ม.หอการค้า จัดหลักสูตรรุกหน้าการันตี ‘เรียนภาษาให้ได้ดี มีรายได้หลักแสน’

ม.หอการค้า จัดหลักสูตรรุกหน้าการันตี ‘เรียนภาษาให้ได้ดี มีรายได้หลักแสน’

ม.หอการค้า จัดหลักสูตรรุกหน้าการันตี ‘เรียนภาษาให้ได้ดี มีรายได้หลักแสน’

วันอังคาร ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ภาษา” มิใช่เพียงเครื่องมือสื่อสารแต่เป็นกุญแจสำคัญในการเรียนรู้และเข้าใจวัฒนธรรม การคิดวิเคราะห์และสร้างสรรค์นวัตกรรม ผู้ที่มีทักษะด้านภาษาที่แข็งแกร่งจะสามารถเป็นข้อได้เปรียบหรือประสบความสำเร็จได้ในโลกที่เปลี่ยนแปลงและผู้คนทั่วโลกเชื่อมโยงสื่อสารถึงกันได้ในพริบตาแม้จะต่างชาติ ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม การเรียนรู้ฝึกฝนมีทักษะภาษาจึงมิใช่แค่รู้หรือพูดภาษานานาชาติได้เท่านั้น  แต่การเรียนภาษาให้มีรายได้ดี มีอาชีพมั่นคง เป็นมนุษย์เงินเดือนอิสระ ถึงขั้นการันตีได้ว่า “เรียนภาษาไทยให้ได้ดี มีรายได้หลักแสน !!! นั้นก็เป็นสิ่งเพิ่มมูลค่าและมีคุณค่าอย่างน่าภูมิใจ เฉกเช่นที่ล่าสุด Miss World 2025 โอปอ-สุชาตา ช่วงศรี  สาวไทยวัย 22 ปีที่สามารถคว้ามงกุฎมิสเวิร์ลมาครองได้เป็นคนแรกของประวัติศาสตร์สาวไทยในเวทีนี้ ส่วนหนึ่งของความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่นี้มาจากการที่เธอสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดีอย่างมากซึ่งเป็นภาษาสากลที่จำเป็นยิ่งกับบทบาทและหน้าที่ในฐานะทูตวัฒนธรรม

ผศ.ดร.กิตติศักดิ์ เกิดอรุณสุขศรี คณบดีคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า คณะมนุษยศาสตร์ ม.หอการค้าไทย เป็นที่แรกที่เปิดสาขาวิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสารอาชีพมากกว่า 40 ปี เพราะฉะนั้นการเรียนภาษาในยุคปัจจุบันไม่มีวันตายแต่กลับสามารถต่อยอดสร้างงานสร้างรายได้อย่างมั่นคง ที่ผ่านมาเรามีศิษย์เก่ามีอาชีพที่ได้ใช้ทักษะความรู้ด้านภาษานานาชาติหรือแม้แต่ภาษาแม่ภาษาไทยของเรา มีรายได้ต่อเดือนหลักหมื่น เหยียบแสนก็มี สร้างชื่อเสียงความเชื่อมั่นในพลังทักษะของการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารที่ดีจนนำไปสู่การมีรายได้ที่น่าพึงพอใจอย่างมาก เพราะเราเชื่อว่าการพัฒนาความก้าวหน้าในการเรียนด้านภาษาศาสตร์ให้ไปสู่สากลและมุ่งตอบโจทย์ตลาดงานและความต้องการของผู้เรียนคนรุ่นใหม่เป็นหัวใจสำคัญ ก็จริงที่ว่าคนส่วนใหญ่มักมีทัศนคติหรือค่านิยมเดิมๆ ว่าการเรียนภาษาอาจไม่ช่วยให้มีรายได้สูงได้มากนักหรือแม้กระทั่งสร้างชื่อเสียงได้ แต่ในสังคมยุคดิจิทัลปัจจุบัน กลับพบปรากฏการณ์ที่น่าทึ่งว่า ผู้ที่มีทักษะด้านภาษาโดยเฉพาะภาษาต่างชาติที่มีอิทธิพลและสร้างงานสร้างอาชีพได้ เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาเกาหลี ภาษาญี่ปุ่น ภาษาจีน รวมทั้งภาษาไทยของเราเอง ตลอดจนการเรียนศิลปะและธุรกิจการแสดงที่มีการใช้ทักษะความรู้ด้านภาษาเข้ามาสื่อสารถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึก เรียกว่าเป็นการเรียนภาษาในเชิงธุรกิจเพื่อการสื่อสารนานาชาตินั้นสามารถสร้างรายได้ก้อนโตหลักแสนได้อย่างน่าภูมิใจเลยทีเดียว

จากที่คณะมนุษยศาสตร์ ม.หอการค้าไทย เริ่มต้นมีเพียงสาขาวิชาภาษาอังกฤษและญี่ปุ่น วันนี้เปิดสอนถึง 7 สาขาวิชาในระดับปริญญาตรี  ได้แก่ 1.ภาษาอังกฤษเพื่ออาชีพและการสื่อสารนานาชาติ 2.ภาษาญี่ปุ่น 3.ภาษาไทยเพื่อการสื่อสารและงานอาชีพ 4.ภาษาจีน 5.ศิลปะและธุรกิจการแสดง 6.ภาษาเกาหลี 7.สหวิทยาการ เด็ก ม.หอการค้าหรือ ‘เด็กหัวการค้า’ จึงได้รับการส่งเสริมให้เรียนรู้อย่างเข้มข้นและเชื่อมโยงความรู้ในสาขาอื่นๆ ผ่านหลักสูตรที่มีความยืดหยุ่นและทันสมัย นอกจากนี้ คณะมนุษยศาสตร์ ยังเน้นการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับประสบการณ์จริง ผ่านการฝึกงานจริง  เพื่อเป็นผู้นำแห่งภาษาเพื่อการสื่อสารธุรกิจ มุ่งเน้นคุณภาพด้านวิชาการ ให้นักศึกษาปฏิบัติงานมีความรู้ความชำนาญในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารทางธุรกิจ รู้จักคิดและวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ มีจริยธรรมในวิชาชีพและมีจิตสำนึกรับผิดชอบมีส่วนร่วมกับสังคม โดยมีศิษย์เก่าที่ได้ใช้ทักษะภาษาประกอบอาชีพจนประสบความสำเร็จในหลายวงการ อาทิ ล่าม นักแปล พิธีกร หรือแม้แต่การเป็นนักธุรกิจเช่นเดียวกับ ศุภกฤษณ์  ประสพสุข (Managing Director) Excellent Vacation Group ศิษย์เก่าสาขาวิชาภาษาอังกฤษ คณะมนุษยศาสตร์ ม.หอการค้าไทย ซึ่งเคยเจอคำถามว่า เลือกเรียนด้านภาษา จบแล้วจะไปทำงานอะไร โดย ศุภกฤษณ์ เล่าว่า คุณพ่อกับคุณแม่ ก็มีความเป็นห่วงกับการเลือกเรียนของเรา และในช่วงนั้นการเลือกเรียนด้านภาษา งานที่เกี่ยวข้องกับการใช้ภาษาส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิงมากกว่า ทั้งงานภาคบริการ งานล่าม งานแปลภาษา และงานด้านอื่นๆ เมื่อเปรียบเทียบกับปัจจุบันเด็กรุ่นใหม่เห็นความสำคัญของการเรียนด้านภาษามากขึ้น ส่วนตัวผมคิดว่าภาษาก็เปรียบเสมือนเครื่องมือในการสร้างเครือข่ายทั้งในการทำงาน และเปิดโลกกว้างในการทำธุรกิจ

ผมประกอบธุรกิจหลักเป็นบริษัทตัวแทนเรือสำราญให้กับแบรนด์ที่มีชื่อเสียงหลายแบรนด์ ช่วยดูแลการตลาดทั้งประเทศไทย และประเทศเพื่อนบ้าน โมเดลธุรกิจจะเป็นแบบ B2B (Business to Business) และมีการทำธุรกิจด้านอื่นๆด้วย ในส่วนของโครงการปัจจุบันผมมีแผนการขยายธุรกิจสายเรือที่ดูแลเพิ่มมากขึ้น และจะนำนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น ระบบ AI, GDS เข้ามาช่วยขยายสาขาต่างประเทศ และวางแผนในอนาคตว่า จะทำบริษัทที่ร่วมทุนกับบริษัทจากต่างประเทศเพื่อนำ Robot ที่มีศักยภาพในธุรกิจท่องเที่ยวและบริการมาพัฒนาภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในไทย และลดภาระผู้ประกอบการขนาดกลาง โดยปัจจุบันเริ่มดำเนินการเกี่ยวกับธุรกิจ F&B ในต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศที่มี Itinerary ของเรือสำราญหรือเรือสำราญล่องแม่น้ำ เพื่อเป็นส่วนต่อขยายธุรกิจหลักปัจจุบัน และท้ายสุดก็หวังว่าวันนึงจะสามารถนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ผมมีโอกาสได้ท่องเที่ยวต่างประเทศบ่อยครั้งเนื่องจากธุรกิจจำเป็นต้องเดินทาง จนถึงวันนี้ผมเดินทางมากกว่า 50 ประเทศ ทั้งยุโรป, อเมริกา, เอเชีย, อเมริกาใต้, อลาสก้า ไปมาหมดแล้วครับ สร้างความภาคภูมิใจให้กับคุณพ่อและคุณแม่ ทำให้ท่านวางใจในสิ่งที่ผมเลือกเรียนด้านภาษาจนสามารถสร้างอาชีพการงานและธุรกิจได้สำเร็จตามเป้าหมาย

“คณะมนุษยศาสตร์ UTCC เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างฝันเปิดโลกประสบการณ์ ผมได้รู้จักกับ อาจารย์จิม (นิรันดร์ ขุมบางลี่ ) จากการเข้าร่วมเป็นสมาชิกชมรมภาษาอังกฤษ อาจารย์จิมเป็นผู้แนะนำและผลักดันให้ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมการแข่งขัน Environmental Debate ที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนได้รางวัล Rookie Award และผมมีโอกาสได้ศึกษาคอร์สระยะสั้น ที่ University of Waikato ประเทศนิวซีแลนด์ ทุกประสบการณ์ล้วนแต่มีคุณค่า การเรียนรู้เป็นความได้เปรียบสู่การเริ่มต้นในการทำงานในชีวิตจริง ดังนั้น คณะมนุษยศาสตร์ UTCC ให้อะไรกับผมเยอะมากจริงๆครับ สัญลักษณ์หนึ่งของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คือ เรือสำเภา ที่หล่อหลอมองค์ความรู้ให้กับผมในวั้นนั้น เพื่อต่อยอดให้ผมได้สร้างธุรกิจเรือสำราญที่ประสบความสำเร็จในวันนี้”       

“เรียนภาษาแล้วไม่ตกงาน” กรณีนี้คณบดีได้กล่าวยืนยันหนักแน่นด้วยว่า เพราะเราได้เพิ่มมูลค่าให้กับทักษะความรู้ด้านภาษาที่มีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลในสื่อสังคมสมัยนี้มาปรับใช้ให้เหมาะสม ถูกต้อง โดยการปรับหลักสูตรเพิ่มวิชาเลือกด้านเทคโนโลยี เช่น การแปลด้วย AI (เอไอ) , CAT Tool กระทั่งเรื่องของ AI Digital Content Creation ซึ่งกำลังฮอตฮิตติดกระแสหรือแม้แต่การแปลเฉพาะทาง เช่น กฎหมาย การแพทย์เทคโนโลยี ธุรกิจ E-Commerce ข้ามพรมแดน ที่ต้องการผู้เชี่ยวชาญภาษาและวัฒนธรรม การศึกษาออนไลน์ที่ขยายตัวไปทั่วโลก อุตสาหกรรมบันเทิงดิจิทัลที่ต้องการแปลและดัดแปลงเนื้อหา  รวมไปถึงความเข้าใจทางธุรกิจเพื่อให้สามารถทำงานในสภาพแวดล้อมขององค์กรหรือแม้แต่การสื่อสารข้ามวัฒนธรรมในกิจกรรม Work and Travel ที่คณะฯ จัดขึ้นทุกปี นอกจากนี้เรายังเป็นแหล่งบริการวิชาการชั้นนำด้านภาษาเพื่อการสื่อสารทางธุรกิจ โดยมี ศูนย์ภาษา เพื่อสร้างรายได้และเพิ่มประสบการณ์จริงแก่ผู้เรียน ตลอดจนความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศที่ที่จะช่วยเพิ่มพูนความรู้และการแลกเปลี่ยนเชื่อมโยงผู้เรียนภาษาเข้าไว้ด้วยกันอย่างไร้ขีดจำกัดทางความคิด

การเรียนภาษาในปัจจุบัน ไม่เพียงเปิดโอกาสสร้างรายได้ที่ดีแต่ยังสร้างความมั่นคงในอาชีพ สร้างชื่อเสียง เนื่องจากภาษาเป็นทักษะที่ฝึกฝนเรียนรู้กันได้และไม่สามารถถูกแทนที่ได้โดยง่ายด้วยเทคโนโลยี ภาษาจึงเป็นเครื่องมือที่ติดตัวคนทุกคน ยิ่งรู้หลายภาษายิ่งเป็นข้อได้เปรียบโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากทักษะภาษานั้นได้รับการฝึกฝนและนำไปใช้ได้จริงในแง่ของภาษาเพื่อการสื่อสารทางธุรกิจ   ซึ่งปัจจุบัน คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำด้านภาษาเพื่อการสื่อสารทางธุรกิจอย่างโดดเด่น เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานภาคธุรกิจอย่างแท้จริงนั่นเอง

วว.จัดทำนโยบายการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน แก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5

วว.จัดทำนโยบายการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน แก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5

วว.จัดทำนโยบายการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน แก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5

วันอังคาร ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

จัดการ PM2.5 – ดร.รจนา  ตั้งกุลบริบูรณ์ ผอ.ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ วว.  พร้อมทีมงาน  ลงพื้นที่ดำเนินโครงการการจัดทำนโยบายการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการบริหารจัดการ PM2.5 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ น่าน และแพร่  ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนจาก วช. ผ่านกิจกรรมการจัดงาน “ล้านกล้า ฟื้นป่าแม่แจ่ม” พร้อมนำเสนอรูปแบบการปรับเปลี่ยนการทำเกษตรเชิงเดี่ยวเป็นการเกษตรกรรมแบบยั่งยืน ด้วยวนเกษตร ณ ศูนย์เพาะชำ กล้าไม้ไทยรักษ์ป่า อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่

สมาคมคนพิการภาคตะวันออก ผนึกกำลังภาคธุรกิจขับเคลื่อน ‘โครงการฝึกงานมาตรา 35’ ส่งเสริมอาชีพคนพิการ

สมาคมคนพิการภาคตะวันออก ผนึกกำลังภาคธุรกิจขับเคลื่อน 'โครงการฝึกงานมาตรา 35' ส่งเสริมอาชีพคนพิการ

สมาคมคนพิการภาคตะวันออก ผนึกกำลังภาคธุรกิจขับเคลื่อน ‘โครงการฝึกงานมาตรา 35’ ส่งเสริมอาชีพคนพิการ

วันจันทร์ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 18.51 น.

สมาคมคนพิการภาคตะวันออก ผนึกกำลังภาคธุรกิจ ขับเคลื่อน “โครงการฝึกงานมาตรา 35” ส่งเสริมอาชีพคนพิการอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2568 ณ ศูนย์การเรียนรู้เย็บผ้า จังหวัดบุรีรัมย์ ดร.ณรงค์ ไปวันเสาร์ นายกสมาคมคนพิการภาคตะวันออก ได้เป็นประธานในพิธีเปิด “โครงการฝึกงานตามมาตรา 35 หลักสูตรช่างตัดเย็บเสื้อผ้าระดับต้น 600 ชั่วโมง” โดยมีผู้บริหารจากบริษัท บิซิเนส เซอร์วิสเซส อัลไลแอนซ์ จำกัด บริษัทในเครือ ปตท. นำโดย นายจตุรงค์ วงษ์อุดมสิน เข้าร่วมในพิธี พร้อมด้วย นายอุทัย จิตสัตย์ นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกายจังหวัดบุรีรัมย์ ประธานชมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญา หน่วยงานราชการในพื้นที่ และกลุ่มผู้พิการที่เข้าร่วมโครงการให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

โครงการนี้ถือเป็นความร่วมมือที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงของทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นองค์กรคนพิการในพื้นที่ ชมรมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญา ตลอดจนหน่วยงานท้องถิ่น ที่ร่วมกันดำเนินงานตามแนวทางของสมาคมคนพิการภาคตะวันออก โดยมีบริษัท บิซิเนส เซอร์วิสเซส อัลไลแอนซ์ จำกัด (ในเครือ ปตท.) เป็นผู้สนับสนุนหลัก ทั้งด้านงบประมาณและการผลักดันให้เกิดโครงการนี้อย่างเป็นรูปธรรม

ดร.ณรงค์ ได้กล่าวว่า โครงการฝึกงานมาตรา 35 ดังกล่าว เป็นหนึ่งในโครงการนำร่องของสมาคมฯ ที่ดำเนินการร่วมกับองค์กรคนพิการใน 6 จังหวัด ได้แก่ บุรีรัมย์ นครราชสีมา อ่างทอง หนองบัวลำภู ขอนแก่น และสกลนคร โดยได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนหลายแห่ง อาทิ บริษัท ปิโตรเลียมไทยคอร์ปอเรชั่น จำกัด (สถานีบริการน้ำมัน PT), บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) และบริษัท บิซิเนส เซอร์วิสเซส อัลไลแอนซ์ จำกัด

ปัจจุบัน แม้คนพิการจำนวนมากจะได้รับโอกาสในการทำงานตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ พ.ศ. 2550 (และแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2556) โดยเฉพาะในมาตรา 33 แต่ยังมีคนพิการอีกเป็นจำนวนมากที่ยังว่างงาน ขาดโอกาสทางการศึกษา หรือไม่สามารถเดินทางไปทำงานนอกบ้านได้ ด้วยภาระหรือข้อจำกัดทางร่างกาย โครงการฝึกงานตามมาตรา 35 จึงเป็นทางเลือกสำคัญที่จะช่วยให้คนพิการเหล่านี้ได้เข้าถึงทักษะอาชีพ มีรายได้ และสามารถดูแลตนเองและครอบครัวได้อย่างมั่นคง

หลักสูตรช่างตัดเย็บเสื้อผ้าระดับต้น 600 ชั่วโมง ที่จัดขึ้นนี้ มีระยะเวลาฝึกอบรม 6 เดือน โดยผู้เข้าร่วมจะได้รับเบี้ยเลี้ยงวันละ 330 บาท พร้อมอาหารหลัก 3 มื้อ และอาหารว่าง 2 มื้อตลอดการฝึก เมื่อจบหลักสูตร ผู้ฝึกจะได้รับ “จักรเย็บผ้าอุตสาหกรรมและชุดเครื่องมือ” เพื่อใช้ในการประกอบอาชีพอิสระต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการเปิดร้านซ่อมผ้า ปะ เปลี่ยนซิป หรือเย็บเสื้อผ้าในชุมชนของตนเอง

โครงการนี้ไม่เพียงแต่สร้างทักษะอาชีพ แต่ยังสร้างความหวัง ความภูมิใจ และศักดิ์ศรีให้กับกลุ่มคนพิการ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของสมาคมคนพิการภาคตะวันออก ร่วมกับองค์กรคนพิการระดับจังหวัด ภาครัฐ และภาคธุรกิจ ที่ร่วมกันส่งเสริมและผลักดันให้คนพิการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง

ในตอนท้าย ดร.ณรงค์ ได้กล่าวขอบคุณหน่วยงานและภาคเอกชนที่ร่วมสนับสนุนโครงการ ทั้งในด้านทุนทรัพย์ อุปกรณ์ ตลอดจนการส่งเสริมตามมาตรา 33, 34 และ 35 ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนงานด้านคนพิการให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเชิญชวนบริษัทหรือหน่วยงานที่สนใจเข้าร่วมสนับสนุนโครงการในลักษณะนี้ ติดต่อได้ที่
สมาคมคนพิการภาคตะวันออก โทร. 08-1669-1111 เว็บไซต์: http://www.ead.or.th อีเมล: info@ead.or.th

ไทยพีบีเอส ขึ้นเวที Shanghai International Film Festival 2025 นำเสนอคอนเทนต์ไทย สู่เวทีระดับโลก

ไทยพีบีเอส ขึ้นเวที Shanghai International Film Festival 2025 นำเสนอคอนเทนต์ไทย สู่เวทีระดับโลก

ไทยพีบีเอส ขึ้นเวที Shanghai International Film Festival 2025 นำเสนอคอนเทนต์ไทย สู่เวทีระดับโลก

วันจันทร์ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 14.25 น.

ไทยพีบีเอสโชว์คอนเทนต์ละคร-สารคดี บนเวทีเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติที่เซี่ยงไฮ้ เผยศักยภาพสื่อสาธารณะไทย สู่สายตาผู้ผลิตและแพลตฟอร์มระดับโลก พร้อมแสวงหาโอกาสความร่วมมือด้านการผลิตและขยายตลาดคอนเทนต์คุณภาพ

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส จับมือกระทรวงวัฒนธรรม ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเวทีระดับนานาชาติ ในงาน 27th Shanghai International Film Festival 2025 (SIFF) ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 21–25 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยนายคริษ อรรคราช ผู้อำนวยการสำนักสร้างสรรค์เนื้อหา ไทยพีบีเอส ได้ขึ้นเวทีนำเสนอคอนเทนต์เด่นของไทยพีบีเอส ทั้งในหมวดละคร และสารคดี พร้อมเปิดโอกาสในการแสวงหาความร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ระดับโลก บนเวที Thai-China film and content partnership in the Next 50 years ซึ่งมีนางสาวปฤณัต อภิรัตน์ กงสุลใหญ่ ณ นครเซี่ยงไฮ้ เป็นผู้กล่าวเปิดงาน ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการจากสาธารณรัฐประชาชนจีนเข้าร่วมงานมากกว่า 30 ราย

“มีความรู้สึกภูมิใจมากที่ได้มีโอกาสในการนำเสนอคอนเทนต์คุณภาพจากไทยพีบีเอส สู่ตลาดผู้ชมชาวจีน ทั้งในส่วนของละคร สารคดี เนื้อหาวาไรตี้ที่ทั้งสนุกสนานและแฝงสาระ สำหรับเด็กและครอบครัว  ไปจนถึงแพลตฟอร์ม OTT อย่าง VIPA ที่จะเป็นช่องทางสำคัญในการเผยแพร่เนื้อหาจากประเทศจีนสู่ตลาดผู้ชมในประเทศไทย ซึ่งเชื่อว่านี่เป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสความร่วมมือใหม่ ๆ ในการพัฒนาคอนเทนต์ร่วมกันในอนาคต”  ผู้อำนวยการสำนักสร้างสรรค์เนื้อหา ไทยพีบีเอส กล่าว

นอกจากการนำเสนอผลงานแล้ว ไทยพีบีเอสยังได้เข้าร่วมกิจกรรม Business Networking ร่วมกับผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย และแพลตฟอร์มชั้นนำจากจีนและนานาประเทศ กว่า 20 ราย เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือในด้านการพัฒนาเนื้อหา ต่อยอดทรัพย์สินทางปัญญา (IP) และขยายตลาดผู้ชมในระดับสากล

ภายในงานยังมีการจัดเวทีฟอรัม​​ เพื่อหารือ และแสวงหาโอกาสความร่วมมือระหว่างผู้ผลิตภาพยนตร์​ ละคร​ สารคดี​ และแพลตฟอร์ม​ทั้งของจีนและนานาประเทศ​ อาทิ​ CMG, SMG​, Mango​ TV,​ BBC​ Studios,​ iQIYI,​ Tencent,​ Facebook​ และ Google​ ทั้งในด้านการพัฒนาเนื้อหาด้วยข้อมูล​ (Data​ driven​ content) การพัฒนาต่อยอดทรัพย์สินทางปัญญา​ (IP) จากวรรณกรรม​ สู่เนื้อหารายการ​ เพลง​ การ์ตูนแอนิเมชัน​ ไปจนถึงออนไลน์ชอปปิง​ที่สร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง​ การขยายฐานผู้ชมสู่ระดับสากล การพัฒนาการผลิตและเผยแพร่ด้วยระบบ​ความคมชัดสูง​ (UHF: Ultra High Definition/4K/8K) โดยทีมผู้ผลิต​ผลงานละครซีรีส์ระดับมาสเตอร์พีซได้ร่วมแลกเปลี่ยนบทเรียนการปรับกระบวนการผลิต​ใหม่เกือบทั้งหมด ทั้งการกำหนดองค์ประกอบภาพ​ แสง​ สี​ เสียง​ การตัดต่อ​ รวมถึงอุปกรณ์ประกอบฉาก​ การแต่งหน้าและเครื่องแต่งกายให้เหมาะสมกับ​เทคโนโลยีและการรับชมที่มีความคมชัดสูง​ นอกจากนี้เพื่อให้สอดคล้องตามพฤติกรรมการรับชมที่เปลี่ยนแปลง​ ผู้ผลิตละครจีนเริ่มปรับตัวสร้างสรรค์ละครขนาดสั้น​เพียงไม่กี่ตอน (Short Form​ Drama) ด้วยรูปแบบแนวตั้ง​ (Vertical) ที่เอื้อต่อการรับชมผ่านสมาร์ทโฟนและการขยายตลาดที่กว้างขวางยิ่งขึ้น​

การเข้าร่วมงาน 27th Shanghai International Film Festival 2025 (SIFF) ของไทยพีบีเอสในครั้งนี้ นอกจากเป็นการสร้างโอกาสสู่ตลาดคอนเทนต์ในระดับสากลแล้ว ยังเป็นการตอกย้ำบทบาทของ สื่อสาธารณะไทยที่พร้อมก้าวสู่เวทีโลก ด้วยคอนเทนต์คุณภาพ

ไม่พลาดทุกข่าวสาร สาระความรู้ และคอนเทนต์คุณภาพ ติดตามไทยพีบีเอสทุกช่องทางออนไลน์ ได้ที่

▪ Website : www.thaipbs.or.th   
▪ Application : Thai PBS
▪ Social Media Thai PBS : Facebook, YouTube, X , LINE, TikTok, Instagram, Threads, Linkedin

สุดยอด! มหาวิทยาลัยไทย 5 แห่งติด Top 100 THE Impact Rankings 2025

สุดยอด! มหาวิทยาลัยไทย 5 แห่งติด Top 100 THE Impact Rankings 2025

สุดยอด! มหาวิทยาลัยไทย 5 แห่งติด Top 100 THE Impact Rankings 2025

วันจันทร์ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 08.54 น.

สุดยอด! มหาวิทยาลัยไทย 5 แห่งติด Top 100 โลกใน THE Impact Rankings 2025 และคว้าอันดับ 1 ของโลก ด้านความเท่าเทียมทางเพศอีกรางวัล

30 มิถุนายน 2568 นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลชื่นชมพร้อมแสดงความยินดีกับมหาวิทยาลัยของไทยที่ติดอันดับ Top 100 ของโลก จากผลการจัดอันดับของ Times Higher Education (THE) หน่วยงานด้านการจัดอันดับสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำของโลก เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) หรือ THE Impact Rankings ประจำปี 2568

โดยในปีนี้มีสถาบันอุดมศึกษาทั่วโลก เข้าร่วมการจัดอันดับทั้งหมด 2,526 แห่ง จาก 130 ประเทศและเขตเศรษฐกิจทั่วโลก ซึ่งผลการจัดอันดับปรากฏว่า มี 5 สถาบันอุดมศึกษาไทยอยู่ในอันดับ Top 100 ของโลก แบบคะแนนรวม ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อันดับที่ 44 มหาวิทยาลัยมหิดลและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อันดับที่ 64 และมีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ อันดับที่ 93 

นายอนุกูล กล่าวว่า ความสำเร็จของสถาบันอุดมศึกษาไทยในเวทีโลกครั้งนี้ แสดงถึงความมุ่งมั่นและศักยภาพของสถาบันอุดมศึกษาไทยทั้งผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษาทุกคน ในการร่วมกันขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ผลงานที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงบทบาทสำคัญของสถาบันอุดมศึกษาไทยในการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งด้านการศึกษา งานวิจัย การบริการวิชาการ และการบริหารจัดการที่คำนึงถึงผลกระทบทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ในการส่งเสริมบทบาทของอุดมศึกษาไทยในฐานะกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศสู่ความยั่งยืนและแข่งขันได้ในเวทีโลก โดยรัฐบาลพร้อมสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของสถาบันอุดมศึกษาไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและประเทศชาติในทุกมิติ

ทั้งนี้  ในส่วนของการจัดอันดับความยั่งยืนในแต่ละด้าน มีสถาบันอุดมศึกษาไทยที่ติดอันดับ ดังต่อไปนี้ SDGs 1 เรื่อง ขจัดความยากจนทุกรูปแบบในทุกพื้นที่ ได้แก่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อันดับที่ 32 ของโลก SDGs 2 เรื่อง ยุติความหิวโหย บรรลุความมั่นคงทางอาหารและยกระดับโภชนาการและส่งเสริมเกษตรกรรมที่ยั่งยืน ได้แก่ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) อันดับที่ 18 ของโลก SDGs 3 เรื่อง สร้างหลักประกันว่าคนมีชีวิตที่มีสุขภาพดีและส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีสำหรับทุกคนในทุกวัย ได้แก่ มหาวิทยาลัยมหิดล อันดับที่ 3 ของโลก SDGs 4 เรื่อง สร้างหลักประกันว่าทุกคนมีการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างครอบคลุมและเท่าเทียม และสนับสนุนโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิต ได้แก่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อันดับที่ 17 ของโลก SDGs 5 เรื่อง บรรลุความเท่าเทียมระหว่างเพศ และเสริมอำนาจให้แก่สตรีและเด็กหญิง ได้แก่ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ อันดับที่ 1 ของโลก SDGs 6 เรื่อง สร้างหลักประกันว่าจะมีการจัดให้มีน้ำและสุขอนามัยสำหรับทุกคนและมีการบริหารจัดการที่ยั่งยืนคน ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี อันดับที่ 44 ของโลก SDGs 7 เรื่อง สร้างหลักประกันให้ทุกคนสามารถเข้าถึงพลังงานสมัยใหม่ที่ยั่งยืนในราคาที่ย่อมเยา ได้แก่ มหาวิทยาลัยสงขลา

“รัฐบาลพร้อมผลักดันการศึกษาไทยให้มีมาตรฐานเดียวกับระดับโลก เพื่อให้เยาวชนรุ่นใหม่ร่วมกันขับเคลื่อนพัฒนาประเทศไทยให้ยั่งยืนและความเท่าเทียมทางเพศไปพร้อมๆ กัน ผลการจัดอันดับในครั้งนี้เป็นความภาคภูมิใจร่วมกันของประเทศ และเป็นแรงบันดาลใจให้มหาวิทยาลัยอื่น ๆ ก้าวสู่ความเป็นเลิศด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนในอนาคต” นายอนุกูล กล่าว

‘ท่องเที่ยวฯ DPU’จับมือกูรูธุรกิจอาหาร ถ่ายทอดเคล็ดลับ ‘รอดให้ได้ รวยให้เป็น’

‘ท่องเที่ยวฯ DPU’จับมือกูรูธุรกิจอาหาร ถ่ายทอดเคล็ดลับ ‘รอดให้ได้ รวยให้เป็น’

‘ท่องเที่ยวฯ DPU’จับมือกูรูธุรกิจอาหาร ถ่ายทอดเคล็ดลับ ‘รอดให้ได้ รวยให้เป็น’

วันจันทร์ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หลักสูตรศิลปะการประกอบอาหาร คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) จัดกิจกรรม “DPU Talk : กลยุทธ์รอด อยู่ให้ได้ รวยให้เป็น!” เตรียมความพร้อมรับมือวิกฤตเศรษฐกิจ เน้นย้ำความสำคัญของการรู้เป้าหมายลูกค้า คุณภาพรสชาติและความอร่อยยังคงเป็นปัจจัยอันดับหนึ่งที่ผู้บริโภคใช้ตัดสินใจเลือกเข้าใช้บริการร้านอาหาร โดยเชิญกูรูในวงการอาหารมาร่วมแชร์ประสบการณ์ พร้อมสอนเทคนิคการถ่ายภาพอาหารเพื่อการรีวิว จากช่างภาพมืออาชีพ ณ Makerspace มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

อาจารย์ธีราพัทธ์ ชมชื่นจิตต์สิน หัวหน้าหลักสูตรสาขาวิชาศิลปะการประกอบอาหาร คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เปิดเผยว่า กิจกรรมนี้เป็นการบริการวิชาการในรูปแบบใหม่ของคณะ ซึ่งมุ่งหวังให้เป็นแรงผลักดันให้ผู้ประกอบการนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้หรือต่อยอดในธุรกิจ โดยกิจกรรมครั้งนี้แบ่งเป็น 2 ช่วง ได้แก่ “ภาคเช้า” เป็นการบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับธุรกิจอาหาร และ “ภาคบ่าย” จัด Workshop สอนถ่ายภาพอาหารเพื่อการรีวิว โดย คุณวัฒน์-จิรวัฒน์ มหาทรัพย์ถาวร ช่างภาพมืออาชีพ

ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ประกอบการและนักศึกษาได้เรียนรู้เทคนิคการสื่อสารทางการตลาดที่สำคัญในยุคโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะนักศึกษา สาขาการประกอบอาหาร ชั้นปีที่ 1 จะได้ประสบการณ์จริงจากการพบปะผู้เชี่ยวชาญและเชฟตัวจริง ซึ่งกิจกรรมนี้ยังสอดคล้องกับรายวิชาที่เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจอาหาร ที่มีการปรับหลักสูตรใหม่ เพื่อเน้นการสร้างทักษะและความรู้พื้นฐานให้แน่นขึ้น

“พร้อมเพิ่มรายวิชาที่สอดคล้องกับแนวโน้มปัจจุบันและอนาคต อาทิ SDGs เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) โดยเฉพาะเป้าหมายที่ 2   ที่เกี่ยวกับยุติความหิวโหย บรรลุความมั่นคงทางอาหารและยกระดับโภชนาการ และส่งเสริมเกษตรกรรมที่ยั่งยืน นอกจากนี้ ยังมีรายวิชาที่เกี่ยวกับการจัดงานอีเว้นท์ โภชนาการและศิลปะ รวมถึงการใช้เทคโนโลยี AI (Artificial Intelligence) ในการสร้างสรรค์เมนู การตลาด และการออกแบบอินโฟกราฟิก” อาจารย์ธีราพัทธ์ กล่าว

นายพุฒิเมธ พิทักษ์ชาติวงศ์ หรือ คุณพิท จาก Kit D Studio ที่ปรึกษาด้านธุรกิจอาหาร ได้เผยแนวโน้มธุรกิจร้านอาหารปี 2568 ว่า ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ธุรกิจร้านอาหารต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างมาก อย่างไรก็ตาม จากการสังเกตในตลาด พบว่ายังมีผู้ประกอบการบางรายที่สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างประสบความสำเร็จ นอกจากนี้ยังปรากฏว่ามีผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาลงทุนในธุรกิจนี้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการแต่ละรายมองเห็นโอกาสทางธุรกิจในมุมมองที่แตกต่างกัน

“แม้จำนวนผู้ประกอบการธุรกิจอาหารจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากผู้ประกอบการสามารถวิเคราะห์ตลาดเป้าหมายได้อย่างชัดเจน กำหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้อย่างเฉพาะเจาะจง และระบุตำแหน่งทางการตลาดของตนเองได้อย่างแม่นยำ โอกาสในการประสบความสำเร็จและมียอดขายที่ดียังคงเป็นไปได้” นายพุฒิเมธ กล่าว

นายพุฒิเมธ กล่าวต่อไปว่า สำหรับ “8 เทรนด์อาหารที่กำลังมาแรงในปัจจุบัน” ประกอบด้วย 1.อาหารทะเล-น้ำจืดใหม่ เช่น ไข่ผำ,สาหร่าย สไปรูลิน่า ที่กลายเป็นซูเปอร์ฟู้ดยอดนิยม  2.อาหารที่เข้าใจง่าย เช่น มีเมนูเดียวโดดเด่น 3.อาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งเป็นเทรนด์ยาวนานกว่า 10 ปี ครอบคลุมทุกวัย 4.อาหารที่ใช้วัตถุดิบท้องถิ่น มีการรับรอง GI (Geographical Indication หรือสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์) Local สร้างมูลค่าเพิ่มและประสบการณ์ใหม่ 5.อาหารที่ตอบโจทย์ความยั่งยืน ที่ใช้ระบบ QR Code ตรวจสอบแหล่งที่มาจากฟาร์มได้

6.ร้านเฉพาะทาง (Specialty) เช่น คาเฟ่ช็อกโกแลต ร้านเครื่องดื่มเฉพาะที่กำลังเติบโต 7.อาหารไทย กำลังเป็นที่นิยม มีร้านเปิดใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และ 8. มัทฉะ ที่ได้รับอิทธิพลความนิยมจากเซเลบริตี้ ส่งผลให้ราคาวัตถุดิบพุ่งสูง ทั้งนี้ จากผลสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคไทย กลุ่มตัวอย่าง 800 คน (ข้อมูลจาก Baramizi Lab) พบปัจจัยเลือกร้านอาหาร 3 อันดับแรก คือ รสชาติ-ความอร่อย ร้อยละ 60.12 ความสะอาด-ปลอดภัย ร้อยละ 58.75 และราคา-ความคุ้มค่า ร้อยละ 55.38

ดังนั้นสิ่งที่ผู้ประกอบการจ้องปรับตัวคือต้องรู้ว่าขายใคร หลีกเลี่ยงการขายทุกคน และปรับกลยุทธ์ตามกลุ่มอายุ โดย กลุ่ม Baby Boomer ชอบสไตล์ครอบครัว Gen X พึ่งรีวิว Gen Y หา Work-life Balance และ Gen Z โฟกัสความสวยงามของอาหาร นอกจากนี้ ความท้าทายใหญ่ของธุรกิจ คือ การรักษายอดขาย ซึ่งต้องรักษาลูกค้าเดิม 60-70% และหาลูกค้าใหม่ 30% พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง และปรับตัวให้ทันกระแส เพราะผู้บริโภคไทยชอบทดลองร้านใหม่ การแข่งขันจึงรุนแรงกว่าเดิม”นายพุฒิเมธ กล่าวในตอนท้าย

ในช่วงเสวนา ประกอบด้วย คุณพิท-พุฒิเมธ พิทักษ์ชาติวงศ์ Kit D Studio , คุณต่าย-ฉัตรวิมล ติยะชัยพานิช เจ้าของร้าน WABI’s ถนนทรงวาด, คุณฝน-วรินท์น่า นิธิสำราญรัตน จาก บริษัท อบอุ่น เคเทอริ่ง , เชฟเสาวกิจ ปรีเปรม นายกสมาพันธ์เชฟประเทศไทย โดยผู้เชี่ยวชาญในวงการอาหารได้มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์และกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ

โดยตัวแทนจากร้าน WABI’s ได้เผยกลยุทธ์สำคัญ คือ การติดตามเทรนด์ขนมต่างประเทศในแถบเอเชียที่มีรสชาติใกล้เคียงกับผู้บริโภคไทย แล้วนำมาปรับสูตรขายเป็นรายแรก ซึ่งการสร้างความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ทำให้ลูกค้ารู้สึกทันสมัยและแปลกใหม่ ส่งผลให้เกิดกระแสนิยม สำหรับธุรกิจบริการจัดเลี้ยง ผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตอบสนองความต้องการลูกค้าอย่างไม่มีเงื่อนไข และการผลิตจากครัวกลางเพื่อควบคุมรสชาติให้คงที่ ในขณะที่ปัญหาหลักของผู้ประกอบการร้านอาหารในปีนี้ คือ เรื่องต้นทุนและยอดขาย

หลายร้านมียอดขายดีแต่ไม่เหลือกำไร เนื่องจากไม่มีการทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย ไม่คำนวณต้นทุนอาหาร และไม่มีการปรับปรุงราคาให้เหมาะสม นอกจากนั้น ผู้เชี่ยวชาญชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันผู้บริโภคมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นร้านที่ขายรสชาติเดิมมานานอาจไม่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภครุ่นใหม่ จึงจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์การตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ควบคู่กัน เพื่อให้สามารถรักษาฐานลูกค้าเก่าและขยายกลุ่มเป้าหมายได้

สำหรับการปรับตัวในสภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทายแนะนำให้ธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารปรับโครงสร้างพนักงานโดยใช้พนักงานประจำในตำแหน่งหลักเพียงไม่กี่คน และเพิ่มพนักงานพาร์ทไทม์ในวันที่มีลูกค้าจำนวนมาก รวมถึงการขยายช่องทางการขายผ่านบริการเดลิเวอรี่ การกำหนดราคาสินค้าที่หลากหลายเพื่อครอบคลุมลูกค้าทุกกลุ่ม การสำรวจตลาดเพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง การจัดทำระบบปฏิบัติการมาตรฐาน และการวางแผนงบประมาณระยะสั้นและระยะยาวพร้อมผลิตภัณฑ์สำรองเพื่อความยั่งยืนของธุรกิจ

ด้าน นายธนพงศ์ วงศ์ชินศรี หรือ ต่อ เพนกวิน เจ้าของร้านอาหาร Penguin Eat Shabu บรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับ “การสร้างกลยุทธ์การทำร้านอาหารให้รอด ในยุคเศรษฐกิจแย่” โดยเน้นย้ำว่า ผู้ประกอบการร้านอาหารยุคหลังโควิด-19 ต้องตีลังกาความคิด จากเพียงแค่ทำอาหารอร่อยสู่การเป็นนักธุรกิจอาหาร ที่เข้าใจตลาดอย่างลึกซึ้ง เพราะความรู้และแนวทางแบบเก่าที่เคยใช้ได้ดีล้าสมัยไปแล้ว

โดยปัจจุบันโลกธุรกิจร้านอาหารมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ความอร่อยจึงไม่ใช่จุดขายเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป เนื่องจากความอร่อยและบริการที่ดีเป็นเพียง Point of Parity หรือคุณสมบัติพื้นฐานที่ต้องมีอยู่แล้ว ดังนั้นผู้ประกอบการต้องเรียนรู้ศาสตร์หลายแขนง ไม่ว่าจะเป็นการบัญชี, การตลาด, การสร้างแบรนด์, โลจิสติกส์ เพื่อเป็น “ผู้ประกอบการธุรกิจที่ครบเครื่อง” อย่างไรก็ตาม การพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องและกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงในขณะที่มีโอกาสเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

“สำหรับ SME ไทยที่ทำธุรกิจอยู่แล้ว การเปลี่ยนแปลงไม่จำเป็นต้องตีลังกาแบบทันทีทันใด แต่สามารถทำได้แบบค่อยเป็นค่อยไป เช่น การออกผลิตภัณฑ์ใหม่ (New Product) หรือสายผลิตภัณฑ์ใหม่ (New Product Line) ที่สะท้อนโมเดลธุรกิจแบบใหม่ เพื่อค่อย ๆ เปลี่ยนผ่านไปสู่ทิศทางที่ต้องการ นอกจากนี้ การวางตำแหน่งแบรนด์ (Positioning) ก็มีความสำคัญมาก หากเป็นแบรนด์ระดับบนที่ต้องการจับตลาดล่าง การออก “Fighting Brand” ใหม่ภายใต้ชื่ออื่นจะง่ายกว่า ทั้งหมดนี้ คือ หัวใจสำคัญในการเอาชนะคู่แข่งที่ใหญ่กว่าและอยู่รอดในตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว” นายธนพงศ์ กล่าวทิ้งท้าย  

                                                                   มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU)

กองทุน ป.ป.ช.ยกระดับละครเยาวชนต้านโกงเป็นภาษาจีนครั้งแรก ส่งฉายโชว์นานาชาติ

กองทุน ป.ป.ช.ยกระดับละครเยาวชนต้านโกงเป็นภาษาจีนครั้งแรก ส่งฉายโชว์นานาชาติ

กองทุน ป.ป.ช.ยกระดับละครเยาวชนต้านโกงเป็นภาษาจีนครั้งแรก ส่งฉายโชว์นานาชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 00.02 น.

กองทุน ป.ป.ช.ยกระดับละครเยาวชนต้านโกงเป็นภาษาจีนครั้งแรก ส่งฉายโชว์นานาชาติ

ละครเป็นอีกสื่อซอฟต์พาวเวอร์ ที่ประเทศไทยมีนโยบายสนับสนุน กองทุน ป.ป.ช.ล้ำหน้าด้วยการเปิดตัวละครเยาวชนต้นทุจริตเป็นภาษาจีน ครั้งแรก โดยความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ เตรียมส่งเผยแพร่ไปประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน และอีกหลายประเทศที่ใช้ภาษาจีนทั่วโลก

โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการละครสร้างสรรค์ ต่อต้านการทุจริต เยาวชนไม่ทนคอรัปชัน ดำเนินการโดยบริษัท มหารวยเอ็นเตอร์เทนเมนต์ จำกัด โดยการสนับสนุนจากกองทุน ป.ป.ช ร่วมกับทีมนักศึกษามหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ดำเนินการผลิตละครเยาวชนสร้างสรรค์สังคมที่ผ่านกระบวนการเวิร์คช้อปแบบให้นักศึกษาได้มีส่วมร่วมในการคิดบทละครที่จะเป็นประโยชน์ต่อนักศึกษาด้วยกันเอง และสื่อสารไปถึงเยาวชน และประชาชนทั่วประเทศ เพื่อนำเสนอผ่านสื่อโทรทัศน์และสื่อโซเซียล สร้างความตระหนักเรื่องการป้องกันทุจริตคอรัปชันในระดับประเทศ และพัฒนาต่อยอดสู่ระดับสากลโดยผลิตเป็นละครที่พูดภาษาจีน ครั้งแรก เพื่อนำเสนอประเด็นต่อต้านการทุจริตคอรัปชัน ซึ่งเป็นประเด็นสากล เตรียมส่งไปเผยแพร่ยังประเทศสาธารณะรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน และในอีกหลายประเทศที่ใช้ภาษาจีนทั่วโลก

จุลภควัฒน์ ศรีสุวรรรณ ผู้จัดการโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการละครสร้างสรรค์ ต่อต้านการทุจริต เยาวชนไม่ทนคอรัปชัน กล่าวว่า “โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการละครสร้างสรรค์ ต่อต้านการทุจริต เยาวชนไม่ทนคอรัปชัน ในปีที่ 3 ดำเนินการร่วมกับนักศึกษาใน 10 มหาวิทยาลัย เราตั้งใจให้เนื้อหาของละครสะท้อนปัญหาใกล้ตัวเยาวชน และเป็นสื่อที่จะช่วยสร้างความตระหนักรู้ให้กับตัวเยาวชนโดยกระบวนการผลิตละครที่เยาวชนคิด เยาวชนร่วมผลิต สื่อตรงถึงเพื่อนๆ เยาวชนด้วยกัน รวมถึงคนในครอบครัว คนรอบๆ ตัว และประชาชนทั่วประเทศที่รับชมละครผ่านสื่อโทรทัศน์และสื่อโซเซียล โครงการของเราเป็นการรณรงค์ต่อต้านการทุจริตผ่านสื่อละคร ซึ่งแตกต่างจากละครที่เราเห็นๆ ทั่วไปคือ เป็นละครที่เยาวชนมีส่วนร่วมตั้งแต่แรก โดยโครงการนี้จะมีการจัดอบรมให้ความรู้กับนักศึกษาในหลากหลายด้าน เช่น เรียนรู้พื้นฐานการแสดงกับครูนักแสดงมืออาชีพ, ฝึกความกล้าแสดงออก ,การฝึกสมาธิในการทำงาน, การพูดในที่สาธารณะ, การพัฒนาบุคลิกภาพ ,การสร้างตัวตนในแบบ influencer และหัวใจของการอบรมในครั้งนี้คือการเรียนรู้เรื่องการต้านทุจริตคอรัปชัน เพื่อสร้างเครือข่ายเยาวชนไม่ทนคอรัปชัน  พร้อมทั้งแบ่งกลุ่มพูดคุยถึงปัญหาการทุจริตคอรัปชันที่เกิดขึ้นแลกเปลี่ยนความคิดเห็น พร้อมแนวทางการแก้ไขปัญหา และออกมานำเสนอเพื่อคัดเลือกมาทำบทละครสั้น ดังนั้นบทละครจะได้แนวคิดการเดินเรื่องทั้งหมดมาจากตัวนักศึกษาที่มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง และในกระบวนการถ่ายทำ การแสดง นักศึกษายังได้มาร่วมแสดงกับดารานักแสดงมืออาชีพ ซึ่งละครเรื่อง”ต่างชาติต่างราคา”จากทีมนักศึกษามหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ นับเป็นพิเศษมากๆ เพราะเป็นครั้งแรก ที่จะได้รับชมละครเยาวชนต้านทุจริต ที่แสดงเป็นภาษาจีน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งภาษาสากล โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทีมผู้บริหาร คณาจารย์ และนักศึกษามหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงด้านจีนศึกษา ดังนั้น เราจึงเปิดโอกาสให้

ทีมนักศึกษาได้ดึงศักยภาพจุดแข็งของมหาวิทยาลัย มานำเสนอละครต้านทุจริตที่เป็นภาษาจีนทั้งหมด เป็นเรื่องที่ท้าทายตัวนักศึกษาและทีมงานผลิตละครมืออาชีพทุกคน แต่ด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจที่จะผลิตสื่อดีดีของเยาวชน ยกระดับให้เป็นอินเตอร์ จึงได้งานละครภาษาจีนที่มีคุณภาพ เพื่อส่งเป็นอีกหนึ่งผลงานความภาคภูมิใจซอฟต์พาวเวอรละครไทยไปสู่นานาประเทศ โดยเริ่มจากประเทศที่ใช้ภาษาจีน เช่น สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน , ใต้หวัน , ฮ่องกง เป็นต้น รวมถึงมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่มีการเรียนการสอนภาษาจีนทั่วโลกต่อไป”

แดนนี่ ลูเซียโน่ นักแสดงลูกครึ่งไทย-สวิสเซอร์แลนด์ ที่มีชื่อเสียงจากวัยแสบสาแหรกขาด ภาค 2 และละครพรชีวิต ช่อง 3 กล่าวว่า “ผมรู้สึกตื่นเต้นมากๆ ครับ เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้มาร่วมโครงการการแสดงละครที่มีเพื่อนนักศึกษาเป็นผู้คิดบทและร่วมแสดง แถมยังต้องแสดงเป็นภาษาจีนอีกด้วย คนอาจจะมองว่าเป็นละครนักศึกษา แต่จริงๆ ทีมงานละครมืออาชีพทั้งหมด ผู้กำกับระดับครูอย่างครูต้อ มารุต สาโรวาท ประทับใจมากๆ กับการได้มาร่วมแสดงละครเรื่องนี้ เชื่อว่าผู้ชมทุกท่านจะได้รับความสนุกและประโยชน์จากการรับชมละครเรื่องนี้อย่างมากๆ นะครับ”

มารุต สาโรวาท ผู้กำกับการแสดง กล่าวว่า “ดีใจมากๆ ที่ได้มาร่วมงานกับทีมงานนี้เป็นปีที่ 3 เป็นการทำงานที่แปลก แตกต่างจากที่เคยทำมาตรงที่เปิดโอกาสให้น้องๆ เยาวชน ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตละครตั้งแต่แรกเลย ทั้งเรียนการแสดง ช่วยกันระดมความคิดเห็นเพื่อให้ได้บทละครที่จะเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนๆ เยาวชนด้วยกัน อันนี้ก็ท้าทายมากกับการทำบทละครแบบมืออาชีพ ความยากที่สุดของละครเรื่องนี้คือการทำละครเป็นภาษาจีน ครั้งแรกที่นักแสดงพูดจีน บท เพลงประกอบ ทุกอย่างเป็นภาษาจีน ผู้กำกับอย่างเราก็ต้องทำงานหนักเป็น 2-3 เท่า แต่บอกเลยว่า สนุก ท้าทาย เป็นมีความสุขที่ได้ทำละครดีดีมาต่อเนื่อง 3 ปี รู้ว่าเด็กๆ ได้ประโยชน์และเชื่อมั่นว่าผู้ที่ได้รับชมละครในโครงการนี้ก็จะได้ประโยชน์เช่นกันครับ”

ละครต้านทุจริตเรื่อง”ต่างชาติต่างราคา”ผลงานการผลิตละครสร้างสรรค์จากการมีส่วนร่วมของเยาวชน จากทีมนักศึกษามหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ผลิตเป็นละครเยาวชนต้านทุจริตภาษาจีน เป็นครั้งแรก โดยบอกเล่าเรื่องราวกลโกงการค้าที่มักจะมีการหลอกลวงนักท่องเที่ยวและผู้บริโภค นับว่าจะเป็นอีกหนึ่งในสื่อละครที่สามารถสะท้อนปัญหาสังคมในปัจจุบันโดยเฉพาะประเทศที่มีนักท่องเที่ยวมากๆ อย่างประเทศไทย ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับเยาวชนและผู้ชมทั่วประเทศได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังเป็นประเด็นสากล ที่เกิดขึ้นได้ทั่วโลก การนำเสนอเป็นภาษาจีนจึงสามารถสื่อสารการต้านทุจริตไปยังนานาชาติได้เป็นอย่างดี

ละครต้านทุจริตภาษาจีนเรื่อง”ต่างชาติต่างราคา”นอกจากนำแสดงโดยทีมนักศึกษามหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ยังร่วมแสดงโดย แดนนี่ ลูเซียโน่ ,ธีรตา สมใจประสงค์ ,บูชิตา บุตรสามาลี,ผศ.ดร.นริศ วศินานนท์ ผลงานการกำกับการแสดงโดย มารุต สาโรวาท

กองทุนป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (กองทุน ป.ป.ช.) ให้การสนับสนุน บริษัท มหารวย เอ็นเตอร์เทนเมนต์ จำกัด สร้างเครือข่ายเยาวชนไม่ทนคอรัปชันผ่านการแสดงละครสั้น สนับสนุนนักศึกษาร่วมต่อต้านการทุจริตผ่านโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการละครสร้างสรรค์ ต่อต้านการทุจริต เยาวชนไม่ทนคอรัปชัน โดยมีมหาวิทยาลัยเข้าร่วมโครงการ 10 มหาวิทยาลัย เปิดโอกาสให้นักศึกษาจาก 10 มหาวิทยาลัย ผู้ที่เติบโตเป็น

อนาคตของชาติตระหนักถึงความสำคัญของการต่อต้านทุจริตคอรัปชัน ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวและสร้างความเสียหายอย่างมหาศาล โดยทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการปัองกันและแก้ไขปัญหานี้ได้

เชิญรับชมละครภาษาจีนต้านทุจริต โดย ใน ในวันอาทิตย์ที่ 29 มิถุนายน 2568 เวลา 16.30-17.00 น. ทาง  ททบ.5 และทางช่อง TikTok @youthml ร่วมถึงสื่อโซเซียลทุกช่องทาง

สพฐ.ผนึก มรภ.อุดรธานี อบรมศึกษานิเทศก์ พลิกโฉมคุณภาพการศึกษาสู่สากล

สพฐ.ผนึก มรภ.อุดรธานี อบรมศึกษานิเทศก์ พลิกโฉมคุณภาพการศึกษาสู่สากล

สพฐ.ผนึก มรภ.อุดรธานี อบรมศึกษานิเทศก์ พลิกโฉมคุณภาพการศึกษาสู่สากล

วันเสาร์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 19.34 น.

เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2568 ที่ ห้องประชุมไกรสุภา โรงแรมโคราชรีสอร์ท อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีได้จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการศึกษานิเทศก์ ตามโครงการพัฒนาครูต้นแบบในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง เพื่อสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพศึกษานิเทศก์ในการ “พลิกโฉมคุณภาพการศึกษาโดยพัฒนาครูให้มีศักยภาพสอดคล้องกับศตวรรษที่ 21” ด้วยการร่วมพัฒนากระบวนการเรียนรู้ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ไปสู่การสร้างผู้เรียนให้เป็นนวัตกร อันเป็นกิจกรรมสำคัญตามโครงการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (1 อําเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ) ระดับประถมศึกษา ที่จังหวัดนครราชสีมา โดยมีศึกษานิเทศก์เข้าร่วมอบรมจำนวน 105 คน จาก 35 เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง

การอบรมครั้งนี้ นายดำเนิน เพียรค้า ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 ได้เป็นประธานในพิธีเปิดการอบรม โดยกล่าวว่า ศึกษานิเทศก์ผู้ที่มาร่วมรับผิดชอบโครงการนี้จะเป็นกําลังสําคัญในการร่วมขับเคลื่อนการดําเนินงานโปรดให้ความสนใจในสาระสําคัญและเทคนิคกระบวนการที่วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจะได้สร้างความตระหนักรู้ในความสําคัญของการพัฒนาครูตามโครงการนี้ ขอให้ศึกษานิเทศก์ให้ความร่วมมือเรียนรู้จากการอบรมเชิงปฏิบัติการจนเกิดความเข้าใจในเทคนิคกระบวนการการเรียนรู้ด้วยการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps และฝึกลงมือทําจนมีทักษะอย่างเพียงพอที่จะไปมีส่วนร่วมผลักดันการปฏิรูปการเรียนรู้ระดับห้องเรียนด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เป็นการพัฒนานวัตกรรมการสอนของครูให้ส่งผลถึงการสร้างนวัตกรรมของนักเรียน เน้นการเพิ่มพูนมูลค่าทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ด้วย Soft Power ให้เกิดผลจริงเป็นรูปธรรม จนมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าอะไรเป็นไปได้ที่จะเป็นนวัตกรรมที่เกิดจากการทำงานของครู และอะไรจะเป็นไปได้ที่จะเป็นนวัตกรรมของนักเรียนตามโครงการนี้ นั่นคือหากศึกษานิเทศก์สามารถนําความรู้และทักษะที่ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนากิจกรรมการนิเทศอย่างต่อเนื่อง และกิจกรรมเหล่านั้นสามารถส่งผลให้ครูพัฒนาได้ตามเป้าหมายของโครงการฯ กิจกรรม การนิเทศเหล่านั้นก็จะเป็นผลงานสำคัญของศึกษานิเทศก์ได้เช่นกัน

ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหารสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ(พว)อดีตกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา บรรยายพิเศษว่า  หลักสูตรของประเทศไทยรวมถึงหลักสูตรทั่วโลกจะเน้นกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานสากล และประเทศไทยก็มีการบรรจุไว้ในแผนพัฒนาประเทศด้านการศึกษา ขณะเดียวกันกระทรวงศึกษาธิการ ก็ให้เน้นย้ำเรื่องของกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS  5  Steps เช่นกัน แต่ในทางปฏิบัติคนไทยยังเข้าไม่ถึงกระบวนการนี้ การเรียนการสอนจึงเป็นการสอนไปตามรายวิชา ทำให้เด็กยังไม่บรรลุตามเป้าหมาย ขณะที่ในชีวิตจริงของมนุษย์หรือคนทุกคนจะต้องไปอยู่ในสถานการณ์ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง โดยกระบวนการเรียนรู้แบบ Active Learning ผ่านกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS  5  Steps จะเป็นการเรียนรู้ผ่านกระบวนการและหลักการ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำกระบวนการและหลักการไปใช้ได้ในทุกสถานการณ์ทุกวิถีชีวิต และพัฒนาต่อเนื่องอย่างไม่หยุดยั้งไม่มีวันลืม

ดร.เอกราช ดีนาง รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ปฏิบัติราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี กล่าวว่า โครงการนี้มีวัตถุประสงค์หลักที่สำคัญ คือ การพัฒนาหลักสูตร Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เพื่อให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้ปรับรูปแบบการจัดการเรียนการสอนพัฒนารูปแบบการ จัดการเรียนการสอนนำไปสู่การให้เด็กมีกระบวนการคิดขั้นสูง และท้ายที่สุดเด็กจะสามารถสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง หลังจากพัฒนาหลักสูตรสำเร็จแล้วจะเป็นการจัดอบรมครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อนำรูปแบบ Active Learning ไปใช้ในการปฏิบัติในชั้นเรียน จากนั้นจะเป็นการคัดเลือกครูต้นแบบเพื่อถอดบทเรียนการเรียนรู้และนำไปสู่การสร้างต้นแบบของการเรียนรู้และขยายผลต่อไป เพื่อให้การจัดการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ดร.เอกราช กล่าวต่อไปว่า กลุ่มเป้าหมายการพัฒนาครูต้นแบบในโครงการจะแบ่งเป็น 2 กลุ่มที่สำคัญ คือ 1.ครู และบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งจะเป็นผู้นำแนวคิดในเรื่องของ Active Learning ไปใช้ในห้องเรียน  และอีกกลุ่มที่สำคัญมากคือ  ศึกษานิเทศก์ ซึ่งจะเป็นผู้นำกลไกเชิงกระบวนการและนโยบายต่าง ๆ ไปสู่การปฏิบัติ ดังนั้นศึกษานิเทศก์จะต้องเป็นผู้ทำหน้าที่ในการเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้ไปเป็นวิธีปฏิบัติและเป็นโค้ชในการให้คำปรึกษา อำนวยการเรียนรู้ให้ครู นำเรื่องของ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Stepsไปใช้ในห้องเรียน เพื่อยกระดับผู้เรียนให้เป็นนวัตกรการเรียนรู้ได้ในที่สุด

‘ดร.มหานิยม’ผู้ช่วยรัฐมนตรีฯ เตรียมสานต่องานเผยแพร่พระพุทธศาสนาสู่เยาวชนทั่วไทย

'ดร.มหานิยม'ผู้ช่วยรัฐมนตรีฯ เตรียมสานต่องานเผยแพร่พระพุทธศาสนาสู่เยาวชนทั่วไทย

‘ดร.มหานิยม’ผู้ช่วยรัฐมนตรีฯ เตรียมสานต่องานเผยแพร่พระพุทธศาสนาสู่เยาวชนทั่วไทย

วันเสาร์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 17.34 น.

‘ดร.มหานิยม’ผู้ช่วยรัฐมนตรีฯ เตรียมสานต่องานเผยแพร่พระพุทธศาสนาสู่เยาวชนทั่วไทย

คณะกรรมการการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งชาติ จัดประชุมใหญ่ประจำปีพิจารณาแผนงานสำคัญเพื่อผลักดันการเผยแพร่พระพุทธศาสนา ดร.นิยม เวชกามา หรือ “ดร.มหานิยม” ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่แทน รศ.ชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รับไม้ต่อเตรียมผลักดันเยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเผยแพร่พระพุทธศาสนา

คณะกรรมการการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งชาติ จัดการปราชุมประจำปี ครั้งที่ 2/2568 โดยมีพระพรหมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร อุปนายกสภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ประธานศูนย์พระปริยัตินิเทศก์แห่งคณะสงฆ์  เป็นประธาน โดยมี ดร.นิยม เวชกามา หรือ “ดร.มหานิยม” ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่แทน รศ.ชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมประชุมพร้อมด้วยผู้แทนภาคส่วนต่างๆ เช่น ผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการ , ผู้แทนกระทรวงมหาดไทย ,ผู้แทนกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม , ผู้แทนกรมประชาสัมพันธ์ และพระเถระผู้ใหญ่ในคณะกรรมการฯ เป็นต้น

โดยที่ประชุมได้พิจารณาโครงการต่างๆ ที่คณะกรรมการได้ดำเนินการไปแล้ว เช่น โครงการอบรมด้าน AI และการผลิตสื่อดิจิตัล ให้กับแกนนำพระภิกษุสงฆ์ซึ่งได้รับความสนใจและสำเร็จด้วยดี โดยจะมีการทำเป็นหนังสือคู่มือเพื่อเผยแพร่ต่อไป โดยท่านพระพรหมบัณฑิต ประธานในที่ประชุมได้กล่าวชื่นชมและฝากนำเสนอให้กลุ่มเด็กเยาวชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการเผยแพร่พระพุทธศาสนาต่อไป โดย ดร.นิยม เวชกามา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่แทน รศ.ชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้มีแนวคิดที่จะไปสานต่อทำโครงการอื่นๆ เพิ่มเติมเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กเยาวชนทั่วประเทศ ได้เข้ามามีบทบาทในการช่วยเผยแพร่หลักธรรม คำสั่งสอนดีดีในพระพุทธศาสนาให้เข้าถึงเด็กเยาวชน ส่งต่อไปยังครอบครัว และประชาชนทั่วประเทศผ่านการใช้สื่อโซเซียลที่เด็กเยาวชนเก่งและถนัดอยู่แล้วต่อไป นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้พิจารณาโครงการสืบสานงานพ่อต่อยอดทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย เพื่อให้โครงการเดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมหารือการเตรียมงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2–4 กรกฎาคมนี้ ที่หอประชุมพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม สำหรับกิจกรรมตลอด 3 วัน มีทั้งพิธีทางศาสนาและการมอบรางวัลสำคัญ โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากพุทธศาสนิกชนและองค์กรเอกชน รวม 9 ล้านบาท ในจำนวนนี้ท่านเจ้าคุณพระพรหมวชิระคุณาธาร เจ้าอาวาสวัดศรีสุดาราม บริจาคค่าอาหารเตรียมงานและข้าวกล่องตลอดงานกว่า 4 ล้านบาท โดยมีกำหนดการสำคัญๆ ดังนี้

วันที่ 2 กรกฎาคม 2568

นายเกษม วัฒนชัย องคมนตรี เป็นประธานจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย พระสงฆ์ 10 รูปเจริญพุทธมนต์ ถวายผ้าไตรพระราชทาน และสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ มอบโล่รางวัลโครงการวัดประชารัฐสร้างสุข ต้นแบบระดับประเทศและจังหวัด พร้อมเกียรติบัตรแก่เครือข่าย

วันที่ 3 กรกฎาคม 2568

พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท องคมนตรี เป็นประธานในพิธี มีการสวดมนต์ภาษากลุ่มชาติพันธุ์และภาษาอังกฤษ การเสวนาวิชาการเรื่องทุนเล่าเรียนหลวง โดยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย มกุฏราชวิทยาลัย และสำนักงานแม่กองบาลีสนามหลวง พร้อมมอบรางวัลจากสมเด็จพระมหาธีราจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม และพลอากาศเอกชลิต พุกผาสุก องคมนตรี

วันที่ 4 กรกฎาคม 2568

รศ.ชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี เจ้าคณะใหญ่หนกลาง มอบรางวัลหมู่บ้านต้นแบบรักษาศีล 5 ระดับประเทศ ระดับภาค พระวิปัสสนาดีเด่น พระอาจารย์ด้านกรรมฐาน และรางวัลศิลปะพื้นถิ่น

เวลา 15.00 น. วันเดียวกัน พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นประธานพิธีปิด โดยพระพรหมบัณฑิต แสดงปาฐกถาธรรม “การสืบสานงานพ่อ” จากนั้นผู้ร่วมงานเคลื่อนขบวนไปเวียนเทียนรอบองค์พระประธานพุทธมณฑล เป็นอันเสร็จพิธีในเวลา 16.00 น.

โครงการนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการสืบสานพระราชปณิธาน “ทุนเล่าเรียนหลวง” ส่งเสริมพระพุทธศาสนา และสร้างความสามัคคีในหมู่พุทธบริษัททั่วประเทศ.

‘พตส.รุ่นที่14’ของ กกต. ร่วมแสดงความยินดี‘จำนง ศรีสงคราม’ประธานฯรุ่นสมัยที่2

‘พตส.รุ่นที่14’ของ กกต. ร่วมแสดงความยินดี‘จำนง ศรีสงคราม’ประธานฯรุ่นสมัยที่2

‘พตส.รุ่นที่14’ของ กกต. ร่วมแสดงความยินดี‘จำนง ศรีสงคราม’ประธานฯรุ่นสมัยที่2

วันเสาร์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 11.18 น.

‘พตส.รุ่นที่14’ของ กกต. ร่วมแสดงความยินดี‘จำนง ศรีสงคราม’ประธานฯรุ่นสมัยที่2

28 มิถุนายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ครัวเรือนไทย แจ้งวัฒนะฯ กทม. วานนี้ (27มิถุนายน) ดร.วราภัสร์ ไพพรรณรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา ประธานกมธ.พัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการด้อยโอกาส และความหลากหลายทางสังคม ร่วมแสดงความยินดีในโอกาสที่นางจำนง ศรีสงคราม ได้รับความไว้วางใจจากสมาชิกพตส.รุ่นที่14 ของ กกต. เลือกให้เป็น ประธานรุ่น พตส.14 สมัยที่ 2 พร้อมกันนี้

ในฐานะประธานกลุ่ม1เลือกตั้งโปร่งใส พตส.รุ่นที่14ของ กกต.ได้นำคณะร่วมอวยพรสุขสันต์วันเกิดให้กับสมาชิกฯด้วย