‘เพิ่มพูน’ ดันโรงเรียนสร้างเครือข่าย – แบ่งปันทรัพยากร พัฒนาการศึกษา

‘เพิ่มพูน’ ดันโรงเรียนสร้างเครือข่าย - แบ่งปันทรัพยากร พัฒนาการศึกษา

‘เพิ่มพูน’ ดันโรงเรียนสร้างเครือข่าย – แบ่งปันทรัพยากร พัฒนาการศึกษา

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงการลงพื้นที่ตรวจราชการและติดตามการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล/นโยบายการศึกษา และข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในการประชุมคณะ “รัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 2/2568 ณ กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 (จังหวัดสกลนคร นครพนม และมุกดาหาร)” ว่า…

จากการตรวจเยี่ยมโรงเรียนปิยะมหาราชาลัย พบว่ามีศิษย์เก่าเข้ามาช่วยสนับสนุนโรงเรียน โดยมี พลเอก มานะ รัตนโกศเศศ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นศิษย์เก่าของโรงเรียนปิยะมหาราชาลัย ได้มาร่วมตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจโรงเรียนด้วย โดยตนได้สื่อสารกับทางโรงเรียนว่าให้มีการแบ่งปันทรัพยากรไปช่วยดูแลโรงเรียนอื่นๆที่คุณภาพอาจจะเป็นรอง เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาให้ดีขึ้น ไม่ว่าโรงเรียนระดับมัธยมฯ หรือ โรงเรียน ระดับประถมฯ และให้นักเรียนช่วยเหลือแบบ พี่สอนน้อง หรือแบบเพื่อนช่วยเพื่อน ส่วนคุณครูก็อาจจะไปช่วยครูโรงเรียนอื่น ทำให้เกิดมิติในการแลกเปลี่ยน เพื่อให้คุณภาพการศึกษาดีขึ้น

“ศิษย์เก่าที่ประสบความสำเร็จถ้าหากกลับมาช่วยพัฒนาโรงเรียนก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะตนก็มีนโยบายเรื่องครูคืนนถิ่น โดยให้ครูได้กลับมาอยู่กับครอบครัวและพัฒนาโรงเรียนในถิ่นของตนเองให้ดียิ่งขึ้น” รมว.ศธ. กล่าวทิ้งท้าย

ระดมสมองรับมือวิกฤตประเทศ แก้ ‘น้ำแล้ง-น้ำท่วม’ ระดับพื้นที่

ระดมสมองรับมือวิกฤตประเทศ แก้ ‘น้ำแล้ง-น้ำท่วม’ ระดับพื้นที่

ระดมสมองรับมือวิกฤตประเทศ แก้ ‘น้ำแล้ง-น้ำท่วม’ ระดับพื้นที่

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สกสว.ระดมสมองทบทวนแผน ววน. เพื่อแก้ไขปัญหาท้าทายและปรับตัวได้ทันต่อพลวัตการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยเฉพาะการรับมือวิกฤติเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมเดินหน้าแก้ปัญหาท้าทายของประเทศ รวมถึงการร่วมหารือปัญหาน้ำแล้งน้ำท่วมในระดับพื้นที่ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย โดยมีมหาวิทยาลัยในพื้นที่ร่วมทำงานแบบบูรณาการ

นายขจร ศรีชวโนทัย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ด้านสาธารณภัยและพัฒนาเมือง เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับ รศ.ดร.สุจริต ธนกุลวงศ์ ผู้อำนวยการแผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. “น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง” และผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ณ ห้องประชุมราชบพิธ อาคารดำรงราชานุสรณ์ กระทรวงมหาดไทย เพื่อเตรียมพร้อมในการประชุมคณะทำงานการขับเคลื่อนการดำเนินการความร่วมมือแนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำแล้งน้ำท่วมในระดับพื้นที่ ระหว่างกระทรวงมหาดไทย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ สกสว.

นายขจร ศรีชวโนทัย รองปลัด มท. กล่าวว่า งบประมาณของกระทรวงกระจายอยู่หลายส่วน แต่จะพยายามให้อยู่ในแผนเพื่อให้การบริหารจัดการน้ำมีประสิทธิภาพ การแก้ปัญหาค่อนข้างมีความซับซ้อนโดยจะต้องจัดลำดับความสำคัญของปัญหาในแต่ละพื้นที่ และเป็นประโยชน์ต่อประชาชน นอกจากนี้ยังมีกระทรวงอื่น ๆ และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องด้วย ทั้งนี้แผนงานน้ำจะสำเร็จหรือไม่ต้องดูอุปสรรคหน้างานด้วย โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นหลักในการรวบรวมข้อมูลจากท้องถิ่นและภาคเอกชน โดยทุกหน่วยงานในกระทรวงมหาดไทยยินดีสนับสนุนข้อมูลและทำงานร่วมกับ อว. และ สกสว.

ด้าน รศ.ดร.สุจริต ระบุว่า สกสว.ได้รับโจทย์จากข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในการนำ ววน. มาเป็นเครื่องมือแก้จน บริหารจัดการน้ำ บนฐานองค์ความรู้จากงานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อส่งมอบผลลัพธ์ผลกระทบที่เป็นรูปธรรมแก่ฝ่ายนโยบาย เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพจึงมีประกาศแต่งตั้งคณะทำงานฯ โดยมี สกสว. เป็นโซ่ข้อกลาง และมหาวิทยาลัยในพื้นที่ร่วมทำงานแบบบูรณาการ ปรับตัวเรียนรู้ร่วมกับชุมชน ภายใต้เครือข่ายการทำงานร่วมกันของทั้งสองกระทรวง เพื่อขับเคลื่อนโครงการสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาในพื้นที่

ทั้งนี้ แผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. “น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง” มีเป้าหมายน้ำไม่ท่วมไม่แล้งใน 100 ตำบลเป้าหมายใน 8 จังหวัดเป้าหมาย คือ เชียงใหม่-ลำพูน พะเยา-เชียงราย ชัยภูมิ-ขอนแก่น สงขลา-พัทลุง โดยมีจังหวัดน่านและกำแพงเพชรเป็นพื้นที่ต้นแบบ นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ทดลองในลุ่มน้ำแม่กลองและเขื่อนใหญ่ ประกอบด้วย กาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร โดยประชาชนได้รับความเดือดร้อนลดลง 1.2 แสนครัวเรือน และมีรายได้เพิ่มขึ้นหรือลดค่าใช้จ่ายจากภาครัฐ 900 ล้านบาท ในปี 2569

เปิดนโยบาย ‘ศ.ดร.องอาจ นัยพัฒน์’ ดัน สมศ. เป็น ‘ONESQA Academy’ ขับเคลื่อนยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย

เปิดนโยบาย ‘ศ.ดร.องอาจ นัยพัฒน์’ ดัน สมศ. เป็น ‘ONESQA Academy’ ขับเคลื่อนยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย

เปิดนโยบาย ‘ศ.ดร.องอาจ นัยพัฒน์’ ดัน สมศ. เป็น ‘ONESQA Academy’ ขับเคลื่อนยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.องอาจ นัยพัฒน์ ผู้อำนวยการ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. เผยวิสัยทัศน์และบทบาทของ สมศ. ในระบบการศึกษาไทย พร้อมขับเคลื่อนนโยบายที่มีความเป็นเลิศด้านการประเมินและการประกันคุณภาพ เพื่อยกระดับมาตรฐานการศึกษาสู่สากล เสริมสร้างชีวิตและสังคม ที่มั่นคง ปลอดภัยและยั่งยืนในโลกของครูผู้สอน การบริหารทรัพยากร และการพัฒนาสมรรถนะผู้เรียน ส่วนเป้าหมายระยะยาว มุ่งพัฒนาระบบ Dashboard Presentation ให้สามารถนำเสนอข้อมูลคุณภาพการศึกษาแบบ Real-time เข้าใจง่าย และใช้ในการสื่อสารเชิงนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นการใช้นวัตกรรมด้านฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และการวิเคราะห์เชิงลึก เพื่อประเมินผลและสนับสนุนการตัดสินใจของผู้กำหนดนโยบาย

บทบาทของ สมศ. ในระบบการศึกษาไทย ต้องไม่ใช่เพียง “ผู้ประเมิน” แต่ต้องเป็น “กัลยาณมิตร” ที่ทำงานร่วมกับสถานศึกษา และหน่วยงานต้นสังกัดอย่างต่อเนื่อง ด้วยแนวคิดที่ว่า “การประกันคุณภาพไม่ใช่งานเฉพาะเทศกาล แต่ต้องทำทุกวัน เหมือนการดูแลบ้านของเรา” โดยยึดวงจร PDCA (Plan-Do-Check-Act) ในการขับเคลื่อนการพัฒนา และวางรากฐานวัฒนธรรมคุณภาพในสถานศึกษาทุกระดับ

สำหรับเป้าหมายในอนาคต สมศ. จะเดินหน้าเป็น ONESQA Academy โดย สมศ.จะเน้นการประเมินเพื่อพัฒนา ภายใต้ความเป็นกัลยาณมิตร พร้อมยืนหยัดบนหลักจริยธรรมในการเผยแพร่ข้อมูล เปิดเผยข้อมูลสารสนเทศเท่าที่จำเป็นให้ผู้ปกครองชุมชนและสังคมทราบอย่างโปร่งใส

“ภายใต้เป้าหมายดังกล่าว สมศ. ยังคงเดินหน้าพัฒนาระบบ Dashboard Presentation ให้ครอบคลุม เข้าใจง่าย และแสดงผลแบบเรียลไทม์ ให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงข้อมูลอย่างปลอดภัยและโปร่งใส เพื่อเร่งขับเคลื่อน สมศ. สู่ความเป็น ONESQA Academy อย่างเต็มรูปแบบ กล่าวคือร่วมสร้างวัฒนธรรมคุณภาพภายในสถานศึกษาให้เกิดการพัฒนาปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง พร้อมส่งเสริมการวิจัยและการพัฒนาเพื่อยกระดับมาตรฐานคุณภาพการศึกษาไทยอย่างแท้จริง ภายใต้ความท้าทายที่การศึกษาของไทยต้องเผชิญ ทั้งจากความแตกต่างของบริบทประเภทสถานศึกษาในเมืองและพื้นที่ห่างไกล รวมถึงการแข่งขันในระดับสากล” ผู้อำนวยการ สมศ. กล่าว

ไทยพีบีเอส เปิดเวทีแสดงความคิดเห็น คุณลักษณะ ผอ.คนใหม่ไทยพีบีเอสที่สังคมไทยอยากได้

ไทยพีบีเอส เปิดเวทีแสดงความคิดเห็น คุณลักษณะ ผอ.คนใหม่ไทยพีบีเอสที่สังคมไทยอยากได้

ไทยพีบีเอส เปิดเวทีแสดงความคิดเห็น คุณลักษณะ ผอ.คนใหม่ไทยพีบีเอสที่สังคมไทยอยากได้

วันพุธ ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2568, 18.19 น.

ไทยพีบีเอส เปิดเวทีแสดงความคิดเห็น การสรรหาผู้อำนวยการ ส.ส.ท. หลากหลายวงการเข้าร่วม ทั้งวงการสื่อ การศึกษา เครือข่ายภาคประชาสังคม สภาผู้ชมและผู้ฟังรายการไทยพีบีเอส ผู้ผลิตอิสระ ประชาชน ประสานเสียง ผอ.คนใหม่ไทยพีบีเอสต้องกล้าเป็นผู้นำเปลี่ยนผ่านสู่ยุคหลังสิ้นสุดอายุใบอนุญาตฯ ปี 2572 

เมื่อวันที่ 30 เม.ย. องค์การกระจายเสียและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเพื่อประกอบการสรรหาผู้อำนวยการ ส.ส.ท. เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งภาควิชาการ เครือข่ายภาคประชาสังคม สภาผู้ชมและผู้ฟังรายการไทยพีบีเอส ผู้ผลิตอิสระ ผู้ผลิตภาคพลเมือง และประชาชนทั่วไป เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นต่อคณะกรรมการสรรหา โดยมีการถ่ายทอดสดออนไลน์ในทุกช่องทางของไทยพีบีเอส รวมถึงมีการรับฟังความคิดเห็นของพนักงานไทยพีบีเอสด้วย

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานคณะกรรมการสรรหาผู้อำนวยการ ส.ส.ท. กล่าวว่า มีความยินดีอย่างยิ่งที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและผู้เกี่ยวข้องกับไทยพีบีเอสเข้าร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็นในวันนี้ ทุกวันนี้ สังคมตั้งคำถามว่า สื่อสาธารณะยังจำเป็นที่จะมีอยู่ต่อไปหรือไม่ แต่ท่ามกลางในยุคที่ภูมิทัศน์สื่อใหม่ที่มีสื่อหลากหลายใคร ๆ ก็เป็นสื่อได้ เป็นข้อที่แสดงให้เห็นแล้วว่าสื่อสาธารณะไทยพีบีเอส ยังมีความสำคัญด้วยการนำเสนอข้อมูลข่าวที่รอบด้าน สมดุล ทำงานอย่างมืออาชีพ แต่ไทยพีบีเอส จะเดินหน้าต่อไปอย่างไรภายใต้โจทย์ใหญ่ 2 ข้อ คือ 1.สภาพปัญหาในปัจจุบัน และความท้าทายของภูมิทัศน์สื่อในอนาคต และทิศทางที่ควรจะเป็นของไทยพีบีเอส 2.คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของ ผอ.ส.ส.ท. 

“การเปิดเวทีครั้งนี้สะท้อนสปิริตของสื่อสาธารณะ ในการสร้างการมีส่วนร่วมให้รู้สึกว่า ไทยพีบีเอสเป็นของสาธารณะอย่างแท้จริง เริ่มจากกระบวนการสรรหามีความโปร่งใส และจะมีการแสดงวิสัยทัศน์ ที่มีการถ่ายทอดสดเป็นครั้งแรก การรับฟังความเห็นครั้งนี้ถือว่าได้ความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ ซึ่งผู้สมัคร ผอ.ส.ส.ท. ทั้ง 23 คน น่าจะได้รับฟังและต้องตอบคำถามเหล่านี้เช่นกัน” ดร.สมเกียรติ กล่าว

สำหรับเวทีแสดงความคิดเห็น ร่วมด้วยประชาชนบุคคลภายนอกจากหลากหลายวงการ โดยมีความเห็นหลากหลาย อาทิ ดร.สิขเรศ ศิรากานต์ นักวิชาการอิสระด้านสื่อ กล่าวว่า ไทยพีบีเอสต้องเป็นผู้นำในวงการสื่อ โดยเฉพาะสื่อทีวีที่จะสิ้นสุดอายุใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ ในปี 2572 ขณะเดียวกันไทยพีบีเอส จะต้องสูญเสียรายได้ส่วนหนึ่งในการให้เช่าบริการโครงข่าย จึงต้องมีแผนการรองรับ และเป็นเรือธงนำในการประชาสัมพันธ์ ซึ่งมีตัวอย่างจาก BBC ที่ได้ประกาศแล้วว่า ถ้าไม่มีสื่อโทรทัศน์จะทำอย่างไร โดยผู้อำนวยการ ส.ส.ท. คนใหม่ ต้องมีวิสัยทัศน์ที่แสดงให้เห็นชัดเจน และประสานกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพราะไทยพีบีเอส ถือว่ามีความพร้อม ที่จะนำพาอุตสาหกรรมสื่อไปให้ได้ ดังนั้น ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. คนใหม่ ต้องเป็นผู้กล้าในการปรับเปลี่ยนให้อุตสาหกรรมไปได้ ร่วมกับสื่ออื่น ๆ เผชิญปัญหาไปด้วยกัน

สุพรรณี ชีวะไทย ผู้อำนวยการสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา กล่าวว่า ปัจจุบันมีแนวโน้มการนำเสนอข่าวเชิงดราม่ามากกว่าข่าวที่ให้สาระประโยชน์ ส่งผลให้ไทยพีบีเอสในฐานะสื่อสาธารณะเรตติ้งไม่สูงเท่าที่ควร จึงเป็นโจทย์สำคัญของผู้อำนวยการ ส.ส.ท. คนใหม่ ที่ต้องเร่งพัฒนาแนวทางในการสร้างการเข้าถึงและความนิยมจากประชาชนให้มากยิ่งขึ้น และเรื่องคุณลักษณะที่พึงประสงค์มีความคาดหวังว่า ควรมีความเป็นกลางทางการเมือง มีความยืนหยุ่นในการทำงาน และความสามารถในการสื่อสารบทบาทขององค์กรต่อสาธารณะ 

ฐายิกา จันทร์เทพ นักส่งเสริมนวัตกรรมอาวุโส สถาบันวิทยาการนวัตกรรม กล่าวว่า ได้ทำงานร่วมกับไทยพีบีเอสด้านนโยบายเชิงนวัตกรรม (Policy Innovation) มีพัฒนาการด้านการจัดการข้อมูล (Data) โดยเฉพาะการแปลนโยบายที่ซับซ้อนให้เข้าถึงง่าย ซึ่งยังสามารถพัฒนาได้อีก เพื่อให้ประชาชนเข้าใจและมีส่วนร่วมกับนโยบายมากขึ้น พร้อมเน้นย้ำว่าในยุคที่แพลตฟอร์มสื่อเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไทยพีบีเอสต้องปรับตัวให้ทัน พร้อมสะท้อนบทบาททางสังคมในมิติของนวัตกรรม ยึดมั่นในจริยธรรมสื่อ และคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดกับสังคมโดยรวม

โดยหลังจากเวทีแสดงความคิดเห็นฯ นี้ จะมีการรวบรวมทุกความเห็นเพื่อนำไปหารือในที่ประชุมคณะกรรมการสรรหาฯ ในวันที่ 1 พ.ค. และจะมีการประกาศรายชื่อผู้สมัครที่ได้รับการคัดเลือกเพื่อแสดงวิสัยทัศน์ ในวันที่ 2 พ.ค. จากนั้นจะมีการแสดงวิสัยทัศน์ต่อคณะกรรมการสรรหาฯ ซึ่งจะมีการถ่ายทอดสดให้สาธารณชนได้ร่วมพิจารณาพร้อมกัน ในวันที่ 11 หรือ 12 พ.ค. แล้วจึงคัดเลือกเหลือ 3-5 คน เสนอคณะกรรมการนโยบายพิจารณา ในวันที่ 16 พ.ค. โดยผู้อำนวยการ ส.ส.ท. คนใหม่ จะเริ่มปฏิบัติงานในวันที่ 24 ก.ค. 2568 


ไม่พลาดทุกข่าวสาร สาระความรู้ และคอนเทนต์คุณภาพ ติดตามไทยพีบีเอสทุกช่องทางออนไลน์ ได้ที่
▪ Website : http://www.thaipbs.or.th   
▪ Application : Thai PBS
▪ Social Media Thai PBS : Facebook, YouTube, X , LINE, TikTok, Instagram, Threads, Linkedin

‘คุรุสภางขับเคลื่อน Thailand Teacher Academy พัฒนาครูด้วยองค์ความรู้เฉพาะด้านอย่างมืออาชีพ

'คุรุสภางขับเคลื่อน Thailand Teacher Academy พัฒนาครูด้วยองค์ความรู้เฉพาะด้านอย่างมืออาชีพ

‘คุรุสภางขับเคลื่อน Thailand Teacher Academy พัฒนาครูด้วยองค์ความรู้เฉพาะด้านอย่างมืออาชีพ

วันพุธ ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2568, 16.38 น.

“คุรุสภา” เร่งขับเคลื่อนพัฒนาครูด้วยองค์ความรู้เฉพาะด้าน พร้อมรวบรวมตัวอย่างการดำเนินงาน กลุ่มความเชี่ยวชาญบนแพลตฟอร์มออนไลน์คุรุสภาให้ผู้สนใจร่วมเรียนรู้

ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า จากนโยบาย “เรียนดี  มีความสุุข” ของพลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่มุ่งสร้าง “การศึกษาเท่าเทียม” เพื่อต่อยอดการพัฒนาคุณภาพการศึกษาทุกระดับให้ทันสมัย ได้มาตรฐานสากลอย่างเร่งด่วนและรวดเร็ว ซึ่งสอดรับกับบทบาทหน้าที่ของคุรุสภาตามพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 ที่กำหนดให้คุรุสภากำหนดนโยบายและแผนพัฒนาวิชาชีพ รวมทั้งส่งเสริมการพัฒนาวิชาชีพทางการศึกษา ดังนั้นสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา โดยสถาบันคุรุพัฒนาในฐานะสถาบันวิชาการชั้นสูงของสภาวิชาชีพครูจึงได้ริเริ่มการพัฒนาครูและบุคคลากรทางการศึกษาภายใต้แนวคิดกลุ่มความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน หรือ Thailand Teacher Academy บนพื้นฐานของการเรียนรู้ร่วมกันอย่างมืออาชีพ รวมถึงการพัฒนาครูที่มีความเชี่ยวชาญด้านการสอนมาเป็นผู้สร้างครูรุ่นใหม่ อย่างเป็นระบบ และวัดผลงานจากการพัฒนาผู้เรียนโดยตรง

ผศ.ดร.อมลวรรณ  กล่าวต่อไปว่า  ขณะนี้ทางคุรุสภากำลังเปิดรับสมัครกลุ่มความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของครูประถมศึกษา และกลุ่มความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของศึกษานิเทศก์ ดังนั้นผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา นักวิชาการและผู้สนใจทั่วไป สามารถแจ้งความจำนงสมัครเป็นสมาชิก หรือติดตามความเคลื่อนไหวการพัฒนาของกลุ่มความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของวิชาชีพทางการศึกษา Thailand Teacher Academy ผ่านทางแฟนเพจเฟซบุ๊ก และสถาบันคุรุพัฒนา สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา – TPDI (kurupatanaksp และเมื่อเข้ามาเป็นสมาชิกแล้วจะได้ร่วมทำกิจกรรมการพัฒนาต่าง ๆ เช่น การเผยแพร่ถ่ายทอดองค์ความรู้ ผ่านวิธีการช่องทางต่างๆ และการประชุมวิชาการ ตลอดจนร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ร่วมเสนอผลงานแนวปฏิบัติที่ดีในการจัดการเรียนรู้ ที่สำคัญเมื่อผู้เข้าร่วมผ่านกิจกรรมตามหลักเกณฑ์ที่คุรุสภากำหนดแล้วจะได้รับเกียรติบัตร ซึ่งสามารถนำไปต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพได้ด้วย

“ตั้งแต่ปี 2567 สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาได้จัดตั้งกลุ่มความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของครูประถมศึกษา The Academy of Elementary Teacher ซึ่งมีครูประถมศึกษาร่วมเป็นสมาชิกกว่า2,000 คน รวมทั้งได้จัดตั้งกลุ่มความเชี่ยวชาญอื่น ๆ เช่น กลุ่มความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของผู้บริหารสถานศึกษา มีสมาชิก  300 คน กลุ่มความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านอาจารย์ในสถาบันผลิตครู ซึ่งมีการนำร่อง 30 สถาบันทั่วประเทศ กลุ่มความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านครูดนตรีไทย ได้มีการจัดประกวดดนตรี เพื่อแสดงความสามารถและแนวปฏิบัติที่ดีในการจัดการเรียนรู้ และกลุ่มความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของศึกษานิเทศก์ มีสมาชิกศึกษานิเทศก์ทั่วประเทศ 4,000 คน  และระหว่างนี้คุรุสภากำลังรวบรวมองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่ดีของผลการดำเนินงานของกลุ่มความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านทุกกลุ่ม เพื่อนำไปไว้บนแพลตฟอร์มออนไลน์ของคุรุสภา และขณะนี้คุรุสภาก็กำลังพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อในอนาคตจะเปิดให้ผู้ที่สนใจได้เข้ามาร่วมแลกเปลี่ยน เรียนรู้ไปด้วยกัน เพื่อสร้างกลุ่มการเรียนรู้ร่วมกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน  จนเกิดเป็นวัฒนธรรมการนำของครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อวิชาชีพที่เป็นเลิศบนฐานของการพัฒนาผู้เรียนแบบองค์รวม ” ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าว

ไทยพีบีเอสเตรียมร่วมงานเทศกาลไทย ณ กรุงโตเกียว ครั้งที่ 25 อวดคอนเทนต์ซอฟต์พาวเวอร์ละคร-สารคดีไทยผ่านแอปฯ VIPA

ไทยพีบีเอสเตรียมร่วมงานเทศกาลไทย ณ กรุงโตเกียว ครั้งที่ 25 อวดคอนเทนต์ซอฟต์พาวเวอร์ละคร-สารคดีไทยผ่านแอปฯ VIPA

ไทยพีบีเอสเตรียมร่วมงานเทศกาลไทย ณ กรุงโตเกียว ครั้งที่ 25 อวดคอนเทนต์ซอฟต์พาวเวอร์ละคร-สารคดีไทยผ่านแอปฯ VIPA

วันพุธ ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2568, 12.55 น.

ไทยพีบีเอส เตรียมร่วมงานเทศกาลไทย ณ กรุงโตเกียว ครั้งที่ 25 อวดคอนเทนต์ซอฟต์พาวเวอร์ละคร-สารคดีไทยผ่านแอปฯ VIPA

ไทยพีบีเอส เตรียมร่วมงานเทศกาลไทย ณ กรุงโตเกียว ครั้งที่ 25 ภายใต้แนวคิด Creative Thailand ขนคอนเทนต์ซอฟต์พาวเวอร์ไทยโชว์ญี่ปุ่นหัวใจไทย และชุมชนคนไทยในญี่ปุ่น ให้ชมสุดยอดละคร-สารคดีฝีมือคนไทย Subtitles ภาษาญี่ปุ่น กันง่าย ๆ ผ่านแอปฯ VIPA พร้อมเปิดตัวหนังสือ “น้ำพริก มรดกรสแห่งเครื่องจิ้ม” เวอร์ชันภาษาอังกฤษครั้งแรก

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส ได้รับคำเชิญจากสถานเอกอัครราชฑูต ณ กรุงโตเกียว ร่วมงานเทศกาลไทย ณ กรุงโตเกียว (25th Thai Festival Tokyo) ครั้งที่ 25 ระหว่างวันที่ 10-11 พ.ค. 2568  ณ สวนสาธารณะโยโยงิ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพื่อร่วมเผยแพร่นำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับประเทศไทย วัฒนธรรม และซอฟต์พาวเวอร์ ของไทยในรูปแบบที่สร้างสรรค์ น่าสนใจ และสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้รับชมได้ สอดคล้องกับ Creative Thailand ซึ่งเป็นแนวคิดในการจัดงานปีนี้ 

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 22 เม.ย.ที่ผ่านมา สถานเอกอัครราชฑูต ณ กรุงโตเกียว ได้มีการแถลงข่าวการจัดงานเทศกาลไทย ณ กรุงโตเกียว ครั้งที่ 25  โดยมี นายวิชชุ เวชชาชีวะ เอกอัครราชทูต เป็นประธานในการแถลงข่าว ซึ่งงานเทศกาลไทย ณ กรุงโตเกียว จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ตั้งแต่ปี 2543 เพื่อประชาสัมพันธ์ประเทศไทยและส่งเสริมความนิยมชมชอบประเทศไทยในญี่ปุ่น ภายในงานมีการออกบูทจำหน่ายอาหาร สินค้าและบริการ ประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวไทย อีกทั้งยังมีการแสดงทางวัฒนธรรม และการแสดงโดยศิลปินร่วมสมัย โดยในปี 2567 ที่ผ่านมา มีผู้เข้าชมงานทั้งชาวไทยและชาวญี่ปุ่น รวมกว่า 250,000 คน

สำหรับการร่วมงานเทศกาลไทย ณ โตเกียว ถือเป็นครั้งแรกที่ไทยพีบีเอส ได้เข้าร่วม ซึ่งได้เตรียมนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับประเทศไทย ผ่านละคร และสารคดี เช่น หม่อมเป็ดสวรรค์ บุษบาลุยไฟ จากเจ้าพระยาสู่อิรวดี หรือสารคดีฝีมือคนไทย เช่น มนตราล้านนา คนเรือยาว และในรอยรส Taste Detective และ Application VIPA ที่ชาวญี่ปุ่นที่นิยมชมชอบประเทศไทย สามารถดาวน์โหลดไว้เพื่อติดตามละคร สารคดี ต่าง ๆ ของไทยพีบีเอสได้อย่างเต็มที่ แบบไม่มีโฆษณา ไม่มีการเก็บค่าบริการ นอกจากนี้มีบริการ Subtitles หลายภาษา รวมถึงภาษาญี่ปุ่นด้วย และอีกไฮไลท์สำคัญคือการเปิดตัวหนังสือ “น้ำพริก มรดกรสแห่งเครื่องจิ้ม” หนังสือที่รวบรวมองค์ความรู้เรื่องน้ำพริกและภูมิปัญญาอาหารท้องถิ่น ในเวอร์ชันภาษาอังกฤษเป็นครั้งแรก  

ไม่เพียงเท่านี้ บริเวณบูทไทยพีบีเอสยังมีกิจกรรมสนุก ๆ พร้อมของที่ระลึกสุด Exclusive พร้อมพบกับ Live สด ภาพบรรยากาศจากงานเทศกาลไทย ณ กรุงโตเกียว ที่จะพาชมการนำเสนอผลงานสร้างสรรค์ในสาขาภาพยนตร์ เกม ดีไซน์ แฟชั่น และกีฬา การแสดงกลางแจ้ง ฟรี! ตลอดทั้งวัน อาทิ การแสดงนาฏศิลป์ไทย โชว์มวยไทย และคอนเสิร์ตจากศิลปินไทยชื่อดัง สนุกไปกับ Creator หัวใจ ไทย-ญี่ปุ่น หลายท่าน ทั้งคุณฟูจิ จากรายการดูให้รู้, คุณเคนจิ หรือคุณมะม่วง จากเพจ ญี่ปุ่นมั้ย และคุณบล จากเพจครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น สามารถติดตามชม Live พิเศษนี้ได้ทั้ง ระหว่างวันที่ 10-11 พ.ค. 2568  ที่ Facebook : VIPA 
ไม่พลาดทุกข่าวสาร สาระความรู้ และคอนเทนต์คุณภาพ ติดตามไทยพีบีเอสทุกช่องทางออนไลน์ ได้ที่
▪ Website : http://www.thaipbs.or.th   
▪ Application : Thai PBS
▪ Social Media Thai PBS : Facebook, YouTube, X , LINE, TikTok, Instagram, Threads, Linkedin

โปรดเกล้าฯพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ กรณีพิเศษ แก่กำลังพลที่เสียชีวิต จากการปฏิบัติหน้าที่พื้นที่ จ.ยะลา

โปรดเกล้าฯพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ กรณีพิเศษ แก่กำลังพลที่เสียชีวิต จากการปฏิบัติหน้าที่พื้นที่ จ.ยะลา

โปรดเกล้าฯพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ กรณีพิเศษ แก่กำลังพลที่เสียชีวิต จากการปฏิบัติหน้าที่พื้นที่ จ.ยะลา

วันอังคาร ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2568, 20.07 น.

‘ในหลวง‘ โปรดเกล้าฯพระราชทานน้ำหลวงอาบศพเป็นกรณีพิเศษแก่กำลังพลที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ จ.ยะลา

วันที่ 29 เมษายน 2568  เวลา 16.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า โปรดกระหม่อมให้ นายสุพจน์ รอดเรือง  ณ หนองคาย ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา เชิญพวงมาลาของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว  พวงมาลาของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพวงมาลาของสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปวางที่หน้าหีบศพ นายหมู่เอกธีรวุฒิ  พุทธรัตน์ ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนยิง และวางเพลิงเผารถยนต์ เหตุเกิดบริเวณร้านค้า ตรงข้ามมัสยิดบูกิตบาโจ ถนนสาย 410  อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2568 โดยตั้งศพบำเพ็ญกุศล ณ วัดเนรัญชราวาส อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา

ในโอกาสนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทร  กิติคุณ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม และโปรดให้ ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา เชิญพวงมาลาพระราชทาน และพวงมาลาประทาน วางที่หน้าหีบศพด้วย

ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานน้ำหลวงอาบศพเป็นกรณีพิเศษและพระราชทานพระมหากรุณาในการพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษแก่ นายหมู่เอกธีรวุฒิ  ฯ ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่ครอบครัวของนายหมู่เอกธีรวุฒิฯ อย่างหาที่สุดมิได้
 

‘ดร.อภิชาติ ดำดี’ร่ายบทกลอน ไทย-ภูฏานปีติสุขทุกเขตคาม รักงอกงามเรืองรองสองแผ่นดิน

‘ดร.อภิชาติ ดำดี’ร่ายบทกลอน ไทย-ภูฏานปีติสุขทุกเขตคาม รักงอกงามเรืองรองสองแผ่นดิน

‘ดร.อภิชาติ ดำดี’ร่ายบทกลอน ไทย-ภูฏานปีติสุขทุกเขตคาม รักงอกงามเรืองรองสองแผ่นดิน

วันอังคาร ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2568, 18.04 น.

วันที่ 29 เมษายน 2568 ดร.อภิชาติ ดำดี นักพูด นักประพันธ์ชื่อดัง และอดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก มีเนื้อหาดังนี้

#เสด็จเยือนภูฏาน #เสด็จกลับ

ส่งเสด็จ

๐ สุดเกริกไกรอลังการงานต้อนรับ
จนถึงวันเสด็จกลับแผ่นดินสยาม
ไทย-ภูฏานปีติสุขทุกเขตคาม
รักงอกงามเรืองรองสองแผ่นดิน

๐ สายสัมพันธ์ประมุขชาติสองราชวงศ์
จะยืนยงคงอยู่มิรู้สิ้น
สองพระองค์น้อมส่งองค์ทศมินทร์
จนเครื่องบินลับหายจากสายตา…

อภิชาติ ดำดี
๒๘ เม.ย. ๒๕๖๘

‘โสภณ ซารัมย์’ ชี้แก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กถูกยุบ-แนะถ่ายโอนให้ท้องถิ่น

‘โสภณ ซารัมย์’ ชี้แก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กถูกยุบ-แนะถ่ายโอนให้ท้องถิ่น

‘โสภณ ซารัมย์’ ชี้แก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กถูกยุบ-แนะถ่ายโอนให้ท้องถิ่น

วันอังคาร ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2568, 16.51 น.

ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร ชี้แก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กจะถูกยุบ แนะถ่ายโอนภารกิจหน้าที่บางส่วน ให้กับท้องถิ่นบริหารจัดการ เผยท้องถิ่นมีความพร้อมทั้งงบประมาณและบุคลากรเพียงพอ จี้รัฐบาลรีบนำร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาเป็นการด่วน เพื่อให้เกิดการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน ลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษา และเสริมสร้างคุณภาพให้กับผู้เรียน 

วันที่ 29 เม.ย.68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายโสภณ ซารัมย์ ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย นายศักดิ์ ซารัมย์ ส.ส.บุรีรัมย์ นางสวีณา พลพืชน์ ผู้บังคับบัญชากลุ่มงานคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร นายรังสรรค์ วรรณเสน ท้องถิ่นจังหวัดบุรีรัมย์ และคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการจัดเตรียมความทั้งด้านการบริหารจัดการบุคลากรทางการศึกษา การจัดการเรียนการสอน และความพร้อมของอาคารสถานที่ พร้อมต้อนรับการเปิดภาคเรียนที่ 1 ประจำปีการศึกษา  2568 ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2568 นี้ ของโรงเรียนเทศบาล 1 (วัดกะทิง) ต.หินโคน อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ สังกัดเทศบาลเมืองลำปลายมาศ อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์

พร้อมให้คำแนะนำทิศทางการพัฒนาการศึกษา นโยบายการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อยกระดับมาตรฐานการศึกษา หลังจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 (สพป.บุรีรัมย์ เขต 1) สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ได้ถ่ายโอนโรงเรียนเทศบาล 1 (วัดกะทิง) ชื่อเดิมโรงเรียนวัดกะทิง ให้แก่เทศบาลเมืองลำปลายมาศ เมื่อวันที่ 25 มี.ค.68 โดยมี พันจ่าโท ทวี พิมพ์อุบล นายอำเภอลำปลายมาศ น.ส.มารศรี เค้าไธสง ปลัดเทศบาลเมืองลำปลายมาศ คณะผู้บริหาร คณะครู บุคลากรทางการศึกษา ผู้ปกครองและนักเรียน ร่วมให้การต้อนรับ

สำหรับ โรงเรียนเทศบาล 1 (วัดกะทิง) แต่เดิมชื่อโรงเรียนวัดกะทิง เป็นโรงเรียนขนาดเล็กเปิดทำการเรียนการสอน 2 ระดับ คือ ระดับปฐมวัย และระดับปฐมศึกษา ตั้งแต่ชั้นอนุบาลปีที่ 1 ถึงประถมศึกษาปีที่ 6 มีเด็กนักเรียน 26 คน และมีครูผู้สอน 2 คน ซึ่งไม่เพียงพอต่อจำนวนนักเรียนจำเป็นต้องนำเรียนมาเรียนรวมกัน และกำลังจะถูกยุบรวมโรงเรียน ซึ่งจะสร้างความเดือดร้อนให้กับนักเรียนและผู้ปกครอง หากยุบโรงเรียนวัดกะทิง จะต้องนำเด็กนักเรียนไปเรียนที่โรงเรียนในเขตตัวอำเภอลำปลายมาศ 

ต่อมาคณะครู ผู้ปกครอง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้หารือร่วมกับ สพป.บุรีรัมย์ เขต 1 และเทศบาลเมืองลำปลายมาศ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคลากรครู และไม่ให้โรงเรียนถูกยุบ จึงได้ทำเรื่องโอนย้ายให้โรงเรียนวัดกะทิง ให้แก่เทศบาลเมืองลำปลายมาศ สังกัดหน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เมื่อวันที่ 25 มี.ค.67 ซึ่งเทศบาลเมืองลำปลายมาศ ได้แก้ปัญหาดังกล่าวเบื้องต้นโดยการปรับปรุงเพิ่มกรอบอัตรากำลังในสายงานบริหารการศึกษาเพิ่มขึ้น ทำให้ปัจจุบันโรงเรียนเทศบาล 1 (วัดกะทิง) มีผู้อำนวยการ 1 อัตรา มีครูผู้สอน 5 อัตรา และคาดว่าในปีการศึกษา 2569 จะสามารถจัดสรรบุคลากรทางการศึกษาได้ครบทุกตำแหน่ง จึงทำให้บรรดาผู้ปกครองเกิดความมั่นใจในการบริหารจัดการศึกษา จึงได้ส่งบุตรหลานเข้ามาเรียนเพิ่มจาก 26 คน เป็น 67 คน อีกทั้งยังได้มีการปรับปรุงสภาพแวดล้อมของอาคารสถานที่โดยรอบใหม่ มีการซ่อมแซมอาคารเรียนไม้เดิมให้มีสภาพมั่นคงแข็งแรง เพื่อให้มีสภาพแวดล้อมเหมาแก่การจัดการเรียนการสอนและเกิดความปลอดภัยแก่ผู้เรียน โดยการปรับปรุงห้องเรียนให้มีความสะอาด สวยงาม มีการติดแอร์กับพัดลมทุกห้องเรียน และมีสื่อการเรียนการสอนที่ทันสมัยทุกห้องเรียนด้วย

นายโสภณ กล่าวว่า โรงเรียนแห่งนี้เป็นอีกแนวทางหนึ่ง ที่ตนในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร ได้ให้ความสนใจและอยากเข้ามาแก้ไขปัญหาแก่โรงเรียน เพราะจากเดิมที่โรงเรียนมี่ครูเพียง 2 คน มีเด็กนักเรียน 26 คน ทางหน่วยงานราชการก็ไม่ให้อัตรากำลังเพิ่มทั้งผู้บริหาร และครูผู้สอน รวมถึงงบประมาณที่เพียงพอต่อการเรียนการสอน จึงต้องอยู่กันตามมีตามเกิด และส่อจะถูกยุบโรงเรียนด้วย จึงได้แก้ไขปัญหาโดยการถ่ายโอนย้ายจากโรงเรียนในสังกัด สพฐ.มาเป็นโรงเรียนในสังกัดเทศบาลฯ ทำให้ผู้ปกครองเกิดความมั่นใจในศักยภาพของโรงเรียน ทั้งมีครูผู้สอนที่พร้อม อุปกรณ์และสื่อการเรียนการสอนที่พร้อม อาคารห้องเรียนที่ดี เพราะมีทั้งแอร์และพัดลม ผู้ปกครองจึงส่งบุตรหลานเข้ามาเรียนเพิ่มจาก 26 คน เป็น 67 คน 

ผู้สื่อข่าวถามว่า แล้วจะมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กที่กำลังจะถูกยุบได้อย่างไร นายโสภณ กล่าวว่า ส่วนหนึ่งมันต้องบูรณาการร่วมกันทั้งส่วนราชการ ภาคประชาชน เอกชน และหน่วยงานท้องถิ่นต้องมีส่วนในการที่จะดูแลร่วมกัประชาชน และรัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญโรงเรียนขนาดเล็กมากกว่านี้ ถ้าอย่างนั้นโรงเรียนขนาดเล็กทั่วประเทศจำนวน 15,000 กว่าโรงเรียนก็รอเวลาถูกยุบทิ้ง  

นายโสภณ กล่าวต่อว่า การสร้างคนมันไม่เหมือนสร้างถนน สร้างถนนมันต่อไปมันก็เป็นถนน มันก็เป็นเส้นทางของมันอยู่ แต่สร้างคนมันขาดตอนไม่ได้ วันนี้ถ้าเด็ก 26 คนถ้าเราไม่ได้รับการดูแลเยียวยาอย่างที่เห็นเด็ก 26 คนก็เป็นเด็กไม่มีคุณภาพ จึงอยากเห็นโรงเรียนขนาดเล็กได้รับการพัฒนา มีผู้บริหารสถานศึกษามีครูตามสมควร แล้วก็ผ่องถ่ายภารกิจบางเรื่องให้หน่วยงานท้องถิ่น ซึ่งกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้กำกับดูแลอยู่บางท้องถิ่นเขามีความพร้อม มีงบประมาณสนับสนุนเพียงพอ แต่ยังติดอยู่ที่กฎหมายที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ก็ถ่ายโอนไปให้ท้องถิ่นที่เขามีความพร้อมให้เขาได้จัดการดูแลลูกหลานเขา 

นายโสภณ กล่าวอีกว่า พ.ร.บ.การศึกษาฉบับที่ตนกำลังเสนอต่อสภาที่รอการพิจารณาฉบับนี้เขาเปิดโอกาส ซึ่งอุปสรรคส่วนหนึ่งคือการที่เรายังไม่ยอมแก้กฎหมาย ปัญหามันง่ายนิดเดียว แต่ผมก็ไม่รู้เขาว่าทำไมถึงยังไม่ยอมแก้กฎหมายตัวนี้ ตนเองก็ไม่มีอำนาจอะไรมาก ก็ได้ได้แต่เรียกร้องว่าถึงเวลาแล้วถึงเวลาที่จะต้องนำ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ไม่ว่าฉบับไหนล่ะคุณต้องเอาเข้าสู่สภาโดยด่วน เป็นเรื่องด่วนด้วยซ้ำไป ด่วนเลยไม่รู้จะไปด่วนเปรียบเทียบกับอะไรต้องด่วนเลย เพราะการศึกษาในยุคนี้อยู่ในยุคสุญญากาศ เพราะว่า พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาตินี้ มันเป็น พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญปี 60 บังคับให้ทำจากปี 60 จนมาถึง 68 แล้วเราก็ยังไม่ได้แก้ นี่แหละปัญหาอยู่ตรงนี้ผมก็เลยบอกว่า ถ้าไม่แก้กฎหมายจะแก้ปัญหาอย่างไร ก็ได้เชิญชวนท้องถิ่นเชิญชวนโรงเรียน และทุกภาคส่วน มาพูดคุยหารือกัน อันไหนพอที่จะถ่ายโอนให้ท้องถิ่นมาดูแลก็ถ่ายโอนมาเลย เพื่อลดภาระหน้าที่ของครู และครูจะได้เป็นครูผู้สอนอย่างเต็มที่ พัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ครูผู้สอน แก่ผู้เรียนซึ่งถือเป็นการพัฒนาการศึกษาอย่างแท้จริง ///-026

‘สุรศักดิ์’ยัน’ศธ.’ไม่ได้ยกเลิกชุดลูกเสือเนตรนารี แค่เพิ่มทางเลือก ผ้าพันคอ-หมวก-ชุดนร.หรือชุดพื้นเมืองได้

'สุรศักดิ์'ยัน'ศธ.'ไม่ได้ยกเลิกชุดลูกเสือเนตรนารี แค่เพิ่มทางเลือก ผ้าพันคอ-หมวก-ชุดนร.หรือชุดพื้นเมืองได้

‘สุรศักดิ์’ยัน’ศธ.’ไม่ได้ยกเลิกชุดลูกเสือเนตรนารี แค่เพิ่มทางเลือก ผ้าพันคอ-หมวก-ชุดนร.หรือชุดพื้นเมืองได้

วันอังคาร ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.53 น.

‘สุรศักดิ์’ยัน ศธ. ไม่ได้ยกเลิก ชุดลูกเสือเนตรนารี แค่เพิ่มทางเลือก สำหรับผู้ไม่พร้อม ใส่ผ้าพันคอ-หมวก กับชุดนักเรียนหรือชุดพื้นเมืองได้ เผยกฎกระทรวงใกล้เสร็จแล้ว โรงเรียนพิจารณาได้เลยก่อนเปิดเทอมนี้

29 เม.ย.2568 ที่ จ.นครพนม นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.ศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า กระทรวงศึกษาธิการ ไม่ได้มีนโยบายยกเลิกชุดลูกเสือเนตรนารี แต่อยู่ในระหว่างการแก้กฎกระทรวงเรื่องเครื่องแบบและการแต่งกายลูกเสือเนตรนารี ซึ่งตามระเบียบใหม่จะมีชุดให้เลือกมากขึ้น ทั้งชุดแบบทางการและชุดลำลอง ดังนั้น โรงเรียนจะสามารถพิจารณาว่าจะให้นักเรียนใส่ชุดลำลองหรือชุดลูกเสือปกติ 

ทั้งนี้ หากโรงเรียนไหนที่มีอุปสรรคเรื่องสภาพอากาศและความพร้อมของผู้ปกครอง ก็สามารถใช้ชุดลำลองได้ คือ เป็นการใส่ผ้าพันคอ วอกเกิ้ลและหมวกลูกเสือกับชุดนักเรียน ชุดพละ หรือใส่กับชุดชนเผ่าพื้นเมือง ตามบริบทของแต่ละพื้นที่ โดยขึ้นอยู่กับโรงเรียนเป็นผู้ตัดสินใจ เนื่องจากไม่สามารถบังคับได้ เพราะบางโรงเรียนก็ไม่เห็นด้วย ที่จะยกเลิกการสวมใส่ชุดลูกเสือเนตรนารี เพราะการตัดสินใจแทนโรงเรียนจะเป็นการบังคับมากเกินไป พร้อมยืนยันว่า มีหลายโรงเรียนที่อยากใส่ชุดลูกเสือเนตรนารี ยังรักในยูนิฟอร์มที่แสดงออกถึงการเป็นลูกเสือ

ทั้งนี้ รมช. ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า กฤษฎีกาใกล้จะพิจารณาแก้ไขกฎกระทรวงเสร็จแล้ว ซึ่งหลังจากพิจารณาเสร็จแล้วก็จะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบเพื่อประกาศใช้ แต่กระทรวงศึกษาฯ ได้ประกาศไปก่อนแล้ว เพราะตอนนี้ใกล้จะเปิดภาคเรียนจึงเกรงว่าหากประกาศทีหลังจะเกิดกระแสสังคม ซึ่งกฤษฎีกาก็ยืนยันว่า ไม่มีปัญหา ที่จะเพิ่มทางเลือกการแต่งกายชุดลูกเสือเนตรนารี จึงอยากฝากไปถึงโรงเรียนว่าตอนนี้พิจารณาได้เลยว่าจะให้แต่งกายแบบไหน