กิจกรรมห้องสมุดเคลื่อนที่หมุนเวียนสื่อเสริมการอ่าน การเรียนรู้ให้แก่เด็ก เยาวชน ปชช.ในพื้นที่

กิจกรรมห้องสมุดเคลื่อนที่หมุนเวียนสื่อเสริมการอ่าน การเรียนรู้ให้แก่เด็ก เยาวชน ปชช.ในพื้นที่

กิจกรรมห้องสมุดเคลื่อนที่หมุนเวียนสื่อเสริมการอ่าน การเรียนรู้ให้แก่เด็ก เยาวชน ปชช.ในพื้นที่

วันศุกร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2568, 10.00 น.

กิจกรรมห้องสมุดเคลื่อนที่หมุนเวียนสื่อเสริมการอ่าน การเรียนรู้ให้แก่เด็ก เยาวชน ปชช.ในพื้นที่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอโซ่พิสัย จังหวัดบึงกาฬ ได้ดำเนินการจัดกิจกรรมห้องสมุดเคลื่อนที่หมุนเวียนสื่อของห้องสมุดประชาชนอำเภอโซ่พิสัย ณ ตลาดสามแยกตำบลศรีชมภู อำเภอโซ่พิสัย จังหวัดบึงกาฬ

กิจกรรมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำหนังสือและสื่อการเรียนรู้ต่างๆ หมุนเวียนไปให้บริการแก่เด็ก เยาวชน และประชาชนในพื้นที่ที่อาจไม่สะดวกในการเดินทางไปยังห้องสมุดหลัก เป็นการส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้กับชุมชนในอำเภอโซ่พิสัย

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนในบริเวณตลาดสามแยกตำบลศรีชมภูเป็นอย่างดี แสดงให้เห็นถึงความต้องการในการเข้าถึงหนังสือและแหล่งเรียนรู้ของคนในชุมชน

โดยสรุปศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอโซ่พิสัย จังหวัดบึงกาฬ ได้จัดกิจกรรมห้องสมุดเคลื่อนที่หมุนเวียนสื่อของห้องสมุดประชาชนอำเภอโซ่พิสัย ที่ตลาดสามแยกตำบลศรีชมภู อำเภอโซ่พิสัย จังหวัดบึงกาฬ ในวันนี้ เพื่อส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ให้กับประชาชนในพื้นที่

รู้จัก 4 ศิษย์เก่าสหราชอาณาจักร เจ้าของรางวัล ศิษย์เก่า UK ดีเด่นบริติช เคานซิล

รู้จัก 4 ศิษย์เก่าสหราชอาณาจักร เจ้าของรางวัล ศิษย์เก่า UK ดีเด่นบริติช เคานซิล

รู้จัก 4 ศิษย์เก่าสหราชอาณาจักร เจ้าของรางวัล ศิษย์เก่า UK ดีเด่นบริติช เคานซิล

วันพฤหัสบดี ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.26 น.

รู้จัก 4 ศิษย์เก่าสหราชอาณาจักร เจ้าของรางวัล ศิษย์เก่า UK ดีเด่นบริติช เคานซิล

ในโอกาสพิเศษที่ประเทศไทย และสหราชอาณาจักรเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 170 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต บริติช เคานซิล ขอเชิญชวนทุกคนมารู้จักกับสี่ผู้ชนะรางวัล Study UK Alumni Awards ประจำปี 2025 รางวัลอันทรงเกียรติซึ่งมอบให้แก่ศิษย์เก่าสหราชอาณาจักรทั่วโลกที่ได้นำความรู้ และประสบการณ์จากการศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัย 4 สาขา ได้แก่ สาขาธุรกิจและนวัตกรรม (Business and Innovation) สาขาศิลปวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ (Culture and Creativity) สาขาวิทยาศาสตร์ และความยั่งยืน (Science and Sustainability) และสาขาการสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคม (Social Action Award) เพื่อแบ่งปันเรื่องราวชีวิตและประสบการณ์การศึกษาในมหาวิทยาลัยต่างประเทศ จุดประกายความฝันให้แก่ผู้ที่ต้องการไปศึกษาต่อในสหราชอาณาจักร

รศ.ดร. อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ศิษย์เก่าสหราชอาณาจักรดีเด่น สาขาธุรกิจและนวัตกรรม (Business and Innovation) เล่าว่า การศึกษาที่ประเทศสหราชอาณาจักร  อันเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ เพื่อผลักดันขอบเขตความสามารถภาคธุรกิจในประเทศ 

ผศ. ดร. กฤษณะ พันธุ์เพ็ง อาจารย์ประจำสาขาวิชาการละคอน คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศิษย์เก่าสหราชอาณาจักรดีเด่น สาขาศิลปวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ (Culture and Creativity Award) เล่าว่า การศึกษาในสหราชอาณาจักรช่วยขยายวิสัยทัศน์เชิงสร้างสรรค์ และทำให้ได้รู้จักกับทฤษฎี และวิธีการใหม่ๆ ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการสร้างสรรค์ผลงานมากมาย อาทิ งานละครเวทีที่เป็นกระบอกเสียงให้กับผู้มีปัญหาด้านสุขภาพจิต และกลุ่ม LGBTQ+ ผ่านงานสร้างสรรค์ของเขา การได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้จึงเปรียบเสมือนการมอบสปอตไลท์ให้กับละครเวทีและผลงานสร้างสรรค์ที่เขาทุ่มเทให้กับการเปลี่ยนแปลงสังคม ในฐานะนักแสดงละครเวที และภาพยนตร์

ผศ. ดร. กฤษณะ ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจากสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ และในด้านวิชาการ มีบทบาทเป็นผู้นำการอบรมการแสดงเชิงนวัตกรรมและได้รับรางวัลความเป็นเลิศด้านการสอนจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นอกจากนี้ เขายังสร้างผลกระทบในวงกว้าง ทั้งในฐานะนักวิจัยของ UNESCO และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์

ดร. สื่อจิตต์ เพ็ชร์ประสาน ศาสตราจารย์ และคณบดีบัณทิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยรังสิต ศิษย์เก่าสหราชอาณาจักรดีเด่น สาขาวิทยาศาสตร์และความยั่งยืน (Science and Sustainability Award) เล่าว่า การศึกษาในสหราชอาณาจักรได้ส่งเสริมทักษะ Critical thinking ไม่ปักใจเชื่ออะไรจนกว่าจะได้รับการพิสูจน์ผ่านการค้นคว้าเองหรือลงมือปฏิบัติจริง ซึ่งส่งผลให้มีความคิดที่เป็นอิสระ เพิ่มความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่นแบบสหวิทยาการด้วยทัศนคติระดับสากล และเสริมศักยภาพในการพัฒนาแนวทางการพัฒนาโซลูชั่นทางการแพทย์ในยุคปัจจุบัน ด้วยรากฐานจากการศึกษาในสหราชอาณาจักร ผมจึงสามารถเชื่อมโยงงานวิจัยและนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในบทบาทที่ปรึกษาพิเศษประจำคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งทักษะเหล่านี้ยังนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมที่ช่วยเปลี่ยนแปลงการดูแลสุขภาพในประเทศไทยเช่นการนำ AI มาใช้ในการวินิจฉัยโรค รวมถึงการใช้เทคโนโลยี  nanophotonics และงานวิจัยด้าน plasmonic microscopy ที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัยโรคถึง 30% และ AI-powered screening tools ที่ช่วยปรับปรุงการตรวจหาภาวะวิกฤติในระยะเริ่มต้น ลดแรงกดดันต่อบุคลากรทางการแพทย์

แพทย์หญิง สัณหพรรณ วรรธนะพิศิษฐ์ แพทย์หญิง ชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มงานเวชกรรมสังคม โรงพยาบาลท่าศาลา ศิษย์เก่าสหราชอาณาจักรดีเด่น สาขาการสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคม (Social Action Award) เล่าว่า การศึกษาในสหราชอาณาจักรได้สร้างทักษะความเป็นผู้นำการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทำงานกับทีม และการคิดเชิงวิเคราะห์ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เธอสามารถพัฒนาบริการด้านสุขภาพในประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยทักษะเหล่านี้ เธอได้เป็นผู้นำทีมบริการการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) ทั้งในโรงพยาบาลและในชุมชนต่างๆ และเสริมสร้างศักยภาพให้ผู้ให้บริการด้านสุขภาพสามารถส่งมอบการดูแลที่มีคุณภาพแก่ผู้ด้อยโอกาสได้อย่างทั่วถึง โดยมีเป้าหมายสูงสุด คือการพัฒนาระบบบริการการดูแลแบบประคับประคองในประเทศไทยให้ก้าวหน้า เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้อย่างเท่าเทียม

ทางด้านของ นายแดนนี่ ไวท์เฮด ผู้อำนวยการ บริติช เคานซิล ประเทศไทย กล่าวว่า “ความสำเร็จของศิษย์เก่าเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันถึงความสัมพันธ์อันแข็งแกร่งระหว่างไทยและสหราชอาณาจักร ซึ่งกำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 170 แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ทางบริติช เคานซิล ภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมความร่วมมือมาอย่างยาวนานนี้เรามุ่งมั่นสนับสนุนการศึกษาของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมมอบการศึกษาและโอกาสต่อยอดสู่ระดับโลกแก่นักเรียนไทย เพื่อนำพาพวกเขาสู่ความสำเร็จและมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าต่อไป”

บริติช เคานซิลขอเชิญชวนศิษย์เก่าสหราชอาณาจักรในประเทศไทย เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายศิษย์เก่าสหราชอาณาจักร Alumni UKเพื่อเชื่อมต่อกับศิษย์เก่าสหราชอาณาจักรในประเทศไทยและในประเทศต่างๆ ทั่วโลก และต่อยอดการเรียนรู้และพัฒนาทักษะใหม่ๆ โดยสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม และลงทะเบียนได้ที่ เว็บไซต์ https://www.britishcouncil.org/study-work-abroad/alumni-uk

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’เป็นตัวแทนบุตรหลาน เซ่นไหว้ดวงวิญญาณไร้ญาติในเทศกาลเช็งเม้ง

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’เป็นตัวแทนบุตรหลาน เซ่นไหว้ดวงวิญญาณไร้ญาติในเทศกาลเช็งเม้ง

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’เป็นตัวแทนบุตรหลาน เซ่นไหว้ดวงวิญญาณไร้ญาติในเทศกาลเช็งเม้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.39 น.

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’เป็นตัวแทนบุตรหลาน ประกอบพิธีเซ่นไหว้ดวงวิญญาณไร้ญาติ เนื่องในเทศกาลเช็งเม้ง ประจำปี 2568 ณ สุสานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จ.สมุทรสาคร และ สุสานวัดดอนกุศล (สุสานเก่าของมูลนิธิ) เขตสาทร กรุงเทพฯ

3 เมษายน 2568 และวันที่ 28 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย ดร.สุทัศน์ เตชะวิบูลย์ รองประธานกรรมการ พร้อมด้วย นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิก นางจินดา บุญลาภทวีโชค กรรมการตรวจสอบ นายนิพนธ์ โชคภิรมย์วงศา กรรมการปฏิคม พร้อมด้วยคณะกรรมการ ผู้ช่วยกรรมการ นำทีมเจ้าหน้าที่บริหาร และพนักงาน เป็นตัวแทนบุตรหลาน ประกอบพิธีเซ่นไหว้ดวงวิญญาณไร้ญาติ เนื่องในเทศกาลเช็งเม้ง ประจำปี 2568 โดยเครื่องเซ่นไหว้ประกอบไปด้วย เครื่องคาวหวาน กระดาษเงิน-กระดาษทอง และดอกไม้หอม ณ สุสานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร และ สุสานวัดดอนกุศล (สุสานเก่าของมูลนิธิ) เขตสาทร กรุงเทพฯ

เทศกาลเช็งเม้ง กำหนดจัดขึ้นในระหว่างเดือน 2-3 ของจีน ซึ่งจะอยู่ในช่วงประมาณต้นเดือนเมษายนของทุกปี เป็นเทศกาลที่แสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ โดยมีอิทธิพลมาจากลัทธิขงจื้อ ที่สืบทอดมายาวนานกว่าพันปี ก่อนวันพิธี จะมีการทำความสะอาดหลุมฝังศพของบรรพบุรุษ หลังจากนั้นในวันพิธีจะมีการเซ่นไหว้อาหารคาวหวาน เพื่อเป็นการรำลึกถึงคุณงามความดีของบรรพบุรุษ เมื่อไปอยู่อีกภพหนึ่ง

ในหลวง ทรงรับทูลเกล้าฯ ปริญญาดุษฎีบัณฑิตฯ สาขาวิศวกรรมการบินฯ จาก มจพ.

ในหลวง ทรงรับทูลเกล้าฯ ปริญญาดุษฎีบัณฑิตฯ สาขาวิศวกรรมการบินฯ จาก มจพ.

ในหลวง ทรงรับทูลเกล้าฯ ปริญญาดุษฎีบัณฑิตฯ สาขาวิศวกรรมการบินฯ จาก มจพ.

วันพฤหัสบดี ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.28 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จออก ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายโอกาส เตพละกุล อุปนายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาวิศวกรรมการบินและอวกาศ พร้อมครุยวิทยฐานะแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรเครื่องทรง 3 ฤดู ชนิดทองคำ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระปรีชาสามารถด้านวิศวกรรมการบินและอากาศยาน ทรงสนพระราชหฤทัยในการศึกษาหาความรู้ทั้งด้านทฤษฎี วิชาการ และการฝึกปฏิบัติด้านการบินในหลายหลักสูตร ทรงพระวิริยะอุตสาหะในการศึกษาเพื่อเพิ่มพูนความรู้ และประสบการณ์ พร้อมทั้งทรงถ่ายทอดความเชี่ยวชาญด้านการบินในระดับสูงแก่นักเรียนการบิน ตลอดจนทรงจัดทำหลักสูตรการบิน ทรงปฏิบัติหน้าที่ครูการบินแก่กองทัพอากาศอย่างต่อเนื่อง และทรงมุ่งมั่นที่จะใช้ความรู้และพระปรีชาสามารถให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ราษฎร อีกทั้งยังทรงสนพระราชหฤทัยในการฝึกบินตามหลักสูตรการบินพาณิชย์ ทรงได้รับใบอนุญาตนักบินพาณิชย์เอกจากกรมการขนส่งทางอากาศ กับทรงได้รับใบอนุญาตครูฝึกภาคอากาศ และผู้ตรวจสอบนักบินสำหรับเครื่องบินพาณิชย์ ทรงใช้พระปรีชาสามารถด้านการบินในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎร และปฏิบัติพระราชกรณียกิจในทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ จึงนับได้ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นแบบอย่างของนักบินที่มีความรู้ ประสบการณ์ และความชำนาญทางการบิน และทรงอุทิศพระองค์เพื่อความก้าวหน้าของวงการการบินไทยมาโดยตลอด

‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’เจ้าฟ้ามิ่งขวัญชาวสยาม ผู้ตามรอยเบื้องพระยุคลบาท เพื่อความผาสุกแห่งมหาชนชาวสยามและมิตรประเทศ

'กรมสมเด็จพระเทพฯ'เจ้าฟ้ามิ่งขวัญชาวสยาม ผู้ตามรอยเบื้องพระยุคลบาท เพื่อความผาสุกแห่งมหาชนชาวสยามและมิตรประเทศ

‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’เจ้าฟ้ามิ่งขวัญชาวสยาม ผู้ตามรอยเบื้องพระยุคลบาท เพื่อความผาสุกแห่งมหาชนชาวสยามและมิตรประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2568, 12.56 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เจ้าฟ้ามิ่งขวัญชาวสยาม ผู้ตามรอยเบื้องพระยุคลบาท เพื่อความผาสุกแห่งมหาชนชาวสยามและมิตรประเทศ ทั่วทุกพื้นที่ของผืนแผ่นดินไทย

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินประกอบพระราชกิจอย่างมุ่งมั่น เพื่อสานต่อพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการช่วยเหลือพสกนิกรให้มีความกินดีอยู่ดีมีความสุข

นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการประสานส่วนงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินงานสนองพระราชดำริ เปิดเผยว่า การสนองงานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นั้น สำนักงาน กปร.ได้ดำเนินการในหลายด้าน ตั้งแต่การศึกษา การพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อม และความมั่นคงในการประกอบอาชีพเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของราษฎร ไปจนถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน

โดยทรงมีพระราชดำริในการส่งเสริมอาชีพ เพื่อให้ประชาชนในถิ่นทุรกันดารห่างไกลมีอาชีพเสริม เพิ่มรายได้ให้แก่ครอบครัว เช่น เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ณ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านแม่กลองคี ตำบลโมโกร อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก วันที่ 23 ธันวาคม 2567 ได้มีพระราชดำริให้ส่งเสริมการปลูกถั่วเหลือง เพื่อเป็นวัตถุดิบการผลิตอาหารสัตว์ โดยใช้พื้นที่ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร และศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่ และพื้นที่ในความรับผิดชอบของทหาร เพื่อเป็นโครงการนำร่องปลูกถั่วเหลือง สำหรับผลิตเมล็ดพันธุ์ส่งมอบแก่เกษตรกรในการเพาะปลูกต่อไป

ปี 2537 พระองค์มีพระราชดําริให้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดําริ จังหวัดนราธิวาส นำไม้ดอกเมืองหนาวไปปลูกที่ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ด้วยมีสภาพภูมิอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปีเหมือนกับภาคเหนือ โครงการดังกล่าวประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีและเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมรวมทั้งยังเป็นต้นแบบให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ รวมถึงขยายผลไปยังจังหวัดนราธิวาสอีกด้วย สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานชื่อสวนแห่งนี้เป็นภาษาจีนแปลเป็นไทยว่า “สวนหมื่นบุปผา” ปัจจุบันสร้างรายได้ให้แก่จังหวัดยะลาเป็นอย่างมาก

โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน ในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ปัจจุบันประสบผลสำเร็จและสามารถขยายผลจากโรงเรียนสู่ชุมชน โครงการดังกล่าวได้มอบเมล็ดพันธุ์ผัก พันธุ์เป็ดและไก่พื้นเมืองพระราชทาน มาเลี้ยงในโรงเรียน และบ้านของผู้ปกครองนักเรียน ทำให้เด็กนักเรียนและครอบครัวมีอาหารเพียงพอสำหรับบริโภคในครัวเรือน และสามารถจำหน่ายเป็นรายได้เสริมอีกทางหนึ่ง รวมถึงยังมีพระราชดำริให้สำนักงาน กปร. กรมชลประทาน จัดหาแหล่งน้ำสำหรับอุปโภคบริโภค และทำการเกษตรของโรงเรียน ตชด.และชาวบ้านในพื้นที่ให้เพียงพอตลอดทั้งปี

ด้านสิ่งแวดล้อม มีพระราชดำริให้ดำเนินโครงการส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก โดยสำนักงาน กปร. ร่วมกับกรมป่าไม้ จัดสร้างอาคารหอพรรณไม้สำหรับศึกษาวิจัย และเก็บตัวอย่างพรรณไม้ของป่าตะวันตก โดยดำเนินการก่อสร้างในเดือนมกราคม 2568 มีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2570

ขณะที่ด้านต่างประเทศ ทรงติดตามการดำเนินงานโครงการศูนย์พัฒนาและบริการด้านการเกษตรห้วยซอน – ห้วยซั้ว (หลัก 22) เมืองนาซายทอง นครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) โดยสำนักงาน กปร.ร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนาและส่วนงานที่เกี่ยวข้องร่วมดำเนินงาน เพื่อขับเคลื่อนไปสู่ผลสัมฤทธิ์ รวมถึงโครงการส่งเสริมกิจกรรมโรงเรียนวัฒนธรรม (หลัก 67) แขวงเวียงจันทน์ ที่ปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนป้องกันความสงบ ร่วมกับ มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และโครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนากสิกรรมพื้นที่สูงเมืองปากซอง แขวงจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) กับมูลนิธิชัยพัฒนา มหาวิทยาลัยจำปาสัก มหาวิทยาลัยเกษตร ในกิจกรรมด้านการประมง การพัฒนาที่ดิน การทดสอบ ทดลอง การปลูกพืชเมืองหนาว เพื่อเป็นแหล่งศึกษาทดลองงานของนักศึกษาและขยายผลสู่การปฏิบัติใช้ของราษฎรชาวลาว

“โครงการเหล่านี้คือส่วนหนึ่งที่พระองค์ทรงงานเพื่อความอยู่ดีกินดี และความผาสุกแห่งพสกนิกรชาวไทยและมิตรประเทศ ที่ประสบผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ในปัจจุบัน สะท้อนถึงน้ำพระทัยและความรักของพระองค์ที่มีต่อพสกนิกรชาวไทยนั้นยิ่งใหญ่ไพศาลเพียงใด” นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการ กปร.กล่าว

– 006

‘SES’ สารตั้งต้นแก้จนลดเหลื่อมล้ำ ‘ศุภมาส’ ชื่นชมผลงานสานพลังความรู้สู้ชนะความจน

‘SES’ สารตั้งต้นแก้จนลดเหลื่อมล้ำ  ‘ศุภมาส’ ชื่นชมผลงานสานพลังความรู้สู้ชนะความจน

‘SES’ สารตั้งต้นแก้จนลดเหลื่อมล้ำ ‘ศุภมาส’ ชื่นชมผลงานสานพลังความรู้สู้ชนะความจน

วันพฤหัสบดี ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าว ในโอกาสลงพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ ร่วมกับ นายศุภชัย ใจสมุทร ผู้ช่วยรัฐมนตรี กระทรวง อว. เพื่อตรวจติดตามผลงานวิจัยแก้ไขปัญหาความยากจน และลดความเหลื่อมล้ำ ในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ ในงาน “มหกรรมแก้จน คนของพระราชา” ที่เป็นการบูรณาการทำงานร่วมกันของมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ กับหน่วยบริหารและจัดการทุนเพื่อการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ในสังกัดกระทรวง อว. โดยระบุว่า

“มีความประทับใจกับการประสานพลังกันของสถาบันความรู้ ที่เป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวง อว.ทั้งมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ และหน่วย บพท.ที่ให้การสนับสนุนทุนวิจัย เพื่อพัฒนาชุดความรู้สำหรับแก้ปัญหาความยากจนให้เป็นไปด้วยความเบ็ดเสร็จ แม่นยำ และยั่งยืน บนความร่วมมือกันของภาคีทุกภาคส่วนในพื้นที่ และเป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่ง ที่การบูรณาการทำงานร่วมกันของสถาบันความรู้ และหน่วย บพท.ร่วมกับภาคีทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนภาคประชาสังคมในพื้นที่ ทำให้เกิดระบบข้อมูลครัวเรือนยากจนของจังหวัดศรีสะเกษ ภายใต้ชื่อ “สุขเสมอกันที่ศรีสะเกษ” หรือ “Sisaket Equity System-SES” ซึ่งเป็นชื่อที่มีความหมายดีมาก” รมว.อว.กล่าวและว่า ด้วยการทำงานร่วมกันนี้ ทำให้เรามีแผนการในการพัฒนาโครงการที่เน้นการสร้างทักษะอาชีพและผลักดันให้เข้าถึงสวัสดิการที่ควรจะได้รับ เพื่อจัดการแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างเบ็ดเสร็จและแม่นยำ คือ การใช้ระบบข้อมูลครัวเรือนความยากจนกลาง “สุขเสมอกันที่ศรีสะเกษ (SES)” เป็นระบบที่จะสอบทานและ “นำคนจนตกหล่นเข้าสู่ระบบ”

นายศุภชัย ใจสมุทร กล่าวว่า การลงพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ ทำให้ทราบว่าระบบข้อมูลสุขเสมอกันที่ศรีสะเกษ ยังถูกใช้เป็นเหมือน “สารตั้งต้น” ในการออกแบบโมเดลแก้จน ตลอดจนพัฒนานวัตกรรม สำหรับแก้ปัญหาความยากจนที่มีความสอดคล้องกับวิถีชีวิตและบริบทพื้นที่ อย่างเช่น โมเดลผักปลอดภัย และนวัตกรรมการแปรรูปถั่วเหลืองเป็นอาหารมังสวิรัติเพื่อสุขภาพซึ่งช่วยสร้างความมั่นคงด้านอาชีพ และยกระดับรายได้แก่ครัวเรือนยากจนให้เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยเดือนละ 3,000 บาท อีกทั้งยังทำให้เกิดการรวมตัวเป็นเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน
ที่เชื่อมโยงสมาชิกจากหลากหลายตำบล ทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง มีขีดความสามารถพึ่งพาตัวเองได้

มีการส่งต่อนวัตกรรมและเทคโนโลยี “โมเดลแก้จน” เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนด้วยการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ เช่น โมเดลผักปลอดภัย และนวัตกรรมการแปรรูปถั่วเหลือง ที่ช่วยเหลือครัวเรือนยากจนให้มีรายได้เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 3,000 บาท/เดือน ก่อให้เกิดเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนที่เชื่อมโยงสมาชิกจากหลากหลายตำบล สร้างความเข้มแข็งและส่งเสริมความเสมอภาคในพื้นที่

นอกจากนี้ ยังมีการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ ด้วยการขับเคลื่อนกองทุนสวัสดิการเพื่อครัวเรือนคนจนในหลายประเด็น เช่น การผลักดันให้ครัวเรือนกลุ่มสงเคราะห์เข้าสู่กลไกกองทุนระดับตำบลเพื่อเข้าถึงสวัสดิการ และส่งต่อความช่วยเหลือให้กับเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการช่วยเหลือครัวเรือนที่มีความเสี่ยงต่อภัยพิบัติ และเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ

ผศ.ดร.สหัสา พลนิล รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ เปิดเผยว่า ระบบข้อมูลสุขเสมอกันที่ศรีสะเกษ ถูกนำไปเป็นฐานข้อมูลสำหรับใช้ออกแบบโมเดลแก้จน และพัฒนานวัตกรรมพร้อมใช้ ที่มีความหลากหลายสำหรับครัวเรือนยากจน ทั้งนวัตกรรมระบบปฏิทินการปลูกพืชผลการเกษตร นวัตกรรมน้ำหมักชีวภาพจากเศษวัสดุการเกษตร นวัตกรรมแปรรูปถั่วเหลืองเป็นอาหารมังสวิรัติพร้อมใช้พร้อมทาน ในรูปของแป้งถั่วเหลือง หมูยอเจปันสุข และเทมเป้ถั่วเหลือง รวมทั้งกองทุนสวัสดิการช่วยเหลือครัวเรือนยากจนที่ประสบภัยพิบัติ

ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ หน่วย บพท. กล่าวว่า ผลลัพธ์ความสำเร็จจากการสานพลังความรู้ โดยมีมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษเป็นแกนกลางเชื่อมโยงเข้ากับพลังภาคีในพื้นที่ ก่อเกิดผลกระทบเชิงบวกหลายมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งครัวเรือนยากจน ได้รับการแก้ไขให้บรรเทาจากความยากจน มีรายได้ต่อเนื่องสม่ำเสมอมีอาชีพที่มั่นคง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ขณะเดียวกันระบบ SES ยังได้รับความเชื่อถือและไว้วางใจจากหน่วยงานภาครัฐนำไปใช้เป็นฐานข้อมูล เพื่อการวางแผนจัดทำโครงการพัฒนาพื้นที่อย่างกว้างขวางครอบคลุมทั่วทุกอำเภอใน จ.ศรีสะเกษ

บพค.ร่วมชี้ทิศทางการให้ทุนวิจัยทางการแพทย์และสาธารณสุข ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ

บพค.ร่วมชี้ทิศทางการให้ทุนวิจัยทางการแพทย์และสาธารณสุข ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ

บพค.ร่วมชี้ทิศทางการให้ทุนวิจัยทางการแพทย์และสาธารณสุข ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) นำโดย ดร.ภาวดี อังค์วัฒนะ รอง
ผู้อำนวยการ บพค. และนักวิเคราะห์ บพค.เข้าร่วมงานประชุมทางวิชาการและนิทรรศการด้านการวิจัยทางการแพทย์ Siriraj Research Week 2025 : “Advancing Research to Benefit Global Health System” ณ ห้องประชุมสิรินธร อาคารเฉลิมพระเกียรติ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

ศ.ดร.วิษณุ มีอยู่ รองผู้อำนวยการ สกสว. ได้นำเสนอแผนกลยุทธ์หรือแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ววน.) ปี พ.ศ. 2566-2570 ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อพัฒนา 4 อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง และ 2 วาระสำคัญเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน ซึ่งการดำเนินงานวิจัยควรเชื่อมโยงกับเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. จำนวน 9 เป้าหมาย สำหรับเป้าหมายด้านสุขภาพและการแพทย์ มุ่งเน้นให้ประเทศไทยมีเครื่องมือแพทย์ บริการทางการแพทย์ และยาที่สำคัญ ซึ่งผลิต จำหน่ายและทดแทนการนำเข้า และประเทศไทยปลอดโรคพยาธิใบไม้ตับ รวมทั้งไม่ตายจากมะเร็งท่อน้ำดี

ด้าน ดร.ภาวดี อังค์วัฒนะ รองผู้อำนวยการ บพค. ได้นำเสนอแนวทางการสนับสนุนทุนวิจัยด้านสุขภาพและการแพทย์ ภายใต้กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย บพค. มุ่งเน้นให้ทุนสนับสนุนโจทย์วิจัยประเภท Frontier Research ในด้าน Personalized Medicine ได้แก่ Personal Health AI, Omics & Bio-Informatics และ Biomarkers & Drug Discoveries รวมไปถึงทุนการพัฒนากำลังคนทักษะสูงในสาขาที่เกี่ยวข้อง

ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ รองผู้อำนวยการ สวรส.ได้นำเสนอกรอบวิจัยที่ สวรส. สนับสนุนทุนวิจัยในปี 2569 โดยเป็นกรอบวิจัยในด้าน Genomics ระบบยา และเทคโนโลยีทางการแพทย์ ที่เป็นความต้องการของประเทศ และระบบบริการ ระบบกำลังคน ระบบอภิบาล

ขณะที่ รศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย ม.มหิดล ได้นำเสนอยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยในการผลักดัน Research and Innovation ไปสู่ Real-World Impact

นอกจากนี้ ยังมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวโน้มและทิศทางการสนับสนุนทุนวิจัยของหน่วยบริหารจัดการทุน เพื่อเป็นข้อมูลสำคัญในการวางแผนและพัฒนาการดำเนินโครงการวิจัยให้มีความต่อเนื่องและสอดคล้องกับแนวทางการสนับสนุนทุนวิจัยของประเทศ

เปิดโครงการ ‘DOLE Culture Kick off : LEARNS’ สร้างวัฒนธรรม-เข้าใจเกี่ยวกับค่านิยม ‘LEARNS’

เปิดโครงการ ‘DOLE Culture Kick off : LEARNS’  สร้างวัฒนธรรม-เข้าใจเกี่ยวกับค่านิยม ‘LEARNS’

เปิดโครงการ ‘DOLE Culture Kick off : LEARNS’ สร้างวัฒนธรรม-เข้าใจเกี่ยวกับค่านิยม ‘LEARNS’

วันพฤหัสบดี ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นางยุพิน บัวคอม รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เป็นประธานเปิดโครงการ DOLE Culture Kick off : LEARNS พร้อมทั้งประกาศเจตนารมณ์และเปิดตัวค่านิยมองค์กร “LEARNS” อย่างเป็นทางการ โดยมี นางสาวเขนย นามชุ่ม ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาระบบบริหาร กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดโครงการ พร้อมด้วยผู้บริหาร บุคลากรในสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (ส่วนกลาง) และผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดทุกจังหวัด/กรุงเทพมหานคร เข้าร่วม ณ โรงแรมโกลเด้น บีช ชะอำ จังหวัดเพชรบุรี

นางยุพิน บัวคอม รองอธิบดี สกร. กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเรียนรู้ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ เพื่อขับเคลื่อนภารกิจในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้กับประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมาย การสร้างค่านิยมองค์กรที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเข้าใจและยึดมั่นในทิศทางการดำเนินงานขององค์กร

ค่านิยมองค์กร “LEARNS” ที่พวกเราได้ร่วมกันกำหนดขึ้น เป็นกรอบแนวคิดที่สำคัญที่จะนำทางในการปฏิบัติงานของบุคลากรทุกคน ซึ่งประกอบด้วย L : Lifelong Learning (ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต), E : Encouragement& Excellence (ส่งเสริมความเป็นเลิศ),A : Accountability & Agility (ทุ่มเท ถูกต้อง ว่องไว), R : Resilience (พร้อมรับปรับตัว), N : Networks (สร้างพลังความร่วมมือ), S : Success &Sustainable (สร้างความสำเร็จอย่างยั่งยืน)

ซึ่งเชื่อมั่นว่าโครงการ DOLE Culture Kick off : LEARNS จะเป็นโอกาสอันดี ที่บุคลากรทุกคนจะได้เรียนรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับค่านิยม “LEARNS” อย่างลึกซึ้ง และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ม.วลัยลักษณ์ พร้อมเป็นเจ้าภาพแข่งขัน ‘ชีววิทยาโอลิมปิกระดับชาติ’ ครั้งที่ 22

ม.วลัยลักษณ์ พร้อมเป็นเจ้าภาพแข่งขัน ‘ชีววิทยาโอลิมปิกระดับชาติ’ ครั้งที่ 22

ม.วลัยลักษณ์ พร้อมเป็นเจ้าภาพแข่งขัน ‘ชีววิทยาโอลิมปิกระดับชาติ’ ครั้งที่ 22

วันพฤหัสบดี ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ม.วลัยลักษณ์ ร่วมกับ มูลนิธิ สอวน. เตรียมพร้อมจัดการแข่งขันชีววิทยาโอลิมปิกระดับชาติ ครั้งที่ 22 ระหว่างวันที่ 4-8 เม.ย. 2568 เพื่อคัดเลือกนักเรียนไทยเป็นตัวแทนไปแข่งชีววิทยาโอลิมระหว่างประเทศ

รศ.ดร.มัลลิกา เจริญสุธาสินี รองอธิการบดีในฐานะคณบดีสำนักวิชาวิทยาศาสตร์ ม.วลัยลักษณ์ เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โดยสำนักวิชาวิทยาศาสตร์ ร่วมกับมูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษาในพระอุปถัมภ์สมเด็พระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (สอวน.) เตรียมเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันชีววิทยาโอลิมปิกระดับชาติ ครั้งที่ 22 ระหว่างวันที่ 4-8 เมษายน 2568 นี้ ณ ม.วลัยลักษณ์ จ.นครศรีธรรมราช เพื่อคัดเลือกนักเรียนไทยเป็นตัวแทนไปแข่งชีววิทยาโอลิมระหว่างประเทศต่อไป

การแข่งขันในครั้งนี้จะมีนักเรียนที่ผ่านการอบรมจาก สอวน.ค่าย 2 จำนวนทั้งสิ้น 100 คน ประกอบด้วย นักเรียนตัวแทนจากศูนย์โอลิมปิกวิชาการ สอวน. วิชาชีววิทยา 13 ศูนย์ทั่วประเทศ และนักเรียนโควตาจาก สสวท. รวมถึงคณาจารย์ ครูสังเกตการณ์จาก สพฐ. คณะกรรมการจากมูลนิธิ สอวน.สสวท. และ สพฐ. นักศึกษาพี่เลี้ยง คณะกรรมการดำเนินงานจากศูนย์เจ้าภาพ และผู้สังเกตการณ์จากศูนย์เจ้าภาพในปีถัดไป รวมทั้งสิ้นประมาณ 250 คนเข้าร่วม

“เราจะใช้ข้อสอบมาตรฐานที่ได้รับการพิจารณาจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากมูลนิธิ สอวน. คณะกรรมการวิชาการของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และคณาจารย์ผู้แทนศูนย์โอลิมปิกวิชาการสอวน. วิชาชีววิทยา ทั้ง 13 ศูนย์ โดยผลคะแนนจากการแข่งขันจะได้รับการพิจารณาจากคณาจารย์ผู้แทนของทุกศูนย์สอวน. เพื่อให้เกิดความยุติธรรมและโปร่งใสที่สุด” รองอธิการบดีฯ กล่าว

นักเรียนผู้ที่มีเกณฑ์คะแนนที่ผ่านมาตรฐานจะถูกพิจารณาจำแนกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ เหรียญทองเหรียญเงิน เหรียญทองแดง และเกียรติบัตรรางวัลพิเศษ 7 รางวัล ได้แก่ รางวัลคะแนนรวมสูงสุด รางวัลคะแนนรวมทฤษฎีสูงสุด รางวัลคะแนนรวมปฏิบัติการสูงสุด รางวัลคะแนนรวมสูงสุดประจำภาคเหนือ รางวัลคะแนนรวมสูงสุดประจำภาคใต้ รางวัลคะแนนรวมสูงสุดประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และรางวัลคะแนนรวมสูงสุดประจำภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก (ยกเว้นนักเรียนจากศูนย์โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์และศูนย์โรงเรียนเทพศิรินทร์)

ทั้งนี้ นักเรียนผู้มีคะแนนผ่านเกณฑ์ที่กำหนดจะได้รับสิทธิ์เข้าอบรมในค่ายของ สสวท. เพื่อคัดเลือกเป็นผู้แทนประเทศไทยไปเข้าร่วมการแข่งขันชีววิทยาโอลิมปิกระหว่างประเทศ ณ ประเทศฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 20-27 กรกฎาคม 2568

นักอ่านเฮ! เพิ่มวันจัดงาน’สัปดาห์หนังสือฯ’ต่อเนื่องถึง 8 เม.ย.68

นักอ่านเฮ! เพิ่มวันจัดงาน'สัปดาห์หนังสือฯ'ต่อเนื่องถึง 8 เม.ย.68

นักอ่านเฮ! เพิ่มวันจัดงาน’สัปดาห์หนังสือฯ’ต่อเนื่องถึง 8 เม.ย.68

วันพุธ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2568, 16.35 น.

นักอ่าน เฮ! เพิ่มวันจัดงาน’สัปดาห์หนังสือฯ’ ต่อเนื่องถึง 8 เม.ย. 68’สำนักพิมพ์’พร้อมใจ! ลดกระหน่ำ แบบจุใจ ไม่ขนกลับ การันตีมาแล้ว ไม่กลับบ้านมือเปล่า พร้อมจัดเต็มกิจกรรมดีๆ พบกันวันนี้ – 8 เม.ย. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) ประกาศขยายวันจัดงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 53 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 23 เพิ่มอีก 1 วัน ถึงวันที่ 8 เมษายน 2568 เพื่อเยียวยาสำนักพิมพ์และประชาชนที่ได้ผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว หลังพบว่า นักอ่านแห่เข้าร่วมงานอย่างล้นหลามเกินความคาดหมาย ทางสมาคมฯ จึงตัดสินใจ ขยายวันจัดงานเพิ่ม ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 8 เม.ย. 2568 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 21.00 น. ณ ฮอลล์ 5-8 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

นายสุวิช รุ่งวัฒนไพบูลย์ นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) กล่าวว่า จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ส่งผลกระทบมาถึงประเทศไทยเมื่อวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา ทำให้การจัดงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 53 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 23 ในวันดังกล่าวต้องปิดให้บริการเร็วกว่ากำหนด  เนื่องจากทางคณะผู้จัดงานคำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุดของนักอ่าน และพันธมิตรที่มาร่วมงานทุกท่าน

อย่างไรก็ดี หลังจากสถานการณ์คลี่คลาย ทางสมาคมฯ ได้หารือร่วมกับคณะทำงาน เพื่อหาทางออกถึงผลกระทบดังกล่าวที่เกิดขึ้น และได้ข้อสรุปว่า จะขยายวันจัดงานเพิ่มขึ้นอีก 1 วัน คือวันที่ 8 เมษายน 2568 จากเดิมจะจัดงานถึงวันที่ 7 เมษายน 2568 เท่านั้น ( 27 มีนาคม – 7 เมษายน 2568 รวม 12 วัน) สำหรับวันจัดงานที่เพิ่มขึ้นใหม่คือ ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม – 8 เมษายน 2568 รวม 13 วัน

“แม้ว่าจะมีเหตุการณ์แผ่นดินไหวเกิดขึ้น แต่ภาพรวมของนักอ่านที่เข้าร่วมงานยังคงเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้  มีเพียงวันที่ 28 มีนาคมวันเดียว ที่มีผู้เข้าร่วมงาน 3.5 หมื่นคน เนื่องจากปิดให้บริการเร็วกว่าเวลาที่กำหนด  แต่หลังจากสถานการณ์คลี่คลายทุกอย่างก็กลับเข้าสู่ภาวะปกติ เพราะภายในงานเรามีหนังสือดีๆ มากมาย กว่า 2 ล้านเล่ม พร้อมโปรโมชั่นสุดพิเศษ และกิจกรรมต่างๆ รองรับนักอ่าน จึงมั่นใจว่าจบการจัดงานในวันที่ 8 เมษายน จะมีนักอ่านเข้าร่วมงานตรงตามเป้าหมายที่วางไว้ 1.3 ล้านคน” นายสุวิช กล่าว 

ทั้งนี้ ภายในงานนักอ่านจะพบกับธีมการจัดงาน “ย ยักษ์ อ่านใหญ่” มีหนังสือทั้งไทยและต่างประเทศมากมายกว่า 2 ล้านเล่ม ให้นักอ่านได้เลือกช้อปแบบจุใจ สบายกระเป๋า มีทั้งหมด 7 โซน ประกอบด้วย 1.โซนหนังสือนิยายและวรรณกรรม 2.โซนหนังสือการ์ตูนและวัยรุ่น (Book Wonderland) 3.โซนหนังสือเด็กและการศึกษา 4.โซนหนังสือทั่วไป 5.โซนหนังสือเก่า 6.โซนหนังสือต่างประเทศ และ 7.โซน Non–Book รวมกว่า 1,200 บูธ จาก 400 สำนักพิมพ์  ที่มาพร้อมกิจกรรมและนิทรรศการมากกว่า 100 อีเวนท์ รอบริการนักอ่านทุกท่าน

ทั้งนี้ ผู้สนใจเข้าร่วมงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 53 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 23 สามารถเดินทางมาร่วมงานได้ โดยรถไฟฟ้า MRT : ลงสถานีศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (ทางออก 3) , รถยนต์ส่วนบุคคล และรถโดยสารประจำทาง : สาย 136, 185 

งานหนังสือดีๆ ที่ห้ามพลาด! งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 53 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 23 ตั้งแต่วันนี้ – 8 เมษายน 2568 เวลา 10.00 น. – 21.00 น. ณ ฮอลล์ 5-8 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์