มรภ.สงขลา ดึง 4 ชุมชนพื้นที่ ‘สงขลา-พัทลุง-สตูล’ ฝึกทำผลิตภัณฑ์เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม ปูทางสู่ธุรกิจครัวเรือน

มรภ.สงขลา ดึง 4 ชุมชนพื้นที่ ‘สงขลา-พัทลุง-สตูล’ ฝึกทำผลิตภัณฑ์เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม ปูทางสู่ธุรกิจครัวเรือน

มรภ.สงขลา ดึง 4 ชุมชนพื้นที่ ‘สงขลา-พัทลุง-สตูล’ ฝึกทำผลิตภัณฑ์เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม ปูทางสู่ธุรกิจครัวเรือน

วันอังคาร ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

วิทยาลัยนวัตกรรมและการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการและฝึกปฏิบัติการการทำผลิตภัณฑ์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน (Eco-Friendly) นำสู่การสร้างธุรกิจของครัวเรือน/ชุมชน (ปีที่3) และผลิตสื่อการเรียนรู้เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ภายใต้โครงการศูนย์การเรียนรู้เพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรชุมชนอย่างยั่งยืน กิจกรรมขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) สู่ชุมชนต้นแบบ 1 จังหวัด 1 ชุมชน เพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรชุมชนอย่างยั่งยืน (ปีที่ 3) ณ ห้องประชุมชั้น 3 อาคารกองพัฒนานักศึกษา และห้องปฏิบัติการแปรรูปพอลิเมอร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ ห้องประชุม มรภ.สงขลา วิทยาเขตสตูล และ ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีไร้ดิน ฉิมเมล่อน อ.ทุ่งหว้า จ.สตูล โดยมี อาจารย์วันฉัตร จารุวรรณโน รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและงบประมาณ เป็นประธานในพิธีเปิด

การจัดกิจกรรมดังกล่าวเพื่อให้ความรู้แก่สมาชิกในชุมชน พื้นที่ ต.เกาะแต้ว อ.เมืองสงขลา จ.สงขลา พื้นที่ ต.ตะโหมด อ.ตะโหมด จ.พัทลุง พื้นที่ ต.เกาะสาหร่าย อ.เมืองสตูล และ พื้นที่ ต.ปากน้ำ อ.ละงู จ.สตูล ในการจัดทำผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นำไปสู่การพัฒนาสินค้าของครัวเรือน พร้อมทั้งฝึกปฏิบัติการการทำผลิตภัณฑ์บนฐานการรีไซเคิลและการรียูส และฝึกทักษะการออกแบบผลิตภัณฑ์ Eco-Friendly รวมถึงการวางแผนเพื่อติดตามประเมินผลการเป็นชุมชนต้นแบบด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ ด้านการคัดแยกขยะ การยกระดับเป็นผลิตภัณฑ์ การนำขยะหมุนเวียนใช้ใหม่ การประหยัดพลังงาน และอื่น ๆ เพื่อคัดเลือกครัวเรือนต้นแบบด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับชุมชนที่ร่วมโครงการทั้ง 4 ชุมชน ผ่านการทำงานร่วมกับภาคีภาคส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้อง โดยคาดหวังให้ผู้เข้าอบรมสามารถนำนวัตกรรมที่ได้ไปขยายผลยังพื้นที่อื่นๆ ต่อไปได้ในอนาคต

สำหรับที่มาของกิจกรรมดังกล่าว เกิดจากการสอบถามความต้องการของชุมชน พบว่าชุมชนต้องการการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างชุมชนในจังหวัดต่างๆ เพื่อนำบทเรียนที่ดีมาปรับใช้ รวมถึงต้องการเห็นตัวอย่างการใช้ 3R อย่างเป็นรูปธรรม และจะนำวิธีการทั้งด้านการลดขยะ การใช้ซ้ำและการรีไซเคิลไปปรับใช้ในชุมชน นอกจากนั้น ยังเป็นการยกระดับการวางแผนชุมชนเพื่อลดคาร์บอน การให้ความรู้เรื่องการประเมินคาร์บอนฟรุตปริ้นผลิตภัณฑ์ผ่านตัวอย่างวิสหากิจชุมชนหรือผู้ประกอบการที่สำเร็จแล้ว เป็นสิ่งที่ควรเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้กับชุมชนเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนเป้าหมายที่ 13 อีกด้วย

นักศึกษา มทร.กรุงเทพ ร่วมเป็นผู้ช่วยโครงการวิจัยฯ หลักสูตรการทำแพตเทิร์นเสื้อและกางเกงบุรุษเบื้องต้น

นักศึกษา มทร.กรุงเทพ ร่วมเป็นผู้ช่วยโครงการวิจัยฯ หลักสูตรการทำแพตเทิร์นเสื้อและกางเกงบุรุษเบื้องต้น

นักศึกษา มทร.กรุงเทพ ร่วมเป็นผู้ช่วยโครงการวิจัยฯ หลักสูตรการทำแพตเทิร์นเสื้อและกางเกงบุรุษเบื้องต้น

วันอังคาร ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พัฒนาทักษะ – ผศ.ดร.ธนกฤต แก้วพิลารมย์ พร้อมด้วยอาจารย์อรปรียา ฤทธิโชติ อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีเสื้อผ้าและแพตเทิร์น นำนักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาเทคโนโลยีเสื้อผ้าและแพตเทิร์นร่วมเป็นผู้ช่วยโครงการวิจัย “การศึกษาหลักสูตรนำร่องเพื่อพัฒนาทักษะงานหัตถศิลป์สำหรับงานแฟชั่น“ หลักสูตรการทำแพตเทิร์นเสื้อและกางเกงบุรุษเบื้องต้น ณ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ผังเมือง และนฤมิตศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

สจล.-IIT Bombay จับมือ MOU ด้านการศึกษา สู่การเป็น ‘The World Master of Innovation’

สจล.-IIT Bombay จับมือ MOU ด้านการศึกษา สู่การเป็น 'The World Master of Innovation'

สจล.-IIT Bombay จับมือ MOU ด้านการศึกษา สู่การเป็น ‘The World Master of Innovation’

วันอังคาร ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ขับเคลื่อน AI – รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงทางวิชาการร่วมกับ Prof. Sudarshan Kumar คณบดีฝ่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ (Dean of International Relations) จาก Indian Institute of Technology Bombay มหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศอินเดีย ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 118 ของโลก ตามการจัดอันดับของ QS World University Rankings ครอบคลุมโครงการแลกเปลี่ยนคณาจารย์ นักศึกษา และกิจกรรมวิจัยร่วมกันระหว่าง 2 สถาบัน และความร่วมมือทางด้านการศึกษา ได้แก่ ปัญญาประดิษฐ์ , หุ่นยนต์, และเทคโนโลยีอวกาศ ถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดัน สจล. สู่การเป็น “The World Master of Innovation” ต่อไป

ม.กาฬสินธุ์ต้อนรับนักศึกษาจากประเทศโกตดิวัวร์ เพื่อการแลกเปลี่ยนนักศึกษาและบุคลากร

ม.กาฬสินธุ์ต้อนรับนักศึกษาจากประเทศโกตดิวัวร์ เพื่อการแลกเปลี่ยนนักศึกษาและบุคลากร

ม.กาฬสินธุ์ต้อนรับนักศึกษาจากประเทศโกตดิวัวร์ เพื่อการแลกเปลี่ยนนักศึกษาและบุคลากร

วันอังคาร ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ต้อนรับอบอุ่น – ผศ.ดร.กีรวิชญ์ เพชรจุล รักษาราชการแทน อธิการบดี มกส. เป็นประธานต้อนรับนักศึกษาจากประเทศโกตดิวัวร์ ในโอกาสเยือนมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ โดยมี ดร.รณชิต พุทธลา ประธานมูลนิธิสหพันธ์ครอบครัวฯ จ.กาฬสินธุ์ นางนวลจันทร์ พุทธลา กรรมการมูนิธิฯ นางสังคม เนตรโสภา เลขาธิการมูลนิธิฯ คณะผู้บริหารและบุคลากร มกส. ให้การต้อนรับ เพื่อการแลกเปลี่ยนนักศึกษาและบุคลากรระหว่างมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์กับสาธารณรัฐโกตดิวัวร์

JAXA คัดเลือก 2 การทดลองเยาวชนไทย ไปทดลองบนสถานีอวกาศนานาชาติ

JAXA คัดเลือก 2 การทดลองเยาวชนไทย ไปทดลองบนสถานีอวกาศนานาชาติ

JAXA คัดเลือก 2 การทดลองเยาวชนไทย ไปทดลองบนสถานีอวกาศนานาชาติ

วันอังคาร ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น หรือ แจ็กซา (JAXA) ประเทศญี่ปุ่น ประกาศผลการจัดแข่งขันโครงการ “Asian Try Zero-G 2025” โดย JAXA ได้คัดเลือกแนวคิดการทดลองจำนวน 11 ผลงาน เพื่อนำไปทดลองจริงบนสถานีอวกาศนานาชาติ ในช่วงต้นปี 2569

ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า “คณะกรรมการซึ่งประกอบไปด้วยนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญของ สวทช. ได้คัดเลือกแนวคิดการทดลองของเยาวชนไทยจำนวน 3 เรื่อง ส่งเข้าแข่งขันกับประเทศสมาชิกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดย JAXA ได้เลือกข้อเสนอการทดลองจาก 14 ชาติ รวมจำนวน 11 เรื่อง ซึ่งในจำนวนนี้เป็นการทดลองของเยาวชนไทย 2 เรื่อง เพื่อนำไปทดลองบนสถานีอวกาศนานาชาติ โดยนายคิมิยะ ยูอิ นักบินอวกาศญี่ปุ่น ในห้องทดลองโมดูลคิโบ (Kibo Module) ของ JAXA สำหรับการทดลองเรื่องอื่นๆ เป็นของเยาวชนออสเตรเลีย บังคลาเทศ ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และไต้หวัน” ดร.จุฬารัตน์ กล่าวและว่า

สำหรับแนวคิดการทดลองทั้ง 2 เรื่อง ที่ได้รับการคัดเลือกประกอบด้วย ไอเดียการทดลองแรกของ นายธนกฤต โพธิปักขิย์ (เจ๋ง) นายยศพนธ์ สุขสว่าง (นะโม) และนายกฤติน เกตานนท์ (ซีซ่าร์) นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนดาราสมุทร ศรีราชา เรื่องการศึกษาการสั่นแบบฮาร์มอนิกอย่างง่ายของสปริงและเชือกในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ (Studying the behavior of simple harmonic motion in the spring and rope in microgravity conditions) เป็นการศึกษารูปแบบของคลื่นในเส้นเชือกในแต่ละชนิดผ่านการสั่นของมวลที่ติดกับสปริงแบบฮาร์มอนิกอย่างง่าย โดยมีเส้นเชือกประเภทต่างๆ ติดกับมวลแบบตั้งฉาก อย่างไรก็ตาม อิทธิพลของแรงโน้มถ่วงโลกส่งผลต่อมวลของเชือกและมวลที่ติดกับสปริง ทำให้การสังเกตผลการทดลองเป็นไปด้วยความยากลำบาก ด้วยเหตุนี้จึงเกิดข้อสงสัยว่า หากนำการทดลองดังกล่าวไปทดลองภายใต้สภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ เส้นเชือกทั้ง 3 ชนิดจะมีการเคลื่อนที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

ไอเดียการทดลองที่ 2 ของนายพิพัฒน์พล สิริโพธิกุล (พี) นายชนกันต์ เฉยสอาด (นภ) และนายณัฐดนัย พึ่งแสงจันทร์ (โพธิ์) นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนราชวินิตบางแก้ว เรื่องการศึกษาพฤติกรรมของสะพานของเหลวภายใต้สภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ (Dynamics of liquid bridge in microgravity) เป็นการศึกษาความสูง มุมสัมผัส และรูปทรงของน้ำที่อยู่ระหว่างวัตถุ 2 ด้าน โดยการเอาวัตถุที่หนึ่งมาวางเป็นฐานและหยดน้ำลงไปบนวัตถุ จากนั้นนำวัตถุที่สองมาชนกับหยดน้ำและดึงขึ้น น้ำที่ถูกดึงขึ้นมาเรียกว่า สะพานของเหลว โดยวัตถุสองชิ้นที่วัสดุเหมือนกัน แรงที่กระทำกับสะพานของเหลวจะมีแรงโน้มถ่วง แรงตึงผิว และแรงแคพิลลารี แต่ถ้าทำการทดลองโดยที่วัตถุสองด้านมีวัสดุต่างกันจะทำให้รูปทรงและมุมสัมผัสของสะพานของเหลวต่างออกไป ทางทีมจึงสงสัยว่าหากการทดลองนี้ไม่มีแรงโน้มถ่วงจะส่งผลกับความสูง มุมสัมผัส และรูปทรงของสะพานของเหลวอย่างไร

ทั้งนี้เยาวชนเจ้าของการทดลองจะมีโอกาสสื่อสารกับนักบินอวกาศแบบเรียลไทม์และรับชมการถ่ายทอดสดการทดลองบนสถานีอวกาศนานาชาติจากศูนย์อวกาศสึคุบะ (Tsukuba Space Center) ประเทศญี่ปุ่น ในช่วงต้นปี 2569 ตามตารางการทำงานของนักบินอวกาศ

กรมวิทย์ฯ บริการ โชว์ศักยภาพศูนย์ ‘T-CAVs’ ส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีขนส่งอัจฉริยะ

กรมวิทย์ฯ บริการ โชว์ศักยภาพศูนย์ ‘T-CAVs’ ส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีขนส่งอัจฉริยะ

กรมวิทย์ฯ บริการ โชว์ศักยภาพศูนย์ ‘T-CAVs’ ส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีขนส่งอัจฉริยะ

วันอังคาร ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ดร.ปาษาณ กุลวานิช ผู้อำนวยการสถาบันนวัตกรรมหุ่นยนต์และยานยนต์อัตโนมัติ ให้การต้อนรับ นายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย คณะทีมงานศูนย์วิจัยยานยนต์และระบบขนส่งอัจฉริยะ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมด้วยหน่วยงานพันธมิตร ในการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและสถานการณ์ในแวดวงยานยนต์สมัยใหม่ ณ อาคารศูนย์ปฏิบัติการอัจฉริยะ (IOC) พื้นที่โครงการนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (วังจันทร์วัลเลย์) จ.ระยอง

กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ CAV Round Table นอกจากการพูดคุยแลกเปลี่ยนการสื่อสารระหว่างยานพาหนะและโครงสร้างพื้นฐานด้วยเทคโนโลยี V2X ประกอบด้วยการนำเสนอแนวคิดและเทคโนโลยียานยนต์เชื่อมต่อและขับขี่อัตโนมัติ การบรรยายเกี่ยวกับระบบการสื่อสารระหว่างยานพาหนะและโครงสร้างพื้นฐานด้วยเทคโนโลยี V2X รวมถึงแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับ Use Cases ของระบบ ITS (Intelligent Transportation System) แล้ว ได้มีการลงพื้นที่เยี่ยมชมการสาธิตการสื่อสารระหว่างยานพาหนะและโครงสร้างพื้นฐานด้วยเทคโนโลยี V2X (OBU/RSU) ณ พื้นที่ลานบิน และศูนย์ทดสอบยานยนต์เชื่อมต่อและขับขี่อัตโนมัติ (TCAVs) กรมวิทยาศาสตร์บริการ

เด็กต้องมีที่เรียน! ‘บิ๊ก สพฐ.’ย้ำ รร.ยังว่าง รับ ม.1,ม.4 อีกกว่า 3 แสนคน

เด็กต้องมีที่เรียน! ‘บิ๊ก สพฐ.’ย้ำ รร.ยังว่าง รับ ม.1,ม.4 อีกกว่า 3 แสนคน

เด็กต้องมีที่เรียน! ‘บิ๊ก สพฐ.’ย้ำ รร.ยังว่าง รับ ม.1,ม.4 อีกกว่า 3 แสนคน

วันจันทร์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2568, 18.08 น.

“บิ๊ก สพฐ.”เผยโรงเรียนยังมีที่ว่าง รับ ม.1,ม.4 อีกกว่า 3 แสนคน ยืนยันเด็กทุกคนมีที่เรียนแน่นอน พร้อมจัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียน ลดภาระผู้ปกครองก่อนเปิดภาคเรียนปี 68

เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่ สพฐ.ได้ดำเนินการรับนักเรียนในระดับชั้น ม.1 และ ม.4 โดยกำหนดวันสอบคัดเลือกเป็นวันที่ 5 – 6 เมษายน 2568 และรับมอบตัวนักเรียนที่ผ่านการคัดเลือก แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา นั้น ขณะนี้มีจำนวนนักเรียนที่มีที่เรียน และจะเข้าเรียนในโรงเรียนสังกัด สพฐ.จำนวนกว่า 1 ล้านคน (1,097,902 คน) แบ่งเป็น ระดับอนุบาล จำนวน 218,426 คน (23,862 ห้องเรียน) ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 266,846 คน (21,699 ห้องเรียน) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 372,206 คน (14,826 ห้องเรียน) และระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 240,324 คน (8,116 ห้องเรียน)

สำหรับนักเรียนที่ยังไม่มีที่เรียน สพฐ.ยืนยันว่ายังมีที่ว่างในโรงเรียนที่ยังรับนักเรียนไม่เต็มแผนการรับ จำนวนกว่า 3 แสนที่นั่ง ในระดับชั้น ม.1 จำนวน 217,286 คน และระดับชั้น ม.4 จำนวน 97,511 คน ซึ่งจากข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 21 เมษายน 2568 พบว่า มีนักเรียนมายื่นความจำนง ขอรับการจัดสรรที่เรียน ณ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ จำนวน 18,737 คน แบ่งเป็น ระดับชั้น ม.1 จำนวน 14,844 คน และระดับชั้น ม.4 จำนวน 3,893 คน โดยจะประกาศผลฯ และมอบตัว ภายในวันที่ 27 เมษายนนี้ ส่วนโรงเรียนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จะประกาศผลการจัดสรรที่เรียนในวันที่ 23 – 24 เมษายนนี้ และภายหลังจากการประกาศผลฯ คาดว่าโรงเรียนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จะมีที่นั่งว่างคงเหลืออีกจำนวนกว่า 6,500 คน โดยนักเรียนที่ยังไม่มีที่เรียน สามารถยื่นความจำนงได้ถึงวันที่ 22 เมษายน 2568 ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาของ สพฐ.ทุกเขต เพื่อดำเนินการจัดสรรที่เรียนให้นักเรียนได้มีที่เรียนทุกคน

ทั้งนี้ แม้ว่าเปิดภาคเรียนที่ 1/2568 แล้ว หากโรงเรียนใดยังมีที่นั่งว่าง สามารถรองรับนักเรียนได้ นักเรียนที่ยังไม่มีที่เรียนหรือนักเรียนที่อยู่นอกระบบการศึกษา (อายุระหว่าง 3 – 18 ปี) สามารถกลับเข้ามาเรียนได้ ณ โรงเรียนของ สพฐ.ตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ของกระทรวงศึกษาธิการ นำโดย พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำ ศธ.ที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษาให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา และนโยบาย “พาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง” (OBEC Zero Dropout) ของ สพฐ.เพื่อให้เด็กไทยทุกคนได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง

“สำหรับการจัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียนนั้น สพฐ.ได้อนุมัติจัดสรรงบประมาณฯ ในการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานแล้ว ทั้ง 5 รายการ (ค่าจัดการเรียนการสอน หนังสือเรียน อุปกรณ์การเรียน เครื่องแบบนักเรียน และกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน) ให้นักเรียนได้รับหนังสือเรียน ค่าอุปกรณ์การเรียน และค่าเครื่องแบบนักเรียน ครบทุกคนก่อนเปิดภาคเรียน เพื่อช่วยลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง พร้อมทั้งกำชับไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาทุกแห่ง ในเรื่องแนวทางการยกเว้นหรือผ่อนผันการแต่งกายของนักเรียนในช่วงเปิดภาคเรียน ซึ่งได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปีการศึกษา 2567 ที่ผ่านมา โดยเปิดโอกาสให้สถานศึกษาสามารถพิจารณา ยกเว้นหรือผ่อนผันการแต่งกาย ให้แก่นักเรียนได้ตามความเหมาะสม โดยคำนึงถึงการลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองเป็นสำคัญ เพื่อให้การเปิดภาคเรียนที่ 1/2568 เป็นไปอย่างเรียบร้อย ให้นักเรียนทั่วประเทศ “เรียนดี มีความสุข” อย่างแท้จริง” เลขาธิการ กพฐ.กล่าว

12 สามเณรน้อย‘สามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี 11’เข้าบรรพชาที่สถานปฏิบัติธรรม ธวีธรรม โคราช

12 สามเณรน้อย‘สามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี 11’เข้าบรรพชาที่สถานปฏิบัติธรรม ธวีธรรม โคราช

12 สามเณรน้อย‘สามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี 11’เข้าบรรพชาที่สถานปฏิบัติธรรม ธวีธรรม โคราช

วันจันทร์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.32 น.

12 สามเณรน้อยจาก‘สามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี 11’เข้าบรรพชา เริ่มบทเรียนชีวิตด้วยหัวใจ‘กตัญญูคู่ความดี’ ณ สถานปฏิบัติธรรม ธวีธรรม โคราช พบกับความน่ารักสดใสของสามเณรในเรียลลิตี้ธรรมะสุดอบอุ่น ชมสดครบทุกโมเมนต์ ตลอด 24 ชม. ผ่านทรูวิชั่นส์ ทรูไอดี ทรูวิชั่นส์ นาว และออนไลน์ที่ http://www.truelittlemonk.com

21 เมษายน 2568 ที่ จ.นครราชสีมา พระพรหมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร และพระอาจารย์ใหญ่ ได้เมตตาประกอบพิธีบรรพชาให้แก่สามเณรน้อยทั้ง 12 รูป ในโครงการ “สามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี 11” ซึ่งจัดขึ้นโดยเครือเจริญโภคภัณฑ์ และบมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น ปีนี้เปิดห้องเรียนธรรมะถ่ายทอดสด ภายใต้แนวคิด “กตัญญูคู่ความดี” โดยได้น้อมนำหลักพุทธพจน์ว่า “ความกตัญญูกตเวที เป็นพื้นฐานของการเป็นคนดี” ซึ่งสอดคล้องกับพระคติธรรมที่ได้รับประทานจากสมเด็จพระสังฆราชฯ เพื่อปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมให้เกิดขึ้นจริงในจิตใจของสามเณรตลอดระยะเวลา 1 เดือนเต็ม ณ สถานปฏิบัติธรรม ธวีธรรม (ไร่แสงงาม) อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

ในโอกาสนี้ นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ / ประธานกรรมการ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น และผู้ริเริ่มโครงการสามเณร ปลูกปัญญาธรรม (นั่งแถวหลัง – ที่ 4 จากซ้าย) นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา (นั่งแถวหลัง – ที่ 4 จากขวา) ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ที่ปรึกษาโครงการ (นั่งแถวหลัง – ที่ 2 จากขวา) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ และบมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น นำโดย ดร. อาชว์ เตาลานนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ (นั่งแถวหลัง – ที่ 3 จากขวา) นายยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) (นั่งแถวหลัง – ที่ 3 จากซ้าย) นายมนัสส์ มานะวุฒิเวช รองประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจโทรคมนาคมและดิจิทัล เครือเจริญโภคภัณฑ์ / ประธานคณะผู้บริหาร ด้านธุรกิจข้อมูลและลูกค้าองค์กร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น (นั่งแถวหลัง – ที่ 2 จากซ้าย) ตลอดจนผู้สนับสนุนโครงการ ร่วมอนุโมทนาบุญ

ขอเชิญร่วมติดตามเรื่องราวชีวิตจริงตลอดการบรรพชาของ “สามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี 11” ทั้ง 12 รูป พร้อมส่งแรงใจ ร่วมชื่นชมความน่ารัก สดใส ความมุ่งมั่นของเหล่าสามเณรน้อย จะได้เรียนรู้และเข้าใจคำว่ากตัญญูต่อ “บุพการี” คือ ผู้ที่ทำคุณความดีให้ก่อนโดยไม่หวังผลตอบแทนจากเรา ซึ่งหมายรวมถึง ครูบาอาจารย์ มิตรสหาย สังคม สิ่งแวดล้อม ตลอดจนชาติ ศาสนา และองค์พระมหากษัตริย์ ที่ได้สร้างคุณประโยชน์ ส่งผลต่อเรา ทุกท่านล้วนถือเป็นบุพการีทั้งสิ้น และเพื่อให้เกิดความระลึกถึงพระคุณ ปฏิบัติตนเพื่อตอบแทนพระคุณนั้น จึงเรียกว่า “กตัญญูกตเวที” ซึ่งการบรรพชาของเหล่าสามเณรนี้จะเปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง ฝึกฝนตนเอง ค้นหาคำตอบด้วยตนเอง และบำเพ็ญเพียรเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ผ่านกิจกรรมทางธรรมที่เข้มข้น อาทิ การเดินธุดงค์ ปักกลด และบำเพ็ญเพียรบารมี ณ วัดถ้ำไตรรัตน์ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาเนื่องในวันวิสาขบูชา นอกจากนี้ ยังมีการจัดบรรยายธรรมทุกสัปดาห์ โดยในแต่ละวันสามเณร 3 รูปจะเป็นผู้ถ่ายทอดธรรมะในหัวข้อ “กตัญญูคู่ความดี” พร้อมสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการบรรพชา โดยปีนี้ พระพรหมบัณฑิตวางหลักสูตรของการเรียนรู้ซึ่งเป็นประโยชน์ รวมถึงกิจกรรมเสริมที่ช่วยให้เข้าใจหลักธรรมได้ลึกซึ้งและสนุกสนานยิ่งขึ้นตลอด 1 เดือน

สามารถรับชมได้ผ่านทุกแพลตฟอร์มของทรู ตั้งแต่วันนี้ถึง 18 พฤษภาคม 2568  ทางช่องเรียลลิตี ทรูวิชั่นส์ เอชดี ช่อง 119 หรือ 333  และช่องเรียลลิตี ทรูวิชั่นส์ ช่อง 60 หรือ 99  หรือทางออนไลน์ที่มีช่องทางเพิ่มเติมมากยิ่งขึ้น ให้สามารถรับชมได้ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านแอปพลิเคชันสามเณรปลูกปัญญาธรรม ทรูวิชั่นส์ ทรูไอดี ทรูวิชั่นส์ นาว, ออนไลน์ที่ http://www.truelittlemonk.com และสามารถรับชมช่วงสรุปกิจกรรมประจำวันที่จะออกอากาศทาง TNN ช่อง 16, ทรูโฟร์ยู ช่อง 24 และช่องทรูปลูกปัญญา (ทรูวิชั่นส์ ช่อง 37 และทรูวิชั่นส์ เอชดี ช่อง 111) ที่เปิดให้รับชมฟรีผ่านช่อง PSI 230 รวมทั้งติดตามข่าวสาร คลิปน่ารักๆ ของสามเณร และธรรมะดีๆ ผ่านwww.facebook.com/truelittlemonkthailand และ TikTok สามเณรปลูกปัญญาธรรม อีกด้วย

#สามเณรปลูกปัญญาธรรม #ทรูปลูกปัญญา #บวชสามเณรภาคฤดูร้อน

เลี้ยงเป็นเปลี่ยนชีวิต ‘มข.’ดันธุรกิจ‘จิ้งหรีด’

เลี้ยงเป็นเปลี่ยนชีวิต ‘มข.’ดันธุรกิจ‘จิ้งหรีด’

เลี้ยงเป็นเปลี่ยนชีวิต ‘มข.’ดันธุรกิจ‘จิ้งหรีด’

วันจันทร์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

อย่างที่หลายคนทราบดีว่า “จิ้งหรีด” เป็นแมลงที่ได้รับความสนใจในหลายมิติ เป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพสูง จนเกิดกระแสนิยมการบริโภคโปรตีนจากแมลงในทวีปยุโรปและอเมริกา ยกให้เป็นอาหารใหม่ หรือ Novel Food อาหารแห่งอนาคต ทั้งยังมีการคาดการณ์ว่า อุตสาหกรรมโปรตีนจากแมลงจะขยายตัว 3.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2570 ซึ่งผู้ซื้อรายใหญ่ในตลาดนี้คือ บริษัทอาหารและเครื่องดื่ม ผู้ผลิตนมทางเลือก และอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ เป็นต้น 

ในด้านเศรษฐกิจไทย จิ้งหรีดสามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชน โดยเฉพาะในชนบทที่มีพื้นที่จำกัด ซึ่งเกษตรกรผู้เลี้ยงจิ้งหรีดในไทยมีมากกว่า 20,000 ราย และมากกว่าร้อยละ 80 อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยที่เกษตรกรกลุ่มแรกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเริ่มเลี้ยงจิ้งหรีดมาตั้งแต่ปี 2541 แต่ปัจจุบันกลุ่มผู้เลี้ยงจิ้งหรีดที่สามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและส่งออกต่างประเทศได้ กลับเป็นกลุ่มผู้เลี้ยงจิ้งหรีดในพื้นที่ภาคกลาง และอื่น ๆ

ดร.อนุวรรตน์ ศรีสวัสดิ์ หัวหน้าโครงการเพิ่มขีดความสามารถผู้ประกอบการผ่านกระบวนการพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าใหม่ของการเลี้ยงจิ้งหรีดเพื่อเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ได้รับทุนสนับสนุนของหน่วยบริการและจัดการทุนวิจัยด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า ที่ผ่านมาทีมวิจัยได้ขับเคลื่อนงานในพื้นที่ 3 จังหวัด คือ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ และร้อยเอ็ด

โดยผลจากการสืบค้นข้อมูลพบว่าตลาดจิ้งหรีดมีมูลค่ารวมถึง 23 ล้านบาท แต่เม็ดเงินเหล่านั้นกลับไปถึงมือกลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการในพื้นที่เพียง 7 ล้านบาท เนื่องจากที่ผ่านมาเกษตรกรต้องซื้ออาหารจิ้งหรีดสำเร็จรูปจากนอกพื้นที่  ดังนั้นในการสร้างห่วงโซ่คุณค่าใหม่ (New Value Chain) ของการเลี้ยงจิ้งหรีดในพื้นที่ สิ่งที่ดำเนินการในส่วนต้นน้ำคือ “การพัฒนาสมรรถนะและศักยภาพของกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงจิ้งหรีด” เพื่อทำให้เกิด “ผู้ผลิตอาหารจิ้งหรีดในพื้นที่” ตั้งแต่ผู้ผลิตวัตถุดิบจากอาหารสัตว์ และผู้ผลิตอาหารสัตว์ในพื้นที่

เพื่อปิดช่องว่าง ลดการพึ่งพิงห่วงโซ่ (Chain) จากนอกพื้นที่ และออกแบบการจัดการธุรกิจที่จะทำให้รายได้กระจายสู่เกษตรกรและผู้ประกอบการอย่างทั่วถึงและเหมาะสม ที่ผ่านมาทีมวิจัย ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง และเกษตรกร 11 กลุ่ม จำนวน 124 คน ได้ทำงานร่วมกันโดยยึดหลักการ “พาทำ และทำกัน” เพราะการเลี้ยงจิ้งหรีดไม่ใช่เพียงการทำโรงเรือนที่ได้มาตรฐานฟาร์ม GAP (Good Agricultural Practices) แต่ต้องช่วยให้เกษตรกรมีศักยภาพในการผลิตอาหารจิ้งหรีดต้นทุนต่ำโดยใช้ทรัพยากรพื้นถิ่น

โดยการใช้สูตรอาหารสำเร็จรูปสูตรใหม่นี้สามารถลดต้นทุนการผลิตจิ้งหรีดจาก 71.99 บาท/หนึ่งกิโลกรัมจิ้งหรีด เหลือเพียง 61.06 บาท/หนึ่งกิโลกรัมจิ้งหรีด แต่ที่สำคัญกว่าการลดต้นทุนก็คือ การทำให้เกษตรกรสามารถเลี้ยงจิ้งหรีดให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพมาตรฐานตามความต้องการของตลาดได้ โดยในส่วนนี้เป็นการถอดความรู้ประสบการณ์ เทคนิค และภูมิปัญญาในการเลี้ยงจิ้งหรีดของพี่น้องเกษตรกรทั้ง 11 กลุ่ม

นำจุดเด่นของแต่ละกลุ่มมาแลกเปลี่ยนแบ่งปันกัน เพื่อสร้างเป็น “องค์ความรู้ร่วม” ที่ทุกคนสามารถนำไปใช้  พร้อมกันนั้นทีมวิจัยยังเข้าให้ความรู้ด้านการดำเนินธุรกิจ และเป็นทั้งพี่เลี้ยงและโค้ชให้กลุ่มผู้เลี้ยงจิ้งหรีด และกลุ่มที่เกี่ยวข้อง มีทักษะในบริหารจัดการเชิงธุรกิจในแบบ Local Enterprise หรือรูปแบบธุรกิจปันกัน วิถีแห่งการเกื้อกูล รวมถึงความพยายามในการสร้างหรือพัฒนา “ผู้รวบรวมในพื้นที่” ที่จะทำหน้าที่เป็นโซ่ข้อกลางที่สำคัญของห่วงโซ่คุณค่าใหม่ที่จะสามารถทำให้เกิดการกระจายรายได้อย่างทั่วถึง เหมาะสมและเป็นธรรม

“การเลี้ยงจิ้งหรีดเป็นการทำธุรกิจ แต่มองว่าเป็นวิถีชีวิตที่คล้ายๆ กับการทำนา เราจึงต้องเปลี่ยน Mindset ใหม่ เสริมมุมมองเรื่องการทำธุรกิจให้เขารู้ว่า การเลี้ยงจิ้งหรีดก็คือการลงทุนทำธุรกิจ เมื่อได้เงินมาก็ต้องจัดการแบ่งส่วนไว้สำหรับการเลี้ยงรอบต่อไป เพื่อไม่ให้ต้องเป็นหนี้เพิ่ม ดังนั้นเป้าหมายของงานวิจัยชิ้นนี้นอกจากต้องการให้เกษตรกรมีศักยภาพในการเลี้ยงจิ้งหรีดให้ได้คุณภาพแล้ว เขายังต้องสามารถจัดการธุรกิจของตนเองได้ด้วย

สามารถวิเคราะห์ทิศทางหรือเป้าหมายต่อไปโดยเฉพาะในเรื่องของตลาด และศึกษามาตรฐานของผลผลิตจิ้งหรีดที่เข้าเกณฑ์การส่งออกไปยังประเทศต่างๆ รวมถึงความสนใจหรือคุณค่าที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญในปัจจุบันเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ยิ่งขึ้น” ดร.อนุวรรตน์ กล่าว

ดร.อนุวรรตน์ กล่าวต่อไปว่า ล่าสุด เกษตรกรทั้ง 11 กลุ่ม ที่เข้าร่วมโครงการนี้ ได้รวมตัวกันเป็น “เครือข่ายความร่วมมือหน่วยธุรกิจในพื้นที่” ที่นอกจากจะสร้างอำนาจในการต่อรองกับพ่อค้าคนกลางแล้ว ยังรวมถึงช่วยเหลือซึ่งกันและกันทั้งเรื่องอาหาร รวมถึงการจัดหาจิ้งหรีดให้ได้ตามออร์เดอร์ที่รับมา  

ส่วนในระยะต่อไปทีมวิจัยได้ตั้งเป้าหมายว่าจะยกระดับเป็นเครือข่ายธุรกิจร่วมกับภาคีเครือข่ายอีกหลายแห่งในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และสำหรับการส่งเสริมผู้ประกอบการในพื้นที่ได้เกิดผลลัพธ์ใน 3 ระดับ โดยมีทั้งกลุ่มที่ “ตั้งไข่ได้” “เติบโตได้” และ “ปล่อยมือได้” ซึ่งในกลุ่มที่ปล่อยมือได้คือเขาสามารถหล่อเลี้ยงตนเอง วางแผนธุรกิจ วางแผนตลาด และยังเป็นผู้รวบรวมสินค้าจากชุมชนไปจำหน่ายได้ด้วย

ทางด้าน นายภูดิส หาญสวัสดิ์ ตัวแทนผู้ประกอบการจากภูดิศ บั๊กฟาร์ม และวิสาหกิจชุมชนจิ้งหรีดอำเภอโนนศิลา จังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า หากผู้ผลิตสามารถควบคุมปัจจัยการผลิตด้านความสะอาด อาหาร และอุณหภูมิได้  ด้วยเทคนิคและวิธีการที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ ก็จะลดเวลาการผลิตจิ้งหรีดจาก 45 วัน เหลือเพียง 34-36 วันเท่านั้น

นางอรวรรณ วอทอง หนึ่งในนักวิจัยชุมชน และหัวหน้ากลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเลี้ยงจิ้งหรีดบ้านฮ่องฮี จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้รับรางวัล “เลิศรัฐ” ซึ่งเป็นรางวัลระดับประเทศ ในด้านจิ้งหรีดปลดหนี้แก้จน ในประเภทรางวัลดีเด่น เมื่อปี 2567 กล่าวว่า เดิมกลุ่มของเราเลี้ยงจิ้งหรีดขายตามฤดูกาล และขายพ่อค้าคนกลาง แต่ก็โดนกดราคา เพราะการเลี้ยงยังไม่ได้มาตรฐาน

จึงตัดสินใจกู้เงินจาก ธ.ก.ส. โดยได้รับการหนุนเสริมจากมหาวิทยาลัยขอนแก่นในการจัดทำแผนธุรกิจ มาทำโรงเรือนจิ้งหรีด และเป็นพี่เลี้ยงพาเราเรียนรู้และลงมือทำไปด้วยกัน พัฒนาจนได้มาตรฐานฟาร์ม GAP ปรับกระบวนการเลี้ยง ทำให้เราสามารถผลิตจิ้งหรีดคุณภาพและมีเงินมาชำระหนี้จากการสร้างโรงเรือน จนกระทั่งปลดหนี้ได้ในปีนี้ และสามารถจัดการเงินหมุนเวียนเพื่อการลงทุนต่อไปได้

อย่างไรก็ตาม แม้โครงการนี้จะหนุนเสริมให้กลุ่มสามารถปรับเปลี่ยนกระบวนการเลี้ยงจิ้งหรีดและนวัตกรรมการผลิตที่มีคุณภาพยิ่งขึ้นได้แล้ว ทั้งยังสามารถวางแผนธุรกิจ บันทึกรายรับ-รายจ่าย และวางแผนการผลิตได้แล้ว แต่ยังมีปัญหาที่กลุ่มของตนและเครือข่ายเผชิญคือ “ราคาและตลาดที่ไม่คงที่” สิ่งที่กลุ่มผู้เลี้ยงจิ้งหรีดอยากเห็น คือตลาดกลางหรือจุดรวมจิ้งหรีดในตลาดระดับภูมิภาค ที่จะช่วยให้เกษตรกรผู้เลี้ยงจิ้งหรีดได้เดินตามเส้นทางของธุรกิจที่เป็นธรรม โดยไม่ถูกตัดราคาจากพ่อค้าคนกลางอีกต่อไป

“การเลี้ยงจิ้งหรีด ไม่มีการแข่งขัน หากเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายกันได้ หากแบ่งปันกันได้ ทั้งความรู้ นวัตกรรม และตลาด ก็จะเกิดความยั่งยืนในกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงจิ้งหรีดและผู้ประกอบการที่เลี้ยงเป็นอาชีพหลัก  ทั้งตัวเกษตรกร คนตกงาน หรือถูกเลิกจ้าง ก็สามารถกลับมาเลี้ยงจิ้งหรีดเป็นทั้งอาชีพหลักหรืออาชีพเสริมอยู่ในชุมชนได้อย่างมั่นคง  ซึ่งสำหรับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเลี้ยงจิ้งหรีดบ้านฮ่องฮี ที่ตอนนี้มีผลิตภัณฑ์เป็นจิ้งหรีดตัว แต่เราก็มองถึงการก้าวไปสู่การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และการส่งออกอย่างมีมาตรฐานด้วยเช่นกัน” นางอรวรรณ กล่าว  

                                      หน่วยบริการและจัดการทุนวิจัย

                                          ด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)

‘ศศินทร์’ชวนผู้สนใจร่วมเสวนา แลกเปลี่ยนความเห็นกับผู้เชี่ยวชาญการศึกษา

‘ศศินทร์’ชวนผู้สนใจร่วมเสวนา แลกเปลี่ยนความเห็นกับผู้เชี่ยวชาญการศึกษา

‘ศศินทร์’ชวนผู้สนใจร่วมเสวนา แลกเปลี่ยนความเห็นกับผู้เชี่ยวชาญการศึกษา

วันจันทร์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ขอเชิญเข้าร่วมงาน Sasin Research Seminar “Inspire. Connect. Transform: The ‘Schooling’ Role of Business Schools in Tackling Social Enterprise Dilemmas – A Collaboration Between Sasin and Restart Academy” ซึ่งจะจัดขึ้นในวันพุธที่ 23 เม.ย. 2568 เวลา 12:00-13:00 น. ณ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาคารศศปาฐศาลา ห้อง 502 ชั้น 5

งานนี้เป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้เชี่ยวชาญในด้านการศึกษา พร้อมทั้งศึกษาบทบาทของโรงเรียนธุรกิจในการช่วยแก้ไขปัญหาขององค์กรเพื่อสังคม โดยผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สามารถลงทะเบียนได้ที่ https://forms.gle/rR274JqmUNECLMUe7 หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ researchseminar@sasin.edu หรือโทร 02-218-4095