มจร.เปิดตัว ‘เหลาครอบครัว Family Talk’ เวทีสร้างครอบครัวพลังบวกด้วยหลักธรรม เริ่ม 24 ก.ค.นี้

มจร.เปิดตัว 'เหลาครอบครัว Family Talk' เวทีสร้างครอบครัวพลังบวกด้วยหลักธรรม เริ่ม 24 ก.ค.นี้

มจร.เปิดตัว ‘เหลาครอบครัว Family Talk’ เวทีสร้างครอบครัวพลังบวกด้วยหลักธรรม เริ่ม 24 ก.ค.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.37 น.

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จัดงานแถลงข่าวประชาสัมพันธ์ รายการ “เหลาครอบครัว Family Talk”

โครงการสื่อสารกิจกรรมและจัดเวทีกลางสื่อสารให้ความรู้แก่ภาคีเครือข่ายภายใต้โครงการพัฒนาครอบครัวคุณธรรมพลังบวก Positive Parenting ในสังคมไทย ผ่านสื่อออนไลน์ในรายการ “เหลาครอบครัว Family Talks”

โดยวันที่ 3 กรกฎาคม 2568 เวลา 10.00 – 12.00 น. ณ อาคารพระพรหมบัณฑิต วิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ (IBSC) มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้จัดงานแถลงข่าวประชาสัมพันธ์เปิดตัวรายการ “เหลาครอบครัว Family Talk” พร้อมเวทีเสวนา โดยมีพระครูสมุห์วชิรวิชญ์ ฐิตวํโส ดร., ผู้อำนวยการวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน, เสวนาเหลาครอบครัว โดย รศ.นพ.สุรยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน), รศ.ดร.พรรณระพี สุทธิวรรณ, ผู้อำนวยการ (ฝ่ายวิชาการ)​ศูนย์จิตวิทยาพัฒนาการและความสัมพันธ์ระหว่างวัย คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ นางนุชจารี คล้ายสุวรรณ นายกสมาคมผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย ดำเนินรายการโดย ผศ.ดร.ขันทอง วัฒนะประดิษฐ์ โดยในงานมีเครือข่ายการศึกษา ภาคประชาสังคม ชุมชน มาร่วมเป็นสักขีพยาน

รายการ: “เหลาครอบครัว Family Talks” มีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นพื้นที่กลางในการสื่อสารสร้างความรู้และความเข้าใจกับพ่อ แม่ ผู้ปกครอง ในการสื่อสารกับเด็กและเยาวชนสร้างครอบครัวพลังบวก เป็นพื้นที่กลางให้กับแกนนำ พี่เลี้ยงชุมชนครอบครัวพลังบวก และเครือข่ายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์และการเสริมพลังใจในการทำงานเพื่อสังคม เป็นพื้นที่การเรียนรู้ของนักวิจิตวิทยารุ่นใหม่และผู้ให้คำปรึกษาเพื่อนครอบครัวมีส่วนร่วมสร้างครอบครัวพลังบวกในสังคมไทย และเป็นพื้นที่ส่งเสริมสนับสนุนการนำหลักคำสอนทางศาสนามาใช้ในการส่งเสริมครอบครัวพลังบวกในสังคมไทย

โดยมีกลุ่มเป้าหมาย พ่อ แม่ ผู้ปกครอง และประชาชนทั่วไป แกนนำพี่เลี้ยงชุมชนครอบครัวพลังบวก เครือข่ายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมครอบครัวพลังบวก ทั้งหน่วยงานในระดับท้องถิ่น ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เครือข่ายนักวิชาการด้านจิตวิทยา นักจิตวิทยารุ่นใหม่ นักการศาสนา จากมหาวิทยาลัยต่างๆ

จะถ่ายทอดสดผ่านระบบออนไลน์ YouTube และเพจของโครงการ จำนวนตอน​ 14 ตอน โดยออกอากาศรายการทุกเย็นวันพฤหัส เวลา 18.00 -19.30 (พิเศษเดือนสิงหาคมเป็นต้นไป ทุกสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนจะออกอากาศในวันพุธ เริ่มวันที่ เริ่มตอนแรก 24 ก.ค.นี้เป็นต้นไป

เนื้อหารายการประกอบด้วย

ช่วงที่ 1 เหลาเรื่องเล่า : เป็นพื้นที่กลางในการสื่อสารสร้างความรู้และความเข้าใจกับพ่อ แม่ ผู้ปกครอง ในการสื่อสารกับเด็กและเยาวชนสร้างครอบครัวพลังบวก
ช่วงนี้เน้นการนำเสนอเนื้อหาหลักจากผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาและครอบครัวในประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับการสื่อสาร การเข้าใจพัฒนาการเด็ก การแก้ไขปัญหาในครอบครัว โดยเน้นให้เกิดความรู้และความเข้าใจที่นำไปใช้ได้จริงสำหรับพ่อแม่ ผู้ปกครอง และประชาชนทั่วไป
 
ช่วงที่ 2 พลังบวกส่งต่อ : เป็นพื้นที่กลางให้กับแกนนำ พี่เลี้ยงชุมชนครอบครัวพลังบวก และเครือข่ายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์และการเสริมพลังใจในการทำงานเพื่อสังคมช่วงนี้จะเป็นเวทีสำหรับแขกรับเชิญพิเศษ เช่น แกนนำชุมชน พี่เลี้ยงครอบครัวพลังบวก หรือตัวแทนจากหน่วยงานเครือข่าย ให้มาแบ่งปันประสบการณ์จริง ความสำเร็จ ความท้าทาย และแนวทางปฏิบัติที่ช่วยให้เกิดครอบครัวพลังบวกในชุมชน รวมถึงการเสริมพลังใจให้แก่ผู้ทำงานเพื่อสังคม
 
ช่วงที่ 3 Family Coach ตอบโจทย์ :  ช่วงนี้จะเน้นบทบาทของ Family Coach ในการ ให้คำปรึกษา และ พัฒนาทักษะ โดยผู้ชมสามารถถามตอบแลกเปลี่ยนกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อเจาะลึกเทคนิคการโค้ช/หลักจิตวิทยาบางอย่างที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง และสร้างพื้นที่เรียนรู้และพัฒนาทักษะสำหรับ นักจิตวิทยารุ่นใหม่ ผู้ให้คำปรึกษาเพื่อนครอบครัวในการมีส่วนร่วมสร้างครอบครัวพลังบวกในสังคมไทย
 
ช่วงที่ 4 สร้างฐานแห่งรักด้วยธรรม (ทำ) : เป็นพื้นที่ส่งเสริมสนับสนุนการนำหลักคำสอนทางศาสนามาใช้ในการส่งเสริมครอบครัวพลังบวกในสังคมไทยช่วงนี้จะนำเสนอการประยุกต์ใช้หลักคำสอนหรือคุณธรรมจากศาสนาต่างๆ ที่สามารถนำมาใช้ในการสร้างความสุข ความเข้าใจ และสันติสุขในครอบครัว สามารถติดตามรับชมสดผ่านช่องทางยูทูป เฟสบุคส์ ติ๊กต๊อก พิมพ์คำว่า เหลาครอบครัว Family Talk

องคมนตรีมอบรางวัล Thailand Moral Awards 2024 ยกย่องต้นแบบเสริมพลังสังคมคุณธรรม

องคมนตรีมอบรางวัล Thailand Moral Awards 2024 ยกย่องต้นแบบเสริมพลังสังคมคุณธรรม

องคมนตรีมอบรางวัล Thailand Moral Awards 2024 ยกย่องต้นแบบเสริมพลังสังคมคุณธรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 13.46 น.

องคมนตรีมอบรางวัล Thailand Moral Awards 2024 ยกย่องต้นแบบเสริมพลังสังคมคุณธรรม

2 กรกฎาคม 2568 ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) จัดพิธีมอบรางวัล “Thailand Moral Awards 2024” ครั้งที่ 5 ณ หอศิลป์แห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม โดยได้รับเกียรติจาก พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นประธานในพิธีและมอบรางวัลให้แก่บุคคล ชุมชน องค์กร และสื่อ ที่เป็นต้นแบบแห่งคุณธรรม รวม 166 รางวัล เพื่อส่งเสริมแรงบันดาลใจและยกระดับคุณค่าความดีในสังคมไทย

ในพิธีได้รับเกียรติจากหลายภาคส่วนร่วมแสดงความยินดี อาทิ นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานกรรมการศูนย์คุณธรรม และ รศ. นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม เข้าร่วมแสดงพลัง พร้อมเปิดตัว Moral Ambassador ได้แก่ คุณสายสุนีย์ จ๊ะนะ และเรืออากาศตรีหญิง จันทร์แจ่ม สุวรรณเพ็ง สองนักกีฬาที่ขับเคลื่อนสังคมด้วยพลังด้านความอดทน มุ่งมั่น ทุ่มเท

พร้อมกันนี้ศูนย์คุณธรรมยังได้มอบรางวัลเชิดชูเกียรติพิเศษแด่ นางสาวปลื้มจิตร์ ถินขาว และเรืออากาศโทหญิง พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ อดีตนักกีฬาทีมชาติไทย เพื่อยกย่องความมุ่งมั่นและคุณธรรมที่สร้างแรงบันดาลใจแก่เยาวชนและสังคม

ทั้งนี้รางวัล Thailand Moral AWards 2024 ในปีนี้ แบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ประเภทสื่อ 69 รางวัล ประเภทบุคคล 58 รางวัล และประเภทชุมชนและองค์กร 39 หน่วยงาน

รางวัลทั้งหมดผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และชื่อของผู้ได้รับรางวัลจะถูกจารึกไว้ใน Hall of Fame บนเว็บไซต์ศูนย์คุณธรรม

#TMA2024 #Thailandmoralawards2024 #Thailandmoralawards #ศูนย์คุณธรรม #ทำดีไม่ต้องเดี๋ยว #คนดีมีพื้นที่ยืน #ความดีมีพื้นที่ในสังคม #กระทรวงวัฒนธรรม ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : ศูนย์คุณธรรม Moral Center Thailand , YouTube : Moral Channel

‘สาธิตจุฬาฯ’ร่วม’ยูนิโคล่’ สานต่อโครงการ Happy Gloves เพื่อเด็กพิการทางสมอง จากการคิดค้นของนวัตกรเยาวชนไทย

'สาธิตจุฬาฯ'ร่วม'ยูนิโคล่' สานต่อโครงการ Happy Gloves เพื่อเด็กพิการทางสมอง จากการคิดค้นของนวัตกรเยาวชนไทย

‘สาธิตจุฬาฯ’ร่วม’ยูนิโคล่’ สานต่อโครงการ Happy Gloves เพื่อเด็กพิการทางสมอง จากการคิดค้นของนวัตกรเยาวชนไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 10.48 น.

สาธิตจุฬาฯ ร่วมกับ ยูนิโคล่ สานต่อโครงการ Happy Gloves เพื่อเด็กพิการทางสมอง จากการคิดค้นของนวัตกรเยาวชนไทย พร้อมส่งมอบถุงมือจำนวน 1,000 ชุด ให้แก่โรงพยาบาลจุฬาฯ และ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

วันพุธที่ 2 กรกฎาคม 2568 โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม ร่วมกับ บริษัท ยูนิโคล่ (ประเทศไทย) จัดงานแถลงข่าวกิจกรรมด้านความยั่งยืน ร่วมต่อยอดโครงการ Happy Gloves “ถุงมือปันสุข เพื่อน้อง เพื่อโลก” พร้อมส่งมอบถุงมือจำนวน 1,000 ชุด ให้แก่โรงพยาบาลจุฬาฯ และ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์แก่เด็กพิการทางสมอง

โดยในงานแถลงข่าว ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้เกียรติเป็นประธานร่วมกล่าวแสดงความยินดีกับการพัฒนาโครงการ Happy Gloves “ถุงมือปันสุข เพื่อน้อง เพื่อโลก” คุณโยชิทาเกะ วาคากุวะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยูนิโคล่ (ประเทศไทย) ร่วมกล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการสนับสนุนโครงการนี้ พร้อมทั้งได้เชิญ ศาสตราจารย์ พญ.กัญญา ศุภปิติพร หัวหน้าภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ หัวหน้าฝ่ายกุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และ คุณอมรศรี รัศมิทัต ผู้อำนวยการกองคุ้มครองสวัสดิภาพและพัฒนาคนพิการ เข้ารับมอบถุงมือพร้อมกับกล่าวถึงคุณประโยชน์ของถุงมือ Happy Gloves ที่ทางโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม และ ยูนิโคล่ ได้มอบให้แก่เด็กพิการทางสมองในประเทศไทย

จากนั้น อาจารย์จีระศักดิ์ จิตรโรจนรักษ์ หัวหน้าศูนย์นวัตกรรมโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ นางสาวณิชมน สุภัทรเกียรติ ผู้แทนนักเรียนผู้คิดค้นพัฒนาโครงการกล่าวถึงจุดเริ่มต้นในการคิดค้นนวัตกรรม ถุงมือ Happy Gloves สู่การส่งเสริมและต่อยอดโครงการ ซึ่งเป็นโครงการนวัตกรรมที่คิดค้นและพัฒนาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม

ผู้ป่วยเด็กพิการทางสมอง หรือ Cerebral Palsy เป็นโรคความผิดปกติทางระบบประสาทที่เกิดในทารกและเด็กเล็ก ส่งผลต่อพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย และมักมีอาการเกร็ง จนอาจทำให้เกิดความเจ็บปวดกระดูกและข้อต่อผิดรูป ผู้ป่วยเด็กเหล่านี้จึงต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์และทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มทักษะในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก และการช่วยเหลือตัวเองในชีวิตประจำวัน ปัจจุบันมีเด็กพิการทางสมองประมาณ อัตรา 0.61 ต่อ 1,000 คน ต่อประชากรเด็กเกิดใหม่ หรือ ประมาณ 6,600 – 12,600 คน (จากค่าเฉลี่ย 0.61)* แต่อุปกรณ์ในการช่วยเหลือเด็กพิการกลุ่มนี้ยังมีน้อยอยู่มาก และยังคงต้องการความช่วยเหลือสำหรับผู้ป่วยเด็กพิการทางสมองในทุกด้านอีกมาก

นางสาวไอริณรยา โสตางกูร ตัวแทนผู้รับผิดชอบโครงการ Happy Gloves “ถุงมือปันสุข เพื่อน้อง เพื่อโลก” เล่าถึงที่มาของโครงการนี้ว่า “โครงการ Happy Gloves ริเริ่มคิดค้นพัฒนาขึ้นจากทีมทั้ง 4 คน (นางสาวณิชมน สุภัทรเกียรติ, นางสาวไอริณรยา โสตางกูร, นายศุภวิชญ์ วรรณดิลก, นายสุภชีพ สหกิจรุ่งเรือง) ตั้งแต่เรียนอยู่ชั้น ป.5 ที่โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม ภายใต้การดูแลของ อาจารย์จีระศักดิ์ จิตรโรจนรักษ์ หัวหน้าศูนย์นวัตกรรมโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ เพื่อเข้าประกวดโครงงานนวัตกรรมเพื่อช่วยเหลือคนพิการ ทำให้ได้เรียนรู้ถึงความต้องการและปัญหาของเด็กพิการทางสมอง ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข เราจึงได้ร่วมกันคิดค้นและออกแบบอุปกรณ์ถุงมือเพื่อช่วยลดการเกร็ง ที่เล็บจะจิกเข้าไปในฝ่ามือ ทำให้เกิดรอยแผล หรือทำให้มือเปื่อย และป้องกันข้อมือหัก จากนั้นเราจึงนำถุงมือต้นแบบไปทดลองใช้งานจริงกับน้องผู้พิการทางสมองผ่านทางศูนย์การเรียนรู้คนพิการแม่นกและโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เพื่อเก็บข้อมูลและนำมาปรับปรุงจนเป็นถุงมือต้นแบบที่เหมาะสมกับเด็กพิการทางสมอง และช่วยลดการเกร็งของมือได้จริง หลังจากที่น้อง ๆ ได้ลองถุงมือ น้อง ๆ มีความสุขขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเวลาที่มีของเล่นอยู่ในมือ เนื่องจากมีการสร้างสรรค์อุปกรณ์รักษาในรูปแบบของเล่นประกอบไปด้วยด้วยเหล็กตามข้อมือเพื่อบรรเทาอาการเกร็ง และมีตุ๊กตาตรงกลางรองรับเวลาที่นิ้วจิกเข้าไป ทำให้ไม่เกิดบาดแผล และลดอาการเกร็ง ถุงมือเป็นแบบฟรีไซส์ น้อง ๆ สามารถใช้ได้กับทุกช่วงวัย และเมื่อน้องมีอาการเกร็งมาก ๆ จะมีเสียงสัญญาณดังขึ้นมา เพื่อให้ผู้ที่ดูแลได้รับรู้ว่าตอนนี้น้องมีอาการบีบเกร็งอยู่ จะได้มาดูแลน้องได้ทันเวลาและยังเป็นของเล่นที่สร้างความสุขพร้อมส่งเสริมพัฒนาการการเรียนรู้ของเด็กพิการทางสมองทั้งทางด้านอารมณ์สังคม และสติปัญญา เราทั้ง 4 คนยินดีเป็นอย่างมากที่นวัตกรรมของเราสร้างความสุขให้เด็กพิการทางสมอง ทำให้น้องๆ ยิ้มได้อีกครั้ง และเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยจริง ๆ”

คุณโยชิทาเกะ วาคากุวะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยูนิโคล่ (ประเทศไทย) เผยถึงการสนับสนุนโครงการ Happy Gloves “ถุงมือปันสุข เพื่อน้อง เพื่อโลก” ว่า “ยูนิโคล่สานต่อพันธกิจด้านความยั่งยืนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง รวมถึงความร่วมมือล่าสุดกับโครงการ Happy Gloves “ถุงมือบันสุข เพื่อน้อง เพื่อโลก” ของทางโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม ที่ยูนิโคล่ให้การสนับสนุนเสื้อผ้าที่ได้รับบริจาคจากลูกค้ายูนิโคล่ทั่วประเทศผ่านโครงการ RE.UNIQLO เพื่อบริจาคให้กับผู้ที่ขาดแคลน และในส่วนของเสื้อผ้าที่ไม่สามารถนำไปบริจาคได้ ยูนิโคล่ได้นำมารีไซเคิลเป็นผ้าใหม่เพื่อ ยืดอายุการใช้งาน และมอบให้เป็นวัสดุหลักสำหรับผลิตถุงมือ Happy Gloves เพื่อเด็กพิการทางสมอง พร้อมส่งมอบถุงมือ จำนวน 1,000 ชุด ให้แก่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อมอบให้แก่เด็กพิการทางสมองที่ต้องการต่อไป ยูนิโคล่ยังคงให้การสนับสนุนสังคมไทยผ่านหลักปรัชญาไลฟ์แวร์ และพร้อมที่จะต่อยอดพันธกิจด้านความยั่งยืนของเราผ่านการร่วมมือกับพันธมิตรในอนาคตเพื่อสร้างสังคมไทยที่แข็งแกร่งและ น่าอยู่ไปด้วยกัน”

ติดตามโครงการ Happy Gloves “ถุงมือปันสุข เพื่อน้อง เพื่อโลก” ได้ที่ https://www.facebook.com/HappyCPGloves/

– 006

EXIM BANK บันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล’พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว’ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

EXIM BANK บันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล'พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว' เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

EXIM BANK บันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล’พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว’ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

วันพุธ ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 10.39 น.

EXIM BANK บันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล”พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว” เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

นายบัณฑิต สะเพียรชัย นำคณะผู้บริหาร EXIM BANK บันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 เพื่อแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ณ สถานีโทรทัศน์ ช่อง 9 MCOT HD เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2568

– 006

พัฒนากลไก..หนุนเสริมขับเคลื่อน ‘ครูรัก(ษ์)ถิ่น’ ภาคเหนือตอนล่าง

พัฒนากลไก..หนุนเสริมขับเคลื่อน ‘ครูรัก(ษ์)ถิ่น’ ภาคเหนือตอนล่าง

พัฒนากลไก..หนุนเสริมขับเคลื่อน ‘ครูรัก(ษ์)ถิ่น’ ภาคเหนือตอนล่าง

วันพุธ ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เมื่อไม่นานมานี้ โครงการพัฒนากลไกหนุนเสริมการดำเนินงานพัฒนาโรงเรียนคุณภาพของชุมชน ครูรัก(ษ์)ถิ่น 4 ภูมิภาค จัดประชุมเชิงปฏิบัติการผู้บริหารและครูแกนนำภาคเหนือตอนล่าง (Q-Leadership, Q-Learning) สำหรับโรงเรียนในโครงการครูรักษ์ถิ่น ปี 2567 – 2568  ที่สอดคล้องกับความก้าวหน้าในวิชาชีพตามเกณฑ์ ว.PA ณ โรงแรมเรือนแพ รอยัล ปาร์ค จ.พิษณุโลก

โดยได้รับเกียรติจาก ดร.วีระ แข็งกสิการ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ วิทยากรผู้มีอุดมการณ์แห่งความเป็นครู ได้บรรยายในหัวข้อ “การพัฒนาโรงเรียนครูรัก(ษ์)ถิ่น ให้มีคุณภาพ ครูเพื่อศิษย์สู่โรงเรียนแห่งการเรียนรู้” และร่วมอภิปรายแนวทางการพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษา และวิทยากร ดร.ศุภโชค ปิยะสันติ์ คณะอนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการสร้างโอกาสทางการศึกษาสำหรับนักเรียนในพื้นที่ห่างไกลเป็นครูรุ่นใหม่เพื่อพัฒนาคุณภาพโรงเรียนของชุมชน(ครูรัก(ษ์)ถิ่น) ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ที่ปรึกษาโครงการและคณะ โดยโครงการดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย บริหารและครูแกนนำโรงเรียน และทีมหนุนเสริมภาคเหนือตอนล่าง 5 จังหวัด จำนวน 130 คน ทั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นายวัลลภ โตวรานนท์  รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิษณุโลก เขต 1 ให้เกียรติมาเป็นประธานเปิดการประชุมและบรรยายพิเศษ

การเตรียมความพร้อมของโรงเรียนคุณภาพของชุมชน (ครูรัก(ษ์)ถิ่น) 4 ภูมิภาคนี้มีความสำคัญและจำเป็นอย่างมาก เป็นการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนทั้งระบบอย่างต่อเนื่อง เป็นการขับเคลื่อนร่วมกันของกลุ่มเครือข่ายโรงเรียนในพื้นที่(Cluster) โดยใช้กลไกสำคัญที่ประกอบด้วยกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Q-PLC) ซึ่งเป็นกระบวนการเสริมสร้างพลังการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างกลุ่มครูทั้งในระดับโรงเรียนและเครือข่าย เป็นชุมชนการเรียนรู้ที่เข้มแข็ง จนนำไปสู่เป้าหมายการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ (Q-Learning) โดยอาศัยภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหาร (Q–Leadership) มาขับเคลื่อนการพัฒนาโรงเรียนโดยมีเป้าหมายชัดเจน

ประธานองคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ ไปในพิธีทบทวนคำปฏิญาณ-สวนสนามของลูกเสือ ปี 2568

ประธานองคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ ไปในพิธีทบทวนคำปฏิญาณ-สวนสนามของลูกเสือ ปี 2568

ประธานองคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ ไปในพิธีทบทวนคำปฏิญาณ-สวนสนามของลูกเสือ ปี 2568

วันอังคาร ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 18.02 น.

วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 เวลา 17.00 น.  ที่สนามศุภชลาศัยกรีฑาสถานแห่งชาติ สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ จัดสวนสนามในงานวันคล้ายวันสถาปนาคณะลูกเสือแห่งชาติ ครบ 114 ปี พร้อมพิธีทบทวนคำปฏิญาณ เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระผู้พระราชทานกำเนิดลูกเสือไทย  และเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประมุขของคณะลูกเสือแห่งชาติ

โดยมี พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นประธานในพิธีทบทวนคำปฏิญาณและสวนสนามลูกเสือกรุงเทพมหานคร เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาคณะลูกเสือแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2568 เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้พระราชทานกำเนิดลูกเสือไทย และแสดงความจงรักภักดีแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประมุขของคณะลูกเสือแห่งชาติ

สำหรับการสวนสนามจะมีกองลูกเสือ กองเนตรนารี ร่วมเดินสวนสนาม จำนวน 7 ขบวน รวม 131 กอง รวมจำนวนทั้งสิ้น 4,192 คน ประกอบด้วย กองลูกเสือ กองเนตรนารี ที่ชนะเลิศการประกวดทักษะลูกเสือ เนตรนารี “Scout Skill Challenge” ระดับจังหวัด จำนวน 77 กอง และผู้แทนกองลูกเสือ กองเนตรนารี 4 ประเภท กองลูกเสือ กองเนตรนารีเหล่าสมุทร กองลูกเสือ กองเนตรนารี เหล่าอากาศ ผู้แทนจากสมาคม และสโมสรลูกเสือ จำนวน 54 กอง ขณะเดียวกันจะมีการประกาศและมอบรางวัล การประกวดทักษะลูกเสือ เนตรนารี “Scout Skill Challenge” ระดับประเทศ รวมถึงรางวัลพิเศษสำหรับกองลูกเสือที่เข้าร่วมกิจกรรม

Thai PBS Verify Talk: #ฟีดนี้ไม่มีข่าวลวง ระดม 13 ผู้เชี่ยวชาญต่อต้านข่าวปลอม ยกระดับสังคมรู้เท่าทันสื่อและ AI

Thai PBS Verify Talk: #ฟีดนี้ไม่มีข่าวลวง ระดม 13 ผู้เชี่ยวชาญต่อต้านข่าวปลอม ยกระดับสังคมรู้เท่าทันสื่อและ AI

Thai PBS Verify Talk: #ฟีดนี้ไม่มีข่าวลวง ระดม 13 ผู้เชี่ยวชาญต่อต้านข่าวปลอม ยกระดับสังคมรู้เท่าทันสื่อและ AI

วันอังคาร ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 12.03 น.

เปิดเวที “Thai PBS Verify Talk: #ฟีดนี้ไม่มีข่าวลวง” ระดม 13 ผู้เชี่ยวชาญต่อต้านข่าวปลอม ตีแผ่สังคมยุค AI สงครามข้อมูล ข่าวลวงหลอก Deepfake ภัยเงียบจาก AI ต้องแยกแยะ และเสริมทักษะเท่าทัน ชี้ “Thai PBS” สื่อที่น่าเชื่อถือ ปกป้อง/ตรวจสอบความจริง ฟื้นฟูความไว้วางใจ ตอกย้ำ Thai PBS Verify เครื่องมือตรวจสอบข่าวลวง ยกระดับสังคม เท่าทันสื่อ-AI ไม่ตกเป็นเหยื่อ

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส โดยสำนักสื่อดิจิทัล จัดงาน “Thai PBS Verify Talk: #ฟีดนี้ไม่มีข่าวลวง” ซึ่งตรงกับ “วันโซเชียลมีเดีย” (Social Media Day) ในวันที่ 30 มิ.ย. 2568 เพื่อเปิดพื้นที่ให้ภาคีเครือข่ายด้านการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวทางการทำงาน สร้างสังคมข้อมูลข่าวสารที่ปลอดภัย น่าเชื่อถือ เป็นเกราะภูมิคุ้มกัน “ข่าวลวง” ที่แพร่ระบาดบนทุกหน้าฟีดของโซเชียลมีเดีย และเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง โดยมี 13 ผู้เชี่ยวชาญต่อต้านข่าวปลอม ร่วมขึ้นเวทีทอล์กบรรยายใน 12 หัวข้อ ภายในงานมีสื่อมวลชน นักวิชาการ นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจเข้าร่วมจำนวนมาก

รศ. ดร.วิลาสินี พิพิธกุล ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. กล่าวว่า งาน “Thai PBS Verify Talk: #ฟีดนี้ไม่มีข่าวลวง” เป็นกระบวนการทำงานที่สามารถยกระดับสร้างความโปร่งใส่ เป็นธรรม และความรับผิดชอบในยุค AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์ เพราะ AI ไม่ใช่นวัตกรรมอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของสิทธิ เสรีภาพ และความเท่าเทียม ปัจจุบันเราอยู่ในยุคที่ AI มีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็น “อิทธิพลเงียบ” ในชีวิตประจำวัน เกี่ยวพันกับปากท้อง รายได้ และถูกห้อมล้อมในห้องแห่งเสียงสะท้อน (Echo chamber) การมองความจริงมีความซับซ้อนความไม่แน่นอน ไม่วางใจต่อสถาบันการเมือง เปราะบางขึ้นทุกที ความเชื่อมั่น จึงเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดของสังคม ขณะเดียวกันก็เกิดคำถามมากที่สุด “สื่อสาธารณะ” จึงต้องเป็นด่านหน้าของการปกป้องความจริง ตรวจสอบความจริง และฟื้นฟูความไว้วางใจ Thai PBS Verify ไม่ได้เป็นแค่ fact-checking แต่เป็นด้านหน้าของการปกป้องความจริงในสังคมประชาธิปไตย ที่ต้องอาศัยเครือข่ายความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

“จริยธรรมของสื่อ คือ แนวต้านสุดท้ายของความจริงในยุค AI ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบข้อมูล ตั้งคำถามกับแหล่งที่มา การเปิดพื้นที่ให้กับเสียงที่แตกต่าง เป็นหน้าที่ของสื่อมวลชน โดยเฉพาะสื่อสาธารณะ ที่ไม่สามารถละเลยได้ Thai PBS Verify จะเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการตรวจสอบความจริง แต่จริยธรรมสื่อ คือเครื่องมือในการตรวจสอบความจริงของคนทำสื่อ ในการตรวจสอบตนเอง” ผอ. ส.ส.ท. กล่าว

รศ. ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการ กทม. กล่าวถึงหัวข้อ จากหน้างาน…สู่หน้าฟีด ปิดเกมข่าวปลอมในภาวะวิกฤต กล่าวว่า แม้ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านข่าวปลอม แต่จากการทำงานในภาวะวิกฤตบอกได้เลยว่า อย่าไปคุมสื่อ เพราะจัดการไม่ได้ เราต้องหาวิธีทำอย่างไรกับโซเชียลเน็ตเวิร์ก วิธีที่ใช้คือการ “สู้” ทำให้เราเป็นทางเลือกหนึ่ง อย่าให้เราไม่เป็นหนึ่งในทางเลือกของประชาชน เชื่อว่า ประชาชนมีวิจารณญาณ ดังนั้น ความจริงสามารถสู้ได้ ประเด็นสำคัญอีกประการคือ อย่าผิดพลาดบ่อย เมื่อผิดแล้วขอโทษ และบอกว่าแก้อย่างไร ไม่โยนความผิดให้คนอื่น อย่างน้อยข้อมูลที่เป็นทางเลือกก็จะสามารถแข่งได้ และในที่สุดประชาชนให้ความไว้วางใจเรา

ด้าน กนกพร ประสิทธิ์ผล ผู้อำนวยการสำนักสื่อดิจิทัล Thai PBS กล่าวในหัวข้อ “Deepfake .. ภัยเงียบจาก AI ความท้าทายใหม่ของสื่อ” สะท้อนภาพรวมของภัยรูปแบบใหม่ในยุค AI พร้อมแนวทางการรับมือและตรวจสอบข่าวลวงของแพลตฟอร์ม Thai PBS Verify ว่า Deepfake เป็นหนึ่งในเทคโนโลยี Generation AI ที่กำลังกลายเป็น “อาวุธใหม่” ในสงครามข้อมูลข่าวสารยุคดิจิทัล แม้จะมีข้อดีด้านการลดต้นทุนการผลิต และทำให้เนื้อหาซับซ้อนเข้าถึงง่ายขึ้น แต่ก็มีความเสี่ยงสูงต่อการบิดเบือนความจริง กรณีตัวอย่าง เช่น คลิป Deepfake ของประธานาธิบดีบารัค โอบามา ที่ถูกตัดต่ออย่างแนบเนียน

ผู้อำนวยการสำนักสื่อดิจิทัล Thai PBS  กล่าวอีกว่า รูปแบบของ Deepfake ที่พบได้บ่อย 1.Face Swift สลับหน้า 2.Voice เลียนเสียง 3.Synthetic Media สื่อจำลองสร้างใหม่ทั้งหมด 4.Re-enactments การแสดงสีหน้าขยับปากและท่าทางที่ควบคุมโดยบุคคลในวีดีโอต้นทาง 5.Text  Based Deep Fake สร้างข้อความเลียนแบบสไตล์การเขียนหรือวิธีการสื่อสารของบุคคลหนึ่ง โดยกลุ่มเป้าหมายที่มักตกเป็นเหยื่อ เช่น สื่อมวลชน นักการเมือง บุคคลมีชื่อเสียง สำหรับวิธีการตรวจสอบ Deepfake ให้สังเกตลักษณะที่ผิดปกติ เช่น การเคลื่อนไหวของภาพผิดธรรมชาติ เช่น ดวงตาไม่กระพริบ, เสียงพูดมีโทนเดียว (monotone) หรือไม่มีเสียงพื้นหลัง, คำพูดผิดเพี้ยน หรือการสะกดคำไม่ถูกต้อง, แสงและเงาผิดธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นความท้าทายของสื่ออย่างมาก โดยพบว่า มีการนำมาใช้กับผู้ประกาศข่าวไทยพีบีเอส และ Thai PBS Verify ตรวจสอบนำมาตีแผ่ว่าไม่เป็นความจริง

พ.ต.อ.เนติ วงษ์กุหลาบ รองผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี บช.ก. (CIB) กล่าวว่า ทุกคนคงเคยได้รับ SMS หรือเคยเจอข้อความน่าสงสัยในโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็น Facebook Instagram หรือ LINE สิ่งเหล่านี้คือสนามล่าของ “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ที่จ้องจะหลอกลวงทุกเมื่อ จากข้อมูลพบว่า ที่ประเทศกัมพูชาเพียงแห่งเดียวมีแก๊งคอลเซ็นเตอร์มากกว่า 53 แก๊ง ทำงานกันเป็นระบบ เหมือนบริษัทขนาดย่อมในโลกออนไลน์มีการวางกับดักไว้หลายรูปแบบ ทั้งโฆษณาชวนเชื่อหลอกขายผลิตภัณฑ์ไร้คุณภาพ สร้างเพจข่าวปลอม ปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ โดยการใช้ถ้อยคำกดดัน สร้างความกลัว เพื่อให้เหยื่อทำตามโดยไม่ทันตั้งตัว จำไว้ว่า หน่วยงานรัฐจะไม่โทรมาขู่ หรือให้โอนเงินเด็ดขาด หากมีการติดต่อจะเป็นเอกสารทางไปรษณีย์เท่านั้น ถ้าเรามีภูมิคุ้มกันข่าวปลอม เราก็จะไม่ตกเป็นเหยื่อ ขอแค่มีสติ นั่นคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด

สำหรับ 13 ผู้เชี่ยวชาญด้านข่าวลวง ประกอบด้วย  รศ. ดร.วิลาสินี พิพิธกุล ผู้อำนวยการ ส.ส.ท., รศ. ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการ กทม., กนกพร ประสิทธิ์ผล ผู้อำนวยการสำนักสื่อดิจิทัล Thai PBS, กชศร ใจแจ่ม กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท โกโกลุก ประเทศไทย (Whoscall), กานดา จำปาทิพย์ บรรณาธิการ รายการสถานีประชาชน สำนักข่าว Thai PBS, พ.ต.อ.เนติ วงษ์กุหลาบ รองผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี บช.ก. (CIB), คณิศ บุณยพานิช บรรณาธิการบริหาร ด้านข่าวสืบสวน สำนักข่าว Thai PBS, อนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, คุณวงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ฝ่ายการเมือง,  อรุชิตา อุตมะโภคิน ผู้จัดการกลุ่มงานด้านนวัตกรรมการสื่อสาร The Active Thai PBS, พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า, แคลร์ ปัจฉิมานนท์ ผู้อำนวยการศูนย์ Thai PBS World, สิริประภา วีระไชยสิงห์ Outreach & Partnerships Manager, TikTok และ ดร.ตฤณห์ โพธิ์รักษา นักอาชญาวิทยาเชิงจิตวิทยาและพฤติกรรมอาชญากร มหาวิทยาลัยมหิดล

นอกจากนี้ภายในงานยังมีการจัดบูธนิทรรศการ พร้อมกิจกรรมให้ร่วมสนุกจาก Thai PBS Verify ร่วมด้วยบูธจากรายการสถานีประชาชน ซึ่งได้รับเสียงตอบรับจากผู้ร่วมงานร่วมกิจกรรมกันอย่างคับคั่งอีกด้วย สามารถรับชมเวทีทอล์กทั้ง 12 หัวข้ออีกครั้งได้ทาง http://www.thaipbs.or.th/VerifyTalk2025

ไม่พลาดทุกข่าวสาร สาระความรู้ และคอนเทนต์คุณภาพ ติดตามไทยพีบีเอสทุกช่องทางออนไลน์ ได้ที่

▪ Website : http://www.thaipbs.or.th  

▪ Application : Thai PBS

▪ Social Media Thai PBS : Facebook, YouTube, X , LINE, TikTok, Instagram, Threads, Linkedin

‘เรามีเวลาเท่ากัน’บริหารเวลาและชีวิตด้วยแนวคิดแบบ‘ซีเค เจิง’

‘เรามีเวลาเท่ากัน’บริหารเวลาและชีวิตด้วยแนวคิดแบบ‘ซีเค เจิง’

‘เรามีเวลาเท่ากัน’บริหารเวลาและชีวิตด้วยแนวคิดแบบ‘ซีเค เจิง’

วันอังคาร ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 11.01 น.

‘เรามีเวลาเท่ากัน’บริหารเวลาและชีวิตด้วยแนวคิดแบบ‘ซีเค เจิง’

เป็นอีกหนึ่งขวัญใจมหาชนโดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่สำหรับ ‘ซีเค เจิง” ซีอีโอ Fastwork แพลตฟอร์มศูนย์รวมคนหางานและจ้างงานฟรีแลนซ์ในประเทศไทย ซึ่งไม่เพียงจะเป็นแพลตฟอร์มที่เจ้าตัวตั้งใจให้เข้ามารองรับพฤติกรรมการทำงานที่ตอบโจทย์ยิ่งขึ้นในปัจจุบัน แต่ยังเชื่อว่านี่จะเป็นอนาคตในการกระจายความเจริญและโอกาสออกจากศูนย์กลางเพื่อให้ทุกคนได้มีชีวิตที่ดีขึ้น

บางคนอาจจะคุ้นเคยกับซีเค ในฐานะอินฟลูเอนเซอร์ที่สร้างคอนเทนต์เกี่ยวกับธุรกิจ และแนวทางการใช้ชีวิต เสนอในรูปแบบโดนใจ สั้น กระชับ จับคนฟังได้ใน 3 วินาทีแรก และจบอย่างเข้าใจง่ายได้ภายในเวลาไม่ถึง 2 นาที ทั้งนี้ เพราะสิ่งที่มีค่าที่สุดของทุกคนคือ “เวลา” ซึ่ง “เรามีเวลาเท่ากัน” แต่คนที่เข้าใจความลับของการใช้เวลาเท่านั้นถึงจะสร้างความแตกต่างได้

เมื่อไม่นานมานี้ บนเวที “เรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ” ซึ่งจัดโดยพุทธปัญญาชมรม บมจ.ซีพี ออลล์ ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ ตามนโยบายส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม และปณิธานองค์กร “Giving and Sharing” ได้เชิญผู้ก่อตั้ง Fastwork มาร่วมแบ่งปันมุมมองความคิด สลายกำแพงระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นปัจจุบันที่มีความแตกต่างจากช่วงเวลาการใช้ชีวิตได้เข้าใจตัวเอง และเข้าใจกันและกันมากขึ้น

“เราต้องตั้งคำถามให้เยอะ มีคำตอบให้น้อยลง เพราะเราไม่สามารถเอาคำตอบของโลกเก่ามาเป็นคำตอบของโลกใหม่ได้ เราจึงต้องตั้งคำถามให้มาก เพราะเงื่อนไขคือเวลาในตอนนั้นกับตอนนี้ปัจจัยหลายๆ อย่างไม่ได้เหมือนกันแล้ว”

จากชีวิตที่ต้องดูแลตัวเองตั้งแต่เด็ก ช่วงเวลาที่เติบโตในสหรัฐฯ เป็นช่วงเวลาที่หล่อหลอมให้ซีเคมีมุมมองความคิดอย่างที่เห็นในทุกวันนี้ เพราะความที่ทุกเส้นทางไม่ง่าย ไม่โรยด้วยกลีบกุหลาบ เขาจึงให้คุณค่ากับโอกาสมากๆ และเลือกจะใช้เวลากับสิ่งที่คิดแล้วว่าจะพาตัวเองไปถึงจุดหมายที่ตั้งใจ

“ผมไปอเมริกาเพราะพ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่เด็กมาก เริ่มแรกไม่ได้สวยหรู ไปอยู่ไอดาโอเป็นเมืองเกษตรกรปิดไฟตั้งแต่ 1 ทุ่ม ต่อมาก็มีน้องสาวตามมา ข้อดีคือทำให้เราต้องดูแลตัวเองมากๆ ไม่มีเวลามารู้สึกสงสารตัวเอง มันไม่มีประโยชน์ เข้าใจแต่เด็กว่าอยากได้อะไรต้องหาเอง จึงต้องวางแผนชีวิตให้ดี แค่ 1 เดือนจึงได้ย้ายไปแมรีแลนด์ ตอนนั้นไม่มีบ้านให้กลับ ต้องหางานที่นี่ให้ได้ จึงเรียนบัญชี เพราะหางานได้แน่ถ้าได้เป็นผู้ตรวจสอบบัญชีที่ได้รับใบอนุญาต คิดล่วงหน้ามาตลอด รอเดี๋ยวค่อยคิดไม่ได้”

หนึ่งประสบการณ์จากสหรัฐฯ ที่ซีเคอยากจะเปลี่ยนในประเทศไทยก็คือ ที่นั่นสอนว่าความสำเร็จวัดกันที่ความสามารถจริงๆ มันคือความสำเร็จที่ได้จากการเอาชนะความชื่นชมที่คนอื่นมีให้เรา ไม่ใช่ความสำเร็จที่เรายืมมาจากต้นทุนของครอบครัว

“คนไทยตัดสินที่วัตถุมากๆ สังคมอเมริกาสอนว่าทุกอย่างวัดที่ความสามารถจริงๆ โชคดีที่ผมโตมาแบบไม่ต้องมารู้ว่าบ้านรวยหรือไม่ นามสกุลอะไร ถ้าอยากได้ respect ต้อง earned แต่ความสำเร็จของคนไทยยังเป็น borrow คือพ่อเรามีอันนี้ๆ เรายืมมาเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือต่อคนอื่น”

เพราะเขาเชื่อว่าความสำเร็จวัดที่ความสามารถ เขาจึงเชื่อว่าทุกคนก็ทำได้ โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่ที่ต้องให้ค่ากับคำว่า “โอกาส” มากกว่า “ความเสี่ยง” แม้จะฟังดูง่ายแต่ในทางปฏิบัติก็ไม่ง่ายนัก เพราะความกลัว หรือเสียงค้านเพียงนิดเดียวก็ทำให้เราไม่กล้าขยับทำอะไรแล้ว แต่ซีเคกลับมองว่าไม่ทำต่างหากที่น่ากลัว

บางคนพูดว่าเราไม่โชคดีเหมือนคนอื่น สังคมไทยมักมองว่าคนนี้เติบโตไวเพราะเป็นอัจฉริยะ หรือมาถูกทาง แต่ซีเคมองว่า โชคเป็นเรื่องสำหรับคนที่พร้อมเท่านั้น ตราบใดที่เรายังมุ่งมั่นทำมันทุกวัน

“ความสำเร็จก็เหมือนต้นไม้ กว่าจะสูงต้องใช้เวลาหลายปี อาจจะถึง 30 ปี ช่วง 20 ปีแรกเป็นช่วงสร้างรากฐานให้แข็งแรง แต่พอมาถึงช่วงเติบโตเราจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงรายสัปดาห์เลยก็ได้ วันนี้เราอาจจะโชคดี แต่ต้องมาจากรากฐานที่แข็งแรงมากๆ”

แน่นอนไม่มีใครไม่เจออุปสรรค ซีเคเองก็เช่นกัน แต่มุมมองที่มีต่อปัญหาที่แตกต่างกันจะสร้างผลลัพธ์ หรือออกจากปัญหาได้ในเวลาที่ต่างกัน

“ให้โฟกัสกับสิ่งที่ควบคุมได้ มัวแต่ร้องไห้กับฝนตก ร้องไห้กับโควิด โอดครวญกับเศรษฐกิจแย่ไม่ช่วยอะไร คำถามคือ เราทำอะไรได้บ้าง ให้ดีขึ้น เป้าไม่ใช่ทำสำเร็จ แต่เป้ารอบสองคือต้องดีกว่ารอบแรก ความผิดพลาดไม่ใช่เรื่องแย่ แต่ถ้าพลาดรอบสองนี่คือผิดแล้ว โฟกัสกับโซลูชั่นจะทำให้เราเครียดน้อยลง ทำให้เรารู้สึกว่าเราควบคุมชีวิตตัวเราเองได้มากขึ้น”

สำหรับผู้สนใจสามารถร่วมรับฟังธรรมะและข้อคิดดีๆ จากเวที “เรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ” ได้ทุกวันศุกร์ เวลา 12.00 – 13.30 น. ทาง Facebook Live: https://www.facebook.com/cpall7/   YouTube: https://www.youtube.com/@ADM7100 และ TikTok: https://www.tiktok.com/@thrrma_tiktok?_t=ZS-8urH1XX6lO4&_r=1

‘หอมนสิการ’พลิกโฉมสู่มิวเซียมระดับโลก ชวนสัมผัสประสบการณ์ธรรมะ Immersive แห่งแรกของไทย

‘หอมนสิการ’พลิกโฉมสู่มิวเซียมระดับโลก ชวนสัมผัสประสบการณ์ธรรมะ Immersive แห่งแรกของไทย

‘หอมนสิการ’พลิกโฉมสู่มิวเซียมระดับโลก ชวนสัมผัสประสบการณ์ธรรมะ Immersive แห่งแรกของไทย

วันอังคาร ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 10.46 น.

‘หอมนสิการ’พลิกโฉมสู่มิวเซียมระดับโลก ชวนสัมผัสประสบการณ์ธรรมะ Immersive แห่งแรกของไทย

1 กรกฎาคม 2568 หอมนสิการ สถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและศูนย์รวมการเรียนรู้ธรรมะอันเป็นเอกลักษณ์ในจังหวัดสระบุรี ได้สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัว “หอมนสิการ” รูปแบบใหม่ ที่มาพร้อมเทคโนโลยี Immersive แบบเดียวกับพิพิธภัณฑ์ระดับโลก ถ่ายทอดพระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มุ่งยกระดับเป็นมิวเซียมแห่งพุทธศาสนาอันทันสมัยและยั่งยืน

นับตั้งแต่เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อปลายปี พ.ศ. 2565 หอมนสิการซึ่งก่อตั้งขึ้นตามดำริของท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ประธานมูลนิธิโนอิ้ง บุดด้า เพื่อการปกป้องพระพุทธศาสนา ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม ทั้งจากพุทธศาสนิกชนและนักท่องเที่ยวจากนานาประเทศ ด้วยการนำเสนอเนื้อหาที่เข้าถึงง่าย และสถาปัตยกรรมอันงดงาม จนได้รับรางวัลการันตีคุณภาพด้านการท่องเที่ยวด้วยการเป็นสุดยอด Unseen New Chapters และรางวัล‘ดาวแห่งความยั่งยืน’ ระดับ 5 ดาว Sustainable Tourism Goals ตอกย้ำการเป็นผู้ประกอบการที่พัฒนาไปสู่การการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ รางวัลด้านพิพิธภัณฑ์แหล่งเรียนรู้ดีเด่นระดับชาติ จากสมาคมพิพิธภัณฑ์ไทย

เปิดประสบการณ์โลกแห่งธรรมะผ่านมิติใหม่ผ่านศิลป์ แสง สี เสียง รอบทิศทาง มาใช้จัดแสดงนิทรรศการเป็นหัวใจสำคัญของการพลิกโฉมครั้งนี้คือการนำ เทคโนโลยี Immersive มาใช้ในการจัดแสดงธรรมะ ที่ผู้เข้าชมจะสัมผัสงานศิลปะ ที่สร้างสรรอย่างบรรจงด้วยศิลป์ และระบบ แสง สี เสียง เพื่อให้สมจริง ล้อมรอบตัวคุณ 360 องศา ชวนให้รู้สึกเหมือนได้เข้าไปอยู่ในอีกมิติหนึ่ง และสัมผัสกับคำสอนอันลึกซึ้งของพระพุทธเจ้าได้อย่างใกล้ชิดและสามารถเข้าถึงได้ด้วยตนเอง ผ่านหัวข้อที่ทำให้ได้ฉุกคิดขึ้นมา อาทิ:

• “ความเชื่อไม่อาจเปลี่ยนความจริง”: ชวนพิจารณาความจริงให้ประจักษ์แจ้งด้วยปัญญา ไม่หลงตามความเชื่อหรือคำกล่าวที่สืบต่อกันมา

• “นรกหรือสวรรค์ที่คุณเลือกได้”: สะท้อนให้เห็นว่าความสงบงดงามหรือความทุกข์ทรมาน ล้วนเป็นสิ่งที่คุณสามารถเลือกเส้นทางเองได้

• “อย่าทำบุญ แต่ไม่หยุดทำบาป”: บอกเล่าเรื่องราวที่สะท้อนคุณธรรมที่แท้จริงในใจ ความดีงามที่บริสุทธิ์ และศรัทธาจากธรรมะสู่จิตวิญญาณ

ไฮไลท์ห้องสุดท้าย กับภาพเขียนอันล้ำค่า คือ “ภาพเขียนพระโพธิสัตว์กวนอิม (จ้งเป่า)” เป็นผลงานชิ้นเอกของ อาจารย์หวัง ฉางลี่ ศิลปินระดับหอเกียรติยศแห่งชาติ จากสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งประดิษฐานอยู่ในห้องสุดท้าย โดยหอมนสิการมีแนวคิดพระพุทธศาสนาทั้งสองนิกายคือการผสานธรรมแห่งเถรวาทและมหายานเข้าไว้ด้วยกันอย่างงดงาม ซึ่งมารวมที่เดียวกัน…ที่นี่หอมนสิการ และความพิเศษอีกประการที่โดดเด่นของ องค์พระโพธิสัตว์กวนอิม (จ้งเป่า)  อันทรงคุณค่านี้ มีขนาด 2.76 x 1.55 เมตร วาดด้วย สีที่มาจากอัญมณี และมีมูลค่าสูงถึง 170 ล้านบาท ผู้เข้าชมสามารถเข้าไปไหว้สักการะภาพองค์พระโพธิสัตว์กวนอิมได้อย่างใกล้ชิด และสำหรับผู้ที่ศรัทธา ยังสามารถเสี่ยงทาย เซียมซีสุดแม่น ณ ศาลาไหว้ ได้อีกด้วย

หอมนสิการ คือนิทรรศการที่บอกเล่าเรื่องราว “เส้นทางสู่การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า” มีลักษณะเป็นอุโมงค์ย้อนเวลา ราวกับพาผู้เข้าชมหลุดไปยังสมัยพุทธกาล เมื่อ 2,500 ปีก่อน แสดงเรื่องราวประวัติของพระพุทธเจ้าในมิติของศิลป์ และภาพถ่าย ทั้ง แสง สี เสียงที่ไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน และมีหุ่นขี้ผึ้งจำลองขณะที่เจ้าชายสิทธัตถบำเพ็ญทุกรกริยา โดยมีเสียงบรรยายให้เลือกฟังถึง 9 ภาษา ได้แก่ ไทย อังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน จีน ญี่ปุ่น เยอรมัน  อิตาลี รัสเซีย ผ่านการนำเสนอที่จะพาผู้ชมย้อนกลับไปในสมัยพุทธกาล

#หอมนสิการก้าวสู่มิวเซียมระดับโลกและส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน

การนำเทคโนโลยี Immersive มาใช้นี้เพื่อพัฒนาและยกระดับหอมนสิการ ให้เป็นนิทรรศการมิวเซียมระดับโลก เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เป็นสถานที่ที่สวยงามแวดล้อมไปด้วยธรรมชาติอันสงบของเชิงเขาพระพุทธบาทน้อย

อีกทั้งเป็นการพัฒนาให้สอดคล้องกับการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน (Sustainable) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในชุมชน  และส่งเสริมความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 

หอมนสิการ ธรรมะแกลเลอรี คอมมิวนิตี้กลางหุบเขา โฉมใหม่พร้อมเปิดให้เข้าชมแล้ววันนี้! ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมสัมผัสประสบการณ์ที่ไม่ใช่แค่การท่องเที่ยว แต่คือการเดินทางสู่ความสุข ในแบบที่คุณไม่เคยเข้าถึง มาก่อน กับที่นี่ … หอมนสิการ อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี

• ค่าธรรมเนียมเข้าชม

คนไทย และชาวต่างชาติ ราคา 120 บาท

นักศึกษาและผู้สูงวัย ครึ่งราคา 60 บาท

นักบวช นักเรียน ผู้พิการ เข้าฟรี

• หอมนสิการ เปิดบริการ

อังคาร – ศุกร์ : 10.00 – 17.00 น.

เสาร์ – อาทิตย์ : 09.30 – 18.00 น.

(หยุดทุกวันจันทร์)

*เปิดให้เข้าชมกรุ๊ปสุดท้ายของแต่ละวัน ก่อนเวลาปิดทำการ 30 นาที*

หอมนสิการ 86/3 หมู่ 10 ต.สองคอน อ.แก่งคอย จ.สระบุรี 18110

แผนที่เดินทาง : https://maps.app.goo.gl/7Fnqy6kFiMYFWoqF8

Website : https://manasikarn.com/th

Facebook : https://web.facebook.com/manasikarn.saraburi

โทรศัพท์ : 095 760 0885 / 082 168 3027

นักวิจัยค้นพบ ‘พญาครุฑ’ สัตว์เลื้อยคลานบินได้ตัวแรกของไทย

นักวิจัยค้นพบ ‘พญาครุฑ’ สัตว์เลื้อยคลานบินได้ตัวแรกของไทย

นักวิจัยค้นพบ ‘พญาครุฑ’ สัตว์เลื้อยคลานบินได้ตัวแรกของไทย

วันอังคาร ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายพิชิต สมบัติมาก อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี และ รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เพื่อส่งเสริมและพัฒนางานศึกษาวิจัยด้านซากดึกดำบรรพ์ ธรณีวิทยา และธรรมชาติวิทยา รวมถึงกิจกรรมการสำรวจและขุดค้นซากดึกดำบรรพ์ในประเทศ การจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ และการประชุมวิชาการด้านซากดึกดำบรรพ์และธรณีวิทยาทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ โดยมี นางสาวอรอุมา สุ่มมาตย์ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรณีเขต 2, รองศาสตราจารย์มงคล อุดชาชน ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและการศึกษาบรรพชีวินวิทยา, นางสาวพรรณิภา แซ่เทียน ผู้อำนวยการส่วนมาตรฐานและข้อมูลซากดึกดำบรรพ์กองคุ้มครองซากดึกดำบรรพ์ และศาสตราจารย์ ดร.ไพโรจน์ ประมวล รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม ร่วมลงนามเป็นพยาน ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 4 อาคารบรมราชกุมารี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ดร.ศิตะ มานิตกุล นักวิจัยสังกัดศูนย์วิจัยและการศึกษาบรรพชีวินวิทยา มมส ผู้ค้นพบ ได้เผยว่า การค้นพบนี้มาจากส่วนกะโหลกและฟันที่แหล่งพระปรง อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว ในชั้นหินยุคครีเทเชียสตอนต้น มีอายุประมาณ 130 ล้านปี ภายหลังการอนุรักษ์ตัวอย่าง จึงทราบว่าเป็นส่วนปลายของขากรรไกรบน การค้นพบนี้ได้นำไปสู่ความร่วมมือของเครือข่ายนักบรรพชีวินวิทยาไทยและต่างชาติ ทั้งมหาวิทยาลัยมหาสารคาม กรมทรัพยากรธรณี มหาวิทยาลัยเซาเปาโล ประเทศบราซิล และมหาวิทยาลัยฉือเหอจือ ประเทศจีน และได้ตีพิมพ์การค้นพบเทอโรซอร์สกุลใหม่ชนิดใหม่ของโลกนี้ ซึ่งเป็นชนิดแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ลงในวารสาร Cretaceous Research เมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

“การูแดปเทอรัส บุฟโตติ” มีชื่อสกุล “การูแดปเทอรัส” ซึ่งหมายถึง “ปีกครุฑ” และคำระบุชนิด “บุฟโตติ” เพื่อเป็นการให้เกียรติแด่ ดร.เอริก บุฟโต (Eric Buffetaut) นักบรรพชีวินวิทยาชาวฝรั่งเศส ผู้มีส่วนสำคัญในงานด้านบรรพชีวินวิทยาสัตว์มีกระดูกสันหลังในประเทศไทยมานานกว่า 40 ปี

เทอโรซอร์ชนิดใหม่นี้เป็นเทอโรซอร์หางสั้นจำพวกเทอโรแดคทิลลอยด์ (Pterodactyloidea) ในกลุ่มนาโธซอรีน (Gnathosaurinae) มีลักษณะพิเศษที่ปลายปากแผ่ออกคล้ายนกปากช้อน มีเบ้าฟันปูดยื่นออกมา และฟันแหลมเรียวยาวออกมาด้านนอก ทำให้พวกมันสามารถจับปลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีความกว้างของปีกประมาณ 2.5 เมตร

“แม้ประเทศไทยจะมีการค้นพบซากดึกดำบรรพ์ของไดโนเสาร์จำนวนมากถึง 13 ชนิดใหม่ของโลกจากภาคอีสาน แต่คนส่วนใหญ่ยังไม่ทราบว่าในช่วงเวลาเดียวกันนี้ มีสัตว์มีกระดูกสันหลังกลุ่มอื่นๆ ที่อาศัยอยู่ในระบบนิเวศร่วมกับไดโนเสาร์ ทั้งปลา สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก สัตว์เลื้อยคลานกลุ่มต่างๆ เช่น กิ้งก่า เต่า จระเข้ รวมถึงเทอโรซอร์” ดร.ศิตะ กล่าว

เทอโรซอร์มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นไดโนเสาร์ที่บินได้ หรือ “นกยักษ์โบราณ” แต่แท้จริงแล้วเป็นกลุ่มของสัตว์เลื้อยคลานที่เป็นญาติใกล้ชิดกับไดโนเสาร์ กำเนิดและสูญหายไปในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน พวกมันเป็นสัตว์มีกระดูกสันหลังกลุ่มแรกที่วิวัฒน์ร่างกายจนสามารถบินได้ มีรูปร่างและขนาดหลากหลาย ตั้งแต่ตัวเท่านกน้อยไปจนถึงสูงใหญ่เท่ายีราฟ กลไกการบินของเทอโรซอร์คือการวิวัฒน์กระดูกให้เบา เต็มไปด้วยถุงลม ซึ่งช่วยลดน้ำหนักในการบิน อีกทั้งมีแผ่นปีกและกล้ามเนื้อแข็งแรงช่วยในการกระพือและยกตัว อย่างไรก็ตาม โครงสร้างกระดูกที่บางคล้ายนกเช่นนี้ ทำให้การกลายเป็นซากดึกดำบรรพ์ของเทอโรซอร์นั้นยากขึ้นไปด้วย ซึ่งในประเทศไทยก่อนหน้านี้มีรายงานการพบเพียงฟันเดี่ยวและกระดูกรยางค์เพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้น

งานวิจัยครั้งนี้นับเป็นการค้นพบครั้งสำคัญในภาคตะวันออก ซึ่งแสดงให้เห็นว่ายังมีอีกหลายพื้นที่นอกภาคอีสานที่สามารถพบซากดึกดำบรรพ์สัตว์มีกระดูกสันสันหลังได้ และยังช่วยเติมเต็มข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพยุคดึกดำบรรพ์ของประเทศไทยได้เป็นอย่างดี