อว. มอบรางวัล Prime Ministers science Awards 2025 ในงานมหกรรมวิทย์ ปี’68 เชิดชูเกียรติเยาวชนและครูวิทยาศาสตร์ไทย

อว. มอบรางวัล Prime Ministers science Awards 2025 ในงานมหกรรมวิทย์ ปี’68 เชิดชูเกียรติเยาวชนและครูวิทยาศาสตร์ไทย

อว. มอบรางวัล Prime Ministers science Awards 2025 ในงานมหกรรมวิทย์ ปี’68 เชิดชูเกียรติเยาวชนและครูวิทยาศาสตร์ไทย

วันจันทร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.52 น.

นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีในการมอบรางวัล Prime Minister’s Science Award 2025 ซึ่งจัดโดย กระทรวง อว. ร่วมด้วยองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อเชิดชูเกียรติและเป็นกำลังใจให้แก่เยาวชนไทยและคุณครูที่สร้างสรรค์ผลงานโครงงานวิทยาศาสตร์ที่มีความโดดเด่น โดยมี นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM รศ.ดร.ธณัฏฐ์คุณ มงคลอัศวรัตน์ นายกสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมพิธีฯ ดังกล่าว ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ

นายสุวรงค์ กล่าวว่า โครงการ Prime Minister’s Science Award ที่จัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 9 นี้ ไม่เพียงแต่เป็นการมอบรางวัลอันทรงเกียรติจากท่านนายกรัฐมนตรีเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีสำคัญที่ช่วยยกย่องเชิดชูเกียรติเยาวชนและครูที่ทุ่มเทในด้านวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง เราขอชื่นชมและแสดงความยินดีกับเยาวชนทุกคนที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ หวังว่าความสำเร็จนี้จะเป็นแรงบันดาลใจและประสบการณ์อันมีค่าในการก้าวไปสู่เวทีที่สูงขึ้น ที่สำคัญต้องขอบคุณทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน ที่ร่วมกันสร้างพลังขับเคลื่อนและเป็นกำลังใจสำคัญในการสร้างเยาวชนนักวิทยาศาสตร์ที่มีคุณภาพเพื่อประเทศต่อไป

รศ.ดร.ธณัฏฐ์คุณ กล่าวว่า สมาคมวิทยาศาสตร์ฯ เป็นหนึ่งในองค์กรที่มีความมุ่งมั่นในการส่งเสริมกิจกรรมด้านวิทยาศาสตร์แก่สังคมไทยมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน พร้อมทั้งมีบทบาทสำคัญในการบ่มเพาะเยาวชน เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางวิทยาศาสตร์ของประเทศ โดยเฉพาะการจัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาทักษะและกระบวนการคิดเชิงวิทยาศาสตร์ให้แก่เยาวชนไทย รางวัล Prime Minister’s Science Award 2025 จึงเปรียบเสมือนเครื่องหมายแห่งความสำเร็จอันทรงคุณค่า ที่มอบแก่เยาวชนและครูผู้ทุ่มเทในการสร้างสรรค์ผลงานโครงงานวิทยาศาสตร์ เป็นทั้งแรงบันดาลใจและกำลังใจสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ของประเทศ หวังเป็นอย่างยิ่งว่ารางวัลนี้จะเป็นพลังขับเคลื่อนที่ช่วยผลักดันศักยภาพของเยาวชนไทยและบุคลากรทางการศึกษาให้ก้าวสู่การสร้างความเข้มแข็งด้านวิทยาศาสตร์อันจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในอนาคต

โครงการ Prime Minister’s Science Award 2025 ประกอบด้วยรางวัล Prime Minister’s Science Project Award 2025 มอบให้กับเยาวชนที่สร้างสรรค์ผลงานโครงงานวิทยาศาสตร์ที่มีความโดดเด่น และ รางวัล Prime Minister’s Science Teacher Award 2025  มอบให้กับคุณครูที่เป็นตัวอย่างอันดีด้านวิทยาศาสตร์

รางวัล Prime Minister’s Science Project Award 2025 มีดังนี้

– ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ได้แก่ โครงงานการพัฒนานวัตกรรมฟองน้ำชีวภาพเพื่อลดพฤติกรรมการกินกันเองสำหรับการอนุรักษ์ปูม้าและระบบนิเวศชายฝั่งอย่างยั่งยืน จัดทำโดย นายพิสิษฐ์ อาศิระวิชัย จากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย กรุงเทพฯ ซึ่งมี นางสาววนิดา ภู่เอี่ยม เป็นครูที่ปรึกษา และนายชนันท์ เกียรติสิริสาสน์ เป็นที่ปรึกษาพิเศษ 

– ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ ได้แก่ โครงงานการสังเคราะห์โมเลกุลเซนเซอร์ฐานสารสีย้อมเคอร์คูมิน ที่สกัดจากขมิ้นชันสำหรับตรวจวัดแอลดีไฮด์สายยาวซึ่งเป็นสารบ่งชี้โรคมะเร็งปอด จัดทำโดย นายธนัช ไชยมงคล จากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เชียงราย จ.เชียงราย ซึ่งมี นายธีรพัฒน์ ขันใจ เป็นครูที่ปรึกษา และนางบุษยรัตน์ ธรรมพัฒนกิจ เป็นที่ปรึกษาพิเศษ

– ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ได้แก่ โครงงาน BeeShield : นวัตกรรมอุโมงค์ทางเข้าป้องกันไรผึ้งโดยใช้พฤติกรรมการเข้ารังของผึ้งและการตอบสนองของไรต่อกรดฟอร์มิก จัดทำโดย นายปัณณวิชญ์ ธีรนันท์พัฒธน, นายกฤตนน เมืองแก้ว และนางสาววิภารัศมิ์ ธะนะวงศ์ จากโรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ จ.เชียงราย ซึ่งมีนายเกียรติศักดิ์ อินราษฎร เป็นครูที่ปรึกษา

– ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สาขาวิทยาศาสตร์ประยุกต์ ได้แก่ โครงงาน Healaria : การพัฒนาอนุภาคนาโนจากสมุนไพรไทยที่มีฤทธิ์ในการกระตุ้นการงอกใหม่ของพลานาเรียสายพันธุ์ Dugesia japonica สำหรับการรักษาบาดแผลเพื่อต่อยอดเป็นนวัตกรรมแผ่นปิดบาดแผล จัดทำโดย นายกฤตยชญ์ ไทยสุริยันต์, นายปราชญ์ อำพนธ์ และนางสาวปาณิศา สว่างสุรีย์ จากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ จ.นครปฐม ซึ่งมี นางสุภานันท์ สุจริต เป็นครูที่ปรึกษา

รางวัล Prime Minister’s Science Teacher Award 2025 มีดังนี้

– ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น  ได้แก่ นางสาววราภรณ์ สืบสุยะ จากโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย จ.เชียงใหม่

– ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ได้แก่ นางสาวอาจรีย์ ธิราช จากโรงเรียนกำเนิดวิทย์ จ.ระยอง

ผู้สนใจสามารถมาเยี่ยมชมโครงงานวิทยาศาสตร์ฯ ได้ที่งาน “มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2568” (NST Fair 2025) ตั้งแต่วันนี้-17 สิงหาคม นี้ ณ ฮอลล์ 5-6 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ

‘ในหลวง-พระราชินี’ พระราชทานดอกไม้-ตะกร้าสิ่งของ แก่กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บ พร้อมรับคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

'ในหลวง-พระราชินี' พระราชทานดอกไม้-ตะกร้าสิ่งของ แก่กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บ พร้อมรับคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

‘ในหลวง-พระราชินี’ พระราชทานดอกไม้-ตะกร้าสิ่งของ แก่กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บ พร้อมรับคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

วันจันทร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.20 น.

‘ในหลวง-พระราชินี’ ทรงห่วงใยกำลังพลและราษฎรที่ได้รับบาดเจ็บพระราชทานดอกไม้และตะกร้าสิ่งของ พร้อมรับผู้บาดเจ็บทุกคนไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใยกำลังพลและราษฎรที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน ไปมอบแก่กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากสถานการษ์ดังกล่าว  พร้อมกับทรงรับผู้บาดเจ็บทุกคนไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ด้วย  

วันที่ 11 สิงหาคม 2568  เวลา  09.30 น.  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายภพ ภูสมปอง รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน  ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปมอบแก่   จ่าสิบเอก ธานี พาหา  พลทหาร ภาคภูมิ  ไชยสุระ  และพลทหาร ธนันชัย ไกยวงศ์  กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา และเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ  โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์  อำเภอวารินชำราบ  จังหวัดอุบลราชธานี  

ในการนี้   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมทรงรับผู้บาดเจ็บทั้งหมด ไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์   การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้  ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่กำลังพลและครอบครัวอย่างหาที่สุดมิได้

 

‘สช.’เร่งติดตามผลสอบ เด็ก ม.5 ทำร้ายครู เหตุเพราะไม่พอใจผลสอบ

'สช.'เร่งติดตามผลสอบ เด็ก ม.5 ทำร้ายครู เหตุเพราะไม่พอใจผลสอบ

‘สช.’เร่งติดตามผลสอบ เด็ก ม.5 ทำร้ายครู เหตุเพราะไม่พอใจผลสอบ

วันจันทร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.11 น.

‘สช.’เร่งติดตามผลสอบ เด็ก ม.5 ทำร้ายครู เหตุเพราะไม่พอใจผลสอบ

เมื่อวันที่ 11 ส.ค.2568 นายมณธล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาธิการ กช.) กล่าวถึงกรณีนักเรียนชาย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ของโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.อุทัยธานี ทำร้ายครูผู้สอนได้รับบาดเจ็บเข้าโรงพยาบาล ว่า ตนก็ตกใจที่เห็นคลิปภาพได้โทรสอบถามทางโรงเรียน และได้รับรายงานข้อเท็จจริงเบื้องต้น ว่า เหตุเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา ว่านักเรียนไม่พอใจครูเรื่องคะแนนสอบ เด็กจึงเดินมาถามครูเกี่ยวกับคะแนนสอบที่ได้ 18 คะแนนเต็ม 20 เด็ก จึงได้ทำร้ายครูตามที่เห็นในภาพคลิป และทราบว่า หลังเกิดเหตุทางโรงเรียนให้นักเรียนคนดังกล่าวเรียนออนไลน์อยู่ที่บ้าน เพื่อไม่ให้เพื่อนร่วมห้องเรียนและครูต้องกังวล ขณะนี้นักเรียนก็ยังไม่ได้ลาออก และทางโรงเรียนก็ยังไม่ได้ไล่เด็กออก เด็กยังมีสถานะเป็นนักเรียนอยู่  

นายมณฑล กล่าวต่อว่า ทางโรงเรียนก็คงตั้งคณะกรรมการสอบถึงสาเหตุที่เกิดขึ้นว่าเป็นมาอย่างไร โดยเรื่องนี้อยู่ในความดูแลของศึกษาธิการจังหวัด  และทราบว่า วันที่ 13 ส.ค.นี้ ทางโรงเรียนจะเชิญผู้ปกครองของนักเรียนที่ก่อเหตุ และคุณครูที่ถูกทำร้ายมาพูดคุยกัน ก็จะทราบข้อมูลรายละเอียดว่าจะมีการดำเนินการในเรื่องนี้อย่างไรต่อไป และจะให้ทางโรงเรียนรายงานผลมาที่ศธ.ตามขั้นตอนต่อไป และจะสอบถามทางโรงเรียนถีงการดูแลขวัญกำลังใจครูอย่างไร

เบื้องต้นทราบว่าครูพ้นขีดอันตรายแล้ว และเท่าที่เห็นจากข่าวคุณครูได้ไปแจ้งความแล้วก็เป็นสิทธิ์ของคุณครูว่าจะดำเนินการอย่างไร และดูอายุว่าเด็กอยู่ในเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดและจะมีวิธีดำเนินการกับเด็กอย่างไร ก็เป็นหน้าที่ของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะพิจารณา

นายมณฑล กล่าวด้วยว่า ส่วนเรื่องการป้องกันเหคุ ทางโรงเรียนก็ต้องมีมาตรการดูแล โรงเรียนก็ต้องตรวจสอบทางครอบครัวเรื่องของพฤติกรรมและสภาพจิตใจของเด็ก ซึ่งการทำร้ายกันก็มีทั้งครูทำร้ายนักเรียน และนักเรียนทำร้ายครูเกิดขึ้น ดังนั้น ทางโรงเรียนต้องมีการตรวจสอบให้ลึกถึงนักเรียนเป็นรายบุคคล ว่านักเรียนแต่ละคนมีสภาพจิตใจอย่างไร อ่อนไหวกับอะไร ก็เห็นใจคุณครูที่ไม่ได้มีเวลามากขนาดต้องไปติดตามเด็กทุกคน เพราะต้องเอาเวลามาสอน แต่ก็เป็นบทบาทของคุณครูที่ต้องดูแลเด็ก บางครั้งก็คาดไม่ถึงเพราะไม่รู้ว่าเด็กมีอาการอะไร สช.ก็มีการเน้นย้ำโรงเรียนในเรื่องจิตวิทยาที่ครูจะต้องมี แต่ก็ต้องยอมรับว่าครูทุกคนก็ไม่ได้มีความรู้หรือมีทักษะที่จะเป็นนักจิตวิทยาโดยตรง คุณครูอาจจะมีแค่จิตวิทยาในการสอนและดูแลเด็กเป็นรายบุคคลเท่าที่ครูจะดูแลได้  

​มศว ต้อนรับนิสิตใหม่ ชู ‘7 SWU Spirits’ ‘เด็กดี – เด็กเก่ง’ เด็ก มศว ..มีดี 7 อย่าง

​มศว ต้อนรับนิสิตใหม่ ชู ‘7 SWU Spirits’ ‘เด็กดี – เด็กเก่ง’ เด็ก มศว ..มีดี 7 อย่าง

​มศว ต้อนรับนิสิตใหม่ ชู ‘7 SWU Spirits’ ‘เด็กดี – เด็กเก่ง’ เด็ก มศว ..มีดี 7 อย่าง

วันจันทร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เพราะ มศว เป็นมากกว่ามหาวิทยาลัยเพื่อสังคม กิจกรรมและวิชาการจึงเป็นของคู่กัน

ล่าสุด มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) จัดกิจกรรมปฐมนิเทศ ต้อนรับนิสิตใหม่และกิจกรรมเสริมสร้างอัตลักษณ์นิสิต มศว ปีการศึกษา 2568 หรือเรียกง่ายๆ ว่า “ค่ายอัตลักษณ์นิสิต มศว” โดย รศ.ดร.ชลวิทย์ เจียรจิตต์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เปิดเผยว่า อยากให้นิสิตใหม่ มศว วันนี้ได้ชื่อว่าเป็นเด็ก มศว ที่มีของดีถึง 7 อย่าง แบบที่ผมเรียกว่า “7 SWU Spirits” เป็นความหวังของสังคมในวันข้างหน้าและมีความภูมิใจในความเป็นเด็ก มศว ได้แก่ 1.มีการสื่อสารที่ดี Good Communication 2.มีเป้าหมายชีวิตชัดเจนที่ดี Set Goals 3.มีส่วนร่วมที่ดีกับทุกคน Connect the Dots 4.คิดดี Positive Mindset มีทัศนคติเชิงบวก 5.มีความมั่นใจที่ดี Self-Confidence 6.มีความอ่อนน้อมถ่อมตนที่ดี Humble Behaviors และ 7.สร้างความไว้วางใจที่ดี Trust

“นี่คือคุณสมบัติของเด็ก มศว พันธุ์ใหม่ที่จะจะช่วยให้เป็นคนดีคนเก่งมีคุณภาพแก่สังคมและปรับตัวให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและมีคุณค่าทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น แม้ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับปัญหาหรืออุปสรรคเล็กหรือใหญ่พวกเขาก็จะฟันฝ่าผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนั้นๆ ไปได้ด้วยกรอบความคิดที่ผมบอกกับพวกเขาว่า เขาคือ  เด็กดีเด็กเก่ง เด็ก มศว  มีดี 7 อย่าง” อธิการบดี มศว กล่าวทิ้งท้าย

เจาะลึก..ธุรกิจ-นวัตกรรม หลักสูตร ‘วทจ. X ชิงหวา’ เสริมทักษะผู้นำยุคดิจิทัล

เจาะลึก..ธุรกิจ-นวัตกรรม หลักสูตร ‘วทจ. X ชิงหวา’ เสริมทักษะผู้นำยุคดิจิทัล

เจาะลึก..ธุรกิจ-นวัตกรรม หลักสูตร ‘วทจ. X ชิงหวา’ เสริมทักษะผู้นำยุคดิจิทัล

วันจันทร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถาบันวิทยาการผู้นำไทย–จีน (วทจ.) มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ร่วมกับมหาวิทยาลัยชิงหวา มหาวิทยาลัยชั้นนำอันดับ 1 ของจีน เปิดหลักสูตรพิเศษ “วทจ. x ชิงหวา” ภายใต้แนวคิด “INNOVATION FOR THE FUTURE” โดยมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพผู้นำยุคใหม่ เสริมศักยภาพด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และกลยุทธ์ธุรกิจให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัลพร้อมสร้างเครือข่ายธุรกิจในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะในประเทศจีน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจโลกปัจจุบัน

หลักสูตรนี้เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เปิดโลกทัศน์กับคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิจากมหาวิทยาลัยชิงหวา พร้อมเรียนรู้หัวข้อสำคัญ อาทิ ยุทธศาสตร์ นวัตกรรม ในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมยุคดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียวกับกระแสหลัก เพื่อความยั่งยืนและความมั่นคง , ปรับตัวให้ทัน กับยุคอุตสาหกรรมโฉมใหม่ที่กำลังจะมาถึง  จับกระแสเม็ดเงินลงทุนของจีน ปัจจุบัน และอนาคต

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของหลักสูตร คือการศึกษาดูงานในสถานประกอบการชั้นนำของจีน อาทิ Tsinghua Science Park ศูนย์บ่มเพาะเพื่อความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมและวิทยาศาสตร์ของจีน  Lenovo บริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติของจีนที่สั่นสะเทือนวงการอิเล็กทรอนิกส์ และ iFLYTEK เอไออัจฉริยะด้านภาษาที่จะเชื่อมโลกเป็นหนึ่งเดียว

หลักสูตร “วทจ. x ชิงหวา” มีพิธีเปิดและบรรยายพิเศษในวันที่ 22 พ.ย.68 ณ โรงแรม ยู สาทร กรุงเทพฯ และเดินทางไปศึกษาดูงาน ณ กรุงปักกิ่ง ระหว่างวันที่ 30 พ.ย. – 5 ธ.ค.68 โดยผู้เข้าเรียนที่มีเวลาเรียนไม่น้อยกว่า 75% จะได้รับ Certificate of Participation จาก Tsinghua University

โดยจะเปิดรับสมัครทั้งบุคคลทั่วไปและศิษย์เก่า วทจ. วันนี้ถึง 30 ก.ย.68 โดยจะมีการสัมภาษณ์ในวันที่ 4 ต.ค.68 และประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกในวันที่ 7 ต.ค.68 พร้อมทั้งชำระค่าลงทะเบียนวันที่7 – 10 ต.ค.68 ผู้สนใจสามารถกรอกใบสมัครได้ที่ https://forms.gle/qpuLuvN6LYDbXvdx7 หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 090-220-9838 หรือ Line: @tclhcu เว็บไซต์: http://www.tclhcu.com

​กมว.ใช้ข้อบังคับจรรยาบรรณฉบับใหม่ พร้อมเร่งสางคดีเก่าให้จบ

​กมว.ใช้ข้อบังคับจรรยาบรรณฉบับใหม่ พร้อมเร่งสางคดีเก่าให้จบ

​กมว.ใช้ข้อบังคับจรรยาบรรณฉบับใหม่ พร้อมเร่งสางคดีเก่าให้จบ

วันจันทร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

รศ.ดร.ศิริเดช สุชีวะ ประธานกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) ครั้งที่ 8/2568 พร้อมด้วยคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ และมี ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เป็นกรรมการและเลขานุการการประชุม

โดยที่ประชุมได้ออกข้อบังคับเกี่ยวกับจรรยาบรรณฉบับใหม่ เป็นข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. ….  โดยยกเลิกข้อบังคับเก่าทั้ง 3 ฉบับ มารวบเป็นฉบับใหม่ ซึ่งฉบับใหม่นี้ได้แก้ไขอันที่เป็นปัญหาเดิม มาเป็นกฏหมายหลักที่สำคัญในการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณ เพื่อทำให้การลงโทษผู้ประพฤติผิดจรรยาบรรณเกิดความสะดวกและรวดเร็วเป็นธรรมถูกต้องขึ้นกว่าเดิม เกิดความบริสุทธิยุติธรรมในเวลาที่สั้นลงกว่าเดิมและทันเหตุการณ์

“การมีผลบังคับใช้ข้อบังคับฉบับใหม่นี้ จะทำให้บวนการพิจารณาจรรยาบรรณได้ตั้งแต่ ทันที จนกระทั่งถึง 30 วัน แต่ถ้าเป็นเรื่องที่ต้องไปสอบสวนหาข้อเท็จจริงเพิ่มก็ไม่เกิน 3 เดือน ดังนั้น การที่ กมว.มีประกาศข้อบังคับฉบับใหม่นี้ออกมา จะทำให้คุรุสภาทำงานได้ง่ายขึ้นด้วย ซึ่งข้อบังคับเกี่ยวกับจรรยบรรณฉบับใหม่นี้ รมว.ศึกษาธิการ ได้ลงนามประกาศใช้แล้ว และลงในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 30 ก.ค.2568 เรียบร้อยแล้ว”

ประธาน กมว. กล่าวต่อว่า กมว.จะดำเนินการเชิงรุกในการสร้างความรู้ ความเชื่อ และทัศนคติที่ถูกต้องให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาเกี่ยวกับมาตรฐานและจรรยาบรรณ โดยใช้ AI เข้ามาช่วย มีการสร้างเป็นเรื่อง มีคุณครู 2 คน ที่เป็นตัวแทนครูผู้ชาย ชื่อว่า “คุณครูบรรณ” และคุณครูผู้หญิง ชื่อ “ครูจรรยา” ซึ่งเป็นเรื่องราวที่เราจะใส่คอนเทนต์ผ่านคุณครูทั้งสองคนนี้เผยแพร่จรรยาบรรณ

“กมว.และ คุรุสภายุกใหม่ ได้นำเทคโนโลยี AI มาช่วยในเรื่องของการส่งเสริมจรรยาบรรณ เพื่อทำให้คุณครูตระหนักและให้ความสำคัญ โดยยึดหลักกฎหมาย พ.ร.บ.ครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 อย่างโปร่งใสและมีธรรมาภิบาล นอกจากนี้ คุรุสภา ยังมี E-book รวบรวมกฏหมาย และการพิจารณาคดีใหม่ๆไปให้มหาวิทยาลัยที่ผลิตครู เพื่อให้นักศึกษาและคุณครูได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้ด้วย” รศ.ดร.ศิริเดช กล่าว

ด้าน ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวว่า กมว.จะได้เร่งเคลียร์คดีเก่าที่ยังคั่งค้างอยู่ให้เสร็จโดยเร็ว จากคดีเก่าทั้งหมด 1,200 กว่าคดี เราทำลดลงเหลือเพียง 300 กว่าคดีแล้ว ซึ่ง กมว.กำลังเร่งล้างคดีเก่าโดยนำข้อบังคับใหม่มาใช้ในการพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบรัดกุม และจะใช้เวลาพิจารณาสั้นลง ดังนั้น คดีที่สังคมสงสัยว่ามีความล่าช้า ปัญหานี้ก็จะหมดไป ความยุติธรรมและกาลเวลาในการพิจารณาที่สมควรก็จะเกิดขึ้น ซึ่งข้อบังคับใหม่นี้ถ้าไม่เกี่ยวกับคดีอาญาก็จะจบเร็วขึ้น หรือจบภายใน 3 เดือน

“กมว.ได้พิจารการประพฤติผิดจรรยาบรรณแยกเป็น ไม่มีมูล 2 ราย, ตักเตือน 2  ราย, ภาคทัณฑ์ 6 ราย, พักใช่ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ 1 ราย, เพิกถอนใบอนุญาตฯ 4 ราย(กรณีล่วงละเมิดทางเพศ,ทำร้ายร่างกาย, ปลอมแปลงเอกสารทั้งที่ไม่เคยเป็นครูมาก่อน กรณีนี้ทางต้นสังกัดจะรับไปดำเนินการทางกฏหมายต่อไปเพราะเป็นคดีอาญา)  นอกจากนี้ ยังมีการแต่งตั้งอนุกรรมการสอบสวน 3 ราย ผลการพิจารณาประพฤติผิดในวันนี้ เป็นคดีเก่าที่คั่งค้างอยู่ แต่คดีใหม่ที่มีหลักฐานเชิงประจักที่ออกสื่อต่างๆเผยแพร่ เราได้มีการตรวจสอบเชิงรุก คดีความใหม่จึงลดลง เหลือแต่ตดีเก่าที่จะเร่งเคลียร์ให้หมด ทั้งนี้ อยากให้ต้นสังกัดของผู้กระทำผิดช่วยด้วย เพื่อให้การพิจารณาของเราถูกต้องรวดเร็วยิ่งขึ้น” ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่า

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวอีกว่า ที่ประชุมได้มีมติห็นชอบการอนุมัติออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา โดยเลขาธิการคุรุสภา จำนวน 24,986 ราย ให้แก่ผู้ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตและขอต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาตรวจสอบแล้ว มีคุณสมบัติครบถ้วนและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังนี้ 1.ขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา จำนวน 10,167 ราย เป็นครู จำนวน 9,254 ราย ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 666 ราย ผู้บริหารการศึกษา จำนวน 166 ราย ศึกษานิเทศก์ จำนวน 81 ราย , 2.ต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา จำนวน 14,819 ราย เป็นครู จำนวน 13,278 ราย ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 1,384 ราย ผู้บริหารการศึกษา จำนวน 72 ราย ศึกษานิเทศก์ จำนวน 85 ราย

นอกจากนี้ อนุมัติออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูชั้นต้นให้แก่ผู้ประกอบวิชาชีพครู จำนวน 1 ราย โดยให้ใบอนุญาตมีอายุนับตั้งแต่วันที่คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ มีมติอนุมัติออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ เป็นต้น      

​สอศ.ร่วมกองทัพ จัดกิจกรรม ‘จิตอาสาพระราชทาน’ เฉลิมพระชนมพรรษา พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคม

​สอศ.ร่วมกองทัพ จัดกิจกรรม ‘จิตอาสาพระราชทาน’ เฉลิมพระชนมพรรษา พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคม

​สอศ.ร่วมกองทัพ จัดกิจกรรม ‘จิตอาสาพระราชทาน’ เฉลิมพระชนมพรรษา พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคม

วันจันทร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มอบหมายให้ผู้บริหารของ สอศ. เข้าร่วมในกิจกรรมจิตอาสาพระราชทาน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2568 โดย สอศ. ร่วมกับ กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบัญชาการกองทัพไทย กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ให้บริการซ่อมบำรุงรถจักรยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ตัดผม และฝึกอบรมอาชีพระยะสั้น

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ. เปิดเผยว่า กิจกรรมจิตอาสาพระราชทานครั้งนี้จัดขึ้นด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงเป็นแม่ของแผ่นดินและแม่ของประชาชนชาวไทย ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ต่อพสกนิกรชาวไทยและเพื่อเฉลิมพระชนมพรรษาและวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2568 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จึงได้ร่วมมือกับกองทัพและหน่วยงานด้านความมั่นคงของชาติ นำครู อาจารย์ นักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษา ออกมาให้บริการด้วยจิตอาสาและทักษะวิชาชีพ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนและน้อมเกล้าถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ท่าน พร้อมทั้งปลูกฝังจิตสำนึกการให้ การเสียสละ และความรับผิดชอบต่อสังคมแก่เยาวชนอาชีวศึกษา

เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อไปว่า การจัดกิจกรรมจิตอาสาในครั้งนี้จัดขึ้นในวันที่ 8 สิงหาคม 2568 ระหว่างเวลา 09.00 – 16.00 น. พื้นที่ชุมชนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 7 จุดบริการ และพื้นที่ชุมชนในภูมิภาคต่างๆ ในเขตพระราชฐาน จำนวน 5 จุดบริการ ดังนี้ พื้นที่ชุมชนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ได้แก่ 1.สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ร่วมกับสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม โดยมีวิทยาลัยเทคนิคนนทบุรี และ วิทยาลัยสารพัดช่างนครหลวง อาสาให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า ตัดผม และสอนอาชีพ  2.วัดบางบัว เขตบางเขน ร่วมกับกองบัญชาการกองทัพไทย โดยมีวิทยาลัยเทคนิคปทุมธานี และวิทยาลัยสารพัดช่างนครปฐม อาสาให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า และตัดผม 3.วัดแก้วฟ้าจุฬามณี เขตดุสิต ร่วมกับกองทัพบก โดยมีวิทยาลัยเทคนิคสมุทรปราการ และวิทยาลัยสารพัดช่างสมุทรปราการ อาสาให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า และตัดผม 4.วัดท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ ร่วมกับกองทัพเรือ โดยมีวิทยาลัยเทคนิคราชสิทธาราม และวิทยาลัยสารพัดช่างธนบุรี อาสาให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า ตัดผม และฝึกอาชีพ 5.วัดโพสพผลเจริญ อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ร่วมกับกองทัพอากาศ โดยมีวิทยาลัยเทคนิคดอนเมือง และวิทยาลัยสารพัดช่างสี่พระยา อาสาให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า และตัดผม 6.วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก เขตห้วยขวาง ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีวิทยาลัยเทคนิคกาญจนาภิเษกมหานคร อาสาให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องและซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า 7.สวนสราญรมย์ เขตพระนคร ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย โดยมีวิทยาลัยเทคนิคมีนบุรี และ วิทยาลัยสารพัดช่างพระนคร อาสาให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า และตัดผม

สำหรับในภูมิภาคให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า และตัดผม ในพื้นที่ชุมชนเขตพระราชฐาน 5 แห่งดังนี้ 1.พระตำหนักสิริยาลัย อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ดำเนินการโดยสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2.โรงเรียนวังไกลกังวล ในพระบรมราชูปถัมภ์ (ฝั่งประถม) อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ดำเนินการโดยสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 3.โรงเรียนบ้านนาตาลคาข่า อ.เต่างอย จ.สกลนคร ดำเนินการโดยสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดสกลนคร 4.ลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ ดำเนินการโดยสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดเชียงใหม่ 5.อาคารเฉลิมพระเกียรติสิริกาญจนทักษิณ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ อ.เมืองนราธิวาส จ.นราธิวาส ดำเนินการโดยสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดนราธิวาส

กิจกรรมจิตอาสาดังกล่าว เป็นการแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณต่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และยังเป็นโอกาสอันดีที่นักเรียน นักศึกษาอาชีวะจะได้นำความรู้และทักษะวิชาชีพมาประยุกต์ใช้ในการช่วยเหลือสังคม สร้างจิตสำนึกในการเป็นผู้ให้ และเป็นการพัฒนาทักษะการทำงานในสถานการณ์จริง ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการผลิตกำลังคนอาชีวะที่มีทั้งความรู้ ทักษะ และจิตอาสาเพื่อพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

‘สมเด็จพระสังฆราช’ประทานพระคติธรรม ‘คนชาติไทย จะรักษาความเป็นไทยอยู่ได้ด้วยมีสติ สำนึกอยู่ในความสามัคคี’

'สมเด็จพระสังฆราช'ประทานพระคติธรรม 'คนชาติไทย จะรักษาความเป็นไทยอยู่ได้ด้วยมีสติ สำนึกอยู่ในความสามัคคี'

‘สมเด็จพระสังฆราช’ประทานพระคติธรรม ‘คนชาติไทย จะรักษาความเป็นไทยอยู่ได้ด้วยมีสติ สำนึกอยู่ในความสามัคคี’

วันอาทิตย์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 21.11 น.

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2568 เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระคติธรรม เพื่อเป็นหลักการสำหรับพุทธบริษัทไทยทุกหมู่เหล่าในอันที่จะพิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์ ความว่า

ในท่ามกลางสถานการณ์ที่เกิดขึ้นต่อคณะสงฆ์ยามนี้ ขอคณะสงฆ์จงมีสติระลึกรู้ในอันที่สำรวมระวัง ครองตนในพระปาฏิโมกข์ อันสมเด็จพระบรมศาสดาได้โปรดประทานไว้เป็นหลักประพฤติของเราทั้งหลายผู้เป็นสมณะอย่างเคร่งครัด เพื่อธรรมนั้นจักได้ปกป้องคุ้มครองผู้ประพฤติธรรม ให้มีชัยเหนือปัญหา และก้าวข้ามพ้นอุปสรรคไปได้โดยสวัสดี ขอถวายกำลังใจให้สมณะที่ดี จงมีขันติธรรม พรหมวิหารธรรม และอิทธิบาทธรรม อย่างแกล้วกล้าเข้มแข็ง เพื่อรักษาพระบวรพุทธศาสนาให้ดำรงอยู่คู่สังคมไทยตลอดกาลนาน ขอให้ทราบถึงความห่วงใยที่มหาเถรสมาคมมีต่อบรรพชิตทุกรูปผู้เป็นสหธรรมิก ซึ่งมุ่งมั่นครองตน และครองงานด้วยวิริยภาพอาจหาญ แม้ในยามที่กำลังใจของท่านอาจถูกบั่นทอนโดยเหตุปัจจัยนานาประการ

ขอพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ไม่ว่าจะอยู่ในภาครัฐ ภาคเอกชน หรือภาคประชาชน โปรดช่วยกันประคับประคองคณะสงฆ์ ถวายสรรพกำลังสนับสนุนและอารักขาคุ้มครองให้พระภิกษุสามเณร มีเรี่ยวแรงกำลังกาย กำลังใจ และกำลังความรู้ความสามารถ ในอันที่จะธำรงรักษาพระศาสนา ประพฤติปฏิบัติตนตามพระธรรมวินัย ปกครองดูแลวัด ดำรงฐานะเป็นหลักใจของชุมชน เป็นศูนย์กลางแห่งความสมัครสมานสามัคคีของชาวบ้าน ชาววัด และหน่วยราชการ ซึ่งเป็นรากฐานสัมพันธภาพของสังคมไทย ขอจงใช้มุ่งสนองงานคณะสงฆ์ด้วยไมตรีจิต ตามขนบวัฒนธรรมประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติ จงละวางจริยาอันอาจก่อให้เกิดความบาดหมางคลางแคลงใจกัน จงเพิ่มพูนทัศนคติอันดี ด้วยกระบวนวิธีอย่างกัลยาณมิตร เฉกเช่นสาธุชนคนดีพึงปฏิบัติต่อสมณะในพระพุทธศาสนา ตามวิถีอันชอบด้วยพระธรรมวินัยและกฎหมายในที่ทุกสถานและในกาลทุกเมื่อ

“สติ” เป็นธรรมอันมีอุปการะมาก จึงขอให้พุทธบริษัทไทยทุกหมู่เหล่า จงมั่นในธรรมภาษิตที่ว่า “ทยฺยชาติยา สามคฺคิยํ สติสญฺชานเนน โภชิสิยํ รกฺขนฺติ” ความว่า “คนชาติไทย จะรักษาความเป็นไทยอยู่ได้ด้วยมีสติ สำนึกอยู่ในความสามัคคี”

– 006

นักวิชาการ มธ.เสนอทางออก หลังพบ‘ทุนมนุษย์ไทย’ตกต่ำหลายด้าน

นักวิชาการ มธ.เสนอทางออก หลังพบ‘ทุนมนุษย์ไทย’ตกต่ำหลายด้าน

นักวิชาการ มธ.เสนอทางออก หลังพบ‘ทุนมนุษย์ไทย’ตกต่ำหลายด้าน

วันอาทิตย์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.11 น.

แนะรื้อใหญ่-แยกประเภท”มหา’ลัย”ให้ชัด “นักวิชาการ มธ.”เสนอทางออก หลังพบ”ทุนมนุษย์ไทย”ตกต่ำหลายด้าน

นักวิชาการธรรมศาสตร์ เสนอแนวทางแก้ปัญหา หลัง “สศช.-TDRI-ยูนิเซฟ” ตีแผ่รายงานประเทศไทยสอบตกทุนมนุษย์หลายด้าน เสนอรัฐบาลปฏิรูปมหาวิทยาลัยครั้งใหญ่ แยกประเภทมหาวิทยาลัยให้ชัดระหว่าง “วิชาการ-วิจัย” เพื่อสร้างผู้เชี่ยวชาญเชิงลึก กับ “วิทยาศาสตร์ประยุกต์” เพื่อผลิตกำลังคนป้อนตลาดแรงงาน ระบุ หากเศรษฐกิจแย่ก็แทบเป็นไปไม่ที่เด็กจะได้รับการสนับสนุนให้มีผลการเรียนที่ดี ชี้ชัดหากต้องการพัฒนาทรัพยากรบุคล ต้องคำนึงถึงสุขภาวะของครอบครัวและชุมชน

จากกรณีที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) องค์การยูนิเซฟ และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) จัดทำรายงาน “การพัฒนาทุนมนุษย์ในประเทศไทย: การวิเคราะห์ช่องว่าง อุปสรรค และทางเลือกเชิงนโยบาย” โดยแสดงความกังวลต่อการพัฒนาทุนมนุษย์ในประเทศไทย อาทิ ภาวะทุพโภชนาการในเด็กเล็กอายุ 2-5 ปี ทักษะการอ่านและการคำนวณของนักเรียนที่ไม่เหมาะสมตามช่วงวัย มีคนอายุ 25-34 ปี เพียงร้อยละ 59 ที่สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมปลาย มีวัยทำงานเพียง 3% เท่านั้น ที่ได้รับการฝึกอบรมหลังสำเร็จการศึกษา และพบว่าวุฒิการศึกษาไม่สอดคล้องกับความต้องการตลาดแรงงาน มีแรงงานมากกว่าครึ่งทำงานไม่ตรงสาย ฯลฯ พร้อมทั้งเสนอให้มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวและเน้นสร้างทักษะที่จำเป็นให้กับนักศึกษา

ผศ.ชล บุนนาค ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนาคุณภาพและความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Move) เปิดเผยว่า เห็นด้วยกับข้อเสนอของรายงานฯ ที่ระบุถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยที่จะต้องมีการปรับตัว ยกเลิกหลักสูตรที่ไม่จำเป็น และหันมาเน้นการสร้างคนที่มีความพร้อมจะเรียนรู้และมีทักษะที่จำเป็น เช่น การทำงานเป็นทีม การสื่อสาร หรือทักษะด้านมนุษย์สัมพันธ์ เพื่อให้บัณฑิตมีความยืดหยุ่นในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันระบบอุดมศึกษาของไทยยังมีความสับสนในตัวเองอยู่ว่า ตกลงแล้วเราจะผลิตปัญญาชนเพื่อการพัฒนาประเทศ หรือจะผลิตแรงงานเพื่อเข้าสู่ตลาดกันแน่ ซึ่งในยุโรปจะมีการแยกสถาบันการศึกษาออกเป็น 2 ประเภทคือ 1. มหาวิทยาลัยทั่วไปที่เน้นวิชาการและวิจัย (University/Research University) เน้นการเรียนการสอนเชิงวิชาการและการวิจัยขั้นพื้นฐานเป็นหลัก เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่และผลักดันความก้าวหน้าทางวิชาการในระดับสากล 2. มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ประยุกต์ (University of Applied Sciences) หรือโพลีเทคนิค (Polytechnic) ที่มุ่งเน้นการศึกษาเฉพาะเจาะจงไปที่สาขาอาชีพเป็นสำคัญ เพื่อผลิตบุคลากรที่มีทักษะตรงตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งการแยกประเภทมหาวิทยาลัยเช่นนี้จะเหมาะสมต่อการพัฒนาทุนมนุษย์และทรัพยากรบุคคลและเป็นทางออกของประเทศไทยได้

ผศ.ชล กล่าวว่า หากรัฐบาลตัดสินใจปฏิรูปมหาวิทยาลัยครั้งใหญ่ ด้วยการดำเนินการตามแนวทางนี้ ก็จะช่วยให้มหาวิทยาลัยแต่ละประเภทสามารถทุ่มเททรัพยากรเพื่อตอบวัตถุประสงค์นั้นๆ ได้อย่างชัดเจน เช่น มหาวิทยาลัยวิจัยก็จะวิจัยเชิงลึกได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการสร้างความสัมพันธ์กับภาคอุตสาหกรรม หรือต้องแบ่งกำลังคนไปดูแลทั้งงานวิจัยและการสอนแบบประยุกต์ นักศึกษาเองก็จะเลือกได้อย่างชัดเจนว่าจะศึกษาแนวทางใด ขณะที่ตลาดแรงงานก็จะชัดเจน คือหากต้องการคนที่พร้อมทำงานได้ทันทีก็จะรับผู้จบจากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ประยุกต์ แต่หากต้องการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่ต้องการความรู้เชิงลึกก็จะรับผู้จบจากมหาวิทยาลัยวิจัย

“รัฐบาลควรจัดสรรงบประมาณสำหรับมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ประยุกต์เพื่อให้คุณภาพและมาตรฐานที่สูง แต่หลังจากนั้นควรส่งเสริมให้แต่ละสถาบันแข่งขันกันเอง ทั้งในด้านการดึงดูดนักศึกษาและการร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนส่วนมหาวิทยาลัยวิจัย รัฐบาลต้องสนับสนุน งบประมาณวิจัยอย่างมียุทธศาสตร์ โดยไม่ใช้วิธีแบบเบี้ยหัวแตก หรือการให้งบประมาณจำนวนน้อยๆ กระจายไปหลายส่วนเหมือนที่ผ่านมา” ผศ.ชล กล่าว

นอกจากแนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องระบบการศึกษา การฝึกอบรม รวมถึงระบบที่เกี่ยวข้องกับตัวเด็กและเยาวชนที่นำเสนอเอาไว้ในตัวรายงานแล้ว นักวิชาการธรรมศาสตร์รายนี้ กล่าวว่า ปัญหารากฐานสำคัญต่อการพัฒนาทุนมนุษย์และทรัพยากรบุคคลที่ค้องแก้ไขคือปัจจัยทางเศรษฐกิจ การมองเรื่องทรัพยากรมนุษย์จำเป็นต้องมองไปที่สุขภาวะของครอบครัวและชุมชนด้วย แยกกันไม่ได้ หากเด็กเติบโตมาในครอบครัวที่ไม่พร้อมหรือได้รับการเลี้ยงดูโดยผู้สูงอายุอย่างตามมีตามเกิด ก็แทบจะเป็นไปไม่เลยที่เด็กจะได้รับการสนับสนุนให้มีผลการเรียนที่ดี สาเหตุที่ดึงพ่อแม่ออกจากบ้านก็คือปัจจัยทางเศรษฐกิจ

“ผมคิดว่ารายงานฉบับนี้ยังขาดการพูดถึงปัญหาที่เป็นรากฐานอย่างแท้จริง เช่น อัตราค่าแรงขั้นต่ำที่ไม่เพียงพอจนเป็นเหตุให้พ่อแม่และผู้ปกครองส่วนใหญ่ต้องทำงานหนักล่วงเวลาจนไม่มีเวลาดูแลบุตรหลานได้อย่างเต็มที่ การขาดแคลนงานที่มีมูลค่าสูงในชนบทจนเป็นผลให้ทำให้คนต้องย้ายถิ่นฐานเข้ามาทำงานในเมืองและทิ้งลูกหลานไว้กับผู้สูงอายุ ฯลฯ” ผศ.ชล กล่าว

ผศ.ชล กล่าวว่า ในส่วนของภาวะทุพโภชนาการในเด็กเล็กอายุ 2-5 ปี ซึ่งนอกจากความรู้ด้านโภชนาการที่ต้องส่งเสริมกันต่อไปแล้ว ปัญหานี้ยังสัมพันธ์กับปัจจัยทางเศรษฐกิจและเชื่อมโยงโดยตรงกับระบบอาหารและเกษตรกรรมของประเทศอีกด้วย ปัจจุบันอาหารที่ดีมีราคาแพง คนจำนวนไม่น้อยจึงเข้าไม่ถึงอาหารที่ดี ซึ่งมีผลต่อการทำลายรากฐานการพัฒนามนุษย์อย่างแท้จริง รวมทั้งปัจจัยทางเศรษฐกิจและปัจจัยอื่นๆ ที่ผลักดันเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา อาทิ อบายมุข สิ่งเสพติด การขาดแคลนพื้นที่สาธารณะหรือแหล่งเรียนรู้นอกโรงเรียน ฯลฯ ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของสุขภาวะครอบครัวและชุมชนทั้งสิ้น

สำหรับประเด็นมีวัยแรงงานเพียง 3% ที่ผ่านการฝึกอบรมหลังสำเร็จการศึกษา ส่วนตัวมองว่าก็เป็นผลมาจากปัจจัยทางเศรษฐกิจเช่นกัน กล่าวคือสภาพการทำงานที่บีบคั้นและนโยบายของบริษัท โดยเฉพาะในบริษัทขนาดเล็กที่ไม่มีทรัพยากรมากเพียงพอจึงไม่สามารถเปิดช่องให้พนักงานไปฝึกอบรมได้ ขณะที่พนักงานก็ต้องทำงานล่วงเวลาเพื่อหารายได้ให้เพียงพอจนไม่มีเวลาในการพัฒนาตนเอง ฉะนั้นหากจะคาดหวังให้พนักงานไปพัฒนาตนเองเพียงอย่างเดียวโดยไม่มองถึงปัญหาเหล่านี้ แนวทางดังกล่าวก็คงไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริง

‘วราวุธ-พม.-ชาวสุพรรณบุรี’ น้อมสำนึกพระมหากรุณาธิคุณ’สมเด็จพระพันปี’

'วราวุธ-พม.-ชาวสุพรรณบุรี' น้อมสำนึกพระมหากรุณาธิคุณ'สมเด็จพระพันปี'

‘วราวุธ-พม.-ชาวสุพรรณบุรี’ น้อมสำนึกพระมหากรุณาธิคุณ’สมเด็จพระพันปี’

วันอาทิตย์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.46 น.

“วราวุธ-พม.-ชาวสุพรรณบุรี“ น้อมสำนึกพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระราชกรณียกิจ ส่งเสริมบทบาทสตรี-สถาบันครอบครัว-ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง

10 สิงหาคม 2568 ที่หอประชุมองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(รมว.พม.) เป็นประธานเปิดงานขับเคลื่อนนโยบายการสร้างพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับครอบครัวทุกช่วงวัยในชุมชนระดับจังหวัด : กิจกรรมส่งเสริมความเข้มแข็งของครอบครัวตามแนวพระราชดำริ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และส่งมอบกล่องของขวัญ Pink Box แก่ครอบครัวสตรีกลุ่มเปราะบาง จังหวัดสุพรรณบุรี

โดยมี ดร. สุวรรณา ศิลปอาชา รองประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ นายอุดม โปร่งฟ้า นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี ดร.สุจิตรา ทรงมัจฉา เลขานุการนายก อบจ. สุพรรณบุรี นางสาวแรมรุ้ง วรวัธ อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ผู้บริหารกระทรวง พม. ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง นายพิริยะ ฉันทดิลก ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี และพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดสุพรรณบุรี เข้าร่วมงาน

นายวราวุธ กล่าวว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีพระมหากรุณาธิคุณแก่ประเทศชาติและประชาชนชาวไทยอย่างหาที่สุดมิได้ ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานับประการเพื่อการอยู่ดีกินดีของประชาชน เสริมสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัว และความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติ ทรงเป็นแบบอย่างของ “แม่” ที่เปี่ยมด้วยความรัก ความเมตตา เป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตที่ยึดมั่นในคุณงามความดี และทรงเป็นศูนย์รวมใจของคนไทยทั้งชาติ เนื่องในโอกาสเดือนสิงหาคมเป็นเดือนพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.)

โดยกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) จึงได้จัดกิจกรรมส่งเสริมความเข้มแข็งของครอบครัว เพื่อเฉลิมพระเกียรติและแสดงความจงรักภักดี เนื่องในโอกาสมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 93 พรรษา 12 สิงหาคม 2568 และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจในการส่งเสริมบทบาทสตรีและธำรงไว้ซึ่งความมั่นคงของสถาบันครอบครัว อีกทั้งทรงอุทิศพระองค์ในการช่วยเหลือครอบครัวและสตรีกลุ่มเปราะบาง ให้สามารถดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีในการใช้ชีวิตประจำวันและเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมได้อย่างมีความสุขและยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดี ทั้งนี้ กระทรวง พม. ได้มีการจัด 2 กิจกรรมสำคัญ ประกอบด้วย 

1.กิจกรรมส่งเสริมความเข้มแข็งของครอบครัว ด้วยการขับเคลื่อนนโยบายการสร้างพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับครอบครัวทุกช่วงวัยในชุมชนระดับจังหวัด ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 10 ส.ค. 68 นี้ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายการสร้างพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับครอบครัวทุกช่วงวัยในชุมชนระดับจังหวัดให้เกิดการพัฒนารูปแบบกิจกรรมที่ส่งเสริมความรัก ความเข้าใจ และความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นภายในครอบครัว พร้อมทั้งเสริมสร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนในการส่งเสริมและพัฒนากลไกการดำเนินงานด้านสถาบันครอบครัวในระดับพื้นที่ให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน ทั้งนี้ มีการจัด 3 กิจกรรมที่น่าสนใจ ได้แก่ กิจกรรม “สานสัมพันธ์ชุมชนล้อมรักให้ครอบครัว” โดยนำเสนอเรื่องราวครอบครัวเพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างความอบอุ่นภายในครอบครัว , กิจกรรม“น้อมรำลึกพระคุณแม่” โดยถ่ายทอดความรู้สึกต่อแม่ผ่านตัวอักษร และกิจกรรม “เชื่อมใจ สายใยครอบครัว” โดยเรียนรู้แนวทางสร้างครอบครัวเข้มแข็งตามแนวพระราชดำริ

นอกจากนี้ มีการมอบกล่องของขวัญ Pink Box แก่ครอบครัวสตรีกลุ่มเปราะบางในจังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 10 อำเภอๆ ละ 30 คน รวม 300 คน ซึ่งบรรจุสิ่งของที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เพื่อเสริมสร้างกำลังใจและบรรเทาความเดือดร้อน และให้ทุกภาคส่วนในสังคมได้เข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยแก้ปัญหาและความต้องการของสตรีกลุ่มเปราะบางในการเข้าถึงสิทธิสวัสดิการ โอกาส เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

2. กิจกรรมฝึกอบรมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (Basic Life Support) และการใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติหรือเครื่อง AED (Automatic External Defibrillator) โดยจัดอบรมจำนวน 2 รุ่น ประกอบด้วย รุ่นที่ 1 วันที่ 26 สิงหาคม 2568 ณ จังหวัดศรีสะเกษ สำหรับผู้รับการฝึกอบรมอาชีพหลักสูตรผู้ดูแลผู้สูงอายุ บุคลากรของหน่วยงานทีม พม. หนึ่งเดียวจังหวัดศรีสะเกษ เครือข่ายอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) และเครือข่ายภาคประชาชน จำนวน 100 คน ส่วน รุ่นที่ 2 วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ที่กระทรวง พม. สะพานขาว กทม. สำหรับบุคลากร กระทรวง พม.จำนวน 100 คน ต้องขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ประสานความร่วมมือ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และสมพระเกียรติของพระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐและเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงความจงรักภักดีจากรัฐบาล โดยผลสัมฤทธิ์ไปสู่ประชาชน “ครอบครัว สตรีกลุ่มเปราะบาง” ที่อยู่ภายใต้พระบารมีของพระองค์อย่างแท้จริง.

012