‘TEDxBangkokU 2025’ เปิดมุมมองใหม่ สร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคม

‘TEDxBangkokU 2025’ เปิดมุมมองใหม่ สร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคม

‘TEDxBangkokU 2025’ เปิดมุมมองใหม่ สร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคม

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยกรุงเทพ สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญกับการจัดงาน “TEDxBangkokU” ครั้งแรก ภายใต้แนวคิด “Out of the Box” ที่ท้าทายกรอบความคิดเดิม และเปิดมุมมองใหม่สู่โลกแห่งความเป็นไปได้ งานนี้ไม่เพียงแต่เป็นเวทีแห่งการแบ่งปันแนวคิด แต่ยังเป็นการรวมพลังของนักศึกษารุ่นใหม่ที่มุ่งมั่นจะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคม ซึ่งขับเคลื่อนโดยพลังของนักศึกษา 100% สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและวิสัยทัศน์ของคนรุ่นใหม่ที่พร้อมจะก้าวข้ามขีดจำกัด ด้วยการนำเสนอ 2 ภาษาทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เปิดโอกาสให้ผู้ชมเข้าถึงแนวคิดและแรงบันดาลใจอย่างไร้ขีดจำกัด

ไฮไลท์สำคัญของงานคือ การรวมตัวของวิทยากรที่มาพร้อมเรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจ อาทิ Akarakim Krasaesom นักศึกษาผู้พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส, Fai Buntida Chinnawong ครีเอเตอร์ผู้พิชิตข้อจำกัดด้วยพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ และ Chaiwat Sommitผู้บุกเบิกการใช้ AI และ Metaverse ในการปฏิวัติการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ไทย

นอกจากนี้ ยังมีการแบ่งปันประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายแขนง ไม่ว่าจะเป็น Chonticha Pankom นักศึกษาที่สร้างแรงบันดาลใจจากประสบการณ์ตัวเอง, Jay Lodha นักพากย์เสียงมากความสามารถ, Minh Duc Nguyen นักศึกษาทุน BU Creative Scholarship 100% ของ ม.กรุงเทพ, Narawan Promprakai ผู้เชี่ยวชาญด้านการแปลและการสอนภาษา, Nathakorn Natdurong ผู้นำนักศึกษาที่มาพร้อมมุมมองเรื่อง Work-Life Balance, Nicharee Sahussapast อดีตนายกสโมสรนักศึกษา ม.กรุงเทพ, Nutthakun Wannaprapa ที่มาเล่าสู่กันฟังแบ่งปันเรื่องราวที่น่าสนใจจากหนังสือชื่อดัง, Phone Swan Pyae นักศึกษาที่หลงใหลในนวัตกรรม, Piyada Teedee นักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์และการจัดการการท่องเที่ยว ม.กรุงเทพที่ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวสุดประทับใจ,Pongphet Wongsawat นักศึกษาผู้เปิดใจยอมรับทุกความคิดเพื่อค้นพบนวัตกรรมใหม่ๆ, Supanut Namwong โปรดิวเซอร์ผู้พลิกโฉมวงการภาพยนตร์ไทยด้วยแนวคิดท้องถิ่นสู่สากล และ Thitiphorn Prawatsrichai ผู้ที่สนับสนุนผ่านการรณรงค์และอาสาสมัครของ UNICEF

การจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเวทีแห่งการแบ่งปันความคิดในรั้วมหาวิทยาลัย พร้อมจุดประกายให้เยาวชนรุ่นต่อไปได้เห็นว่าพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์และการกล้าที่จะคิดนอกกรอบสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ให้กับสังคมได้

สำนักงานปลัดกระทรวง อว.จับมือกองทุน CMDF ลงนามสัญญาทุนวิจัยสำหรับนักวิจัยรุ่นใหม่ด้านตลาดทุน

สำนักงานปลัดกระทรวง อว.จับมือกองทุน CMDF  ลงนามสัญญาทุนวิจัยสำหรับนักวิจัยรุ่นใหม่ด้านตลาดทุน

สำนักงานปลัดกระทรวง อว.จับมือกองทุน CMDF ลงนามสัญญาทุนวิจัยสำหรับนักวิจัยรุ่นใหม่ด้านตลาดทุน

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จับมือ กองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (กองทุน CMDF) ลงนามสัญญาทุนวิจัยสำหรับนักวิจัยรุ่นใหม่ด้านตลาดทุน โดยมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุลปลัดกระทรวง อว. นายจักรชัย บุญยะวัตร ผู้จัดการกองทุน CMDF ร่วมลงนาม และมี ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รักษาการที่ปรึกษาด้านพัฒนาการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานปลัดกระทรวง อว. และผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา 9 แห่งที่ได้รับทุนวิจัยเข้าร่วม ที่ห้องแถลงข่าวชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวง อว. (โยธี)

ทั้งนี้ ในพิธีลงนามได้มีการเปิดตัวนักวิจัยรุ่นใหม่ด้านตลาดทุนที่ได้รับทุนจากสำนักงานปลัดกระทรวง อว.และ กองทุน CMDF ประกอบด้วย 1.นายศรัณย์ พิมพ์งาม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2.น.ส.นวรัตน์ เต็มสัมฤทธิ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 3.ผศ.อุมาวดี เดชธำรง มหาวิทยาลัยขอนแก่น 4.นายปฐมชัย กรเลิศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา 5.นายมาเลิศด่านกุล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน 6.น.ส.พิมพ์แพร รุจิรเมธา มหาวิทยาลัยทักษิณ 7.ผศ.ภคพร วัฒนดำรงค์ มหาวิทยาลัยนเรศวร 8.ผศ.อดิศักดิ์ โชติธรรมธรา มหาวิทยาลัยนเรศวร 9.น.ส.เอณัฐฐา สุริยะโอภาชัย มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ และ 10.น.ส.ติณณ์ลภัล ชูพันธ์ ใจวัน มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. เปิดเผยว่า การให้ทุนวิจัยสำหรับนักวิจัยรุ่นใหม่ด้านตลาดทุนถือเป็นปีแรกที่มีการให้ทุนเพื่อนำผลงานวิจัยไปใช้ในการพัฒนาตลาดทุน ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่ต้องการให้ประเทศไทยเป็นฮับหรือศูนย์กลางด้านตลาดทุน โดยปีนี้มีนักวิจัยให้ความสนใจเข้าร่วมจำนวนมาก โดยสำนักงานปลัดกระทรวง อว.และกองทุน CMDF คัดเลือกไว้จำนวน 10 ทุนซึ่งจะใช้ระยะเวลาในการทำงานวิจัย 2 ปี เพื่อนำงานวิจัยไปพัฒนาต่อยอด ที่สำคัญการให้ทุนยังถือเป็นการสนับสนุนให้นักวิจัยรุ่นใหม่ได้มีโอกาสพัฒนาศักยภาพ และสร้างผลงานวิจัยที่มีคุณภาพเพื่อพัฒนาตลาดทุนของไทย ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวด้วย

“การพัฒนาศักยภาพในการทำงานวิจัยของนักวิจัยรุ่นใหม่ เป็นกลไกหนึ่งที่สำคัญในการพัฒนาศักยภาพด้านการวิจัยในอุดมศึกษาและพัฒนาเส้นทางอาชีพในสถาบันอุดมศึกษาและสถาบันวิจัยต่างๆ ให้สามารถเป็นนักวิจัยที่มีความสามารถเพื่อต่อยอดให้เกิดนวัตกรรมและเป็นการสร้างระบบนิเวศเพื่อการพัฒนาและใช้กำลังคนคุณภาพ โดยเฉพาะบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาไทยจะมีศักยภาพในการทำงานวิจัยสามารถพัฒนางานวิจัยขั้นแนวหน้า และการวิจัยพื้นฐาน ในฐานะนักวิจัยมืออาชีพให้สามารถยกระดับการเป็นผู้นำในทางวิชาการระดับนานาชาติ และสามารถยกระดับ ได้ผลงานวิจัยที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสากลและมีโอกาสนำผลงานวิจัยไปใช้แก้ปัญหาและพัฒนาประเทศได้ เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนากำลังคนและสถาบันความรู้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไปสู่การเป็นประเทศรายได้สูงต่อไป” ปลัดกระทรวง อว. กล่าว

ด้าน นายจักรชัย บุญยะวัตร ผู้จัดการกองทุน CMDF กล่าวว่า นักวิจัยรุ่นใหม่ เป็นบุคลากรที่มีศักยภาพในการสร้างสรรค์แนวคิดใหม่ๆ และนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาปรับใช้ในการวิเคราะห์และวิจัยตลาดทุนอย่างมีประสิทธิภาพดังนั้น ความรู้และทักษะของนักวิจัยเหล่านี้ จะช่วยให้เราสามารถตอบสนองต่อความท้าทายที่เกิดขึ้นในตลาดทุนที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างทันท่วงที การสนับสนุนและสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่ด้านตลาดทุนจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งไม่เพียงแต่จะเป็นการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในอนาคตแต่ยังเป็นการสร้างรากฐานที่มั่นคงในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบตลาดทุนให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ขณะที่ ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รักษาการที่ปรึกษาด้านพัฒนาการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า สำนักงานปลัดกระทรวง อว. กับ กองทุน CMDF ได้สร้างและพัฒนาความร่วมมือระหว่างหน่วยงานมาตั้งแต่เดือน ส.ค.2567 ในการให้การสนับสนุนทุนวิจัยสำหรับนักวิจัยรุ่นใหม่ด้านตลาดทุน เพื่อส่งเสริมการพัฒนานักวิจัยด้านตลาดทุนของประเทศไทยร่วมกัน ในการสร้างสรรค์ผลงานวิจัยที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสากลและตอบโจทย์การพัฒนาตลาดทุนไทยได้อย่างแท้จริง โดยจะให้การสนับสนุนทุนวิจัยร่วมกันในรูปแบบการสนับสนุนทุนวิจัยจากความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกแก่นักวิจัยรุ่นใหม่ด้านตลาดทุนซึ่งเป็นบุคลากรของสถาบัน การศึกษาภายใต้สังกัดของกระทรวง อว.

‘สอศ.’ปั้นผู้อำนวยการอาชีวะยุคใหม่! เสริมภาวะผู้นำ-วิสัยทัศน์ ทันโลกการศึกษา

‘สอศ.’ปั้นผู้อำนวยการอาชีวะยุคใหม่! เสริมภาวะผู้นำ-วิสัยทัศน์ ทันโลกการศึกษา

‘สอศ.’ปั้นผู้อำนวยการอาชีวะยุคใหม่! เสริมภาวะผู้นำ-วิสัยทัศน์ ทันโลกการศึกษา

วันพุธ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2568, 21.31 น.

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2568 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) เป็นประธานเปิดโครงการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และบรรยายพิเศษ “Growth Mindset: แนวคิดเชิงบวกและการเติบโตขององค์กร” โดย นางธิติมา โรจน์วัชราภิบาล ผู้อำนวยการ สำนักพัฒนาสมรรถนะครูและบุคลากรอาชีวศึกษา กล่าวรายงาน โดยมีผู้บริหารสถานศึกษา ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 4100 อาคารอเนกประสงค์ สถาบันพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม

เลขาธิการ กอศ.เปิดเผยว่า พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้สถานศึกษาสามารถผลิตกำลังคนที่มีคุณภาพ รองรับการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้กำหนดจัดให้มีโครงการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัด สอศ.เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับบุคลากรที่ผ่านการคัดเลือก จำนวน 33 คน ตามประกาศ อ.ก.ค.ศ. สอศ. ลงวันที่ 3 มีนาคม 2568 โดยมีเป้าหมายหลักในการพัฒนา อุดมการณ์ วิสัยทัศน์ ความเป็นผู้นำ และจรรยาบรรณวิชาชีพของผู้อำนวยการสถานศึกษา รวมถึงเสริมสร้างองค์ความรู้และทักษะที่จำเป็น เจตคติที่ดี คุณธรรม จริยธรรม ที่เหมาะสมในการบริหารงาน เกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และความก้าวหน้าแก่ราชการ

“ผู้อำนวยการสถานศึกษารุ่นใหม่ ต้องมีความรู้ความสามารถในการบริหารงานอย่างมืออาชีพ พร้อมขับเคลื่อนการศึกษาอาชีวศึกษาให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ยั่งยืน จึงมั่นใจได้ว่าโครงการนี้ได้พัฒนาหลักสูตรสร้างการเรียนรู้ ความเข้าใจองค์กร เกิดความรักความผูกพัน ความศรัทธา ความเชื่อมั่นในองค์กร เชื่อมั่นในตัวผู้บริหาร เชื่อมั่นในตัวทุกท่านที่จะนำพาองค์กรไปสู่การพัฒนาที่ดีขึ้น สิ่งสำคัญ น้องๆ ที่เข้าเรียนอาชีวะ พวกท่านคือผู้สร้างให้น้องๆ ได้มีสมรรถนะทักษะวิชาชีพ เป็นสายพันธุ์อาชีวะที่มีคุณภาพ อันจะเกิดภาพลักษณ์ที่ดีจากความร่วมมือร่วมใจของทุกท่าน พร้อมเสริมสร้างพัฒนาอาชีวศึกษาให้ก้าวหน้าต่อไป” เลขาธิการ กอศ.กล่าว

ทั้งนี้ โครงการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรฯ ได้รับความร่วมมือจาก ผู้บริหารระดับสูงของ สอศ.และผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐและเอกชน มาเป็นวิทยากร พร้อมด้วยอดีตผู้บริหารสถานศึกษาที่เป็นข้าราชการบำนาญ และผู้อำนวยการสถานศึกษาปัจจุบัน ร่วมเป็น วิทยากรพี่เลี้ยง เพื่อให้คำแนะนำและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้เข้ารับการพัฒนา ซึ่งการพัฒนาสมรรถนะผู้อำนวยการสถานศึกษา จะใช้ระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 160 ชั่วโมง ประกอบด้วย กิจกรรม : การปฐมนิเทศผู้เข้ารับการพัฒนา กิจกรรม การเรียนรู้ด้วยตนเอง กิจกรรม : การฝึกประสบการณ์ในสถานศึกษาที่เลือกบรรจุ กิจกรรม : การพัฒนาสมรรถนะผู้อำนวยการสถานศึกษา และศึกษาดูงาน ณ สถานศึกษาภาครัฐและเอกชน

– 006

‘สพฐ.’จัดทำ TOR โครงการใหญ่เรียบร้อย ยืนยัน!นักเรียน ม.1 ม.4 ทุกคนมีที่เรียนแน่นอน

'สพฐ.'จัดทำ TOR โครงการใหญ่เรียบร้อย ยืนยัน!นักเรียน ม.1 ม.4 ทุกคนมีที่เรียนแน่นอน

‘สพฐ.’จัดทำ TOR โครงการใหญ่เรียบร้อย ยืนยัน!นักเรียน ม.1 ม.4 ทุกคนมีที่เรียนแน่นอน

วันพุธ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2568, 18.05 น.

“สพฐ.”จัดทำ TOR โครงการใหญ่เรียบร้อย ยืนยัน!นักเรียน ม.1 ม.4 ทุกคนมีที่เรียนแน่นอน และเดินหน้าปรับสถานะสำนักใน สพฐ.ลดซ้ำซ้อน รับการเปลี่ยนแปลง

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานในการประชุมผู้บริหาร สพฐ.โดยนำข้อสั่งการของ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) แจ้งต่อที่ประชุม เพื่อให้ผู้บริหารและบุคลากรดำเนินการขับเคลื่อนอย่างเร่งด่วน และติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานที่ได้สั่งการไปแล้ว โดยมีผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ.ได้แก่ นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการ กพฐ. , นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ. , นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. , นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. , รวมถึงผู้อำนวยการเขตตรวจราชการ ผู้อำนวยการสำนักต่างๆ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบ Zoom meeting

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวว่า ที่ประชุมได้หารือประเด็นต่างๆ ที่สำคัญ เรื่องแรกคือ สพฐ.ได้จัดทำ TOR ในโครงการส่งเสริมการเรียนรู้ทุกที่ทุกเวลา (Anywhere Anytime) โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นฐาน ซึ่งเป็นโครงการสำคัญตาม พ.ร.บ.งบประมาณฯปี 2568 เสร็จสิ้นแล้ว และประกาศลงในเว็บไซต์เพื่อเข้าสู่กระบวนการประชาพิจารณ์แล้ว โดยโครงการนี้จะมีการพัฒนาระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น จัดหาซอฟต์แวร์สำเร็จรูปสำหรับการรักษาความปลอดภัยข้อมูล การเชื่อมโยงฐานข้อมูลและการบริหารจัดการระบบ การจัดทำนวัตกรรมสื่อการเรียนรู้ในรูปแบบดิจิทัลคอนเทนต์ มีการเช่าใช้ระบบคลาวด์สำหรับแพลตฟอร์มด้านการศึกษา รวมถึงการจัดหาอุปกรณ์การเรียนการสอน (Tablet หรือ Notebook หรือ Chromebook) เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการเรียนรู้ทุกที่ทุกเวลา ให้นักเรียนทุกคนมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเรียนรู้และเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัย ยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนรู้ และลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ซึ่งโครงการดังกล่าวต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมากในการดำเนินการจัดทำ เนื่องจากเป็นโครงการที่มีงบประมาณสูงกว่า 14,000 ล้านบาท จึงต้องทำงานด้วยความรอบคอบ เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้เรียนและทางราชการ

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมได้หารือเรื่อง การรับนักเรียน ปีการศึกษา 2568 ขณะนี้อยู่ในระหว่างการสอบคัดเลือกนักเรียน ชั้น ม.1 และ ม.4 ประเภทห้องเรียนปกติ ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 29 และ 30 มีนาคม 2568 นี้ ตามลำดับ เมื่อประกาศผลสอบแล้วนักเรียนคนไหนยังไม่มีที่เรียน สามารถติดต่อไปยัง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาได้ทุกแห่ง ซึ่งมีศูนย์ประสานงานการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2568 เพื่อช่วยเหลือ ประสานงาน ให้ข้อเสนอแนะแก่นักเรียนและผู้ปกครอง รวมทั้งจัดหาที่เรียนให้แก่นักเรียนทุกคน ยืนยันว่ายังมีโรงเรียนที่มีที่นั่งรองรับนักเรียนได้ทุกคน ขอให้พ่อแม่ผู้ปกครอง มั่นใจว่าในวันที่ 16 พ.ค.นี้ นักเรียนทุกคนจะต้องมีที่เรียนแน่นอน ส่วน นักเรียนที่ไม่สามารถเข้าเรียนที่โรงเรียนได้ จะมีการนำการเรียนไปให้ เช่น ที่บ้าน โรงพยาบาล ฯลฯ ตามนโยบาย OBEC Zero Drop Out “พาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง”

“อีกเรื่องที่สำคัญ คือ การปรับสถานะสำนักหลักภายใน สพฐ.ให้เป็นไปตามกฎกระทรวงฯที่กำหนด ซึ่งตอนนี้ สพฐ.มีสำนักหลักอยู่ 24 สำนัก ก็จะมีการปรับสถานะในเร็วๆ นี้ เพื่อตอบสนองนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ของ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. , นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ.และนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำ ศธ.ในเรื่องการลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งการปรับสถานะในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดความซ้ำซ้อนของงาน มีการจัดสรรทรัพยากรและงบประมาณได้อย่างเหมาะสม เกิดความเชื่อมโยง ความต่อเนื่อง และความสอดคล้องกันของงาน รวมถึงเตรียมความพร้อมสำหรับกฎหมายใหม่ และการเข้าสู่องค์กรคุณภาพ รองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต โดยไม่กระทบกับบุคลากรในสำนักแต่อย่างใด” เลขาธิการ กพฐ.กล่าว

– 006

นายกสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้รับพระราชทานรางวัล ‘เทพทอง’ ประเภทองค์กรดีเด่น

นายกสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้รับพระราชทานรางวัล 'เทพทอง' ประเภทองค์กรดีเด่น

นายกสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้รับพระราชทานรางวัล ‘เทพทอง’ ประเภทองค์กรดีเด่น

วันพุธ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2568, 14.14 น.

นายกสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ รับพระราชทานรางวัล “เทพทอง“ ประเภทองค์กรดีเด่น  นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณ มุ่งเน้นลดความเหลื่อมล้ำการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียมของประชาชนเพื่อประโยชน์โดยรวมของชาติ ส่งทนายความนั่งให้คำปรึกษาอก่ปชช.ตามสถานีตำรวจรวม 434 สถานีทั่วประเทศ

วันที่ 26 มีนาคม 68 ผู้สื่อข่าวรายเมื่อวันที่ 25 มีนาคม เวลา 14.30 น. ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์  มอบรางวัล “เทพทอง” ให้แก่ สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ โดย ดร.วิเชียร ชุบไธสง นายกสภาทนายความ เป็นผู้รับมอบรางวัลพระราชทาน “เทพทอง” ครั้งที่ 23 ประจำปี 2567 ประเภทองค์กรดีเด่น และทำคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติ ซึ่งสมาคมนักวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นผู้นำชื่อองค์กรสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ เข้ารับรางวัลพระราชทานในครั้งนี้

ดร.วิเชียร ชุบไธสง นายกสภาทนายความ กล่าวว่า นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ได้รับพระราชทานรางวัลเทพทองในครั้งนี้และเป็นครั้งแรกของสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่ได้รับพระราชทานรางวัลอันทรงเกียรติเช่นนี้

นอกจากนี้ ดร.วิเชียร ชุบไธสง นายกสภาทนายความ ยังให้ความสำคัญและมีความห่วงใยผู้ประกอบวิชาชีพทนายความ โดยจะเดินหน้าพัฒนาเสริมสร้างวิชาการเพื่อเพิ่มศักยภาพในการประกอบวิชาชีพทางด้านกฎหมาย และจัดหาสวัสดิการต่างๆให้แก่ทนายความอย่างทั่วถึง ตลอดจนจัดให้ทนายความได้มีรายได้จากการนั่งให้คำปรึกษาประจำส่วนราชการ และสถานีตำรวจทั่วประเทศอย่างทั่วถึงต่อไป

สำหรับเกณฑ์การพิจารณารางวัลเทพทอง พระราชทาน  ประเภทองค์กรดีเด่น มีเกณฑ์การพิจารณาที่เข้มงวด โดยองค์กรที่ได้รับการคัดเลือกจะต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้

1. เป็นองค์กร หน่วยงาน บริษัท ห้างร้าน สมาคม มูลนิธิ ฯลฯ ที่ส่งเสริมกิจกรรมต่าง ๆ อันก่อให้เกิดการสร้างสรรค์สังคมและสิ่งที่ดีต่อประเทศ

2. เป็นองค์กรที่ไม่ประกอบกิจการที่ขัดต่อกฎหมายบ้านเมืองและจารีตประเพณีของไทย

3. เป็นองค์กรที่สนับสนุนกิจการด้านวิทยุ โทรทัศน์ และสื่อออนไลน์ สนับสนุนด้านการประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ข่าวสาร หรือเรื่องราวที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม
การได้รับรางวัลพระราชทานเทพทองในครั้งนี้ จึงถือเป็นเกียรติประวัติและความภาคภูมิใจของสมาชิกสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ และเป็นกำลังใจสำคัญในการดำเนินงานเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและอำนวยความยุติธรรม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียมของประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ด้อยโอกาส
สืบต่อไป     

อีกทั้งดร.วิเชียร ชุบไธสง นายกสภาทนายความ ยังให้ความสำคัญในการประกอบวิชาชีพทนายความโดยเน้นในการที่จะพัฒนาองค์กรเพื่อเพิ่มศักยภาพ ด้วยการเติมเต็มทางวิชาการ การมีจริยธรรม มรรยาททนายความ และด้านการจัดสวัสดิการให้แก่ทนายความอย่างทั่วถึง รวมทั้งการจัดหารายได้สำหรับทนายความที่มีความประสงค์จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นทนายความอาสาของสภาทนายความ ซึ่งได้เสนอให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้แก่สภาทนายความ  เพื่อให้คำปรึกษา  และช่วยเหลือประชาชนทางด้านกฎหมาย โดยเพิ่มงานให้ทนายความอาสา ในการนั่งให้คำปรึกษาประจำส่วนราชการ และสถานีตำรวจ  โดยในปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ได้ขอเพิ่มสถานีตำรวจ ให้ทนายความอาสาได้ไปนั่งให้คำปรึกษาอีกจำนวน 90 สถานีตำรวจ ซึ่งมีอยู่เดิมจำนวน 344 สถานีตำรวจ   รวมเป็นจำนวนทั้งสิ้น  434 สถานีตำรวจทั่วประเทศ

อาชีวะ ชูธงพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาเกษตร-ประมง เสริมแกร่งรับโลกอนาคต

อาชีวะ ชูธงพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาเกษตร-ประมง เสริมแกร่งรับโลกอนาคต

อาชีวะ ชูธงพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาเกษตร-ประมง เสริมแกร่งรับโลกอนาคต

วันพุธ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นประธานพิธีเปิดและมอบนโยบาย โครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการผู้บริหารสถานศึกษาประเภทเกษตรกรรมและประมง เพื่อพัฒนาความรู้และเสริมสร้างศักยภาพด้านการบริหารจัดการให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ มีผู้เข้าร่วมการอบรม ได้แก่ ผู้อำนวยการสถานศึกษาประเภทเกษตรกรรมและประมง 48 รายรองผู้อำนวยการที่รักษาราชการแทน 12 ราย และผู้อำนวยการสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตร 4 ราย รวม64 ราย ณ สวนนงนุช อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ. กล่าวว่า ปัจจุบันการบริหารจัดการสถานศึกษามีความท้าทายมากขึ้น จากปัจจัยด้านเทคโนโลยี สังคม และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มสถานศึกษาเกษตรกรรมและประมง ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการผลิตบุคลากรให้สอดคล้องกับความต้องการกำลังคนในสถานประกอบการ ดังนั้น สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) โดยสำนักพัฒนาครูและบุคลากรอาชีวศึกษา (สสอ.) ได้จัดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการของผู้บริหารสถานศึกษาประเภทเกษตรกรรมและประมง ซึ่งโครงการนี้มุ่งเน้นให้ผู้บริหารเกษตรและประมง ได้พัฒนาความรู้และเข้าใจบริบท รวมถึงกลยุทธ์และแนวทางการบริหารจัดการของสถานศึกษาเกษตรกรรมและประมงในยุคปัจจุบัน ด้วยการบูรณาการในมิติต่างๆ การพัฒนางานฟาร์มเชิงธุรกิจ การบริหารจัดการน้ำในสถานศึกษา การเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถานศึกษาและภาคอุตสาหกรรม และการนำเทคโนโลยี AI มาปรับใช้ โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ นายรอยล จิตรดอน ประธานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายปรีชา เวชศาสตร์ ที่ปรึกษาอาชีวศึกษาเกษตรและประมง นายณรงค์ชัย เจริญรุจิทรัพย์รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นายอัศวินข่มอาวุธ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคแพร่ และนายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุช ร่วมบรรยาย

“ผู้บริหารทุกท่านจะได้รับแนวทางการบริหารสถานศึกษาที่ทันสมัย สามารถนำไปปรับใช้ในการพัฒนาสถานศึกษาให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม จากการได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และแนวคิดต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้ภาคการศึกษาตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมได้มากขึ้น สิ่งสำคัญ 3 ด้านในการบริหาร คือ การบริหารตน บริหารคน บริหารงาน นำมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพในสถานศึกษาของท่าน พัฒนาการเรียนการสอนวิชาเกษตรให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ ทั้งเครือข่ายความร่วมมือต่างๆ ช่วยกัน ปรับการเรียน เปลี่ยนการสอน พัฒนาหลักสูตร การบูรณาการร่วมกันระหว่างสถานศึกษาอาชีวศึกษาด้วยกัน เกษตรต้องไม่หายไปต้องทำให้เกษตรกรรมเป็นศาสตร์ที่ยังคงอยู่ พัฒนาเกษตรกร ชุมชน ผู้เรียนได้เรียนรู้จริง ฝึกปฏิบัติจริงสร้างมูลค่าเพิ่มจากเกษตรและธุรกิจ ตอบโจทย์ชุมชนพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ”

สมศ.เน้นย้ำการประเมินคุณภาพภายนอก ปี’67-71 ลดวันประเมิน On site ขยายสู่รูปแบบออนไลน์ สร้างมาตรฐานในการแข่งขันระดับอาเซียน

สมศ.เน้นย้ำการประเมินคุณภาพภายนอก ปี’67-71  ลดวันประเมิน On site ขยายสู่รูปแบบออนไลน์  สร้างมาตรฐานในการแข่งขันระดับอาเซียน

สมศ.เน้นย้ำการประเมินคุณภาพภายนอก ปี’67-71 ลดวันประเมิน On site ขยายสู่รูปแบบออนไลน์ สร้างมาตรฐานในการแข่งขันระดับอาเซียน

วันพุธ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.องอาจ นัยพัฒน์ ผู้อำนวยการ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. เปิดเผยในการประชุมรับฟังความคิดเห็น (ร่าง) กรอบแนวทางการประกันคุณภาพภายนอกสถานศึกษาที่จัดการเรียนรู้ในสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) โดยเน้นย้ำเรื่อง “แนวคิดและทิศทางการประกันคุณภาพภายนอก” ว่า การประกันคุณภาพภายนอกไม่ใช่เป็น “การตรวจสอบ” แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยส่งเสริมการพัฒนาและยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณภาพการศึกษาของไทยเผชิญกับความท้าทายทั้งจากความแตกต่างของบริบทในเมืองและชนบท รวมถึงการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน

หลักการสำคัญของ (ร่าง) กรอบแนวทางการประกันคุณภาพภายนอกที่จะนำมาใช้ในสถานศึกษาสังกัด สกร. มีเป้าหมายหลักคือ “การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement)” มากกว่าการมุ่งเน้นเพียงการตรวจสอบและให้คะแนน หนึ่งในข้อสังเกตสำคัญของระบบการประกันคุณภาพในอดีตคือการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานและตัวชี้วัดบ่อยครั้ง ซึ่งสร้างภาระให้สถานศึกษาและบุคลากรทางการศึกษา

ทั้งนี้การประเมินคุณภาพภายนอกปี 2567-2571 สมศ. จึงมุ่งพัฒนาเกณฑ์การประกันคุณภาพภายนอกสถานศึกษาที่สอดคล้องกับเกณฑ์การประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษา ปรับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศจาก Paper-based สู่ Digital-based รวมถึงปฏิรูปการตรวจเยี่ยมสถานศึกษา โดยลดทอนจำนวนวันในการประเมินเหลือเพียง 1-2 วัน ตามบริบทของสถานศึกษา พร้อมนำรูปแบบการประเมินแบบ Virtual Visit เพื่อลดภาระของสถานศึกษาในการจัดเตรียมเอกสารและการต้อนรับต่างๆ ถือเป็นการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในการประกันคุณภาพให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้อย่างยั่งยืน โดยการประกันคุณภาพภายนอกจะเป็นหลักประกันให้ผู้เรียนและสังคมมีความมั่นใจว่าจะได้รับบริการจากสถานศึกษาที่ได้มาตรฐาน และเป็นการช่วยให้สถานศึกษามีการพัฒนาคุณภาพที่ดีขึ้นอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณภาพการศึกษาของไทยเผชิญกับความท้าทายทั้งจากความแตกต่างของบริบทในเมืองและชนบท รวมถึงการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน

ม.วลัยลักษณ์ เพิ่มมูลค่าขยะมูลฝอย พัฒนาระบบจัดการขยะเทศบาลปากพูน สร้างความยั่งยืนเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม

ม.วลัยลักษณ์ เพิ่มมูลค่าขยะมูลฝอย พัฒนาระบบจัดการขยะเทศบาลปากพูน สร้างความยั่งยืนเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม

ม.วลัยลักษณ์ เพิ่มมูลค่าขยะมูลฝอย พัฒนาระบบจัดการขยะเทศบาลปากพูน สร้างความยั่งยืนเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม

วันพุธ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ร่วมมือกับเทศบาลเมืองปากพูนในการสำรวจ เก็บรวบรวมและสังเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับระบบการจัดการขยะของเทศบาลเมืองปากพูน โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาแนวทางการบริหารจัดการขยะด้วยเทคโนโลยีสีเขียวและเศรษฐกิจสีเขียวอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน นำเสนอแนวทางและเทคโนโลยีที่ช่วยส่งเสริมความยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้การสนับสนุนของหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)

รศ.ดร.กฤษณะเดช เจริญสุธาสินี หัวหน้าโครงการการพัฒนาธุรกิจการจัดการขยะเศรษฐกิจสีเขียวของเทศบาลเมืองปากพูนและพื้นที่กลุ่มเศรษฐกิจโดยรอบบนเศรษฐกิจสีเขียว กล่าวว่า ปัญหาขยะมูลฝอยเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะในเขตเทศบาลเมืองปากพูน จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งต้องเผชิญกับปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการสำรวจพบว่า เทศบาลเมืองปากพูนมีปริมาณขยะมากถึง 18 ตันต่อวัน หรือ 6,570 ตันต่อปี ครอบคลุมพื้นที่ 12 หมู่บ้าน ที่มีประชากรกว่า 16,000 ครัวเรือนปัญหาขยะตกค้าง ก่อให้เกิดมลภาวะทางกลิ่น ควันจากการเผาขยะ และแหล่งเพาะพันธุ์ของสัตว์พาหะนำโรค นอกจากนี้ การกำจัดขยะยังเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่สูงถึง 2.7 ล้านบาท/ปี

เพื่อแก้ไขปัญหานี้ เทศบาลเมืองปากพูนได้ดำเนินนโยบาย “ส่งเสริมการคัดแยกขยะภายในชุมชน” โดยมุ่งเน้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นทาง ส่งผลให้ปริมาณขยะที่ต้องกำจัดลดลงเหลือเพียง 1.8 ตันต่อวัน หรือ 657 ตันต่อปี ลดลง 10 เท่า นอกจากนี้ ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการกำจัดขยะลงเหลือเพียง 361,350 บาทต่อปี ทำให้เทศบาลสามารถประหยัดงบประมาณได้ถึง 2.3 ล้านบาทต่อปี

ความสำเร็จของโครงการนี้เป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบการจัดการขยะอย่างยั่งยืน ซึ่งไม่เพียงช่วยลดภาระด้านค่าใช้จ่ายของเทศบาล แต่ยังช่วยเพิ่มมูลค่าขยะมูลฝอย ผ่านการนำขยะมาใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ ได้แก่ การนำเศษอาหารไปใช้เลี้ยงสัตว์ การนำขยะเชื้อเพลิงไปจำหน่ายเป็นเชื้อเพลิงให้กับบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (ทุ่งสง) จำกัด เพื่อนำไปเป็นเชื้อเพลิง การนำขยะอินทรีย์ไปผลิตปุ๋ยหมักชีวภาพและก๊าซชีวภาพการนำเศษกิ่งไม้ไปทำวัสดุดินปลูก การใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปเป็นวัสดุถมที่ดิน การสกัดน้ำมันจากถุงพลาสติกเพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทน มาตรการเหล่านี้ไม่เพียงช่วยลดปริมาณขยะที่ต้องกำจัด แต่ยังช่วยส่งเสริมแนวคิด เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

นอกจากนี้ คณะวิจัยได้นำผลการศึกษาจากการเก็บรวบรวมข้อมูลของเทศบาลเมืองปากพูน มาจัดแสดงในนิทรรศการ “นวัตกรรมเทคโนโลยีสีเขียวและเศรษฐกิจสีเขียวของเทศบาลเมืองปากพูน” เพื่อเผยแพร่ความรู้และแนวทางการจัดการขยะอย่างยั่งยืน โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าชมและเรียนรู้แนวทางการบริหารจัดการขยะ รวมถึงเทคโนโลยีที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนาเมืองให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

สอศ.มอบโล่เชิดชูเกียรติ 102 สถานศึกษาอาชีวะต้นแบบ ‘ITA 2567’ ตอกย้ำองค์กรคุณธรรม-โปร่งใส

สอศ.มอบโล่เชิดชูเกียรติ 102 สถานศึกษาอาชีวะต้นแบบ ‘ITA 2567’ ตอกย้ำองค์กรคุณธรรม-โปร่งใส

สอศ.มอบโล่เชิดชูเกียรติ 102 สถานศึกษาอาชีวะต้นแบบ ‘ITA 2567’ ตอกย้ำองค์กรคุณธรรม-โปร่งใส

วันพุธ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นประธานมอบโล่เชิดชูเกียรติให้แก่ 102 สถานศึกษาอาชีวศึกษาต้นแบบด้านคุณธรรมและความโปร่งใส ในการดำเนินงาน ประจำปีงบประมาณ 2567 เพื่อเป็นต้นแบบในการเสริมสร้างคุณธรรมและธรรมาภิบาลในสถานศึกษา และเป็นแนวทางให้กับสถานศึกษาอาชีวศึกษาทั่วประเทศในการบริหารจัดการที่โปร่งใส โดยมี นายวรวุฒิ ดำขำ ผู้อำนวยการกลุ่มนิติการ พร้อมด้วยผู้บริหารสถานศึกษา ศึกษานิเทศก์ ครูและบุคลากรทางการศึกษากว่า 200 คน เข้าร่วม ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ. กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จัดพิธีมอบโล่เชิดชูเกียรติขึ้น เพื่อเป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของการบริหารงานด้วยคุณธรรมและความโปร่งใส ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของสถานศึกษาอาชีวศึกษา ในการผลิตบุคลากรคุณภาพสู่สังคม การมีธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการ จะช่วยส่งเสริมให้สถานศึกษาสามารถดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นที่ยอมรับของสังคม

โดยปีงบประมาณ 2567 สอศ. ได้มอบหมายให้หน่วยศึกษานิเทศก์ ดำเนินงานภายใต้โครงการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรมและธรรมาภิบาลในสถานศึกษา แผนงานบูรณาการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ ในการคัดเลือกสถานศึกษาอาชีวศึกษาที่มีความโดดเด่นด้านคุณธรรมและความโปร่งใส ผ่านเกณฑ์การประเมิน Integrity and Transparency Assessment (ITA) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 85 เป็นมาตรฐานสำคัญในการตรวจสอบความโปร่งใสขององค์กร ซึ่งมีจำนวน 102 สถานศึกษาที่ได้รับโล่เชิดชูเกียรติในปีนี้

สำหรับปีงบประมาณ 2568 จะขยายผลการดำเนินงานด้านคุณธรรมและความโปร่งใสไปยังสถานศึกษาอาชีวศึกษาทั่วประเทศ โดยจะนำเครื่องมือ ITA มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละสถานศึกษา ส่งเสริมการบริหารงานอย่างมีจริยธรรม ปลูกฝังแนวคิด “ไม่ทนต่อการทุจริต” ให้แก่บุคลากรและนักเรียน นักศึกษา ส่วนเกณฑ์การประเมิน Integrity and Transparency Assessment (ITA) ต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ขึ้นไป จะได้เป็นสถานศึกษาอาชีวศึกษาต้นแบบ ด้านคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงาน

“สอศ. ตั้งเป้าหมายให้สถานศึกษาอาชีวศึกษาภาครัฐและเอกชน สถาบันการอาชีวศึกษา และหน่วยงานในกำกับ ทุกแห่ง นำแนวปฏิบัตินี้ไปประยุกต์ใช้ เพื่อให้การบริหารงานมีความโปร่งใส ลดโอกาสในการเกิดการทุจริต และสร้างวัฒนธรรมองค์กรด้านคุณธรรมและธรรมาภิบาลที่เข้มแข็ง การมอบโล่เชิดชูเกียรติในครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ สอศ. ในการส่งเสริมความโปร่งใสในภาคการศึกษา ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการพัฒนาระบบอาชีวศึกษาให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล พร้อมก้าวสู่อนาคตอย่างมั่นคงและยั่งยืน เป็นรากฐานสำคัญในการสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพและซื่อสัตย์ต่อสังคม” เลขาธิการ กอศ. กล่าว

‘สพฐ.’ปูพรม’พาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง’

'สพฐ.'ปูพรม'พาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง'

‘สพฐ.’ปูพรม’พาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง’

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 19.11 น.

เลขาธิการ กพฐ. เผยเร่งขยายเครือข่ายโรงเรียนจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นด้วย 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ ปูพรมแผนปฏิบัติการ “พาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง” สพฐ. ไม่มีเด็กตกหล่น-ออกกลางคัน

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้มอบหมายให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (ผอ.สพท.) ทั่วประเทศ นำนโยบาย “OBEC Zero Dropout” หรือ “สพฐ. ไม่มีเด็กตกหล่นหรือออกกลางคัน” ไปสู่แผนการปฏิบัติงานประจำปีงบประมาณ 2568 ของทุกเขตพื้นที่การศึกษา โดยใช้ชื่อโครงการว่า “พาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง” ซึ่งมีเป้าหมายให้เด็กทุกคนต้องได้รับการศึกษา และมีโอกาสได้เรียนในทุกพื้นที่ นั้น จากการตรวจราชการและติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ รอบที่ 1 ระหว่างเดือนตุลาคม 2567 ถึงเดือนมีนาคม 2568 พบว่า การติดตามเด็กตกหล่น อายุระหว่าง 3-18 ปี จำนวน 616,625 คน พบตัวแล้ว 195,432 คน คิดเป็นร้อยละ 31.69 ไม่พบตัว 421,193 คน คิดเป็นร้อยละ 68.31 ในจำนวนที่พบตัวได้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาแล้ว 54,629 คน คิดเป็นร้อยละ 8.87 ซึ่งตนได้กำชับให้ทุกเขตพื้นที่การศึกษาเร่งติดตามค้นหาเด็กตกหล่นเหล่านี้ให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาให้เร็วที่สุด โดยจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นเข้ามารองรับ เช่น ใช้แนวทาง 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ ซึ่งมีทั้งการเรียนในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย เพราะเด็กแต่ละคนก็มีความจำเป็นที่แตกต่างกัน ดังนั้นเราก็จะพาการศึกษาไปหาเด็กๆ ตามนโยบายเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา Anywhere Anytime

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า Thailand Zero Dropout เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล และกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งตนมั่นใจว่า โครงการ “พาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง” จะสามารถตอบสนองความต้องการของนักเรียนและผู้ปกครองที่มีความจำเป็นแตกต่างกันได้ ทั้งนี้ “นำการเรียนไปให้น้อง” จะจัดสำหรับนักเรียนที่มีความจำเป็นเฉพาะไม่สามารถกลับเข้ามาเรียนในระบบได้ โรงเรียนก็จะนำการเรียนไปให้นักเรียนได้เรียนที่บ้าน หรือเรียนออนไลน์ เรียนไปด้วยทำงานไปด้วย โดยปัจจุบันมีการนำร่องนำการเรียนไปให้น้องในรูปแบบต่างๆ เช่น โรงเรียนมือถือ เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา, ห้องเรียน/บวรสร้างโอกาส, ห้องเรียนเคลื่อนที่ ห้องเรียนสาขา, เครดิตแบงก์/เทียบโอนหน่วยกิต และเปลี่ยนบ้านเป็นห้องเรียน เปลี่ยนพ่อแม่เป็นครู โดยครูประจำชั้น ครูฝ่ายวิชาการ ร่วมจัดหาสื่อการเรียนรู้ นำแบบฝึกใบงานไปให้นักเรียนที่บ้าน ผู้ปกครองช่วยสอนและทำกิจกรรมร่วมกับนักเรียน มีการประเมินนักเรียนจากคลิปวิดีโอที่ผู้ปกครองส่งให้ เป็นต้น 

ปัจจุบันมีโรงเรียนสังกัด สพฐ. จำนวน 54 โรงเรียน ใน 16 เขตตรวจราชการ ที่เป็นโรงเรียนต้นแบบจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นด้วย 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ และมีโรงเรียน จำนวน 927 โรงเรียนที่สมัครพัฒนาโมเดลการศึกษาที่ยืดหยุ่น 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ ซึ่งตนได้เน้นย้ำให้ ผอ.สพท.ทั่วประเทศ มีการบูรณาการดำเนินงานแก้ปัญหาเด็กที่อยู่นอกระบบการศึกษาและเด็กตกหล่นให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา โดยเชิญชวนประสานกับภาคีเครือข่าย หรือชุมชนมาร่วมค้นหา จัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น และมีการชี้เป้า เฝ้าระวัง เด็กเยาวชนที่มีลักษณะที่ไม่ได้เรียนหนังสือ เพื่อพาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง ให้ได้อย่างครอบคลุมทั่วถึง สู่เป้าหมาย Thailand Zero Dropout หรือ เด็กหลุดจากระบบการศึกษาเป็นศูนย์ให้เร็วที่สุด.