ม.กรุงเทพมอบทุน ‘Super Tech Talent’ ให้เด็กสายสร้างสรรค์ร่วมขับเคลื่อนวงการ IT

ม.กรุงเทพมอบทุน ‘Super Tech Talent’ ให้เด็กสายสร้างสรรค์ร่วมขับเคลื่อนวงการ IT

ม.กรุงเทพมอบทุน ‘Super Tech Talent’ ให้เด็กสายสร้างสรรค์ร่วมขับเคลื่อนวงการ IT

วันอังคาร ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มอบทุนSuper Tech Talent และทุน Tech Talent พร้อมที่พักฟรี ระยะเวลา 1 ปี ณ DoBeDo Student Residence ให้กับนักเรียนที่จบชั้นมัธยมตอนปลาย (ม.6) ที่มีความสนใจสายเทคโนโลยีและมีไอเดียสร้างสรรค์นำเสนอผลงานสุดล้ำ มหาวิทยาลัยกรุงเทพเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนากำลังคนในสายเทคโนโลยีถือเป็นทรัพยากรที่มีความต้องการสูงในตลาดแรงงานของประเทศไทยอย่างมาก สำหรับผู้ที่ได้รับทุนจะได้เรียนในคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรม และคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

โดยทุน Super Tech Talent เป็นทุนที่มอบให้กับเด็กสายเทคฯ ตัวจริงชอบลงมือทำ หรือมีโปรเจกท์ไอทีสุดเจ๋งที่พร้อมโชว์ของ สนใจเทคโนโลยีใหม่ และมี Passion ชัดเจน โดยเป็นทุน 100% ค่าหน่วยกิต พร้อมได้รับค่าใช้จ่ายรายเดือน เดือนละ 12,000 บาท และทาง Zipcode Developer มอบทุน BU Residence 100% ที่พักฟรี ระยะเวลา1 ปี ณ DoBeDo Student Residence และทุน Tech Talent เป็นทุนที่มอบให้กับเด็กเทคโนโลยี มีไอเดีย มีโปรเจกท์ หรือเคยเข้าร่วมโครงการพัฒนาทักษะ Portfolio คิดเป็น วิเคราะห์เก่ง และพร้อมปรับตัวกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เป็นทุน 100% ค่าหน่วยกิต และทาง Zipcode Developer มอบทุน BU Residence 100% ที่พักฟรี ระยะเวลา 1 ปี ณ DoBeDo Student Residence

อาจารย์ธนัท กิจเจริญ ที่ปรึกษาอธิการบดีด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ม.กรุงเทพ กล่าวว่า “เด็กๆ ทุกคนมีความชอบในสายเทคโนโลยีและทุกคนแสดงศักยภาพให้เห็นถึงความชอบที่มีและม.กรุงเทพสามารถต่อยอดเรื่องวิชาการ พาร์ทเนอร์ให้กับพวกเขาขอให้ใช้เวลาให้คุ้มค่าและเต็มที่สนุกกับสิ่งที่ตั้งใจไว้ได้สร้างชื่อให้ตนเองและมหาวิทยาลัย ทุนนี้เราต้องการตอบโจทย์ความต้องการของตลาดอุตสาหกรรมที่ต้องการนักศึกษาที่จบแล้วทำงานได้จริง และผมเล็งเห็นถึงที่เด็กกลุ่มนี้มี Passion บวก ความคิดสร้างสรรค์พวกเขาสามารถเลือกในสิ่งที่สนใจนำมาต่อยอดตลอด 4 ปีที่ในรั้วม.กรุงเทพขอให้ปล่อยของเต็มที่”

ผศ.ดร.ลักคณา วรศิลป์ชัย รองอธิการบดีสายพัฒนาธุรกิจ ม.กรุงเทพ กล่าวว่า “ขอแสดงความยินดีกับนักศึกษาทั้ง 13 คนที่ได้รับทุน Super Tech และ Tech Talent โครงการที่เฟ้นหานักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่มีความสามารถและความสนใจในเรื่องของ Technology โดยได้รับความสนใจจากนักเรียนจากทั่วประเทศกว่า 400 คน ตลอด 4 ปีที่ได้รับทุนขอให้ได้นำความรู้มาต่อยอดกับความชอบที่สนใจ และเรียนรู้ด้วยความสนุก”

ด้าน นายสรรพโชติ สวัสดิ์เรืองไพศาล ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจบริษัท ซิปโคด จำกัด ผู้มอบทุน BU Residence 100% ที่พัก DoBeDo กล่าวว่า โครงการนี้เป็นความร่วมมือที่ทางเรามีที่พักที่คุณภาพดีมี Community ที่พร้อมในที่พัก DoBeDo ได้ตอบโจทย์ Passion และ Creativity ของนักศึกษาที่มาใช้พื้นที่เป็นตัวช่วยส่งเสริมทุกเรื่องให้ประสบความสำเร็จ

และเด็กๆ 2 ตัวแทนผู้ได้รับทุน Super Tech บุ๊ง – ปณิธิพงศ์ ชูประเสริฐโชค นักศึกษาคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรม สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ มุ่งเน้นในด้านวิทยาการข้อมูลและความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ กล่าวด้วยความภูมิใจว่า “ทุนที่ได้รับในครั้งนี้ไม่เพียงแค่เป็นการสนับสนุนทางการเงินสำหรับการศึกษาของผมเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสให้ผมสามารถมุ่งมั่นในการเรียนรู้และพัฒนาโดยไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับค่าใช้จ่าย ผมสามารถใช้เวลาที่มีไปพัฒนาผลงานที่มีคุณค่าและต่อยอดในอนาคตได้อย่างเต็มที่ครับ” และผู้ได้รับทุน Tech Talent ลุฟ – อธิปภูวัส เรืองสา นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และหุ่นยนต์ กล่าวว่า “การได้รับทุนในครั้งนี้เปิดโอกาสให้ผมได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และต่อยอดความรู้เพื่อพัฒนาผลงานในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ซึ่งไม่เพียงแค่ให้ความรู้ในห้องเรียน แต่ยังส่งเสริมให้เรามีโอกาสแสดงความสามารถและความสนใจในด้านต่างๆ นอกห้องเรียนอย่างเต็มที่”

เดินหน้าปรับสถานะสำนักใน สพฐ. ลดซ้ำซ้อน รับการเปลี่ยนแปลง

เดินหน้าปรับสถานะสำนักใน สพฐ. ลดซ้ำซ้อน รับการเปลี่ยนแปลง

เดินหน้าปรับสถานะสำนักใน สพฐ. ลดซ้ำซ้อน รับการเปลี่ยนแปลง

วันอังคาร ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานในการประชุมผู้บริหาร สพฐ. โดยนำข้อสั่งการของพลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) แจ้งต่อที่ประชุม เพื่อให้ผู้บริหารและบุคลากรดำเนินการขับเคลื่อนอย่างเร่งด่วน และติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานที่ได้สั่งการไปแล้ว โดยมีผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ. ได้แก่ นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการ กพฐ., นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ., นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ., นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อยผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ., รวมถึงผู้อำนวยการเขตตรวจราชการผู้อำนวยการสำนักต่างๆ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบ Zoom meeting

ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า ที่ประชุมได้หารือประเด็นต่างๆ ที่สำคัญ เรื่องแรกคือ สพฐ.ได้จัดทำ TOR ในโครงการส่งเสริมการเรียนรู้ทุกที่ทุกเวลา โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นฐาน ซึ่งเป็นโครงการสำคัญตาม พ.ร.บ.งบประมาณฯปี 2568 เสร็จสิ้นแล้ว โดยโครงการนี้จะมีการพัฒนาระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น จัดหาซอฟต์แวร์สำเร็จรูปสำหรับการรักษาความปลอดภัยข้อมูล การเชื่อมโยงฐานข้อมูลและการบริหารจัดการระบบ การจัดทำนวัตกรรมสื่อการเรียนรู้ในรูปแบบดิจิทัลคอนเทนต์ มีการเช่าใช้ระบบคลาวด์สำหรับแพลตฟอร์มด้านการศึกษา รวมถึงการจัดหาอุปกรณ์การเรียนการสอน เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการเรียนรู้ทุกที่ทุกเวลา ให้นักเรียนทุกคนมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเรียนรู้และเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัย ยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนรู้ และลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ซึ่งโครงการดังกล่าวต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมากในการดำเนินการจัดทำ เนื่องจากเป็นโครงการที่มีงบประมาณสูงกว่า 14,000 ล้านบาท จึงต้องทำงานด้วยความรอบคอบ เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้เรียนและทางราชการ

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมได้หารือเรื่อง การรับนักเรียน ปีการศึกษา 2568 ขณะนี้อยู่ในระหว่างการสอบคัดเลือกนักเรียน ชั้น ม.1 และ ม.4 ประเภทห้องเรียนปกติ ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 29 และ 30 มีนาคม 2568 นี้ ตามลำดับ เมื่อประกาศผลสอบแล้วนักเรียนคนไหนยังไม่มีที่เรียน สามารถติดต่อไปยัง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาได้ทุกแห่ง ซึ่งมีศูนย์ประสานงานการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2568 เพื่อช่วยเหลือ ประสานงานให้ข้อเสนอแนะแก่นักเรียนและผู้ปกครอง รวมทั้งจัดหาที่เรียนให้แก่นักเรียนทุกคน ยืนยันว่ายังมีโรงเรียนที่มีที่นั่งรองรับนักเรียนได้ทุกคน ขอให้พ่อแม่ผู้ปกครอง มั่นใจว่าในวันที่ 16 พ.ค.นี้ นักเรียนทุกคนจะต้องมีที่เรียนแน่นอน ส่วนนักเรียนที่ไม่สามารถเข้าเรียนที่โรงเรียนได้ จะมีการนำการเรียนไปให้ เช่น ที่บ้าน โรงพยาบาล ฯลฯ ตามนโยบาย OBEC Zero Drop Out “พาน้องกลับมาเรียนนำการเรียนไปให้น้อง”

“อีกเรื่องที่สำคัญ คือ การปรับสถานะสำนักหลักภายใน สพฐ. ให้เป็นไปตามกฎกระทรวงฯที่กำหนด ซึ่งตอนนี้ สพฐ. มีสำนักหลักอยู่ 24 สำนัก ก็จะมีการปรับสถานะในเร็ว ๆ นี้ เพื่อตอบสนองนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ของ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ. และนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำ ศธ. ในเรื่องการลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งการปรับสถานะในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดความซ้ำซ้อนของงาน มีการจัดสรรทรัพยากรและงบประมาณได้อย่างเหมาะสม เกิดความเชื่อมโยง ความต่อเนื่อง และความสอดคล้องกันของงาน รวมถึงเตรียมความพร้อมสำหรับกฎหมายใหม่ และการเข้าสู่องค์กรคุณภาพ รองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต โดยไม่กระทบกับบุคลากรในสำนักแต่อย่างใด” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

‘สอศ.’ ปั้นผู้อำนวยการอาชีวะยุคใหม่! เสริมภาวะผู้นำ-วิสัยทัศน์ ทันโลกการศึกษา

‘สอศ.’ ปั้นผู้อำนวยการอาชีวะยุคใหม่! เสริมภาวะผู้นำ-วิสัยทัศน์ ทันโลกการศึกษา

‘สอศ.’ ปั้นผู้อำนวยการอาชีวะยุคใหม่! เสริมภาวะผู้นำ-วิสัยทัศน์ ทันโลกการศึกษา

วันอังคาร ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นประธานเปิดโครงการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัด สอศ. และบรรยายพิเศษ “Growth Mindset : แนวคิดเชิงบวกและการเติบโตขององค์กร” โดยนางธิติมา โรจน์วัชราภิบาล ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาสมรรถนะครูและบุคลากรอาชีวศึกษา กล่าวรายงาน โดยมีผู้บริหารสถานศึกษา ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 4100 อาคารอเนกประสงค์ สถาบันพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา อ.สามพราน จ.นครปฐม

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ. เปิดเผยว่า เพื่อให้สถานศึกษาสามารถผลิตกำลังคนที่มีคุณภาพ รองรับการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศ สอศ.ได้กำหนดจัดให้มีโครงการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัด สอศ. เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับบุคลากรที่ผ่านการคัดเลือก จำนวน 33 คน โดยมีเป้าหมายหลักในการพัฒนา อุดมการณ์ วิสัยทัศน์ ความเป็นผู้นำ และจรรยาบรรณวิชาชีพของผู้อำนวยการสถานศึกษา รวมถึงเสริมสร้างองค์ความรู้และทักษะที่จำเป็น เจตคติที่ดี คุณธรรม จริยธรรม ที่เหมาะสมในการบริหารงาน เกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และความก้าวหน้าแก่ราชการ

“ผู้อำนวยการสถานศึกษารุ่นใหม่ ต้องมีความรู้ความสามารถในการบริหารงานอย่างมืออาชีพ พร้อมขับเคลื่อนการศึกษาอาชีวศึกษาให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ยั่งยืน จึงมั่นใจได้ว่าโครงการนี้ได้พัฒนาหลักสูตรสร้างการเรียนรู้ ความเข้าใจองค์กร เกิดความรักความผูกพัน ความศรัทธา ความเชื่อมั่นในองค์กรเชื่อมั่นในตัวผู้บริหาร เชื่อมั่นในตัวทุกท่านที่จะนำพาองค์กรไปสู่การพัฒนาที่ดีขึ้นสิ่งสำคัญ น้องๆ ที่เข้าเรียนอาชีวะ พวกท่านคือผู้สร้างให้น้องๆ ได้มีสมรรถนะทักษะวิชาชีพ เป็นสายพันธุ์อาชีวะที่มีคุณภาพ อันจะเกิดภาพลักษณ์ที่ดีจากความร่วมมือร่วมใจของทุกท่าน พร้อมเสริมสร้างพัฒนาอาชีวศึกษาให้ก้าวหน้าต่อไป” เลขาธิการ กอศ. กล่าว

ทั้งนี้ โครงการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรฯ ได้รับความร่วมมือจาก ผู้บริหารระดับสูงของ สอศ. และผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐและเอกชน มาเป็นวิทยากร พร้อมด้วยอดีตผู้บริหารสถานศึกษาที่เป็นข้าราชการบำนาญ และผู้อำนวยการสถานศึกษาปัจจุบัน ร่วมเป็น วิทยากรพี่เลี้ยง เพื่อให้คำแนะนำและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้เข้ารับการพัฒนา ซึ่งการพัฒนาสมรรถนะผู้อำนวยการสถานศึกษา จะใช้ระยะเวลาไม่ต่ำกว่า160 ชั่วโมง ประกอบด้วย กิจกรรม : การปฐมนิเทศผู้เข้ารับการพัฒนา กิจกรรม การเรียนรู้ด้วยตนเอง กิจกรรม : การฝึกประสบการณ์ในสถานศึกษาที่เลือกบรรจุ กิจกรรม : การพัฒนาสมรรถนะผู้อำนวยการสถานศึกษา และศึกษาดูงาน ณ สถานศึกษาภาครัฐและเอกชน

สกสค.จัดสวัสดิการลดภาระครู พร้อมดูแลกลุ่ม LGBTQ ตามหลักสมรสเท่าเทียม

สกสค.จัดสวัสดิการลดภาระครู พร้อมดูแลกลุ่ม LGBTQ ตามหลักสมรสเท่าเทียม

สกสค.จัดสวัสดิการลดภาระครู พร้อมดูแลกลุ่ม LGBTQ ตามหลักสมรสเท่าเทียม

วันอังคาร ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา และนายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เพื่อส่งเสริมสิทธิและสวัสดิการสำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา และสมาชิก ช.พ.ค. -ช.พ.ส. ให้ครอบคลุมถึงคู่สมรสเพศเดียวกัน ในกลุ่มหลากหลายทางเพศ (LGBTQ) ตามหลักสมรสเท่าเทียม เพื่อครูและบุคลากรที่เป็นสมาชิกได้รับสวัสดิการ วงเงิน 1.2 ล้านบาท ซึ่งจะได้ช่วยเพื่อนครูให้มีหลักประกันเพื่อความสุขและความมั่นคงของครอบครัว โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากทั้งสองหน่วยงาน ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุมบรรจง ชูสกุลชาติ ชั้น 6 กรมส่งเสริมการเรียนรู้

ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการสกสค. กล่าวว่า ซึ่งการบันทึกข้อตกลงฉบับนี้ มีเป้าหมายเพื่อให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับสิทธิประโยชน์ โดยมีข้อตกลงหลัก ดังนี้ 1.สกสค.เป็นผู้จัดหาและดำเนินการในด้านสวัสดิการสวัสดิภาพ สิทธิประโยชน์เกื้อกูลอื่นตลอดจนการเสริมสร้างความมั่นคงให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัด สกร. 2.สกสค. และ สกร.ร่วมกันเผยแพร่และประชาสัมพันธ์พร้อมทั้งสร้างความเข้าใจให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดสวัสดิการสวัสดิภาพ สิทธิประโยชน์เกื้อกูลอื่นและการเสริมสร้างความมั่นคงต่างๆ อย่างทั่วถึงให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัด 3.สกร.ร่วมมือให้หน่วยงานในสังกัดที่เป็นหน่วยหักเงินเดือน ดำเนินการหักเงินเดือน ค่าจ้างและ/หรือเงินบำนาญ ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อชำระเงินสงเคราะห์รายศพ สมาชิก ช.พ.ค.-ช.พ.ส. เพื่อชำระเงินโครงการสวัสดิการลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษาตลอดจนสวัสดิการอื่นๆ เพื่อลดค่าครองชีพให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาของ สกสค.

  เลขาธิการ สกสค. กล่าวต่อว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ สกร.ในครั้งนี้ เป็นการเน้นย้ำว่า สกสค. พร้อมสนับสนุนสิทธิประโยชน์ของบุคลากรทางการศึกษาในทุกมิติ ที่มุ่งมั่นส่งเสริมสิทธิและสวัสดิการของครูให้ครอบคลุมและทันสมัย และเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการ ครบรอบ 133 ปี สกสค. ในฐานะหน่วยงานในกำกับ มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาสวัสดิการครูและบุคลากรทางการศึกษา จึงขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการฉลองโอกาสพิเศษนี้ ด้วยการเปิดรับสมัครสมาชิก ช.พ.ค.-ช.พ.ส. กรณีพิเศษ
อายุเกิน 35 ปี เป็นจำนวน 133 วัน ทั้งนี้ เพื่อให้การส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพ ของ สกสค. ทั่วถึงและครอบคลุมครูและบุคลากรทางการศึกษาในทุกสังกัด

“สกร.เป็นหน่วยงานแรกและเป็นหน่วยงานสำคัญที่ สกสค.ต้องรีบเข้าร่วม MOU ด้วย เพราะเป็นหน่วยงานที่สัมผัสใกล้ชิดกับครูและประชาชนในท้องถิ่น ซึ่งสกสค.มีโครงการเชิงรุก
หลายเรื่อง ทั้งการตรวจสุขภาพ ตรวจตา ผ่าต้อกระจกตาฟรี ดำเนินโครงการโดยโรงพยาบาลครู ที่ร่วมกับภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชน ซึ่งในปีที่ผ่านมามีครูเข้าร่วมโครงการ 2 หมื่นกว่าราย โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเลย ซึ่งเป็นความตั้งใจของ สกสค.ที่จะดูแล และ สกสค.มีทุนการศึกษาในโครงการพฤหัสบดีให้กับบุตรของครูซึ่ง สกสค.อยากให้ครูรับรู้และมาใช้สิทธิ์มากๆ รวมถึงมีโครงการดูแลครูที่ผู้ป่วยติดเตียงตามต่างจังหวัดโดยจะนำเงินไปมอบให้ และ สกสค.ยังมีร้านค้าสวัสดิการ อยู่ 77 จังหวัด มีสวัสดิการส่วนลด 5-50% เพื่อนครูบุคลากรทางการศึกษา พนักงานราชการ สามารถเข้าไปใช้บริการได้และในปี 2568 นี้ สกสค. ยังมีโครงการจัดสวัสดิการรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า เพื่อเป็นทางเลือกให้ครู เป็นการลดภาระค่าครองชีพให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้ครูมีเงินเก็บและมีเงินออมมากขึ้น ถ้าครูใช้รถที่เติมน้ำมันจะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า เราจึงสร้างทางเลือกให้ครูใช้รถไฟฟ้า ไม่ใช่เป็นการเพิ่มภาระ และไม่ได้บังคับให้ครูทุกคนต้องซื้อรถไฟฟ้า เพราะถ้าครูผ่อนรถไฟฟ้าเดือนละ 1.1 พันบาท เงินก็จะเหลือ ดีกว่าครูใช้รถที่ใช้น้ำมันมีค่าใช้จ่ายเดือนละ 3 พันบาท และไม่ได้เป็นการส่งเสริมให้ครูเป็นหนี้เพิ่ม เพราะครูที่จะซื้อรถไฟฟ้าได้ต้องมีเงินเหลือตามระเบียบ 70/ 30%”

ด้าน นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดี สกร. กล่าวว่า โครงการสวัสดิการรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า จะสอดรับกับมิติของการลดภาระโลกร้อน และครูสามารถเข้าถึงได้ เป็นทางเลือกส่งผลต่อสภาวะแวดล้อม และลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางลงของครูลงได้กว่าการใช้รถที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง นอกจากนี้ สกร.ยังมุ่งมั่นที่จะสร้างสังคมแห่งความเสมอภาคและความเข้าใจที่จะช่วยให้บุคลากรทางการศึกษาทุกคนได้รับสิทธิอย่างเท่าเทียม และสามารถเข้าถึงสวัสดิการที่พึงได้รับ โดยไม่มีข้อจำกัดด้านเพศสภาพ เป็นการตอกย้ำแนวทางของหน่วยงานภาครัฐที่สนับสนุนความเท่าเทียม และสิทธิของทุกคนในสังคม อันเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบสวัสดิการของบุคลากรทางการศึกษาในประเทศไทย

“เมื่อมีกฎหมายสมรสเท่าเทียมแล้ว เราจึงเปิดกว้างให้สิทธิ์กลุ่มเพศสภาพ สามารถสมัครสมาชิกได้ทั้ง ช.พ.ค.และ ช.พ.ส. และอยากให้พวกเราสมัครเป็นสมาชิก ช.พ.ค.หรือ ช.พ.ส.กันเยอะๆ เพื่อให้องค์กรของครูเราเข้มแข็ง อยากให้ครูร่วมกิจกรรมของเพื่อครูเราเพื่อร่วมบุญกับเพื่อนครูเรา” อธิบดี สกร. กล่าว

สพฐ. คาดวันสอบใหม่ ม.1 ม.4 ทั่วประเทศ 26-27 เม.ย.นี้ หากไม่มีแผ่นดินไหวซ้ำ

สพฐ. คาดวันสอบใหม่ ม.1 ม.4 ทั่วประเทศ 26-27 เม.ย.นี้ หากไม่มีแผ่นดินไหวซ้ำ

สพฐ. คาดวันสอบใหม่ ม.1 ม.4 ทั่วประเทศ 26-27 เม.ย.นี้ หากไม่มีแผ่นดินไหวซ้ำ

วันจันทร์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2568, 21.49 น.

‘บิ๊ก สพฐ.’ย้ำ นักเรียนต้องปลอดภัย คาดวันสอบใหม่ ม.1 ม.4 ทั่วประเทศ 26-27 เมษายนนี้ หากไม่มีแผ่นดินไหวซ้ำ

วันที่ 31 มีนาคม 2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 จนส่งผลกระทบต่อหลายพื้นที่ในประเทศไทย และ สพฐ. ได้ประกาศเลื่อนวันสอบคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อชั้น ม.1 และ ม.4 จากวันที่ 29 และ 30 มีนาคม ออกไปก่อน นั้น ล่าสุด สพฐ. ได้พิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบันและเหตุผลด้านความปลอดภัยที่มีแนวโน้มดีขึ้น คาดว่าจะสามารถกำหนดวันสอบใหม่ได้ เป็นวันเสาร์ที่ 26 และวันอาทิตย์ที่ 27 เมษายน 2568 สำหรับการสอบเข้าชั้น ม.1 และ ม.4 ทั่วประเทศ ตามลำดับ หากสถานการณ์เป็นปกติและไม่มีเหตุการณ์แผ่นดินไหวหรือภัยพิบัติอื่นๆ เกิดขึ้นซ้ำอีก เนื่องจากต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของนักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา เป็นสำคัญ และให้เกิดผลกระทบกับนักเรียนและผู้ปกครองน้อยที่สุด ตามข้อสั่งการของพลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่มีความห่วงใยสวัสดิภาพของนักเรียนและผู้ปกครอง ครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้มีความปลอดภัยในชีวิตทั้งร่างกายและสภาพจิตใจที่ดีมาเป็นอันดับแรก

“สพฐ. พิจารณาแล้วว่าช่วงเวลาดังกล่าวน่าจะมีความเหมาะสมมากที่สุด เพื่อให้เกิดผลกระทบกับนักเรียนและผู้ปกครองน้อยที่สุด ทั้งด้านความปลอดภัยและสภาพจิตใจโดยรวม ส่วนที่ผู้ปกครองเกิดความกังวลว่าบุตรหลานจะมีที่เรียนได้ทันก่อนเปิดภาคเรียนที่ 1/2568 หรือไม่ ขอให้มั่นใจว่า สพฐ. จะดำเนินการรับนักเรียนได้ทันก่อนเปิดภาคเรียนแน่นอน แต่หากเกิดเหตุแผ่นดินไหวหรือภัยพิบัติใดๆ ขึ้นอีก จนกระทบกับการเปิดเรียนในวันที่ 16 พฤษภาคมนี้ เราก็สามารถจัดการเรียนการสอนที่ยืดหยุ่นเข้ากับสถานการณ์ได้ จึงขอให้ผู้ปกครองคลายความกังวลใจได้ เราจะดูแลนักเรียนทุกคนอย่างดีที่สุด เพราะหัวใจของเรา คือ ความปลอดภัยของนักเรียน” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

สำหรับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 31 มีนาคม 2568 เวลา 15.00 น. พบว่า โรงเรียนในสังกัด สพฐ. ทั่วประเทศได้รับความเสียหายทั้งหมด 2,465 แห่ง แบ่งกลุ่มเป็น เสียหายเล็กน้อย/ไม่เสียหาย จำนวน 2,110 แห่ง เสียหายปานกลาง จำนวน 307 แห่ง และเสียหายมาก จำนวน 48 แห่ง ในส่วนโรงเรียนที่ได้รับความเสียหายหนัก มีทั้งอาคารเกิดการทรุดตัว โครงสร้างอาคารมีการพังถล่ม อาคารเคลื่อนตัวออกจากฐานราก และพื้นผิวรอบเสามีรอยฉีกขาดอย่างรุนแรง ฯลฯ โดยจังหวัดที่มีโรงเรียนรายงานผลกระทบเข้ามามากสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ 190 แห่ง ลำปาง 141 แห่ง กรุงเทพฯ 123 แห่ง กาญจนบุรี 122 แห่ง และพิจิตร 119 แห่ง ตามลำดับ ซึ่งขณะนี้ได้เร่งให้ทำการสำรวจให้แล้วเสร็จภายในวันนี้ เพื่อประเมินสถานการณ์และช่วยเหลือโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบโดยเร็วต่อไป

‘ห้องพยาบาลอิเล็กทรอนิกส์’ในโรงเรียน ดูแลสุขภาพนักเรียน‘กรุงเทพฯ-ปริมณฑล’

‘ห้องพยาบาลอิเล็กทรอนิกส์’ในโรงเรียน  ดูแลสุขภาพนักเรียน‘กรุงเทพฯ-ปริมณฑล’

‘ห้องพยาบาลอิเล็กทรอนิกส์’ในโรงเรียน ดูแลสุขภาพนักเรียน‘กรุงเทพฯ-ปริมณฑล’

วันจันทร์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยถึงการลงพื้นที่โรงเรียนนนทบุรีวิทยาลัย อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 24 มี.ค. 2568 ที่ผ่านมา เพื่อติดตามการให้บริการ “ห้องพยาบาลอิเล็กทรอนิกส์” ซึ่งที่นี่เป็นโรงเรียนนำร่องแห่งแรกของประเทศ โดยนำระบบการแพทย์ทางไกล (tele-medicine) เข้ามาประยุกต์ใช้ เพื่อให้นักเรียนที่มีอาการเจ็บป่วยได้รับการดูแลวินิจฉัยจากแพทย์ผ่านระบบออนไลน์ โดยใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท)ไม่เสียค่าใช้จ่าย

สำหรับโรงเรียนนนทบุรีวิทยาลัยได้ให้บริการดังกล่าวตั้งแต่กลางปี 2567 โดยรูปแบบบริการ นักเรียนจะได้พบแพทย์ผ่านแอปพลิเคชั่น Clicknic ของบริษัท คลิกนิกเฮลท์ จำกัด หนึ่งในผู้ให้บริการระบบการแพทย์ทางไกลฯ ที่ขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการกับ สปสช. โดยจะจัดส่งผู้ช่วยพยาบาลให้ประจำที่ห้องพยาบาลของโรงเรียน เพื่อทำหน้าที่ให้บริการเบื้องต้นทั้งซักประวัติและประเมินอาการเบื้องต้น ก่อนส่งต่อให้แพทย์ทำการวินิจฉัยผ่านระบบออนไลน์ รวมทั้งให้บริการหัตถการเบื้องต้นในกรณีประสบเหตุฉุกเฉินหรืออุบัติเหตุต่างๆ

นอกจากนี้ ยังมีการจัดคันทยารักษาอาการทั่วไป 42 กลุ่มโรคไว้ที่ห้องพยาบาล แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยต้องใช้ยานอกเหนือจาก 42 กลุ่มโรค จะมีการจัดส่งยาไปให้ที่บ้าน ภายใต้การดูแลและให้คำแนะนำโดยเภสัชกร ซึ่งผลจากการติดตามในครั้งนี้นับว่าโครงการฯ ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง ช่วยให้นักเรียนเข้าถึงบริการได้ซึ่งจากการนำระบบการแพทย์ทางไกลมาประยุกต์ในห้องพยาบาลโรงเรียน ทำให้นักเรียนได้พบแพทย์ ได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาตรงประเด็น

อีกทั้งยังช่วยลดการใช้ยาเกินจำเป็น เพราะนักเรียนบางคนมีอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย เพียงปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์ อาการก็ดีขึ้นได้ และการมีห้องพยาบาลที่มีมาตรฐานบริการ ยังเป็นประโยชน์อย่างมากในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน หรือเกิดอุบัติเหตุ ที่ทำให้เกิดบาดแผลและเสียเลือดมาก ผู้ช่วยพยาบาลก็จะช่วยปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้ โดยเฉพาะการห้ามเลือด ที่ลดความรุนแรงและอันตรายจากการเสียเลือดมาก ก่อนส่งต่อโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาจนอาการปลอดภัยในที่สุด

“ขณะนี้มีโรงเรียน 110 แห่งแล้วที่นำระบบนี้มาใช้ แต่นโยบายของ สปสช. อยากให้มีการขยายเพิ่มเติมไปในจังหวัดต่างๆ ในโรงเรียนที่มีความพร้อมที่จะจัดตั้งห้องพยาบาลอิเล็กทรอนิกส์นี้ได้ ซึ่งโรงเรียนที่สนใจสามารถติดต่อได้ที่ สปสช. เขตพื้นที่ หรือติดต่อผ่าน สายด่วน สปสช. 1330 และจะมีการหารือร่วมกันในการจัดต้องห้องพยาบาลในโรงเรียน” รองเลขาธิการ สปสช. กล่าว

นายนีล นิลวิเชียร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คลิกนิกเฮลท์ จำกัด กล่าวว่า ขณะนี้ Clicknic ให้บริการระบบการแพทย์ทางไกลในห้องพยาบาลโรงเรียนแล้ว 110 แห่งในพื้นที่ กทม. และปริมณฑล จำนวนการรับบริการขึ้นอยู่กับขนาดของโรงเรียน โดยเฉลี่ยแล้วประมาณ 10-11 คน/วันสำหรับโรงเรียนขนาดกลาง แต่หากเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่จะมีการรับบริการเฉลี่ย 16-17 คน/วัน

ซึ่งบริษัทตั้งเป้าว่าภายในปีนี้จะขยายให้ได้ถึง 200 โรงเรียน ในพื้นที่ปริมณฑลที่มีความพร้อม ทั้งใน จ.สมุทรปราการจ.นครปฐม เป็นต้น โดยโรงเรียนที่ Clicknic ให้บริการระบบการแพทย์ทางไกลในห้องพยาบาล จะมีการส่งผู้ช่วยพยาบาลไปประจำในโรงเรียนทุกแห่ง เพราะในการรับบริการนั้นไม่ใช่แค่พบแพทย์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำแผล หยิบยาให้ผู้ป่วยตามคำสั่งแพทย์ นอกจากนี้ผู้ช่วยพยาบาลจะได้รับการอบรมแนวทางปฏิบัติในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินว่าต้องทำอย่างไร

“ในช่วงเปิดเทอมที่กำลังจะมาถึงนี้ ผู้ช่วยพยาบาลยังจะให้บริการด้านสุขภาพจิตกับนักเรียนเพิ่มเติม ตั้งแต่รับฟังปัญหา คัดกรองสุขภาพจิต รวมทั้งการส่งต่อเพื่อพบนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ทาง Video Call เพื่อให้การวินิจฉัยและให้คำปรึกษาต่อไป บริการด้านสุขภาพจิตหรือจิตเวชนั้น ได้มีการให้บริการระยะหนึ่งแล้ว ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักเรียนผู้หญิง จึงได้หารือกับ สปสช. ในการเพิ่มเติมบริการนี้ในห้องพยาบาลอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่ง สปสช. ก็ยินดีให้การสนับสนุน” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คลิกนิกเฮลท์ฯ ระบุ

ดร.เบญจมาภรณ์ บุญมา รองผู้อำนวยการโรงเรียนนนทบุรีวิทยาลัย กล่าวว่า การมีห้องพยาบาลอิเล็กทรอนิกส์ในโรงเรียนนั้นเป็นประโยชน์อย่างมาก เพราะทำให้นักเรียนเข้าถึงการรักษาได้ ทั้งกรณีเจ็บป่วยไม่สบาย หรือประสบอุบัติเหตุต่างๆ ส่วนที่จะเพิ่มเติมบริการด้านสุขภาพจิตนั้นก็เป็นบริการที่ดี ซึ่งปัญหาความเครียดในเด็ก ส่วนมากคือความกดดันในการเรียน ถูกรังแก ถูกเปรียบเทียบ หรือด้วยภาวะอารมณ์วัยรุ่นต่างๆ บางคนก็แก้ปัญหาไม่ถูก

“การที่มีบริการให้คำปรึกษาโดยผู้ประกอบวิชาชีพสาธารณสุข จะพูดคุยกับนักเรียนได้ดีกว่า ทำให้เด็กเปิดใจที่จะพูดคุยมากขึ้นได้ ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหา นอกจากบริการด้านจิตเวชแล้ว อยากให้ สปสช. หรือ Clicknic จัดอบรมด้านการให้ความช่วยเหลือหรือการปฐมพยาบาลเบื้องต้น เพราะจะเป็นประโยชน์สำหรับเด็ก ทั้งยังสามารถนำความรู้นี้กลับไปใช้นอกโรงเรียนได้ด้วย” รอง ผอ.โรงเรียนนนทบุรีวิทยาลัย กล่าว

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

สิทธิบัตรทอง‘เครื่องล้างไตอัตโนมัติ’ ช่วยผู้ป่วยเด็กไม่ขาดโอกาสทางการศึกษา

สิทธิบัตรทอง‘เครื่องล้างไตอัตโนมัติ’  ช่วยผู้ป่วยเด็กไม่ขาดโอกาสทางการศึกษา

สิทธิบัตรทอง‘เครื่องล้างไตอัตโนมัติ’ ช่วยผู้ป่วยเด็กไม่ขาดโอกาสทางการศึกษา

วันจันทร์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พญ.ณัฐิดา พงศ์วิไลรัตน์ กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคไต โรงพยาบาลพุทธชินราช จ.พิษณุโลก กล่าวถึงการล้างไตทางหน้าท้องด้วยเครื่องอัตโนมัติ (APD) ซึ่งเป็นหนึ่งสิทธิประโยชน์การดูแลผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือ บัตรทอง 30 บาท ว่า การใช้เครื่องล้างไตอัตโนมัติ ประโยชน์หลักๆ คือช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จากเดิมที่ผู้ป่วยล้างไตทางหน้าท้อง (CAPD) ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำยาล้างไต 4 ครั้งต่อวัน แต่การใช้เครื่องล้างไตอัตโนมัตินี้ ทำให้การเปลี่ยนถ่ายน้ำล้างไตเหลือเพียง 1 ครั้งต่อวันเท่านั้น

ทั้งยังเป็นการล้างไตขณะนอนหลับในช่วงเวลากลางคืน ทำให้เมื่อตื่นเช้ามาและช่วงเวลากลางวันผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตและทำกิจวัตรประจำวันได้เป็นปกติเหมือนคนอื่นทั่วไป นอกจากนี้ข้อดีอีกประการหนึ่งคือ การล้างไตด้วยเครื่องอัตโนมัติเพียง 1 ครั้งต่อวัน ยังช่วยลดโอกาสเสี่ยงที่จะติดเชื้อจากการเปลี่ยนถ่ายน้ำยาล้างไตได้ หากเปรียบเทียบกับการล้างไต CAPD.

รวมถึงการควบคุมเรื่องน้ำและของเสียต่างๆในร่างกายที่ทำได้ดีกว่าวิธีฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนถ่ายน้ำยาล้างไตทุกวัน ส่งผลให้ปริมาณของเสียในร่างกายคงที่ ขณะการฟอกเลือดปริมาณของเสียในร่างกายจะมีปริมาณขึ้นๆ ลงๆ ทำให้ผู้ป่วยบางวันมีภาวะตัวบวมขึ้นได้ ทั้งนี้ ในฐานะกุมารแพทย์โรคไตซึ่งดูแลรับผิดชอบผู้ป่วยเด็กโรคไตทั้งใน จ.พิษณุโลก และจังหวัดอื่นๆ ในเขตสุขภาพที่ 2 ทำให้เห็นผลกระทบต่อเด็กที่มีภาวะไตวายเรื้อรังซึ่งต้องขาดเรียน

ซึ่งจะส่งผลต่อเด็กในระยะยาวได้ ทั้งเรียนไม่ทันทำให้สอบไม่ได้ และทำให้ขาดโอกาสเหมือนเพื่อนๆ แต่วันนี้เมื่อมีสิทธิประโยชน์ล้างไตด้วยเครื่องอัตโนมัตินี้ ทำเด็กกลุ่มนี้สามารถกลับไปเรียนหนังสือและได้ใช้ชีวิตในช่วงกลางวันเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ ได้ เป็นสิ่งที่ดีมากๆ ทำให้เด็กมีความสุขมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ทั้งปัจจุบันเครื่องมีเมนูภาษาไทย ทำให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น ดังนั้นในกรณีเด็กในวัยเรียนหากมีภาวะที่ต้องรับการบำบัดทดแทนไต อยากแนะนำให้ใช้วิธีล้างไตทางหน้าท้องด้วยเครื่องล้างไตอัตโนมัตินี้

“ขอบคุณ สปสช. ที่มีสิทธิประโยชน์ที่ดีๆ นี้ ดีกับคนไข้โรคไตดีกับคุณหมอโรคไต และดีกับทุกๆ คน ตั้งแต่ยุคนโยบายล้างไตช่องท้องทางเลือกแรก (PD Frist) จนถึงปัจจุบันที่มีสิทธิประโยชน์เครื่องล้างไตอัตโนมัติ ทำให้คนไข้ โดยเฉพาะเด็กในวัยเรียนสามารถไปเรียน หรือใช้ชีวิตในช่วงกลางวันได้แทบเหมือนคนปกติทั่วไป และอยากแนะนำให้ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังพิจารณาการล้างไตด้วยวิธีนี้ดู” พญ.ณัฐิดา กล่าว

ด้าน นางวรรณวิไล อนุรักษ์วัฒนะ พยาบาลหน่วยไตเทียม โรงพยาบาลพุทธชินราช กล่าวว่า ที่โรงพยาบาลมีคนไข้เด็กจำนวนมากที่ต้องล้างไต การใช้เครื่องล้างไตอัตโนมัติเป็นทางเลือกที่ดี เพราะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาโรงพยาบาลสัปดาห์ละ 3 ครั้ง เพื่อฟอกไต จึงอยากให้ผู้ป่วยที่จะเลือกวิธีฟอกเลือดให้ลองดูวิธีล้างไตทางหน้าท้อง หรือใช้เครื่องล้างไตอัตโนมัตินี้ดูเพราะหากทำตามขั้นตอนไม่ต้องกังวลเรื่องการติดเชื้อ ทั้งยังสะดวกและประหยัดค่าใช้จ่ายในเรื่องการเดินทาง สามารถมีสุขภาพที่แข็งแรงได้เหมือนผู้ป่วยที่ใช้วิธีการฟอกเลือด

“สำหรับเครื่องล้างไตอัตโนมัติมองว่าได้ สร้างความสะดวกให้กับผู้ป่วยไม่ต้องกลับบ้านหรือหาสถานที่เปลี่ยนน้ำยาล้างไตในช่วงกลางวันอย่างแต่เดิมอีกอย่างไรก็ดีก่อนผู้ป่วยจะออกจากโรงพยาบาล พยาบาลจะให้คำแนะนำในเรื่องอาหารที่คนไข้ทานได้และทานไม่ได้ พร้อมแนะนำวิธีการใช้เครื่องล้างไตอัตโนมัติ ซึ่งผู้ป่วยสามารถโทรติดต่อพยาบาลได้หากมีปัญหาการใช้งาน และบางครั้งพยาบาลเองก็จะโทรติดตามอาการผู้ป่วยอยู่ตลอดเช่นกัน ดังนั้นผู้ป่วยจึงไม่ต้องกังวล” นางวรรณวิไล กล่าว

ผลิต‘ซิลิกา’ด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ นวัตกรรม‘มจธ.’พลิกโฉมอุตสาหกรรมไทย

ผลิต‘ซิลิกา’ด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ  นวัตกรรม‘มจธ.’พลิกโฉมอุตสาหกรรมไทย

ผลิต‘ซิลิกา’ด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ นวัตกรรม‘มจธ.’พลิกโฉมอุตสาหกรรมไทย

วันจันทร์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ซิลิกา (Silica)” เป็นวัตถุดิบสำคัญในหลายอุตสาหกรรมของไทย ตั้งแต่ยางรถยนต์ เครื่องสำอาง เวชภัณฑ์ อิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงวัสดุก่อสร้าง ทำให้มีความต้องการใช้สูงมาก อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยสามารถผลิตได้เพียง 40% ของความต้องการ ส่วนที่เหลือยังต้องนำเข้าด้วยต้นทุนที่สูง ซึ่งได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานและความผันผวนของเศรษฐกิจโลก การพัฒนาแหล่งผลิตซิลิกาภายในประเทศจึงเป็นกุญแจสำคัญในการลดการพึ่งพาการนำเข้า สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยบนเวทีโลก

จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้ ผศ.ดร.สิริลักษณ์เจียรากร อาจารย์ประจำคณะพลังงานสิ่งแวดล้อมและวัสดุ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ได้พัฒนากระบวนการสกัดไบโอซิลิกาบริสุทธิ์สูงจากแกลบข้าว ด้วยเทคนิคที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและไร้สารเคมีตกค้าง เพื่อนำของเหลือจากภาคการเกษตรอย่างแกลบซึ่งมีปริมาณมหาศาลมาเพิ่มมูลค่าเป็นวัตถุดิบที่มีศักยภาพสูง

โดยแกลบข้าวเป็นวัสดุที่มีซิลิกาสูงถึง20-25% ทำให้ได้รับความสนใจในเชิงอุตสาหกรรมมานาน แต่วิธีการสกัดซิลิกาแบบดั้งเดิมมักใช้กระบวนการเผาที่อุณหภูมิสูงร่วมกับสารเคมีเข้มข้นเช่น กรดไฮโดรคลอริก กรดซัลฟิวริก และกรดไนตริก แม้ว่าจะให้ซิลิกาบริสุทธิ์สูง แต่ก็มีข้อเสียในแง่ของการใช้พลังงานสูง สารเคมีตกค้าง และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

งานวิจัยครั้งนี้จึงมีเป้าหมายหลักคือการพัฒนา Green Silica Extraction หรือกระบวนการสกัดไบโอซิลิกาที่ลดการใช้พลังงานและเลี่ยงการใช้สารเคมีที่เป็นอันตราย ทำให้ได้ซิลิกาบริสุทธิ์สูงแต่ไม่สร้างมลพิษ โดยการใช้กระบวนการทางชีวภาพแทนสารเคมี ด้วยวิธีการหมักแกลบด้วยจุลินทรีย์ธรรมชาติ ซึ่งทำให้ได้ซิลิกาที่มีความบริสุทธิ์สูงถึง 96-97% ปราศจากสารเคมีตกค้าง

“กระบวนการนี้เริ่มจากการเอาแกลบมาหมักกับจุลินทรีย์ พด.1 ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ชีวภาพที่กรมพัฒนาที่ดินแจกให้กับเกษตรกร ช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์ในแกลบตามธรรมชาติ พอหมักได้ที่แล้วก็นำไปล้างและเผาที่อุณหภูมิควบคุม ทำให้ได้ไบโอซิลิกาออกมาเป็นผงละเอียดขนาดอนุภาคอยู่ที่ 60-200 ไมครอน และมีพื้นที่ผิวประมาณ 148 ตารางเมตรต่อกรัม ซึ่งตรงตามมาตรฐานที่ใช้ในอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและเวชสำอาง ที่ต้องการวัตถุดิบปลอดภัยสูง” ผศ.ดร.สิริลักษณ์ กล่าว

ผศ.ดร.สิริลักษณ์ กล่าวต่อไปว่า นวัตกรรมนี้ช่วยลดต้นทุนการผลิตและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากกระบวนการผลิตซิลิกาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไบโอซิลิกาที่สกัดได้มีค่าคาร์บอนฟุตพริ้นท์เพียง 0.17 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (kgCO2e) ซึ่งต่ำกว่ากระบวนการผลิตซิลิกาแบบดั้งเดิมถึง 30 เท่า นอกจากนี้ ต้นทุน
การผลิตยังอยู่ในระดับที่ต่ำ เฉลี่ยประมาณ 100 บาทต่อกิโลกรัม (ในระดับนำร่อง) แต่สามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมที่ต้องการซิลิกาเกรดสูง

เช่น เครื่องสำอางและเวชสำอาง ซึ่งในตลาดปัจจุบันมีราคาขายอยู่ที่ 1,000-3,000 บาทต่อกิโลกรัม แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของกระบวนการนี้ในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรหากประเทศไทยสามารถพัฒนาเทคโนโลยีนี้ให้เข้าสู่ระดับอุตสาหกรรม จะช่วยลดการนำเข้าซิลิกาจากต่างประเทศ สนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในตลาดโลก

ปัจจุบัน งานวิจัยนี้อยู่ในขั้นตอนของการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับภาคเอกชนและวิสาหกิจชุมชน โดยมีการพัฒนารูปแบบการผลิตในระดับนำร่อง (Pilot Scale) ซึ่งสามารถขยายสู่ระดับอุตสาหกรรมได้ทันที โรงงานที่สนใจสามารถนำเทคโนโลยีนี้ไปปรับใช้กับกระบวนการผลิตของตนได้โดยอาศัยเครื่องจักรที่มีอยู่แล้ว เช่น เตาเผาและหม้อหมัก ทำให้ไม่จำเป็นต้องลงทุนเพิ่มมากนักนับเป็นโอกาสสำคัญสำหรับภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการใช้ซิลิกาจากแหล่งวัตถุดิบที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้ผลิตข้าวรายใหญ่ของโลก ด้วยผลผลิตมากกว่า 30 ล้านตันต่อปี ส่งผลให้มีแกลบเหลือใช้สูงถึง 8 ล้านตันต่อปี หากสามารถนำแกลบเพียง 10% มาใช้ประโยชน์ จะสามารถผลิตไบโอซิลิกาได้มากถึง 200,000 ตันต่อปีซึ่งเพียงพอต่อการลดการนำเข้าและรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตอย่างเครื่องสำอาง เภสัชกรรม และอุตสาหกรรมยาง

จุดเด่นของเทคโนโลยีการสกัดไบโอซิลิกานี้คือ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ต้นทุนการผลิตต่ำ และช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้ถึง 30 เท่า ซึ่งเปิดโอกาสให้ประเทศไทยสามารถก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการผลิตไบโอซิลิกาในภูมิภาคเอเชีย ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมภายในประเทศ ลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจ สอดคล้องกับ แนวทางเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ที่ประเทศกำลังมุ่งหน้าไป

“ของเหลือ…อาจไม่ใช่ของไร้ค่าเสมอไปแกลบที่ถูกมองข้ามมานาน วันนี้กลายเป็นวัตถุดิบแห่งอนาคต ที่อาจเปลี่ยนประเทศไทยให้เป็นผู้นำด้านซิลิกาสีเขียวของโลก” ผศ.ดร.สิริลักษณ์ กล่าวทิ้งท้าย

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

‘ศ.ดร.บังอร’นำทัพ! พร้อมใจร่วมอนุรักษ์สืบสานวัฒนธรรมไทย’BTU สงกรานต์ Family’

'ศ.ดร.บังอร'นำทัพ! พร้อมใจร่วมอนุรักษ์สืบสานวัฒนธรรมไทย'BTU สงกรานต์ Family'

‘ศ.ดร.บังอร’นำทัพ! พร้อมใจร่วมอนุรักษ์สืบสานวัฒนธรรมไทย’BTU สงกรานต์ Family’

วันอาทิตย์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2568, 21.00 น.

“ศ.ดร.บังอร”นำผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร นักศึกษา มกธ. – สถาบันการศึกษาในเครือ พร้อมใจร่วมอนุรักษ์สืบสานวัฒนธรรมไทย “BTU สงกรานต์ Family” ด้วยความสุข สนุกสนาน และอบอุ่น

วันที่ 30 มีนาคม 2568 ศ.ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล อธิการบดี มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี (มกธ.) เป็นประธานในงานสืบสานประเพณีสงกรานต์ “BTU สงกรานต์ Family” ประจำปี 2568 โดยมี รศ.ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อาจารย์ ดร.ณัชชา ชัยรุ่งเรือง ผู้อำนวยการบริหารโรงเรียนสาธิตกรุงเทพธนบุรี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร ตัวแทนนักศึกษาไทยทั้งภาคปกติ ภาคสมทบ ระดับปริญญาตรีถึงปริญญาเอก เช่น หม่อมหลวงปุญยนุช ดุลยจินดา คุณเยาวเรศ ชินวัตร นักศึกษาปริญญาเอก หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ ดุษฎีบัณฑิต คณะรัฐศาสตร์ และนักศึกษาโครงการทุนดาราศิลปินและสื่อมวลชน เป็นต้น ตลอดจนนักศึกษาต่างชาติ รวมทั้งศิษย์เก่าจากทุกคณะทุกหลักสูตรของมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี และสถาบันการศึกษาในเครือเข้าร่วมในงานดังกล่าวอย่างพร้อมเพรียง เพื่ออนุรักษ์สืบสานวัฒนธรรมไทยตามขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามให้ดำรงอยู่สืบไป

กิจกรรมงานสืบสานประเพณีสงกรานต์ดังกล่าว ผู้บริหาร คณาจารย์ และนักศึกษาพร้อมใจแต่งกายสีสันสดใสในธีม colorful และชุดไทยประยุกต์อย่างสวยงาม เพื่อสะท้อนคุณค่าอัตลักษณ์ความงดงามอย่างไทย อีกทั้งยังมีกิจกรรมสรงน้ำพระพุทธรูป  พร้อมรดน้ำขอพรจากอธิการบดี มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ยังจัดกิจกรรมสังสรรค์นันทนาการ เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ร่วมกันของบุคลากรอีกด้วย เช่น กิจกรรมการประกวดแฟชั่นโชว์ กิจกรรมการออกบูธอาหารและเครื่องดื่มของคณะต่างๆ เป็นต้น

การสืบสานประเพณีสงกรานต์ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีจัดขึ้นดังกล่าว ยังถือเป็นพันธกิจที่สำคัญของมหาวิทยาลัยประการหนึ่งในด้านการส่งเสริมคุณค่าศิลปวัฒนธรรมและประเพณีไทย และยังเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านวัฒนธรรมไทยแก่นักศึกษาต่างชาติที่ศึกษาในมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีอีกด้วย ทั้งนี้ คณะและหน่วยงานต่างๆ ได้ร่วมกันจัดอาหาร ขนมไทย และเครื่องดื่มไว้ให้บริการสำหรับผู้ที่มาร่วมกิจกรรมดังกล่าวด้วยบรรยากาศแห่งความสุข สนุกสนาน และอบอุ่น ณ อาคารศูนย์ปฏิบัติการ การโรงแรมและการท่องเที่ยว ชั้น 2 มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี

‘ศธ.- สอศ.’เร่งติดตาม‘2 นศ.ฝึกงาน’วิทยาลัยเทคนิคร้อยเอ็ด ติดในซาก‘ตึกถล่ม’

‘ศธ.- สอศ.’เร่งติดตาม‘2 นศ.ฝึกงาน’วิทยาลัยเทคนิคร้อยเอ็ด ติดในซาก‘ตึกถล่ม’

‘ศธ.- สอศ.’เร่งติดตาม‘2 นศ.ฝึกงาน’วิทยาลัยเทคนิคร้อยเอ็ด ติดในซาก‘ตึกถล่ม’

วันอาทิตย์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.02 น.

‘ศธ.- สอศ.’เร่งติดตาม‘2 นศ.ฝึกงาน’วิทยาลัยเทคนิคร้อยเอ็ด ติดในซาก‘ตึกถล่ม’

30 มีนาคม 2568 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แสดงความห่วงใยต่อเหตุการณ์แผ่นดินไหวในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ที่ทำให้อาคาร สตง. ถล่ม โดยมีนักศึกษาฝึกงานจากวิทยาลัยเทคนิคร้อยเอ็ด 2 ราย คือ นายศักดิ์ชัย สุมาลี และนายวรวุฒิ ตรีวุฒิ นักศึกษา ระดับชั้น ปวช.2/4 แผนกวิชาช่างไฟฟ้ากำลัง สูญหายภายในอาคารพร้อมทีมช่างไฟฟ้าอีก 4 คน ยังมีความหวังในการช่วยชีวิตผู้ประสบเหตุ เนื่องจากเจ้าหน้าที่กู้ภัยตรวจพบสัญญาณชีพจรจากบริเวณที่คาดว่าผู้สูญหายติดอยู่

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ สอศ. กล่าวว่า ทีมกู้ภัยยังคงเร่งค้นหาผู้ประสบเหตุอย่างต่อเนื่อง แต่ต้องทำงานอย่างระมัดระวังเนื่องจากโครงสร้างอาคารยังเสี่ยงต่อการถล่มซ้ำ นักศึกษาทั้งสองกำลังฝึกงานกับห้างหุ้นส่วนจำกัด สมใจ เจ้บุ๋ม การไฟฟ้า มีกำหนดฝึกงาน 1 ภาคเรียน (มีนาคม-กันยายน 2568) โดยดำเนินการตามขั้นตอนครบถ้วน ทั้งใบคำร้อง หนังสือยินยอมจากผู้ปกครอง และหนังสือตอบรับจากสถานประกอบการ โดยนักศึกษาได้ติดต่อฝึกงานผ่านญาติที่ทำงานในสถานประกอบการดังกล่าว

ทั้งนี้ วิทยาลัยได้ทำประกันอุบัติเหตุหมู่ให้กับนักศึกษาทุกคน ครอบคลุมการเสียชีวิตทุกกรณี วงเงิน 100,000 บาท โดย สอศ. พร้อมให้การสนับสนุนทุกด้านเพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วที่สุด