แสตมป์เซเว่นฯ พลิกโฉมสุขาให้เด็กไทย ทยอยปรับปรุง ‘ห้องน้ำเพื่อน้อง’ ทั่วไทย

แสตมป์เซเว่นฯ พลิกโฉมสุขาให้เด็กไทย ทยอยปรับปรุง 'ห้องน้ำเพื่อน้อง' ทั่วไทย

แสตมป์เซเว่นฯ พลิกโฉมสุขาให้เด็กไทย ทยอยปรับปรุง ‘ห้องน้ำเพื่อน้อง’ ทั่วไทย

วันพุธ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 14.57 น.

แสตมป์เซเว่นฯ พลิกโฉมสุขาให้เด็กไทย ทยอยปรับปรุง “ห้องน้ำเพื่อน้อง” ทั่วไทย

ซีพี ออลล์ ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ ยกระดับคุณภาพชีวิตเยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการ “ห้องน้ำเพื่อน้อง” เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย “สร้างชุมชนอุ่นใจ” ที่แปลงพลังใจจากการบริจาคแสตมป์ของลูกค้าในโครงการ “บุญนิธิแสตมป์เซเว่นเพื่อสาธารณกุศลทุกภูมิภาค” ให้เกิดเป็นห้องน้ำปรับปรุงใหม่

ปัจจุบัน ห้องน้ำที่สะอาด ปลอดภัย และได้มาตรฐานกว่า 135 แห่งทั่วประเทศ ได้ส่งมอบให้แก่โรงเรียนต่างๆ เพื่อส่งเสริมสุขอนามัยที่ดี สร้างความมั่นใจในการเรียนรู้ให้กับเด็กๆ ซีพี ออลล์ ยังคงเดินหน้าขยายการสนับสนุนไปยังโรงเรียนที่ขาดแคลนและประสบภัยพิบัติต่างๆ อย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อให้การช่วยเหลือกระจายไปในวงกว้าง

ล่าสุด นายธานี ลิมปนารมณ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บมจ.ซีพี ออลล์ เป็นผู้แทนส่งมอบ “ห้องน้ำเพื่อน้อง” ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่แก่ 2 โรหงเรียนในจังหวัดพิษณุโลก ได้แก่ โรงเรียนวัดหนองนาดงกวาง ซึ่งมีนักเรียน 216 คน (ระดับอนุบาลถึง มัธยมศึกษาปีที่ 3) โดยปรับปรุงห้องน้ำ 2 อาคาร ทั้งชายและหญิง ด้วยการเปลี่ยนสุขภัณฑ์ที่ชำรุด ประตู กลอนประตู ซ่อมแซมกระเบื้องหลังคา และทาสีใหม่ เพื่อให้ถูกสุขลักษณะและเพียงพอต่อการใช้งานของนักเรียน อีกแห่งคือ โรงเรียนบ้านใหม่เจริญธรรม ที่มีนักเรียน 234 คน (ระดับอนุบาลถึง มัธยมศึกษาปีที่ 3) ซึ่งได้รับการปรับปรุงห้องน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาความไม่เพียงพอต่อการใช้งาน สร้างความสะดวกสบายให้แก่นักเรียนมากยิ่งขึ้น

โครงการ “ห้องน้ำเพื่อน้อง” สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ ซีพี ออลล์ ในการร่วมพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน การส่งเสริมสุขอนามัยที่ดีในโรงเรียนถือเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้เยาวชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

การศึกษาเหลื่อมล้ำ! ‘ศาสตรา’จี้แก้ปัญหา‘ครูงานล้น’ทำหมดไฟ’จบชีวิต-ลาออกไปสอนพิเศษ’

การศึกษาเหลื่อมล้ำ! ‘ศาสตรา’จี้แก้ปัญหา‘ครูงานล้น’ทำหมดไฟ'จบชีวิต-ลาออกไปสอนพิเศษ'

การศึกษาเหลื่อมล้ำ! ‘ศาสตรา’จี้แก้ปัญหา‘ครูงานล้น’ทำหมดไฟ’จบชีวิต-ลาออกไปสอนพิเศษ’

วันพุธ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 10.56 น.

9 ก.ค. 2568 ที่รัฐสภา นายศาสครา ศรีปาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดสงขลา พรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวในช่วงหารือของการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ว่า ตนขอเป็นตัวแทนครูทั้งประเทศที่กำลังหมดไฟ กำลังจะลาออก หรือแม้แต่กำลังจะคิดสั้นฆ่าตัวตาย สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 2568 มีครูท่านหนึ่งตัดสินใจจบชีวิตตนเอง โดยเขียนจดหมายลาตาย ระบายความในใจเรื่องภาระงานของครูที่มากเกินไป รวมถึงความเครียดเพราะกลัวความผิดพลาดในการทำเอกสารพัสดุ – การเงิน แล้วอาจถึงขั้นติดคุกตะราง

“วันนี้ในเรื่องการเงินพัสดุเป็นเรื่องสำคัญมากที่รัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งแก้ไข ซ้ำร้ายกว่านั้น เลขา สพฐ. ออกมาแถลงข่าว บอกว่าโรงเรียนมีตั้งกว่า 3 หมื่นโรงเรียน แต่ครูแค่โรงเรียนเดียว ออกมาพูดแบบนี้เป็นการตัดกำลังใจครูอย่างมาก เพราะวันนี้ครูมีภาระงานหนักจริงๆ เหมือนทำเป็นไม่รู้ร้อนรู้หนาวว่าวันนี้ปัญหานี้มันเกิดขึ้นจริงๆ” นายศาสครา กล่าว

นายศาสครา กล่าวต่อไปว่า จริงๆแล้วครูทุกโรงเรียนมีปัญหาแบบนี้หมด แต่ทราบหรือไม่ว่าปัญหาเหล่านี้ไม่ได้ถูกแก้ไข เพียงแต่ครูท่านอื่นๆ ไม่ได้คิดสั้นเหมือนกับครูท่านนั้นก็เท่านั้นเอง ครูต้องทำทุกอย่าง การเงิน ตำรวจ  แม่ครัว แม่บ้าน ภารโรง แต่อย่างเดียวที่ไม่ได้เป็นคือเป็นครู ตนจึงเสนอแนวทางแก้ไข คือปลดล็อกท้องถิ่น ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สามารถบรรจุบุคคลเข้ามาทำหน้าที่การเงิน – พัสดุ หรือหน้าที่อื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ครูได้ หรือจัดหาโปรแกรมในเรื่องนี้มาเป็นเครื่องมือช่วยให้ครูทำงานได้ง่ายและถูกต้อง

“ที่สำคัญสวัสดิการต้องเพิ่มให้กับครู เงินเดือนต่ำเตี้ยเรี่ยดินขนาดนี้ใครจะอยากเป็นครู ครูเก่งๆ จะอยากเป็นครูได้อย่างไ? จะมีเกียรติมีศักดิ์ศรีได้อย่างไร? วันนี้ครูไปสอนพิเศษหมดแล้วเพราะมีรายได้มากกว่า อย่างนี้เด็กยากจนจะเรียนกับครูดีๆ ต้องไปเรียนพิเศษ ต้องเพิ่มภาระให้กับผู้ปกครองอีก แบบนี้ครูจะเป็นครู หาครูที่ดีๆ ได้อย่างไรในระบบการศึกษาไทย” นายศาสครา ระบุ

นายศาสครา ยังกล่าวอีกว่า ตนขอฝากไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่ ที่มีนโยบายเกี่ยวกับการลดภาระของคุณครู เพิ่มขวัญกำลังใจให้ครู ในหลักสูตรการเรียนการสอนน่าจะเพิ่มวิชาประวัติศาสตร์ รากเหง้าต่างๆ ตลอดจนหน้าที่พลเมือง ให้กับนักเรียนด้วย

043…

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

https://www.naewna.com/local/892298 ขีดเส้น 7 วันตรวจสอบข้อเท็จจริง ปม ‘ครูมัท’ เสียชีวิต สั่งเขตพื้นที่ฯตั้งกก.สอบพิรุธ

วธ.เคลียร์ชัด’เขมร’ไม่มีสอดไส้! ยื่นยูเนสโกแค่ประเพณีแต่งงานไม่เกี่ยวกับ’ชุดไทย’

วธ.เคลียร์ชัด'เขมร'ไม่มีสอดไส้! ยื่นยูเนสโกแค่ประเพณีแต่งงานไม่เกี่ยวกับ'ชุดไทย'

วธ.เคลียร์ชัด’เขมร’ไม่มีสอดไส้! ยื่นยูเนสโกแค่ประเพณีแต่งงานไม่เกี่ยวกับ’ชุดไทย’

วันพุธ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 08.37 น.

9 กรกฎาคม 2568 จากกรณีที่เพจเฟซบุ๊ก “ASEANมองไทย” ได้ออกมาโพสต์ข้อความ ระบุว่า “มาแน่จ้ะ ยืนยันแล้ว ประเพณีแต่งงานเขมรสอดไส้ชุดไทยขึ้นทะเบียน UNESCO ปี 2026 คนที่ปั่นข่าวว่า UNESCO ปัดตกรับผิดชอบด้วยนะจ๊ะ ตอนนี้อยู่ใน Tentative list เรียบร้อยแล้ว เหลือแค่กรรมการเคาะไม้ในที่ประชุมปีหน้าก็สำเร็จ ซึ่งการประชุมมีปีละ 1 ครั้ง จะทำอะไรก็รีบทำนะ บอกแล้วว่าอย่าเข้าข้างตัวเองมากเกินไป” (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เขมรตัวร้าย!! ยื่นประเพณีแต่งงานสอดไส้’ชุดไทย’ เสนอขึ้นทะเบียนยูเนสโกปี 2026)

ล่าสุด นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เปิดเผยถึงการดำเนินงานของประเทศไทยภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ค.ศ. 2003 (The 2003 Convention for the Safeguarding of the Intangible Cultural Heritage) ดังนี้ …

การเสนอ “ชุดไทย” ขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโก จะอยู่ในกระบวนการพิจารณาของยูเนสโกในปี พ.ศ. 2569 ซึ่งเป็นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี พ.ศ. 2567 และเป็นการดำเนินการตามอนุสัญญาของยูเนสโกว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้

สำหรับข้อกังวลในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับประเทศกัมพูชาเตรียมเสนอ “ประเพณีแต่งงานแบบเขมร” ขึ้นทะเบียนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ต่อยูเนสโก เป็นการเสนอมรดกภูมิปัญญาที่สะท้อนวัฒนธรรมท้องถิ่นของกัมพูชา และไม่ได้มีการเสนอ “ชุดไทย” หรืออ้างอิงถึงวัฒนธรรมการแต่งกายแบบไทยแต่อย่างใด

อย่างไรก็ดีกระบวนการพิจารณาของยูเนสโกมีการตรวจสอบเนื้อหาโดยละเอียด โดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของยูเนสโก ที่ยึดหลักความโปร่งใส ความเคารพซึ่งกันและกันและส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ การที่ประเทศไทยเสนอ “ชุดไทย” ขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโกเพื่อให้ชุดไทยได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ และเป็นการสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับโลก ด้วยความภาคภูมิใจภายใต้หลักของความเข้าใจ ความสร้างสรรค์ และการอยู่ร่วมกันอย่างสง่างามของมนุษยชาติ

จุฬาฯ จับมือ กค.เปิดหลักสูตรปริญญาโท พัฒนาบุคลากรคุณภาพด้านการจัดการภาษี

จุฬาฯ จับมือ กค.เปิดหลักสูตรปริญญาโท พัฒนาบุคลากรคุณภาพด้านการจัดการภาษี

จุฬาฯ จับมือ กค.เปิดหลักสูตรปริญญาโท พัฒนาบุคลากรคุณภาพด้านการจัดการภาษี

วันพุธ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและกระทรวงการคลังผนึกความร่วมมือทางวิชาการในการพัฒนาหลักสูตรสหวิทยาการระดับปริญญาโทด้านการจัดการภาษี (หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการภาษี) เพื่อยกระดับการศึกษาหลักสูตรสหสาขาวิชา พัฒนาบุคลากรคุณภาพของประเทศเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาด้านการจัดการภาษีที่มีประสิทธิภาพ โดยมี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง รศ.ดร.ธิติ บวรรัตนารักษ์ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาฯ เข้าร่วมงาน

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ เปิดเผยว่า หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการภาษี ภายใต้ความร่วมมือระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและกระทรวงการคลัง เป็นการบูรณาการความรู้ทางวิชาการและนโยบายของภาครัฐเข้าด้วยกัน จนเกิดเป็นหลักสูตรสหสาขาวิชาด้านการจัดการภาษีหลักสูตรแรกของประเทศไทย เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่มีความสามารถในการขับเคลื่อนระบบภาษีของประเทศให้ทันสมัย โปร่งใส และเท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกในยุคดิจิทัล หลักสูตรนี้จะเป็นสะพานเชื่อมโยงระหว่างความรู้ทางวิชาการกับการปฏิบัติจริง และเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การสร้างสรรค์ผลงานและนวัตกรรมด้านการจัดการภาษีที่มีประโยชน์ต่อประเทศชาติต่อไปในอนาคต

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า มหาบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาจากหลักสูตรนี้ จะเป็นบุคลากรที่มีองค์ความรู้ด้านภาษีและบริบทที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน ซึ่งไม่ว่าจะปฏิบัติงานอยู่ในภาครัฐหรือภาศเอกชน จะถือเป็นกลุ่มบุคคลคุณภาพที่จะต่อยออดส่งเสริมการปฏิบัติหน้าที่ทางภาษีอากรได้อย่างถูกต้อง พร้อมทั้งมีนโยบายในการสนับสนุนบุคลากรของ กค.ให้ได้รับการพัฒนาทางการศึกษาในหลักสูตรที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ต่อภารกิจของหน่วยงาน ผ่านการให้ทุนการศึกษามากกว่า 30 ทุน เพื่อส่งเสริมให้ข้าราชการที่มีความมุ่งมั่น และมีผลการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ ให้ได้รับการพัฒนาต่อยอด และนำความรู้ที่ได้จากหลักสูตรนี้มาประยุกต์ใช้ เพื่อพัฒนาภารกิจของกระทรวงการคลังให้เป็นเสาหลักที่มั่นคงแข็งแรง และขับเคลื่อนโยบายทางการคลังและเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน

รศ.ดร.ธิติ บวรรัตนารักษ์ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาฯ กล่าวถึงความโดดเด่นของหลักสูตรนี้ว่า เป็นหลักสูตรสหสาขาวิชาที่มีการผสานความร่วมมือจาก 5 คณะของจุฬาฯ ได้แก่ บัณฑิตวิทยาลัย คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี คณะเศรษฐศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ และคณะวิทยาศาสตร์ ซึ่งความรู้และความเชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาวิชานี้จะทำให้ผู้เรียนได้รับองค์ความรู้ มุมมองที่หลากหลายและครอบคลุม สามารถประยุกต์ใช้ความรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

หลักสูตรได้รับการออกแบบให้มีแผนการเรียน 2 แผน คือ แผน 1 แบบวิชาการ (ศึกษารายวิชาและทำวิทยานิพนธ์) มุ่งเน้นการสร้างผู้นำทางวิชาการด้านการจัดการภาษี ผู้ที่จะสามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่และนวัตกรรมเพื่อนำไปสู่การปฏิรูประบบภาษี  ให้ทันสมัยและสอดคล้องกับยุคดิจิทัล และแผน 2 แบบวิชาชีพ (ศึกษารายวิชาและรายวิชาค้นคว้าอิสระ) มุ่งเน้นการสร้างผู้เชี่ยวชาญด้านการปฏิบัติ สามารถนำความรู้และทักษะไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานจริงเพื่อยกระดับการจัดการภาษีให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นไปตามมาตรฐานสากล มีจำนวนหน่วยกิตตลอดหลักสูตร 36 หน่วยกิต กำหนดเปิดการเรียนการสอนในภาคการศึกษาปลาย ปีการศึกษา 2568 ในรูปแบบภาคนอกเวลาราชการ โดยจัดการเรียนการสอนวันเสาร์-อาทิตย์ ด้วยรูปแบบการเรียนแบบผสมผสานที่ให้ความยืดหยุ่นสูงสุดแก่ผู้เรียน

สำหรับผู้ที่สนใจจะสมัครเข้าศึกษาหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการภาษี (หลักสูตรสหสาขาวิชา) สามารถติดตามดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง http://www.grad.chula.ac.th

ชู 5 อุตสาหกรรม สู่ ‘Thailand Innovation Hub’ พร้อมให้ทุนสตาร์ตอัปหนุนเติบโตในตลาดต่างประเทศ

ชู 5 อุตสาหกรรม สู่ ‘Thailand Innovation Hub’ พร้อมให้ทุนสตาร์ตอัปหนุนเติบโตในตลาดต่างประเทศ

ชู 5 อุตสาหกรรม สู่ ‘Thailand Innovation Hub’ พร้อมให้ทุนสตาร์ตอัปหนุนเติบโตในตลาดต่างประเทศ

วันพุธ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ NIA กล่าวเปิดงาน “Thailand Innovation Hub ขับเคลื่อนไทยด้วยนวัตกรรม” ในงาน Startup x Innovation Thailand Expo 2025 หรือ SITE 2025 ภายใต้แนวคิด “Global Innovation Partnership – AI & Sustainability: The Next Era of Innovation” ด้วยคำถามว่าประเทศไทยเป็นฮับอะไรบ้าง เราอยากเป็นฮับแบบไหน เราก็ต้องสร้าง สิ่งเหล่านั้นให้เกิดขึ้น เช่น เราอยากจะเป็นฮับด้านการท่องเที่ยว แต่เราไม่มีนวัตกรรม เราอยากเป็นเมืองด้านอาหาร แต่ไม่มีการนำเสนอด้านอาหารนวัตกรรมหรืออยากเป็นเมือง health and Well-being หรือเมืองแห่งสุขภาพและสุขภาวะ แต่เราไม่มีการบริการทางการแพทย์ให้บริการเลย แบบนี้เราจะเรียกว่าประเทศไทยเป็นฮับแห่งนวัตกรรมไม่ได้ ดังนั้น แนวคิดของ Thailand Innovation Hub เกิดขึ้นตั้งแต่ NIA ทำเรื่องของย่านนวัตกรรม NIA เริ่มทำพื้นที่ย่านนวัตกรรมทางการแพทย์โยธีเพื่อเป็นฮับทางการแพทย์ในพื้นที่กรุงเทพฯ แต่เรากำลังจะขยายไปสู่ Thailand Innovation Hub ในอุตสาหกรรมเป้าหมายแทนที่จะเป็นเรื่องของย่านนวัตกรรมอย่างเดียว

ผอ.NIA กล่าวต่อไปว่า NIAมองอยู่ 5 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ประกอบด้วย 1.อาหารและอุตสาหกรรมการเกษตรและสมุนไพรมูลค่าสูง 2.การแพทย์ สุขภาพ เพราะปัจจุบันเรื่องของสุขภาพ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอันดับหนึ่ง มีเงินก็ซื้อสุขภาพไม่ได้ แต่จะดีหรือไม่ ถ้าจะมีเทคโนโลยีนวัตกรรมที่คอยเตือนว่าเราต้องดูแลสุขภาพแบบไหน รักษาตัวเองแบบไหน 3.ท่องเที่ยว เราอยากจะเป็นการท่องเที่ยวที่โชว์นวัตกรรม โชว์เรื่องความโดดเด่น มีอาหารแห่งอนาคต มีพื้นที่ท่องเที่ยว มีแอปพลิเคชัน มีระบบบริการที่เข้าถึงได้ผ่านระบบแพลตฟอร์มต่างๆ นี่คือการท่องเที่ยวในมิติของนวัตกรรม 4.ความยั่งยืน เรื่องของ EV เรื่องของเทคโนโลยีที่ควบคุมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือ Climate Tech เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากๆ เรื่องของสิ่งแวดล้อม เรื่องของเทคโนโลยีที่มาเปลี่ยนแปลงธุรกิจหรือเราจะเป็นเมืองคาร์บอนต่ำ ดังนั้น เราจะต้องมีพื้นที่ที่ทำให้อุตสาหกรรมเกิดความเปลี่ยนแปลงเราจึงมองเป็นเรื่องของฮับและ 5.Culture Innovation เรื่องของซอฟต์พาวเวอร์ ทำอย่างไรให้คำว่านวัตกรรมไม่เป็นแค่เรื่องของเศรษฐกิจ แต่ทำให้เป็นเรื่องของชุมชนที่ทำขึ้นเอง

สพฐ.เตรียมขับเคลื่อนนโยบาย‘รมว.ศธ.-รมช.ศธ.’ พร้อมยกเครื่องโรงเรียนขนาดเล็ก

สพฐ.เตรียมขับเคลื่อนนโยบาย‘รมว.ศธ.-รมช.ศธ.’ พร้อมยกเครื่องโรงเรียนขนาดเล็ก

สพฐ.เตรียมขับเคลื่อนนโยบาย‘รมว.ศธ.-รมช.ศธ.’ พร้อมยกเครื่องโรงเรียนขนาดเล็ก

วันอังคาร ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 20.07 น.

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานการประชุมผู้บริหาร สพฐ. ครั้งที่ 25/2568 โดยเน้นย้ำข้อสั่งการตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และ สพฐ. เพื่อให้ผู้บริหารและบุคลากรดำเนินการขับเคลื่อนอย่างเร่งด่วน และติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานที่ได้สั่งการไปแล้ว โดยมีผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ. ได้แก่ นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการ กพฐ. นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. รวมถึงผู้อำนวยการเขตตรวจราชการ ผู้อำนวยการสำนักต่างๆ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบ Zoom meeting

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า ในโอกาสที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในวันนี้ ท่านได้กล่าวว่า พร้อมจะเดินหน้าสานต่อนโยบายดี ๆ ของ รมว.ศธ. ท่านเดิม เพื่อประโยชน์สูงสุดของนักเรียนและครูทั่วประเทศ โดยทำงานร่วมกันแบบ “ครอบครัวเดียวกัน” เพื่อขับเคลื่อนการศึกษาอย่างมีพลัง และได้ฝากสิ่งที่ต้องการผลักดันเพิ่มเติม คือ การพัฒนาสวัสดิการและสร้างขวัญกำลังใจครู โดยการลดภาระงาน การปรับเกณฑ์วิทยฐานะและการโยกย้ายให้เป็นธรรม รวมถึงการรับฟังความต้องการจากพื้นที่ต่างๆอย่างรอบด้าน เพื่อวางนโยบายในระยะเร่งด่วน ระยะกลาง ระยะยาว และการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาฯ ที่เน้นย้ำวิชาประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ขอให้ผู้บริหารและบุคลากรของ สพฐ. ติดตามแนวนโยบายซึ่งจะออกอย่างเป็นทางการเร็วๆ นี้ เพื่อนำไปขับเคลื่อนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในการยกระดับคุณภาพผู้เรียนอย่างต่อเนื่องต่อไป

อีกเรื่องสำคัญที่ได้พูดคุยกันในวันนี้ คือเรื่องการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งก่อนหน้านี้ตนได้สั่งการให้สำนักที่เกี่ยวข้องเตรียมข้อมูลการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กขนาดต่าง ๆ โดยระบุถึงวิธีการบริหารจัดการของแต่ละโรงเรียน การใช้นวัตกรรมการบริหารจัดการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่สังกัด รวมทั้งหารูปแบบ นวัตกรรมการบริหารที่จะทำให้โรงเรียนขนาดเล็กประสบผลสำเร็จ โดยให้แยกตามบริบทของโรงเรียน ขนาดของโรงเรียนและแยกตามภาค พร้อมทั้งปรับคณะทำงานบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัด สพฐ. ใหม่ โดยมอบหมายให้นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ. เป็นประธานคณะทำงาน พร้อมระบุหน้าที่ของคณะทำงานให้ชัดเจน

สำหรับความคืบหน้าของการจ้างอัตราจ้างในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 สพฐ. ได้ดำเนินการขอทำความตกลงพิเศษกับกระทรวงการคลังแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างสำนักงาน ก.พ. นำเสนอเข้าที่ประชุม คปร. เพื่อพิจารณากำหนดจำนวนกรอบอัตรากำลังลูกจ้างชั่วคราว โดยถ้าหากได้รับการอนุมัติให้อัตราจ้างเป็นลูกจ้างชั่วคราวแล้ว เงินเดือนและคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง ให้ปฏิบัติตาม ว 1058 ของกระทรวงการคลัง  นอกจากนี้ จะมีการจัดทำหลักสูตรอบรมพัฒนาธุรการโรงเรียนให้ความรู้เกี่ยวกับด้านการบัญชี การเงินและพัสดุ โดยจะเปิดลงทะเบียนและเริ่มการอบรมผ่านระบบออนไลน์ ภายในเดือนสิงหาคม 2568 นี้ เพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กต่อไป

– 006

‘กสศ.’เร่งจัดสรรทุนเสมอภาครอบแรก ให้นักเรียนยากจนพิเศษ 8 แสนคน

'กสศ.'เร่งจัดสรรทุนเสมอภาครอบแรก ให้นักเรียนยากจนพิเศษ 8 แสนคน

‘กสศ.’เร่งจัดสรรทุนเสมอภาครอบแรก ให้นักเรียนยากจนพิเศษ 8 แสนคน

วันอังคาร ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 19.00 น.

กสศ. เร่งจัดสรรทุนเสมอภาครอบแรก ให้นักเรียนยากจนพิเศษ 8 แสนคน  ระหว่างวันที่ 21-24 ก.ค.68  พร้อมเปิดระบบให้โรงเรียนบันทึกข้อมูลนักเรียนจากครัวเรือนยากจนพิเศษกลุ่มใหม่ตั้งแต่วันนี้ – 21 ก.ค. 68  เพื่อรับทุนเสมอภาคป้องกันหลุดจากระบบการศึกษาต่อเนื่อง 3 ปีการศึกษา
 
วันที่ 8 กรกฎาคม 2568 ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า ระหว่างวันที่ 21-24 กรกฎาคม 2568 นี้ กสศ.จะจัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษอย่างมีเงื่อนไข หรือทุนเสมอภาค ให้แก่นักเรียนยากจนพิเศษกลุ่มที่ได้รับทุนต่อเนื่อง (รอบที่ 1 )   ตั้งแต่ช่วงชั้น อนุบาล 1 ถึง มัธยมศึกษาปีที่3 ในสถานศึกษามากกว่า 30,000 แห่งทั่วประเทศใน 6 สังกัดได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)  กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.) กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน(บช.ตชด.) สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พ.ศ.) สำนักงานคณะกรรมการการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร (กทม.)  จำนวนราว 800,000 คน  งบประมาณ 1,536 ล้านบาท
                            
สำหรับนักเรียนกลุ่มใหม่ที่โรงเรียนจะคัดกรองเข้ามา กสศ.เปิดระบบให้ครูประจำชั้นที่ดำเนินการเยี่ยมบ้านในช่วงเปิดเทอม 1/2568 สามารถบันทึกข้อมูลแบบขอรับเงินอุดหนุนนักเรียน หรือ นร/กสศ.01  ระหว่างวันที่  7-21 กรกฎาคม 2568   ผ่านเว็บไซต์https://cct.eef.or.th/  หากมีข้อสงสัย คุณครูสามารถสอบถามได้ที่ 02-079-5475 กด 1 หรือแอด Line เพิ่มเพื่อนที่ line @cctthailand   โดยนักเรียนกลุ่มใหม่นี้ กสศ.จะประกาศรายชื่อนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์การคัดกรอง วันที่ 21 สิงหาคม 2568
 
“ในช่วงเปิดเทอมทุกปีเป็นฤดูกาลลงพื้นที่เยี่ยมบ้านของคุณครูประจำชั้นเพื่อสำรวจความเป็นอยู่ของลูกศิษย์ กสศ. ได้เปิดระบบให้คุณครูสามารถกรอกข้อมูลสถานะครัวเรือนของนักเรียนที่คุณครูพบว่าสมาชิกครัวเรือนมีรายได้เฉลี่ยต่อคน/เดือนต่ำกว่าเส้นความยากจนของประเทศที่ 3,043 บาท เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกศิษย์ได้รับการพิจารณาสนับสนุนทุนเสมอภาค ซึ่งแทบทุกปีจะมีครัวเรือนมากกว่า 2 ล้านครัวเรือนได้รับการเสนอข้อมูลผ่านระบบเข้ามาให้ กสศ. และหน่วยงานต้นสังกัดทั้ง 6 หน่วยงานได้พิจารณาจัดสรรทุนเสมอภาค หากนักเรียนอยู่ในครัวเรือนยากจนหรือยากจนพิเศษ น้องๆ ก็จะได้รับการสนับสนุนเงินปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจนและทุนเสมอภาค อย่างต่อเนื่อง 3 ปีการศึกษา ในวงเงินตั้งแต่ 1,000-7,200 บาท ต่อปีการศึกษา ตามระดับการศึกษา ระดับความยากจนของครัวเรือน และตามที่ กสศ. และหน่วยงานต้นสังกัดทั้ง 6 สังกัดได้รับการจัดสรรงบประมาณจากทางรัฐบาลมาในแต่ละปี”
                                    
ผู้จัดการกสศ. กล่าวว่า  กสศ. ร่วมมือกับ  6 หน่วยงานต้นสังกัดสถานศึกษากว่า 30,000 แห่ง เพื่อสำรวจ 2 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ  นำมาสู่ระบบฐานข้อมูลนักเรียนยากจนพิเศษทั้ง 1.3 ล้านคน เกิดระบบการช่วยเหลือนักเรียน ระบบการชี้เป้าและส่งต่อการสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาในระดับสูงกว่าการศึกษาภาคบังคับ จากแหล่งทุนต่างๆ ทั้ง ภาครัฐ เอกชน มูลนิธิ และประชาชน  เช่น กสศ.ส่งข้อมูลนักเรียนทุนเสมอภาคที่ยืนยันสิทธิ์ในระบบ TCAS ให้มหาวิทยาลัยเพื่อพิจารณาส่งเสริมหรือดูแลนักเรียนกลุ่มนี้ได้รับทุนการศึกษาต่อเนื่อง   และรวบรวมแหล่งทุนการศึกษาภายใต้โครงการส่องทางทุน เพื่อช่วยผลักดันให้นักเรียนยากจนและด้อยโอกาสที่ต้องการศึกษาในระดับสูงกว่าภาคบังคับได้เข้าถึงแหล่งทุนการศึกษากว่า 156 แหล่งทุน และมีทุนการศึกษาจำนวนกว่า 451 ประเภททุนการศึกษา 
                            
สำหรับทุนเสมอภาค ของกสศ. เป็นเงินอุดหนุนอย่างมีเงื่อนไข สำหรับเด็กเยาวชนในครัวเรือนที่มีความยากจนระดับที่รุนแรง ในระดับที่แม้จะมีนโยบายเรียนฟรี แต่ยังมีอุปสรรคทำให้เด็กไม่สามารถมาเรียนได้ เช่น ไม่มีค่าเดินทาง ไม่มีค่าอาหาร ความห่างไกล ทุรกันดาร  ขาดแคลนของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวัน และอุปกรณ์การเรียน  กสศ.จึงจัดสรรทุนเสมอภาค เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษาในรายการที่นอกเหนือจากรัฐจัดสรรให้ เช่น ค่าเดินทางไปโรงเรียน ค่าอาหาร โดยนักเรียนผู้รับทุนต้องรักษาอัตราการมาเรียนไม่ให้น้อยกว่าร้อยละ 85 และมีพัฒนาการที่สมวัยตามเกณฑ์มาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข 

ผลลัพธ์ของโครงการตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ช่วยป้องกันไม่ให้นักเรียนยากจนพิเศษหลุดออกจากระบบก่อนสำเร็จการศึกษาภาคบังคับ ผ่านอัตราการคงอยู่ในระบบการศึกษา และอัตราการศึกษาต่อในช่วงชั้นรอยต่อของการศึกษา (อ.3, ป.6, ม.3)   ล่าสุดในปี 2567 มีนักเรียนกลุ่มยากจนพิเศษจำนวนรวม 1.34 ล้านคน ได้รับเงินอุดหนุนทุนเสมอภาคเพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องด้านการศึกษา  พบอัตราการคงอยู่ในระบบการศึกษาอยู่ที่ร้อยละ 97.88

นอกจากนี้กสศ.ยังพัฒนาต้นแบบระบบสารสนเทศเพื่อการคัดกรองความเสี่ยงของนักเรียนที่ครอบคลุมทุกมิติ (OBEC CARE) นำร่องใน 29 เขตพื้นที่การศึกษา สถานศึกษา จำนวน 1,136 โรงเรียน ใช้ข้อมูลต่อยอดในการส่งเสริมพัฒนาและการดูแลช่วยเหลือนักเรียนกว่า 280,000 คน และการจัดทำมาตรการป้องกันการเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษาเชิงรุกที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเตรียมพร้อมขยายทั่วประเทศในปีการศึกษา 2568 นี้

รวมพลังนักวิจัย SHA ขับเคลื่อนอนาคตประเทศไทยด้วยความรู้เพื่อสังคมยั่งยืน

รวมพลังนักวิจัย SHA ขับเคลื่อนอนาคตประเทศไทยด้วยความรู้เพื่อสังคมยั่งยืน

รวมพลังนักวิจัย SHA ขับเคลื่อนอนาคตประเทศไทยด้วยความรู้เพื่อสังคมยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 17.10 น.

‘เวทีสานพลังวิจัย สู่การปฏิบัติจริง’รวมพลังนักวิจัย SHA ขับเคลื่อนอนาคตประเทศไทยด้วยความรู้เพื่อสังคมยั่งยืน

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ร่วมกับ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) จัดเวทีประชุมวิชาการ “เวทีสานพลังวิจัย สู่การปฏิบัติจริง: เมื่อสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์ ออกแบบอนาคตประเทศไทย” ในวันอังคารที่ 8 กรกฎาคม 2568 เวลา 09.00–16.30 น. ณ ห้องอินฟินิตี้ 2 โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ กรุงเทพฯ

เวทีครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนผลงานวิจัยด้าน SHA (Social Sciences, Humanities, and Arts) สู่การใช้ประโยชน์จริง ทั้งเชิงนโยบาย เชิงพื้นที่ และเชิงสังคม โดยสอดคล้องกับแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ พ.ศ. 2566–2570 ซึ่งมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต ความสามารถในการแข่งขัน และการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศ ผ่านการบูรณาการพลังความรู้จากทุกภาคส่วน

หนึ่งในไฮไลต์ของงานคือ ปาฐกถาพิเศษ โดย ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในหัวข้อ “สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์เพื่อการขับเคลื่อนประเทศไทย ให้เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว” ซึ่งกล่าวถึง มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์จะนำประเทศของเราก้าวพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลางได้อย่างไร” โดยให้ความสำคัญของการพัฒนาแบบสมดุลระหว่างความรู้ “สองขา” ทั้งด้าน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และ มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ ที่ควรเดินควบคู่กัน

“STEM สอนเรา วิธีการสร้าง แต่มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์สอนเรา สร้างอะไร สร้างเพื่อใคร และสร้างทำไม” ศ. พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนกฯ ย้ำว่า ประเทศไทยต้องไม่มองมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์เป็นเพียงศาสตร์เสริม แต่ต้องถือเป็นแกนกลางของการกำหนดทิศทางการพัฒนา โดยเฉพาะในยุคที่การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีรวดเร็ว หากไม่มี “พวงมาลัย” ที่ชี้ทางจากศาสตร์แห่งจริยธรรม ประวัติศาสตร์ และอัตลักษณ์ไทย เทคโนโลยีอาจกลายเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนผิดทิศได้

“ประเทศที่เจริญที่สุด ไม่ใช่ประเทศที่มีแต่วิศวกร แต่เป็นประเทศที่วิศวกรและนักประวัติศาสตร์เดินไปด้วยกัน” พร้อมเสนอ 6 แนวทางเชิงนโยบาย ได้แก่ การเพิ่มทุนวิจัยด้านมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์ การบูรณาการปรัชญาในหลักสูตร STEM การฟื้นฟูวัฒนธรรมอย่างมีอัตลักษณ์ และการเปลี่ยนมายเซ็ตของสังคมให้เห็นว่างานวิชาการก็สนุกและมีจินตนาการได้

ศ. พิเศษ ดร.เอนก ให้โจทก์ท้าทายว่า อยากจะเห็นแผนงานวิจัยด้านสังคมศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์และศิลปกรรมศาสตร์ สำเร็จภายในปี 2580 คืออยากให้งานด้านนี้สำเร็จลุล่วงและนำพาประเทศไทยให้เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่สำคัญเราต้องทำงานอย่างมียุทธศาสตร์ และขับเคลื่อนงานอย่างมีกลยุทธ์และต้องมองบริบทอย่างรอบด้านมองทั้งบริบทไทยและต่างประเทศทำงานต้องทำให้เร็วต้องมีความรับผิดชอบต่อภารกิจที่เราทำอยู่และมีความรับผิดชอบต่องบประมาณที่เราได้รับ

ทั้งนี้ อยากให้นักวิจัยไทยและนักวิชาการไทยเชื่อมั่นในความเก่งของตัวเองเชื่อมั่นในความรู้และต้องเอาความรู้มาใช้ให้ได้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศและที่สำคัญคืองานทั้งสามด้านต้องบูรณาการไปด้วยกันต้องไม่คิดแยกส่วนเพราะถ้าแยกส่วนจะไม่เกิดพลัง รวมถึงการมองปัญหาให้เป็นโอกาสที่สำคัญอยากให้นักวิชาการไทยส่งออกความรู้ใหม่ใหม่ไปให้ทั่วโลกได้รับรู้ และอยากให้สื่อสารถึงความงดงามตลอดจนคุณค่าความเป็นไทย ไปให้สากลโลกได้เห็นศักยภาพของประเทศไทย

ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)กล่าวถึง แผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ พ.ศ. 2566–2570 ว่าเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ประเทศพัฒนาแล้ว พร้อมรับมือกับอนาคต โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างเศรษฐกิจบนฐานคุณค่าและคุณภาพ ด้วยพลังจากวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม กล่าวว่า ประเทศไทยจะพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ ต้องผสาน “ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” เข้ากับ “ความเข้าใจมนุษย์ผ่านศาสตร์ด้าน SHA” เพื่อสร้างสังคมที่มีทั้งขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ และความงอกงามทางอารยธรรม

ศ.ดร.สมปอง กล่าวเสริมว่าหนึ่งในความสำเร็จเชิงรูปธรรมของงานวิจัยทางสังคมไทย ภายใต้โครงการ “มีดี พลังเกษียณสร้างชาติ” ที่พิสูจน์ว่า งานวิจัยสามารถเปลี่ยนชีวิตคนได้จริง โดยเฉพาะในสังคมสูงวัยที่กำลังทวีความสำคัญในประเทศไทย โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของ ยุทธศาสตร์ที่ 2 ของแผนวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (ววน.) ซึ่งได้รับการสนับสนุน โดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ผ่าน กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมตั้ งแต่ปี พ.ศ. 2563 ที่มุ่งเปลี่ยน “ผู้สูงอายุ” ให้กลายเป็นพลังของชาติ “เกษียณมีดี” เทคโนโลยีที่เข้าใจผู้สูงวัย หนึ่งในหัวใจของความสำเร็จคือการพัฒนา แพลตฟอร์มการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับผู้สูงอายุ ผ่านแอปพลิเคชัน “เกษียณมีดี” บน Line และ Facebook ที่ออกแบบอย่างเข้าใจพฤติกรรมการใช้งานของผู้สูงวัย ช่วยให้พวกเขาเข้าถึงความรู้ ทักษะ และตลาดออนไลน์ได้ง่ายดายโดยไม่ต้องมีพื้นฐานด้านเทคโนโลยีมาก่อน

Impact ที่สัมผัสได้จริง: ผู้สูงอายุไม่ใช่ภาระ แต่คือโอกาส

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจาก “มีดี” ไม่เพียงเป็นตัวเลข แต่คือการยกระดับชีวิต

• ผู้สูงวัย เข้าร่วมโครงการกว่า 12,782 คน

• สร้างรายได้เฉลี่ย 7,987.50 บาท/เดือน ผ่านตลาดออนไลน์ “มีดี: ตลาดคนมีดี”

• ผู้เข้าร่วมบางรายมีรายได้สูงสุดถึง 30,000 บาท/เดือน

• มีเครือข่าย โรงเรียนและชมรมผู้สูงอายุ 42 แห่ง

• เชื่อมโยงกับ หน่วยงานราชการท้องถิ่น 58 แห่ง

• ผู้ได้รับประโยชน์ทางอ้อมกว่า 19,886 คน

ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กล่าวในการบรรยายพิเศษเรื่อง “นโยบายและการขับเคลื่อนงานด้าน SHA” “มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์ (SHA) ไม่ใช่แค่ศาสตร์แห่งความงามหรือความเข้าใจมนุษย์ แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการออกแบบอนาคตของประเทศไทย”

ในช่วงบ่ายมีกิจกรรม Workshop และการระดมสมอง ในหัวข้อ “ปัจจุบันและอนาคตในการขับเคลื่อนงานวิจัยด้าน SHA” ซึ่งจะเปิดพื้นที่ให้นักวิจัย ภาคนโยบาย และ ภาคปฏิบัติ ได้ร่วมกันเสนอแนวทางการนำงานวิจัยไปใช้จริง

อย่างไรก็ดีเวทีนี้จึงเป็นมากกว่างานสัมมนา แต่คือ “พื้นที่แห่งการเปลี่ยนแปลง” ที่สะท้อนให้เห็นว่า งานวิจัยด้าน SHA มีพลังในการยกระดับชีวิตคนไทยทุกช่วงวัย, เพิ่มรายได้, สร้างโอกาส, และ พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสในการเข้าสู่สังคมอนาคตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ดร.สุรชัย กล่าวทิ้งท้าย โดยได้ฉายภาพบริบทเชิงนโยบาย และทิศทางที่สอวช. และ สกสว. จะดำเนินการร่วมกันในแง่ของการพัฒนางานด้านสังคมศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์และศิลปกรรมศาสตร์ซึ่งสอวช. ก็กำลังอยู่ในช่วงบูรณาการความรู้ต่างๆ ให้เข้ากันกับบริบททางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมโดยที่ สอวช. จะพยายามพัฒนาอีโคซิสเต็มส์หรือระบบนิเวศน์ที่เอื้อต่อการขับเคลื่อนงานทั้งสามด้านดังกล่าวให้มากยิ่งขึ้นต่อไป

สพฐ.ปฏิวัติการสอน ‘GPAS 5 Steps’ พาครูอีสานตอนล่างสร้างนักเรียนให้เป็น ‘นวัตกร’ เรียนเพื่อเปลี่ยนโลก

สพฐ.ปฏิวัติการสอน 'GPAS 5 Steps' พาครูอีสานตอนล่างสร้างนักเรียนให้เป็น 'นวัตกร' เรียนเพื่อเปลี่ยนโลก

สพฐ.ปฏิวัติการสอน ‘GPAS 5 Steps’ พาครูอีสานตอนล่างสร้างนักเรียนให้เป็น ‘นวัตกร’ เรียนเพื่อเปลี่ยนโลก

วันอังคาร ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.02 น.

วันที่ 5–6 กรกฎาคม 2568  สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ผนึกกำลังกับมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี เปิดฉากเวิร์กชอป

ระดมครู 650 คน จากโครงการ 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ ภาคอีสานตอนล่าง คือ “กองหน้า” ของการปฏิรูปตัวจริง เปลี่ยนครูให้เป็นโค้ช เปลี่ยนห้องเรียนให้เป็นเวที และเป็นการอบรมเพื่อปลุกครูให้ “เปลี่ยนห้องเรียนให้เป็น’สนามนวัตกรรม’ เปลี่ยนเด็กไทยให้เป็นนวัตกร พวกเขาไม่ใช่แค่จะสอนให้เด็กคิดเป็น แต่จะ “ปลุกไฟ” ในตัวนักเรียนให้กลายเป็น “ผู้สร้างอนาคตของประเทศ”  เพราะวันนี้ครูไทยไม่ได้ถูกฝึกให้สอนเด็กให้สอบผ่าน แต่ต้องสอนเด็กให้ “คิดเป็น แก้ปัญหาได้ และสร้างได้” ด้วยหัวใจของกระบวน การ GPAS 5 Steps ที่ไม่ได้เน้นการยัดข้อมูลใส่สมอง แต่ให้เด็กลงมือคิด ลงมือทำ และลงมือเปลี่ยน “นี่ไม่ใช่แค่เวิร์กชอป แต่มันคือ “สงครามเปลี่ยน แปลงห้องเรียนไทย”

นางสาวปุณยนุช ดวงศรี ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (ผอ.สพป.) เขต 4 กล่าวในการเปิดอบรมที่ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราช ธานี ว่า ครูวันนี้ไม่ใช่แค่ผู้สอน แต่คือหัวใจของการปฏิรูป ถ้าเรายังสอนแบบเดิม เราก็จะได้เด็กแบบเดิม แต่โครง การนี้คือโอกาสในการฝึกครูให้กลายเป็น”ผู้ออกแบบการเรียนรู้’ที่สร้างเด็กให้เป็นผู้คิด ผู้สร้าง และผู้เปลี่ยน

นายวรวิทย์ โสภาพันธ์ ผอ.สพป. อุบล ราชธานี เขต 1 กล่าวเปิดอบรมว่า เราไม่ได้ฝึกครูให้เก่งขึ้นเพื่อตัวเอง แต่เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในห้องเรียน โดยครูที่กลับจากอบรมนี้ต้องสามารถออกแบบกิจกรรมที่ผลักให้เด็ก ‘สร้างนวัตกรรม’ ได้จริง ถ้าเด็กสร้างนวัตกรรมได้ การเรียนก็ไม่ใช่เรื่องน่าเบื่ออีกต่อไป

ด้าน ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ อดีตกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา และที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการศึกษา  วุฒิสภา กล่าวว่า ระบบเดิมที่เน้นฟัง อ่าน ท่อง เพื่อสอบ เป็นแค่การกระตุ้นความจำระยะสั้น ใช่ มันสอบผ่าน แต่เด็กก็ลืมภายในไม่กี่สัปดาห์ และสุดท้าย สมองไม่พัฒนา เราเสียเวลา เสียทรัพยากร และที่เจ็บที่สุด คือ เราเสีย‘เด็กไทย’ ไปกับระบบที่ไม่ได้เปลี่ยนพวกเขาให้ดีขึ้น แต่ ‘GPAS 5 Steps’ คือ จุดเปลี่ยนที่ใช้การคิดขั้นสูงเชิงระบบ ฝึกให้เด็กได้คิด วิเคราะห์ สร้างและแก้ปัญหาด้วยตัวเอง  นี่แหละสมองระยะยาว ไม่ใช่แค่ข้อสอบ แต่มันคือชีวิตจริง พร้อมย้ำอีกว่า นี่คือแนว ทางที่นักการศึกษาทั่วโลกยืนยันมาเป็นร้อยปีว่า การเรียนรู้ที่แท้จริง ต้องมาจากการลงมือทำ และถ้าเรายังไม่เปลี่ยน วันนี้ความสูญเปล่าทางการศึกษาจะยิ่งใหญ่กว่าเดิมแน่นอน

-(016)

คืนชีพ‘อควาเรียมหอยสังข์’ สอศ.ชง‘นฤมล’เคาะส่งต่อ ครม. ถ่ายโอนให้‘อบจ.สงขลา’ดูแล

คืนชีพ‘อควาเรียมหอยสังข์’ สอศ.ชง‘นฤมล’เคาะส่งต่อ ครม. ถ่ายโอนให้‘อบจ.สงขลา’ดูแล

คืนชีพ‘อควาเรียมหอยสังข์’ สอศ.ชง‘นฤมล’เคาะส่งต่อ ครม. ถ่ายโอนให้‘อบจ.สงขลา’ดูแล

วันอังคาร ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 14.03 น.

‘สอศ.’เตรียมชง‘อควาเรียมฯ’ให้‘นฤมล’พิจารณา ก่อนส่งต่อ ครม.เห็นชอบ ถ่ายโอนให้‘อบจ.สงขลา’ดูแล

8 กรกฎาคม 2568 นายยศพล เวณุโกเศศ  เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.สำนักงานป.ป.ช.) มีมติเห็นชอบให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สงขลา ดำเนินโครงการก่อสร้างและปรับปรุงอควาเรียมหอยสังข์ หรือศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเลสาบสงขลา บนพื้นที่วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ ต.พะวง อ.เมือง จ.สงขลา ให้เป็นศูนย์ประชุมสัมมนาและศูนย์แสดงสินค้าครบวงจร และมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เร่งรัดการส่งคืนที่ราชพัสดุให้กับกรมธนารักษ์ เพื่อให้ อบจ.สงขลา สามารถดำเนินการขอใช้พื้นที่ได้โดยเร็วนั้น ที่ผ่านมาได้มีการประสานพูดคุยถึงเรื่องนี้อยู่แล้ว และ สอศ.ได้ทำเรื่องหารือไปยัง ป.ป.ช. และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งอยู่ระหว่างรอหนังสือตอบกลับมาอย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ตาม สอศ.ได้รวบรวมข้อมูลเพื่อเสนอให้ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ พิจารณา เพื่อเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ให้ความเห็นชอบต่อไป โดยการดำเนินการเรื่องนี้ ต้องมีมติ ครม.รองรับ หากจะมีการเปลี่ยนแปลง ก็ต้องเสนอ ครม.พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา สอศ. ได้มีการพูดคุยกับ อบจ.สงขลา มาโดยตลอด และได้ข้อตกลงเบื้องต้นในการให้ อบจ.สงขลา นำไปดูแล ขณะเดียวกัน สอศ.ก็มีวัตถุประสงค์ ที่จะให้อควาเรียมฯ เป็นศูนย์การเรียนรู้  เป็นแหล่งท่องเที่ยว แต่หากยังมีปัญหาเรื่อง ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดอยู่ ก็ต้องไปดูข้อกฎหมาย ระเบียบและข้อปฏิบัติว่า ในระหว่างที่มีการชี้มูล ทาง สอศ.จะสามารถทำอะไรได้บ้าง ดังนั้น จึงต้องรอหนังสือตอบกลับมาอย่างเป็นทางการจากทั้ง ป.ป.ช.และกฤษฎีกาก่อน ว่าจะมีทางออกไปในทิศทางใด

นายยศพล กล่าวว่า การโอนพื้นที่ให้อบจ.สงขลา ก็ต้องหารือไปยัง กรมธนารักษ์ เนื่องจากอควาเรียมฯอยู่ในที่ราชพัสดุ แต่ทั้งหมดนี้ก็มีเป้าหมายเดียวกัน เพื่อให้การดำเนินการมีประโยชน์สูงสุด คิดว่าเรื่องดังกล่าวจะคลี่คลายไปในทางที่ดี เพราะได้มีการพูดคุยเพื่อแก้ปัญหามาโดยตลอด แต่เนื่องจากมีการชี้มูล ก็ต้องดำเนินการไปตามกติกา และเห็นว่า หากมีการดำเนินการต่อเนื่อง ก็ยังมีประโยชน์กับเด็กอาชีวะ ที่ใช้เป็นศูนย์เรียนรู้ และมรประโยชน์กับประชาชน

“ที่ผ่านมาอควาเรียมฯใช้งบจัดสร้างไปแล้วกว่า  1,400 ล้านบาท แต่เจอปัญหาเรื่องการชี้มูลความผิด จึงต้องหยุดดำเนินการ แต่ขณะเดียวกัน อดีตรัฐมนตรี ที่ผ่านมาก็เคยศึกษา เรื่องการเดินหน้าต่อ แต่ก็ยังไม่ได้เสนอให้ ครม.พิจารณา และล่าสุดก็เห็นพ้องกันแล้วว่า หากท้องถิ่นจะนำไปดำเนินการต่อ เพื่อให้เกิดประโยชน์ ก็เป็นเรื่องดี” นายยศพล กล่าว