเจน คือ 1. Virtual Production สำหรับอุตสาหกรรมภาพยนตร์โดยเฉพาะ 2. Immersive Experience Design สำหรับอุตสาหกรรมอื่น เช่น การแพทย์ (จำลองการผ่าตัด), อีคอมเมิร์ซ (ลองสินค้าเสมือนจริง) และ 3. Virtual Visualization ที่เป็นกระดูกสันหลังในการสร้างสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) ดังนั้น เด็กรุ่นใหม่ที่มาเรียนใน 2 หลักสูตรนี้จะเป็นที่ต้องการของตลาด จบไปมีงานทำอย่างแน่นอน

ดร.นิธิวดี จรรยาสวัสดิ์ คณบดีวิทยาลัยนานาชาติจีน และหัวหน้าหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ (มุ่งเน้นธุรกิจจีน) กล่าวว่ามหาวิทยาลัยวางตำแหน่งตัวเองเป็น “สะพานเชื่อมระหว่างตะวันออกและตะวันตก” โดยมีเป้าหมายที่เหนือกว่าการสอนภาษา คือ การปลูกฝังให้นักศึกษามี “วิธีคิดแบบซีอีโออย่างจีน” และเข้าใจระบบนิเวศ (Ecosystem) ของการทำธุรกิจในโลกที่จีนมีบทบาทสำคัญ การจัดตั้งหลักสูตรบริหารธุรกิจที่สอนเป็นภาษาอังกฤษและภาษาจีนควบคู่กันจึงไม่ใช่ตอบสนองความต้องการกำลังคนของตลาดโลก แต่เป็นการเดินหมากเชิงรุกบนเวทีโลก เพื่อสร้างบัณฑิตที่พร้อมจะคว้าโอกาสและเติบโตไปพร้อมกับมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก

ด้าน “หลักสูตรการตลาดดิจิทัล” ที่เปิดรับนักศึกษามาแล้ว 8-9 รุ่น “ดร.กิตติภูมิ ศุภมนตรี ผู้อำนวยการหลักสูตรการตลาดดิจิทัล” กล่าวว่า จุดเด่นของหลักสูตร คือการให้ความสำคัญกับการ “ลงมือทำจริง” มากกว่าทฤษฎีในห้องเรียน โครงงานของนักศึกษากว่า 70% เป็นโจทย์ที่ได้รับมอบหมายจากลูกค้าในภาคอุตสาหกรรมจริงๆ โดยการเรียนการสอนจะเน้นให้นักศึกษาต้องทำวิจัยตลาดจริง วางแผนจริง และสร้างสรรค์คอนเทนต์ใช้งานได้จริง จนมีหลายโปรเจกต์ที่ลูกค้าตัดสินใจซื้อไปใช้งานต่อ ทำให้พวกเขาสะสมผลงานระดับมืออาชีพจับต้องได้ และพร้อมทำงานทันที หรืออาจจะถูกดึงตัวไปทำงานตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ

ตบท้ายด้วย “หลักสูตร Culinary Arts and Restaurant Service Management” หลักสูตรน้องใหม่ที่กำลังจะเปิดรับนักศึกษาในปี 2569  “ดร.ดารณี อาจหาญ ผู้อำนวยการหลักสูตร” กล่าวว่า หลักสูตรดังกล่าว นักศึกษาจะได้เรียนรู้การประยุกต์ใช้เทคนิคการทำอาหารสมัยใหม่ การดัดแปลงสูตร และการยกระดับคุณค่าของวัตถุดิบท้องถิ่นของไทย เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และธุรกิจอาหารรูปแบบใหม่ที่มีมูลค่าสูงขึ้น ผลิตเชฟที่ไม่ได้มีหน้าที่แค่ปรุงอาหารตามตำรา แต่เป็นผู้ประกอบการที่สามารถคิดค้นและสร้างแบรนด์อาหารของตัวเองได้ ดังนั้น ถ้าใครสนใจการทำอาหาร อยากมีร้านอาหาร หรือขยายร้านอาหารไปสู่นานาชาติ อยากให้ลองมาศึกษาข้อมูลของหลักสูตรดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม 6 หลักสูตร มุ่งเน้นการถ่ายทอดความรู้ และสร้าง “ทัศนคติแบบมืออาชีพ” “ทักษะที่ปฏิบัติได้จริง” และ “ผลงานที่จับต้องได้” ตลอดระยะเวลาในรั้วม.กรุงเทพ จะผลิตบัณฑิตที่ พร้อมทำงาน และเป็นผู้ประกอบการ ตอบโจทย์กับเทรนด์การทำงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

บพท.โชว์ 85 ผลงานวิจัยนวัตกรรมติดดิน ยกระดับคุณภาพชีวิต

บพท.โชว์ 85 ผลงานวิจัยนวัตกรรมติดดิน ยกระดับคุณภาพชีวิต

บพท.โชว์ 85 ผลงานวิจัยนวัตกรรมติดดิน ยกระดับคุณภาพชีวิต

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

27 มหาวิทยาลัย จับมือ บพท. พัฒนาคน – พัฒนาพื้นที่ นำ 85 ผลงาน “วิจัยกินได้” สร้างงาน-สร้างอาชีพ-สร้างรายได้-ลดความเหลื่อมล้ำ จัดแสดงและสาธิตให้ประชาชนเข้าชม พร้อมรับคำปรึกษาแนะนำจากทีมนักวิจัยโดยตรง ที่อิมแพค เมืองทองธานี ปูทางสู่การผลักดันเข้าสู่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 ของสภาพัฒน์

น.ส.พิมพ์พร ชีวานันท์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า จากการสานพลังของหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวง อว. ทำให้เกิดการพัฒนา “ระบบข้อมูล Technology and Innovation Library” ที่รวบรวมเทคโนโลยีที่เหมาะสมมากถึง 3,598 เทคโนโลยี เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของพื้นที่ และนำองค์ความรู้เหล่านี้ไปประยุกต์ใช้แก้ไขปัญหาและสร้างโอกาสให้ชุมชนเติบโตอย่างยั่งยืน กระทรวง อว. จึงพร้อมสนับสนุนงานวิจัยตั้งแต่ต้นน้ำสู่การใช้ประโยชน์จริง นำนวัตกรรมพร้อมใช้และเทคโนโลยีที่เหมาะสมลงสู่พื้นที่ เพื่อช่วยกลุ่มฐานราก เกษตรกรรายย่อยผู้ประกอบการ และกลุ่มอาชีพต่างๆ ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและขยายผลการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมไปแก้ปัญหาให้กับชุมชนทั่วประเทศต่อไป

ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กระทรวง อว. กล่าวว่า งานมหกรรมเศรษฐกิจฐานรากแก้จน ลดหนี้ เพิ่มรายได้ ด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม สำหรับพื้นที่ภาคกลาง ซึ่งจัดขึ้นที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จ.นนทบุรี เป็นการจัดต่อเนื่องจากพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งจัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยสุรนารี จ.นครราชสีมา พื้นที่ภาคใต้ ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จ.สงขลา และพื้นที่ภาคเหนือ ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติเอ็มเพรส จ.เชียงใหม่ ทั้งนี้ก็เพื่อนำพาผลงานวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสม และผลงานนวัตกรรม ของคณาจารย์นักวิจัยไปจัดแสดงและสาธิตการใช้ประโยชน์ ให้ประชาชนทั่วทุกภาคสามารถเข้าชม และศึกษา-เรียนรู้ได้อย่างสะดวก เพื่อนำไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ในการสร้างรายได้ สร้างอาชีพให้มั่นคงขึ้น ควบคู่ไปกับการสร้างความมั่นคงแก่เศรษฐกิจฐานราก และเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่ นำประเทศมุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals-SDGs อีกทั้งยังเป็นการตอบสนองต่อนโยบาย “วิจัยติดดิน-นวัตกรรมยกระดับเศรษฐกิจฐานรากทั่วไทย” อีกด้วย

ในงานมหกรรมเศรษฐกิจฐานรากแก้จน ลดหนี้ เพิ่มรายได้ ด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม สำหรับพื้นที่ภาคกลางนี้ จะมีผลงานวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสมและนวัตกรรม ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจาก หน่วย บพท.จำนวน 85 ผลงาน จาก 27 สถาบัน มาจัดแสดง และมีการนำเสนอการใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมเทคโนโลยีที่เหมาะสม จำนวน 5 ผลงาน ประกอบด้วย 1.โครงการป่าสร้างรายได้: การยกระดับรายได้สุทธิครัวเรือน ผ่านกระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยีพร้อมใช้ และยกระดับนวัตกรในพื้นที่ป่าชุมชน ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา 2.โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจฐานราก ด้วยนวัตกรรมรูปแบบการเรียนรู้สระแก้วโมเดล ผ่านห่วงโซ่คุณค่าเศษวัสดุเหลือทิ้งและเกษตรกรรมที่ยั่งยืน ของมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ 3.โครงการขยายผลวิจัยเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มรายได้ครัวเรือน สำหรับพัฒนากาแฟโรบัสต้าคุณภาพพิเศษ ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ 4.โครงการยกระดับรายได้ครัวเรือน และเศรษฐกิจฐานราก จากนวัตกรรมบ้านเลี้ยงผึ้ง และนวัตกรรมรวงผึ้งเทียม ด้วยการขยายผลเทคโนโลยีสู่ชุมชนเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งโพรงเป็นแนวป้องกันช้างป่า และสร้างรายได้จากน้ำผึ้ง อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา 5.โครงการศูนย์ถ่ายทอดและบริการเทคโนโลยีสู่ชุมชนด้านกาแฟโรบัสต้าคุณภาพครบวงจร ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ

ผู้อำนวยการ หน่วย บพท. กล่าวต่อไปว่า ผลงานวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสม ที่นำมาจัดแสดงเป็นผลงานที่มุ่งช่วยยกระดับรายได้แก่ประชาชนให้เพิ่มขึ้นครัวเรือนละ 5,000 บาทต่อเดือน หรือ 60,000 บาทต่อปี ภายในระยะเวลา 2 ปี ยิ่งไปกว่านั้นยังจะได้สรุปประมวลผลข้อมูลการจัดงาน เสนอสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อเป็นแนวทางการพัฒนายกระดับทุนมนุษย์ ประกอบการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14

สำหรับการจัดงานมหกรรมเศรษฐกิจฐานรากแก้จน ลดหนี้ เพิ่มรายได้ ด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ และภาคเหนือ ที่ผ่านมาได้รับความสนใจเข้าชมงานจากประชาชนในพื้นที่ รวม 1,806 คน มีการจับคู่ใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมเทคโนโลยีที่เหมาะสมเกิดขึ้น 901 ราย ครอบคลุม 17,810 ครัวเรือน ใน 48 จังหวัด 256 อำเภอ 478 ตำบล

​จุดพลัง ‘นักปั่นจิ๋ว’ แลคตาซอย สนับสนุนการแข่งขันกีฬา ‘จักรยานขาไถ’ ‘THE RUNBIKE WARRIOR x RSR RUNBIKE Thailand’

​จุดพลัง ‘นักปั่นจิ๋ว’ แลคตาซอย สนับสนุนการแข่งขันกีฬา ‘จักรยานขาไถ’ ‘THE RUNBIKE WARRIOR x RSR RUNBIKE Thailand’

​จุดพลัง ‘นักปั่นจิ๋ว’ แลคตาซอย สนับสนุนการแข่งขันกีฬา ‘จักรยานขาไถ’ ‘THE RUNBIKE WARRIOR x RSR RUNBIKE Thailand’

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท แลคตาซอย จำกัด เดินหน้าส่งเสริมการกีฬาสำหรับเยาวชน ล่าสุดร่วมสนับสนุนการแข่งขันกีฬาจักรยานขาไถ THE TITAN RSR 2025 ในซีรีส์สุดท้ายของปีนี้ “THE RUNBIKE WARRIOR X RSR RUNBIKE THAILAND presented by Lactasoy” หลังจากที่ก่อนหน้านี้ แลคตาซอยได้สนับสนุนการแข่งขันกีฬาจักรยานขาไถในซีรีส์ “RSR RUNBIKE WORLD CUP 2025” มาอย่างต่อเนื่อง

สำหรับการแข่งขัน “THE RUNBIK EWARRIOR X RSR RUNBIKE THAILAND presented by Lactasoy”‘ นี้ จัดขึ้นที่เขื่อนขุนด่านปราการชล จังหวัดนครนายก โดยมีเหล่านักปั่นตัวน้อยทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ มากกว่า 9ประเทศ อายุตั้งแต่ 2-13 ปี เข้าร่วมแข่งขันมากกว่า 300 คน โดยแลคตาซอยได้จัดบูธกิจกรรม พร้อมแจกผลิตภัณฑ์แลคตาซอย ซอยโย่ นมถั่วเหลืองหอมกลิ่นผลไม้ สตรอว์เบอร์รี่, เมลอน, องุ่นไซมัสแคท, กล้วย ที่อัดแน่นด้วยคุณประโยชน์ ที่มาร่วมงานได้อิ่มอร่อยกันทั้งงาน พร้อมทั้งถ้วยรางวัลสุดพิเศษประจำปี 2025 ให้กับนักกีฬาที่มีคะแนนสูงสุดประจำปี 17รุ่นการแข่งขัน รุ่นละ 3 รางวัล และรางวัลให้กับทีมชนะเลิศ ท่ามกลางความสนุกสนานของเหล่านักปั่นจิ๋วอีกด้วย