‘ไอคอนสยาม-เมืองสุขสยาม’จัดขบวนแห่สลากภัตร สืบสานประเพณีถวายผ้าอาบน้ำฝน’วัดสระเกศฯ’

'ไอคอนสยาม-เมืองสุขสยาม'จัดขบวนแห่สลากภัตร สืบสานประเพณีถวายผ้าอาบน้ำฝน'วัดสระเกศฯ'

‘ไอคอนสยาม-เมืองสุขสยาม’จัดขบวนแห่สลากภัตร สืบสานประเพณีถวายผ้าอาบน้ำฝน’วัดสระเกศฯ’

วันอาทิตย์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 12.44 น.

‘ไอคอนสยาม-เมืองสุขสยาม’จัดขบวนแห่สลากภัตร สืบสานประเพณีถวายผ้าอาบน้ำฝน’วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร’ในเทศกาลเข้าพรรษา

คณะผู้บริหารไอคอนสยาม และเมืองสุขสยาม พร้อมด้วยพนักงาน ชุมชนผู้ประกอบการพร้อมด้วยพุทธศาสนิกชนจำนวนมาก  ร่วมสืบสานประเพณีเนื่องในวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา ประจำปี พุทธศักราช 2568 เมื่อวันที่ 10 ก.ค. ที่ผ่านมา โดยมี คุณไพรัช วิเศษศิริลักษณ์  ผู้บริหารสายงานบริการลูกค้าบริษัท ไอคอนสยาม จำกัด  คุณบัญชา ฉันทดิลก กรรมการผู้จัดการโครงการสุขสยาม จัดขบวนนำแห่ผ้าอาบน้ำฝน, ต้นเทียนพรรษา พร้อมด้วยเครื่องไทยธรรม เดินทำประทักษิณวนรอบพระบรมบรรพต ภูเขาทอง

หลังจากนั้นเคลื่อนขบวนสู่พระอุโบสถ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เพื่อเข้าร่วมงานสลากภัตร ถวายผ้าอาบน้ำฝน แด่พระภิกษุสามเณรที่จะเข้าอยู่จำพรรษา ณ วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร

ซึ่งการถวายผ้าอาบน้ำฝนด้วยวิธีสลากภัตรเช่นนี้ จะไม่มีการระบุเจาะจงพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง  โดยพระภิกษุสงฆ์จะเป็นผู้จับสลากภัตร เป็นประเพณีถวายผ้าอาบน้ำฝนแบบดั้งเดิมที่พบเห็นได้ไม่บ่อยนักในสังคมยุคปัจจุบัน ซึ่งเป็นที่เบิกบานใจ อีกทั้งเป็นที่ตื่นตาตื่นใจของคณะผู้บริหาร พนักงาน และชาวเมืองสุขสยาม ไอคอนสยามที่ได้เข้าร่วมพิธีในครั้งนี้

สำหรับบรรยากาศในวันอาสาฬห บูชาและวันเข้าพรรษาที่วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ“วัดภูเขาทอง”มีพุทธศาสนิกชนจำนวนมากที่ต่างหลั่งไหลกันมาร่วมทำบุญ ถวายผ้าอาบน้ำฝน และเวียนเทียนกันอย่างไม่ขาดสาย ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความศรัทธาและความสงบสุขใจ

​ทีม ‘KLORA’ คว้าแชมป์ ‘Startup Thailand League 2025’

​ทีม ‘KLORA’ คว้าแชมป์ ‘Startup Thailand League 2025’

​ทีม ‘KLORA’ คว้าแชมป์ ‘Startup Thailand League 2025’

วันอาทิตย์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ปิดฉากโครงการ Startup Thailand League 2025 ด้วยการประกาศผลการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ และมอบรางวัลให้กับสุดยอดทีมสตาร์ตอัปนักศึกษาที่ฝ่าด่านจากกว่า 250 ทีมทั่วประเทศ โดยในปีนี้ ทีม KLORA (มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง) คว้าตำแหน่งแชมป์แห่งปี พร้อมรับโล่เกียรติยศและเงินรางวัล 50,000 บาท จากแผนธุรกิจที่ไม่เพียงนวัตกรรมล้ำ แต่ยังตอบโจทย์ตลาดและสามารถต่อยอดได้จริง

สำหรับผลการแข่งขันระดับประเทศ ทีมผู้ชนะเลิศ Startup Thailand League 2025 ได้แก่ ทีม KLORA มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง รับโล่รางวัลและเงินรางวัล 50,000 บาท , รองชนะเลิศ อันดับที่ 1 ได้แก่ ทีม POTENT มหาวิทยาลัยพะเยา รับโล่รางวัลและเงินรางวัล 30,000 บาท , รองชนะเลิศอันดับที่ 2 ได้แก่ ทีม SC2451 (Cricktone) มหาวิทยาลัยทักษิณ รับโล่รางวัลและเงินรางวัล 20,000 บาท นอกจากนี้ ยังมีรางวัล University of The Year สำหรับมหาวิทยาลัยที่ได้ร่วมผลักดันทีมนักศึกษาสู่ชัยชนะ ได้แก่ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

‘อ.ทองย้อย’ ชี้ ‘เสพกามคาจีวร’ คือกามวิตถาร! ย้ำขาดความเป็นพระทันที เมื่อแตะต้องเมถุน

'อ.ทองย้อย' ชี้ 'เสพกามคาจีวร' คือกามวิตถาร! ย้ำขาดความเป็นพระทันที เมื่อแตะต้องเมถุน

‘อ.ทองย้อย’ ชี้ ‘เสพกามคาจีวร’ คือกามวิตถาร! ย้ำขาดความเป็นพระทันที เมื่อแตะต้องเมถุน

วันเสาร์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.43 น.

วันที่ 12 กรกฎษคม 2568 พลเรือตรีทองย้อย แสงสินชัย ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า เสพกามคาจีวร

ผมเห็นมีคนแสดงความคิดเห็นกันว่า สตรีที่ชอบเสพกามกับพระก็เพราะเสพกามคาจีวรมันเร้าใจดีพิลึก ถ้าคิดแบบนี้ ผมว่ามันคงจะแบบเดียวกับที่เราเรียกกันว่า “กามวิตถาร” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ บอกไว้ว่า – 

กามวิตถาร : (คำนาม) การประกอบกามกิจที่ผิดปรกติวิสัย เช่น รักร่วมเพศ, การทรมานตนหรือผู้อื่นก่อนหรือในระหว่างร่วมเพศ. (คำวิเศษณ์) ผิดปรกติทางเพศเช่นนั้น.

“เสพกามคาจีวรมันเร้าใจดี” – ได้ยินความคิดเห็นแบบนี้ ผมก็เลยเกิดความคิดต่อยอด แล้วเขียนออกมาดังที่จะได้ว่าต่อไปนี้ … 

ถ้าที่ผมเขียนนี้จะมีลีลาหยาบคายไปบ้าง ก็ขออภัยไว้ด้วยนะครับ เรื่องมันหยาบ ก็เลยต้องหยาบไปตามเนื้อผ้า

ถ้าต้องการความเร้าใจกับจีวร จะไปยากอะไร เสพกับแฟนหรือกับคนธรรมดา ๆ นี่แหละ แต่ไปหาจีวรมาเตรียมไว้ให้พร้อม  จีวรหาไม่ยาก ใช้สำนวนขายยาทางวิทยุเมื่อ ๗๐ ปีมาแล้วก็พูดได้ว่า “มีจำหน่ายตามร้านขายยาทั่วไป”

ถึงเวลาที่อยากเร้าใจ ก็โกนผมห่มจีวรเข้า ที่ควรโกนผมด้วยก็เพื่อให้ดูเนียนสนิทยิ่งขึ้น แต่งตัวเป็นพระพร้อมแล้วก็บรรเลงกันให้เร้าใจไปถึงพรหมโลกโน่นเลย ทำไมจะต้องไปเสพกับพระจริงให้บาปเปล่า ๆ พระจริง พอปลาย “ไอ้นั่น” แหย่เข้าไป “ในที่ชุ่มประมาณเท่าเมล็ดงา” ก็สิ้นสภาพความเป็นพระทันทีไปแล้วอีหนูเอ้ย! ยังละเมออยู่อีกละสิท่า-ว่า พระเสพเมถุน ต้องไปเข้าพิธีลาสิกขาก่อนจึงจะสิ้นสภาพ ทันทีที่ใส่เข้าไปในที่ชุ่มประมาณเท่าเมล็ดงา พระจริงนั่นก็มีฐานะเป็นคน “โกนผมห่มจีวร” ธรรมดา ๆ เรียบร้อยไปแล้ว

เพาะฉะนั้น ไอ้ตอนที่เร้าใจนั้น มันก็คือเร้าใจกับคนโกนผมห่มจีวรธรรมดา ๆ นั่นเอง  แต่ไปจินตนาการ-ด้วยความโง่-ว่าหมอนั่นมันยังเป็นพระอยู่ นี่ถ้าฉลาด-เรียนรู้หลักพระวินัย-สักหน่อย ก็จะไม่ต้องพากันลงนรกทั้งคู่ เออ หรือว่า-คนจะลงนรกได้มันก็ต้องโง่ ๆ แบบนี้แหละ คนฉลาด ใครที่ไหนเขาจะทำ

พุทธบัญญัติตรัสไว้ว่า พอเสพสำเร็จตามหลักเกณฑ์ ก็ “ปาราชิโก  โหติ  อสํวาโส” และ “อสฺสมโณ  โหติ  อสกฺยปุตฺติโย” ทันที

“ปาราชิโก  โหติ  อสํวาโส” ถอดความว่า หล่นลงไปจากพระธรรมวินัย อยู่ร่วมกับสงฆ์ไม่ได้อีกต่อไป

“อสฺสมโณ  โหติ  อสกฺยปุตฺติโย” ถอดความว่า ความเป็นพระหมดไปแล้ว ไม่ใช่พระในพระพุทธศาสนาอีกต่อไปแล้ว

ไม่ต้องไปเข้าพิธีลาสิกขาใด ๆ ทั้งสิ้น

แล้วก็ที่ว่า “เสพสำเร็จตามหลักเกณฑ์” ก็ไม่ได้แปลว่าต้องน้ำทะลักถึงจุดสุดยอดกอดกันไปสวรรค์แล้วจึงจะถือว่าความผิดสำเร็จ 

ความผิดสำเร็จในกรณีเสพเมถุนนี้ ท่านกำหนดว่า –

เอเตสุ  นิมิตฺตสญฺญาเตสุ  ยตฺถ  กตฺถจิ  อตฺตโน  องฺคชาตํ  ติลผลมตฺตมฺปิ  ปเวเสตฺวา  เมถุนํ  ธมฺมํ  ปฏิเสวนฺโต  ปาราชิกํ  อาปชฺชติ  ฯ   ภิกษุเสพเมถุนสอดองคชาตของตนเข้าไปในบรรดามรรคทั้ง ๓ ที่รู้กันว่าเป็นเครื่องหมายนั้น-มรรคใดมรรคหนึ่ง แม้เพียงเมล็ดงาเดียว ย่อมต้องปาชาชิก ที่มา: สมันตปาสาทิกา ภาค ๑ หน้า ๓๑๒

“มรรคทั้ง ๓” ก็คือ –

ปัสสาวมรรค = อวัยวะเพศของฝ่ายหญิง

อุจจารมรรค = ทวารหนัก

มุขมรรค = ปาก

คำว่า “แม้เพียงเมล็ดงาเดียว” ก็ลองเอางามาเมล็ดหนึ่ง เอาทางแหลมของเมล็ดงาแหย่เข้าไปในมรรคทั้ง ๓ นั้นจนมิดเมล็ดงา 

เอา “ไอ้นั่น” ใส่เข้าไปลึกขนาดนั้นแหละ

ปาราชิกรับประทานทันที 

ไม่ใช่ว่าต้องให้น้ำทะลักก่อนจึงจะเป็นปาราชิก

ความเป็นพระตามพระธรรมวินัยสิ้นสุดลงทันที

ไม่ใช่ว่าต้องทำพิธีลาสิกขาก่อนจึงจะสิ้นสุด

หลักเกณฑ์พวกนี้ ผมเชื่อว่าคนทั้งหลายไม่ได้เคยศึกษาเรียนรู้กันเลย

ใช้ความเข้าใจเอาเองนำหน้าตลอด

ในเมืองไทยของเรานี้ ใครบ้างหรือหน่วยงานไหนบ้างมีหน้าที่ให้ความรู้หลักพระธรรมวินัยแก่ผู้คนในสังคม?

ใครรู้ ช่วยบอกที

ช่วยไปบอกคนนั้นที หรือบอกหน่วยงานนั้นทีนะครับ

ไม่ใช่บอกผมที

ถ้าอยากได้พระเป็นผัว วิธีที่ถูกต้องคือบอกให้พระสึกก่อนแล้วค่อยล่อกัน แบบนี้ไม่ตกนรก แต่ถ้าล่อกันทั้งเป็นพระ นรกทั้งคู่ครับ ส่วนกรณีที่แบล็คเมล์พระเป็นอาชีพนั่น นรกชัวร์อยู่แล้ว อยู่ในฐานะเดียวกับพวกลักกินขโมยกินปล้นกินโกงกินหลอกลวงเขากินนั่นแหละ พวกนี้ ไม่ต้องรอถึงนรกชาติหน้า  แค่ชาตินี้นี่แหละ ตามไปดูอนาคตดูเถิด ไม่มีเจริญสักตัว จริงอยู่ คนชั่วมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลโน่นแล้ว พระพุทธเจ้ายังอยู่แท้ ๆ ก็ยังมีพระปาราชิก นับประสาอะไรกับสมัยนี้ แต่ถ้าช่วยกันให้ความรู้ ช่วยกันย้ำเตือนให้ตระหนักถึงหลักพระธรรมวินัยไว้เสมอ ๆ ก็น่าจะพอช่วยผ่อนหนักเป็นเบาได้บ้าง ความยับยั้งชั่งใจอาจจะมีมากขึ้น กามวิตถารประเภท-เสพกามคาจีวรจึงจะเร้าใจอาจจะมีน้อยลง และ-ตกนรกกันน้อยลงด้วย

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๑๑ กรกฎาคม ๒๕๖๘

๑๘:๔๐

‘กองทัพเรือ’จัดงานรำลึกวิกฤตการณ์ ร.ศ.112 ปีที่ 132 วันอาทิตย์ที่ 13 กรกฎาคมนี้

'กองทัพเรือ'จัดงานรำลึกวิกฤตการณ์ ร.ศ.112 ปีที่ 132 วันอาทิตย์ที่ 13 กรกฎาคมนี้

‘กองทัพเรือ’จัดงานรำลึกวิกฤตการณ์ ร.ศ.112 ปีที่ 132 วันอาทิตย์ที่ 13 กรกฎาคมนี้

วันเสาร์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 10.18 น.

‘กองทัพเรือ’จัดงานรำลึกวิกฤตการณ์ ร.ศ.112 ปีที่ 132 วันอาทิตย์ที่ 13 กรกฎาคมนี้  

กองทัพเรือกำหนดจัดงานวันรำลึกวิกฤตการณ์ ร.ศ.112 ประจำปี 2568 ณ พระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 ป้อมพระจุลจอมเกล้า ตำบลแหลมฟ้าผ่า อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ ในวันอาทิตย์ที่ 13 กรกฎาคม 2568 เวลา 09.00 น.ประกอบด้วยพิธีวางพานพุ่มถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พิธีสดุดีวีรชนในเหตุการณ์ ร.ศ.112 พิธีสงฆ์ การจัดแสดงนิทรรศการเพื่อน้อมรำลึกถึงพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงนำพาประเทศไทยให้เป็นเอกราช และวีรกรรมอันหาญกล้าของวีรชนในเหตุการณ์ ร.ศ.112

สำหรับในช่วงเย็น กองทัพเรือร่วมกับจังหวัดสมุทรปราการ และโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดสมุทรปราการทางด้านประวัติศาสตร์ จัดการแสดงแสงเสียงสื่อผสมในรูปแบบมิวสิคัล รำลึกเหตุการณ์ ร.ศ.112 ตอน “ปราการพระจุล จารึกคุณ มหาราช ร.ศ.112 เดอะมิวสิคัล” ระหว่างวันที่ 13 -16 กรกฎาคม 2568 วันละ 1 รอบ เวลา 18.30 น.โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งก่อนหน้านี้ได้จัดให้มีการสำรองที่นั่งล่วงหน้า ขณะนี้ที่นั่งสำรองเต็มแล้ว และได้มีการปิดระบบการลงทะเบียนสำรองที่นั่งล่วงหน้าแล้ว  แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่มีความสนใจแต่ยังไม่ได้สำรองที่นั่ง

สามารถดิดต่อรับ “บัดร Walk-in” (วันละ 100 ใบ) ได้ที่จุดรับบัดร หน้างาน ตั้งแด่เวลา 15:00 น. เป็นต้นไป 1 บัดร/1 คนในส่วนของผู้ที่สำรองที่นั่งล่วงหน้าไว้ กรุณามารับบัดรภายในเวลา 17.00 น.หากไม่มารับบัตรถามเวลาที่กำหนดจะถือว่าสละสิทธิ์

เมื่อรัตนโกสินทร์ศก 112 หรือ ร.ศ.112 ซึ่งตรงกับปีพุทธศักราช 2436 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยในยุคนั้นชาติตะวันตกได้เข้ามามีอิทธิพลสำคัญทางแถบเอเชีย ด้วยวัตถุประสงค์แสวงหาอาณานิคมจากประเทศต่าง ๆ เช่น ญวน เขมร ลาว ซึ่งเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ส่วนพม่าและมลายูตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ

สยาม (ประเทศไทย) ถูกชาติมหาอำนาจฝรั่งเศสเข้ารุกราน ในวันที่ 13 กรกฎาคม พุทธศักราช 2436 โดยเรือรบฝรั่งเศส 2 ลำ คือ เรือสลุปแองคองสตังค์ และเรือปืนโกแมต ได้รุกล้ำสันดอนปากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามา และได้เกิดการปะทะกับฝ่ายไทย ทั้งหมู่ปืนที่ป้อมพระจุลจอมเกล้า และเรือรบไทยที่จอดอยู่เหนือป้อมพระจุลจอมเกล้า จำนวน 9 ลำ ผลปรากฏว่า เรือรบฝรั่งเศส สามารถตีฝ่าแนวป้องกันที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามาได้จนถึงกรุงเทพฯ ส่วนฝ่ายไทยเรือได้รับความเสียหายจากกระสุนปืนใหญ่ของฝ่ายตรงข้าม จำนวน 4 ลำ

ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว ไทยกับฝรั่งเศสได้ยุติการสู้รบกรณีพิพาท เรื่องเขตแดนทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ไทยเสียดินแดนบางส่วนเพื่อดำรงไว้ซึ่งเอกราชของไทย อันได้แก่ สปป.ลาว ปัจจุบัน ในพื้นที่เมืองหลวงพระบาง เมืองเวียงจันทน์ และอาณาเขตนครจำปาศักดิ์ตะวันออก และเกาะแก่งต่าง ๆ บริเวณริมแม่น้ำโขง คิดเป็นพื้นที่ 143,000 ตารางกิโลเมตร

จากเหตุการณ์ ร.ศ.112 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีวิสัยทัศน์พัฒนาการทหารเรือไทย วางรากฐานไว้ป้องกันภัยด้านทะเล ทรงส่งพระเจ้าลูกยาเธอหลายพระองค์ออกไปศึกษาวิชาการด้านการปกครอง การทหารบก การทหารเรือและอื่น ๆ ในทวีปยุโรป รวมทั้งทำการฝึกนายทหารเรือไทย เพื่อปฏิบัติงานแทนชาวต่างชาติตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทำให้กองทัพเรือ มีความเจริญก้าวหน้าทัดเทียมนานาอารยประเทศตราบจนปัจจุบัน

The Active ไทยพีบีเอส ชวนร่วมงาน “เท่าหรือเทียม: เส้นทางความเหลื่อมล้ำ คนจนเมือง”

The Active ไทยพีบีเอส ชวนร่วมงาน “เท่าหรือเทียม: เส้นทางความเหลื่อมล้ำ คนจนเมือง”

The Active ไทยพีบีเอส ชวนร่วมงาน “เท่าหรือเทียม: เส้นทางความเหลื่อมล้ำ คนจนเมือง”

วันศุกร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 12.48 น.

The Active ไทยพีบีเอส เปิดจักรวาลความเหลื่อมล้ำ ชวนร่วมงาน “เท่าหรือเทียม: เส้นทางความเหลื่อมล้ำ คนจนเมือง” ผ่าน “นิทรรศการ-ข้อมูล-ภาพถ่าย-เวทีเสวนา-ตลาดแก้จน” สะท้อนงานครึ่งทศวรรษ “คนจนเมือง” สารคดีชีวิต หลักฐานความเหลื่อมล้ำ ที่ยังไม่หลุดพ้น

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส โดยศูนย์สื่อสารวาระทางสังคมและนโยบายสาธารณะ หรือ The Active ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) มูลนิธิเพื่อคนไทย และภาคีเครือข่าย จัดงาน “เท่าหรือเทียม: เส้นทางความเหลื่อมล้ำ คนจนเมือง” ระหว่างวันที่ 15-27 กรกฎาคม 2568 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) เพื่อยกระดับการสื่อสารวาระทางสังคม และเปิดพื้นที่ให้ภาคส่วนต่าง ๆ ร่วมแลกเปลี่ยน เสนอแนวทางแก้ปัญหาเชิงนโยบาย และร่วมกันออกแบบอนาคตเมืองที่เท่าเทียมและเป็นธรรมมากขึ้น

ณาตยา แวววีรคุปต์ ผู้อำนวยการ ศูนย์สื่อสารวาระทางสังคมและนโยบายสาธารณะ (The Active) ไทยพีบีเอส กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการจัดงานว่า ต้องการนำเสนอและสื่อสารบทสรุปที่ค้นพบจากสารคดีคนจนเมืองในช่วงครึ่งทศวรรษที่ผ่านมา เพื่อใช้เป็นข้อมูลแก้ไขปัญหาความจนและความเหลื่อมล้ำ ซึ่งตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา The Active ได้ผลิตและเผยแพร่สารคดีชุด “คนจนเมือง” รวมถึงเนื้อหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นความเหลื่อมล้ำ ความยากจน และความเปราะบางของชีวิต ผ่านช่องทางหลากหลาย ทั้งรูปแบบรายการโทรทัศน์และสื่อออนไลน์ของ The Active และ Policy Watch รวมถึงช่องทางอื่น ๆ ของ Thai PBS จนสามารถสร้างการรับรู้ และนำไปสู่ความเข้าใจ ว่าความจนไม่ได้เป็นปัญหาในระดับปัจเจกเท่านั้น แต่มีปัญหาเชิงโครงสร้างที่กดทับอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเข้าถึงทรัพยากรที่ดินทำกิน ความมั่นคงในที่อยู่อาศัย สิทธิสวัสดิการในอาชีพการงาน การขาดโอกาสทางการศึกษา ตลอดจนการเข้าถึงบริการสุขภาพ ฯลฯ จนทำให้ผู้คนจำนวนมากไม่สามารถก้าวพ้นจากความยากจนได้

กิจกรรมครั้งนี้ เป็นการนำเสนอการสื่อสารในรูปแบบนิทรรศการ เพื่อสร้างประสบการณ์ตรงให้กับประชาชนเกิดความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ ช่วยปรับทัศนคติและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับคนจนและความเหลื่อมล้ำ นอกจากนี้ ยังเป็นการเปิดพื้นที่ความร่วมมือของพลเมืองและภาคีเครือข่ายในการพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อเสนอเพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในระดับโครงสร้างและนโยบาย

สำหรับกิจกรรมตลอดทั้ง 13 วัน ประกอบด้วย 6 โซนกิจกรรม ได้แก่

1. Exhibition “เส้นทางความเหลื่อมล้ำ” นิทรรศการแบบมีส่วนร่วมผ่านห้องจำลองชีวิต “เกิด – เรียน – งาน – เจ็บ – แก่ – ตาย” ณ ห้องนิทรรศการ ชั้น 3 ระหว่างวันที่ 15–27 กรกฎาคม 2568

2. Photo Gallery “หน้าตาความจน” ภาพถ่ายบุคคลต้นเรื่อง และบริบทสะท้อนความจนและความเหลื่อมล้ำ ในซีรีส์สารคดี “คนจนเมือง” ของ The Active เพื่อให้ผู้ชมเกิดความ “รู้สึก” ว่า คนเหล่านี้ก็คือเพื่อนที่อยู่ร่วมสังคมเดียวกันกับเรา บริเวณผนังโค้ง ชั้น 3 ระหว่างวันที่ 15-20 กรกฎาคม 2568

3. Data Wall “นโยบายแก้จน” กับเส้นทางนโยบายเพื่อแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา  บริเวณผนังโค้งทางเชื่อม BTS ชั้น 3 ระหว่างวันที่ 15–20 กรกฎาคม 2568

4. Mini Forum ชมนิทรรศการและเปิดพื้นที่พูดคุยแลกเปลี่ยน การทำงาน ข้อเสนอการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและความยากจน ที่บริเวณนิทรรศการ, ร้านกาแฟ ชั้น 1 และห้องประชุม ชั้น 5 ระหว่างวันที่ 15-19 กรกฎาคม 2568

5. Policy Forum พื้นที่ที่จะมาร่วมกันหา “ทางออก และ ไปต่อ” อย่างเป็นรูปธรรม ในหลายรูปแบบทั้งการถกแถลงแลกเปลี่ยนแบบ Panel Discussion, Forum, Speaker Talk ณ ห้องอเนกประสงค์ ชั้น 1 ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2568

6. ตลาดแก้จน รวมหลากหลายบูธจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาความยากจน อาทิ หมอหนี้ เทใจดอทคอม และร้านปันกัน ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2568

สามารถลงทะเบียน เข้าร่วมงานล่วงหน้า ได้ที่ https://eventticket.thaipbs.or.th/Events  หรือ LINE @ThaiPBS เพิ่มเพื่อน http://www.thaipbs.or.th/AddLINE และสามารถชมสารคดี “คนจนเมือง” ทั้ง 5 ซีซัน ได้ทาง https://www.thaipbs.or.th/program/UrbanPoorDoc/  หรือทางแอปพลิเคชัน VIPA ที่ https://watch.vipa.me/cFD0ZrWzRUb 

ไม่พลาดทุกข่าวสาร สาระความรู้ และคอนเทนต์คุณภาพ ติดตามไทยพีบีเอสทุกช่องทางออนไลน์ ได้ที่

▪ Website : http://www.thaipbs.or.th    

▪ Application : Thai PBS

▪ Social Media Thai PBS : Facebook, YouTube, X , LINE, TikTok, Instagram, Threads, Linkedin 

พุทธศาสนิกชนนับหมื่น ร่วมทำบุญวันอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษาที่วัดพระธรรมกาย

พุทธศาสนิกชนนับหมื่น ร่วมทำบุญวันอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษาที่วัดพระธรรมกาย

พุทธศาสนิกชนนับหมื่น ร่วมทำบุญวันอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษาที่วัดพระธรรมกาย

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 17.47 น.

ยังเนืองแน่น!พุทธศาสนิกชนกว่า 10,000 คน ร่วมทำบุญผ้าอาบน้ำฝนและประทีปโคมไฟ เนื่องในเทศกาลวันอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษา ณ วัดพระธรรมกาย

10 กรกฎาคม 2568 พระครูวิบูลนิติธรรม ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ประธานสงฆ์ พิธีถวายผ้าอาบน้ำฝนและประทีปโคมไฟ เนื่องในเทศกาลวันอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษา ณ ห้องแก้วสารพัดนึก 2 สภาธรรมกายสากล วัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี พิธีกรรมเริ่มขึ้นในภาคสาย พุทธศาสนิกชนกล่าวคำอาราธนาศีล 5 อาราธนาพระปริตร  นั่งสมาธิปฏิบัติธรรม กล่าวคำอธิษฐานจิต ถวายผ้าอาบน้ำฝนและประทีปโคมไฟ ต่อด้วยภาคค่ำ คณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชน ร่วมใจกันเวียนประทักษิณรอบพระมหาธรรมกายเจดีย์ เจดีย์พระพุทธเจ้าล้านพระองค์ สวดธรรมจักรกัปปวัตนสูตร ฉลองชัย ชิตังเม เนื่องในโอกาสครบ 7,520 ล้านจบ ในวันอาสาฬหบูชา

วันอาสาฬหบูชา วันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 เป็นวันที่มี 5 ปรากฏการณ์สำคัญบังเกิดขึ้นเป็นประวัติศาสตร์ครั้งแรกในโลก ได้แก่ 1. วันที่พระบรมศาสดาทรงแสดงพระธรรมเทศนาเป็นครั้งแก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 รป ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันใกล้เมืองพาราณสี 2. เป็นวันที่พระบรมศาสดาทรงได้พระสาวกองค์แรกคือ ท่านโกญฑัญญะได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันองค์แรก 3. เป็นวันที่มีพระสงฆ์บังเกิดขึ้นเป็นรูปแรกคือ พระอัญญาโกญฑัญญะ ภายหลังจากที่ได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันแล้ว ก็ได้ทูลขออุปสมบท พระพุทธองค์ทรงประทานการอุปสมบทยกขึ้นเป็นพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา 4. เป็นวันบังเกิดขึ้นของพระรัตนตรัย คือ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ครบเป็นครั้งแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีพระสงฆ์เกิดขึ้น เป็นพยานในการตรัสรู้ธรรม ความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของพระพุทธองค์ก็ครบถ้วนบริบูรณ์ คือ มิใช่เพียงแค่ตรัสรู้ธรรมเพียงพระองค์เดียวอย่างพระปัจเจกพุทธเจ้า ซึ่งในปีนี้วันอาสาฬหบูชา ได้ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 จึงขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนทุกท่านร่วม ทำทาน รักษาศีล เจริญจิตภาวนา ในช่วงเข้าพรรษาปีนี้

‘พระไพศาล วิสาโล’ เตือนสติชาวพุทธ อย่าสิ้นศรัทธาพระรัตนตรัย ใช้ข่าวพระผู้ใหญ่เป็นครูสอนใจ

'พระไพศาล วิสาโล' เตือนสติชาวพุทธ อย่าสิ้นศรัทธาพระรัตนตรัย ใช้ข่าวพระผู้ใหญ่เป็นครูสอนใจ

‘พระไพศาล วิสาโล’ เตือนสติชาวพุทธ อย่าสิ้นศรัทธาพระรัตนตรัย ใช้ข่าวพระผู้ใหญ่เป็นครูสอนใจ

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 14.07 น.

วันที่ 10 กรกฎาคม 2568  เพจเฟซบุ๊ก วัดป่าสุคะโต ธรรมชาติที่พักใจ โพสต์ข้อความคำสอน ของพระไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต จ.ชัยภูมิ โดยระบุว่า  “อย่าสิ้นศรัทธาในพระรัตนตรัย” 

และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี่อย่ามองว่ามันเป็นเรื่องของคนอื่น เอามาเตือนใจตัวเราเองว่า ขนาดพระมีผ้าเหลืองห่มคลุม ผ้าเหลืองก็ยังรักษาเอาไว้ไม่ได้ ขนาดรู้ธรรมะขนาดประโยค 9 ประโยค 5 ก็มี รู้ธรรมะขนาดนั้นก็ยังพลั้งเผลอ แล้วเรารู้ธรรมะอาจจะน้อยกว่าท่านเหล่านั้น เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเราจะไม่พลาด เราจะไม่พลั้ง

แล้วถ้าเราเข้าใจแบบนี้ เราก็จะนึกสงสารคนที่เขาประมาทพลาดพลั้งว่าเป็นเพราะเขาย่อหย่อนในการปฏิบัติธรรม เขาก็เลยต้องประสบเคราะห์กรรม ความโกรธความเกลียดก็จะน้อยลง แล้วก็เกิดความเมตตามากขึ้น แล้วก็ถือเอาคนเหล่านั้นเป็นครู สอนให้เราหมั่นเอาธรรมะมาปฏิบัติ อย่างน้อยก็ให้มีสติ เกิดปัญญา

เกิดปัญญาว่า สุขบางอย่างมันเป็นสุขชั่วคราวแต่มันเป็นทุกข์ยาวนาน การทุจริตบางอย่าง การทำชั่วบางอย่างทำให้แม้จะประสบความสำเร็จ ได้ความสุข แต่ก็เป็นสุขชั่วคราว แล้วก็มีความทุกข์ตามมา หรือทุกข์ยาวนานอย่างที่เป็นข่าว

เอาข่าวนี้มาเตือนใจเราว่า ธรรมะเป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องน้อมเข้ามาใส่ใจ จะไม่นับถือพระก็ได้ แต่ว่าอย่าทิ้งพระรัตนตรัย และถ้าเรานับถือและปฏิบัติตามพระรัตนตรัย เราก็จะเห็นคนเหล่านั้นเป็นครูสอนเราว่าอย่าประมาท และต่อไปแทนที่เราจะโกรธ เราจะเกลียด เราก็จะขอบคุณที่มาเตือนใจให้เราเกิดความไม่ประมาท และเกิดความเมตตาสงสารที่เขาพลาด เพราะเขาเพลินในความสุขชั่วคราว แต่แล้วต้องเจอทุกข์ยาวนาน

นี่แหละเป็นสิ่งที่เตือนใจเราว่า วันสำคัญแบบนี้เราต้องน้อมใจมานำพระรัตนตรัยมาเป็นสรณะของชีวิตให้ได้ อย่าเพียงแค่นับถือด้วยการบูชาด้วยดอกไม้ธูปเทียน แต่ว่าต้องบูชาด้วยการปฏิบัติ เรียกว่าปฏิบัติบูชา แล้วชีวิตเราก็จะมีความสุขความเจริญ

‘มทภ.2′ นำสิ่งของพระราชทาน จาก’ในหลวง-กรมสมเด็จพระเทพฯ’ มอบให้ทหารชายแดนไทย-กัมพูชา

'มทภ.2' นำสิ่งของพระราชทาน จาก'ในหลวง-กรมสมเด็จพระเทพฯ' มอบให้ทหารชายแดนไทย-กัมพูชา

‘มทภ.2′ นำสิ่งของพระราชทาน จาก’ในหลวง-กรมสมเด็จพระเทพฯ’ มอบให้ทหารชายแดนไทย-กัมพูชา

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 08.59 น.

แม่ทัพภาคที่ 2 นำสิ่งของพระราชทานไปมอบให้ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ด้าน จ.อุบลราชธานี 

วันที่ 10 กรกฎาคม 2568 พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อนำพระ และสิ่งของพระราชทานจาก “ในหลวง” และ“กรมสมเด็จพระเทพฯ” มามอบให้ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนในฐานปฏิบัติการต่างๆ บริเวณพื้นที่ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี

แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นห่วง และพระราชทานกำลังใจแก่ทหารหน้าแนวที่ปกป้องประเทศชาติ ทุกพระองค์ ทรงห่วงสุขภาพความเป็นอยู่และความปลอดภัยของพวกเราทุกคน”

นอกจากนี้ยังได้มอบเสื้อยันต์ ผ้ายันต์ ลงอักขระและรูปลายเส้น “พหูรมาน” ของ “หลวงปู่ศิลา” ที่เป็นรูปหนุมาน เหยียบปากกระบอกปืนและปืนอาก้า เอาไว้เป็นขวัญและกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ทหารที่ปฎิบัติหน้าที่อยู่ตามแนวชายแดน

​มมส ‘ส่งเสริมกิจกรรมทางกายสู่สุขภาพที่ดี’ ตอบรับนโยบาย ‘มหาวิทยาลัยสุขภาพ’

​มมส ‘ส่งเสริมกิจกรรมทางกายสู่สุขภาพที่ดี’ ตอบรับนโยบาย ‘มหาวิทยาลัยสุขภาพ’

​มมส ‘ส่งเสริมกิจกรรมทางกายสู่สุขภาพที่ดี’ ตอบรับนโยบาย ‘มหาวิทยาลัยสุขภาพ’

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กองกิจการนิสิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เปิดโครงการ “ส่งเสริมกิจกรรมทางกายสู่สุขภาพที่ดี ด้วยการออกกำลังกาย กิจกรรมแอโรบิก” ณ บริเวณด้านหน้าอาคารศูนย์กีฬาและนันทนาการ โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.นิตยา วรรณกิตร์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานิสิตและภาพลักษณ์องค์กร เป็นประธานเปิดงาน และมี ดร.อนงค์ภาณุช ปะนะทังถิรวิทย์ ผู้อำนวยการกองกิจการนิสิต นำนิสิต บุคลากร และผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมออกกำลังกายอย่างคึกคัก

โครงการดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้นักเรียน นิสิต บุคลากรภายในมหาวิทยาลัย รวมถึงประชาชนทั่วไปมีกิจกรรมทางกายอย่างสม่ำเสมอ ตระหนักถึงความสำคัญของการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดี และตอบรับนโยบายของมหาวิทยาลัยในการมุ่งสู่การเป็น “มหาวิทยาลัยสุขภาพ” กิจกรรมแอโรบิกนี้ จะจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกวันจันทร์ – ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 17.30 – 19.00 น. ณ บริเวณด้านหน้าอาคารศูนย์กีฬาและนันทนาการ

โดยกลุ่มงานกีฬาและนันทนาการ กองกิจการนิสิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เล็งเห็นถึงปัญหาด้านสุขภาพของนิสิตและบุคลากรที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อาทิ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และภาวะโรคอ้วนที่มีค่า BMI สูงกว่าปกติ รวมถึงปัญหาด้านสุขภาพจิต การออกกำลังกายจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการเสริมสร้างสุขภาพที่ดีทั้งกายและใจ

การจัดกิจกรรมแอโรบิกในวันนี้ จึงเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมสุขภาพเชิงรุก และจะเป็นกิจกรรมที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาสอันดีให้นิสิต บุคลากร และผู้สนใจได้ร่วมกันทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ได้ผ่อนคลายความเครียด และยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคลากรภายในมหาวิทยาลัย ตลอดจนประชาชนในชุมชนโดยรอบมหาวิทยาลัยอีกด้วย

‘ม.กรุงเทพธนบุรี’ลงนาม MOU ความร่วมมือทางวิชาการ ร่วมกับ’ม.เกษตรศาสตร์’

'ม.กรุงเทพธนบุรี'ลงนาม MOU ความร่วมมือทางวิชาการ ร่วมกับ'ม.เกษตรศาสตร์'

‘ม.กรุงเทพธนบุรี’ลงนาม MOU ความร่วมมือทางวิชาการ ร่วมกับ’ม.เกษตรศาสตร์’

วันพุธ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 19.55 น.

วันที่ 9 กรกฎาคม 2568 มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี โดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ หรือ MOU ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ ณ ห้องประชุม ชั้น 4 อาคารสปอร์ตคอมเพล็กซ์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี

การลงนามในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการเรียนการสอน การวิจัย และบริการวิชาการทางด้านวิศวกรรม โดยเฉพาะในสาขาเทคโนโลยีวิศวกรรมยุคใหม่ อาทิ เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า อุตสาหกรรม 4.0 การออกแบบและจำลองระบบ หรือ Design & Simulation รวมถึงเทคโนโลยีโลกเสมือน (Immersive Technology) เช่น VR, AR และ MR ซึ่งล้วนเป็นทักษะแห่งใหม่แห่งอนาคต เพื่อยกระดับศักยภาพของนักศึกษาและบุคลากรให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล และผลิตกำลังคนที่ตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมไทย

ผู้ร่วมลงนามในพิธี ได้แก่ อาจารย์สมมาตร ทองคำ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ ผู้รับมอบอำนาจจากอธิการบดี มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ศาสตราจารย์ ดร.วันชัย ยอดสุดใจ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ ผู้รับมอบอำนาจจาก รักษาการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ นภัทร วัจนเทพินทร์ หัวหน้าสาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี และรองศาสตราจารย์ ดร.ศิริโรจน์ ศิริสุขประเสริฐ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมลงนามเป็นสักขีพยาน

ในโอกาสนี้ได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานกรรมาธิการการศึกษา เข้าร่วมพิธีและให้เกียรติเป็นสักขีพยานในความร่วมมือครั้งสำคัญนี้

ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองสถาบันในการนำ จุดแข็ง องค์ความรู้ และทรัพยากรเฉพาะด้านที่มีความแตกต่างกัน มาแลกเปลี่ยนและใช้ร่วมกันอย่างเต็มประสิทธิภาพ อาทิ ห้องปฏิบัติการเฉพาะทาง อุปกรณ์ ซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ และเครือข่ายความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อต่อยอดไปสู่การพัฒนากำลังคนด้านวิศวกรรมที่มีความพร้อมทั้งในเชิงทักษะ นวัตกรรม และวิสัยทัศน์ระดับโลก

ภายในงานยังได้รับเกียรติจากคณะผู้บริหาร คณบดี และตัวแทนจากทั้ง 16 คณะของมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี รวมถึงผู้บริหารจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เข้าร่วมเป็นสักขีพยานและแสดงความยินดีอย่างพร้อมเพรียง

ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยของรัฐชั้นนำ และมหาวิทยาลัยเอกชนชั้นนำ ของประเทศในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้าง ระบบนิเวศทางการศึกษาที่เข้มแข็งและยั่งยืน เพื่อร่วมกันพัฒนาคนรุ่นใหม่ให้มีทักษะและศักยภาพที่พร้อมรับมือกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต