‘นฤมล’ควง2รมช.เข้าศธ. ยันสานต่องานค้างจากรมว.คนก่อนให้สำเร็จ

‘นฤมล’ควง2รมช.เข้าศธ. ยันสานต่องานค้างจากรมว.คนก่อนให้สำเร็จ

‘นฤมล’ควง2รมช.เข้าศธ. ยันสานต่องานค้างจากรมว.คนก่อนให้สำเร็จ

วันอังคาร ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 13.04 น.

‘นฤมล’นำ 2 รมช.เข้าศธ. ลั่นสานต่องานจากรมว.คนก่อน ที่ยังคงค้างให้สำเร็จตามเป้าหมาย ยันไม่นำเรื่องการเมืองมาเป็นตัวหลักในการดำเนินงาน

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม  เวลา 08.15 น.  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  นางนฤมล  ภิญโญสินวัฒน์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อมด้วย นางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) และนายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เดินทางเข้ากระทรวงศึกษาธิการอย่างเป็นทางการ โดยได้เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงศึกษาธิการ ได้แก่ พระพุทธรูปประจำกระทรวงศึกษาธิการ “พระพุทธบารมีศักดิ์สิทธิ์ สยามิศรจักรีสัฏฐีอนุสรณ์ ศึกษาทรรังสรรค์”, ศาลพระภูมิ, พระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 6 , พระพุทธรูป (หน้า สอศ.) และศาลปู่เจียม เพื่อความเป็นสิริมงคล

จากนั้นเดินทางเข้าห้องทำงานรัฐมนตรี และพบปะผู้บริหาร ศธ. ณ ห้องราชวัลลภ ชั้น 2 อาคารราชวัลลภ โดยมีนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ รองศาสตราจารย์ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และนายยศพล เวณุโกเศศ  เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา คณะผู้บริหาร รวมทั้งข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ให้การต้อนรับ นำพวงมาลัยและแจกันดอกไม้มอบแสดงความยินดีด้วย

นางนฤมลกล่าวกับผู้บริหารและข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการตอนหนึ่งว่า  ตนไม่ต้องการให้ใช้คำว่ามอบนโยบาย  แต่วันนี้มาคุยกันในสิ่งที่ผู้บริหารของกระทรวงศึกษาฯ  โดยรัฐมนตรีทั้ง 3 คนที่เข้ามาบริหารงานใหม่ ตั้งใจพัฒนาต่อยอด ผลักดันและช่วยให้งานที่คงค้างอยู่สำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้   ทั้งนี้ เรื่องที่รัฐมนตรีคนก่อนวางไว้ อะไรเป็นเรื่องดี เราจะสานต่อ ไม่นำเรื่องการเมืองมาเป็นตัวหลักในการดำเนินงาน

​ขับเคลื่อนเครือข่ายจัดการขยะแบบองค์รวม ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม ยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนให้ยั่งยืน

​ขับเคลื่อนเครือข่ายจัดการขยะแบบองค์รวม ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม ยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนให้ยั่งยืน

​ขับเคลื่อนเครือข่ายจัดการขยะแบบองค์รวม ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม ยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนให้ยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดร.พัชทรา  มณีสินธุ์  รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านพัฒนาอย่างยั่งยืน สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และ น.ส.ณิศรา  ถกลศรี รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายปฏิบัติการ บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน) หรือ NEO ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเชิงบูรณาการระหว่าง วว. และบริษัท นีโอ แฟคทอรี่ จำกัด ในการประยุกต์ใช้องค์ความรู้และนวัตกรรมจากผลงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) สู่ภาคอุตสาหกรรมและชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมขับเคลื่อนเครือข่ายด้านการจัดการขยะแบบองค์รวม ควบคู่กับการสร้างงาน สร้างอาชีพ  ยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนให้ยั่งยืน ระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี

ดร.พัชทรา  มณีสินธุ์  รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านพัฒนาอย่างยั่งยืน วว. กล่าวว่า  การดำเนินงานเชิงบูรณาการของทั้งสองหน่วยงานครอบคลุมการถ่ายทอดองค์ความรู้และนวัตกรรมจากผลงานวิจัยที่แล้วเสร็จ และประสบการณ์ด้านการคัดแยก การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับขยะชุมชน รวมถึงขยะพลาสติก เสริมสร้างความร่วมมือและเครือข่ายการดำเนินงานด้านการจัดการขยะและสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเน้นการฝึกอบรมเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ในการจัดการและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับขยะชุมชน น้ำเสีย เพื่อสร้างโอกาสในการแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม สร้างงาน สร้างอาชีพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

“ปัจจุบันการดำเนินการด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นสิ่งที่เราเผชิญและเป็นความท้าทาย ซึ่งภาครัฐและเอกชนจะต้องร่วมมือกันในการก้าวผ่านและสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศในการเติบโต มีศักยภาพการแข่งขันด้านการส่งออกผลิตภัณฑ์ การลดปริมาณของเหลือทิ้ง โดยนำกลับมาใช้ใหม่และสร้างมูลค่าเพิ่ม พัฒนาการใช้วัตถุดิบรอบ 2 ที่มีคุณภาพ เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มและลดต้นทุนในการผลิต การลดคาร์บอนฯ ในกระบวนการผลิตด้วย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อโรงงาน สิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบ” ดร.พัชทรา  กล่าว

รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายปฏิบัติการ NEO   กล่าวว่า  NEO มุ่งมั่นพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพมาตลอดระยะเวลา 35 ปี  ผ่านการขับเคลื่อนพันธกิจด้าน ESG  ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมาย Carbon Neutral ภายในปี 2593 ที่ NEO ได้ตั้งเป้าหมายไว้ เชื่อมั่นว่าจากความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมนี้ จะทำให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งในแง่ของภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และประเทศของเราต่อไป

ม.นครพนม พัฒนาไก่พันธุ์ลูกผสมพื้นเมือง ‘ศรีโคตรบูรณ์’ เพิ่มทางเลือกให้เกษตรกร

ม.นครพนม พัฒนาไก่พันธุ์ลูกผสมพื้นเมือง ‘ศรีโคตรบูรณ์’ เพิ่มทางเลือกให้เกษตรกร

ม.นครพนม พัฒนาไก่พันธุ์ลูกผสมพื้นเมือง ‘ศรีโคตรบูรณ์’ เพิ่มทางเลือกให้เกษตรกร

วันอังคาร ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดร.มัทนียา สารกุล อาจารย์ประจำสาขาวิชาสัตวศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม เปิดเผยถึงความสำคัญของงานวิจัยด้านการพัฒนาไก่พันธุ์พื้นเมืองว่า ปัจจุบันการผลิตไก่พื้นเมืองในประเทศไทยยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค อันเนื่องมาจากข้อจำกัดของไก่พื้นเมืองที่เติบโตช้า ให้ไข่น้อย และมีอัตราการแปรรูปต่ำเมื่อเทียบกับไก่ลูกผสม ด้วยเหตุนี้ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จึงเล็งเห็นความสำคัญในการยกระดับสายพันธุ์ไก่พื้นเมืองของไทย โดยมอบโจทย์และสนับสนุนงานวิจัยเพื่อพัฒนาแม่พันธุ์ไก่ลูกผสมพื้นเมือง หรือที่รู้จักกันว่า “ไก่สามสายเลือด” ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่สามารถนำมาเลี้ยงและจำหน่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทดแทนการพึ่งพาแม่พันธุ์ไก่ที่นำเข้าจากต่างประเทศ ที่ในปัจจุบันอยู่ในมือของบริษัทรายใหญ่ไม่กี่แห่ง ทำให้เกษตรกรทั่วไปไม่มีโอกาสเข้าถึงแม่พันธุ์คุณภาพดีที่ให้ผลผลิตสูง

เพื่อตอบโจทย์ปัญหาดังกล่าว ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนครพนมจึงได้พัฒนาแม่พันธุ์ไก่สายพันธุ์ไทย ที่เกิดและเติบโตในประเทศไทยภายใต้ชื่อว่า “ไก่ศรีโคตรบูรณ์” โดยตั้งชื่อตามพื้นที่ต้นแบบในการเพาะเลี้ยงและวิจัยในจังหวัดนครพนม ซึ่งเป็นแหล่งที่มีความเหมาะสมด้านภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

“กระบวนการวิจัยเริ่มต้นตั้งแต่ปีงบประมาณ 2565 โดยพัฒนาแม่พันธุ์จนถึงรุ่นที่ 3 ผ่านกระบวนการคัดเลือกและจับคู่ผสมพันธุ์อย่างมีระบบ ได้สายพันธุ์ที่มีคุณสมบัติโดดเด่น ทั้งในด้านการเจริญเติบโตที่รวดเร็ว ใช้ต้นทุนค่าอาหารต่ำ ให้ไข่ดกฟองใหญ่ และสามารถให้ลูกไก่สามสายเลือดที่เติบโตไว ใช้ระยะเวลาเลี้ยงสั้น เป็นที่ต้องการของตลาด ดร.มัทนียา กล่าวและว่า…

ไก่ศรีโคตรบูรณ์ไม่เพียงแค่สามารถเติบโตได้ดีเทียบเท่าหรือดีกว่าแม่พันธุ์ที่นำเข้า แต่ยังมีจุดแข็งสำคัญคือ ความทนทานต่อสภาพอากาศร้อนชื้น และสามารถเลี้ยงได้ในโรงเรือนแบบเปิด ซึ่งเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของไทย อีกทั้งยังต้านทานโรคและแมลงได้ดี ทำให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการจัดการโรคและยารักษาได้อย่างมาก

ปัจจุบันพบว่า มีเกษตรกรให้ความสนใจพันธุ์ไก่ศรีโคตรบูรณ์ โดยมีการลงทะเบียนขอรับลูกไก่ไปเลี้ยงเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ ทางสาขาวิชาสัตวศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม ยังได้มอบพันธุ์ไก่ให้แก่เกษตรกรรายย่อยเพื่อส่งเสริมการเลี้ยงไก่ลูกผสมพื้นเมืองในระดับครัวเรือนและขยายสู่ระบบการผลิตเชิงพาณิชย์อย่างครบวงจร ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การผลิตพ่อแม่พันธุ์ การผลิตลูกไก่เพื่อจำหน่าย การขุนส่งตลาด ไปจนถึงการแปรรูปเป็นไก่สดและไก่แช่แข็งจำหน่าย

โครงการดังกล่าวนอกจากจะช่วยสร้างโอกาสให้เกษตรกรรายย่อยสามารถพึ่งพาตนเองได้แล้ว ยังเป็นการลดการผูกขาดตลาดจากกลุ่มทุนรายใหญ่ สร้างความมั่นคงด้านอาหารให้กับประเทศ และยังส่งผลดีในด้านการสร้างงาน สร้างอาชีพ และเสริมรายได้ให้แก่ชุมชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

พลิกโฉมการประเมินคุณภาพภายนอกด้วย AI เสริมความ ‘โปร่งใส – แม่นยำ’ พัฒนาอย่างยั่งยืน

พลิกโฉมการประเมินคุณภาพภายนอกด้วย AI เสริมความ ‘โปร่งใส – แม่นยำ’ พัฒนาอย่างยั่งยืน

พลิกโฉมการประเมินคุณภาพภายนอกด้วย AI เสริมความ ‘โปร่งใส – แม่นยำ’ พัฒนาอย่างยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. เปิดเผยวิสัยทัศน์ และแนวทางการขับเคลื่อนองค์กรด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence – AI) ภายใต้ วิสัยทัศน์ ONESQA 5.0 โดยมุ่งเน้นการนำ AI เข้ามาใช้เพื่อเสริมประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และความแม่นยำ ในกระบวนการประเมินคุณภาพภายนอกของสถานศึกษา พร้อมยกระดับสู่ความเป็นดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

ศ.ดร.องอาจ นัยพัฒน์ ผู้อำนวยการ สมศ. เปิดเผยว่า ปัจจุบันกระแสของโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในยุคของข้อมูลขนาดใหญ่ และเทคโนโลยีดิจิทัล ดังนั้น สมศ. จึงต้องปรับตัวและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเพื่อให้การประเมินคุณภาพภายนอกมีความทันสมัย ยืดหยุ่น เป็นธรรม และตรวจสอบได้ สมศ. จึงได้กำหนดวิสัยทัศน์ ONESQA 5.0 ที่เน้นเทคโนโลยีเพื่อคุณภาพที่ยั่งยืน ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยในกระบวนการประเมินคุณภาพภายนอกนั้น สมศ. ได้กำหนดแนวทางอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

“สมศ. เริ่มดำเนินการตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยพัฒนาและเริ่มใช้ Machine Learning ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ AI มาใช้ใน “ระบบวิเคราะห์ข้อมูล” เพื่อชี้เป้า (Targeted Identification) กลุ่มโรงเรียนที่มีศักยภาพในการพัฒนา โดยพิจารณาจากคุณภาพบริบทเฉพาะของแต่ละสถานศึกษา เช่น โรงเรียนในพื้นที่ชายขอบ ในเมือง หรือพื้นที่พิเศษ ซึ่งโมเดลการวิเคราะห์นี้ สามารถจำแนกกลุ่มเป้าหมายได้แม่นยำกว่าการใช้วิธีการแบบเดิม สามารถสะท้อนศักยภาพของสถานศึกษาแต่ละแห่งตามจริง ผลักดันให้เกิดนโยบายที่ลงไปช่วยพัฒนาโรงเรียนอย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งโมเดลยังสามารถพัฒนาต่อยอดไปเป็น AI ที่วิเคราะห์ข้อมูลการประเมินคุณภาพภายนอกโดยอัตโนมัติได้ในอนาคต” ผู้อำนวยการ สมศ. กล่าวและว่า

และลำดับต่อไป สมศ. มีเป้าหมายในการพัฒนาแพลตฟอร์มการประเมินอัจฉริยะที่เชื่อมโยงข้อมูลจากรายงานผลการประเมินตนเอง (SAR) ของสถานศึกษา ไปจนถึงรายงานของผู้ประเมินภายนอก เพื่อให้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลในระดับเชิงลึก และแสดงผลข้อมูลแบบสรุปข้อมูลทุกอย่างให้อยู่ในหน้าจอเดียว (แดชบอร์ด) ที่เข้าใจง่าย ช่วยให้ทั้งผู้บริหารสถานศึกษาและผู้ประเมินภายนอกสามารถใช้ข้อมูลเพื่อพัฒนาคุณภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการพัฒนาโปรแกรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) เฉพาะทางสำหรับการวิเคราะห์ข้อความด้วยเทคโนโลยี Natural Language Processing (NLP) ที่มีความโดดเด่น สามารถประมวลผลรายงานการประเมินกว่า 2,000 ฉบับ โดยแยกเนื้อหาตามตัวบ่งชี้ด้านคุณภาพ เช่น การบริหารจัดการ การจัดการเรียนรู้ หรือผลลัพธ์ด้านผู้เรียน พร้อมตรวจสอบความสอดคล้องของข้อมูล และแจ้งเตือนข้อผิดพลาดได้แบบอัตโนมัติ

“ในยุคที่ AI ไม่ใช่เครื่องมือแทนคน แต่คือคู่คิด ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน สมศ. ได้กำหนดให้ AI เป็นผู้ช่วยมืออาชีพของผู้ประเมินภายนอก โดย AI จะเข้ามาสนับสนุนการสรุปรายงาน การจัดกลุ่มสถานศึกษา และสร้างแดชบอร์ดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน โดยที่ผู้ประเมินภายนอกยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการประเมินคุณภาพการศึกษา จนถึงการให้ข้อเสนอแนะเชิงคุณภาพและสร้างความไว้วางใจให้กับสถานศึกษาและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน นี่คือแนวทางของ สมศ. ในการยกระดับคุณภาพการศึกษาภายใต้วิสัยทัศน์ ONESQA 5.0 เพื่อการพัฒนางานประกันคุณภาพการศึกษาให้เกิดความก้าวหน้าเท่าทันในระดับสากล โดย สมศ. จะเดินหน้าพัฒนาระบบ AI ควบคู่กับการเสริมสร้างความรู้และทักษะให้กับบุคลากร ทั้งในองค์กรและผู้ประเมินภายนอก เพื่อให้สามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ บนพื้นฐานของความโปร่งใส ความยุติธรรม และเป้าหมายสำคัญคือ การยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยอย่างยั่งยืน” ศ.ดร.องอาจ กล่าวสรุป

‘เด็กไทย ใฝ่ดี’ ปลูกฝังคุณธรรม 5 ประการ สร้างเยาวชนเติบโตเป็น ‘พลเมืองที่ดี’

‘เด็กไทย ใฝ่ดี’ ปลูกฝังคุณธรรม 5 ประการ สร้างเยาวชนเติบโตเป็น ‘พลเมืองที่ดี’

‘เด็กไทย ใฝ่ดี’ ปลูกฝังคุณธรรม 5 ประการ สร้างเยาวชนเติบโตเป็น ‘พลเมืองที่ดี’

วันอังคาร ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก และ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 และโรงเรียนเอกชนในจังหวัดตาก  ร่วมโครงการ “เด็กไทย ใฝ่ดี” จัดโดยคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และภาคีเครือข่ายในจังหวัด ณ โรงพยาบาลแม่สอด โดยมีนักเรียนระดับมัธยมศึกษาเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 151 คน

โครงการนี้มุ่งมั่นปลูกฝังคุณธรรมหลัก 5 ประการให้แก่เยาวชน ได้แก่ เศรษฐกิจพอเพียง, การมีวินัย, ความซื่อสัตย์สุจริต, การมีจิตอาสา และความกตัญญู เพื่อปลูกฝังคุณธรรมเหล่านี้จะหล่อหลอมให้เยาวชนเติบโตเป็นพลเมืองที่ดีและเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคต

ตลอดระยะเวลาสองวัน นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการได้เรียนรู้ผ่านกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ เช่น การบรรยายพิเศษจากแพทย์หญิง คุณหญิง พรทิพย์ โรจนสุนันท์, กิจกรรมส่งเสริมความรู้ทางการเงิน, การให้ความรู้ด้านสุขภาวะ รวมถึงการเสริมสร้างคุณธรรมด้านต่างๆ จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ โครงการ “เด็กไทย ใฝ่ดี” จึงนับเป็นก้าวสำคัญในการร่วมสร้างอนาคตของชาติให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

‘สุชาติ’เล็งตั้งธนาคารพุทธฯ แยกเงินวัดกับพระให้ชัดเจน

‘สุชาติ’เล็งตั้งธนาคารพุทธฯ แยกเงินวัดกับพระให้ชัดเจน

‘สุชาติ’เล็งตั้งธนาคารพุทธฯ แยกเงินวัดกับพระให้ชัดเจน

วันอังคาร ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘สุชาติ’เล็งตั้งธนาคารพุทธฯ แยกเงินวัดกับพระให้ชัดเจน

ล้วงย่ามพระ! พร้อมจัดการทันที“สุชาติ”แก้ปัญหาวิกฤตศรัทธาของพุทธศาสนิกชน เล็งตั้งธนาคารพุทธศาสนา ดูแลทรัพย์สินวงการสงฆ์ แยกเงินวัด-พระ ให้ชัดเจน จัดการระบบการเงินให้โปร่งใส

เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุชาติ ตันเจริญ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีการแบ่งงานตามหน้าที่ ว่าจะหารือกับนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายก ฯ และ รมว.มหาดไทย แต่ส่วนตัวทำได้ทุกเรื่อง อยู่การเมืองมา 40 ปี เป็นรัฐมนตรีหลายครั้ง และเคยเป็นรองประธานสภาฯ

เมื่อถามว่าถ้าต้องดูสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จะมีความหนักใจหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า ขณะนี้เกิดวิกฤตวงการสงฆ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้พุทธศาสนิกชน มีความไม่สบายใจ มีความเศร้าหมอง เกี่ยวกับความศรัทธา เพราะฉะนั้นคงต้องรีบดำเนินการแก้ไข โดยดูว่าปัญหามาจากตรงไหน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องทรัพย์สินของวัด ความประพฤติของเจ้าอาวาส หรือพระผู้ใหญ่ ที่ได้รับการบริจาคเยอะๆ จึงต้องไปจัดการที่ต้นตอของปัญหา

นายสุชาติ กล่าวอีกว่า นโยบายของตนคือจะดำเนินการจัดการทรัพย์สินของวัดให้เป็นระบบ เช่น ควรจำแนกว่าทรัพย์สินของวัดนี้มีจำนวนเท่าไหร่ เป็นของวัดเท่าไหร่ เป็นของพระเท่าไหร่ ซึ่งควรแยกออกจากกันให้ชัดเจน และดำเนินการให้ถูกต้อง มีหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ โดยไม่ปล่อยปละละเลย อย่าเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดาจนเกิดวิกฤตขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเราก็ไม่ทราบว่าเป็นขบวนการด้วยหรือไม่ เพราะมีเรื่องเกิดขึ้นต่อเนื่อง วิกฤตศรัทธาตรงนี้ต้องรีบแก้ไข บ้านเราประชาชนนับถือศาสนาพุทธเป็นจำนวนมาก เมื่อเกิดวิกฤตแบบนี้ก็เกิดความไม่สบายใจ

นายสุชาติ กล่าวต่อว่า ต้องหารือกับมหาเถรสมาคม และอาจมีการตั้งธนาคารพระพุทธศาสนา ขึ้นมา เพื่อดูแลทรัพย์สินของศาสนาโดยเฉพาะเรื่องนี้ต้องออกกฎหมาย และต้องดูระเบียบทุกอย่างให้ชัดเจนเพราะที่ผ่านมา ก็มีระเบียบกฎหมาย แต่ทำไมยังมีการฝ่าฝืน ตนจะเร่งดำเนินการและรายงานให้สังคมทราบเป็นระยะ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นในเวลา 09.09 น.นายสุชาติ ได้สักการะพระภูมิเจ้าที่ และศาลตายาย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล หลังจากเข้ารับตำแหน่ง รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

‘นฤมล’ ควง’รมช.ศธ.’ร่วมสถาปนา’สพฐ.’ครบ 22 ปี เชื่อการศึกษาไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก

'นฤมล' ควง'รมช.ศธ.'ร่วมสถาปนา'สพฐ.'ครบ 22 ปี เชื่อการศึกษาไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก

‘นฤมล’ ควง’รมช.ศธ.’ร่วมสถาปนา’สพฐ.’ครบ 22 ปี เชื่อการศึกษาไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก

วันจันทร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.59 น.

‘นฤมล’ ควง’รมช.ศธ.’ร่วมสถาปนา’สพฐ.’ครบ 22 ปี เชื่อการศึกษาไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก พร้อมจับมือสพฐ. ลดภาระงานครู เพิ่มสวัสดิการครูไทย 

เมื่อวันที่ 7 ก.ค.2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานในพิธีเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นพื้นฐานครบรอบ 22 ปี พร้อมด้วยนางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) และนายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  (รมช.ศธ.) นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ ข้าราชการและบุคลากรทางการศึกษาจาก สพฐ. ในส่วนกลาง และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ เข้าร่วม ณ ลานจอดรถอาคารสามัญ 99 กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบออนไลน์ Zoom Meeting และ OBEC Channel

รมว.ศธ. กล่าวตอนหนึ่งว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ถือเป็นภารกิจหลักของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และเป็นส่วนส่วนสำคัญสำคัญช่วยส่งเสริม พัฒนาคุณภาพการศึกษาของเด็กไทย ให้มีพื้นฐานการศึกษาที่ดีมีความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งร่างกายและจิตใจ มีสติปัญญา ความรู้และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข การศึกษาของไทยจำเป็นต้องก้าวต่อไป พร้อมเผชิญกับความท้าทายที่จะเกิดขึ้นในปัจจุบันและอนาคต เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับระบบการศึกษาไทย ดังนั้น เพื่อเป็นการสร้างคนไทยให้มีความรู้และมีคุณภาพจึงต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจ จากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและประชาชน ให้มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา เพื่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน เพราะการศึกษาถือเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศ 

“ตนเองถือว่าเป็นผลผลิตของ สพฐ. จบจากโรงเรียนในสังกัด สพฐ. เมื่อมีคนพูดถึงการศึกษาจึงไม่เชื่อ เพราะได้พิสูจน์ด้วยการเรียนของตนเอง ที่สามารถเรียนจนสอบเข้ามหาวิทยาลัยทั้งในประเทศ และสอบชิงทุนไปเรียนต่อ  มหาวิททยาลัยในต่างประเทศ ด้วยคะแนนที่สูงกว่านักเรียนนานาชาติ จึงเชื่อเสมอว่า “การศึกษาไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก” แต่หากถามถึงจุดที่ต้องพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น ก็ต้องยอมรับว่ายังมีอยู่ ซึ่งตนเองขอฝากไปยังผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหาร สพฐ. ครู และบุคลากร ให้ช่วยกันคิดเพื่อพัฒนางานด้านการศึกษา อันดับแรกคือการลดภาระงานของครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้ครูในประเทศไทยกว่า 500,000 คนได้มีเวลาพัฒนางานของตนเอง และมุ่งสอนลูกศิษย์ให้มากยิ่งขึ้น สองคือเรื่องของสวัสดิการครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อไม่ให้ครูต้องห่วงหน้าพะวงหลัง และทำหน้าที่หลักของครูให้ดีที่สุด สามคือเรื่องของวิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย และหน้าที่ความเป็นพลเมือง เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้ที่มาที่ไปของระบอบการปกครองของประเทศ ที่เป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเรื่องทีสี่ เรื่องของการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ และเรื่องของการพัฒนาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน หากสามารถดำเนินการปรับปรุงได้ทันในห้วงต่อไป ขอให้ สพฐ. ช่วยในเรื่องของการปรับหลักสูตรให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ สำหรับการทำงาน ขอให้เป็นในลักษณะของครอบครัวเดียวกัน มีอะไรปรึกษาหารือกันด้วยความเข้าอกเข้าใจ เพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหาการศึกษาของประเทศ” รมว.ศธ. ย้ำ

รมว.ศธ. กล่าว ชื่นชมผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ รวมไปถึงอดีตรัฐมนตรีที่ผ่าน ๆ มาทุกท่าน นโยบายใดที่เป็นเรื่องดีอยู่แล้ว ก็จะดำเนินการสานต่อนโยบายเหล่านั้นต่อไป ทั้งนี้ ไม่ต้องการทำงานแบบ Top-Down แต่ต้องการการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ขอฝากให้กระทรวงศึกษาธิการรับฟังความคิดเห็นของครู ผู้บริหาร และองค์กร ต่าง ๆ เช่น คณะกรรมาธิการการศึกษา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นต้น เพื่อนำมาปรับปรุงนโยบายขับเคลื่อนงานการศึกษาในระยะเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาวต่อไป

ทีมนวัตกรรมไทย-คว้ารางวัล ‘นวัตกรรมระดับนานาชาติ’ ที่ประเทศญี่ปุ่น

ทีมนวัตกรรมไทย-คว้ารางวัล ‘นวัตกรรมระดับนานาชาติ’ ที่ประเทศญี่ปุ่น

ทีมนวัตกรรมไทย-คว้ารางวัล ‘นวัตกรรมระดับนานาชาติ’ ที่ประเทศญี่ปุ่น

วันจันทร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.21 น.

ทีมนวัตกรรมไทย-คว้ารางวัล ‘นวัตกรรมระดับนานาชาติ’ ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 5-6 กรกฎาคม 2568 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) นำทีมประดิษฐ์นวัตกรรมไทยเข้าร่วมแข่งขันในงาน Japan Design, Idea and Invention Expo ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยมีผลงานกว่า 366 งานจาก 25 ประเทศเข้าร่วมการแข่งขัน โดยหนึ่งในผลงานนวัตกรรมของประเทศไทยเรื่อง ‘การสร้างดวงตาปลอมจากเครื่องพิมพ์สามมิติให้ผู้ป่วยได้ภายในเวลาหนึ่งวัน’ ของทีมศูนย์ดวงตาประดิษฐ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นำทีมโดย รศ.นพ.ศักดิ์ชัย วงศกิตติรักษ์ อาจารย์จักษุแพทย์ และ ผศ.ทพญ.จิตพิมล ศิริพันธุ์ อาจารย์ทันตแพทย์ สามารถคว้ารางวัล JDIE Best Invention Award  ซึ่งเป็นรางวัลใหญ่ที่สุดของงานได้

นอกจากนั้น ยังสามารถกวาดรางวัลสำคัญๆของงานได้อีกมากมาย อาทิเช่น รางวัลเหรียญทอง(Gold Medal)จาก World Invention Intellectual Property Associations และถ้วยรางวัล NRCT Special Award จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นต้น

ผลงานนวัตกรรม ‘3D.Printed Customized Ocular Prosthesis in One Visit Delivery’ ซึ่งเริ่มมีการนำมาใช้จริงที่รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรตินี้ น่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ป่วยโรคตาชาวไทยต่อไปในอนาคตอย่างแน่นอน

‘นฤมล-รมช.ศธ.’ ร่วมงาน ‘วันสถาปนาฯ ครบรอบ 22 ปี สพฐ.’

'นฤมล-รมช.ศธ.' ร่วมงาน 'วันสถาปนาฯ ครบรอบ 22 ปี สพฐ.'

‘นฤมล-รมช.ศธ.’ ร่วมงาน ‘วันสถาปนาฯ ครบรอบ 22 ปี สพฐ.’

วันจันทร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 14.20 น.

‘นฤมล-รมช.ศธ.‘ ร่วมงาน ‘วันสถาปนาฯ ครบรอบ 22 ปี สพฐ.‘ มั่นใจการศึกษาไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก พร้อมร่วมพัฒนาการศึกษาไทยให้ดียิ่งขึ้น เร่งลดภาระครูเพิ่มสวัสดิการให้ครู

7 ก.ค. 2568 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดงานวันคล้าย วันสถาปนาสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ครบรอบ 22 ปี โดยมี ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธี ร่วมด้วย ผศ.ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และมี ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) พร้อมผู้บริหารองค์กรหลัก ศธ. และผู้บริหาราะดับสูงของ สพฐ. ได้แก่ นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการ กพฐ. นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ. นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการ กพฐ. นายภูธร จันทะหงษ์ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาทั้ง 245 เขตฯทั่วประเทศ ผู้บริหารสำนัก ข้าราชการ พนักงานราชการ และบุคลากรของ สพฐ. เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง ณ อาคารสามัญ 99 สพฐกระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบ  Zoom meeting

จากนั้น ศ.ดร.นฤมล กล่าวเปิดงานพร้อมให้โอวาทและมอบรางวัลผู้ทำคุณประโยชน์และผู้ชนะเลิศการประกวดบทความ “ความภาคภูมิใจในการเป็นบุคลากร สพฐ.” ว่า ตนถือว่าเป็นหนึ่งในผลผลิตของ สพฐ. เพราะจบจากโรงเรียนสังกัด สพฐ.เมื่อ 30-40 ปีที่แล้ว ก่อนจะเป็น สพฐ. ซึ่งหลายคนในที่นี้ก็เป็นผลผลิตจาก สพฐ. เช่นกัน ฉะนั้น เวลาคนมาบอกว่าการศึกษาไทยไม่ได้เรื่อง ใช้ไม่ได้ ต้องปฏิรูป ต้องแก้ไข ยังพัฒนาได้อีก แต่ถ้าถามว่าเป็นอย่างที่เขาพูดไหม ตนเองไม่เคยเชื่อว่าเป็นอย่างนั้น เพราะเราก็พิสูจน์ด้วยตัวเองมาแล้วว่า เราเรียนจบโรงเรียนในสังกัด สพฐ. เราสอบเข้ามหาวิทยาลัยในประเทศไทยได้ และเราก็สอบชิงทุนไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัยต่างประเทศ เราสอบได้คะแนนสูงกว่านักเรียนจากต่างชาติเสียอีก เราเข้ามหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของโลกได้ เพราะฉะนั้นตนจึงเชื่ออยู่เสมอว่า การศึกษาไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก แต่ถามว่ายังมีจุดที่จะพัฒนาให้ดีขึ้นกว่านี้ได้อีกไหม มี พวกเราทุกคนในที่นี้ก็มีอยู่ในใจ และอยากจะทำให้การศึกษาไทยดีขึ้น แต่ทุกคนก็ทราบว่าอุปสรรคก็มี ข้อจำกัดไม่ว่าจะเป็นทางกฎหมาย ทางทรัพยากร ที่เราจะต้องก้าวข้ามอุปสรรคเหล่านั้นให้ได้ และเราจะข้ามได้ก็ต้องร่วมแรงร่วมใจกัน ส่วนตนเองไปอยู่ที่ไหนก็ไม่อยากให้มีการบริหารงานแบบที่เป็นนายและเป็นลูกน้อง เราอยากจะให้เป็นครอบครัวเดียวกัน ตอนอยู่ที่กระทรวงเกษตร เราถือว่าเป็นครอบครัวเกษตร ผู้บริหารทุกคนถ้าอายุเยอะกว่าตนก็จะเรียกเขาว่าพี่ ที่กระทรวงศึกษาก็ขออนุญาตเรียก พี่ธนุ(เลขาธิการ กพฐ.) พี่สุเทพ (ปลัดศธ.) พี่เทวัญ(รมช.ศธ.) น้องหญิง (รมช.ศธ.) ขอเริ่มต้นที่เราเป็นครอบครัวเดียวกัน มีอะไรเราก็ปรึกษาหารือกัน เข้าอกเข้าใจกันจะได้ช่วยกันแก้ไขปัญหา ก็ต้องขอชื่นชมผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ รวมไปถึงท่านรัฐมนตรีในอดีตที่ผ่านมาทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและรัฐมนตรีช่วยว่าการฯ ถือว่าท่านมีคุณูปการในการที่ช่วยกันพัฒนาการศึกษาไทยจนมาถึงปัจจุบัน 

ดังนั้น ไม่ว่าอะไรที่ท่านก่อนๆได้มอบนโยบายไว้แล้วได้ทำสิ่งที่ดีๆให้กับกระทรวงศึกษาฯ เราก็จะดำเนินนโยบายเหล่านั้นต่อ เพียงแต่ว่าสิ่งที่อยากจะทำเพิ่มเติมมีอะไรบ้าง ก็อยากจะเห็นเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น สำหรับ สพฐ. ก็คงจะเป็นเรื่องภาระงานของครู และตนก็หวังว่าจะได้ทำให้เห็นเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ก็คงจะได้มีโอกาสคุยกันในทางปฏิบัติให้มากยิ่งขึ้น ว่าจะลดภาระงาน ธุรการ งานการเงิน งานพัสดุอย่างไรให้กับครูทั่วประเทศไทย กว่า 500,000 คน เพื่อที่จะให้ตัวเหล่านั้นได้มีเวลามาพัฒนางานของตนให้ดี และไปโฟกัสที่งานสอนเพื่อพัฒนาลูกศิษย์ได้มากยิ่งขึ้น อันนี้จะเป็นภารกิจแรกที่เราจะทำงานร่วมกัน

ภารกิจที่สอง ที่อยากจะดูแลเพิ่มเติมคือเรื่องของสวัสดิการของครู ที่ยังมีไม่เพียงพอ ซึ่งตรงนี้ไม่ใช่เพียงแค่ สพฐ. อย่างเดียว คงต้องฝาก เลขาธิการ สกสค.ด้วย เพื่อให้เข้ามาร่วมกัน เพื่อให้ครูได้มีสวัสดิการที่เหมาะสม ครูจะได้ไม่ต้องห่วงน่าพะวงหลังในการที่จะทำภารกิจหลักของตนเอง นอกจากนี้ก็ยังมีภารกิจเรื่องของวิทยฐานะครูซึ่งตนก็จะได้หารือกับเลขาธิการ ก.ค.ศ. เพิ่มเติม    

“ ก็ฝากให้กำลังใจพี่น้องครู ที่ดูผ่านระบบซูม ในเรื่องของนโยบายอื่นๆของกระทรวงศึกษาฯ ดิฉันได้คุยกับท่านปลัด และ เลขาธิการ สพฐ. ว่าเราไม่อยากจะทำอะไรที่ออกจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว โดยที่ครูไม่ได้มีส่วนร่วม เรามีครูที่จะต้องปฏิบัติตามนโยบายของกระทรวงศึกษาฯ รวม 500,000 คน ก็อยากให้เกิดการมีส่วนร่วมของทุกๆคน จึงขอฝากท่านธนุ และท่านปลัดศธ. ทำงานร่วมกันเพื่อให้ครูทุกๆคนเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและรับฟังจากทุกพื้นที่ นอกจากนั้น ก็อยากให้รับฟังจากผู้แทนองค์กรต่างๆด้วย ไม่ว่าจะเป็นกรรมาธิการการศึกษา พี่น้อง สส.ในสภา ที่มีข้อเสนอแนะในการพัฒนาภาคการศึกษาของไทยมากมาย แล้วเราค่อยมาตกผลึกกัน ว่าเราจะทำอะไรบ้างในระยะเร่งด่วนนี้ และในระยะกลาง ระยะยาว เนื่องจากการเมือง ทุกท่านก็ทราบเรามาจากฝ่ายการเมือง เรามาเราก็ไป แต่ว่าพวกท่านเป็นฝ่ายประจำที่ต้องอยู่กับภาคการศึกษาไทยไปอีกนาน 

สุดท้ายที่ตนได้รับข้อเสนอที่ฝากมาดูแลภาคการศึกษา เพื่อให้เกิดความชัดเจนขึ้นซึ่งตนเองก็ทราบว่ามีการปรับปรุงแก้ไขไปในระดับหนึ่งแล้ว ก็คือเรื่องการศึกษาเกี่ยวกับวิชาประวัติศาสตร์ของการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทย เมื่อปีพ.ศ. 2566 ก็มีการออกอากาศของกระทรวงศึกษาธิการไปแล้ว แต่เพื่อให้เกิดความชัดเจนก็อยากจะขอฝากท่านธนุ เลขาธิการ กพฐ. ว่าเราจะเพิ่มเติมเป็นวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ให้ชัดเจน ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นได้อย่างไร ถือเป็นส่วนสำคัญที่เราจะต้องรู้ ที่มาที่ไปของประเทศที่มาที่ไปของระบอบการปกครองของเรา และรู้หน้าที่ว่าภายใต้ระบอบการปกครองของประเทศไทยที่เป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้น ทุกคนมีหน้าที่สำคัญอะไรอย่างไรบ้าง จะได้สามารถไปทำหน้าที่ของตัวเอง เพื่อส่งเสริมให้ประเทศไทยมีการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยที่ดียิ่งๆขึ้นไป”

สุดท้ายนี้ ขอแสดงความยินดีกับ สพฐ. ที่ยังเป็นทางการก็ครบรอบ 22 ปี แต่ถ้าไม่เป็นทางการก็น่าจะเกิน 100 ปีมาแล้วที่เราดูแลการศึกษาขั้นพื้นฐานให้กับประเทศไทย ขอเป็นกำลังใจให้กับข้าราชการทุกท่านทั้งที่ส่วนกลางข้าราชการครูและข้าราชการในทุกระดับในทุกพื้นที่ด้วย 

สุดท้ายคือหลักสูตรแกนกลาง ที่สพฐ. ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ตนก็อยากจะให้พิจารณาเพิ่มเติมในรอบถัดไปถ้าเป็นไปได้ ช่วยดูบริบทของพื้นที่ว่าความต้องการของความรู้พื้นฐานในแต่ละพื้นที่ แต่ละจังหวัดอาจจะไม่เหมือนกัน อย่างเช่นในพื้นที่ที่เป็นเกษตรกร เด็กอาจจะต้องมีความรู้ในเรื่องการเกษตร ความรู้เกี่ยวกับคุณภาพของดิน การพัฒนาดิน ซึ่งในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านได้ทรงทำเรื่องดินเอาไว้อย่างมากมาย ถ้าเราจะบูรณาการงานกับกระทรวงเกษตรก็ได้ เพราะมีหมอดินอาสาอยู่ 70,000 กว่าคนทั่วประเทศ ที่พร้อมจะมาเป็นครูอาสาให้กับโรงเรียน ทั่วประเทศไทย เพื่อให้เด็กๆ เข้าใจเรื่องของคุณภาพดินและการพัฒนาดินเพื่อให้การเกษตรสามารถทำให้มีคุณภาพมีผลผลิตที่ดียิ่งขึ้นได้ ขอบคุณทุกท่านที่ทำงานการศึกษามาอย่างหนัก และขอให้ท่านทำงานอย่างเต็มกำลังใจต่อไป

ผศ.ดร. กล่าวเพิ่มเติม ว่า ส่วนที่มีครูของโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.ชลบุรี ลงโทษด้วยการตีนักเรียน 60 ครั้งนั้น ซึ่งทางเลขาธิการการ กพฐ.บอกว่าได้ตั้งกรรมการสอบสวนและสั่งให้ย้ายครูคนดังกล่าวออกจากพื้นที่ไปแล้ว ซึ่งในเรื่องนี้ สพฐ.มีกระบวนการและมีขั้นตอนในการลงโทษครูที่ลงโทษเด็กเกินกว่าเหตุอยู่แล้ว แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องตรวจสอบด้วยว่าทำไมครูถึงลงโทษเด็กรุนแรงเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม

ด้านเลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนาฯ สพฐ. ครบรอบ 22 ปี ในวันที่ 7 กรกฎาคม 2568 สพฐ. ได้จัดงานวันคล้ายวันสถาปนาฯ เพื่อให้ผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากรในสังกัด ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ที่เป็นพลังขับเคลื่อนของ สพฐ. ได้มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมร่วมกัน เพื่อเสริมสร้างความรักความสามัคคีในหน่วยงาน รวมถึงมอบรางวัลผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประจำปี 2568 และมอบรางวัลการประกวดบทความ “ความภาคภูมิใจในการเป็นบุคลากร สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประจำปี 2568” และในโอกาสอันสำคัญนี้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ทั้ง 245 เขต ใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ ก็ได้จัดกิจกรรมคู่ขนาน ทั้งในรูปแบบ On-site และ Online อย่างพร้อมเพรียง เพื่อแสดงออกถึงความร่วมมือความพร้อม และความภาคภูมิใจในองค์กรร่วมกัน

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ถือเป็นภารกิจหลักของ สพฐ. และเป็นส่วนสำคัญ ที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาคุณภาพการศึกษาของเด็กไทยให้มีพื้นฐานการศึกษาที่ดี มีความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ มีสติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม จริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข อีกทั้งการศึกษาของไทยจำเป็นต้องก้าวต่อไปพร้อมเผชิญกับความท้าทายที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและอนาคต เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับระบบการศึกษาไทย ดังนั้น เพื่อเป็นการสร้างคนไทยให้มีความรู้และมีคุณภาพ จึงต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน ให้มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา เพื่อการพัฒนาการศึกษาอย่างยั่งยืนเพราะการศึกษาถือเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศ 

“สพฐ. พร้อมเดินหน้าสู่ปีที่ 23 ด้วยหัวใจที่มุ่งมั่นให้เด็กและเยาวชนไทย เติบโตขึ้นเป็นพลเมืองที่ดีมีคุณภาพ มีความรัก ความสามัคคี ตระหนักในหน้าที่ของตน โดยขับเคลื่อนผ่านนโยบายและจุดเน้นของ สพฐ.อย่างต่อเนื่อง จนประสบผลสำเร็จเป็นรูปธรรม เน้นย้ำการพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะที่จำเป็นอย่างรอบด้านสามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงในโลกแห่งดิจิทัลได้อย่างสมบูรณ์ โดยยังคงเอกลักษณ์ความเป็นไทย ด้วยหัวใจที่พร้อมรับความท้าทายใหม่ๆ อย่างไม่หยุดยั้ง” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

พร้อมกันนี้ สพฐ. ได้จัดพิธี Kck-off การใช้ระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ของ สพฐ. อย่างเป็นทางการในชื่อระบบสำนักงานดิจิทัล OBEC-DO (OBEC Digital Office) โดยทุกสำนักของ สพฐ. จะใช้ระบบดิจิทัลในการรับ-ส่งงาน เสนองาน ลงนามเอกสารต่างๆ ฯลฯ ซึ่งเป็นการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลดิจิทัลเพื่อลดการใช้กระดาษ เพิ่มความรวดเร็ว ประหยัด และมีประสิทธิภาพ ยกเว้นเอกสารที่จำเป็นยังคงใช้กระดาษตามเหมาะสม โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นไป

009

รัฐบาลเตรียมจัด3งานใหญ่ของประเทศ

รัฐบาลเตรียมจัด3งานใหญ่ของประเทศ

รัฐบาลเตรียมจัด3งานใหญ่ของประเทศ

วันจันทร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 13.59 น.

รัฐบาลเตรียมจัด 3 งานใหญ่ของประเทศ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันสวรรคตครบ 100 ปี 25 พฤศจิกายน 2568 และงาน เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร เนื่องในโอกาสวันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี 20 กันยายน 2568 และงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เนื่องในโอกาสวันประสูติครบ 100 ปี 24 พฤศจิกายน 2568

เมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2568 ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล.นายภูมิธรรม เวชยชัย  รองนายกรัฐมนตรี  รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันสวรรคตครบ 100 ปี 25 พฤศจิกายน 2568 เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร เนื่องในโอกาสวันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี 20 กันยายน 2568 และเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เนื่องในโอกาสวันประสูติครบ 100 ปี 24 พฤศจิกายน 2568

โดยมี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ  พลอากาศโท ภักดี แสง-ชูโต ผู้ช่วยราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ ผู้อำนวยการสำนักการประสานงานมูลนิธิอานันทมหิดล และเลขาธิการมูลนิธิเพชรรัตน์ – สุวัทนา นายพรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

นายภูมิธรรมกล่าวว่า วันนี้เป็นการประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันสวรรคตครบ 100 ปี 25 พฤศจิกายน 2568 เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร เนื่องในโอกาสวันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี 20 กันยายน 2568 และเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เนื่องในโอกาสวันประสูติครบ 100 ปี 24 พฤศจิกายน 2568 เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และพระกรุณาธิคุณ ที่ทรงมีคุณูปการต่อประเทศชาติ อย่างอเนกอนันต์ และแสดงความจงรักภักดี รัฐบาลเห็นสมควรให้การจัดงานเฉลิมพระเกียรติเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติทุกประการ ทั้งนี้ การจัดงานมีทั้งงานพระราชพิธีและพิธีการ รวมถึงโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ จึงได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานดำเนินการจัดงานเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสสำคัญยิ่ง ทั้ง 3 วาระดังกล่าว ซึ่งสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาแนวทางการดำเนินการ โดยจะนำเสนอต่อคณะกรรมการเพื่อทราบและพิจารณาต่อไป  ในโอกาสนี้ ขอขอบคุณท่านพลอากาศโท ภักดี แสง-ชูโต ผู้ช่วยราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ให้เกียรติเข้าร่วมการประชุมในวันนี้ 

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้รับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันสวรรคตครบ 100 ปี 25 พฤศจิกายน 2568 เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร เนื่องในโอกาสวันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี 20 กันยายน 2568 และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เนื่องในโอกาสวันประสูติครบ 100 ปี 24  พฤศจิกายน 2568 และการจัดทำตราสัญลักษณ์ งานเฉลิมพระเกียรติฯ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคตครบ 100 ปี 25 พฤศจิกายน 2568 ตราสัญลักษณ์ งานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร เนื่องในโอกาสวันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี 20 กันยายน 2568 และตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เนื่องในโอกาสวันประสูติครบ 100 ปี 24 พฤศจิกายน 2568

รวมทั้ง การเชิญหน่วยงานภาครัฐพิจารณาดำเนินการจัดทำโครงการและกิจกรรมร่วมเฉลิมพระเกียรติซึ่งขณะนี้มีหน่วยงานที่ดำเนินการจัดทำโครงการและกิจกรรมร่วมเฉลิมพระเกียรติฯ รวมทั้งสิ้นจำนวน 108 หน่วยงาน จำนวน 1,013 โครงการ/กิจกรรม (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2568)  ประกอบด้วย

1. โครงการและกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันสวรรคตครบ 100 ปี 25 พฤศจิกายน 2568 จำนวน 38 หน่วยงาน จำนวน 340 โครงการ/กิจกรรม

2. โครงการและกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิ บดินทร เนื่องในโอกาสวันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี 20 กันยายน 2568 จำนวน 33 หน่วยงาน จำนวน 370 โครงการ/กิจกรรม

3. โครงการและกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เนื่องในโอกาสวันประสูติครบ 100 ปี 24 พฤศจิกายน 2568 จำนวน 37 หน่วยงาน จำนวน 303 โครงการ/กิจกรรม

สำหรับการจัดพิธีการงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันสวรรคตครบ 100 ปี 25 พฤศจิกายน 2568 เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร เนื่องในโอกาสวันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี 20 กันยายน 2568 และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เนื่องในโอกาสวันประสูติครบ 100 ปี 24 พฤศจิกายน 2568 ประกอบด้วย

1. การจัดพิธีการงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสวันสวรรคตครบ 100 ปี 25 พฤศจิกายน 2568 และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เนื่องในโอกาสวันประสูติครบ 100 ปี 24 พฤศจิกายน 2568 ในวันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ณ วัดพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม

2. การจัดพิธีการงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลพระอัฐมรามาธิบดินทร เนื่องในโอกาสวันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี 20 กันยายน 2568 ในวันเสาร์ที่ 20 กันยายน 2568 ณ วัดสุทัศน์เทพวราราม กรุงเทพมหานคร

3. การจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันสวรรคตครบ 100 ปี 25 พฤศจิกายน 2568 เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร เนื่องในโอกาสวันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี 20 กันยายน 2568 และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เนื่องในโอกาสวันประสูติครบ 100 ปี 24 พฤศจิกายน 3568 ได้แก่ การจัดสร้างเหรียญที่ระลึกและเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก เฉลิมพระเกียรติฯ การจัดสร้างดวงตราไปรษณียากรที่ระลึก เฉลิมพระเกียรติฯ และการจัดกิจกรรมถวายพระราชกุศล พระกุศล แสดงความจงรักภักดี และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และการจัดกิจกรรมถวายพระราชกุศล พระกุศล แสดงความจงรักภักดี และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และพระกรุณาธิคุณ

4. การจัดกิจกรรมเรียนรู้พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และจัดทัศนศึกษานิทรรศการ ณ หอวชิราวุธานุสรณ์

5. การจัดนิทรรศการและกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร  ระหว่างวันที่ 20 – 27 กันยายน 2568 ณ วัดสุทัศนเทพวราราม

6. การจัดทำหนังสือจดหมายเหตุ และจัดพิมพ์หนังสือที่ระลึก งานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันสวรรคตครบ 100 ปี 25 พฤศจิกายน 2568 งานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร เนื่องในโอกาสวันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี 20 กันยายน 2568 และงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เนื่องในโอกาสวันประสูติครบ 100 ปี 24 พฤศจิกายน 2568

 7. การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์พระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ พระปรีชาสามารถ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันสวรรคตครบ 100 ปี 25 พฤศจิกายน 2568 และเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร เนื่องในโอกาสวันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี 20 กันยายน 2568 และการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์พระประวัติ พระกรณียกิจ พระปรีชาสามารถ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เนื่องในโอกาสวันประสูติครบ 100 ปี 24 พฤศจิกายน 2568

“รัฐบาลขอให้หน่วยงานที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้รับผิดชอบหลักและหน่วยงานสนับสนุน ในการจัดกิจกรรมงานเฉลิมพระเกียรติฯ ดำเนินการให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติทุกประการ” นายภูมิธรรม กล่าว