สมศ. ผนึก สกร. ร่วมประเมินนำร่องตัวชี้วัดประกันคุณภาพภายนอกเขตบางบอน

สมศ. ผนึก สกร. ร่วมประเมินนำร่องตัวชี้วัดประกันคุณภาพภายนอกเขตบางบอน

สมศ. ผนึก สกร. ร่วมประเมินนำร่องตัวชี้วัดประกันคุณภาพภายนอกเขตบางบอน

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นำร่อง – สมศ.ลงพื้นที่ทดลองประเมินนำร่องเกี่ยวกับตัวชี้วัดการประกันคุณภาพภายนอก ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับเขตบางบอน นำโดย ศ.ดร.องอาจ นัยพัฒน์ ผู้อำนวยการ สมศ. พร้อมด้วย ดร.สุภัทร จำปาทอง ประธานคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบ สกร. และ ดร.รุ่งอรุณ ไสยโสภณ อนุกรรมการพัฒนาระบบ สกร. ณ ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับเขตบางบอน สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำกรุงเทพมหานคร

สจล.-IIT Bombay จับมือ MOU ด้านการศึกษา สู่การเป็น ‘The World Master of Innovation’

สจล.-IIT Bombay จับมือ MOU ด้านการศึกษา สู่การเป็น 'The World Master of Innovation'

สจล.-IIT Bombay จับมือ MOU ด้านการศึกษา สู่การเป็น ‘The World Master of Innovation’

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ขับเคลื่อน AI – รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงทางวิชาการร่วมกับ Prof. Sudarshan Kumar คณบดีฝ่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ (Dean of International Relations) จาก Indian Institute of Technology Bombay มหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศอินเดีย ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 118 ของโลก ตามการจัดอันดับของ QS World University Rankings ครอบคลุมโครงการแลกเปลี่ยนคณาจารย์ นักศึกษา และกิจกรรมวิจัยร่วมกันระหว่าง 2 สถาบัน และความร่วมมือทางด้านการศึกษา ได้แก่ ปัญญาประดิษฐ์ , หุ่นยนต์, และเทคโนโลยีอวกาศ ถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดัน สจล. สู่การเป็น “The World Master of Innovation” ต่อไป

ม.เกษตรฯ จับมือ ECAM LaSalle เสริมสร้างศักยภาพด้านวิชาการ-นวัตกรรม เพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืน

ม.เกษตรฯ จับมือ ECAM LaSalle เสริมสร้างศักยภาพด้านวิชาการ-นวัตกรรม เพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืน

ม.เกษตรฯ จับมือ ECAM LaSalle เสริมสร้างศักยภาพด้านวิชาการ-นวัตกรรม เพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมด้วยผู้บริหาร คณาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ บางเขน และคณะวิศวกรรมศาสตร์ ศรีราชา ได้เดินทางเยือน ECAM LaSalle สถาบันอุดมศึกษาชั้นนำด้านวิศวกรรมศาสตร์ ณ เมืองลียง สาธารณรัฐฝรั่งเศส เพื่อกระชับความสัมพันธ์และขับเคลื่อนความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสองสถาบัน โอกาสนี้ ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ลงนามความร่วมมือกับ Mr. Didier  Desplanche Rector  of ECAM LaSalle โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการลงนามบันทึกความร่วมมือจำนวน 2 ฉบับ ดังนี้ 1. บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ว่าด้วยการพัฒนาสถาบันด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Transformation Institutes) ซึ่งเป็นความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นการจัดตั้งและพัฒนาศูนย์วิชาการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในพื้นที่ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ บางเขน และที่วิทยาเขตศรีราชา เพื่อส่งเสริมการเรียนการสอน การวิจัยเชิงบูรณาการ และการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สามารถตอบสนองต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงของโลกในระยะยาว

และ 2. กรอบข้อตกลงว่าด้วยการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือ (Framework Agreement for Exchange and Cooperation) ซึ่งเป็นการต่ออายุความร่วมมือในระดับมหาวิทยาลัยที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมการแลกเปลี่ยนนิสิต อาจารย์ และบุคลากร ตลอดจนการพัฒนาหลักสูตรร่วม การวิจัย และกิจกรรมทางวิชาการระหว่างสองสถาบันในระดับนานาชาติ

ในการเยือนครั้งนี้ รักษาการแทนอธิการบดีและคณะผู้แทนจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ยังได้เยี่ยมชม Climate Transformation Institute ของ ECAM LaSalle ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นแบบในการพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจาก Mr. Didier  Desplanche Rector  of ECAM LaSalle และคณะผู้บริหารของ ECAM LaSalle

นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในการก้าวสู่ความเป็นสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำระดับนานาชาติ พร้อมทั้งมีบทบาทเชิงรุกในการสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) โดยเฉพาะด้านการศึกษา การพัฒนาคุณภาพชีวิต และการจัดการสิ่งแวดล้อมในบริบทของโลกยุคใหม่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มุ่งมั่นเป็นพลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคตของโลก ด้วยความร่วมมือที่เข้มแข็งและยั่งยืนในระดับสากล

‘สมเด็จพระสังฆราช’โปรดมีพระสังเวชนียธรรม การสิ้นพระชนม์ของ’สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส’

'สมเด็จพระสังฆราช'โปรดมีพระสังเวชนียธรรม การสิ้นพระชนม์ของ'สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส'

‘สมเด็จพระสังฆราช’โปรดมีพระสังเวชนียธรรม การสิ้นพระชนม์ของ’สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส’

วันอังคาร ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2568, 21.39 น.

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2568 เพจเฟซบุ๊ก “สำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช” โพสต์ข้อความระบุว่า เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โปรดมีพระสังเวชนียธรรม โดยเหตุการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส เมื่อวันจันทร์ ที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๖๘ ความว่า

“สักขีพยานแห่งมิตรภาพซึ่งสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส ประมุขแห่งคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิก และนครรัฐวาติกัน ผู้ทรงสมณคุณ ได้ทรงสร้างสรรค์ไว้ ยังพิมพ์ใจคณะสงฆ์ไทย และประชาชนชาวไทยมิเสื่อมคลาย

การที่ทรงพระอุตสาหะเสด็จมาเยือนราชอาณาจักรไทย ซึ่งเสมอด้วยการมาเยือนของมิตรแท้อันเก่าแก่ของคนไทย อีกทั้งการที่เสด็จมาทรงเยี่ยมข้าพเจ้าถึงวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม อันเป็นมงคลสถานเดิมสำหรับศาสนสัมพันธไมตรี ช่วยร่นวิถีระยะแห่งความห่างไกล ปรับความไม่เข้าใจ เปลี่ยนความไม่รู้จัก และคลายความคลางแคลง ให้กลายกลับเป็นความสนิทสนมกลมเกลียวกระชับมั่นได้โดยแท้จริง

ขออัญเชิญพระพุทธานุศาสนี ที่เคยถวายพระพรรับเสด็จสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสไว้แต่หนนั้น ให้รุ่งโรจน์เป็นสิริอยู่กลางใจของศาสนิกชนทั้งสองศาสนา และของประชากรทั้งสองอาณาจักรอีกคำรบว่า ‘ผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร ย่อมมีผู้บูชาในที่ทั้งปวง. ผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร ย่อมผ่านพ้นศัตรูทั้งปวง.’

บัดนี้ สมเด็จพระสันตะปาปาพระองค์นั้น เสด็จนิราศล่วงลับผ่านพ้นศัตรูแห่งรูปขันธ์ทั้งปวง จากปวงมิตรบนมนุษยโลกไปแล้ว คงเหลือแต่มนุญผลของความไม่ประทุษร้าย ที่พระองค์ทรงเพียรบำเพ็ญเป็นพลวเหตุ อันได้แก่ความเคารพบูชาที่มหาชนทุกชาติทุกศาสนา ยังคงมีอย่างเต็มเปี่ยมอยู่ในสำนึกและในความทรงจำ

ด้วยอานุภาพแห่งพระเมตตาธรรม และด้วยศุภผลแห่งพระกุศลจริยา คือความเป็นมิตรผู้ประเสริฐ เป็นอาทิ ขอสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส ซึ่งแม้เสด็จสิ้นพระชนม์แล้ว หากยังทรงดำรงอยู่ด้วยพระคุณ ทรงพระนามาภิไธยสถิตสถาพร เป็นปูชนียฐานอันประเสริฐของศาสนิกบริษัท เป็นทิฏฐานุคติแห่งสมณะ ผู้แสวงหา สร้างสรรค์ และดลบันดาลสันติภาพ ให้บังเกิดในหมู่มวลมนุษยชาติ ตราบจิรัฏฐิติกาล.”

– 006

‘ยูเนสโก’ยก 3 มรดกชาติ ขึ้นทะเบียน‘มรดกความทรงจำแห่งโลก’ปี68

‘ยูเนสโก’ยก 3 มรดกชาติ ขึ้นทะเบียน‘มรดกความทรงจำแห่งโลก’ปี68

‘ยูเนสโก’ยก 3 มรดกชาติ ขึ้นทะเบียน‘มรดกความทรงจำแห่งโลก’ปี68

วันอังคาร ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2568, 17.39 น.

‘สุดาวรรณ‘ ชวนคนไทยยินดี ยูเนสโก ยก 3 มรดกชาติ “สมุดไทยนันโทปนันทสูตรคำหลวง- หนังพระเจ้าช้างเผือก-เอกสารการก่อตั้งประชาคมอาเซียน” 
ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก ปี 68

22 เม.ย.2568 น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม(รมว.วธ.) กล่าวว่า ได้รับรายงานจากกรมศิลปากร ว่าเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา องค์การเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก ได้ประกาศมรดกความทรงจำแห่งโลก (Memory of the World) ประจำปี 2568 จำนวน 74 รายการ โดยมีเอกสารจากประเทศไทยได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกความทรงจำแห่งโลก จำนวน 3 รายการ ได้แก่ รายการที่ 1 เอกสารสมุดไทย นันโทปนันทสูตรคำหลวง (The Manuscript of Nanthopananthasut Kamlaung) เอกสารโบราณล้ำค่าของไทย เป็นวรรณคดีทางพระพุทธศาสนาที่เจ้าฟ้าธรรมธิเบศรไชยเชษฐสุริยวงศ์ (เจ้าฟ้ากุ้ง) ทรงพระนิพนธ์ขึ้นเมื่อปี 2279 ซึ่งเก็บรักษาไว้ที่หอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร

รมว.วธ. กล่าวว่า ส่วนรายการที่ 2 ภาพยนตร์เรื่อง พระเจ้าช้างเผือก และเอกสารจดหมายเหตุที่เกี่ยวข้อง (The King of the White Elephant and the archival documents) ภาพยนตร์เก็บรักษาไว้ที่หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) และเอกสารจดหมายเหตุที่เกี่ยวข้องเก็บรักษาไว้ที่สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และรายการที่ 3 เอกสารการก่อตั้งประชาคมอาเซียน (The Birth of the Association of Southeast Asia Nations (ASEAN) (Archives about the Formation ASEAN, 1967 – 1976)) เก็บรักษาไว้ที่หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ซึ่งประเทศไทยเสนอขึ้นทะเบียนร่วมกับประเทศอินโดนีเซีย ประเทศมาเลเซีย และประเทศสิงคโปร์

ทั้งนี้ ปัจจุบันมีเอกสารมรดกความทรงจำที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลกโดยยูเนสโกแล้ว จำนวน 570 รายการ จาก 72 ประเทศ และ 4 องค์กรระหว่างประเทศ โดยในส่วนประเทศไทยนั้น มีเอกสารที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลกแล้ว จำนวน 9 รายการ ได้แก่ จารึกวัดโพธิ์, ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง, เอกสารจดหมายเหตุ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิรูปการปกครองของสยาม พุทธศักราช 2411 – 2453,ฟิล์มกระจกและภาพต้นฉบับ ชุดหอพระสมุดวชิรญาณ,บันทึกการประชุมของคณะกรรมการสยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ และคัมภีร์ใบลาน เรื่องตำนานอุรังคธาตุ โดยผู้ที่สนใจสามารถดูรายการเอกสารมรดกความทรงจำแห่งโลกของประเทศไทยได้ที่ https://www.nat.go.th/mow/th-th

“เอกสารที่ได้รับเป็นมรดกความทรงจำของชาติยังมีอยู่ตามสถานที่ต่าง ๆ ในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก การที่ยูเนสโกได้ประกาศมรดกความทรงจำแห่งโลกในครั้งนี้ ถือว่าตอกย้ำถึงความสำคัญทางวรรณกรรม พุทธศาสนา และศิลปวัฒนธรรมของชาติไทย ที่มีคุณูปการต่อมนุษยชาติอย่างแท้จริง สมควรที่จะช่วยกันอนุรักษ์และสืบทอดให้คงอยู่สืบไป อย่างไรก็ตามในส่วนของกรมศิลปากรได้รายงานว่าจะดำเนินการจัดทำโครงการเฉลิมฉลองในวาระการที่เอกสารมรดกของชาติได้รับการประกาศมรดกความทรงจำแห่งโลก เพื่อเป็นการสร้างการรับรู้ให้ประชาชนรับทราบถึงความสำคัญของเอกสารดังกล่าวและเป็นการอนุรักษ์และสืบทอดอีกทางด้วย” น.ส.สุดาวรรณ กล่าว

อว.แจ้ง‘3 สถาบัน’ทุนจีนถือหุ้นรายงานข้อมูล นศ. 23เม.ย.คุย ตม.เข้มวีซ่านักศึกษาลอบทำงาน

อว.แจ้ง‘3 สถาบัน’ทุนจีนถือหุ้นรายงานข้อมูล นศ. 23เม.ย.คุย ตม.เข้มวีซ่านักศึกษาลอบทำงาน

อว.แจ้ง‘3 สถาบัน’ทุนจีนถือหุ้นรายงานข้อมูล นศ. 23เม.ย.คุย ตม.เข้มวีซ่านักศึกษาลอบทำงาน

วันอังคาร ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2568, 17.14 น.

‘อว.’เตรียมคุย‘สตม.’ 23 เม.ย.นี้ เข้มตรวจสอบ‘นักศึกษาต่างชาติ’ใช้วีซ่าเรียนลอบทำงาน‘ไซต์ก่อสร้างในไทย’ส่งหนังสือถึง‘3 สถาบันการศึกษา’ ที่มีทุนจีนถือหุ้นรายงานข้อมูล นศ.ในสังกัดทุกอย่าง ขีดเส้น 1 สัปดาห์ ยันหากพบสถานศึกษาใดมีเอี่ยว ฟันไม่เลี้ยงตามกฎหมาย

22 เม.ย.2568 น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยถึงการดำเนินการตรวจสอบกรณีที่มีข่าวว่าคนจีนได้วีซ่านักเรียนมาทำงานในไซต์งานก่อสร้างต่างๆของไทย โดยเฉพาะอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)แห่งใหม่ ถล่มจากเหตุแผ่นดินไหว รวมถึงมีมหาวิทยาลัยบางแห่งเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ว่า ขณะนี้ตนได้สั่งการให้กระทรวง อว. มีหนังสือถึงวิทยาลัยสงฆ์ลำพูน มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย (มจร.) และมหาวิทยาลัยเอกชนที่มีทุนจีนถือหุ้นทั้ง 3 แห่ง ให้รายงานข้อมูลนักศึกษาจีนที่มาเรียน ทั้งจำนวนสาขาที่เรียน เวลาที่ใช้เรียนจนจบการศึกษา และวีซ่านักเรียนที่ได้รับ โดยขอให้ส่งรายละเอียดทั้งหมดมายังกระทรวง อว. ภายใน 1 สัปดาห์

นอกจากนี้สิ่งที่กระทรวง อว. กำลังจะดำเนินการควบคู่กัน  คือ การทำงานร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) โดยตนได้มอบหมายให้ น.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ เลขานุการ รมว.การอุดมศึกษาฯ เป็นผู้แทนร่วมหารือกับ สตม. ในวันที่ 23 เม.ย.นี้ ที่กระทรวง อว. เพื่อกำหนดแนวทางการตรวจสอบและติดตามนักศึกษาต่างชาติที่เดินทางเข้ามาศึกษาในประเทศไทยอย่างเข้มงวดมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกรณีที่มีข้อสงสัยว่านักเรียนต่างชาติใช้วีซ่านักเรียนเป็นช่องทางในการเข้ามาทำงานผิดกฎหมาย

น.ส.ศุภมาส กล่าวต่อว่า การหารือร่วมกับ สตม. ในครั้งนี้ จะเป็นการบูรณาการข้อมูลระหว่างกระทรวง อว. กับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อให้สามารถตรวจสอบสถานะและพฤติกรรมของนักศึกษาต่างชาติได้อย่างเป็นระบบ และหากพบว่าสถานศึกษาใดมีส่วนรู้เห็นหรือปล่อยปละละเลยให้เกิดการใช้สถานะนักศึกษาในทางที่ไม่ถูกต้อง ก็จะดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด

“กระทรวง อว. ยืนยันว่า ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อกรณีที่เกิดขึ้น และจะเร่งดำเนินการให้เกิดความชัดเจนโดยเร็ว เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของระบบการอุดมศึกษาไทย และไม่ให้ประเทศไทยถูกใช้เป็นช่องทางในการลักลอบเข้ามาทำงานโดยผิดกฎหมาย” รมว.อว. กล่าว

น.ส.ศุภมาส กล่าวด้วยว่า กระทรวง อว. จะเร่งจัดทำฐานข้อมูลกลางของนักศึกษาต่างชาติในประเทศไทย เพื่อใช้ประกอบการตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเตรียมทบทวนนโยบายและมาตรการในการรับนักศึกษาต่างชาติให้รัดกุมมากยิ่งขึ้นในอนาคต

พาน้องกลับมาเรียน! ‘สพฐ.’เดินหน้าพาเด็กกลับสู่ระบบการศึกษา

พาน้องกลับมาเรียน! ‘สพฐ.’เดินหน้าพาเด็กกลับสู่ระบบการศึกษา

พาน้องกลับมาเรียน! ‘สพฐ.’เดินหน้าพาเด็กกลับสู่ระบบการศึกษา

วันอังคาร ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2568, 17.13 น.

“สพฐ.”เดินหน้าพาเด็กกลับสู่ระบบการศึกษา พร้อมกำชับสถานศึกษามีมาตรการปลอดภัยรับเปิดเทอม

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) มอบหมายให้ นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ.เป็นประธานการประชุมผู้บริหาร สพฐ.ครั้งที่ 15/2568 โดยนำข้อสั่งการของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) แจ้งต่อที่ประชุม เพื่อให้ผู้บริหารและบุคลากรดำเนินการขับเคลื่อนอย่างเร่งด่วน และติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานที่ได้สั่งการไปแล้ว โดยมีผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ.ได้แก่ นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการ กพฐ. , นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการ กพฐ. , นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. , นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ.รวมถึงผู้อำนวยการเขตตรวจราชการ ผู้อำนวยการสำนักต่างๆ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบ Zoom meeting

นายพัฒนะ กล่าวภายหลังการประชุม ว่า วันนี้ที่ประชุมได้หารือประเด็นต่างๆ ที่สำคัญ อาทิ การขับเคลื่อนโครงการ “พาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง” (OBEC Zero Dropout) ตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ของกระทรวงศึกษาธิการ นำโดย พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ., นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ.,และนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำ ศธ. ที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษาให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา เพื่อให้เด็กไทยทุกคนได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง โดยมีการขับเคลื่อนใน 4 มิติ ได้แก่ การป้องกัน การส่งต่อ การติดตามดูแล และการแก้ไข ซึ่งในส่วนของมิติการแก้ไข ได้มีการนำการเรียนไปให้น้องแล้ว 1,345 คน (ชั้นประถมฯ 233 คน ม.ต้น 765 คน ม.ปลาย 347 คน) และมีการส่งต่อแล้ว 793 คน (ชั้นประถมฯ 165 คน ม.ต้น 395 คน ม.ปลาย 233 คน) พร้อมกันนี้ ได้มีการอบรมสร้างความรู้ “ระบบสารสนเทศการนำการเรียนไปให้น้อง OBEC Zero Dropout” ให้แก่บุคลากรของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 245 เขตทั่วประเทศ รวมถึงโรงเรียนในสังกัด จำนวน 5,000 กว่าโรง

ส่วนการดำเนินการต่อไป ได้เริ่มกิจกรรม “สงกรานต์นี้กลับบ้าน พาลูกหลานกลับมาเรียน” ใน 5 จุดทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 10 เมษายน – 9 พฤษภาคม 2568 ในลักษณะโรงเรียนเคลื่อนที่ Mobile School จัดกิจกรรมแนะแนวการศึกษา ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับรู้และเข้าใจการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นด้วย 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ และเปิดรับสมัครเด็กเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษาให้กลับมาเรียน จากนั้นจะมีการอบรม “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ online” 2 รุ่น ให้แก่โรงเรียนนำร่อง 939 โรงเรียน ในช่วงเดือนพฤษภาคม เพื่อกำกับ ติดตาม ให้ความรู้เรื่องรูปแบบการเรียน การสร้างสื่อสร้างสรรค์ และเมื่อเปิดภาคเรียนจะมีการติดตาม แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถอดบทเรียน และหารูปแบบวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) เพื่อให้การนำการเรียนไปให้น้องมีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้เรียนต่อไป

“อีกเรื่องที่เราให้ความสำคัญ คือมาตรการเตรียมความพร้อมการเปิดภาคเรียนที่ 1/2568 โดย สพฐ.ได้กำชับไปยังสำนักงานเขตพื้นที่ฯ และสถานศึกษาในสังกัด ให้มีมาตรการเตรียมความพร้อมใน 5 ด้าน ประกอบด้วย 1.ด้านความปลอดภัยของสถานศึกษา โดยคำนึงถึงสวัสดิภาพของนักเรียน ตั้งแต่เดินทางออกจากบ้านเข้าสู่ประตูรั้วโรงเรียนจนออกจากโรงเรียนเดินทางถึงบ้านพักนักเรียน 2.ด้านการเสริมสร้างโอกาสในการเรียนรู้และสร้างภูมิคุ้มกัน อาทิ กิจกรรมเยี่ยมบ้านนักเรียน 100% การสอนซ่อมเสริม/ชดเชย เสริมทักษะเพิ่มเติมให้กับนักเรียน กิจกรรมแนะแนว (Coaching) เป็นต้น 3.ด้านเครือข่ายและการสร้างความร่วมมือ โดยประสานเครือข่ายและสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานในระดับจังหวัด ระดับอำเภอ ระดับตำบล ชุมชน หมู่บ้าน ที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของสถานศึกษา ทั้งในเวลาราชการและนอกเวลาราชการ ตามความจำเป็นและเหมาะสม 4.ด้านการจัดสนับสนุนค่าใช้จ่าย โดย สพฐ. ได้อนุมัติจัดสรรงบประมาณฯ ในการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานแล้ว ทั้ง 5 รายการ ได้แก่ ค่าจัดการเรียนการสอน ค่าหนังสือเรียน ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเครื่องแบบนักเรียน และค่ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ให้นักเรียนได้ครบทุกคนก่อนเปิดภาคเรียน เพื่อช่วยลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง และ 5.ด้านแผนเผชิญเหตุ ต้องมีขั้นตอนการปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุในสถานศึกษา รวม 3 ขั้นตอน คือ ก่อนเกิดภัย ขณะเกิดภัย และหลังเกิดภัย รวมถึงการตรวจตราเฝ้าระวังสิ่งเสพติดต่างๆ เช่น บุหรี่ไฟฟ้า ไม่ให้เข้าถึงนักเรียนได้ เพื่อดูแลรักษาความปลอดภัยในสถานศึกษา ให้นักเรียนและครู “เรียนดี มีความสุข” ในทุกพื้นที่ของประเทศ พร้อมรับการเปิดภาคเรียนใหม่ที่จะถึงนี้” รองเลขาธิการ กพฐ.กล่าว

– 006

สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระอนุเคราะห์ กรณีสามเณร ถูกประทุษร้าย จ.สงขลา

สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระอนุเคราะห์ กรณีสามเณร ถูกประทุษร้าย จ.สงขลา

สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระอนุเคราะห์ กรณีสามเณร ถูกประทุษร้าย จ.สงขลา

วันอังคาร ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.50 น.

วันที่ 22 เมษายน 2568 สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระอนุเคราะห์ กรณี สามเณร ถูกเหตุประทุษร้าย ในพื้นที่ อ.สะบ้าย้อยจ.สงขลา จนทำให้มีสามเณรถึงมรณภาพ 1 รูป และอาพาธ 1 รูป
ตามที่ เกิดเหตุคนร้ายประทุษร้ายสามเณร ณ อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา เมื่อวันอังคาร ที่ 22 เมษายน 2568 ทำให้มีสามเณรถึงมรณภาพ 1 รูป และอาพาธ 1 รูป ความทราบตามข่าวสารที่ปรากฏแล้ว นั้น

เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงปลงธรรมสังเวชและโปรดประทานผ้าไตร 1 ไตร พร้อมไม้จันทน์ 1 ช่อ สำหรับการฌาปนกิจ พร้อมทั้งมีพระบัญชาโปรดให้ไวยาวัจกรจัดกัปปิยภัณฑ์เท่าจำนวน20,000 บาท (สองหมื่นบาทถ้วน) ประทานแก่เจ้าภาพศพสามเณรพงษ์กร ชูมาปาน เพื่อช่วยการบำเพ็ญกุศล

อนึ่ง โปรดประทานเหรียญพระรูปแก่สามเณรโภคนิษฐ์ โมราศิลป์ เพื่อเป็นกำลังใจ พร้อมทั้งมีพระบัญชาโปรดให้ไวยาวัจกรจัดกัปปิยภัณฑ์เท่าจำนวน 10,000 บาท (หนึ่งหมื่นบาทถ้วน) ประทานแก่เป็นคิลานปัจจัย

ทั้งนี้ มีพระบัญชาโปรดให้ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นผู้เชิญสิ่งของและกัปปิยภัณฑ์ประทานไปถวายแด่เจ้าคณะจังหวัดสงขลา เพื่อมอบแก่เจ้าภาพศพและสามเณรผู้อาพาธตามพระประสงค์

อนึ่ง มีรับสั่งประทานกำลังใจแก่ครอบครัว ญาติมิตรของผู้ถึงมรณภาพ ให้ทุเลาความโศก และความหม่นหมอง อีกทั้งโปรดประทานพรให้เจ้าหน้าที่ ผู้ประสบเหตุ และผู้ตระหนกเสียขวัญจงถึงพร้อมด้วยขันติ สติ และปัญญาอันเข้มแข็ง เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์ความสงบร่มเย็นของชาติ และความสถาพรของพระพุทธศาสนาในราชอาณาจักรไทยให้ดำรงมั่นคงอยู่สืบไป

สอศ. ผนึกกำลังเอกชน 7 แห่ง ผลิตกำลังคนคุณภาพในอุตสาหกรรมพลังงาน

สอศ. ผนึกกำลังเอกชน 7 แห่ง ผลิตกำลังคนคุณภาพในอุตสาหกรรมพลังงาน

สอศ. ผนึกกำลังเอกชน 7 แห่ง ผลิตกำลังคนคุณภาพในอุตสาหกรรมพลังงาน

วันอังคาร ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2568, 09.09 น.

สอศ. ผนึกกำลังเอกชน 7 แห่ง ผลิตกำลังคนคุณภาพในอุตสาหกรรมพลังงาน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ

วันที่ 22 เมษายน 2568 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) เปิดเผยว่า ตามนโยบาย พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ “เรียนดี มีความสุข” ที่ให้ความสำคัญกับการเรียนสายอาชีพ สร้างโอกาสให้นักเรียน นักศึกษา มีทักษะตรงความต้องการของภาคธุรกิจ มีรายได้ระหว่างเรียน (Learn to Earn) จบแล้วมีงานทำ และขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาอาชีวศึกษายุคใหม่ที่มุ่งสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ตามแนวทาง “จับมือไว้ แล้วไปด้วยกัน”  ดังนั้น เมื่อวันที่ 21 เม.ย. สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จึงได้ลงนามความร่วมมือกับสถานประกอบการ 7 แห่ง กลุ่มอาชีพพลังงานและพลังงานทดแทน ได้แก่ บริษัท 89 พลัส เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด บริษัท ทีวายเค ฟิลเตอร์ส จำกัด (สำนักงานใหญ่) บริษัท โกลบอลกรีนโฮลดิ้ง จำกัด บริษัท เอชเคเค อินสตรูเมนเทชั่น เทคโนโลยีส์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท เอเอ็มอาร์ เอเชีย จำกัด มหาชน บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท ทรีโซน เอ็นเนอร์ยี่ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด ณ ห้องประชุม 1 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

เลขาธิการ กอศ. กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นการยกระดับคุณภาพการจัดการอาชีวศึกษา โดยมีเป้าหมายสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ และเอกชน ร่วมกันพัฒนาหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการทั้งในห้องเรียนและสถานประกอบการจริง ด้วยการจัดการศึกษาในระบบทวิภาคี ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีทักษะวิชาชีพที่ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมด้านพลังงานและพลังงานทดแทนทั้งในปัจจุบันและอนาคต พัฒนาทักษะครูและครูฝึกให้เกิดความรู้ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีพลังงาน และสร้างโอกาสในการมีงานทำที่มั่นคงหลังจบการศึกษา  ซึ่งระยะแรกจะมีการพัฒนาครูและบุคลากรให้มีความเข้าใจในระบบเทคโนโลยีด้านพลังงานมากยิ่งขึ้น และวางแผนนักศึกษาสาขาเทคนิคพลังงานและพลังงานทดแทนในการเข้าฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพร่วมกับสถานประกอบการในลำดับต่อไป

เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อว่า สอศ. พร้อมเดินหน้าผลิตกำลังคนคุณภาพสูง สนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดของประเทศ ซึ่งจะส่งผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน  สำหรับความร่วมมือภายใต้ คณะอนุกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา (อ.กรอ.อศ.) กลุ่มอาชีพพลังงานและพลังงานทดแทน ที่ผ่านมา สอศ. ได้ดำเนินการร่วมกับ บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด ในการจัดการเรียนการสอนนวัตกรรมระบบ AI และ IoT ในสถานศึกษาแล้วกว่า 20 แห่ง  

นักมาตร มว. อบรม Calibration of Hydrometers ให้แก่เจ้าหน้าที่จาก ITDI, DOST ฟิลิปปินส์

นักมาตร มว. อบรม Calibration of Hydrometers ให้แก่เจ้าหน้าที่จาก ITDI, DOST ฟิลิปปินส์

นักมาตร มว. อบรม Calibration of Hydrometers ให้แก่เจ้าหน้าที่จาก ITDI, DOST ฟิลิปปินส์

วันอังคาร ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

อบรม – ดร.ชมพูนุท  หิรัญพฤกษ์ หัวหน้ากลุ่มงานมาตรฐานปฐมภูมิมวลและปริมาณที่เกี่ยวข้อง ฝ่ายมาตรวิทยาเชิงกล ให้การต้อนรับ Engr. Ma Nazarene M. Baculanta และ Engr. Racquel O. Remorque, Science Research Specialist II & I เจ้าหน้าที่จาก industrial Technology Development Institute (ITDI), Department of Science and Technology (DOST) ประเทศฟิลิปปินส์ ในฐานะวิทยากร อบรมหลักสูตร Calibration of Hydrometers ณ อาคารผดุงมาตร (มว.) คลองห้า จ.ปทุมธานี