4-10 เมษายน นี้ สกร.เปิดสมัครสอบเทียบครั้งที่ 1

4-10 เมษายน นี้ สกร.เปิดสมัครสอบเทียบครั้งที่ 1

4-10 เมษายน นี้ สกร.เปิดสมัครสอบเทียบครั้งที่ 1

วันจันทร์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2568, 20.21 น.

สกร.เปิดรับสมัครสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ครั้งที่ 1 วันที่ 4-10 เม.ย.68 สอบวันที่ 26-27 เม.ย.68 คาดมีเด็กนักเรียน-ประชาชนทั่วไป สนใจเทียบวุฒิประถมฯ ม.ต้น ม.ปลายในครั้งที่ 1-3 ไม่ต่ำกว่า 3,000 คน

นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เปิดเผยถึงการเทียบระดับการศึกษาด้วยวิธีการสอบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ว่า ระหว่างวันที่ 4 – 10 เมษายนนี้ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เปิดรับสมัครและรับขึ้นทะเบียนผู้มีสิทธิสอบตามรายวิชาที่ลงทะเบียน ครั้งที่ 1 จากนั้น สกร.จะตรวจสอบความถูกต้องก่อนประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้ารับการทดสอบ ในวันที่ 18 เมษายน 2568 ผ่านระบบออนไลน์ที่ http://ekas.dole.go.th และ สกร.จะร่วมกับสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ดำเนินการสอบเทียบระหว่างวันที่ 26-27 เมษายน 2568 จึงขอเชิญชวนนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปที่มีสัญชาติไทย ซึ่งประสงค์จะมีคุณวุฒิระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สมัครสอบเทียบระบบออนไลน์ได้ที่ http://ekas.dole.go.th หรือ ที่ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอเมืองทุกจังหวัด และศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับเขตลองเตย กรุงเทพฯ รวมทั้งสิ้น 77 แห่ง ทั่วประเทศ ทั้งนี้ สามารถสมัครได้ไม่จำกัดอายุ ในกรณีอายุต่ำกว่า 20 ปี ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง และผู้สมัครต้องเป็นผู้มีคุณวุฒิในระดับการศึกษาที่ต่ำกว่าระดับที่ประสงค์จะขอสอบเทียบหนึ่งระดับ ยกเว้นขอสอบเทียบวัดระดับในระดับประถมศึกษา

“การจัดสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ครั้งที่ 1 ไม่คิดค่าใช้จ่ายจากผู้สมัครสอบ โดย สกร.จะสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการสำหรับศูนย์สอบและสถานศึกษาที่ทำใหน้าที่เทียบระดับ และคาดว่าจะดำเนินการจัดสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ครั้งที่ 2 ได้ประมาณเดือนมิถุนายน 2568 ครั้งที่ 3 เดือนกรกฎาคม 2568 ทั้งนี้ คาดว่าจะมีนักเรียนที่เก่ง มีความพร้อมไม่ต้องการใช้เวลาเรียนในโรงเรียนนาน รวมถึงนักศึกษา และประชาชนทั่วไป สนใจสมัครเข้ารับการสอบเทียบ รวมไม่ต่ำกว่า 3,000 คน” นายธนากร กล่าว

ขณะที่ นายชัยพัฒน์ พันธุ์วัฒนสกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ในฐานะช่วยกำกับดูแลด้านวิชาการ กล่าวว่า ข้อสอบที่ใช้จะเป็นข้อสอบประมวลความรู้ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560 ) ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย มีขอบข่ายเนื้อหาใน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ดังนี้ 1.ภาษาไทย 2.คณิตศาสตร์ 3.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 4.สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม 5.สุขศึกษาและพลศึกษา 6.ศิลปะ 7.การงานอาชีพ และ 8.ภาษาต่างประเทศ

ทั้งนี้ สำหรับระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สามารถเลือกแผนการสอบได้ทั้งแผนทั่วไป และแผนวิทย์ – คณิต และหลังผ่านการทดสอบความรู้แล้ว ต้องเข้าร่วมสัมมนาวิชาการ เพื่อประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน การประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ และผ่านกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนด้วย จึงจะได้รับวุฒิการศึกษาในแต่ละระดับชั้น ซึ่งการออกวุฒิการศึกษาในแต่ละระดับจะมีเกรดเฉลี่ยและมีค่าคะแนนให้ด้วย การสอบเทียบวัดระดับความรู้นี้เป็นการให้โอกาสทางการศึกษากับทุกคน เน้นการเรียนรู้ด้วยตนเองในทุกรูปแบบ ใครมีความพร้อมก็มาสอบ และวุฒิการศึกษาขั้นพื้นฐานในแต่ละระดับที่ได้รับมีศักดิ์และสิทธิ์เช่นเดียวกับการเรียนในสถานศึกษาทุกประการ สามารถนำไปศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย และทำงานได้

‘สว.-คณะนักศึกษา ปปร.รุ่นที่ 20’จัดบรรพชาสามเณรเฉลิมพระเกียรติ

‘สว.-คณะนักศึกษา ปปร.รุ่นที่ 20’จัดบรรพชาสามเณรเฉลิมพระเกียรติ

‘สว.-คณะนักศึกษา ปปร.รุ่นที่ 20’จัดบรรพชาสามเณรเฉลิมพระเกียรติ

วันจันทร์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.23 น.

‘สว.-คณะนักศึกษา ปปร.รุ่นที่ 20’จัดบรรพชาสามเณรเฉลิมพระเกียรติ

ดร.ชญานันท์ ติยะตระการชัย สมาชิกวุฒิสภา นายกรรณภว์ ธนภรรคภวิน อดีตสมาชิกวุฒิสภา ประธานคณะนักศึกษา ปปร.รุ่นที่ 20 สถาบันพระปกเกล้า และ ศ.วิชา มหาคุณ ประธานคณะกรรมการวัดราชสิงขร พร้อมชาวชุมชนบางคอแหลม ร่วมกันจัดโครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน 40 รูป เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ วัดราชสิงขร ระหว่างวันที่ 5-15 เมษายน โดยมีพระวชิรานุวัตร เจ้าอาวาส เป็นผู้ควบคุมดูอบรมสั่งสอนพระธรรมวินัยให้สามเณรระหว่างบรรพชา

ดร.ชญานันท์ ติยะตระการชัย สมาชิกวุฒิสภา ประธานในพิธี  กล่าวว่า การบรรพชาสามเณรของเยาวชนถือเป็นการกตัญญูต่อพ่อแม่ และทำให้ห่างไกลจากปัญหาสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้เกิดปัญหาสังคมตามมา ทำให้เยาวชนเกิดความฉลาดนำไปสู่ความเจริญ ไม่ไปในทางเสื่อม ซึ่งจะทำให้เยาวชนเหล่านี้เป็นพลังที่ดีของชาติต่อไป

ขับเคลื่อน‘30บาทรักษาทุกที่’ ‘A-MED Care’ระบบสุขภาพหลังบ้าน

ขับเคลื่อน‘30บาทรักษาทุกที่’ ‘A-MED Care’ระบบสุขภาพหลังบ้าน

ขับเคลื่อน‘30บาทรักษาทุกที่’ ‘A-MED Care’ระบบสุขภาพหลังบ้าน

วันจันทร์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เวทีเสวนา A-MED Care ร่วมถกแนวทางต่อยอดเพื่อยกระดับระบบสู่ “แพลตฟอร์มกลาง บันทึกบริการ-เบิกจ่าย หน่วยบริการระดับปฐมภูมิ” ในระบบบัตรทอง ด้าน สปสช. ระบุ เป็นส่วนช่วยสนับสนุนการบริหารจัดการหลังบ้าน ขับเคลื่อน  “30 บาทรักษาทุกที่” ดูแลประชาชนได้ใช้สิทธิบัตรทองใกล้บ้าน ร่วมสร้างระบบสุขภาพไทยให้เข้มแข็ง

ในการเสวนา “แนวทางการพัฒนาสู่ความยั่งยืนในอนาคต” ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมในงานสัมมนา “A-MED Care ระบบสุขภาพหลังบ้าน ขับเคลื่อน 30 บาทรักษาทุกที่” จัดโดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เพื่อมุ่งพัฒนาต่อยอดสู่การเป็นแพลตฟอร์มกลางในการให้บริการดูแลรักษาโรคทั่วไปสำหรับหน่วยบริการระดับปฐมภูมิ (Primary Care) ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) ภายใต้นโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ ณ อาคารศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย เมื่อวันที่ 26 มีนาคม ที่ผ่านมา

ในงานสัมมนาครั้งนี้ มีผู้ทรงคุณวุฒิในระบบสุขภาพเข้าร่วมพร้อมร่วมแลกความคิดเห็นและประสบการณ์ในเวทีเสวนา เพื่อนำไปสู่การพัฒนาและขับเคลื่อนระบบสุขภาพของประเทศไทย อาทิ ดร.กิตติ วงศ์ถาวราวัฒน์ ผู้อำนวยการ กลุ่มนวัตกรรมแพลตฟอร์มดิจิทัลสุขภาพ สวทช. ภญ.ฐานิติ สินชัยกิจ จากร้านยา DD health store นายบุญสาม ศรีตะวัน บุญสามคลินิกการพยาบาลและการผดุงครรภ์ นายศุภวัฒน์ รักซ้อน สายรุ้งคลินิกเวชกรรม พท.ประสพสุข บาลี มังกรสินคลินิกการแพทย์แผนไทย และ นายวัชรากร หนูทอง  หัวหน้าทีมวิจัย กลุ่มนวัตกรรมแพลตฟอร์มดิจิทัลสุขภาพการแพทย์ สวทช.

ภก.คณิตศักดิ์ จันทราพิพัฒน์ ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ร่วมเปิดการสัมมนาฯ และกล่าวในเวทีเสวนาฯ ว่า  “A-MED Care” เป็นความร่วมมือระหว่าง สปสช. และ สวทช. ในการพัฒนาระบบหลังบ้านเพื่อใช้ในการบริหารจัดการข้อมูลการให้บริการและการเบิกจ่ายค่าบริการ ที่เกิดขึ้นในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และได้ใช้ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดยมีการใช้กับหน่วยนวัตกรรมที่ขึ้นทะเบียนกับ สปสช. ไม่ว่าจะเป็น ร้านยาคุณภาพ คลินิกชุมชนอบอุ่น คลินิกการพยาบาลและการผดุงครรภ์ เป็นต้น

ซึ่งหน่วยบริการเหล่านี้ ได้เข้ามามีบทบาทเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพได้ง่ายด้วยบัตรประชาชนเพียงใบเดียว ด้วยความร่วมมือกันที่เกิดขึ้นจากหลายภาคส่วนนี้ภายใต้การพัฒนาระบบ A-MED Care เชื่อมั่นว่าจะเป็นส่วนที่ช่วยสนับสนุนให้ระบบสุขภาพของคนไทยมีความเข้มแข็ง สามารถเข้ารับบริการโดยใช้สิทธิบัตรทอง ที่หน่วยบริการใกล้บ้าน ไม่ต้องรอนาน ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเดินทาง และช่วยลดความแออัดในหน่วยบริการ

ซึ่งประชาชนเชื่อมั่นและไว้วางใจในคุณภาพและมาตรฐานบริการของหน่วยบริการนวัตกรรมนี้ได้ เนื่องจากการเข้าร่วมให้บริการนี้ได้ จะต้องผ่านการอบรมและควบคุมคุณภาพการให้บริการจากสภาวิชาชีพทางการแพทย์นั้นๆ ก่อน ไม่ว่าจะเป็น สภาเภสัชกรรม สภาการพยาบาล แพทยสภา เป็นต้น รวมทั้ง สปสช. เองก็มีหลักเกณฑ์ในการประเมินหน่วยบริการที่เข้าร่วมให้บริการด้วยเช่นกัน

ดร.กิตติ วงศ์ถาวราวัฒน์ ผู้อำนวยการ กลุ่มนวัตกรรมแพลตฟอร์มดิจิทัลสุขภาพ สวทช. กล่าวว่า ที่ผ่านมาระบบ A-MED Care ได้สนับสนุนหน่วยบริการนวัตกรรม ตามนโยบาย “30 บาทรักษาทุกที่” ของ สปสช. เพื่อให้หน่วยบริการสามารถบันทึกข้อมูลการให้บริการและบันทึกเบิกจ่ายผ่านระบบเข้ามาที่ สปสช. ซึ่งที่ผ่านมามีหน่วยบริการนวัตกรรมทำการบันทึกข้อมูลการให้บริการผ่านระบบ A-MED Care แล้ว ไม่ว่าจะเป็น ร้านยาคุณภาพ คลินิกเวชกรรม คลินิกแพทย์แผนไทย เป็นต้น

อย่างไรก็ดีด้วยกลุ่มนวัตกรรมแพลตฟอร์มดิจิทัลสุขภาพ สวทช. มีเป้าหมายที่จะต่อยอดระบบเพื่อเป็นแพลตฟอร์มกลาง ในการบันทึกข้อมูลให้บริการดูแลรักษาโรคทั่วไปสำหรับหน่วยบริการระดับปฐมภูมิ (Primary Care) ในระบบของ สปสช. ดังนั้นจะยังคงเดินหน้าพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่องต่อไป

ขณะที่ ภญ.ฐานิติ สินชัยกิจ ร้านยา DD health store  กล่าวว่า การได้เข้ามาเป็นหน่วยบริการนวัตกรรมร้านยาคุณภาพในระบบบัตรทองถือเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะทำให้ถึงเป็นเพียงร้านยา แต่ก็มีส่วนในการช่วยเหลือประชาชนในท้องถิ่นในด้านสุขภาพ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่สะดวกเดินทางไปยังหน่วยบริการประจำของตนเองที่อยู่ไกล เพื่อให้สามารถใช้สิทธิรับบริการสุขภาพกรณีเจ็บป่วยเล็กน้อยใกล้บ้านได้

เพียงแค่มาที่ร้านยาที่มีสติ๊กเกอร์ “30 บาทรักษาทุกที่” พร้อมยื่นบัตรประชาชนเพียงใบเดียว แจ้งอาการของท่าน จากนั้นร้านยาก็จะทำการบันทึกข้อมูลผู้ป่วยผ่านระบบ A-MED Care ที่ระบบที่ใช้งานได้ง่าย ไม่ซับซ้อน ในการส่งข้อมูลไปยัง สปสช. จากนั้นผู้ป่วยก็ได้รับยาตามอาการที่ครอบคลุม 32 กลุ่มโรค/อาการ และกลับบ้านโดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยร้านยาจะทำการเบิกจ่ายกับ สปสช. ต่อไป

                                                 สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)

รับสมัครกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

รับสมัครกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

รับสมัครกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

วันจันทร์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ประกาศรับสมัครและเสนอชื่อบุคคลสมควรได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ โดยมีกรรมการฯ 8 ด้าน 9 อัตรา แบ่งเป็น ด้านกฎหมาย 1 อัตรา ด้านศิลปวัฒนธรรม 1 อัตรา ด้านการศึกษา 1 อัตรา ด้านสุขภาพจิต 1 อัตรา ด้านคนพิการและผู้สูงอายุ 1 อัตรา ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค 1 อัตรา

ด้านการพัฒนาเด็ก เยาวชน และครอบครัว 1 อัตรา และด้านสื่อสารมวลชน 2 อัตรา โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 4 – 25 เมษายน 2568 ผ่านช่องทางการรับสมัครดังนี้ 1.ยื่นใบสมัครด้วยตนเอง หรือยื่นใบสมัครทางไปรษณีย์จ่าหน้าซองถึง สำนักงานกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เลขที่ 388 อาคารเอส.พี. (ไอบีเอ็ม) ชั้น 6 อาคารเอ ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 10400

2.ยื่นใบสมัครทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ที่ tmfcommittee@thaimediafund.or.th และ 3หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม เสนอชื่อบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ และมีคุณสมบัติเหมาะสมสาขาใดสาขาหนึ่ง หน่วยงานละ 1 คน ทั้งนี้ สามารถดาวน์โหลดประกาศและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.thaimediafund.or.th/download/tmf-03042025/

สิ้นราชินีลูกทุ่ง ‘ผ่องศรี วรนุช’ถึงแก่กรรม

สิ้นราชินีลูกทุ่ง  ‘ผ่องศรี วรนุช’ถึงแก่กรรม

สิ้นราชินีลูกทุ่ง ‘ผ่องศรี วรนุช’ถึงแก่กรรม

วันจันทร์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สิ้นราชินีลูกทุ่ง

‘ผ่องศรี วรนุช’ถึงแก่กรรม

ข่าวเศร้าวงการเพลงลูกทุ่งไทย สิ้นราชินีลูกทุ่งคนแรก “ผ่องศรี วรนุช” ถึงแก่กรรมอย่างสงบ ในวัย 85 ปี

เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อีกหนึ่งข่าวเศร้าของวงการเพลงลูกทุ่งเมื่อมีข่าวการจากไปของ แม่ผ่องศรี วรนุช ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นักร้องลูกทุ่ง) พุทธศักราช2535 ทั้งนี้ เพจกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม ได้โพสต์ข้อความว่า กรมส่งเสริมวัฒนธรรม โดยกองกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม ขอแสดงความอาลัยต่อการจากไปของ นางผ่องศรี วรนุช ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นักร้องลูกทุ่ง) พุทธศักราช 2535 ซึ่งได้ถึงแก่กรรมอย่างสงบ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 เมษายน 2568 โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมการจัดพิธีตามประเพณี ทั้งนี้ กำหนดการพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ พิธีสวดพระอภิธรรม และพิธีพระราชทานเพลิงศพ ทางกรมส่งเสริมวัฒนธรรม โดยกองกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรมจะประกาศแจ้งให้ทราบในลำดับต่อไป

สำหรับศิลปินแห่งชาติที่เสียชีวิตจะได้รับสวัสดิการช่วยเหลือตามกฎกระทรวงกำหนดสาขา คุณสมบัติ หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือก และประโยชน์ตอบแทนของศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2555 ดังนี้

เงินช่วยเหลือเมื่อเสียชีวิต จำนวน 20,000บาท ค่าเครื่องเคารพศพ จำนวน 3,000บาท เงินค่าจัดพิมพ์หนังสือเผยแพร่ผลงานเมื่อเสียชีวิต เท่าที่จ่ายจริง จำนวนไม่เกิน 150,000 บาท นางผ่องศรี วรนุช ถือเป็นตำนานแห่งวงการเพลงลูกทุ่งไทย ด้วยเสียงร้องที่เป็นเอกลักษณ์และบทเพลงอมตะมากมาย ได้รับการยกย่องให้เป็นแบบอย่างของศิลปินผู้มีคุณูปการต่อวงการวัฒนธรรมไทย ขอร่วมรำลึกถึงผลงานอันทรงคุณค่าและขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวและผู้ที่เคารพรักศิลปินแห่งชาตินาม’ผ่องศรี วรนุช’

แม่ผ่องศรี วรนุช เข้ารับการรักษาตัวที่ โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์กาญจนา ย่านพุทธมณฑลสาย 4 น้ำหนักลดลงเหลือไม่ถึง 20 ก.ก.โดยเมื่อวันที่ 4มี.ค.ที่ผ่านมา ได้ออกจากโรงพยาบาลฯ เพื่อมาพักฟื้นต่อที่บ้าน เนื่องจากร่างกายแข็งแรงขึ้น จนกระทั่ง เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 6เมษายน68 แม่ผ่องศรี จากไปอย่างสงบที่บ้านพัก

ผู้สื่อข่าวร่ายงานว่า สำหรับพิธีรดน้ำศพและสวดพระอภิธรรม ผ่องศรี วรนุช จะจัดขึ้นที่ วัดไร่ขิง พระอารามหลวง, อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม วันที่ 17เมษายน2568 โดยช่วงเวลาระหว่างนี้จะเก็บร่างไว้ที่ อาคารปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา มหาราชา วัดไร่ขิง

‘ออทิสติกในวัยเด็ก’ สังคมไทยต้องตระหนักรู้ร่วมกัน

‘ออทิสติกในวัยเด็ก’ สังคมไทยต้องตระหนักรู้ร่วมกัน

‘ออทิสติกในวัยเด็ก’ สังคมไทยต้องตระหนักรู้ร่วมกัน

วันจันทร์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ออทิสติก” คือภาวะพัฒนาการทางสมองที่ส่งผลต่อการสื่อสาร การปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและพฤติกรรม ทำให้เด็กมีวิธีคิด รับรู้ และเรียนรู้โลกรอบตัวแตกต่างจากเด็กทั่วไป  เด็กออทิสติกจึงต้องการความเข้าใจและการสนับสนุนที่เหมาะสมเพื่อพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ ดังนั้น ผู้ปกครองและผู้ที่ดูแลเด็กกลุ่มนี้จำเป็นต้องเข้าใจความต้องการของเด็กออทิสติก ไม่ว่าจะเป็นความต้องการด้านการสื่อสารที่ชัดเจน สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม และการฝึกทักษะที่สอดคล้องกับวิธีการเรียนรู้ของพวกเขา เนื่องจากหลายคนอาจมีความสามารถโดดเด่นเฉพาะด้าน หากได้รับการสนับสนุนที่ถูกต้อง

หลายคนอาจสงสัยว่าความช่วยเหลือเด็กออทิสติกในประเทศไทยนั้นเป็นอย่างไร เพียงพอหรือไม่? เพราะในประเทศไทยมีหน่วยงานและศูนย์พัฒนาการเด็กพิเศษจำนวนมากขึ้น แต่ยังคงไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับจำนวนเด็กออทิสติกที่ต้องการความช่วยเหลือ ผู้ปกครองหลายคนยังเข้าไม่ถึงบริการ หรือไม่ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับแนวทางการบำบัดที่มีประสิทธิภาพ เช่น Applied Behavior Analysis (ABA), Verbal Behavior (VB), และแนวทางการสอนแบบ Early Start Denver Model (ESDM)  ซึ่งเป็นแนวทางที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีขึ้น

ดังนั้น การบำบัดเด็กกลุ่มนี้ตั้งแต่เนิ่นๆ ความสำคัญมาก เนื่องจากงานวิจัยชี้ชัดว่า ยิ่งเด็กได้รับการกระตุ้นพัฒนาการเร็วเท่าไร โอกาสที่จะเรียนรู้ทักษะชีวิต การสื่อสาร และการเข้าสังคมยิ่งมากขึ้น เนื่องจากการบำบัดตั้งแต่เนิ่นๆ ช่วยป้องกันพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมฝังรากลึก ซึ่งจะยากต่อการแก้ไขในภายหลัง

ถึงเวลาแล้วที่ต้องสร้างความตระหนักรู้ร่วมกัน เนื่องจากสังคมไทยยังต้องการความเข้าใจเกี่ยวกับออทิสติกที่มากขึ้น ไม่เฉพาะในครอบครัวที่มีเด็กออทิสติกเท่านั้น แต่รวมถึงในโรงเรียน สถานที่ทำงาน และพื้นที่สาธารณะ พ่อแม่สามารถเป็นนักสื่อสารที่ทรงพลัง ด้วยการแบ่งปันประสบการณ์และสอนให้ผู้อื่นเข้าใจว่าความแตกต่างไม่ได้หมายถึงความบกพร่อง การสร้างสังคมที่เข้าใจและยอมรับเป็นของขวัญล้ำค่าที่เราสามารถมอบให้ลูกหลานได้

เนื่องจากเด็กออทิสติกจำนวนมากสามารถเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสามารถพิเศษ เช่น เป็นศิลปิน นักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายสาขาที่มีภาวะออทิสติก รวมทั้งได้สร้างผลงานที่เปลี่ยนแปลงโลกด้วยมุมมองที่แตกต่าง จึงต้องมีความหวังและแรงบันดาลใจว่าความแตกต่างของลูกไม่ใช่ข้อจำกัด แต่เป็นศักยภาพที่รอการค้นพบ

อย่างไรก็ตาม การบำบัดคือการลงทุนระยะยาว ผู้ปกครองบางคนอาจกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายหรือคิดว่า “เดี๋ยวโตขึ้นเขาจะดีขึ้นเอง” แต่การพัฒนาเด็กออทิสติกต้องอาศัยกระบวนการเรียนรู้ที่ต่อเนื่องและเป็นระบบ การบำบัดตั้งแต่เนิ่นๆ เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ช่วยให้เด็กช่วยเหลือตัวเองได้ในอนาคต และลดภาระของครอบครัวในระยะยาว

จากประสบการณ์ในการบำบัดทั้งในและต่างประเทศมากว่า 12 ปี  พบว่าเด็กออทิสติกมีศักยภาพในการเติบโตและเรียนรู้ได้ หากได้รับการสนับสนุนอย่างถูกต้องตั้งแต่เนิ่นๆ ผู้ปกครองไม่ควรรอเวลา แต่ควรเริ่มต้นกระตุ้นพัฒนาการของลูกตั้งแต่วันนี้ เพราะทุกวันที่ผ่านไปคือโอกาสที่สูญเสีย และทุกการบำบัดคือการลงทุนเพื่ออนาคตที่ดีขึ้นของลูกคุณ

                                ประภานิช ประภานนท์ (ครูอุ๋ม)

                                ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาศักยภาพเด็กซีเอดี เซ็นเตอร์

                         นักวิเคราะห์พฤติกรรมที่ได้รับการรับรองจากสหรัฐอเมริกา (BCBA)

‘วิศวะ ม.สยาม’ ให้ความรู้ ป้องกัน-ตรวจสอบอาคารเบื้องต้น

‘วิศวะ ม.สยาม’ ให้ความรู้ ป้องกัน-ตรวจสอบอาคารเบื้องต้น

‘วิศวะ ม.สยาม’ ให้ความรู้ ป้องกัน-ตรวจสอบอาคารเบื้องต้น

วันจันทร์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ซึ่งส่งผลกระทบต่ออาคารที่อยู่อาศัยและอาคารสูงทั่วประเทศ คนไทยจำนวนมากเกิดความวิตกกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของที่พักอาศัย การตรวจสอบเบื้องต้นเพื่อประเมินความปลอดภัยของอาคารจึงมีความสำคัญ

ผศ.ดร.เฉลิมเกียรติ วงศ์วนิชทวี อาจารย์ประจำ ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.สยาม เปิดเผยว่า แผ่นดินไหวสามารถส่งผลต่อโครงสร้างอาคารได้หลายระดับ สิ่งสำคัญคือการตรวจสอบลักษณะของรอยร้าวและประเมินว่ารอยร้าวนั้นกระทบโครงสร้างหลักของอาคารหรือไม่ โดยสามารถแบ่งรอยร้าวออกเป็นสองประเภทหลักๆ คือ ประเภทแรก รอยร้าวที่ไม่กระทบโครงสร้าง (Non-structural Cracks) มักพบในผนังอิฐฉาบปูน , ผนังเบา, ปูนฉาบ หรือฝ้าเพดาน เกิดจากการสั่นสะเทือนที่ทำให้วัสดุฉาบหรือวัสดุผนังแตกร้าว ไม่กระทบความแข็งแรงของอาคาร สามารถซ่อมแซมได้เพื่อความสวยงามและปลอดภัย

ประเภทที่สอง คือ รอยร้าวที่กระทบโครงสร้างหลัก (Structural Cracks) พบในเสา, คาน, พื้น, ผนังรับแรง หรือแกนหลักของอาคาร มักเป็นรอยร้าวที่กว้าง (มากกว่า 2-3 มม.) หรือมีการแยกตัวของคอนกรีต อาจมีเหล็กเสริมภายในโผล่ออกมา หรือรอยร้าวลึกถึงเนื้อคอนกรีต หากเกิดขึ้นที่เสาหรือคานรับน้ำหนัก อาจทำให้โครงสร้างอาคารรับแรงได้น้อยลงและเพิ่มความเสี่ยงต่อการพังถล่ม ควรให้ผู้เชี่ยวชาญเข้าตรวจสอบทันทีสำหรับคำแนะนำให้ทำการตรวจสอบเบื้องต้น หากประชาชนพบรอยร้าวในอาคารที่อยู่อาศัยของตนเอง

“แนะนำให้ทำการตรวจสอบเบื้องต้นก่อน โดยให้สังเกตจุดที่รอยร้าวเกิดขึ้นและขนาดของรอยร้าว หากพบว่ามีรอยร้าวขนาดเล็กที่เกิดบนผนังที่ไม่รับน้ำหนัก สามารถซ่อมแซมได้ แต่หากพบรอยร้าวที่เสา, คาน หรือพื้น ควรอพยพออกจากอาคารและติดต่อวิศวกรโครงสร้างเข้าตรวจสอบโดยเร็วที่สุด นอกจากนี้ ยังควรสังเกตว่ามีการเอียงของอาคารหรือการทรุดตัวผิดปกติหรือไม่ ถ้าพบว่าอาคารมีการเอียง หรือมีเสียงแตกร้าวที่ผิดปกติ ควรหยุดใช้งานอาคารทันทีและแจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง” ” ผศ.ดร.เฉลิมเกียรติ กล่าวและว่า

สำหรับแนวทางการตรวจสอบเชิงลึกโดยผู้เชี่ยวชาญ โดย ผศ.ดร.เฉลิมเกียรติ กล่าวว่า  หากพบว่ารอยร้าวอาจมีผลต่อโครงสร้าง ควรให้วิศวกรโครงสร้างเข้าตรวจสอบโดยใช้เครื่องมือต่างๆ เช่น Ultrasonic Pulse Velocity หรือ Rebound Hammer เพื่อวิเคราะห์ความเสียหายภายใน นอกจากนี้ หากพบว่าต้องซ่อมแซมหรือเสริมกำลังโครงสร้าง วิศวกรจะสามารถแนะนำวิธีการที่เหมาะสมได้

“สิ่งที่สำคัญสำหรับประชาชนที่ต้องการให้ที่อยู่อาศัยปลอดภัยจากแผ่นดินไหวในอนาคต คือการออกแบบอาคารให้สามารถรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวได้ ซึ่งอาคารที่สร้างตามมาตรฐานวิศวกรรมที่ดีมักจะมีความทนทานต่อแรงแผ่นดินไหวมากกว่า นอกจากนี้ ควรหมั่นตรวจสอบโครงสร้างอาคารเป็นระยะ และหากเกิดแผ่นดินไหวให้รีบตรวจสอบความเสียหายตามแนวทางที่กล่าวมาเพื่อความปลอดภัยของทุกคน” ผศ.ดร.เฉลิมเกียรติ วงศ์วนิชทวี กล่าวทิ้งท้าย

เกาหลีใต้จัดงาน Soen Meditation Summit 2025 สอนสมาธิ-เชื่อมสัมพันธ์คณะสงฆ์ในกรุงโซล

เกาหลีใต้จัดงาน Soen Meditation Summit 2025 สอนสมาธิ-เชื่อมสัมพันธ์คณะสงฆ์ในกรุงโซล

เกาหลีใต้จัดงาน Soen Meditation Summit 2025 สอนสมาธิ-เชื่อมสัมพันธ์คณะสงฆ์ในกรุงโซล

วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.20 น.

เกาหลีใต้จัดงาน Soen Meditation Summit 2025 สอนสมาธิ-เชื่อมสัมพันธ์คณะสงฆ์ในกรุงโซล

วันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2568 พระปรมัย ธนิสฺสโร หัวหน้ากองสมาธิเพื่อสันติภาพ Peace Revolution ฝ่ายเผยแผ่ต่างประเทศ สำนักต่างประเทศ วัดพระธรรมกาย เดินทางไปเผยแผ่ธรรมะ และสอนสมาธิ ในงาน Soen Meditation Summit 2025 (โซเอ็น สมาธิ ซัมมิท 2025) ณ วัดพงอึนซา ใจกลางกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ โดยมีพระครูวิเทศธรรมคณาภรณ์ (นุกูล ธีรวโร) จากวัดภาวนาคยองจู แปลเป็นภาษาเกาหลี ภายในงานมีพุทธศาสนิกชนหลายเชื้อชาติ ร่วมถึงชาวท้องถิ่นสนใจเข้าร่วมกว่า 100 คน

สำหรับงาน Soen Meditation Summit 2025 จัดขึ้นโดย Jogye Order of Korean Buddhism.พุทธศาสนานิกายโซเกเกาหลี เพื่อเป็นการสอนธรรมะ และสมาธิให้แก่ชาวท้องถิ่นในประเทศเทศเกาหลีใต้ อีกทั้งให้ผู้สนใจธรรมะได้มาศึกษาเรียนรู้เรื่องการทำสมาธิที่เข้าใจง่าย ซึ่งจะเป็นแรงบันดาลใจในการฝึกสมาธิอย่างต่อเนื่องต่อไป อีกทั้ง งานในครั้งนี้ยังมีส่วนในการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างคณะสงฆ์ไทย และคณะสงฆ์เกาหลี ในกรุงโซลอีกด้วย

ศธ.คุมเข้ม! สอบเข้า ม.4 ทั่วประเทศ สพฐ.ยันเด็กต้องมีที่เรียนทุกคน

ศธ.คุมเข้ม! สอบเข้า ม.4 ทั่วประเทศ สพฐ.ยันเด็กต้องมีที่เรียนทุกคน

ศธ.คุมเข้ม! สอบเข้า ม.4 ทั่วประเทศ สพฐ.ยันเด็กต้องมีที่เรียนทุกคน

วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2568, 12.11 น.

ศธ. คุมเข้มสอบ้ข้า ม.4 ทั่วประเทศ เน้นปลอดภัย รับมือแผ่นดินไหว สพฐ. ยันเด็กต้องมีที่เรียนทุกคน

6 เมษายน 2568 พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อมด้วย ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อ ชั้น ม.4 ณ สถานศึกษาในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้แก่ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย และโรงเรียนศึกษานารี เพื่อติดตามการดำเนินการจัดสอบหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว และการเตรียมพร้อมแผนเผชิญเหตุ ตามแนวปฏิบัติในการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกรณีหากเกิดแผ่นดินไหวในพื้นที่จัดสอบ โดยมีผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ร่วมติดตามการตรวจเยี่ยมในครั้งนี้

พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบในวันนี้ พบว่าโรงเรียนได้ดำเนินการจัดสนามสอบตามแนวปฏิบัติที่กำหนด เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกรณีเกิดแผ่นดินไหวอย่างมีประสิทธิภาพมาตรการที่ดำเนินการ ได้แก่ การตรวจสอบความมั่นคง แข็งแรง และความปลอดภัยของอาคารสถานที่ โดยเลือกใช้อาคารที่มีโครงสร้างแข็งแรง ปลอดภัย และไม่สูงมาก นอกจากนี้ ภายในโรงเรียนยังมีการกำหนดจุดรับ-ส่ง จุดพักคอย อาคารสอบ ทางออกฉุกเฉิน และจุดรวมพลไว้อย่างชัดเจน พร้อมประสานงานกับโรงพยาบาลและหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อให้สามารถให้ความช่วยเหลือและส่งต่อผู้ที่ต้องการการดูแลได้อย่างทันท่วงทีสำหรับสถานที่จัดสอบ ไม่ว่าจะเป็นห้องเรียนหรืออาคารอเนกประสงค์ ได้มีการเตรียมทางออกฉุกเฉิน เคลียร์สิ่งกีดขวางบนทางเดินและบันได รวมถึงห้ามวางสิ่งของบนที่สูง เพื่อลดความเสี่ยงในการร่วงหล่น โดยทุกขั้นตอนให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับแรก นอกจากนี้ ก่อนถึงวันสอบ โรงเรียนทุกแห่งที่เป็นสนามสอบได้จัดการฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุแผ่นดินไหวแบบเสมือนจริง และในวันสอบจริง ได้มีการแจ้งให้นักเรียนทราบถึงแนวปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุก่อนเริ่มการสอบ โดยภาพรวม โรงเรียนสามารถดำเนินการจัดสอบได้อย่างเรียบร้อยดี จึงขอส่งกำลังใจให้แก่นักเรียนทุกคนที่เข้าสอบในวันนี้

ทางด้าน ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า สำหรับภาพรวมของการสอบคัดเลือกนักเรียนชั้น ม.4 ทั่วประเทศในปีนี้ มีการจัดสอบใน 74 จังหวัด รวม 64 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา โรงเรียนที่จัดสอบ จำนวน 423 โรงเรียน มีนักเรียนรวม 122,228 คน โดย สพฐ. ได้กำชับเรื่องความปลอดภัยของนักเรียนและครูเป็นสำคัญ และให้ดำเนินการตามมาตรการและแผนเผชิญเหตุอย่างเคร่งครัด ในส่วนโรงเรียนทั้ง 2 แห่งที่เราได้มาตรวจเยี่ยมวันนี้ สำหรับโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย วางแผนรับนักเรียนชั้น ม.4 จำนวน 10 ห้องเรียน รวม 400 คน มีผู้สมัครสอบ จำนวน 523 คน อัตราการแข่งขัน 1 : 8.05 ส่วนโรงเรียนศึกษานารี วางแผนรับนักเรียนชั้น ม.1 จำนวน 12 ห้องเรียน รวม 480 คน มีผู้สมัครสอบ จำนวน 406 คน อัตราการแข่งขัน 1 : 6.77 โดยหลังจากเสร็จสิ้นการสอบแล้ว จะประกาศผลภายในวันที่ 8 เมษายน และรายงานตัว/มอบตัวภายในวันที่ 10 เมษายน 2568 ต่อไป

“ทั้งนี้ หากนักเรียนคนใดพลาดหวัง ไม่สามารถสอบเข้าเรียนยังโรงเรียนที่ตั้งใจได้ สพฐ. มีศูนย์ประสานงานการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2568 โดยผู้ปกครองสามารถยื่นความจำนง ณ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกแห่ง ตั้งแต่วันที่ 17-22 เมษายน ประกาศผลการจัดสรรภายในวันที่ 24 เมษายน และรายงานตัว/มอบตัวภายในวันที่ 27 เมษายน 2568 ดังนั้น ขอให้มั่นใจว่านักเรียนทุกคนจะมีที่เรียนในโรงเรียนคุณภาพที่พร้อมสร้างนักเรียนให้เป็นคนดี เป็นคนเก่ง “เรียนดี มีความสุข” อย่างแน่นอน” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

พร้อมกันนี้ เลขาธิการ กพฐ. ได้มอบหมายให้ผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบในพื้นที่อื่นๆ ด้วย ได้แก่ นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ. ลงพื้นที่ ณ โรงเรียนวัดเขียนเขต (สพป.ปทุมธานี 2) โรงเรียนธัญรัตน์ (สพม.ปทุมธานี), นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. ลงพื้นที่ ณ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ นนทบุรี (สพม.นนทบุรี) นางสาวพัชรกันย์ เมธาอัครเกียรติ รักษาการที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผน ลงพื้นที่ ณ โรงเรียนเมืองสุราษฎร์ธานี โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา และโรงเรียนสุราษฎร์ธานี (สพม.สุราษฎร์ธานี ชุมพร) รวมทั้งคณะที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญ สพฐ. ได้กระจายลงพื้นที่ ณ โรงเรียนต่าง ๆ พร้อมกันในแต่ละภูมิภาคด้วย

.012

ยื่นสำนักพุทธฯ ทวงคืนโบราณสถานวัดดอยข่อยเขาแก้ว จ.ตาก

ยื่นสำนักพุทธฯ ทวงคืนโบราณสถานวัดดอยข่อยเขาแก้ว  จ.ตาก

ยื่นสำนักพุทธฯ ทวงคืนโบราณสถานวัดดอยข่อยเขาแก้ว จ.ตาก

วันศุกร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2568, 18.51 น.

นักวิชาการพร้อมทนายความ ยื่นสำนักพุทธฯ ทวงคืนโบราณสถานวัดดอยข่อยเขาแก้ว  จ.ตาก

วันที่ 4 เมษายน 2568 ที่อาคารสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พุทธมณฑลสาย 4  นายสุชาติ กนกรัตน์มณี ประธานชมรมตามรอยเจ้าตาก พร้อมด้วย , นายจตุรงค์ จงอาษา นักวิชาการศาสนา พร้อมด้วย , ทนายอรรณพ บุญสว่าง ทนายความด้านพระพุทธศาสนา/มือปราบเงินทอนวัด พร้อมด้วย นักโบราณคดีชำนาญการ เดินทางไปยื่นหนังสือร้องทุกข์ขอให้ สำนักพุทธฯ ทวงคืนโบราณสถานที่พระภิกษุฮุบไป ที่ดอยข่อยเขาแก้ว จ.ตาก

โดยระบุว่า พระสมบูรณ์ วรธมฺโม (เดิมคือนายสมบูรณ์ ปันคำ) ได้บุกรุกเข้าครอบครองและพักอาศัยในบริเวณโบราณสถานวัดดอยข่อยเขาแก้ว (วัดร้าง) ซึ่งเป็นศาสนสมบัติกลางที่อยู่ในความดูแลของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

ก่อนหน้านี้ นายสมบูรณ์ ปันคำ เคยถูกดำเนินคดีและศาลจังหวัดตากมีคำพิพากษาลงโทษในข้อหาบุกรุกสถานที่ดังกล่าวมาแล้ว แม้จะมีการยกเลิกการแต่งตั้งพระสมบูรณ์เป็นผู้ดูแลโบราณสถานวัดดอยข่อยเขาแก้ว (วัดร้าง)แล้ว พระสมบูรณ์ยังคงบุกรุกและแสดงตนเป็นเจ้าอาวาสวัดพระเจ้าตากสิน (ชื่อที่พระสมบูรณ์ตั้งขึ้นใหม่) ซึ่งพระสมบูรณ์มีการจัดกิจกรรมทางศาสนาและเรี่ยไรรับบริจาค โดยมีพระสงฆ์ระดับเจ้าคณะจังหวัดและเจ้าคณะอำเภอให้การสนับสนุน ซึ่งอาจเข้าข่ายเป็นการสมคบคิดกระทำความผิด การกระทำของพระสมบูรณ์เป็นการบุกรุกธรณีสงฆ์ สร้างสิ่งก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาต ทำลายโบราณสถานและภูมิทัศน์ ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติโบราณสถานฯ และพระธรรมวินัยการใช้สื่อสาธารณะ ของพระสมบูรณ์ ทำให้เกิดความเข้าใจผิด บิดเบือนข้อเท็จจริง และนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ

โดยพระสมบูรณ์มีพฤติกรรมไม่สังกัดวัดใดวัดหนึ่งแน่ชัด เที่ยวเร่ร่อน สร้างความแตกแยกในสังคม จึงต้องมาขอให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง ตั้งอธิกรณ์พิจารณาทางพระธรรมวินัยแก่พระสมบูรณ์ ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ตามอำนาจหน้าที่ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

ทั้งนี้ ดอยข่อยเขาแก้วเป็นโบราณสถานที่มีความสำคัญทางประวัติ ศาสตร์ การกระทำของพระสมบูรณ์สร้างความเสียหายต่อโบราณสถานและภาพลักษณ์ของพระพุทธศาสนา มีการจัดกิจกรรม เรี่ยไร รับบริจาค ในวันที่ 15 ถึง 25 เมษายน พ.ศ. 2568

เบื้องต้นรองผอ.สำนักพุทธฯ นายบุญเชิด กิตติธรางกูร รับเรื่องไว้ดำเนินการต่อไป โดยจะมุ่งเน้นไปที่ชุมชนและความถูกต้องเป็นหลัก