โรงเรียนหญิงล้วนดังราชบุรี ออกแถลงการณ์! หลังครูตัดผมนักเรียน 50 คน อ้างผิดระเบียบ

โรงเรียนหญิงล้วนดังราชบุรี ออกแถลงการณ์! หลังครูตัดผมนักเรียน 50 คน อ้างผิดระเบียบ

โรงเรียนหญิงล้วนดังราชบุรี ออกแถลงการณ์! หลังครูตัดผมนักเรียน 50 คน อ้างผิดระเบียบ

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 17.16 น.

วันที่ 17 กรกฎาคม 2568  เพจเฟซบุ๊ก “นักเรียนเลว” โพสต์ภาพและข้อความระบุว่า   จากกรณีนักเรียนหญิงร้องเรียนผ่านโซเชียล หลังถูกครูใน #โรงเรียนหญิงล้วนย่านบ้านโป่ง ตัดผมจนแหว่งอย่างไม่สมัครใจ โดยระบุว่า ครูอ้างว่าผมนักเรียนยาวเกินกว่าตำแหน่งปักชื่อบนชุดนักเรียน และถือว่าผิดระเบียบ แม้จะมีการแจ้งเตือนล่วงหน้าเรื่องการตรวจผม แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะถูกตัดผมจริง และลักษณะการตัดก็รุนแรงจนเกิดความอับอาย

ผู้ร้องเรียนระบุว่าเหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก โดยที่ผ่านมาโรงเรียนเคยละเมิดสิทธินักเรียนหลายครั้ง และมักมีคำพูดกดดันว่า “ใครไม่พอใจก็ลาออก” ซึ่งทำให้หลายกรณีเงียบหายไปโดยไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม

กรณีดังกล่าวกลายเป็นกระแสวิพากษ์บนโลกออนไลน์ หลายคนตั้งคำถามว่า การลงโทษนักเรียนด้วยการตัดผมเช่นนี้เกินกว่าเหตุหรือไม่ และสะท้อนถึงระบบวินัยแบบโบราณที่ยังฝังรากอยู่ในโรงเรียนบางแห่ง ทั้งที่โลกยุคใหม่ให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีและสิทธิส่วนบุคคลของนักเรียนมากขึ้น

ล่าสุด (17 กรกฎาคม) ทางโรงเรียนได้ออกแถลงการณ์ขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมยอมรับว่าเป็นบทเรียนสำคัญ และให้คำมั่นว่าจะทบทวนแนวทางการดูแลระเบียบวินัยให้เหมาะสมกับบริบทสังคมปัจจุบัน รวมถึงจัดอบรมครูและบุคลากรให้ตระหนักถึงสิทธิมนุษยชนและวิธีดูแลนักเรียนอย่างเหมาะสม

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีการชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมจากฝ่ายบริหารของโรงเรียนหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ท่ามกลางเสียงเรียกร้องจากสังคมให้มีการตรวจสอบและปฏิรูประเบียบทรงผมในโรงเรียนไทยให้ทันสมัยและเคารพสิทธินักเรียนมากกว่านี้

ส่วนเพจเฟซบุ๊ก “โรงเรียนนารีวุฒิ Narivooth School” ได้โพสต์ข้อความระบุว่า  ออกแถลงการณ์โรงเรียนนารีวุฒิ เรื่อง กรณีการตัดผมนักเรียน เรียน ผู้ปกครอง นักเรียน และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกท่าน

ตามที่มีเหตุการณ์การตัดผมนักเรียนเกิดขึ้นในโรงเรียนเมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ที่ผ่านมาเหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างความไม่สบายใจและความกังวลให้กับนักเรียน ผู้ปกครอง และสังคมโดยส่วนรวม โรงเรียนขอแสดงความเสียใจและขอโทษอย่างจริงใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

โรงเรียนตระหนักดีว่าการดูแลระเบียบวินัยด้านทรงผมควรดำเนินการด้วยความเหมาะสมให้เกียรตินักเรียนและคำนึงถึงสิทธิ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของนักเรียนเป็นสำคัญ เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่ทางโรงเรียนจะนำไปทบทวนและปรับปรุงกระบวนการดูแลระเบียบวินัยนักเรียนให้มีความเหมาะสมมากขึ้น

ทั้งนี้ โรงเรียนจะดำเนินการทบทวนแนวปฏิบัติและมาตรการด้านระเบียบวินัยให้เหมาะสมกับบริบททางสังคมปัจจุบัน จัดให้มีการอบรมครูและบุคลากรให้ตระหนักถึงสิทธิของนักเรียนและวิธีการดูแลนักเรียนอย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้น้ำอีกโรงเรียนขอกราบขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอีกครั้ง และขอขอบคุณทุกท่านที่ให้คำแนะนำและกำลังใจเพื่อให้โรงเรียนได้พนาและปรับปรุงต่อไป

ยกระดับ’ระบบแนะแนว สกร.กลไกสร้างพลังชีวิต’

ยกระดับ'ระบบแนะแนว สกร.กลไกสร้างพลังชีวิต'

ยกระดับ’ระบบแนะแนว สกร.กลไกสร้างพลังชีวิต’

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 17.03 น.

กรมส่งเสริมการเรียนรู้ เดินหน้ายกระดับการแนะแนว ประชาชนทุกช่วงวัยเข้าถึงโอกาสในการ “ค้นหา เข้าใจ และวางแผนชีวิต” พร้อมตั้งเป้าก้าวสู่การเป็น”ศูนย์กลางระบบแนะแนว สกร.” ที่ไม่เพียงให้ข้อมูล แต่เป็นกลไกสร้างพลังชีวิต

นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กล่าวว่า สถานการณ์ปัจจุบันโลก ได้เปลี่ยนแปลงไปในทุกมิติ เด็ก เยาวชน ประชาชน จำเป็นต้องปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลง และการแนะแนว คือ หัวใจของการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ตนมอบหมายให้กองส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ สกร.เร่งขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการจัดและส่งเสริมให้มีระบบการแนะแนว (Coaching) และเป้าหมายชีวิตอย่างเข้มข้น ด้วยการพัฒนาและปรับปรุงหลักสูตรการเรียนรู้ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงโลก และสอดคล้องตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.2566 มาตรา 9 ที่เน้นให้ทุกคนสามารถเข้าถึงระบบแนะแนวการเรียนรู้ การประกอบอาชีพ และการพัฒนาตนเองอย่างมีทิศทาง โดยในปี 2567 สกร.ได้จัดทำหลักสูตรพัฒนาสมรรถนะครูแนะแนวทั่วประเทศ ครอบคลุม 3 มิติ ได้แก่ การแนะแนวการศึกษา อาชีพ และด้านส่วนตัว-สังคม รวมทั้งจัดตั้งศูนย์แนะแนวและให้คำปรึกษาครอบคลุมในสถานศึกษากว่า 928 แห่ง โดยมีบุคลากรผ่านการอบรมอย่างต่อเนื่อง รวมจำนวน 8,058 ราย และมีประชาชนเข้ารับบริการแล้วกว่า 270,000 คน ครอบคลุมประเด็น 487,823 เรื่อง ซึ่งแสดงถึงการเป็น “ระบบแนะแนวเพื่อชีวิต” ที่นำไปสู่การตอบโจทย์ประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง

อธิบดี สกร.กล่าวด้วยว่า ระบบการแนะแนว ของ สกร.ไม่ใช่แค่การให้ข้อมูล แต่คือการเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนค้นพบตนเอง รู้จักเป้าหมาย และกล้าสร้างเส้นทางชีวิตของตนเองอย่างมั่นคง และการแนะแนวที่มีความหมายต้องเริ่มจากการ ‘เข้าถึงผู้เรียน’ ไม่ใช่รอให้ผู้เรียนเข้ามาหาเรา ครูแนะแนวในยุคใหม่ต้องลงพื้นที่ ทำงานเชิงรุก เข้าใจความหลากหลายของบริบทชีวิตประชาชน แนะแนวทิศทางที่เหมาะสม เพื่อนำไปสู่การวางแผนและกำหนดเป้าหมายชีวิตของพวกเขาตามความถนัดและความสนใจ  และ ในปี 2568 นี้ สกร.ได้ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายที่มีความเชี่ยวชาญ อาทิ สมาคมจิตวิทยาแนะแนวแห่งประเทศไทย และ กรมสุขภาพจิต ดำเนินการพัฒนามาตรฐานการให้บริการและจัดทำ “คู่มือแนะแนวและไกด์บุ๊กกรณีศึกษา” สำหรับครูที่ทำหน้าที่แนะแนว และบุคลากรทั่วประเทศ ได้นำไปใช้เป็นแนวทางเบื้องต้นในการจัดการเรียนรู้ด้านแนะแนวการศึกษา อาชีพ และการดำเนินชีวิตอย่างเป็นระบบ อีกทั้งคู่มือนี้ยังเหมาะสำหรับทั้งผู้มีพื้นฐานและผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นการทำงานด้านแนะแนว ได้เข้าถึงองค์ความรู้ที่ถูกต้อง รวมทั้งการส่งต่อเพื่อให้ได้รับการช่วยเหลือที่เหมาะสม ครอบคลุมการให้บริการและจัดการเรียนรู้สำหรับประชาชนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เยาวชน และแรงงานนอกระบบ

นางสาวเอื้อมพร ศรีภูวงศ์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ สกร. กล่าวเสริมว่า สกร.มุ่งมั่นพัฒนาระบบที่เชื่อมโยงคนกับทางเลือกที่เหมาะสม และสร้างกลไกสนับสนุนการพัฒนาชีวิตอย่างยั่งยืน ดังนั้น ระบบแนะแนวของ สกร.จึงพัฒนาให้ครอบคลุมทั้งการศึกษาวิชาการ วิชาชีพ และการดำเนินชีวิตอย่างสมดุล เราไม่เพียงพัฒนาคนให้คำปรึกษา แต่พัฒนาทั้งระบบสนับสนุน เครื่องมือ กิจกรรม และเครือข่ายความร่วมมือทั้งภายในและภายนอก เพื่อรองรับเป้าหมายการเรียนรู้ตลอดชีวิตของประชาชนไทย การดำเนินงานด้านแนะแนวของ สกร.ในปีนี้ จึงถือเป็นก้าวสำคัญในการปูรากฐาน “ระบบสนับสนุนชีวิต” ที่ไม่เพียงตอบโจทย์การศึกษาและอาชีพ แต่ยังตอบโจทย์ “ความหมายของชีวิต” ที่หลากหลายของประชาชนทุกคน และในระยะถัดไป สกร. มีแผนพัฒนาแพลตฟอร์มแนะแนวออนไลน์ระดับชาติ ที่เชื่อมโยงศูนย์แนะแนวระดับอำเภอ พร้อมพัฒนามาตรฐานการบริการร่วมกับภาคีเครือข่าย เช่น สมาคมจิตวิทยาแนะแนวแห่งประเทศไทย กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมสุขภาพจิต และสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ เพื่อยกระดับการแนะแนวให้ตอบสนองความต้องการของผู้เรียนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง เพื่อพร้อมก้าวสู่การเป็น “ศูนย์กลางระบบแนะแนว สกร.” ที่ไม่เพียงแค่ให้ข้อมูล แต่เป็นกลไกสร้างพลังชีวิต และ “ผู้ร่วมทาง” ที่ประชาชนไว้ใจได้ในทุกช่วงวัยของการเรียนรู้.

‘สกร.’พัฒนาอาชีพชุมชนจดสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์

'สกร.'พัฒนาอาชีพชุมชนจดสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์

‘สกร.’พัฒนาอาชีพชุมชนจดสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.21 น.

สกร.ลุยสร้างการเรียนรู้สู่โอกาส สร้างอาชีพ สร้างความยั่งยืน เดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนต้นแบบ “ธนากร” เผยเตรียมส่งกว่า 20 ผลิตภัณฑ์ชุมชน ขอการรับรองสิทธิบัตร-อนุสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์ จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา

นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เปิดเผยว่า จากการที่กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ได้มอบหมายให้กองส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ สกร.ยกระดับทักษะอาชีพและคุณภาพชีวิตของประชาชน ผ่านการเรียนรู้เชิงบูรณาการ ในชื่อ“โครงการส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนต้นแบบ” ซึ่งครอบคลุมทั้งการพัฒนาหลักสูตรตามกรอบคุณวุฒิวิชาชีพ การฝึกทักษะ การพัฒนาแบรนด์ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การส่งเสริมพัฒนาสู่มาตรฐานผลิตภัณฑ์ การอบรมวางแผน และเขียนแผนธุรกิจ โดยมีเป้าหมายพัฒนาการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงอาชีพ สร้างรายได้ และสร้างความภาคภูมิใจในภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่มีรากเหง้าและวัฒนธรรมที่ดีงามของประเทศไทย ให้ครู สกร.และประชาชน สามารถพัฒนาอาชีพจนได้ผลิตภัณฑ์ที่มีอัตลักษณ์ ตรงใจตลาด และต่อยอดสู่ความยั่งยืนได้จริง ซึ่งผลการขับเคลื่อนโครงการที่ผ่านมาเป็นที่น่าพอใจ โดยในปีนี้ สกร.ได้เสนอหลักสูตรอาชีพเพื่อรับรองตามกรอบคุณวุฒิวิชาชีพ จากสถาบันกรอบคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) รวมทั้งเตรียมนำผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาจนมีความพร้อมกว่า 20 ผลิตภัณฑ์เสนอขอการรับรองสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์ จากกรมทรัพย์สินทางปัญญาด้วย เช่น กระเป๋าลายกาขาวย้อมสีครั่ง สกร.ประจำจังหวัดลำปาง ผ้าลายพระธาตุดอกกรันเกรา สกร.ประจำจังหวัดนครพนม และ กระเป๋า ipad ลายเกล็ดนาคา จาก สกร.ประจำจังหวัดบึงกาฬ เป็นต้น

“ การส่งเสริมการเรียนรู้ ในครั้งนี้ไม่ใช่แค่การจัดอบรม แต่คือการลงมือสร้างฐานอาชีพที่มั่นคงให้ประชาชนทุกกลุ่มวัย มีครู สกร.ต้นแบบที่สามารถนำความรู้ไปใช้ในการขยายผลและถ่ายทอดให้แก่ประชาชน โดยใช้หลักการเรียนรู้วิชาเป็นอาชีพ  ที่ตอบโจทย์สภาพปัญหา ความต้องการ ตลอดจนความพร้อมของชุมชนและผู้เรียน สามารถออกแบบกระบวนการเรียนรู้ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ คู่ขนานไปกับการพัฒนาหลักสูตรอาชีพให้มีคุณภาพ ทันสมัย และด้วยกลไกการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม เช่น ศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน การสร้างครูต้นแบบ และการพัฒนาหลักสูตรฝึกอาชีพเฉพาะทางตามกรอบคุณวุฒิวิชาชีพ พร้อมการตลาดและเรื่องเล่าผลิตภัณฑ์ (Product Storytelling) โครงการนี้ฯ ได้กลายเป็นต้นแบบของการเรียนรู้ที่ ‘สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และสร้างคุณภาพชีวิต’ อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง และชุมชนเป็นฐานแห่งพลังในการเปลี่ยนแปลง ผมหวังว่าการพัฒนาครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการพัฒนาทักษะ องค์ความรู้ และต่อยอดสู่การยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนที่เกิดจากการฝึกและส่งเสริมอาชีพจาก สกร.ให้ขยายผลไปสู่มาตรฐานสากลและเติบโตอย่างยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม” อธิบดี สกร.กล่าว

ด้าน นางสาวเอื้อมพร ศรีภูวงศ์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ สกร. กล่าวว่า การส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนต้นแบบ เราได้คัดเลือกผลผลิตจากโครงการศูนย์ฝึกอาชีพชุมชนของ สกร.ทั่วประเทศ มาต่อยอดให้เป็นผลิตภัณฑ์ชุมชนที่สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมที่โดดเด่น มีอัตลักษณ์ แต่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของการจัดการเรียนรู้รุ่นใหม่ สกร.ตระหนักว่า เมื่อโลกหรือสังคมไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป โมเดลการจัดเรียนรู้ย่อมต้องเปลี่ยนแปลง องค์กรต้องแสวงหาทิศทางใหม่ เพื่อตอบโจทย์อนาคต ว่าการจัดการเรียนรู้ ทำอย่างไรคนจะอยากรู้ ใครคือลูกค้า สินค้าและบริการอะไรที่สร้างคุณค่า ค้นหาการเปลี่ยนแปลง ต้องมองนอกตำราจริงๆ และออกแบบการเรียนรู้ให้แตกต่าง ดังนั้น โครงการนี้จึงไม่เพียงสร้างผลิตภัณฑ์ต้นแบบ แต่ยังสร้างความมั่นใจให้ครูและผู้เรียนสามารถพัฒนาทักษะอาชีพ เชื่อมโยงกับทุนวัฒนธรรมและมาตรฐานอาชีพได้จริง ซึ่งภายในต้นเดือนกันยายน 2568 นี้ สกร.จะจัดโชว์ผลงาน โดยนำเสนอ 77 ผลงานต้นแบบและผลผลิตจาก สกร.จังหวัดทั่วประเทศ สู่การทดลองตลาด ซึ่งจะสะท้อนถึงศักยภาพการจัด ส่งเสริมและสนับสนุนการเรียนรู้เพื่อสร้างอาชีพได้อย่างแท้จริง.

‘ปชป.’จุดไฟฝันการศึกษาไทย กับโครงการ’พระแม่พาติว Season 2’

'ปชป.'จุดไฟฝันการศึกษาไทย กับโครงการ'พระแม่พาติว Season 2'

‘ปชป.’จุดไฟฝันการศึกษาไทย กับโครงการ’พระแม่พาติว Season 2’

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 13.35 น.

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก “พรรคประชาธิปัตย์ – Democrat Party, Thailand” โพสต์ข้อความระบุว่า จุดไฟฝันการศึกษาไทย กับโครงการ “พระแม่พาติว Season 2” “ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสที่เท่าเทียม”

พรรคประชาธิปัตย์ขอเชิญชวนน้องๆ ร่วมโครงการ “พระแม่พาติว Season 2”

โครงการติวเข้มสุดปัง สำหรับน้องๆ ม.4,5,6 เตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย พร้อมรับหนังสือฟรี!

– ติวฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย

– เข้าถึงทุกภูมิภาค ทั้ง Onsite & Online

– ติวเตอร์ระดับประเทศ ครอบคลุมทุกวิชา

– แจกหนังสือเรียนฟรี พร้อมเทคนิคการสอบ & การทำ Portfolio

– ครอบคลุม TCAS, Portfolio, TGAT, TPAT

(TPAT1, TPAT2, TPAT3, TPAT5)

Onsite ติวเข้ม ที่พรรคประชาธิปัตย์ ถ.เศรษฐศิริ

วันที่: 14 – 22 ส.ค. 2568

พร้อม Online ทั่วประเทศ!

สมัครด่วน!

ติดต่อ ส.ส.ประชาธิปัตย์ในพื้นที่ใกล้บ้าน

ลงทะเบียนวันนี้ มีสิทธิ์รับ “หนังสือเตรียมสอบฟรี!” (จำนวนจำกัด)

ถ้าคุณมีฝัน อยากเข้ามหาวิทยาลัย อยากได้โอกาสที่ “เท่าเทียม” —

นี่คือโอกาสทองของน้อง ๆ ทุกคน!

แล้วพบกันนะคะ

ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ :

– Facebook : facebook.com/DemocratPartyTH

#ประชาธิปัตย์ #พรรคประชาธิปัตย์ #DemocratPartyTH
#พระแม่พาติว #TGAT #TPAT #TCAS #Portfolio #ติวฟรี

– 006

‘สมเด็จพระสังฆราช’ทรงย้ำอย่าให้‘พระพุทธศาสนา’เสื่อม รับสั่งสังคายนา‘กฎหมายสงฆ์’

‘สมเด็จพระสังฆราช’ทรงย้ำอย่าให้‘พระพุทธศาสนา’เสื่อม รับสั่งสังคายนา‘กฎหมายสงฆ์’

‘สมเด็จพระสังฆราช’ทรงย้ำอย่าให้‘พระพุทธศาสนา’เสื่อม รับสั่งสังคายนา‘กฎหมายสงฆ์’

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 12.40 น.

‘ภูมิธรรม’เผย ‘สมเด็จพระสังฆราช’รับสั่งสังคายนา‘กฎหมายสงฆ์’เพิ่มความเข้มกฎหมายเก่า ชี้ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นส่วนน้อย ทรงย้ำอย่าให้‘พระพุทธศาสนา’เสื่อม

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 17 กรกฎาคม 2568 ที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม นายภูมิธรรม​ เวชยชัย​ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี​ เปิดเผยภายหลัง​เข้าเฝ้าถวายเครื่องสักการะเนื่องในเทศกาลเข้าพรรษา ประจำปี 2568 แด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก และสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ว่า สมเด็จพระสังฆราชทรงประทานพรให้เรามุ่งมั่นทำงานอย่างเต็มที่​ ท่านก็ต้องการความร่วมมือกัน​ของทุกฝ่าย​ และประเด็นที่สำคัญคือ การคงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนา ท่านบอกว่า ให้จัดการได้เต็มที่ ในทางศาสนาก็มีโทษอยู่แล้ว ถึงขั้นปาราชิก ต้องให้ออกไป

นายภูมิธรรม กล่าวว่า ได้เรียนไปว่าอาจจะต้องมีการแก้กฎหมาย ซึ่งตนได้คุยกับพระมหาวีรวงศ์ด้วย ท่านก็บอกว่าขอให้ดำเนินการไป อย่างเด็ดขาด ไม่ว่าใครเกี่ยวข้อง ทางฆราวาสเราก็จะหาทาง ทำให้เกิดความเข้มข้นมากขึ้น ซึ่งท่านก็เห็นพ้องต้องกันกับสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ท่านก็บอกว่ากฎหมายสงฆ์เดิมก็ดีอยู่แล้ว แต่ขอให้หาทางเราหาแนวทางเพิ่มอำนาจ และอะไรต่างๆ รวมถึงบทลงโทษให้มากยิ่งขึ้น และเอาจริงเอาจังมากขึ้น ตนก็ได้แจ้งท่านไปว่าหากดำเนินการเสร็จแล้วจะมากราบบังคมทูลท่านเพื่อให้ทราบ และนำเข้ามหาเถรสมาคม (มส.)

นายภูมิธรรม กล่าวด้วยว่า เรื่องนี้ได้คุยกับนายสุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.)แล้ว เรื่องนี้ก็คงต้องร่วมมือกัน กับผู้ใหญ่ที่ดูแลเรื่องนี้ทั้งหมด ก็จะหาทางในการแก้ปัญหาเรื่องนี้ต่อไป โดยเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องเฉพาะส่วนเฉพาะบุคคล แต่ก็ไปกระทบกับศาสนา ซึ่งท่านก็ตรัสว่า โลกโซเชียลเดี๋ยวนี้รุนแรง บางทีก็มีอะไรที่รุนแรงเกินไป เราก็ต้องช่วยดูให้เข้มข้น ซึ่งครั้งนี้ถือว่าจะเป็นการสังคายนาทั้งหมด

เมื่อถามว่า ทางตำรวจบอกว่าสำนักพุทธฯ ระบุว่าอาจไม่ให้ความร่วมมือ เพราะมีพระชั้นผู้ใหญ่เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย นายภูมิธรรม กล่าวว่า ไม่มีหรอก ท่านก็ตรัสว่าให้จัดการให้เด็ดขาด

ผู้สื่อข่าวถามว่า พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ออกมาระบุว่า เตรียมเปิดคดีใหม่มีพระในระดับชั้นสมเด็จเข้าไปเกี่ยวข้อง แต่ไม่เกี่ยวกับคดีสีกากอล์ฟ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ยังไม่ได้รับรายงาน แต่ได้ฟังจากสื่อ ตอนนี้ได้คุยกับพล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดยให้พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ทำเต็มที่แล้วมาตรวจทานกัน ขณะนี้เป็นเรื่องฝ่ายปฏิบัติ ซึ่งตนได้ให้พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ดำเนินการให้เรียบร้อย และให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดำเนินการเสริม

‘นฤมล’แบ่งงาน 2 รมช.ศึกษาธิการแล้ว

‘นฤมล’แบ่งงาน 2 รมช.ศึกษาธิการแล้ว

‘นฤมล’แบ่งงาน 2 รมช.ศึกษาธิการแล้ว

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 12.03 น.

‘นฤมล’แบ่งงาน 2 รมช.ศึกษาธิการแล้ว

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ลงนามคำสั่งมอบอำนาจให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สั่งและปฏิบัติราชการแทน เพื่อให้การบริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ได้แบ่งภารกิจ ดังนี้

นางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รมช.ศธ. มีอำนาจในการสั่งการ กำกับดูแล 1. กรมส่งเสริมการเรียนรู้ 2. สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) 3. สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) และ 4. โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์

นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รมช.ศธ.มีอำนาจในการสั่งการ กำกับดูแล 1. สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา 2. สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ และ 3. สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ทั้งนี้ ให้ยกเว้นเรื่องการนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้ากระหม่อม เรื่องานโยบาย เรื่องที่จะต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรี เรื่องกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่ง หรือมติคณะรัฐมนตรี ที่ระบุว่าเป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการโดยตรง เรื่องที่จะต้องนำเสนอนายกรัฐมนตรีพิจารณาและเรื่องที่สมควรให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการพิจารณาสังการ โดยเฉพาะเรื่องที่เป็นการกิจของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งต้องมีการประสานงานหรือดำเนินการ ในส่วนราชการ องค์กรในกำกับและหน่วยงานต่าง ๆของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้การดำเนินงานตามภารกิจของกระทรวงศึกษาธิการ มีประสิทธิภาพและบรรลุตามโยบาย ทั้งนี้ เมื่อรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ปฏิบัติราชการแทนตามที่ได้รับมอบอำนาจแล้ว ให้นำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการทราบโดยเร็ว

‘LEAD Education’ พลิกโฉมการเรียนรู้ AI – จริยธรรม ยกระดับนักเรียนก้าวทันโลกยุคดิจิทัล

‘LEAD Education’ พลิกโฉมการเรียนรู้ AI - จริยธรรม ยกระดับนักเรียนก้าวทันโลกยุคดิจิทัล

‘LEAD Education’ พลิกโฉมการเรียนรู้ AI – จริยธรรม ยกระดับนักเรียนก้าวทันโลกยุคดิจิทัล

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในกิจกรรม NSTDA x Press Interviews: นักวิจัย สวทช. พบปะสื่อมวลชน ในประเด็นเรื่อง โครงการ Adaptive Education Platform: แพลตฟอร์ม LEAD Education บริการติดตาม วิเคราะห์ และประเมินผลการเรียนรู้แบบเฉพาะบุคคล เพื่อเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย ณ ห้องประชุม 2 และห้องเรียน AI โรงเรียนราชวินิตบางแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ

ดร.เสาวลักษณ์ แก้วกำเนิด หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา กลุ่มวิจัยการสื่อสารและเครือข่าย เนคเทค สวทช. ในฐานะหัวหน้าโครงการ Adaptive Education Platform กล่าวว่า แพลตฟอร์ม LEAD (LEarning analytics of ADaptive Education) หรือ LEAD Education คือการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบที่ผ่านการปรับให้มีความจำเพาะกับผู้เรียนรายบุคคล ที่กำลังเป็นเทรนด์การศึกษาในหลายประเทศชั้นนำ เพราะเทคโนโลยีดิจิทัลในปัจจุบันมีความก้าวหน้าจนเอื้อให้นักพัฒนาเทคโนโลยีสามารถออกแบบ Adaptive Education Platform รูปแบบต่างๆ มาให้บริการติดตามพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนผ่านระบบอีเลิร์นนิงแบบรายบุคคล เพื่อวิเคราะห์จุดที่อาจเป็นปัญหาในการเรียนรู้ และแนะนำเนื้อหาที่ควรทบทวนหรือควรศึกษาเพิ่มเติมตามหลักคิด Adaptive Education แบบอัตโนมัติได้ ซึ่งเทคโนโลยีนี้นอกจากจะทำหน้าที่เป็นโค้ชส่วนบุคคลให้แก่ผู้เรียนได้แล้ว ยังเป็นผู้ช่วยที่ทำให้ครูและอาจารย์ทำงานด้านการติดตามคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในเวลาที่น้อยลง

หัวใจสำคัญ คือ แพลตฟอร์ม LEAD ทีมวิจัยพัฒนาขึ้นให้เป็นระบบที่ชาญฉลาดในการติดตาม วิเคราะห์ และประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียนแบบเฉพาะบุคคล ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย LEAD จะช่วยปรับการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับศักยภาพและความต้องการของนักเรียนแต่ละคน ทำให้การเรียน AI ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ดร.เสาวลักษณ์ ระบุ

ทั้งนี้ทีมวิจัยได้นำความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการศึกษามาใช้ออกแบบ เพื่อให้บริการแก่ครูและอาจารย์ในประเทศไทย โดยปัจจุบันภายใต้แพลตฟอร์มนี้มีเทคโนโลยีติดตามกระบวนการเรียนรู้ผ่านระบบอีเลิร์นนิงที่พร้อมให้บริการแล้ว 4 เทคโนโลยี ได้แก่ 1.เทคโนโลยี BookRoll เทคโนโลยีติดตามการอ่านเอกสารสื่อการเรียนรู้ที่เป็นไฟล์ PDF เพื่อระบุว่าผู้เรียนใช้เวลาอ่านเนื้อหาส่วนไหนมากเป็นพิเศษ มีการขีดเน้นส่วนสำคัญและส่วนที่อ่านแล้วไม่เข้าใจตรงจุดใดบ้าง 2.KidBright Simulator เทคโนโลยีติดตามการเรียนรู้ทักษะโค้ดดิง ผ่านการฝึกเขียนโค้ดในรูปแบบบล็อก โดยระบบจะติดตามความเร็วในการต่อบล็อกแต่ละส่วน จุดที่นำบล็อกออกแล้วต่อใหม่ รวมถึงช่วยนับจำนวนบล็อกที่ใช้ต่อทั้งหมด ซึ่งการติดตามทั้งหมดนี้จะช่วยประเมินทักษะการคิดวิเคราะห์และความเข้าใจเรื่องการเขียนโค้ดของผู้เรียนได้ 3.VIOLA (Video Interaction and Online Learning Analytics) เทคโนโลยีติดตามการเรียนรู้ผ่านสื่อวิดีโอมีการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลการปฏิสัมพันธ์ของผู้เรียนกับเนื้อหาวิดีโอ เช่น ระยะเวลาที่ใช้ดูวิดีโอ อัตราการดูซ้ำ หรือคะแนนจากแบบทดสอบในวิดีโอ เพื่อนำมาประเมินความเข้าใจในเนื้อหาวิดีโอ และ 4.Abdul for Education เทคโนโลยีติดตามการตอบคำถามในระบบแชตบอตเพื่อวัดความเข้าใจ ระบบจะติดตามว่าคำตอบที่ผู้เรียนเลือกหรือพิมพ์ตอบนั้นถูกต้องหรือแสดงถึงความเข้าใจเนื้อหาที่เรียนหรือไม่

สวทช. มุ่งหวังให้คุณครูผู้สามารถพัฒนาเยาวชนของเราให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ AI อย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็น คุณค่า ประโยชน์ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงการเสริมสร้างทักษะในการสร้าง AI ได้ด้วยตนเองอย่างมีความรับผิดชอบและรู้เท่าทัน ด้วยเครื่องมือทั้งหมดนี้จะช่วยให้ทั้งผู้เรียน ผู้สอน รวมถึงผู้ออกแบบเนื้อหาทราบถึงปัญหาที่ผู้เรียนกำลังเผชิญได้ทันที และนำไปสู่การปรับเปลี่ยนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพได้อย่างรวดเร็ว โดยเน้นการปูพื้นฐานความรู้ AI ที่แข็งแกร่งให้กับเยาวชน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ของประเทศในระยะยาว ซึ่งจะส่งผลดีต่ออนาคตของชาติ

ด้าน นายเอกสิทธิ์ ปิยะแสงทอง ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาการศึกษาสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษ สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สพฐ. กล่าวว่า สพฐ. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนอย่างรอบด้าน และเชื่อว่าเทคโนโลยีแพลตฟอร์ม LEAD Education จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ครูผู้สอนสามารถจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และตอบสนองความต้องการของผู้เรียนแต่ละบุคคลได้อย่างแท้จริง แพลตฟอร์มนี้ไม่เพียงช่วยเติมเต็มช่องว่างการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีพื้นฐานแตกต่างกัน แต่ยังช่วยส่งเสริมให้นักเรียนที่มีความสามารถพิเศษได้พัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่ โดยไม่มีข้อจำกัดด้านเวลาและสถานที่สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ ได้ทุกที่ทุกเวลาตามความสนใจของตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของ สพฐ. ที่มุ่งเน้นการสร้างโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียมและทั่วถึง

“Adaptive Education Platform โครงการนี้ตั้งเป้าหมายที่จะเข้าถึง โรงเรียน 750 แห่ง คุณครูประมาณ 1,400 คน และนักเรียนไม่น้อยกว่า 140,000 คน ทั่วประเทศ เพื่อให้ครูและนักเรียนได้สัมผัสกับประสบการณ์การเรียนรู้แบบใหม่ ที่จะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาบุคลากรให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศในยุคที่เทคโนโลยี AI กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในทุกมิติ” นายเอกสิทธิ์ กล่าว

ดร.จีระพร สังขเวทัย ผู้อำนวยการสาขาเทคโนโลยี สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กล่าวว่า สสวท. ได้ริเริ่มการออกแบบหลักสูตรปัญญาประดิษฐ์ (AI) สำหรับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งประเทศไทยเป็นชาติแรกๆ ในเอเชียที่มีหลักสูตร AI ในโรงเรียน โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2567 ซึ่งมีแนวคิดสำคัญมาจาก แนวทาง AI4K12 และ AI Competency Framework for Students ขององค์การยูเนสโก (UNESCO) ทั้งสองแนวทางได้ถูกผนวกและปรับใช้เพื่อให้เหมาะสมกับระดับประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยมีเป้าหมายส่งเสริมให้นักเรียนเข้าใจเทคโนโลยี AI อย่างถูกต้อง สามารถใช้งานได้จริง และตระหนักถึงจริยธรรมและผลกระทบของ AI ต่อสังคม ซึ่งโครงสร้างหลักสูตรของระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษา มีความใกล้เคียงกัน อาจมีการปรับเปลี่ยนบางโมดูล เพื่อให้เหมาะสมกับระดับชั้นปี โครงสร้างหลักสูตรประกอบด้วย 5 โมดูล ตั้งแต่ประวัติศาสตร์ AI ไปจนถึงเทคนิค Supervised Learning การประมวลผลภาษาธรรมชาติ และคอมพิวเตอร์วิชัน พร้อมทั้ง Generative AI เพื่อปลูกฝังความคิดสร้างสรรค์อย่างรับผิดชอบ

ทักษะที่ผู้เรียนได้รับครอบคลุมการคิดเชิงคำนวณ การวิเคราะห์ข้อมูล การออกแบบระบบ AI และจริยธรรม AI ที่ยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ศักยภาพเหล่านี้ต่อยอดสู่นวัตกรรมดิจิทัล เปิดโอกาสสร้างเยาวชนที่จะเติบโตเป็นนักพัฒนาประเทศรุ่นใหม่ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวสู่ยุค AI อย่างยั่งยืน” ดร.จีระพร กล่าว

นายกรกันต์ ดิตถ์อัศวณิช ครูกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรียนราชวินิตบางแก้ว เปิดเผยว่า จากการนำ “แพลตฟอร์ม LEAD Education” มาใช้ในการเรียนการสอน ส่งผลดีอย่างมากต่อนักเรียน โดยเฉพาะในการจัดการกับความแตกต่างด้านพื้นฐานและความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กแต่ละคน แพลตฟอร์มนี้ไม่เพียงเป็นเครื่องมือช่วยครู แต่ยังเป็นสะพานเชื่อมให้นักเรียนได้เรียนรู้ในแบบฉบับของตนเอง พร้อมรับมือกับโลกยุค AI ได้อย่างมีคุณภาพ

แพลตฟอร์มนี้ช่วยปิดช่องว่างการเรียนรู้ของนักเรียน จากปัญหาหลักของการเรียนการสอนแบบเดิมคือการที่นักเรียนมีความรู้และทักษะพื้นฐานที่แตกต่างกัน ทำให้ครูยากที่จะติดตามและประเมินความเข้าใจของทุกคนได้อย่างทั่วถึง แต่เมื่อนำแพลตฟอร์ม LEAD Education มาใช้ในรูปแบบ “Flipped Classroom” ซึ่งครูออกแบบให้นักเรียนศึกษาเนื้อหาล่วงหน้านอกห้องเรียน และกลับมาทำกิจกรรมร่วมกันในชั้นเรียน ปัญหาดังกล่าวก็ได้รับการแก้ไข โดยนักเรียนสามารถเข้าไปศึกษาคลิปวิดีโอ ทบทวนเนื้อหา หรือเรียนซ้ำได้ตามความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นคนที่เรียนรู้ช้าหรือเร็ว เหล่านี้คือข้อดีที่แตกต่างจากการสอนในห้องเรียนที่ เมื่อครูบรรยายจบก็คือจบ ถ้านักเรียนไม่ถาม ครูก็จะไม่รู้เลยว่านักเรียนไม่เข้าใจตรงไหน” นายกรกันต์ กล่าวและว่า ตัวอย่างการสอนใน Module จริยธรรมและความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ AI นักเรียนสามารถศึกษาเนื้อหาเรื่องวิวัฒนาการของ AI ได้ด้วยตนเองก่อน แล้วจึงมาทำกิจกรรมร่วมกันในชั้นเรียน เช่น นำมาเล่นเกมตอบคำถาม และสรุปเนื้อหา ซึ่งหากนักเรียน ลืมหรือต้องการทบทวนก็สามารถกลับไปดูคลิปหรือเอกสารประกอบการเรียนได้ตลอดเวลา ทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ซ้ำที่เป็นประโยชน์ นอกจากนี้แพลตฟอร์มยังมี Dashboard ให้ครูสามารถวิเคราะห์และออกแบบการสอนเฉพาะบุคคล โดยจะแสดงผลภาพรวมการเรียนรู้ของนักเรียนแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นเปอร์เซ็นต์ความก้าวหน้าในการเรียน คะแนนจากการทำแบบทดสอบ ทำให้อาจารย์สามารถวิเคราะห์จุดเด่นจุดด้อยของนักเรียนได้อย่างแม่นยำ และสามารถจัดกลุ่มหรือออกแบบกิจกรรมเสริมที่ตอบสนองความต้องการของนักเรียนแต่ละกลุ่มได้อย่างเหมาะสม

อย่างไรก็ตาม ในอนาคตอยากให้ทีมวิจัยพัฒนาต่อยอดแพลตฟอร์มและระบบดังกล่าว เช่น พัฒนาระบบให้เป็นเสมือนนิเวศทางการเรียนรู้ หรือ Ecosystem ที่สมบูรณ์แบบ ครอบคลุมตั้งแต่การลงทะเบียนเรียน การรับส่งงาน การทำกิจกรรม ไปจนถึงการประเมินผลการเรียน เพื่อให้ครูสามารถบริหารจัดการชั้นเรียนได้อย่างเต็มรูปแบบและมีประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่อให้โครงการ Adaptive Education Platform เป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับการศึกษาไทยให้ทันสมัย ตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียนในยุคดิจิทัล และสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพพร้อมรับมือกับความท้าทายในโลกอนาคต

เช่นเดียวกับ นายเทพพิทักษ์ เทียมยศ ครูกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรียนราชวินิตบางแก้ว กล่าวเสริมว่า การนำแพลตฟอร์ม LEAD Education มาใช้ในการเรียนการสอนอย่างได้ผลโดยเฉพาะอย่างยิ่งในวิชาที่เกี่ยวข้องกับความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ AI และจริยธรรม AI ซึ่งช่วยแก้ปัญหาการเรียนการสอนแบบเดิม ๆ ที่ไม่สามารถติดตามความเข้าใจของนักเรียนแต่ละคนได้อย่างทั่วถึง ทำให้อาจารย์ติดตามความก้าวหน้าของนักเรียน พร้อมประเมินความเข้าใจของนักเรียนได้เบื้องต้นและสามารถนำมาปรับใช้กับการสอนได้สะดวกและรวดเร็ว นอกจากนี้ประโยชน์ที่นักเรียนได้รับคือการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ทั้งการเข้าถึงเนื้อหา และทบทวนบทเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา ทำให้นักเรียนได้สัมผัสกับการเรียนรู้ในรูปแบบใหม่ ได้ใช้ทักษะการค้นคว้าข้อมูล การใช้เครื่องมือออนไลน์ และการโต้ตอบกับแชตบอตซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในยุคดิจิทัล

แต่งตั้ง ‘พระรัตนโมลี’ เป็น ‘ผู้รักษาการแทนเจ้าคณะจังหวัดพิษณุโลก’

แต่งตั้ง ‘พระรัตนโมลี’ เป็น ‘ผู้รักษาการแทนเจ้าคณะจังหวัดพิษณุโลก’

แต่งตั้ง ‘พระรัตนโมลี’ เป็น ‘ผู้รักษาการแทนเจ้าคณะจังหวัดพิษณุโลก’

วันพุธ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 22.11 น.

วันที่ 16 กรกฎาคม 2568 พระพรหมโมลี เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) เจ้าคณะภาค 5 ได้มีคำสั่ง เจ้าคณะภาค 5 แต่งตั้งผู้รักษาการแทนเจ้าคณะจังหวัดพิษณุโลก ความว่า 

ด้วย พระราชรัตนสุธี (ขวัญรัก มหาวายาโม) เจ้าคณะจังหวัดพิษณุโลก ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วรมหาวิหาร ต.ในเมือง อ.เมืองพิษญุโลก จ.พิษณุโลก ได้ลาสิกขา เมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2568 เป็นเหตุให้ผู้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดพิษณุโลก ว่างลง

อาศัยอำนาจตามความในข้อ 16 แห่งกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 23 (พ.ศ.2541) ว่าด้วยระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ ออกตามความในพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 

จึงแต่งตั้งให้ พระรัตนโมลี (ไพรินทร์ ทนฺตจิตฺโต) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วรมหาวิหาร ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะจังหวัดพิษณุโลก เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าคณะจังหวัดพิษณุโลก ตั้งแต่วันที่ 16 ก.ค. 2568

ขอบคุณภาพ : Saksit Chitramphueng

​วว. จับมือ มรร. – มรภ.กพ. ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในชุมชนอย่างยั่งยืน

​วว. จับมือ มรร. - มรภ.กพ. ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในชุมชนอย่างยั่งยืน

​วว. จับมือ มรร. – มรภ.กพ. ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในชุมชนอย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.06 น.

ดร.พัชทรา มณีสินธุ์ รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านพัฒนาอย่างยั่งยืน สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) รศ.ดร.ดวงพร ภู่ผะกา อธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ และ ผศ.ดร.เสาวลักษณ์ ยอดวิญญูวงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ว่าด้วยการวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม มีระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี  เพื่อเสริมสร้างความร่วมมืออย่างบูรณาการในการขับเคลื่อน วทน. ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญต่อการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานและสิ่งแวดล้อม บนพื้นฐานของความหลากหลายทางชีวภาพ โดยการเพิ่มมูลค่าและตอบสนองความต้องการด้านพลังงานของตลาดในประเทศและต่างประเทศ ช่วยส่งเสริมให้ชุมชนลดต้นทุนในการใช้พลังงานทดแทนร่วมกับการผลิตไบโอดีเซลชุมชนจากน้ำมันพืชใช้แล้ว โดยการใช้ความร้อนจากพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและศักยภาพให้กับบุคลากร นิสิต/นักศึกษา และประชาชน ตลอดจนชุมชนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน

ดร.พัชทรา  มณีสินธุ์  กล่าวว่า ปัจจุบันการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียน มุ่งเน้นการลดปริมาณของเหลือทิ้ง โดยการนำกลับมาใช้ใหม่และสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อเป็นวัตถุดิบรอบสองที่มีคุณภาพ การยกระดับคุณภาพเหล่านี้ต้องอาศัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วยในการพัฒนาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน โดย วว. มีองค์ความรู้ด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อมบนพื้นฐานของความหลากหลายทางชีวภาพ พร้อมนำไปต่อยอดส่งเสริมทักษะองค์ความรู้ให้แก่บุคลากรในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทราและกำแพงเพชร รวมถึงจังหวัดใกล้เคียง เพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำหรับชุมชนอย่างยั่งยืน

สำหรับบันทึกข้อตกลงความมือร่วมดังกล่าว มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1.เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือเชิงบูรณาการของทั้งสามฝ่ายในการสนับสนุน ส่งเสริม และเสริมสร้างความเข้มแข็ง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ชุมชน และสังคมสู่ความยั่งยืน มุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สังคม และทรัพยากรธรรมชาติ , 2.การนำองค์ความรู้ด้าน วทน. ไปใช้เป็นฐานสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานและสิ่งแวดล้อม เพิ่มมูลค่าของเหลือทิ้ง และตอบสนองความต้องการด้านพลังงานของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ , 3.การเสริมสร้างศักยภาพ องค์ความรู้ และทักษะด้านวิทยาศาสตร์ให้แก่บุคลากร นิสิต/นักศึกษา ร่วมกันผลักดันผลงานวิจัย และงานบริการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้ในการเสริมสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจในพื้นที่ เพื่อให้ชุมชนลดต้นทุนโดยใช้พลังงานทดแทนด้วยการผลิตไบโอดีเซลชุมชนจากน้ำมันพืชใช้แล้วจากเครื่องผลิตไบโอดีเซลชุมชนร่วมกับเครื่องผลิตน้ำร้อนพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับชุมชนที่รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ , 4.เพื่อให้องค์การบริหารส่วนตำบล โรงเรียน ชุมชน จังหวัด ได้รับความรู้ด้านการจัดทำบัญชีการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากการผลิตไบโอดีเซลชุมชนด้วยน้ำมันพืชใช้แล้ว โดยใช้ความร้อนจากน้ำร้อนพลังงานแสงอาทิตย์

​ปลุกกระแส ‘รักษ์ไทย รักษ์โลก’ ‘หิ้วปิ่นโต นุ่งผ้าไทย’ จุดประกายสังคมยั่งยืน

​ปลุกกระแส ‘รักษ์ไทย รักษ์โลก’ ‘หิ้วปิ่นโต นุ่งผ้าไทย’ จุดประกายสังคมยั่งยืน

​ปลุกกระแส ‘รักษ์ไทย รักษ์โลก’ ‘หิ้วปิ่นโต นุ่งผ้าไทย’ จุดประกายสังคมยั่งยืน

วันพุธ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก ประกายจิตสำนึกรักษ์วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ผ่านกิจกรรม “หิ้วปิ่นโต นุ่งผ้าไทย ใส่ใจสิ่งแวดล้อม” โดยมี นายอาณัติ ผาพรม ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการครู และบุคลากรในสังกัด ร่วมแต่งกายด้วยผ้าไทย พร้อมหิ้วปิ่นโตและแก้วน้ำส่วนตัวใส่อาหารกลางวันแทนการใช้ภาชนะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว สะท้อนแนวคิดไทยร่วมสมัยที่งดงาม ควบคู่ไปกับการสร้างจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม 

กิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของ สพม.ตาก ที่มุ่งหวังให้หน่วยงานภาครัฐทำหน้าที่เป็นต้นแบบในการสร้างสังคมที่มีความรับผิดชอบต่อวัฒนธรรมและโลกใบนี้ ด้วยการปลูกฝังแนวคิดการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน ผสานรากเหง้าทางวัฒนธรรมเข้ากับพฤติกรรมการบริโภคอย่างมีสติ ไม่เพียงเพื่อลดขยะพลาสติกเท่านั้น หากแต่ยังร่วมร้อยเรียงสายใยแห่งความภาคภูมิใจในความเป็นไทยให้คงอยู่อย่างงดงาม

นายอาณัติ ผาพรม กล่าวว่า การนุ่งผ้าไทยและหิ้วปิ่นโตไม่ใช่แค่กิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นการส่งสารถึงสังคมว่า ความยั่งยืนเริ่มได้จากเรื่องเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน ขอเพียงมีจิตใจที่พร้อมเปลี่ยนแปลง และกล้าที่จะเป็นแบบอย่าง

“กิจกรรมดังกล่าวได้รับความสนใจจากบุคลากรเป็นจำนวนมาก และมีแนวโน้มจะขยายผลสู่สถานศึกษาในสังกัด เพื่อร่วมกันปลูกฝังค่านิยมอันดีให้แก่เยาวชนไทยในอนาคต ทั้งในมิติของวัฒนธรรม การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการดำรงชีวิตอย่างมีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม” นายอาณัติ กล่าว