‘สพฐ.’จัดทีมนิติกรช่วยครูการเงิน ติดร่างแหถูกชี้มูลร่วมลงชื่อเบิกจ่ายค่าอาหารกลางวัน

‘สพฐ.’จัดทีมนิติกรช่วยครูการเงิน ติดร่างแหถูกชี้มูลร่วมลงชื่อเบิกจ่ายค่าอาหารกลางวัน

‘สพฐ.’จัดทีมนิติกรช่วยครูการเงิน ติดร่างแหถูกชี้มูลร่วมลงชื่อเบิกจ่ายค่าอาหารกลางวัน

วันเสาร์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 08.57 น.

‘สพฐ.’จัดทีมนิติกรช่วยครูการเงิน ติดร่างแหถูกชี้มูลร่วมลงชื่อเบิกจ่ายค่าอาหารกลางวัน

5 กรกฎาคม 2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่มีรายงานข่าวผ่านสื่อสังคมออนไลน์ กรณีข้าราชการครูผู้รับผิดชอบงานการเงินของโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.กาญจนบุรี ได้ร้องขอความเป็นธรรมภายหลังถูกชี้มูลความผิดร่วมกับอดีตผู้อำนวยการโรงเรียน จากการลงนามในเอกสารเบิกจ่ายค่าอาหารกลางวัน โดยยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดนั้น

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาต้นสังกัด และยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีคำสั่งลงโทษทางวินัยออกโดยเขตพื้นที่ฯแต่อย่างใด สำหรับการดำเนินการในขั้นต่อไป สพฐ.ได้จัดเตรียมนิติกรจากส่วนกลาง เพื่อสนับสนุนการให้คำปรึกษาทางกฎหมายและการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ครูสามารถใช้สิทธิในการอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) ตามมาตรา 99 แห่งพระราชบัญญัติ ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 ได้อย่างเต็มที่

เลขาธิการ กพฐ. ระบุว่า กรณีนี้สะท้อนถึงความจำเป็นที่ต้องทบทวนบทบาทภาระงานของครูในภารกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอน โดยเฉพาะงานด้านการเงินและพัสดุ ซึ่งมีความซับซ้อนและมีความเสี่ยงเชิงกฎหมายสูง สพฐ.จึงอยู่ระหว่างการปรับปรุงระบบสนับสนุนภายในโรงเรียน เพื่อให้โครงสร้างงานสนับสนุนมีความเหมาะสมกับวิชาชีพครูมากยิ่งขึ้น

“ข้าราชการครูที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริตจะไม่ต้องเผชิญกระบวนการตามลำพัง สพฐ.พร้อมอยู่เคียงข้างและสนับสนุนในทุกขั้นตอน เพื่อให้สามารถใช้สิทธิและเข้าถึงความเป็นธรรมได้อย่างมั่นใจครับ” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากครูสาวโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.กาญจนบุรี มีความผิดวินัยร้ายแรง มีโทษปลดออกกับไล่ออก ภายใน 30 วัน ก่อนสิ้นเดือนนี้ เนื่องจากถูกสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลว่ามีส่วนร่วมทุจริตเงินอาหารกลางวันเมื่อ 13 ปีก่อน แม้จะระบุว่าเพียงเซ็นเอกสารตามคำสั่งของผู้อำนวยการโรงเรียนเท่านั้น ไม่เคยถือเงินหรือใช้จ่ายเงินโรงเรียนแม้เพียงนิดเดียว

คุรุสภาเปิดสอบวิชาเอก 66 กลุ่มวิชา เตรียมตัวสมัคร 16 – 25 ก.ค.นี้

คุรุสภาเปิดสอบวิชาเอก 66 กลุ่มวิชา เตรียมตัวสมัคร 16 - 25 ก.ค.นี้

คุรุสภาเปิดสอบวิชาเอก 66 กลุ่มวิชา เตรียมตัวสมัคร 16 – 25 ก.ค.นี้

วันศุกร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 19.53 น.

คุรุสภาเปิดรับสมัครการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู กลุ่มวิชา ปี 68 จำนวน 66 กลุ่มวิชา พร้อมเปิดให้ผู้มีสิทธิสอบทุกคนเข้าตรวจสอบสิทธิด่วน ตั้งแต่วันที่ 4 – 18 ก.ค. ก่อนสมัคร 16 – 25 ก.ค. นี้ “อมลวรรณ”ย้ำผู้สมัครทุกคนให้ตรวจสอบสิทธิการสอบก่อนเสียสิทธิ

ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการอำนวยการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ได้ออกประกาศ เรื่อง กำหนดการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู กลุ่มวิชา ระบบกระดาษ ประจำปี พ.ศ. 2568 โดยจะเปิดรับสมัครผ่านระบบออนไลน์ ระหว่างวันที่ 16 – 25 กรกฎาคม 2568 และกำหนดจัดการทดสอบ วันที่ 30 สิงหาคม 2568  เวลา 13.00 – 16.00 น.  ขอย้ำก่อนการสมัครเข้ารับการทดสอบฯ ขอให้ผู้สมัครทุกคนเข้าตรวจสอบสิทธิสมัครเข้ารับการทดสอบฯ ก่อน เพื่อจะได้ไม่เสียสิทธิและเสียเวลาในการสมัครฯ ซึ่งคุรุสภาจะเปิดให้ตรวจสอบสิทธิฯ ตั้งแต่วันที่ 4-18 กรกฎาคม 2568 ผ่านเว็บไซต์ https://kspsubjects2568.thaijobjob.com

เลขาธิการคุรุสภา  กล่าวต่อไปว่า สำหรับขั้นตอนการตรวจสอบสิทธิ ให้กรอกเลขบัตรประจำตัวประชาชน แล้วระบบจะแจ้งผลการตรวจสอบว่าเป็นผู้มีสิทธิสมัครเข้ารับการทดสอบฯ หรือเป็นผู้ไม่มีสิทธิสมัครเข้ารับการทดสอบฯ หากมีสิทธิสมัครเข้ารับการทดสอบฯ แต่ข้อมูลไม่ถูกต้องสามารถแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลของตนเองได้เฉพาะคำนำหน้านาม ชื่อ นามสกุล เบอร์โทรศัพท์ อีเมล สัญชาติ  หากมีสิทธิสมัครเข้ารับการทดสอบฯ แต่ระบบแจ้งว่าไม่มีสิทธิสมัครเข้ารับการทดสอบฯ สามารถยื่นคำร้องขอมีสิทธิสมัครเข้ารับการทดสอบในวันที่ 6 – 18 กรกฎาคม 2568 และตรวจสอบผลการยื่นคำร้องหลังจากวันที่ยื่น 3 วันทำการ โดยเมื่อรับทราบผลแล้วให้ดำเนินการ ดังนี้ กรณีเป็นผู้ศึกษาในหลักสูตรปริญญาทางการศึกษา หรือเทียบเท่าที่คุรุสภารับรองต้องติดต่อสถาบันอุดมศึกษาที่ตนเองศึกษา กรณีเป็นผู้ผ่านการรับรองความรู้ตามมาตรฐานวิชาชีพให้ติดต่อกับสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา  หลังจากตรวจสอบสิทธิแล้ว จะเริ่มรับสมัครทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครูฯ 66 กลุ่มวิชา ในวันที่ 16 – 25 กรกฎาคม 2568 ผ่านระบบออนไลน์ https://kspsubjects2568.thaijobjob.com 

เลขาธิการคุรุสภา  กล่าวอีกว่า  เมื่อสมัครแล้วสามารถชำระค่าสมัครโดยนำรหัสคิวอาร์โค้ดที่ได้รับจากระบบรับสมัครสแกนชำระเงินผ่านแอปพลิเคชันของธนาคารทุกแห่ง ก่อนเวลา 08.00 น. ของวันถัดไป หากไม่ชำระเงินตามเวลาที่กำหนดผู้สมัครจะต้องเลือกจังหวัดที่จะเข้ารับการทดสอบใหม่แล้วชำระเงินอีกครั้ง ทั้งนี้ผู้สมัครสามารถแก้ไขข้อมูลของตนเองได้อีกครั้งวันที่ 26-28 กรกฎาคม 2568 และเข้ารับการทดสอบวันที่ 30 สิงหาคม 2568 จากนั้นประกาศรายชื่อผู้ผ่านเกณฑ์การทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ฯ วันที่ 17 ตุลาคม 2568ผ่านเว็บไซต์ https://www.ksp.or.th และ https://kspsubjects2568.thaijobjob.com  อย่างไรก็ตามคุรุสภาได้อำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เข้ารับการทดสอบทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ โดยจัดแบบทดสอบทั้งฉบับภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และทุกสนามสอบจะใช้การทดสอบแบบกระดาษ เพื่อรองรับผู้เข้ารับการทดสอบได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งผู้สมัครสามารถเลือกสถานที่เข้ารับการทดสอบได้ 1 จังหวัด เลือกกลุ่มวิชาที่ประสงค์จะทดสอบได้ 1 กลุ่มวิชา และเลือกแบบทดสอบได้ 1ภาษา โดยจังหวัดที่จัดการทดสอบฉบับภาษาไทยได้แก่ เชียงใหม่ พิษณุโลก กรุงเทพมหานคร  ขอนแก่น อุบลราชธานี ชลบุรี สงขลา และสุราษฎร์ธานี ส่วนจังหวัดที่จัดการทดสอบฉบับภาษาอังกฤษ ได้แก่ เชียงใหม่ กรุงเทพมหานคร ขอนแก่น และสงขลา

“สำหรับการชำระค่าสมัครเข้ารับการทดสอบชาวไทย หรือบุคคลที่มีบัตรประจำตัวบุคคลซึ่งไม่มีสัญชาติไทย หรือบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน คนละ 500 บาท ส่วนชาวต่างประเทศ คนละ 1,000 บาท ชำระเงินได้ระหว่างวันที่ 16-25 กรกฎาคม 2568 โดยนำรหัส QR Codeที่ได้รับจากระบบรับสมัครสอบสแกนชำระเงินผ่านแอปพลิเคชันของธนาคารทุกแห่ง หากไม่สามารถชำระเงินได้ให้ดำเนินการตามขั้นตอนที่แจ้งในคู่มือ หรือ สอบถามศูนย์บริการข้อมูล โทร.0-2257-7159 ต่อ 3 หรือ ไลน์ไอดี @Thaijobjob เท่านั้น ทั้งนี้ผู้ที่สมัครและชำระเงินเรียบร้อยแล้ว สามารถแก้ไขเพิ่มเติมข้อมูลของตนเองได้ ระหว่างวันที่ 26-28 กรกฎาคม 2568 ยกเว้นข้อมูลเลขประจำตัวประชาชนและวันเดือนปีเกิดที่ไม่สามารถแก้ไขได้ จากนั้นตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิเข้ารับการทดสอบฯ และพิมพ์บัตรประจำตัวได้ ในวันที่ 22 สิงหาคม 2568เป็นต้นไป ผ่านเว็บไซต์ https://kspsubjects2568.thaijobjob.com อย่างไรก็ตาม หากมีข้อสงสัยเกี่ยวข้องกับการทดสอบติดต่อได้ที่ โทร. 0-2304-9899  Call Center โทร. 0-2257-7159 กด 3 หรือไลน์ไอดี @Thaijobjob ในวันราชการ” ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าว

หมอดังเผยเคยไม่เข้าใจ ‘เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์’ ทรงงานแม้พระอาการประชวร ก่อนป่วยมะเร็งเองจึงซึ้งพระทัย

หมอดังเผยเคยไม่เข้าใจ 'เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์' ทรงงานแม้พระอาการประชวร ก่อนป่วยมะเร็งเองจึงซึ้งพระทัย

หมอดังเผยเคยไม่เข้าใจ ‘เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์’ ทรงงานแม้พระอาการประชวร ก่อนป่วยมะเร็งเองจึงซึ้งพระทัย

วันศุกร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 18.46 น.

วันที่ 4 กรกฎาคม 2568 นพ.สมรส พงศ์ละไม แพทย์เฉพาะทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู ผู้เชี่ยวชาญด้านการกระตุ้นสมอง (TMS TPS) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า แต่ก่อนผมไม่เข้าใจเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ว่าทำไมท่านป่วยขนาดนั้น ยังทรงงาน ยังสร้างสถาบันจุฬาภรณ์ไปทำไม ท่านสามารถมีชีวิตอยู่ได้ไม่ลำบาก ท่านทำไปเพื่ออะไร ?

จนผมเป็นมะเร็งเอง ผ่าตัดไป 4 รอบ หมอๆเป็นห่วงอยากให้ “พักงาน” แต่ผมออกมาทำงานเร็วที่สุดที่ไหว คนไข้จะเห็นรอยแผนผ่าตัดสดๆ ของผมบ่อยๆ ผ่าตัดเสร็จก็ไปบรรยายงานระดับ Asia-Pacific ต่อ

แผลที่คอยังปิดกอซอยู่เลย สมรส “บ้างาน” ไปนะ ก็จริง แต่ผมแค่รู้สึกว่า คนไข้คนอื่นๆ ลำบากกว่าเรามากๆๆๆๆๆ และความรู้และประสบการณ์เฉพาะทางที่เรามี มันสามารถทำประโยชน์ให้คนและโลกนี้ได้อีกมหาศาล

เรามีศักยภาพที่จะเปลี่ยนชีวิตคนอีกมากมาย จุดประกายความคิดไอเดียให้หมอคนอื่นๆได้ แล้วจะอยู่เฉยๆทำไม? ถ้าร่างกายนี้ สังขารนี้พอไหว ก็จัดไป ใช้วิทยาศาสตร์และการแพทย์ปัจจุบัน ทำให้ดีที่สุด ตายก็แค่ตาย สุดท้ายคนไข้เรา ผลงานเรา จะอยู่ต่อไป

เวลามีคนถามผมเรื่องเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์
บางคนสงสัยว่าท่านสร้างภาพหรือเปล่า?
บางคนสงสัยว่า เป็นเรื่องการเมืองหรือเปล่า?

ผมจะชี้มาที่รอยแผลผ่าตัดที่คอ แล้วบอกว่า “เราเข้าใจท่านมากขึ้นแล้วล่ะ”

ทรงพระเจริญ 

วันคล้ายวันประสูติพระองค์ท่านนะครับ

นพ.สมรส พงศ์ละไม แพทย์เฉพาะทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู ผู้เชี่ยวชาญด้านการกระตุ้นสมอง (TMS TPS)

ไทยจัด ‘ASC 2025’ สร้างแรงบันดาลใจเยาวชน22ชาติ

ไทยจัด 'ASC 2025' สร้างแรงบันดาลใจเยาวชน22ชาติ

ไทยจัด ‘ASC 2025’ สร้างแรงบันดาลใจเยาวชน22ชาติ

วันศุกร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 17.06 น.

ไทยเจ้าภาพจัดกิจกรรม “ASC 2025” ดึง 3 นักวิทย์ฯรางวัลโนเบล สร้างแรงบันดาลใจเยาวชนเอเชีย 22 ประเทศ หนุนสร้างเครือข่ายเยาวชนวิทย์ฯ พร้อมโชว์ศักยภาพไทยสู่เวทีโลก

วันนี้ (4 ก.ค.) มูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษาฯ (สอวน.) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) ผนึกกำลังร่วมกันเป็นเจ้าภาพจัดงานค่ายวิทยาศาสตร์เยาวชนภูมิภาคเอเชีย : Asian Science Camp 2025 (ASC 2025) ระหว่างวันที่ 31 ก.ค.-6 ส.ค.2568 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2 และ เทคโนธานี มทส. การจัดงานครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงเจริญพระชนมายุ 70 พรรษา และนับเป็นครั้งที่ 2 ที่ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพในรอบ 10 ปี พร้อมดึง 3 นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล และนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลกเป็นวิทยากร มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ สร้างแรงบันดาลใจ และร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ โดยมีเยาวชนระดับหัวกะทิด้านวิทยาศาสตร์จาก 22 ประเทศ กว่า 235 คน จากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเข้าร่วมกิจกรรม ในโอกาสนี้ มหาวิทยาลัย มทส.ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานในพิธีเปิด ในวันที่ 1 ส.ค.2568

ที่ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ มูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษาฯ (สอวน.) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) ร่วมแถลงความพร้อมการเป็นเจ้าภาพจัดงาน Asian Science Camp 2025 (ASC2025) โดยมี ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธานแถลงการจัดงาน ฯ มี ศ.กิตติคุณ นายแพทย์จรัส สุวรรณเวลา รองประธานมูลนิธิ มูลนิธิ สอวน. ศ.เกียรติคุณ ดร. ม.ร.ว.ชิษณุสรร สวัสดิวัตน์ ประธานคณะกรรมการดำเนินงานฯ  รศ.ดร.อนันต์ ทองระอา อธิการบดี มทส. ศ.ดร.สันติ แม้นศิริ คณบดีสำนักวิชาวิทยาศาสตร์ มทส. และรองประธานคณะกรรมการดำเนินงาน และนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมแถลงด้วย

ศ.ดร.นฤมล กล่าวถึงความสำคัญของกิจกรรม ASC 2025 ว่า ไทยเคยจัดกิจกรรม ASC เมื่อปี 2558 ซึ่งในครั้งนั้น สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงเจริญพระชนมายุ 60 พรรษา ในปีนี้ครบ 70 พรรษา จึงเป็นโอกาสดีที่เด็กและเยาวชนไทยจะได้พบกับกิจกรรมดีๆ ก็ขอขอบพระคุณคณะทำงานทุกท่านที่ทำงานอย่างหนัก และงานที่จะเกิดขึ้นครั้งนี้ก็สอดคร้องกับนโยบายที่ดำเนินการมา ภายใต้กระทรวงศึกษาอย่างต่อเนื่อง ในเรื่องของการปรับเปลี่ยนการเรียนรู้ให้สอดคร้องกับทักษะสมัยใหม่สำหรับเด็กที่จะสามารถมีอาชีพและมีอนาคตที่มั่นคงในโลกสมัยใหม่ได้ นั้นคือเรื่องของการศึกษาเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ สะเต็ม และในครั้งนี้ เป็นกิจกรรมระดับนานาชาติที่นอกจากเด็กไทยจะได้เข้าไปมีส่วนร่วมในค่ายวิทยาศาตร์ยังมีเยาวชนจากนานาประเทศในภูมิภาคมาเข้าร่วมกิจกรรมด้วย

“กระทรวงศึกษาฯขอขอบพระคุณคณะทำงานทุกท่านจากใจจริงที่ทำงานร่วมกันอย่างหนักที่จะทำให้เรื่องของวิทยาศาสตร์ในประเทศไทยมีอนาคตที่สดใสมากยิ่งขึ้น และนอกจากกิจกรรมในครั้งนี้แล้ว ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความกรุณาจากทุกท่านในคำแนะนำสำหรับกระทรวงศึกษา ที่จะพัฒนาเรื่องของการเรียนรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ต่อไปในอนาคต และการปรับปรุงหลักสูตรให้สอดรับกับเรื่องของการเรียนรู้ในเรื่องของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ การพัฒนาคนจะต้องทำในเรื่องนอกห้องเรียนด้วย ศธ.จะต้องดูแลเด็กนักเรียนไม่ใช่เฉพาะในห้องเรียนเท่านั้น แต่การเรียนรู้นอกห้องเรียนก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน ก็จะเน้นย้ำเป็นนโยบายของศธ.ต่อไป” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า อยากจะเน้นในเรื่องการพัฒนาคน บุคลากร ทั้งตัวนักเรียนและครูก่อน ที่จะไปสนับสนุนเครื่องมือ เราไม่อยากจะไปเริ่มต้นที่ซื้อเครื่องมือ แล้วบุคลากรไม่ได้รับการพัฒนา ตรงนี้เป็นหัวใจสำคัญที่ศธ.ภายใต้ผู้บริหารชุดใหม่นี้อยากจะเน้นย้ำ จึงอยากขอความร่วมมือจากทุกท่าน หากมีคำแนะนำข้อเสนอเชิงนโยบายขอให้ส่งมาได้เลย เราจะดำเนินการให้สอดคล้องกับผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายได้แนะนำเรา อย่างไรก็ตาม การจัดกิจกรรม ASC ในครั้งนี้เป็นโอกาสดีสำหรับเยาวชนไทยที่จะได้พบกับนักวิทยาศาสตร์ระดับโลกที่จะมาสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กๆ และเปิดโอกาสให้นักเรียนครูและบุคลากรทางการศึกษา ได้เข้าร่วมภายในงานและร่วมรับฟังการบรรยายจากนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล  ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การจัดงานจะสำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์จะได้เกิดคุณูปการกับวิทยาศาสตร์ไทย และขอบคุณเจ้าภาพร่วม ทุกหน่วยงานด้วย

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวย้ำว่า การจัดงานครั้งนี้จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กในการที่ได้เรียนรู้จากนักวิทยาศาสตร์ระดับโลกที่จะทำให้อยากศึกษาวิทยาศาสตร์ในเชิงลึกมากขึ้น และได้มาใช้เวลาร่วมกันเป็นเครือข่ายกัน ในอนาคตก็จะเป็นบุคลากรที่สำคัญของประเทศ โตขึ้นอาจจะเป็นครูด้านวิทยาศาสตร์ หรืออาจจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงระดับโลกที่มาจากประเทศไทยก็ได้ สอวน.ทำสำเร็จมาแล้วที่ส่งเด็กไทยไปชนะโอลิมปิกได้เหรียญทองจำนวนมาก บางปีไทยได้คะแนนเป็นอันดับหนึ่งจากทั่วโลก เพราะฉะนั้นศักยภาพของเด็กไทยไม่แพ้ใครในเวทีโลก ถ้าเขาได้มีโอกาสร่วมกิจกรรมเหล่านี้ ก็จะเป็นการต่อยอดเพิ่มศักยภาพต่อไป

ด้าน ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส กล่าวว่า “Asian Science Camp เริ่มจัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2548 (ค.ศ.2007) ที่กรุงไทเป ไต้หวัน  มีประเทศเจ้าภาพหมุนเวียนเปลี่ยนไปทุกปีรวม 14 ครั้ง เช่น อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น อินเดีย เกาหลีใต้ เป็นต้น โดยงานดังกล่าว จัดขึ้นเพื่อต้องการจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ให้กับเยาวชนในแถบเอเชียแปซิฟิก ที่มีความสามารถพิเศษด้านวิทยาศาสตร์  โดยประเทศไทยเคยรับเป็นเจ้าภาพจัด Asian Science Camp 2015 หรือเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา  และในปีนี้ พ.ศ. 2568 หรือ ค.ศ.2025 ประเทศไทยได้รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดงาน ASC 2025 อีกครั้ง ได้แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีความพร้อมทั้งด้านประสบการณ์จัดงานวิชาการระดับนานาชาติหลายครั้ง และยังแสดงให้เห็นศักยภาพภาพทางวิชาการของเหล่าเยาวชน นักเรียน นักศึกษา ตลอดทั้งคณาจารย์ และนักวิจัยที่ได้สร้างชื่อเสียงในระดับนานาชาติมาอย่างต่อเนื่อง ASC 2025 เจ้าภาพหลักได้แก่มูลนิธิ สอวน. ร่วมกับ มทส. และมีหน่วยงานเจ้าภาพร่วมอีก 7 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงการต่างประเทศ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)  สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช. การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานในพิธีเปิด ในวันที่ 1 สิงหาคม 2568

“การได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพอีกครั้ง แสดงถึงความเชื่อมั่นในความสามารถและความพร้อมของประเทศไทยทั้งด้านบุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน และผลงานวิชาการระดับนานาชาติ” ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส กล่าว

ขณะที่ ศ.เกียรติคุณ ดร.ม.ร.ว.ชิษณุสรร กล่าวว่า ภายในงาน ASC 2025 จะมีเยาวชนจาก 22 ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เข้าร่วมกว่า 235 คน มีผู้แทนเยาวชนไทยที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมจำนวน 68 คน และเข้าร่วมรับฟังการบรรยาย ร่วมอภิปรายและพูดคุยกับนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล ทั้ง 3 ท่าน ได้แก่ 1. Prof. Dr. Sir Gregory Paul Winter  ผู้ได้รับรางวัล Nobel Prize in Chemistry ปี 2018 จากผลงานการพัฒนาเทคนิค Phage Display เพื่อสร้างแอนติบอดี ซึ่งเป็นรากฐานของยาชีวภาพที่ใช้รักษาโรคต่างๆ รวมถึง Adalimumab หรือ Humira 2. Prof. Dr. Drew Weissman เจ้าของรางวัล Nobel Prize in Physiology or Medicine ปี 2023 จากการค้นพบการดัดแปลงนิวคลีโอไซด์ใน mRNA ซึ่งช่วยลดการอักเสบและทำให้เทคโนโลยีวัคซีน mRNA เป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ 3. Prof. Dr. Takaaki Kajita ผู้ได้รับ Nobel Prize in Physics ปี 2015 จากการค้นพบการแกว่งของนิวทริโน (Neutrino Oscillations) โดยใช้เครื่องตรวจจับ Super-Kamiokande ซึ่งพิสูจน์ว่านิวทริโนมีมวล และเปลี่ยนความเข้าใจพื้นฐานของฟิสิกส์อนุภาค ตามลำดับ

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม Plenary Speakers อีก 5 ท่าน ซึ่งล้วนเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ถ่ายทอดประสบการณ์จากนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่รุ่นกลางชาวไทยที่มีชื่อเสียงในระดับแนวหน้าจากสถาบันชั้นนำจำนวน 15 ท่าน การจัดแสดงโปสเตอร์นิทรรศการแสดงผลงานของนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียง เป็นการเปิดพื้นที่ให้เยาวชนผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้พูดคุย สอบถาม แลกเปลี่ยน ถ่ายทอดประสบการณ์ และได้รับแรงบันดาลใจจากนักวิทยาศาสตร์เพื่อสร้างสรรค์เครือข่ายทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีที่เข้มแข็งในอนาคต”

รศ.ดร.อนันต์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัย มีความพร้อมเป็นเจ้าภาพอย่างรอบด้าน ทั้งสถานที่ กำลังคน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และประสบการณ์การจัดประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา การสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานองค์กรภาครัฐ และเอกชน หน่วยงานวิจัยระดับชาติและนานาชาติที่เข้มแข็ง และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เพื่อรองรับผู้เข้าร่วมงานทุกคนให้ได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดตลอดระยะเวลาการจัดกิจกรรม และเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่งาน ASC2025 ในครั้งนี้ คณาจารย์ของ มทส. จำนวน 6 ท่าน ยังได้รับเชิญให้ร่วมเป็นวิทยากรในกิจกรรม Dialogue Sessions ร่วมกับเยาวชนจากนานาชาติ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของคณาจารย์ และนักวิจัยภายในสถาบันมีผลงานทางวิชาการ วิจัย และนวัตกรรมเป็นที่ยอมรับในระดับเอเชีย และยังเป็นโอกาสครั้งสำคัญในการร่วมสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักเรียน นักศึกษาทั้งในและนานาประเทศ

อย่างไรก็ตาม มทส.ยังให้ความสำคัญกับการกระจายโอกาสทางการศึกษา การเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ไปยังพื้นที่บริการการศึกษาโดยรอบ โดยเฉพาะในระดับภูมิภาคพื้นที่ จึงเปิดโอกาสให้นักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา กว่า 1,000 คน ได้เข้าร่วมรับฟังการบรรยายปาฐกถาจากนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลด้วย ถือเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับโอกาสทางวิทยาศาสตร์ การสร้างแรงกระตุ้นความสนใจทางวิทยาศาสตร์ให้กับนักเรียน เยาวชนในระดับภูมิภาค

015

Pilot Project X Playground : พื้นที่เรียนรู้และทดลองตลาด SE ของรุ่นใหม่

Pilot Project X Playground : พื้นที่เรียนรู้และทดลองตลาด SE ของรุ่นใหม่

Pilot Project X Playground : พื้นที่เรียนรู้และทดลองตลาด SE ของรุ่นใหม่

วันศุกร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.49 น.

Pilot Project X Playground: พื้นที่เรียนรู้และทดลองตลาด SE ของรุ่นใหม่ แรงผลักดันของ “ภาคการศึกษา-เอกชน” ที่ร่วมสร้างพลังเปลี่ยนแปลงสังคม

โครงการ Banpu Champions for Change ปีที่ 14: จุดไฟโตไปพร้อมกัน อีกหนึ่งสนามประลองไอเดียธุรกิจ ที่ชวนให้ SE หน้าใหม่ได้ปล่อยไอเดีย แลกเปลี่ยนความรู้ พร้อมโอกาสเชื่อมโยงนักลงทุน

กิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise: SE) เป็นโมเดลธุรกิจที่น่าจับตาในยุคที่ผู้คนต้องการมากกว่าตัวเลขผลกำไร แม้ความเข้าใจเรื่อง SE ในไทยยังค่อนข้างสับสน บางคนมองว่าเป็นกิจกรรมจิตอาสา สินค้าโอทอป หรือองค์กรไม่แสวงกำไร ในความจริง SE คือ “ธุรกิจจริงจัง” ที่มีเป้าหมายในการแก้ปัญหาสังคมอยู่ในแผนตั้งแต่แรก SE จึงไม่ใช่แค่เรื่องของ “แนวคิดดีๆ” หรือ “แพสชันของคนใจดี” แต่มันคือโมเดลธุรกิจที่สร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ และสังคม

แม้ตอนนี้กิจการเพื่อสังคมอาจยังเจอข้อจำกัดในด้านนโยบายและอีโคซิสเต็ม (ระบบนิเวศ) ในสังคมที่จะช่วยผลักดันกิจการ แต่ยังมีกลุ่มคนรุ่นใหม่จำนวนมากที่ไม่รอให้ระบบพร้อม พวกเขาเริ่มลงมือทำ และมอง “ผลกระทบทางสังคม” เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของธุรกิจไม่ต่างจากกำไร

การมีแรงสนับสนุนทั้งจากภาครัฐ เอกชน รวมไปถึงภาคการศึกษา ที่ให้พื้นที่คนรุ่นใหม่ได้ฝึกปรือทักษะผู้ประกอบการ SE จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะผลักดันให้กิจการของพวกเขาไปได้ตลอดลอดฝั่ง

กระแส SE ขยายถึงรากฐานสังคม คนรุ่นใหม่ในชุมชนเริ่มลงมือจริง กระแสการขับเคลื่อนกิจการเพื่อสังคมวันนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มคนในเมืองหรือนักธุรกิจหัวก้าวหน้าอีกต่อไป แต่กำลังค่อยๆ แผ่ขยายไปสู่รากฐานของสังคม โดยเฉพาะคนในชุมชนท้องถิ่น

ดร.ภูธิป มีถาวรกุล ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายพันธกิจสัมพันธ์เพื่อสังคม และอาจารย์ประจำคณะบริหารธุรกิจเพื่อสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) กล่าวว่า “ในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา เราเห็นเทรนด์หรือกระแสการสมัครเรียนต่อในหลักสูตรสาขาวิชาธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ที่ มศว ของนักเรียน ม.ปลายที่มาจากชุมชนท้องถิ่นเพิ่มมากขึ้น กว่าประมาณ 10 – 15% โดยทุกคนมาพร้อมเป้าหมายที่ชัดเจนว่าจะใช้โมเดล SE เป็นเครื่องมือแก้ไขปัญหาในพื้นที่บ้านเกิดตัวเอง ปรากฏการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะจากชุมชนท้องถิ่น ไม่ได้มองเห็นแค่ปัญหา แต่กำลัง ‘ลงมือเรียนรู้’ อย่างจริงจัง เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง”

ความเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้ กำลังเริ่มต้นขึ้นจริงในห้องเรียนของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) สถาบันเดียวในประเทศไทยที่เปิดหลักสูตรบริหารธุรกิจ “สาขาวิชาธุรกิจเพื่อสังคม” ระดับปริญญาตรีอย่างเต็มรูปแบบ ในหลักสูตรนี้ นิสิตจะได้เรียนตั้งแต่เรื่องพื้นฐานอย่างการตลาด การเงิน การบัญชี ไปจนถึงทักษะต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการขับเคลื่อนแบรนด์ เช่น การเล่าเรื่อง (Storytelling) ที่สำคัญคือ ทุกอย่างวิชาที่เรียนจะถูกเชื่อมโยงกับบริบทของปัญหาสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมรอบตัว

ไฮไลต์ของหลักสูตรอยู่ที่วิชาช่วงสุดท้ายที่จะทำเป็นโปรเจกต์จบ ซึ่งเปรียบเสมือนเป็น “โครงการทดลอง” หรือ Pilot Project ที่นิสิตต้องออกแบบกิจการ SE ของตัวเอง พร้อมลงมือทดสอบจริง ไม่ใช่แค่คิดโมเดลส่งอาจารย์แล้วจบ แต่ต้องลงพื้นที่ ระบุผู้มีส่วนได้เสีย และพิสูจน์ให้เห็นว่า ธุรกิจที่สร้างขึ้นสามารถช่วยชุมชน สร้างรายได้ หรือสร้างผลกระทบเชิงบวกทางสังคมได้จริงแค่ไหน

“ผมเชื่อว่า ยิ่งเรามีพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้ทดลอง ลงมือ และปล่อยไอเดียมากเท่าไหร่ เราจะยิ่งเห็นผู้ประกอบการ SE หน้าใหม่เกิดขึ้น และกลายเป็นขุมพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก แก้ปัญหาใกล้ตัวได้อย่างยั่งยืนได้อย่างยั่งยืน” ดร.ภูธิป กล่าวเสริม

#แรงใจ และ Network ตัวแปรสำคัญทำให้ SE ไปต่อได้ไกล

ดร. ภูธิป ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “จากการคลุกคลีกับวงการ SE นาน ปัจจัยสำคัญหนึ่งที่ทำให้ SE มีอันต้องปิดกิจการ คือความท้อของผู้ประกอบการ ทั้งเงินทุนเริ่มหมด กำลังใจด้านสังคมเริ่มหมด ดังนั้นการมีเครือข่าย (Network) ของคนที่มีหัวอกเดียวกัน เข้าใจปัญหาเดียวกัน และช่วยกันแนะทางออกจึงเป็นสิ่งสำคัญ เราต้องสร้างเครือข่าย SE ให้แข็งแรง ต้องทำให้คนรู้สึกว่า SE เท่ากับ Startup มีความเท่ ความเจ๋งเท่ากัน และอยากก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ ‘ชุมชน’ นี้”

“สำหรับคนทั่วไป เราจะมีส่วนช่วยขับเคลื่อน SE โดยการสนับสนุนสินค้า เพราะสุดท้ายแล้วกิจการเหล่านี้จะสร้างผลดีกลับมาที่เรา นอกจากนั้นปัญหาที่ทุกคนเคยเจอ ในวันนี้ก็จะลดลงโดยไม่รู้ตัว เมื่อไหร่ที่เราลดความยากจนลงได้ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่ดีจะกลับมาสู่เราและลูกหลานของเราเอง อย่างไรก็ตามเราต้องไม่ ‘เอาใจ’ (สปอย) SE สินค้าไม่ดีต้องบอกไม่ดี เพื่อให้มีการพัฒนา”

#Banpu Champions for Change – พื้นที่ปลอดภัยพอจะทดลอง และท้าทายพอที่จะเติบโต

ตลอด 14 ปีที่ผ่านมา บ้านปูผลักดันกิจการเพื่อสังคมผ่านโครงการ Banpu Champions for Change (BC4C) เพราะเชื่อมั่นว่าศักยภาพของผู้ประกอบการ SE จะช่วยสร้างเศรษฐกิจฐานรากที่แข็งแกร่ง พร้อมแก้ปัญหาสังคมที่มีลักษณะเฉพาะตัวของแต่ละพื้นที่ได้อย่างตรงจุด

ปีนี้ BC4C ก้าวสู่ปีที่ 14 ภายใต้ธีม “จุดไฟ โตไปพร้อมกัน” ได้ขยายพื้นที่กิจกรรมการออกไปยังหัวเมืองใหญ่ 4 ภาค ในจังหวัดเชียงใหม่ สงขลา ขอนแก่น และกรุงเทพฯ เพื่อค้นหา SE ในชุมชนที่มีไอเดีย มีแรงใจ แต่ยังขาด “พื้นที่” หรือ Playground ที่ให้ลงมือจริง

BC4C ไม่ใช่แค่เวิร์กช็อป แต่คือการได้ฝึกลงสนามจริง ผ่านโปรแกรม “การบ่มเพาะกิจการระยะเริ่มต้น” (Incubation Program) ที่สอนตั้งแต่การวางรากฐานธุรกิจ เช่น การคิดต้นทุน/กำไร การทำระบบบัญชี การแก้ปัญหาสังคมอย่างเป็นระบบ เช่น การตั้งสมมุติฐานของปัญหา การวัดผลกระทบทางสังคม ไปจนถึงการให้ทุนทดลองตลาด ทุกทีมจะได้รับการดูแลจากพี่เลี้ยง (Mentor) ผู้ประกอบการ SE ตัวจริงที่จะคอยให้คำปรึกษาและลงไปเป็นเพื่อนร่วมเดินทางตลอดระยะเวลาโครงการฯ

“ในปีนี้เราได้รับความสนใจจาก SE หน้าใหม่ในท้องถิ่นมากขึ้น มีผู้ประกอบการสมัครเข้าร่วมโครงการฯ ถึง 51 กิจการ จาก 14 จังหวัด จากทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ เฉลี่ยอายุอยู่ระหว่าง 20-30 ปี ประเด็นสังคมส่วนใหญ่ที่ผู้ประกอบการต้องการแก้ไขจะเกี่ยวกับเศรษฐกิจในชุมชน การจ้างงานผู้ด้อยโอกาส ปัญหาด้านการศึกษา และสุขภาพทั้งกายและใจ เป็นต้น สะท้อนว่าวัยรุ่นในพื้นที่เริ่มสนใจกลไกของกิจการเพื่อสังคมที่จะมาช่วยแก้ปัญหาให้เขาได้ในระยะยาว” — รัฐพล สุคนธี, ผู้อำนวยการสายอาวุโส–สื่อสารองค์กร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน)

ติดตามความเคลื่อนไหวของกิจการเพื่อสังคมหน้าใหม่ ที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ “พลังเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม” (Banpu Champions for Change: BC4C) ปีที่ 14 ที่มาในคอนเซปต์ “จุดไฟ โตต่อไปพร้อมกัน” ได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ http://www.facebook.com/banpuchampions โทรศัพท์ 087-075-4815 และอีเมล banpuchampions@gmail.com

‘ลิณธิภรณ์’น้อมรับดราม่าสะกดคำผิด บอกมีปัญหาสุขภาพ ทำพูดสั่งการโทรศัพท์เพี้ยน

'ลิณธิภรณ์'น้อมรับดราม่าสะกดคำผิด บอกมีปัญหาสุขภาพ ทำพูดสั่งการโทรศัพท์เพี้ยน

‘ลิณธิภรณ์’น้อมรับดราม่าสะกดคำผิด บอกมีปัญหาสุขภาพ ทำพูดสั่งการโทรศัพท์เพี้ยน

วันศุกร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.55 น.

‘ลิณธิภรณ์’ดอดเข้าดูห้องทำงาน พร้อมน้อมรับดราม่าสะกดคำผิดพลาด บอกมีปัญหาเรื่องเส้นประสาท ทำพูดสั่งการโทรศัพท์มีคำเพี้ยน

เมื่อวันที่ 4 ก.ค.2568 น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เดินทางมาดูห้องทำงาน ซึ่งเป็นห้องทำงานเดิมของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดย น.ส.ลิณธิภรณ์ กล่าวถึงดราม่าเกี่ยวกับการสะกดคำพิมพ์ผิดที่เผยแพร่ทางโซเชียล ว่า ต้องขอน้อมรับกับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น บางครั้งเราทำงานรวดเร็วแต่ไม่ได้ตรวจสอบ อาจจะมีการสะกดคำที่ผิด บางครั้งก็ใช้ระบบช่วยพูดก็ไม่ได้ตรวจสอบ การออกเสียง ร, ล ไม่ชัดเจน อันนี้เป็นปัญหาเรื่องสุขภาพ เรื่องของเส้นประสาท เวลาพูดสั่งการในโทรศัพย์ก็อาจจะมีคำผิดเพี้ยน ก็ต้องน้อมรับ แต่วันนี้เมื่อเราเข้ามาสู่การทำงานตรงนี้ (ศธ.) ก็อยากจะเป็นตัวอย่างที่ดี

ส่วนเรื่องของในเชิงการทำงาน ก็ตั้งใจเต็มที่ ซึ่งครอบครัว ตั้งแต่พ่อแม่ น้า อา ถ้าเข้าไปสำรวจที่พิษณุโลก เป็นข้าราชการครูกันหมด และตัวเองก็เป็นข้าราชการเก่ามาก่อน เพราะฉะนั้นก็ค่อนข้างมีความตั้งใจมีแพชชั่นในเรื่องนี้ แต่ว่าก็ต้องขอหารือกับท่านรัฐมนตรีว่าการศธ. แล้วแต่ท่านจะมอบหมายงาน แต่ก็อยากให้มองกันในเรื่องของเนื้องาน สาระ ความผิดพลาดของคนเกิดขึ้นได้ ขึ้นอยู่กับยอมรับปัจจุบันแก้ไขมันไหม และต่อไปในอนาคตทำให้ดีขึ้นค่ะ 

เมื่อถามว่า ในฐานะที่รัฐมนตรีเป็นครอบครัวข้าราชการครูมาก่อน ได้มองถึงปัญหา และภาระครูในด้านอื่นๆ ที่ไม่ใช่ด้านการสอนอย่างไรบ้าง

น.ส.ลิณธิภรณ์ กล่าวว่า มีหลายเรื่อง แต่คงจะต้องมองเป็นมาตรการระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ซึ่งถ้าในส่วนตัวมุ่งเน้นไปในแผนระยะสั้นก่อนเพื่อให้เห็นว่า กระทรวงศึกษาฯ วันนี้คิดว่าต้องหารือกันหลายฝ่าย การทำงานจะสำเร็จลุล่วงไปได้แม้ระยะสั้น เรามีหน้าที่ในการคิดนโยบายร่วมด้วยช่วยกันกับท่านรัฐมนตรีในการทำงาน แต่ก็ต้องได้รับการตอบรับ และได้รับความพึงพอใจจากผู้ปฏิบัติงานด้วยเช่นกัน แต่คิดว่าปัญหาหลายๆ เรื่องน่าจะเห็นพ้องต้องกันที่จะแก้ไขได้ แต่ในเบื้องต้นต้องขอหารือกับท่านรัฐมนตรีก่อน ซึ่งท่านก็คงจะมีการเรียกคุยถึงการทำงาน เพราะ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาฯ ก็เป็นคนที่น่าเคารพนับถืออยู่แล้ว และตนก็มีความเคารพท่านตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ก็ต้องมีการหารือกันเพื่อให้การทำงานเห็นผล ไม่ใช่ที่ทำอยู่ไม่ดี ที่ทำมาก็ดีแต่จะทำให้ดีขึ้นสำหรับครู ผู้ปกครอง และนักเรียน

ถามว่าทางพรรคเพื่อไทยมีธงที่จะพัฒนาจุดไหน น.ส.ลิณธิภรณ์ กล่าวว่า ทางพรรค ไม่ใช่ว่าทางพรรคมีธง แต่เป็นวิศัยทัศของรัฐบาล ซึ่งวันนี้แนวทางการศึกษาของรัฐบาลเราต้องมุ่งเป้าไปก่อน ว่า วันนี้เราต้องการให้เด็กจบมาเป็นอะไร ทำงานด้านไหน ถ้ายุทธศาสตร์ของประเทศมีอยู่เราก็ต้องมาดูว่ากระบวนการเหล่านี้สอดรับกันไหม ตั้งแต่ระดับประถมฯ มัธยมฯ ไปจนถึงระดับอุดมศึกษา ซึ่งอันนี้ก็ชัดเจนว่ารัฐบาลมุ่งเป้า โดยงบประมาณส่วนหนึ่งก็ลงไปทีาเกี่ยวกับสเต็ม และอนุมัติงบให้กับทุนโอดอสเป็นทุนการศึกษาต่อทั้งในและต่างประเทศ

ดังนั้น ตนคิดว่าก็ต้องมาดูกันว่าจะเสริมตรงไหน ส่วนไหนเข้าไปเพิ่ม และต้องมองการศึกษาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย ในการเชื่อมต่อการบูรณาการทางด้านการศึกษาที่จะทำให้เห็นว่าถึงแม้ต่างศาสนาแต่เป็นคนไทยเหมือนกันมีความผูกพันกัน ดังนั้น จึงมีหลายประเด็นที่จะต้องนำมาหารือกันในการทำงาน แต่อย่างน้อยๆ ก็อยากให้โฟกัสที่งานก่อน ถ้า 3 เดือนงานไม่มีค่อยมาด่ารัฐมนตรีช่วยก็ได้ แต่ตอนนี้ขอโอกาสในการทำงานก่อน

‘นฤมล’มั่นใจ แคมป์ ASC 2025 เป็นโอกาสสร้างแรงบันดาลใจด้านวิทยาศาสตร์ให้เด็กไทย

'นฤมล'มั่นใจ แคมป์ ASC 2025 เป็นโอกาสสร้างแรงบันดาลใจด้านวิทยาศาสตร์ให้เด็กไทย

‘นฤมล’มั่นใจ แคมป์ ASC 2025 เป็นโอกาสสร้างแรงบันดาลใจด้านวิทยาศาสตร์ให้เด็กไทย

วันศุกร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.20 น.

‘นฤมล’มั่นใจ แคมป์ ASC 2025 เป็นโอกาสสร้างแรงบันดาลใจด้านวิทยาศาสตร์ให้เด็กไทย ชี้ การศึกษาต้องพัฒนาบุคลากรครู-นักเรียน ก่อนจะลงทุนกับเครื่องมือ

เมื่อวันที่ 4 ก.ค.2568 ที่กระทรวงศึกษาธิการ กรุงเทพฯ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นำแถลงความพร้อมการเป็นเจ้าภาพจัดงาน Asian Science Camp 2025 (ASC2025) ระหว่างวันที่ 31 ก.ค.-6 ส.ค.2568 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2 และเทคโนธานี มทส.โดยมีศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์จรัส สุวรรณเวลา รองประธานมูลนิธิ มูลนิธิ สอวน.ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. ม.ร.ว.ชิษณุสรร สวัสดิวัตน์ ประธานคณะกรรมการดำเนินงานฯ รองศาสตราจารย์ ดร.อนันต์ ทองระอา อธิการบดี มทส.ศาสตราจารย์ ดร.สันติ แม้นศิริ คณบดีสำนักวิชาวิทยาศาสตร์  และรองประธานคณะกรรมการดำเนินงาน ร่วมแถลงข่าว 

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ครบรอบ 10 ปีแล้วที่ประเทศไทยเราเคยเป็นเจ้าภาพ ซึ่งเมื่อปี 2015 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเปิดงาน Asian Science Camp 2015 และทรงแสดงปาฐกถาเรื่อง “Young Scientists of Asia”ด้วย เป็นการเปิดโอกาสให้เยาวชนได้แลกเปลี่ยนกับเยาวชนต่างชาติ และนักวิทยาศาสตร์ระดับแนวหน้า ถือเป็นโอกาสที่ดีของเด็กและเยาวชนไทยที่จะได้ร่วมทำกิจกรรมกับเยาวชนกว่า 22 ประเทศในเอเชียแปซิฟิก ซึ่งตนหวังว่า กิจกรรมดังกล่าวจะสำเร็จลุล่วงและเกิดคุณูปการเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ของประเทศไทย

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า ความสำคัญของกิจกรรม ASC2025 ถือว่าสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการในเรื่องการปรับเปลี่ยนการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับทักษะสมัยใหม่ โดยมีเป้าหมายในการสร้างเด็กให้มีอาชีพและอนาคตที่มั่นคง ในโลกสมัยใหม่ได้ และถือเป็นกิจกรรมระดับนานาชาติที่เด็กไทยจะได้เข้าไปมีส่วนร่วมในแคมป์วิทยาศาสตร์ รวมกับเด็กในประเทศต่างๆ ที่เข้าร่วมกิจกรรมด้วย โดยจะทำให้เรื่องวิทยาศาสตร์มีอนาคตและมีความหวังในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น ตนขอขอบคุณคณะทำงานทุกท่านที่ได้ทำงานกันอย่างหนักเพื่อให้เด็กและเยาวชนไทยได้มีพื้นฐานและทักษะด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสุดท้ายต้องขอขอบคุณเจ้าภาพทุก ๆ ท่านด้วย 

“ภายใต้การบริหารงานกระทรวงศึกษาธิการของทีมผู้บริหารชุดใหม่ อาจารย์หวังว่าจะได้รับความกรุณาให้คำแนะนำ และคำปรึกษาที่จะมาร่วมกันพัฒนาการศึกษา ส่วนตัวแล้วอยากจะเน้นในเรื่องของการพัฒนาบุคลากรครูและนักเรียน เป็นหลักก่อนที่จะนำงบประมาณไปจัดซื้อเครื่องมือหรือการลงทุนกับเครื่องมือต่างๆ โดยที่บุคลากรด้านการศึกษายังไม่ได้รับการพัฒนา ตรงนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ขอเน้นย้ำทุกท่าน รวมไปถึงการเรียนรู้นอกห้องเรียนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญ เพราะเราไม่ได้ดูแลเด็กนักเรียนเฉพาะในห้องเรียนเท่านั้น แต่การเรียนรู้นอกห้องเรียนก็มีความจำเป็นอย่างมากต่อสถานการณ์โลกในปัจจุบัน และหากท่านใดมีคำแนะนำ หรือข้อเสนอเชิงนโยบาย ก็สามารถส่งมาที่อาจารย์เพื่อที่จะนำมาพิจารณาดำเนินการให้สอดคล้องกัน“ศ.ดร.นฤมล กล่าว

‘นฤมล’เริ่มงาน ศธ.วันแรก เป็นประธานแถลงการจัดโครงการ Asian Science Camp 2025

‘นฤมล’เริ่มงาน ศธ.วันแรก เป็นประธานแถลงการจัดโครงการ Asian Science Camp 2025

‘นฤมล’เริ่มงาน ศธ.วันแรก เป็นประธานแถลงการจัดโครงการ Asian Science Camp 2025

วันศุกร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.14 น.

‘นฤมล’เริ่มงาน ศธ.วันแรก เป็นประธานแถลงการจัดโครงการ Asian Science Camp 2025

เมื่อวันที่ 4 ก.ค.2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เดินทางมาเป็นประธานแถลงข่าวการจัดโครงการ Asian Science Camp 2025 ที่จะเริ่มขึ้นในเวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุมราชวัลลภ ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งถือเป็นงานแรกหลังเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนแล้ว โดยมี นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และข้าราชการ รอให้การต้อนรับ 

โดย นางนฤมล ได้ใช้ห้องกลางในการทำงาน ซึ่งเป็นห้องทำงานเดิมของ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  ส่วนนายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นั่งทำงานทางปีกซ้ายของอาคารราชวัลลภ 

นางนฤมล  ตอบคำถามว่า ในฐานะที่ รมว.ศธ.อยู่ในแวดวงการศึกษามาก่อน มีวิสัยทัศน์อย่างไรเกี่ยวกับการศึกษา ว่า เราอยู่ในแวดวงการศึกษามาก่อนก็เข้าใจว่าสิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่ฮาร์ดแวร์หรือเครื่องมือ สิ่งเหล่านี้ต้องมาทีหลัง เป็นสิ่งเสริม ที่สำคัญคือการพัฒนาซอฟแวร์ คือ ตัวครู และบุคลากรทางการศึกษาที่จะต้องมาก่อนและต้องมีความพร้อมมีความเข้มแข็งก่อน และมีทุกอย่างสนับสนุน ไม่ใช่แค่เรื่องของสถานที่เท่านั้น แต่ต้องมีงบประมาณในการสนับสนุนบุคลากรในการทำการวิจัยการอบรมพัฒนาต่อยอด ที่จะสนับสนุนด้านต่างๆเพื่อให้บุคลากรเข้มแข็งก่อน  

“เราได้ยินมาตลอดว่า การศึกษาควรจะเน้นเด็กเป็นศูนย์กลาง แต่เราอาจจะลืมเรื่องของครู เรื่องของความเป็นอยู่ สวัสดิการของครู ที่จะมีความพร้อมไปสร้างอนาคตของประเทศได้ ดังนั้น รมว.ศธ. และ รมช.อีก 2 ท่าน จึงให้ความสำคัญกับการทำให้ครูมีความเข้มแข็งก่อน จึงจะทำให้การศึกษาไทยเปลี่ยนแปลงได้อย่างยั่งยืนรวมถึงการลดภาระงานให้กับครู และจะดูแลสวัสดิการของเด็กว่าจะเพิ่มเติมในส่วนไหนบ้าง โดยจะทำเป็นเรื่องเร่งด่วนสำหรับครู และนักเรียน“ รมว.ศธ. กล่าว

พม.พัฒนา “App DepFund” สร้างโอกาส “คนพิการและผู้ดูแล” เข้าถึงบริการเงินกู้ยืมง่ายขึ้น

พม.พัฒนา “App DepFund” สร้างโอกาส “คนพิการและผู้ดูแล” เข้าถึงบริการเงินกู้ยืมง่ายขึ้น

พม.พัฒนา “App DepFund” สร้างโอกาส “คนพิการและผู้ดูแล” เข้าถึงบริการเงินกู้ยืมง่ายขึ้น

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.44 น.

พม. พัฒนา “App DepFund” สร้างโอกาส “คนพิการและผู้ดูแล” เข้าถึงบริการเงินกู้ยืมง่ายขึ้นหนุนคนพิการเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) พัฒนานวัตกรรมดิจิทัลให้คนพิการ บริหารจัดการเงินกู้ยืมกองทุนฯ ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ทันต่อการใช้ชีวิตในยุคปัจจุบัน ผ่าน “แอปพลิเคชัน DepFund” ตอบโจทย์การเข้าถึงสิทธิด้านการกู้ยืมเงินสำหรับคนพิการในการประกอบอาชีพได้ง่ายยิ่งขึ้น และรองรับความต้องการของคนพิการที่จะใช้บริการกู้ยืมเงินกองทุนฯ จำนวนกว่า 2.2 ล้านคน เน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพและส่งเสริมการมีงานทำของคนพิการ จะช่วยให้คนพิการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

วันนี้ (3 ก.ค.68) นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือ พม. พร้อมด้วย นายอนุกูล ปีดแก้ว ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายโชคชัย วิเชียรชัยยะ อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ และคณะผู้บริหาร ร่วมเปิดตัว “แอปพลิเคชันกู้ยืมเงินคนพิการ หรือ DepFund” เพื่อให้คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในการประกอบอาชีพโดยไม่มีดอกเบี้ย ทั้งยังเข้าถึงการบริการของภาครัฐได้สะดวก รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยได้รับเกียรติจากคณะผู้บริหารกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สมาคมคนพิการ คนพิการและผู้ดูแลคนพิการ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงานกว่า 200 คน ภายในงานมีการออกบูธแสดงสินค้าและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของคนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการที่ประสบความสำเร็จจากการกู้ยืมเงินกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการเพื่อประกอบอาชีพหรือขยายกิจการ จำนวน 5 ร้านค้า ณ ลานชั้น 1 อาคารกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวภายหลังการเปิดตัว “แอปพลิเคชันกู้ยืมเงินคนพิการ หรือ App DepFund” ว่า กระทรวง พม. มุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน กลุ่มเปราะบาง เพื่อให้เข้าถึงสิทธิของตนอย่างเท่าเทียม โดยงานด้านคนพิการเป็นภารกิจหนึ่งในการขับเคลื่อนการทำงานด้านการส่งเสริม สนับสนุน พัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการให้อยู่ในสังคมได้อย่างเท่าเทียม โดยปัจจุบัน มีคนพิการ ในประเทศไทยจำนวน 2,242,693 ราย คิดเป็นร้อยละ 3.39 ของประชากรไทยทั้งประเทศ (ข้อมูล ณ วันที่ 30 เมษายน 2568) ซึ่งในจำนวนนี้ มีคนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการใช้บริการการกู้ยืมเงินเพื่อเป็นทุนประกอบอาชีพหรือขยายกิจการ ของกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ภายใต้กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ จำนวนกว่า 300,019 ราย รวมเป็นจำนวนเงิน 11,284,049,918 บาท (ข้อมูล ณ วันที่ 16 พฤษภาคม 2568) การสร้างอาชีพให้คนพิการมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะช่วยเพิ่มกำลังซื้อในตลาด เพิ่มรายได้ให้กับคนพิการ และลดภาระค่าใช้จ่ายของภาครัฐ ทำให้เกิดการหมุนเวียนของเงินในเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมและส่งเสริมให้คนพิการมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ

สำหรับการพัฒนานวัตกรรมระบบดิจิทัล “แอปพลิเคชัน DepFund” ภายใต้แนวคิด “เพื่อให้คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการ สามารถเข้าถึงบริการของภาครัฐได้อย่างรวดเร็ว” เป็นอีกระบบหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนงานด้านคนพิการให้เข้าถึงสิทธิ สวัสดิการ ที่คนพิการพึงได้รับด้วยความสะดวก รวดเร็ว และทันต่อวิวัฒนาการของเทคโนโลยีในปัจจุบัน ซึ่งแอปพลิเคชัน DepFund จะช่วยในการบริหารจัดการเงินกู้สำหรับคนพิการ ให้เข้าถึงระบบบริการดิจิทัลด้านเงินกู้ได้อย่างครอบคลุม สะดวก และรวดเร็วขึ้น

“ในปัจจุบันวิวัฒนาการของดิจิทัลถือเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตประจำวัน ดังนั้น การพัฒนาและนำนวัตกรรมดิจิทัลมาใช้เพื่อสนับสนุนและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนพิการ จะช่วยให้คนพิการสามารถเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการได้อย่างไร้รอยต่อ จึงเป็นสิทธิและสวัสดิการหนึ่งที่คนพิการพึงได้รับอย่างเท่าเทียมกับคนในสังคม และการพัฒนา“แอปพลิเคชัน DepFund” ช่วยให้คนพิการมีเงินตั้งต้นประกอบอาชีพได้ทันที ไม่ต้องพึ่งเงินกู้นอกระบบ จึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ช่วยให้คนพิการเกิดความสะดวกในการกู้ยืมเงินกองทุนฯ โดยไม่ต้องเดินทางมารับบริการต่อหน้าเจ้าหน้าที่ด้วยตนเอง ทำให้ลดภาระค่าใช้จ่าย ลดปัญหาการเดินทาง ส่งผลให้คนพิการสามารถทำงานหารายได้ได้อย่างเต็มกำลังมากขึ้น ทำให้คนพิการมีศักยภาพ มีความเข้มแข็ง สามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี และเป็นกำลังสำคัญในการนำพาประเทศไทยให้เดินไปข้างหน้าอย่างมีเสถียรภาพต่อไป” นายวราวุธ กล่าว

ด้าน นายโชคชัย วิเชียรชัยยะ อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ระบุว่า กองทุนส่งเสริมและพัฒนา คุณภาพชีวิตคนพิการ โดยกองกองทุนและส่งเสริมความเสมอภาคคนพิการ ได้พัฒนา “แอปพลิเคชัน DepFund” ขึ้น เพื่อเป็นแนวทางให้คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในการประกอบอาชีพโดยไม่มีดอกเบี้ยได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง ซึ่งในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 กองทุนฯ มีการปล่อยเงินกู้ยืมเพื่อประกอบอาชีพหรือขยายกิจการ ให้คนพิการและผู้ดูแลคนพิการ จำนวน 14,792 ราย คิดเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 757,121,796 บาท (ข้อมูล ณ 30 กันยายน 2567) ซึ่งในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 กองทุนฯ ตั้งเป้าหมายจำนวนคนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการใช้บริการกู้ยืมเงินกองทุนฯ จำนวน 15,000 ราย จำนวนเงินกู้ 1,000 ล้านบาท และปัจจุบัน มีคนพิการและผู้ดูแลคนพิการ กู้ยืมเงินกองทุนฯ จำนวน 6,632 ราย คิดเป็นเงินจำนวน 339,850,285 บาท (ข้อมูล ณ 28 พฤษภาคม 2568)  ดังนั้น การพัฒนา “แอปพลิเคชัน DepFund” จะเป็นอีกช่องทางเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการเข้าถึงบริการกู้ยืมเงินกองทุนฯ ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น อันส่งผลให้คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการมีอาชีพ มีรายได้เลี้ยงดูตนเองได้อย่างเท่าเทียมกับคนในสังคม

“แอปพลิเคชัน DepFund ที่พัฒนาขึ้น จะช่วยบริหารจัดการการกู้ยืมเงินกองทุนฯ ผ่านระบบดิจิทัล อำนวยความสะดวกให้คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการในการยื่นกู้ยืมเงินกองทุนฯ ตรวจสอบผลการอนุมัติ ยอดคงเหลือ ประวัติการชำระเงิน ทั้งยังสามารถชำระหนี้ที่กู้ยืมผ่าน QR Code ได้อีกด้วย ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกให้คนพิการและผู้ดูแลคนพิการ สามารถเข้าถึงการบริการของภาครัฐได้ง่าย สะดวก และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยรองรับทั้งระบบปฏิบัติการ IOS และ Android สามารถเข้าใช้งานผ่าน DIGITAL ID” นายโชคชัย กล่าว

ทั้งนี้ กองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ให้บริการคนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการกู้ยืมเงินเพื่อเป็นทุนประกอบอาชีพหรือขยายกิจการ ผ่อนชำระคืนภายในไม่เกิน 5 ปี โดยไม่มีดอกเบี้ย สำหรับการกู้ยืมเงินกองทุนฯ แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1. การกู้รายบุคคล รายละไม่เกิน 60,000 – 120,000 บาท และ 2. การกู้รายกลุ่ม กลุ่มละไม่เกิน 1 ล้านบาท สำหรับคนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการที่สนใจกู้ยืมเงินเพื่อเป็นทุนสำหรับประกอบอาชีพหรือขยายกิจการ สามารถยื่นคำร้องได้ทาง https://efund.dep.go.th/

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ยังคงมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมและบริการด้านต่าง ๆ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คนพิการเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการอย่างมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ มีความเสมอภาคกับบุคคลทั่วไป สามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างเท่าเทียม พึ่งพาตนเองได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีอยู่ในสังคมต่อไป

‘ศ.ดร.บังอร’เป็นประธานพิธีไหว้ครู ‘วิว-เมย์’ร่วมสร้างแรงใจ ในกิจกรรม‘รักษ์น้อง’

‘ศ.ดร.บังอร’เป็นประธานพิธีไหว้ครู ‘วิว-เมย์’ร่วมสร้างแรงใจ ในกิจกรรม‘รักษ์น้อง’

‘ศ.ดร.บังอร’เป็นประธานพิธีไหว้ครู ‘วิว-เมย์’ร่วมสร้างแรงใจ ในกิจกรรม‘รักษ์น้อง’

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.41 น.

‘ศ.ดร.บังอร’เป็นประธานพิธีไหว้ครู‘ม.กรุงเทพธนบุรี’ สุดอบอุ่น‘วิว’กุลวุฒิ วิทิตศานต์ นักแบดมินตันมือ 1 ของโลก และ‘น้องเมย์’รัชนก อินทนนท์ ร่วมสร้างแรงบันดาลใจ พร้อมกิจกรรม‘รักษ์น้อง’

3 กรกฎาคม 2568 ศ.ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล อธิการบดี ม.กรุงเทพธนบุรี (มกธ.) เป็นประธานพร้อมให้โอวาทแก่นักศึกษา ในพิธีไหว้ครู ประจำปีการศึกษา 2568 ณ อาคาร BANGKOKTHONBURI HALL ม.กรุงเทพธนบุรี

พิธีไหว้ครู ประจำปีการศึกษา 2568 ของ ม.กรุงเทพธนบุรี ครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเสริมสร้างการปลูกฝังให้นักศึกษาทุกคณะทุกระดับของสถาบัน ได้แสดงความเคารพ กตัญญูกตเวที  และยอมรับนับถือครูบาอาจารย์อย่างจริงใจ อีกทั้งยังกระตุ้นให้นักศึกษาได้ตระหนักรู้ เข้าใจถึงคุณค่าเชิงคุณธรรมจริยธรรม และแนวปฎิบัติตามขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของไทย ในฐานะเป็นผู้สืบทอดมรดกทางปัญญา  ความรู้ทั้งในเชิงวิชาการและวิชาชีพด้วยความวิริยะ อุตสาหะ มานะ เพียรพยายาม อดทน เพื่อให้นักศึกษาได้บรรลุเป้าประสงค์ของการศึกษาตามที่ได้ตั้งใจไว้

ในพิธี ศ.ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล  ยังได้มอบธง ม.กรุงเทพธนบุรี ธงประจำคณะแก่ผู้แทนนักศึกษาคณะต่าง ๆ  พร้อมทั้งมอบเกียรติบัตรให้แก่ศิษย์เก่าดีเด่น ศิษย์ปัจจุบันดีเด่น ได้แก่ หม่อมหลวงปุญยนุช เกษมสันต์ (คณะรัฐศาสตร์-ป.เอก), นายวรเดช รุกขพันธุ์ (คณะบริหารธุรกิจ-ป.เอก) เป็นต้น

สำหรับพิธีไหว้ครูครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.ดวงฤทธิ์  เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยผู้บริหาร คณาจารย์ นักศึกษาระดับปริญญาตรี ถึงปริญญาเอก ได้แก่ “วิว” วิวกุลวุฒิ วิทิตศานต์ นักแบดมินตันชายเดี่ยว มือ 1 ของโลก เจ้าของเหรียญเงิน โอลิมปิกเกมส์ 2024 และ “น้องเมย์” รัชนก อินทนนท์ นักแบดมินตันหญิงทีมชาติไทย ซึ่งเป็นนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ รวมทั้งนักศึกษาต่างชาติ ศิษย์เก่า ศิลปิน ดารา เข้าร่วมในพิธีไหว้ครู อย่างพร้อมเพรียง

นอกจากนี้ คณะผู้บริหาร คณาจารย์ นักศึกษาของคณะต่าง ๆ ยังได้จัดกิจกรรม “รักษ์น้อง” เชิงสร้างสรรค์  เพื่อเสริมสร้างความรักสมัครสมานสามัคคีร่วมกันระหว่างคณาจารย์และนักศึกษาของ ม.กรุงเทพธนบุรี อีกด้วย