113 ปี ศธ.! ‘วัดพระธรรมกาย’ประกาศเกียรติคุณนักเรียนสอบ O-NET เต็ม 100-สูงกว่า 80

113 ปี ศธ.! ‘วัดพระธรรมกาย’ประกาศเกียรติคุณนักเรียนสอบ O-NET เต็ม 100-สูงกว่า 80

113 ปี ศธ.! ‘วัดพระธรรมกาย’ประกาศเกียรติคุณนักเรียนสอบ O-NET เต็ม 100-สูงกว่า 80

วันพุธ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.29 น.

113 ปี ศธ.! ‘วัดพระธรรมกาย’ประกาศเกียรติคุณนักเรียนสอบ O-NET เต็ม 100-สูงกว่า 80

ที่อาคารโถงช้างฯ วัดพระธรรมกาย อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี นายคมสัน ญาณวัฒนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เป็นประธานเปิดงานวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการ ครบรอบ 133 ปี จังหวัดปทุมธานี โดยมีพระครูปลัดรัตนวีรวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เป็นประธานสงฆ์ พร้อมด้วยนางสาวอภิสรา เกษอินทร์ นายอำเภอคลองหลวง ผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครู บุคลากรทางการศึกษา นักเรียน และคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย จำนวน 2,000 คน เข้าร่วมงานฯ เมื่อวันที่ 1 เม.ย.68

โดยในเวลา 07.30 น. เป็นพิธีทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งแด่พระสงฆ์ จำนวน 134 รูป เพื่ออุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ทำคุณประโยชน์ให้กระทรวงศึกษาธิการ ที่ล่วงลับไปแล้ว ต่อมาในเวลา 09.00 น. นายองอาจ ณฐ ธรรมนิทา โฆษกคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย กล่าวต้อนรับ จากนั้น เป็นการถ่ายทอดสดการกล่าวคำปราศรัยของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จากส่วนกลาง ก่อนเริ่มประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศแด่ผู้ทำคุณประโยชน์ให้กระทรวงศึกษาธิการ ที่ล่วงลับไปแล้ว ต่อด้วยพิธีเจริญพระพุทธมนต์เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการ ครบรอบ 133 ปี  และพระครูปลัดรัตนวีรวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ประธานสงฆ์ ได้เมตตาบรรยายธรรม นำปฏิบัติธรรมเจริญสมาธิ

จากนั้น เวลา 10.00 น. เป็นพิธีเปิดงานวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการ ครบรอบ 133 ปี จังหวัดปทุมธานี โดยว่าที่ร้อยเอก ดร.สาคร กิ่งจันทร์ ศึกษาธิการจังหวัดปทุมธานี กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงานฯ ต่อด้วย นายคมสัน ญาณวัฒนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เป็นประธานมอบนโยบายด้านการศึกษา กล่าวแสดงความยินดี และมอบเกียรติบัตรให้กับโรงเรียน และนักเรียนที่มีผลการทดสอบทางการศึกษา ระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ได้คะแนนเต็ม 100 คะแนน และสูงกว่า 80 คะแนน ของปีการศึกษา 2567 จำนวน 1,200 คน

สำหรับวัตถุประสงค์ในการจัดงานฯ เพื่อให้หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารหน่วยงานทางการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ข้าราชการ และบุคลาการศึกการศึกษาของหน่วยงานทางการศึกษาทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนในพื้นที่รับผิดชอบของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดปทุมธานี มีความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบาย และจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีการศึกษา 2568 อันจะนำมาซึ่งแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมสำหรับการขับเคลื่อนการยกระดับคุณภาพการศึกษา และประสิทธิภาพการศึกษา เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และข้อเสนอแนะระหว่างหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ และบุคลากรทางการศึกษา การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทางการศึกษาทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี อีกทั้งยังเป็นการสร้างขวัญ และกำลังใจ ให้แก่สถานศึกษา และนักเรียนที่มีผลการทดสอบทางการศึกษา ระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ดีเด่น

สำหรับการจัดงานวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการ ครบรอบ 133 ปี จังหวัดปทุมธานี ในครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนด้านสถานที่ สิ่งอำนวยความสะดวกด้านต่างๆ และบริการเครื่องดื่ม/อาหารว่าง โดยวัดพระธรรมกาย และมูลนิธิธรรมกาย นอกจากนี้ยังมีการมอบของขวัญสุดพิเศษให้กับนักเรียนจังหวัดปทุมธานีที่มาร่วมงานรับเกียรติบัตรผู้มีผลการทดสอบทางการศึกษา ระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ดีเด่น จำนวน 1200 คน อีกด้วย

สจล.ขับเคลื่อนโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร สู่การเป็นผู้นำนวัตกรรมทางการแพทย์ระดับโลก

สจล.ขับเคลื่อนโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร  สู่การเป็นผู้นำนวัตกรรมทางการแพทย์ระดับโลก

สจล.ขับเคลื่อนโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร สู่การเป็นผู้นำนวัตกรรมทางการแพทย์ระดับโลก

วันพุธ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เดินหน้าผลักดันโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ด้วยองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมการแพทย์ที่สอดคล้องกับความต้องการของสังคมไทย ภายใต้วิสัยทัศน์ที่มุ่งสู่การเป็น “ผู้นำด้านนวัตกรรมระดับโลก” ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการแพทย์และสาธารณสุขได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากมีรากฐานองค์ความรู้ที่แข็งแกร่ง พร้อมมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะของบุคลากรให้เป็น นักนวัตกรรม นักคิดสร้างสรรค์ และนักปฏิบัติ ที่สามารถนำองค์ความรู้ไปต่อยอดสู่การพัฒนาทางการแพทย์ที่ล้ำสมัย ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและยกระดับคุณภาพชีวิตของสังคมไทยในอนาคต

รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. กล่าวว่า การขับเคลื่อนและการให้บริการโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารถือเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาให้โรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารเป็นโรงพยาบาลต้นแบบด้านนวัตกรรมทางการแพทย์ของไทย และเป็นที่พึ่งของชุมชนโดยรอบและพร้อมขับเคลื่อนการพัฒนาด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์และการสาธารณสุขผ่านการวิจัยและองค์ความรู้ที่เข้มแข็งต่อไป

ปัจจุบัน สจล. ได้ผลิตบัณฑิตคณะแพทยศาสตร์สำเร็จเป็นรุ่นแรก พร้อมเดินหน้าพัฒนาองค์ความรู้ทางการแพทย์และสุขภาพอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ได้ก่อตั้งคณะ
ทันตแพทยศาสตร์และคณะพยาบาลศาสตร์ ซึ่งเตรียมผลิตทันตแพทย์นวัตกรและพยาบาลนวัตกรรุ่นแรกในอีกไม่กี่ปี โดยเฉพาะในด้านการดูแลและส่งเสริมสุขภาพ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการรองรับสังคมผู้สูงวัยของประเทศ เพื่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดี

โดยที่ผ่านมานับตั้งแต่ปี พ.ศ.2563 สถาบันได้ดำเนินการก่อตั้งโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร โดยได้รับความร่วมแรงร่วมใจจากชาวพระจอมเกล้าลาดกระบัง ผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคสร้างโรงพยาบาล เป็นเงินบริจาคกว่า 300 ล้านบาท รวมถึงการได้รับสนับสนุนจากภาครัฐด้วยมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการอนุมัติเงินจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล 665.5 ล้านบาททำให้สามารถดำเนินการก่อสร้างโรงพยาบาลได้สำเร็จเรียบร้อยในวันนี้ โดยมีมูลนิธิโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารในพระสังฆราชูปถัมภ์ นำโดยศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อดีตอธิการบดี สจล. ประธานมูลนิธิ และกรรมการมูลนิธิทุกท่านช่วยขับเคลื่อนด้วย

นักวิจัยพัฒนา ‘กระดาษทนรังสีแกมมา’ จุดเริ่มต้นเพื่อต่อยอดสู่ชุดอวกาศ

นักวิจัยพัฒนา ‘กระดาษทนรังสีแกมมา’ จุดเริ่มต้นเพื่อต่อยอดสู่ชุดอวกาศ

นักวิจัยพัฒนา ‘กระดาษทนรังสีแกมมา’ จุดเริ่มต้นเพื่อต่อยอดสู่ชุดอวกาศ

วันพุธ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กระดาษธรรมดาทั่วไปเมื่อได้รับรังสีแกมมาจะถูกเปลี่ยนสภาพกลายเป็นกระดาษที่เปื่อยยุ่ย เสียหาย แต่นักวิจัยไทยกำลังพัฒนากระดาษที่สามารถทนรังสีได้ ซึ่งจะสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานเป็นอุปกรณ์ต่างๆ ได้ เช่น อุปกรณ์ตรวจวัดรังสี และองค์ความรู้เดียวกันนี้ยังสามารถต่อยอดสู่การพัฒนาชุดอวกาศหรือยานอวกาศได้ เนื่องจากกระดาษ ชุดอวกาศ และยานอวกาศ ล้วนเป็นวัสดุที่เรียกว่า “พอลิเมอร์”

นักวิจัยจากวิทยาลัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมวัสดุ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ร่วมกับนักวิจัยจากอีกหลายหน่วยงาน ได้แก่ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และมหาวิทยาลัยมหิดล ได้ร่วมพัฒนากระดาษทนรังสีแกมมาซึ่งเป็นรังสีที่มีสมบัติทะลุทะลวงสูง

ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์ได้นำวัสดุจากธรรมชาติคือกระดาษกรองซึ่งเป็นเซลลูโลสที่ได้จากพืชและเป็นพอลิเมอร์รูปแบบหนึ่ง มาจุ่มเคลือบ “วัสดุแผ่นบางไททาเนท” ซึ่งเป็นวัสดุคอมโพสิตและวัสดุนาโนสองมิติ(two-dimensional nanomaterials) ชนิดหนึ่งโดยได้เคลือบวัสดุดังกล่าวที่ปริมาณ 0.6 มิลลิกรัมต่อตารางเซนติเมตร และสามารถเคลือบกระดาษได้ด้วยอุปกรณ์พื้นฐานที่มีอยู่ในห้องปฏิบัติการทั่วไป โดยไม่ต้องอาศัย
อุณหภูมิสูงในการจุ่มเคลือบสาร เพราะสามารถปฏิบัติการได้ที่อุณหภูมิห้อง

ผลจากการเคลือบกระดาษด้วยวัสดุแผ่นบางไททาเนท พบว่า กระดาษดังกล่าวสามารถทนต่อรังสีแกมมา ได้มากกว่ากระดาษกรองที่ไม่ได้เคลือบวัสดุนาโนสูงสุดถึง50 กิโลเกรย์ และเมื่อเทียบกับกระดาษที่ไม่ได้เคลือบ พบว่าโครงสร้าง รวมถึงสมบัติทางแสงและสมบัติทางไฟฟ้าของวัสดุคอมโพสิตที่เคลือบกระดาษเปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อย

ข้อดีของการพัฒนากระดาษให้เป็นวัสดุที่ทนต่อรังสีแกมมาคือ กระดาษเป็นวัสดุที่สามารถใช้แล้วทิ้งได้ และกระดาษยังเป็นตัวรองรับ (substrate) ที่สามารถรวมหลายๆ สิ่งให้อยู่ด้วยกันได้ ซึ่งนักวิจัยนำไปพัฒนาเป็นอุปกรณ์วัดรังสีได้ เนื่องจากอุปกรณ์วัดรังสีต้องมีส่วนที่ได้รับรังสีแล้วเกิดการเปลี่ยนแปลง และส่วนที่ได้รับรังสีแล้วไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยการวัดจะแม่นยำและถูกต้องนั้น วัสดุรองรับต้องไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งจากการตรวจสอบด้วยเทคนิคภาพถ่ายเอกซเรย์สามมิติจากแสงซินโครตรอน (X-ray Tomography Microscopy : XTM) แสดงให้เห็นว่า เส้นใยเซลลูโลสไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางสัณฐานวิทยา หรือไม่เกิดการเปื่อยยุ่ย เสียหาย

นอกจากนี้เมื่อใช้เทคนิคภาพถ่ายเอกซเรย์สามมิติจากแสงซินโครตรอน ตรวจสอบการกระจายตัวของวัสดุแผ่นบางไททาเนทในวัสดุคอมโพสิต พบว่าวัสดุแผ่นบางไททาเนทกระจายตัวอยู่ในช่องว่างระหว่างเส้นใยเซลลูโลสของกระดาษ ผลที่ได้นี้สอดคล้องกับการพิสูจน์ลักษณะด้วยกล้องประเภทอื่น ได้แก่ กล้องจุลทรรศน์แสง กล้องจุลทรรศน์แรงอะตอม และกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราดและแบบส่องผ่าน

สำหรับวัสดุแผ่นบางไททาเนทซึ่งทำให้กระดาษสามารถทนต่อรังสีแกมมาได้นั้น เป็นวัสดุนาโนสองมิติ ชนิดหนึ่ง โดยวัสดุนาโนสองมิติเป็นวัสดุแผ่นบางๆ ที่มีความหนาระดับนาโนเมตร และเป็นวัสดุใหม่ที่ได้รับความสนใจอย่างแพร่หลาย เนื่องจากมีสมบัติที่ขึ้นกับทิศทางและความทนทานต่อสภาพที่รุนแรง อีกทั้งสามารถสังเคราะห์วัสดุดังกล่าวในรูปของสารผสมที่เรียกว่าคอลลอยด์ในน้ำได้ง่าย จึงสะดวกต่อการประยุกต์ใช้งานได้หลากหลาย

วัสดุนาโนสองมิติที่รู้จักกันดีคือกราฟีนซึ่งเป็นวัสดุที่มีคาร์บอนเป็นส่วนประกอบเพียงอย่างเดียว ขณะที่ไททาเนทซึ่งใช้ในงานวิจัยนี้มีไททาเนียมและออกซิเจนเป็นส่วนประกอบ ซึ่งนักวิจัยสามารถแทนที่ไททาเนียมด้วยธาตุอื่นๆ ได้เยอะกว่ากราฟีนที่เป็นเพียงคาร์บอนอย่างเดียว จึงสามารถปรับสมบัติต่างๆ ของวัสดุได้เยอะกว่ากราฟีน องค์ความรู้จากงานวิจัยนี้นอกจากนำไปพัฒนาเป็นอุปกรณ์ตรวจวัดรังสีแล้ว ยังสามารถต่อยอดสู่การพัฒนาชุดอวกาศและยานอวกาศที่ทนต่อรังสีในอวกาศได้ เนื่องจากชุดอวกาศและยานอวกาศนั้นเป็นพอลิเมอร์เช่นเดียวกับกระดาษ

งานวิจัยนี้ยังได้รับการตีพิมพ์ผลงานในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ Ceramics International ซึ่งอยู่ในฐานข้อมูล WOS และ Scopus และได้รับการจัดระดับโดยJournal Citation Reports ในสาขา Materials Science, Ceramics ใน Quartile 1 (เปอร์เซ็นไทล์ที่ 91.1 และค่า Impact Factor เท่ากับ 5.2) ด้วย

ปส.เร่งพัฒนาเทคโนโลยีรังสีทางการแพทย์ เพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพประชาชน

ปส.เร่งพัฒนาเทคโนโลยีรังสีทางการแพทย์ เพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพประชาชน

ปส.เร่งพัฒนาเทคโนโลยีรังสีทางการแพทย์ เพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพประชาชน

วันพุธ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) จัดประชุมคณะอนุกรรมการการใช้ประโยชน์จากพลังงานนิวเคลียร์ทางด้านการแพทย์ ครั้งที่ 1/2568 ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 2 อาคาร 1 ปส. และผ่านระบบออนไลน์ โดยมีศาสตราจารย์ แพทย์หญิงจิรพร เหล่าธรรมทัศน์ คณบดีคณะเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์สุขภาพ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เป็นประธานการประชุม เพื่อหารือแนวทางการพัฒนาและส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์ในงานการแพทย์ โดยผลลัพธ์จากการประชุมนี้ จะส่งผลดีโดยตรงต่อประชาชน
ผู้ป่วย เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ และโรคสมอง ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยให้การวินิจฉัยแม่นยำ และการรักษามีประสิทธิภาพสูงขึ้น เพิ่มโอกาสในการรักษาหาย ลดผลข้างเคียง และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย

นอกจากนี้ ยังมีการติดตามความคืบหน้าของโครงการพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานนิวเคลียร์ รวมถึงการกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยในการใช้งาน เพื่อให้โรงพยาบาลและสถานพยาบาลที่นำเทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้สามารถให้บริการประชาชนได้อย่างปลอดภัยและมีคุณภาพ

อีกทั้ง ที่ประชุมยังได้หารือเกี่ยวกับโครงการความร่วมมือเชิงวิชาการ (Technical Cooperation THA6045) ที่ได้รับความสนับสนุนจากทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency : IAEA) ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านรังสีวินิจฉัย เวชศาสตร์นิวเคลียร์ และรังสีรักษา เพื่อเพิ่มจำนวนผู้เชี่ยวชาญในสาขานี้ รองรับความต้องการของระบบสาธารณสุข และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนที่อาจต้องเดินทางไปรักษายังต่างประเทศหากขาดแคลนบุคลากรเฉพาะทางในประเทศอีกด้วย

รร.เทพมิตรศึกษา MOU ร่วมกับประเทศแคนาดา-สิงคโปร์ ยกระดับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษสู่มาตรฐานสากล

รร.เทพมิตรศึกษา MOU ร่วมกับประเทศแคนาดา-สิงคโปร์  ยกระดับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษสู่มาตรฐานสากล

รร.เทพมิตรศึกษา MOU ร่วมกับประเทศแคนาดา-สิงคโปร์ ยกระดับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษสู่มาตรฐานสากล

วันพุธ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โรงเรียนเทพมิตรศึกษา จ.สุราษฎร์ธานี ได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการกับพันธมิตรระดับนานาชาติ ประกอบด้วย กลุ่มโรงเรียนเสริมทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษอาภาพัฒนา (APILS), สถาบัน Rosedale International Education จากประเทศแคนาดา และสถาบัน St. Uriel Education จากประเทศสิงคโปร์ โดยความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษของนักเรียนไทยให้ทัดเทียมนานาชาติในงานแถลงข่าว ณ ห้องประชุมโรงเรียนเทพมิตรศึกษา มีแขกผู้มีเกียรติจากภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมมากมาย อาทิ นางสาวละมุญ จินกระวี รองศึกษาธิการจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายอาร์ม วงศ์อำไพพิสิฐ รองประธานหอการค้าจังหวัดสุราษฎร์ธานี Mr.Marcus Lim จากสถาบัน ST.Uriel Education อิสรีย์ รสาเพชรสุวรรณ จาก APILS Ms. Marilyn Mason จากสถาบัน Rosedale International Education,Canada Mr. Ravi Kumar จากสถาบัน Rosedale International Education, Canada Ms. Shannon Haldorson จากสถาบัน Rosedale International Education, Canada

นายชาญชัย ชื่นพระแสง ผู้อำนวยการโรงเรียนเทพมิตรศึกษา กล่าวเปิดงานโดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของภาษาอังกฤษในยุคปัจจุบันว่าเป็น “กุญแจสำคัญที่เปิดโอกาสทางการศึกษาและอาชีพให้กับเยาวชนไทย” พร้อมขอบคุณพันธมิตรที่ร่วมมือกันผลักดันโครงการนี้ให้เกิดขึ้น

บาทหลวงยุทธการ ยนปลัดยศ ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาสังฆมณฑลสุราษฎร์ธานี (ศสร.) และผู้แทนผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนเทพมิตรศึกษา กล่าวว่า การสร้างพื้นฐานทางภาษาอังกฤษที่แข็งแกร่งจะเป็นสะพานเชื่อมเยาวชนไทยสู่โอกาสใหม่ๆในระดับนานาชาติ ดังนั้น โรงเรียนเทพมิตรศึกษามีความมุ่งมั่นที่จะยกระดับทักษะภาษาอังกฤษให้กับเยาวชนและบุคลากรทางการศึกษา ไม่เพียงเฉพาะนักเรียนของโรงเรียนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงโรงเรียนอื่นๆ ในพื้นที่ภาคใต้ และประเทศเพื่อนบ้านที่สนใจและให้ความสำคัญกับการพัฒนาภาษาอังกฤษ เพื่อให้พร้อมแข่งขันและเติบโตในเวทีระดับสากลสามารถนำภาษาอังกฤษไปใช้ได้อย่างมั่นใจในชีวิตประจำวันและการทำงาน ศูนย์แห่งนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะนักเรียนของโรงเรียนเทพมิตรศึกษาเท่านั้น แต่เปิดกว้างสำหรับเยาวชนและประชาชนทั่วไปในจังหวัดสุราษฎร์ธานีที่ต้องการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ โดยศูนย์เทพอาภาได้เปิดทำการแล้วตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2567

อิสรีย์ รสาเพชรสุวรรณ จากศูนย์ APILS กล่าวว่า ศูนย์ APILS มีศูนย์การเรียนรู้กว่า 8 แห่งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล และได้ขยายไปยัง จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อให้เด็กในต่างจังหวัด
สามารถเข้าถึงหลักสูตรภาษาอังกฤษคุณภาพสูง เป้าหมายของ APILS คือการช่วยให้นักเรียนสอบผ่านการทดสอบภาษาอังกฤษต่างๆ เช่น TOEFL และ IELTS พร้อมพัฒนาทักษะการฟัง พูด อ่าน และเขียนอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยนักเรียนไทยก้าวข้าม “Threshold Concept” โดยเฉพาะเรื่องการใช้ Tense และการออกเสียงภาษาอังกฤษผ่านระบบ Phonics ซึ่งช่วยให้นักเรียนใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่วและมั่นใจ

ความร่วมมือกับสถาบัน St. Uriel Education ในการจัดตั้ง “ศูนย์พัฒนาทักษะการสอนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองสำหรับครู” จะเปิดโอกาสให้ครูในเขตพื้นที่ภาคใต้ที่ต้องการพัฒนาทักษะการสอนภาษาอังกฤษ สามารถเข้าร่วมอบรมและพัฒนาตนเองได้ ศูนย์แห่งนี้จะช่วยเสริมสร้างเทคนิคการสอนภาษาอังกฤษที่ทันสมัย และช่วยให้ครูสามารถนำความรู้ไปปรับใช้ในการสอนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อสร้างนักเรียนที่มีทักษะทางภาษาที่แข็งแกร่ง และสามารถแข่งขันในระดับสากลได้

Mr. Marcus Lim จากสถาบัน St. Uriel Education กล่าวว่า สถาบันของเขามุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพนักเรียนและครูไทยผ่านหลักสูตรการศึกษาที่ผสมผสานระหว่างหลักสูตรไทยและหลักสูตรนานาชาติ โดยเฉพาะหลักสูตร OSSD จากสถาบัน Rosedale International Education ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก

‘สพฐ.’เคาะวันสอบเข้า ม.1-ม.4 ใหม่!! เป็นวันที่ 5-6 เม.ย. พร้อมออกปฏิทินรับนักเรียน

'สพฐ.'เคาะวันสอบเข้า ม.1-ม.4 ใหม่!! เป็นวันที่ 5-6 เม.ย. พร้อมออกปฏิทินรับนักเรียน

‘สพฐ.’เคาะวันสอบเข้า ม.1-ม.4 ใหม่!! เป็นวันที่ 5-6 เม.ย. พร้อมออกปฏิทินรับนักเรียน

วันอังคาร ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2568, 22.05 น.

สพฐ. เคาะวันสอบเข้า ม.1 ม.4 ใหม่ เป็นวันที่ 5-6 เมษายน พร้อมออกปฏิทินรับนักเรียน เน้นยืดหยุ่นเข้ากับสถานการณ์

1 เมษายน 2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 จนส่งผลกระทบต่อหลายพื้นที่ในประเทศไทย และมีการเสนอแนวคิดในการกำหนดวันสอบคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อชั้น ม.1 และ ม.4 ใหม่ ในวันที่ 26-27 เมษายน 2568 นั้น 

ล่าสุดหลังจากได้รับข้อมูลการสำรวจความเสียหายของโรงเรียนในสังกัด พบว่าโรงเรียนส่วนใหญ่ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไม่ได้รับผลกระทบหรือเกิดความเสียหายเพียงเล็กน้อย มีความพร้อมที่จะจัดการสอบ อีกทั้งพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบันและเหตุผลด้านความปลอดภัยที่มีแนวโน้มดีขึ้นทุกวัน จึงมีมติเลื่อนวันสอบคัดเลือกนักเรียน ชั้น ม.1 และ ม.4 ทั่วประเทศ เป็นวันเสาร์ที่ 5 เมษายน และวันอาทิตย์ที่ 6 เมษายน 2568 ตามลำดับ ทั้งนี้ หากโรงเรียนใดยังไม่มีความพร้อมหรือยังไม่มีความปลอดภัยด้านอาคารสถานที่ ให้ผู้อำนวยการสถานศึกษาใช้ดุลพินิจเลื่อนออกไปก่อนได้ตามความเหมาะสม โดยให้คำนึงถึงความปลอดภัยของนักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา และผู้ปกครองเป็นสำคัญ พร้อมทั้งกำหนดปฏิทินการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2568 แจ้งไปยังโรงเรียนในสังกัดทั่วประเทศให้ทราบโดยทันที

สำหรับปฏิทินการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2568 กำหนดวันสอบคัดเลือกนักเรียนชั้น ม.1 เป็นวันที่ 5 เมษายน ประกาศผลภายในวันที่ 7 เมษายน รายงานตัวและมอบตัวภายในวันที่ 10 เมษายน ขณะที่วันสอบคัดเลือกนักเรียนชั้น ม.4 เป็นวันที่ 6 เมษายน ประกาศผลภายในวันที่ 8 เมษายน รายงานตัวและมอบตัวภายในวันที่ 10 เมษายน จากนั้นสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกแห่ง จะประกาศรายชื่อโรงเรียนที่ยังมีที่ว่างสามารถรับนักเรียนได้ ผ่านระบบออนไลน์ ภายในวันที่ 11 เมษายน โดยนักเรียนที่ไม่ผ่านการสอบคัดเลือกหรือยังไม่มีที่เรียน สามารถยื่นความจำนงขอให้จัดสรรที่เรียนได้โดยตรง ณ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกแห่ง หรือผ่านระบบออนไลน์ ในระหว่างวันที่ 17-22 เมษายน จากนั้นสำนักงานเขตพื้นที่ฯ จะประกาศผลการจัดสรรที่เรียนผ่านระบบออนไลน์ ภายในวันที่ 24 เมษายน และมอบตัวนักเรียน ณ โรงเรียนที่ได้รับการจัดสรร ภายในวันที่ 27 เมษายน 2568 โดยโรงเรียนสามารถเตรียมความพร้อม/ปรับพื้นฐานให้กับนักเรียนได้ตามแผนที่กำหนด และเปิดภาคเรียนที่ 1/2568 ในวันที่ 16 พฤษภาคม 2568 ต่อไป  

ส่วนข้อกังวลของผู้ปกครองในประเด็นต่างๆ นั้น สพฐ. ได้เตรียมแผนรองรับไว้เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ อาทิ ในด้านความปลอดภัย ให้โรงเรียนตรวจสอบความมั่นคง ความแข็งแรง และความปลอดภัยของอาคารที่ใช้จัดสอบ ไม่ใช้ห้องสอบในชั้นที่สูง ๆ และให้เตรียมการวางแผนอพยพ แผนเผชิญเหตุ กรณีเกิดเหตุภัยพิบัติต่างๆ ไว้ตามแนวทางที่ สพฐ. เคยแจ้งไว้ รวมทั้งประสานหน่วยงานข้างเคียง เช่น ฝ่ายปกครองในพื้นที่ หน่วยงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เพื่อช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที ส่วนการประกาศผลและรับรายงานตัวจะดำเนินการผ่านช่องทางที่หลากหลาย อาทิ ป้ายประกาศ/สถานที่ในโรงเรียน เว็บไซต์/เฟซบุ๊กของโรงเรียน และระบบออนไลน์ของโรงเรียน เป็นต้น เพื่อให้มีความหลากหลายและเข้าถึงได้อย่างสะดวก ในด้านความกังวลใจว่าจะจัดหาเครื่องแบบนักเรียนหรืออุปกรณ์การเรียนไม่ทันวันเปิดเทอมนั้น สพฐ. ได้เตรียมพร้อมให้ทางโรงเรียนจ่ายเงินค่าเครื่องแบบนักเรียน และค่าอุปกรณ์การเรียน ให้กับนักเรียนในวันมอบตัว เพื่อให้ผู้ปกครองเตรียมการได้ทันก่อนเปิดภาคเรียน 

“สพฐ. เข้าใจดีว่าการเลื่อนวันสอบคัดเลือกนักเรียนชั้น ม.1 และ ม.4 ส่งผลต่อการเตรียมตัวของนักเรียนและผู้ปกครอง และได้พิจารณาจากหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดผลกระทบกับนักเรียนและผู้ปกครองน้อยที่สุด ทั้งนี้ สพฐ. ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของนักเรียนต้องมาก่อนเป็นอันดับแรก ตามข้อสั่งการของพลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่มีความห่วงใยสวัสดิภาพของนักเรียนและผู้ปกครอง ครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งนับตั้งแต่เกิดเหตุแผ่นดินไหว ก็ได้เร่งตรวจสอบอาคารสนามสอบโดยทีมผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้มั่นใจว่าสถานที่สอบมีความปลอดภัยและเหมาะสมสำหรับการสอบ และหากในช่วงเปิดภาคเรียนเกิดเหตุแผ่นดินไหวหรือภัยพิบัติใดๆ ขึ้นอีก เราก็สามารถจัดการเรียนการสอนที่ยืดหยุ่นเข้ากับสถานการณ์ได้ จึงขอให้ผู้ปกครองคลายความกังวลใจได้ เราจะดูแลนักเรียนทุกคนอย่างดีที่สุด เพราะหัวใจของเรา คือ ความปลอดภัยของนักเรียน” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

นายกฯแพทองธาร เปิดงานวันข้าราชการพลเรือน 68 เชิดชูเกียรติข้าราชการดีเด่น

นายกฯแพทองธาร เปิดงานวันข้าราชการพลเรือน 68 เชิดชูเกียรติข้าราชการดีเด่น

นายกฯแพทองธาร เปิดงานวันข้าราชการพลเรือน 68 เชิดชูเกียรติข้าราชการดีเด่น

วันอังคาร ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2568, 19.27 น.

นายกฯ แพทองธาร เปิดงานวันข้าราชการพลเรือน 2568 – เชิดชูเกียรติข้าราชการดีเด่น

1 เมษายน 2568 ณ หอประชุมกรมประชาสัมพันธ์ – นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดงานวันข้าราชการพลเรือน ประจำปี 2568 พร้อมด้วย นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มอบเกียรติบัตร และเข็มเชิดชูเกียรติแก่ข้าราชการพลเรือนดีเด่นประจำปี 2567 จำนวน 624 ท่าน ซึ่งได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการจัดงานวันข้าราชการพลเรือน มีผลงานดีเด่นเป็นที่ประจักษ์ และเป็นแบบอย่างที่ดีในการครองตน ครองคน และครองงาน

นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้มอบสารแก่ข้าราชการพลเรือน โดยมีเนื้อหาส่วนหนึ่งดังนี้ “เนื่องในโอกาสวันข้าราชการพลเรือน วันที่ 1 เมษายน 2568 ดิฉันของความระลึกถึงและความปรารถนาดีมายังข้าราชการพลเรือนทุกท่าน และขอแสดงความยินดีแก่ผู้ที่ได้รับรางวัลข้าราชการพลเรือนดีเด่น ประจำปีพุทธศักราช 2567 ทุกคน ข้าราชการมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลโดยนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและเสริมสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้แก่พี่น้องประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ข้าราชการที่ดีจึงต้องเป็นผู้ที่มีความสง่างาม เพียบพร้อมไปด้วยความรู้ ความสามารถปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความชื่อสัตย์สุจริต โดยยึดมั่นในหลักคุณธรรมและจริยธรรมอันเป็นหัวใจสำคัญของการเป็นข้าราชการที่ดี เกียรติบัตรและเข็มเชิดชูเกียรติข้าราชการพลเรือนดีเด่นที่ท่านได้รับเป็นผลจากความวิริยอุตสาหะในการปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เกิดผลสัมฤทธิ์อันเป็นคุณประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนและประเทศชาติ ดิฉันขอให้ข้าราชการพลเรือนดีเด่นทุกคนรักษาคุณงามความดีและเกียรติภูมิอันสง่างามยิ่งที่ท่านได้รับในวันนี้ พร้อมทั้งดำรงตนเป็นแบบอย่างแห่งความดีให้ข้าราชการรุ่นหลังได้ดำเนินรอยตามสืบไป”

การจัดงานวันข้าราชการพลเรือนในปีนี้ จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “ข้าราชการโปร่งใส ใส่ใจเทคโนโลยี สืบสานความดี ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชน” โดยสำนักงาน ก.พ. ร่วมกับหน่วยงานเจ้าภาพ ได้แก่ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อเฉลิมฉลองวันข้าราชการพลเรือน ซึ่งตรงกับวันที่ 1 เมษายนของทุกปี เนื่องในโอกาสครบรอบการประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2472 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงมีพระราชประสงค์วางรากฐานการบริหารงานบุคคลให้เป็นระบบและโปร่งใสนอกจากจะเป็นการยกย่องข้าราชการพลเรือนดีเด่นแล้ว ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนเข้าใจบทบาทและหน้าที่ของข้าราชการในการให้บริการและเสียสละเพื่อส่วนรวม ส่งเสริมให้ข้าราชการตระหนักถึงเกียรติ หน้าที่ และคุณธรรมในการปฏิบัติงาน ตลอดจนเผยแพร่ผลงานใหม่ ๆ ของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการประชาชน เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและความเชื่อมั่นของประชาชนต่อข้าราชการพลเรือน

โดยรายชื่อผู้ที่ได้รับรางวัลข้าราชการพลเรือนดีเด่นประจำปีพุทธศักราช 2568 จำนวน 624 คน ได้แก่ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี 1.นางพรโสภิต ขวัญเมือง 2.นางสาวอัตภาวรรณ กลางสุพรรณ กรมประชาสัมพันธ์ 3.นายศุภพงษ์ เชาวน์แล่น 4.นายพิพัฒน์ อัฒพุธ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค 5.นายอนุพงษ์ เจริญเวช สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี 6.นางสาวพัชรินทร์ ฤทธิเกิด 7.นางสมพิศ ป้อมบุบผา สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี 8.นางสาวพิมพ์ชนก เพื่องฟู สำนักงบประมาณ 9.นางสาวณัฐวดี ม้าทอง 10.นางสาววีรวรรณ กุลัตถ์นาม สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ 11.นายผลิน กลิ่นขจร สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 12.นางสุกัญญา สุรวัฒนานันท์ 13.นางสาวพนิดา ไชยสวนดอก สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน 14.นางพิภาวิน ลี้สัมพันธ์ 15.นางสาวเกศสิริ ศิริงามเมือง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ 16.นายถิรพงศ์ ฤกษ์ขำสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 17.นางสาวสุจารี ผุดผาด 18.นายกิตติศักดิ์ โมทย์วารีศรี สำนักข่าวกรองแห่งชาติ 19.นางวรรณลักษณ์ สันติพันธุ์ 20.นางสาวสมจิตต์ สวัสดิ์ชัยพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน 21.นางสาววริสรา พึ่งทองหล่อ 22.นายธำรงค์ อัมพรรัตน์ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ 23.นายณภัค มาเมือง 24.นางจุติมา เปรมสมบัติ สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง 25.นายกฤช อัจฉริยาภิรมย์ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ 26.นายมูฮัมหมาด ยังหะสัน และสามารถดูรายชื่อข้าราชการพลเรือนดีเด่นประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๗ เพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/share/1HWGrtSq1n/ และ https://www.thaicivilserviceday.com

นอกจากนี้ยังมี กิจกรรมสาธารณประโยชน์ ที่จัดโดยสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเชิญชวนส่วนราชการระดับกระทรวงและจังหวัดจัดกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การบริจาคโลหิต การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ตลอดจน กิจกรรมสัปดาห์การให้บริการประชาชน ที่จัดโดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระหว่างวันที่ 1-30 เมษายน 2568 โดยมีกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ เช่น การขยายเวลาการให้บริการนอกเวลาราชการ (Onsite Service) การให้บริการออนไลน์ (Online Service) และการให้บริการรูปแบบอื่น ๆ เช่น คลินิกเวชศาสตร์วิถีชีวิต และรถโมบายตรวจสุขภาพจิตเคลื่อนที่ อีกด้วย

‘เพิ่มพูน’นำข้าราชการทำบุญครบรอบ 133 ปี กระทรวงศึกษาธิการ

'เพิ่มพูน'นำข้าราชการทำบุญครบรอบ 133 ปี กระทรวงศึกษาธิการ

‘เพิ่มพูน’นำข้าราชการทำบุญครบรอบ 133 ปี กระทรวงศึกษาธิการ

วันอังคาร ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2568, 18.30 น.

“เพิ่มพูน” นำข้าราชการทำบุญครบรอบ 133 ปี ศธ. เพื่อเป็นสิริมงคลและระลึกถึงผู้ทำคุณประโยชน์ พร้อมเดินหน้า “เรียนดี มีความสุข” สร้างคุณภาพ เสมอภาค ความสุข ความปลอดภัยให้ผู้เรียน

1 เมษายน 2568  กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จัดงานวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 133 ปี  โดยเวลา 07.09 น. พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรมว.ศธ.และโฆษก ศธ. ตลอดจนข้าราชการการเมือง ข้าราชการ และบุคลากร ศธ. ร่วมสักการะพระพุทธรูปประจำกระทรวงศึกษาธิการ “พระพุทธบารมีศักดิ์สิทธิ์ สยามิศรจักรีสัฏฐีอนุสรณ์ ศึกษาทรรังสรรค์” รวมทั้ง พระภูมิ หรือพ่อปู่ชัยมงคล และพระพุทธรูปประจำ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา พร้อมสักการะศาลปู่เจียม และประกอบพิธีพราหมณ์บวงสรวงพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 6

ต่อจากนั้น พล.ต.อ. เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. เป็นประธานพิธีทำบุญเพื่อเป็นสิริมงคล เนื่องในวันคล้ายวันสถาประนา กระทรวงศึกษาธิการ ครบรอบ 133 ปี มีพิธีบังสุกุลพระสงฆ์ 10 รูป อุทิศส่วนกุศลให้แก่ข้าราชการครู บุคลากรทางการศึกษา และผู้ทำคุณประโยชน์แก่กระทรวงศึกษาธิการ ที่ล่วงลับไปแล้ว โดยมี นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรมว.ศธ.และโฆษก ศธ. ตลอดจนข้าราชการกาาเมือง ครูอาวุโส ผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากร ศธ. เข้าร่วมพิธี ณ พิพิธภัณฑ์การศึกษาไทย กระทรวงศึกษาธิการ 

จากนั้น รมว.ศธ. พร้อมด้วย รมช.ศธ. คณะผู้บริหาร ครูอาวุโส ข้าราชการ บุคลากร ศธ. ร่วมพิธีตักบาตรพระสงฆ์และสามเณร จำนวน 134 รูป ณ บริเวณสนามหน้ากระทรวงศึกษาธิการ

และในเวลา 09.00 น. ที่หอประชุมคุรุสภา พล.ต.อ. เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีมอบเข็ม “เสมาคุณูปการ” และประกาศเกียรติคุณบัตรแก่ผู้ทำคุณประโยชน์ให้ ศธ. ประจำปี 2568 จำนวน 120 ราย พร้อมทั้งมอบรางวัลการประกวดบทความ “ความภาคภูมิใจในการเป็นบุคลากรกระทรวงศึกษาธิการ” ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ให้บุคลากรทั่วประเทศ มีส่วนร่วมกับการจัดงาน

รมว.ศธ. กล่าวว่า ในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการ ครบรอบ 133 ปี วันที่ 1 เมษายน 2568 นับเป็นวันสำคัญที่ทุกคนได้ร่วมทำบุญเพื่อเป็นสิริมงคลและเพื่ออุทิศบุญกุศลให้ครู บุคลากรทางการศึกษา และผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่กระทรวงศึกษาธิการที่ล่วงลับไปแล้วและเพื่อระลึกถึงคุณค่าของการศึกษา ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาคนและประเทศชาติ ให้เกิดการเติบโต เจริญก้าวหน้าในทุกด้าน ด้วยการพัฒนาความรู้และความสามารถของประชาชน ซึ่งหลักการสำคัญในการจัดการศึกษาตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” คือ จัดการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ และการศึกษาเพื่อความมั่นคงของชีวิต ซึ่งงานในวันนี้ก็มีการถ่ายทอดไปทั้ง 77 จังหวัด และมีพิธีพร้อมกัน

วันนี้ก็ถือเป็นวันเริ่มต้นที่ดี และในวันนี้ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็ได้มอบสาร ในโอกาสวันตล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการ ครบรอบ 133  ปี มาให้ และในวันนี้ตนก็ได้มีโอกาสพบปะพูดคุยพูดคุยกับผู้ที่มาร่วมงานที่คุรุสภาและผ่านการประชุมทางไกลได้มีโอกาสขอบคุณที่ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมาที่ได้ทำงานร่วมกัน ตนเชื่อว่ามีความเจริญก้าวหน้าทางการศึกษา ซึ่งในขบวนการตรงนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรามีลมใต้ปี มีภาค ภาคเอก ที่ช่วยกันพัฒนาการศึกษา และวันนี้ก็ได้มีโอกาสมอบรางวัลเชิดชูเกียรติให้กับผู้ที่ร่วมทำงาน และมอบรางวัลให้กับข้าราชการ และบุคลากรทางการศึกษาในสังกัด ศธ. และมอบรางวัลประกวดบทความ ในวันนี้นอกจากมอบรางวัลแล้วตนก็ได้เชิญชวนทุกคนไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ ครู บุคลากรทางการศึกษา และภาคประชาชนมาร่วมกันปฏิวัติการศึกษาแก้ไขประเทศร่วมกัน ทำอย่างไร ในปีหน้าเราจะต้องทำให้ดียิ่งขึ้นมากกว่าปีนี้ และปีต่อไปจะต้องทำให้ การศึกษา ดีขึ้นเรื่อยเรื่อยๆ 

“ณ วันนี้เราต้องยอมรับว่าการศึกษาของเราอาจจะยังไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร แต่ผมเชื่อว่าตลอดระยะเวลาที่ผมมาดำรงตำแหน่งรมว.ศึกษาธิการ ก็ได้รับความร่วมมือจากทุกคนเป็นอย่างดี จึงมีความก้าวหน้า มีความเปลี่ยนแปลง แต่มิติของการศึกษาผลที่จะเห็นจริงๆอาจจะช้านิดหนึ่ง และในปลายปี 68 นี้ก็จะเห็นผลการประเมินพิซซ่า ของเราว่าเป็นอย่างไร ซึ่งจากผลการทดสอบโอเน็ต ปีนี้น้องๆก็ให้ความสนใจเข้าสอบโอเน็ตเป็นจำนวนมาก และผลการทดสอบก็ถือว่าดี และเราได้เห็นมิติของการศึกษาว่าน้องๆแต่ละคนอ่อนวิชาอะไร และเราจะต้องเติมวิชาอะไร ในแต่ละโรงเรียนที่น้องๆเรียน มีจุดไหนที่เราจะต้องไปเติมเต็ม  และจุดไหนที่เราจะพัฒนาคุณภาพคุณครู หรือพัฒนาสถานศึกษานั้นให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น 

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ รัฐบาลได้วางกรอบการพัฒนาการศึกษาทุกระดับ เริ่มตั้งแต่ระดับปฐมวัยให้มีคุณภาพมาตรฐาน มีการส่งเสริมทักษะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เน้นการพัฒนาความคิดวิเคราะห์และเหตุผล พร้อมทั้งนำใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อสนับสนุนการศึกษา และการฝึกอบรมทักษะที่ใช้ประโยชน์ในชีวิตจริง เพื่อสร้างอาชีพและรายได้ให้แก่ประชาชน

นอกจากนี้ ในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ เทคโนโลยีดิจิทัล และสิ่งแวดล้อม การพัฒนาคนในทุกช่วงวัยให้มีความ “ฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ” เป็นสิ่งท้าทายสำคัญของ ศธ. ซึ่งการพัฒนาระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์ศักยภาพของผู้เรียน ถือเป็นแนวทางสำคัญในการสร้างโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงการศึกษา และการฝึกอบรมอย่างเท่าเทียม ผู้เรียนสามารถเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา (Anywhere Anytime) การจัดให้มีโรงเรียนคุณภาพการสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษา และการพัฒนาระบบแนะแนวการเรียนและเป้าหมายชีวิต เป็นแนวทางที่จะช่วยขับเคลื่อนนโยบายการศึกษา

ที่สำคัญการพัฒนาการศึกษาของประเทศให้มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล จำเป็นต้องมี “เครือข่ายการศึกษา” ที่แข็งแกร่ง ที่สามารถผลิตกำลังคนที่มีคุณภาพ และตอบโจทย์การพัฒนาประเทศได้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ต้องร่วมมือกันอย่างเต็มที่ ขอบคุณผู้ที่ทำคุณประโยชน์ให้แก่กระทรวงศึกษาธิการทุกท่าน ซึ่งทุกคนถือเป็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม ของการร่วมมือในการผลักดันนโยบายการศึกษาร่วมกัน ภายใต้แนวคิด “จับมือไว้ แล้วไปด้วยกัน” เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาของประเทศให้สามารถแข่งขันในระดับสากล

“การศึกษาไทยเดินทางมายาวนานถึง 133 ปี และยังคงต้องก้าวต่อไป พร้อมเผชิญกับความท้าทายที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและในอนาคต เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับการศึกษาไทย เพื่อสร้างคนไทยที่มีความรู้และมีคุณภาพการร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชนและประชาชน จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาการศึกษาไทยให้เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง ศธ.จะเดินหน้าพัฒนาการศึกษา ร่วมใจในการปฏิวัติการศึกษา แก้ปัญหาประเทศ เพื่อสร้างคุณภาพ สร้างอนาคต สร้างสิ่งที่ดีให้กับคนไทยทุกคนและประเทศชาติสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก”รมว.ศธ. กล่าว

ด้านนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัด ศธ. กล่าวว่า ศธ. ได้สถาปนาขึ้นเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2435 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) โดยมีชื่อเดิมว่า “กระทรวงธรรมการ” มีหน้าที่ในการจัดการพระศาสนา การศึกษาการพยาบาล และพิพิธภัณฑ์ ตลอดระยะเวลากว่า 133 ปี ศธ.ได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนถึงยุคปัจจุบันที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการศึกษายุค Digital Transformation ยังคงทำหน้าที่สำคัญในการส่งเสริมและกำกับดูแลการศึกษา ถ่ายทอดความรู้ พัฒนาจิตใจ และสติปัญญาของผู้เรียนในทุกระดับ ทุกประเภท ทั้งนี้ เพื่อสร้างบุคคลที่มีคุณภาพและสามารถเติบโตได้อย่างสมบูรณ์ในทุกด้าน ทั้งทางวิชาการและชีวิต ควบคู่ไปกับการนำเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้ในการจัดการศึกษา เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา (Anywhere Anytime) 

การจัดงานในวันนี้ นอกจากจะเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันล้ำลึกของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระราชทานพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯสถาปนากระทรวงศึกษาธิการขึ้นแล้วยังเป็นโอกาสที่ทุกคนได้ร่วมกันรำลึกถึงผู้ทำคุณประโยชน์ต่อกระทรวงศึกษาธิการที่ได้อุทิศตนในการพัฒนาการศึกษาของชาติ และผู้ที่ได้ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งเป็นผู้ที่เคยทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจให้กับภารกิจนี้ ทั้งนี้ ยังเป็นการเชิดชูเกียรติแก่ผู้ทำคุณประโยชน์ประจำปี 2568 ที่ยังคงมีส่วนสำคัญในการพัฒนาการศึกษาไทยให้แข็งแกร่งและก้าวไกลสู่อนาคตที่ยั่งยืนและเต็มไปด้วยความเจริญรุ่งเรือง

สำหรับการจัดงานวันคล้ายวันสถาปนาฯ ส่วนกลาง ได้มีกิจกรรมรับบริจาคโลหิต ภายใต้โครงการ “ไทยจีนเลือดเดียวกัน” ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งได้เริ่ม Kick off ไปเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ณ สภากาชาดไทย โดยตั้งเป้าหมายในการบริจาคโลหิตให้ได้ปริมาณรวม 5 ล้านซีซี ภายในสิ้นปีนี้ สำหรับในส่วนภูมิภาค ได้จัดกิจกรรมวันครอบรอบคู่ขนานกัน ณ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดต่าง ๆทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนในทุกพื้นที่มีส่วนร่วมในโครงการอันทรงคุณค่านี้ ทั้งยังเป็นการส่งเสริมการทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์และสร้างความสามัคคีในการทำงานเป็นทีมกระทรวงศึกษาธิการ “MOE One Team” อีกด้วย

และภายหลังพิธีการจัดงาน รมว.ศธ.และคณะ ร่วมกิจกรรม Big Cleaning Day ของหน่วยงานต่าง ๆ ในสังกัด/ในกำกับ เริ่มจากสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา (คส.), สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.), สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.), กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.), สำนักงานปลัดกระทรวง (สป.), สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เป็นอันเสร็จสิ้นการจัดงานวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการ 133 ปี
 

ศึกษาธิการจังหวัดนครนายก-จัดงานวันคล้ายวันสถาปนา-กระทรวงศึกษาครบรอบ133ปี

ศึกษาธิการจังหวัดนครนายก-จัดงานวันคล้ายวันสถาปนา-กระทรวงศึกษาครบรอบ133ปี

ศึกษาธิการจังหวัดนครนายก-จัดงานวันคล้ายวันสถาปนา-กระทรวงศึกษาครบรอบ133ปี

วันอังคาร ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.25 น.

ศึกษาธิการจังหวัดนครนายก-จัดงานวันคล้ายวันสถาปนา-กระทรวงศึกษาครบรอบ133ปี

วันที่ 1 เมษายน 2568 ที่ลานโดมอเนกประสงค์ โรงเรียนนครนายกวิทยาคม อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก นายธนวัฒน์ ปิ่นแก้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก เป็นประธานในงานวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาครบรอบ 133 ปี โดยมีนายวินัย ยงเขตการณ์ ศึกษาธิการจังหวัดนครนายก ได้กล่าวรายงาน พร้อมมีหน่วยงานราชการ ข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษาได้เข้าร่วมในพิธีฯ ภายในงานได้จัดให้มีพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทาน และเจริญพระพุทธมนต์ แด่ผู้ทำคุณประโยชน์ต่อกระทรวงศึกษาที่ล่วงลับไปแล้ว ในวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการครบรอบ 133 ปี พร้อมชมการถ่ายทอดกิจกรรมของส่วนกลางผ่าน facebook tive ศธ 360 องศา และเชิญประธานในพิธีมอบโล่เกียรติบัตรและรางวัลแด่บุคลากรที่มีผลงานดีเด่น

ด้วยสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดพิธีวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษา เป็นประจำทุกปี เพื่อรำลึกถึงคุณูปการของบุคลที่ได้อุทิศตนเพื่อพัฒนาการศึกษาไทย รวมถึงการสร้างความตระหนักถึงบทบาทและภารกิจของกระทรวงศึกษาธิการในปีจจุบันและอนาคต เพื่อมุ่งเน้นให้เกิดการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนสังคม ตลอดจนเสริมสร้างจิตสำนึกด้านคุณธรรมและการให้ผ่านกิจกรรมด้านสังคมได้อีกด้วย ///-026

‘สอวช.’จับมือ‘คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ-ภาคเอกชน ลุยปั้นครีเอเตอร์

‘สอวช.’จับมือ‘คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ-ภาคเอกชน ลุยปั้นครีเอเตอร์

‘สอวช.’จับมือ‘คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ-ภาคเอกชน ลุยปั้นครีเอเตอร์

วันอังคาร ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.29 น.

‘สอวช.’จับมือ‘คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ’ และภาคเอกชน เปิดตัว Thai Creator for Real Business Workshop ปั้นครีเอเตอร์ไทยสู่ผู้ประกอบการ เสริมเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนเปิดรับเพียง 120 คน สมัครฟรีได้แล้ววันนี้       

31 มีนาคม 2568 สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บริษัท เทลสกอร์ จำกัด และบริษัท เดอะ ซีโร่ พับบลิชชิ่ง จำกัด จัดงานเสวนา “Future of Creator Economy: การขับเคลื่อนนโยบายและเปิดโครงการ Thai Creator for Real Business Workshop” เพื่อเปิดตัวโครงการวิจัยและพัฒนาแนวนโยบายด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) และกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจครีเอเตอร์ของไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อผลักดันเศรษฐกิจครีเอเตอร์ให้เติบโตอย่างเป็นระบบผ่านการออกแบบนโยบาย พัฒนาทักษะและสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการประกอบอาชีพของครีเอเตอร์อย่างยั่งยืน จัดขึ้น ณ โรงแรมปทุมวันปริ้นเซส

ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า สอวช. ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมอุตสาหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ในฐานะซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศ ผ่านการนำภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ การลงทุน การจ้างงานตลอดห่วงโซ่คุณค่า และในปัจจุบันเศรษฐกิจครีเอเตอร์ (Creator Economy) นอกจากจะเป็นกลไกสำคัญที่จะยกระดับศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์ของคนไทยแล้ว ยังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อจีดีพีและการจ้างงาน จากผลสำรวจพบว่าธุรกิจคอนเทนต์สร้างรายได้ให้คนไทย เกือบ 9 ล้านคน ทั้งในอาชีพหลักและอาชีพเสริม สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 45,000 ล้านบาท ด้วยการเติบโตของแพลตฟอร์มดิจิทัลและเทคโนโลยีใหม่ ๆ ทำให้ผู้สร้างคอนเทนต์กลายเป็นแรงงานสำคัญที่สามารถสร้างรายได้ผ่านการผลิตเนื้อหาในรูปแบบต่าง ๆ เปิดโอกาสทางอาชีพใหม่ ๆ ที่มีการทำงานในรูปแบบที่หลากหลายและยืดหยุ่นมากขึ้น สอดคล้องกับวิถีชีวิตสมัยใหม่ 

ผศ.ดร.สกุลศรี ศรีสารคาม รองคณบดี (ด้านวิชาการ) คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ หัวหน้าโครงการฯ  กล่าวว่า เศรษฐกิจครีเอเตอร์ไม่ใช่แค่การผลิตคอนเทนต์หรือการหารายได้ของครีเอเตอร์ระดับปัจเจก แต่เป็นระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ต้องการการออกแบบเชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่กระบวนการเริ่มต้นของการพัฒนาเนื้อหา ไปจนถึงปลายน้ำของการสร้างรายได้ และทรัพย์สินทางปัญญา เราจึงออกแบบโครงการนี้ให้ศึกษาทั้งห่วงโซ่คุณค่า และ ระบบนิเวศที่เกี่ยวข้อง เพื่อระบุช่องว่างเชิงนโยบายและหาแนวทางสนับสนุนที่เหมาะสมกับบริบทไทย การวิจัยเชิงระบบจะดำเนินงานควบคู่กับการพัฒนาทักษะผู้ประกอบการ เป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้ครีเอเตอร์ไทยไม่เพียงเติบโตในฐานะผู้ผลิตเนื้อหา แต่สามารถสร้างธุรกิจ สร้างอาชีพ และมีบทบาทในเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศมีระบบเศรษฐกิจที่หลากหลาย และขับเคลื่อนด้วยศักยภาพของครีเอเตอร์ นักสร้างสรรค์อย่างแท้จริง

ด้าน รศ.วงกต วงศ์อภัย รองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวในเวทีเสวนาว่า ปัจจุบันคนส่วนใหญ่จะเสพสื่อสังคมออนไลน์ที่เป็นด้านศิลปะ (Art) มากกว่าวิทยาศาสตร์ (Science) เนื่องจากเข้าถึงง่ายและอยู่ในชีวิตประจำวัน แต่คอนเทนต์ด้านวิทยาศาสตร์ก็มีความสำคัญและเป็นเรื่องที่ท้าทาย เช่น การให้ความรู้หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว ซึ่งสะท้อนโอกาสในการผสมผสานศิลปะและวิทยาศาสตร์เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างคอนเทนต์ที่ให้ทั้งความรู้ ประโยชน์ทางธุรกิจ และอยู่ในกรอบจริยธรรมที่เหมาะสม นอกจากนี้ การดูแล Creator Economy ต้องมองทั้ง “ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง” ตั้งแต่การจัดการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัย ทีมหลังบ้านมืออาชีพ กรอบการวิจัยที่ชัดเจน ไปจนถึงการวางกรอบคุณธรรมจริยธรรมของการผลิตคอนเทนต์

สอดคล้องกับ นายวรพจน์ ประสานพานิช ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนากลางและขนาดย่อม  (สสว.) กล่าวว่า สสว. มีบทบาทในการวางระบบกลาง ลดต้นทุน และเสริมสร้างความมั่นคงให้อาชีพใหม่อย่างครีเอเตอร์ ซึ่งเป็นอาชีพที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง โดย สสว.พิจารณาให้การส่งเสริม โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของผู้ประกอบการและประชาชนเป็นหลัก จึงพยายามปูพื้นฐานผู้ประกอบการทุกคนเพื่อให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืน

ขณะที่ นางสาวสุวิตา จรัญวงศ์ ประธานกรรมการบริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง Tellscore กล่าวว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราได้เห็นบทบาทของครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์ขยายตัวจากผู้ผลิตคอนเทนต์บนโลกออนไลน์สู่การเป็นผู้ประกอบการสื่อ เป็นกลไกสำคัญทางเศรษฐกิจ และแรงขับเคลื่อนสำคัญของแบรนด์ สังคม และวัฒนธรรม เราเชื่อว่า “คอนเทนต์ครีเอเตอร์” ไม่ได้เป็นเพียงอาชีพทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็น “Creative Workforce” ที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล หากได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นระบบ และยังเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่จำนวนมากได้ใช้ความสามารถเฉพาะตัวในการพัฒนาธุรกิจ สร้างรายได้ และเติบโตอย่างยั่งยืน

นายขจร เจียรนัยพานิชย์ กรรมการผู้จัดการ The Zero Publishing กล่าวเสริมว่า จากการเติบโตที่ก้าวกระโดดและการผลักดันวงการครีเอเตอร์ไทยอย่างต่อเนื่องของ RAiNMaker พบว่าสิ่งที่สำคัญในช่วงเวลานี้ คือการรวมกลุ่มเพื่อกำหนดแนวทาง ผลักดันนโยบาย รวมถึงการมีส่วนร่วมกับทุกภาคส่วนให้มากขึ้น เพื่อให้วงการครีเอเตอร์ไทยได้มีระบบนิเวศที่แข็งแรง ไม่แพ้วงการอื่น ๆ

นางสาวรษิกา พาณีวงศ์ เจ้าของช่อง “Soft Raziqaa” กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นครีเอเตอร์ที่ยืนระยะได้อย่างยาวนาน และทำเป็นธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง มองว่า ครีเอเตอร์ ต้องมีทักษะในการปรับตัว มีวินัย มีความกล้าลองผิดลองถูก และมีความยืดหยุ่นสูง เพราะทุกการทดลองอาจจะสำเร็จหรือล้มเหลว นอกจากนี้ การมีทักษะการเป็นผู้ประกอบการสำคัญมาก เพราะหากทำงานแค่ในฐานะคนสร้างคอนเทนต์ เราอาจจะทนเจ็บได้ไม่มากเท่ากับทักษะของการเป็นผู้ประกอบการ ที่สามารถเข้าใจได้ว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ และจะหาแผนเดินหน้าต่อไปได้อย่างไร

ทั้งนี้ ผศ.ดร.สกุลศรี กล่าวเสริมในตอนท้ายว่า กิจกรรมอบรมนี้จะจัดขึ้นใน 3 จังหวัด ได้แก่ ขอนแก่น (31 พฤษภาคม – 1 มิถุนายน 2568) พิษณุโลก (7 – 8 มิถุนายน 2568) และกรุงเทพมหานคร (14 – 15 มิถุนายน 2568) โดยเปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมเพียง 120 คน ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม – 30 เมษายน 2568 โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย  

ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมได้ที่: https://forms.gle/YH516aSmF3PkFAS56

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

● RAiNMaker: facebook.com/rainmakerth

● Tellscore: facebook.com/Tellscore

● คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ: facebook.com/commartschulaofficial