อว.จับมือฮังการีพัฒนาอุดมศึกษาและกำลังคน ในโครงการ ‘Stipendium Hungaricum 2026-2028’

อว.จับมือฮังการีพัฒนาอุดมศึกษาและกำลังคน ในโครงการ 'Stipendium Hungaricum 2026-2028'

อว.จับมือฮังการีพัฒนาอุดมศึกษาและกำลังคน ในโครงการ ‘Stipendium Hungaricum 2026-2028’

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.42 น.

กระทรวง อว.จับมือฮังการีพัฒนา “อุดมศึกษาและกำลังคน” ภายใต้โครงการ Stipendium Hungaricum ปี 2026  -2028 ให้ 40 ทุนต่อปี นักศึกษาไทยเรียน ป.ตรี – เอกด้าน STEM – วิทยาศาสตร์การแพทย์และสุขภาพ – เกษตรศาสตร์และอีกหลากหลายสาขาวิชา ยกเว้นค่าเล่าเรียน ค่าที่พัก ค่าใช้จ่ายรายเดือนและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

4 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือภายใต้โครงการทุนการศึกษา Stipendium Hungaricum ปี 2026-2028 กับ Mr. Ádám Stifter รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศและการค้า ประเทศฮังการี โดยมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และ Mr.Péter Szijjártó รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและการค้า ประเทศฮังการี ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ กระทรวงการต่างประเทศ

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ เปิดเผยหลังลงนามฯ ว่า สาระสำคัญของการลงนามฯ คือส่งเสริมความร่วมมือด้านการอุดมศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ร่วมกัน รวมทั้งเพื่อเป็นกลไกในการอำนวยความสะดวกในการขยายความร่วมมือด้านการอุดมศึกษาระหว่างทั้งสองฝ่ายในระยะยาว รัฐบาลฮังการีโดยกระทรวงการต่างประเทศและการค้าฮังการี จะจัดสรรทุนการศึกษาแก่ประเทศไทย จำนวน 40 ทุนต่อปี เพื่อศึกษาต่อในประเทศฮังการีระดับปริญญาตรี ปริญญาตรี – โทต่อเนื่อง  ปริญญาโทและปริญญาเอก ทั้งในหลักสูตรภาษาฮังการีและภาษาต่างประเทศ โดยสาขาที่พิจารณาให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก คือสาขาด้าน STEM ได้แก่ สาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์  คณิตศาสตร์รวมถึงสาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์และสุขภาพและสาขาเกษตรศาสตร์ ซึ่งเป็นสาขาที่มีความสำคัญและสอดคล้องกับการพัฒนาประเทศของทั้งสองฝ่าย

นอกจากนี้ ยังมีสาขาวิชาอื่นๆ ที่นักศึกษาไทยสามารถสมัครเพื่อศึกษาต่อได้ ดังนี้  Arts and Humanities, Social Science, Legal Science เช่น สาขานิติศาสตร์ สาขา Criminology เป็นต้น, Economic Science, Arts เช่น สาขา Animation สาขา Design Theory สาขา Painting สาขา Cinematography เป็นต้น, Arts Education เช่น สาขา Contemporary Music สาขา Film and Media Studies เป็นต้น ทั้งนี้ทุนการศึกษาจะครอบคลุมค่าใช้จ่าย ได้แก่ การยกเว้นค่าเล่าเรียน ค่าที่พัก ค่าใช้จ่ายรายเดือนและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

รองปลัดกระทรวง อว.กล่าวต่อว่า ส่วนฝ่ายไทย จะมีการดำเนินการในการส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ทุนการศึกษา Stipendium Hungaricum รวมทั้งดำเนินการพิจารณาเสนอชื่อผู้สมัครรับทุนโดยจะร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาไทยเสนอมอบทุนการศึกษาเป็นประจำทุกปีให้แก่ชาวฮังการี เพื่อเข้ารับการศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาของไทย โดยรายชื่อทุนการศึกษาและหลักสูตรการศึกษาในแต่ละระดับจะส่งให้กับ Tempus Public Foundation ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดำเนินการด้านการศึกษาของรัฐบาลฮังการีสำหรับการสนับสนุนดังกล่าว ฝ่ายไทยจะดำเนินการภายใต้โครงการ Thailand Scholarships ซึ่งเป็นการดำเนินการร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาไทยในการจัดสรรทุนการศึกษาให้กับชาวต่างชาติ

“การลงนามในครั้งนี้ ไม่เพียงมุ่งเน้นการส่งเสริมความร่วมมือด้านทุนการศึกษาเท่านั้น หากแต่ยังมีจุดมุ่งหมายที่จะต่อยอดและขยายไปสู่ความร่วมมือทางวิชาการในมิติอื่น ๆ โดยในอนาคต กระทรวง อว. มีแผนการที่จะผลักดันและขับเคลื่อนความร่วมมือทางวิชาการกับฮังการีให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น อาทิ การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษาของทั้งสองประเทศ การส่งเสริมการดำเนินกิจกรรมการแลกเปลี่ยนนักศึกษาและบุคลากร รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือด้านการวิจัยในสาขาที่มีศักยภาพร่วมกัน” ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าว

สำหรับความร่วมมือภายใต้โครงการทุนการศึกษา Stipendium Hungaricum ระหว่างไทยกับฮังการี มีนักเรียนนักศึกษาไทยได้รับทุนการศึกษาเพื่อเดินทางไปศึกษาต่อ ณ สถาบันอุดมศึกษาฮังการีแล้ว มากกว่า 220 คน ซึ่งครอบคลุมทั้งในระดับปริญญาตรี ปริญญาตรี-โทต่อเนื่อง ปริญญาโท และปริญญาเอก

-(016)

ในหลวง ทรงมีพระราชสาส์นอำนวยพร ในโอกาสวันเอกราชสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา

ในหลวง ทรงมีพระราชสาส์นอำนวยพร ในโอกาสวันเอกราชสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา

ในหลวง ทรงมีพระราชสาส์นอำนวยพร ในโอกาสวันเอกราชสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.07 น.

4 กุมภาพันธ์ 2569 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ส่งข้อความพระราชสาส์นอำนวยพรไปยังประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา ในโอกาสวันเอกราชของสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา ซึ่งตรงกับวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ความว่า 

ฯพณฯ นายอนุระ กุมาระ ทิสานายเก ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา กรุงโคลัมโบ

ในโอกาสวันเอกราชของสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา ข้าพเจ้าขอแสดงความยินดีและขออำนวยพรให้ท่านประธานาธิบดีมีพลานามัยสมบูรณ์และประสบความสุขสวัสดิ์ทั้งขอให้ประเทศและประชาชนชาวศรีลังกามีความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรือง
 
ตลอดระยะเวลากว่าเจ็ดทศวรรษของความสัมพันธ์ทางการทูตที่มีต่อกัน ประเทศไทยและศรีลังกามีความสัมพันธ์ฉันมิตรที่ใกล้ชิดแนบแน่นเสมอมา ซึ่งเป็นมิตรภาพที่มีรากฐานทางประวัติศาสตร์อันยาวนานที่หยั่งรากลึกในความศรัทธาทางศาสนาและมรดกทางพระพุทธศาสนาร่วมกัน
 
ประเทศไทยขอร่วมกับประชาคมระหว่างประเทศแสดงความยินดีต่อความสำเร็จของศรีลังกาในการฟื้นฟูความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและการกลับคืนสู่การเติบโตอย่างเข้มแข็ง และเชื่อมั่นว่าการดำเนินการของความตกลงการค้าเสรีไทย-ศรีลังกากำลังดำเนินไปในทิศทางที่ดีอย่างเต็มศักยภาพ 

ข้าพเจ้าเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า ประเทศไทยและศรีลังกาจะยังคงมุ่งมั่นร่วมมือกัน อย่างใกล้ชิด เพื่อเสริมสร้างและกระชับความเป็นหุ้นส่วนในกิจการทุกด้านอันยังประโยชน์ร่วมกัน ทั้งในระดับทวิภาคีและภายใต้กรอบอาเซียน-ศรีลังกา โดยเฉพาะในด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว ความร่วมมือทางวิชาการ และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ทำให้มั่นใจได้ว่าจะนำความเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นมาสู่ประเทศและประชาชนทั้งสองฝ่ายในภายภาคหน้า

(พระปรมาภิไธย) มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

นาทีประวัติศาสตร์! มจพ. ปล่อยดาวเทียม ‘KNACKSAT-2’ ขึ้นสู่วงโคจรอวกาศ

นาทีประวัติศาสตร์! มจพ. ปล่อยดาวเทียม ‘KNACKSAT-2’ ขึ้นสู่วงโคจรอวกาศ

นาทีประวัติศาสตร์! มจพ. ปล่อยดาวเทียม ‘KNACKSAT-2’ ขึ้นสู่วงโคจรอวกาศ

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.53 น.

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.30 น. ศาสตราจารย์ ดร.ธีรวุฒิ  บุณยโสภณ นายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เป็นประธานกล่าวเปิดงานปล่อยดาวเทียมแนคแซท 2 (KNACKSAT-2)   โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ เซี่ยงฉิน ผู้อำนวยการอุทยานเทคโนโลยี กล่าวต้อนรับ พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.ธานินทร์  ศิลป์จารุ อธิการบดี คณะผู้บริหาร ดร.พงศธร สายสุจริต รักษาการผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีอวกาศนานาชาติเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ หัวหน้าโครงการ และนักวิจัยโครงการดาวเทียมแนคแซท 2 ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ อุทยานเทคโนโลยี มจพ.

สำหรับดาวเทียมแนคแซท 2 หรือ KNACKSAT-2 เป็นโครงการดาวเทียมคิวบ์แซท (CubeSat) ขนาด 3U (30 x 10 x 10 ซม.) ออกแบบและพัฒนาโดยเด็กไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ใช้วัสดุภายในประเทศกว่า 98% มีรูปแบบเป็น Ride Sharing Platform Satellite หรือการแชร์พื้นที่ใช้สอยบนดาวเทียมร่วมกัน มีพื้นที่ในการบรรจุเพย์โหลดเพื่อปฏิบัติภารกิจ ทั้งหมด 7 ระบบ โดยแต่ละเพย์โหลดเป็นโครงการความร่วมมือพัฒนาระหว่าง มจพ. กับหน่วยงานอีก 7 หน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ ได้แก่

1. หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.)

2. บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด

3. โรงเรียนเตรียมวิศวกรรมไทย-เยอรมัน มจพ.

4. Rail Systems Cluster มจพ.

5. สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)

6. UiTM ประเทศมาเลเซีย

7. UPHSD ประเทศฟิลิปปินส์

ดาวเทียม KNACKSAT-2 ได้รับการพัฒนาโดย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ผ่านสถาบันเทคโนโลยีอวกาศนานาชาติเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ (สทอศ.) ร่วมกับ บริษัท NBSPACE จำกัด และพันธมิตรจากประเทศญี่ปุ่นคือ Kyushu Institute of Technology (KYUTECH)

KNACKSAT-2 เป็นดาวเทียมขนาดเล็กแบบ 3U CubeSat ที่ออกแบบให้เป็น แพลตฟอร์มบรรจุหลายเพย์โหลด (Multi-Payload CubeSat Platform) ภายใต้แนวคิด Ride-Sharing ซึ่งเปิดโอกาสให้หน่วยงาน นักวิจัย มหาวิทยาลัย และภาคเอกชน สามารถส่งเฉพาะเพย์โหลดของตนขึ้นไปทดสอบและใช้งานในอวกาศ โดยไม่จำเป็นต้องพัฒนาดาวเทียมทั้งระบบด้วยตนเอง สามารถลดต้นทุน ลดระยะเวลา และลดความซับซ้อน ในการเข้าถึงเทคโนโลยีอวกาศ และถือเป็นความก้าวสำคัญในการขยายโอกาสด้านการวิจัยและนวัตกรรมอวกาศของประเทศไทย

ความร่วมมือระดับนานาชาติ โครงการ KNACKSAT-2 เป็นผลจากความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา หน่วยงานวิจัย ภาคอุตสาหกรรม และพันธมิตรระหว่างประเทศ โดยมีบทบาทสำคัญดังนี้

1. สทอศ. และ มจพ. รับผิดชอบการออกแบบระบบ ภารกิจ และการปฏิบัติการภาคพื้น

2. NBSPACE ดำเนินการผลิต ประกอบ และทดสอบระบบดาวเทียม พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคอุตสาหกรรม

3. KYUTECH สนับสนุนการทดสอบในสภาพแวดล้อมอวกาศ การตรวจสอบความปลอดภัย และความพร้อมก่อนปล่อย

4. JAXA สนับสนุนการปล่อยดาวเทียมผ่านสถานีอวกาศนานาชาติ ด้วยระบบ J-SSOD

ความร่วมมือดังกล่าวทำให้ KNACKSAT-2 เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยและวิศวกรรมระดับสากล

ภารกิจและการปฏิบัติงานในวงโคจร หลังการปล่อย ดาวเทียม KNACKSAT-2 จะโคจรที่ระดับความสูงประมาณ 400 กิโลเมตร จากพื้นโลก มีอายุการปฏิบัติภารกิจประมาณ 18 เดือน และสามารถควบคุมวงโคจรผ่านประเทศไทยและประเทศใกล้เคียงได้หลายครั้งต่อวัน

ข้อมูลจากเพย์โหลดจะถูกส่งลงสู่สถานีภาคพื้น และจัดเก็บในระบบคลาวด์ โดยแต่ละหน่วยงานสามารถเข้าถึงข้อมูลของตนเองได้อย่างปลอดภัยและเป็นอิสระ

การพัฒนากำลังคนและเศรษฐกิจอวกาศ นอกจากการทดสอบเทคโนโลยีในอวกาศแล้ว NACKSAT-2 ยังมีบทบาทสำคัญในการพัฒนากำลังคนด้านวิศวกรรมอวกาศผ่านการเรียนรู้จากภารกิจจริง สนับสนุนการทดลองและนวัตกรรม เช่น ระบบ IoT ผ่านดาวเทียม วางรากฐานสู่ เศรษฐกิจอวกาศ (Space Economy) ของประเทศไทย

โครงการนี้ สะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ในการเป็นผู้สร้างเทคโนโลยีขั้นสูง ไม่ใช่เพียงผู้ใช้เท่านั้น ก้าวต่อไปของโครงการ KNACKSAT ความสำเร็จของ KNACKSAT-2 ต่อยอดจากภารกิจ KNACKSAT รุ่นก่อนหน้านี้ และเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาดาวเทียมเชิงพาณิชย์และโครงการอวกาศระดับชาติในอนาคต แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศอย่างยั่งยืน ผ่านการบูรณาการการศึกษา วิจัย และอุตสาหกรรม

อีกหนึ่งความสำเร็จของประเทศไทยด้านเทคโนโลยีอวกาศ ด้วยการปล่อย ดาวเทียม KNACKSAT-2 ขึ้นสู่วงโคจรอวกาศสำเร็จ จากสถานีอวกาศนานาชาติ (International Space Station, ISS) ผ่านระบบ JEM Small Satellite Orbital Deployer (J-SSOD) โดย Japan Aerospace Exploration Agency (JAXA)

ทั้งนี้ ดร.พงศธร สายสุจริต รักษาการผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีอวกาศนานาชาติเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ (สทอศ.) อาจารย์ประจำภาควิชาวิศกรรมเครื่องกลและการบินอวกาศ มจพ. ในฐานะหัวหน้าโครงการ กล่าวว่า ภารกิจของดาวเทียมว่า “ดาวเทียมแนคแซท 2 มีเป้าหมายในการใช้ IoT Satellite เติมเต็ม IoT Network ในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดในการติดตั้งอุปกรณ์ส่งสัญญาณ Network Cellular ตามปกติ เช่น ในทะเล บนภูเขา และพื้นที่ทางการเกษตร ที่มีปริมาณผู้คนอยู่น้อย แต่มีความจำเป็นต้องใช้ระบบ IoT Solution ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการทำงานด้านความปลอดภัย และความมั่นคงของประเทศ ของหน่วยงานทหาร การตรวจสอบข้อมูลในด้านทรัพยากร การเฝ้าระวังไฟป่า  ของหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงการนำมาใช้ในธุรกิจการประมงและการขนส่งทางเรือ พาณิชย์นาวี  การทำเกษตรกรรมในพื้นที่กว้างหรือห่างไกล ไม่สามารถติดตั้งอุปกรณ์ส่งสัญญานอินเตอร์เน็ตได้ จะช่วยให้ธุรกิจภาคดังกล่าวสามารถเข้าถึงข้อมูลที่มีประโยชน์ โดยผ่านระบบ Sensor ตรวจจับต่าง ๆ ราคาที่เป็นของคนไทย ไม่ต้องจ่ายในราคาที่ซื้อจากต่างประเทศ นอกจากนี้ ดาวเทียมที่สร้างเองได้ออกไปสู่วงโคจรจริง ทำให้มี study case ที่แท้จริง ในการพัฒนาบุคลากรที่จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยต่อไป

77 ปี ‘มศว’ ดันบุคลากร นิสิตสู่การเป็น ‘Global Citizen’ ในทุกมิติของการเติบโต

77 ปี ‘มศว’ ดันบุคลากร นิสิตสู่การเป็น ‘Global Citizen’ ในทุกมิติของการเติบโต

77 ปี ‘มศว’ ดันบุคลากร นิสิตสู่การเป็น ‘Global Citizen’ ในทุกมิติของการเติบโต

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต่างกำลังเผชิญกับความท้าทายใหม่ที่มาพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกในหลายด้าน อาทิ จำนวนประชากรเด็กที่มีอัตราการเกิดน้อยลง นั่นหมายความว่าในอนาคตมหาวิทยาลัยจะขาดแคลนเด็กที่จะเลือกเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาอย่างเห็นได้ชัด หรือแม้กระทั่งครอบครัวสมัยใหม่มักเลือกที่จะมีบุตรเพียง 1-2 คน  รวมถึงโลกการศึกษาที่พัฒนาอย่างรวดเร็วจากการเข้ามามีบทบาทของ AI ของเด็กยุคใหม่ซึ่งทำให้ทุกมหาวิทยาลัยมีการแข่งขันที่เข้มข้นดุเดือดสูงมากขึ้น อย่างเช่นมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) หนึ่งในสถาบันอุดมศึกษาเก่าแก่ที่อยู่ใจกลางเมืองย่านอโศก แม้จะเป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่ยาวนานและเข้มแข็งหยัดยืนสู่ปีที่ 77 ก็ยังมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เข้าสู่ยุคของ Gen Alpha ที่เติบโตมาพร้อมเทคโนโลยี AI เป็นช่วงสำคัญที่ มศว ต้องเร่งปรับตัวพลิกโฉมหน้าเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ เพื่อรับมือกับโลกการศึกษาที่ผันผวนอย่างรวดเร็วและต้องปรับตั้งรับให้ทันต่อกระแสดังกล่าว

ในปี 2569 นี้ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) มีอายุ 77 ปี นับว่าเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำแนวหน้าของเมืองไทยแห่งหนึ่งที่มีความสำคัญต่อรากฐานทางการศึกษาและการพัฒนาบทบาทความเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อสังคมไปตามยุคสมัย เช่นจากโรงเรียนฝึกหัดครูชั้นสูง มาเป็นสถาบันวิชาการศึกษาและยกระดับเป็นมหาวิทยาลัย ภายใต้ปรัชญา Education is Growth การศึกษาคือความเจริญงอกงาม” จึงเป็นอีกจุดแข็งและจุดต่างของ มศว ในการนำพามหาวิทยาลัยสู่สถาบันอุดมศึกษาชั้นนำของประเทศแม้จะต้องสูญเสียความเป็นมหาวิทยาลัยที่มีวิทยาเขตมากที่สุดถึง 8 วิทยาเขตไปกระทั่งปัจจุบันมีเพียง มศว อำเภอองครักษ์ จ.นครนายก และ มศว ประสานมิตร กทม. ซึ่งเคยเป็นพื้นที่ทุ่งนาที่มีคลองแสนแสบใช้เป็นเส้นทางหลัก แต่ทุกวันนี้สามารถเดินทางได้ทั้งทางรถยนต์ รถเมล์ ทางเรือในคลองแสนแสบ รถไฟฟ้าทั้งใต้ดินและบนดิน ซึ่งนับเป็นจุดแข็งและเป็นข้อได้เปรียบของมหาวิทยาลัย

รศ.ดร.ชลวิทย์ เจียรจิตต์ อธิการบดี มศว เผยว่า มีความตั้งใจที่จะพัฒนามหาวิทยาลัยทั้งด้านกายภาพให้ตอบโจทย์สังคมภายนอกและใส่ใจประชาคมภายใน ยกระดับพัฒนาคุณภาพนิสิต คุณภาพวิชาการสู่ความเป็นเลิศให้ก้าวหน้าในระดับสากลด้วยแนวคิดเชิงรุก “Learning University for Society” LOVES SWU Growth for All” ที่มุ่งเน้นการพัฒนาใน 5 ด้าน ภายใต้แนวคิด “L O V E S” โดยตลอด 1 ปีที่ผ่าน สิ่งสามารถดำเนินการได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว มีดังต่อไปนี้

L : Learning มุ่งสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการด้านการพัฒนาหลักสูตรนานาชาติกับแพลตฟอร์มเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ซึ่งปัจจุบันสามารถเข้าเรียนได้แล้ว ผ่าน lifelong.swu.ac.th และกำลังจะมีหลักสูตรใหม่ ๆ พัฒนาให้ได้เข้าไปเรียนเพิ่มเติมต่อไปในปีนี้ รวมถึงศูนย์กลางทางวิชาการเพื่อสังคม (SWU Scholar Hub for Society) มีคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์ต่างๆ ที่จะให้ความรู้ข้อเท็จจริงกับสังคมไทยในกรณีเหตุการณ์ทันกระแสสังคมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อคืนความรู้สู่สังคม รวมทั้งการส่งเสริมและสนับสนุนนิสิตได้รับทุนไปศึกษาต่อในปริญญาโท ปริญญาเอกที่ต่างประเทศ และให้กลับมาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ในโครงการ One Faculty, One Teacher อีกด้วย

O : Opportunity เป็นโอกาสของทุกคน ทั้งบุคลากรและนิสิต รวมทั้งนิสิตพิการ นิสิตชาติพันธุ์ชายขอบ กลุ่มLGBTQ+ ให้ทุนการศึกษา ให้สวัสดิการต่างๆ ผลักดันนิสิตสู่การเป็นพลเมือง (Global Citizen) และมี Societal Mindset ให้เด็กตระหนักถึงการทำตนให้มีคุณค่าแก่สังคม ทำความร่วมมือกับสถาบันต่างๆ

V : Value Added ยกระดับคุณค่าขององค์กร สร้างพื้นที่การเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งอนาคตในการเป็น AI UNIVERSITY กับการบริหารจัดการการลงทุนเพื่อนำองค์ความรู้มาสร้างนวัตกรรม พัฒนางานวิจัยที่ตอบโจทย์การนำไปใช้กับสังคมได้จริงและเห็นผล แก้ปัญหางานวิจัยบนกระดาษ ทำให้มหาวิทยาลัยมีค่าและมีคุณค่าสู่สังคมอย่างยั่งยืน

E : Environment มุ่งสร้างสรรค์มหาวิทยาลัยให้เป็นพื้นที่ของทุกคนเพื่อทุกคน University for all ปรับภูมิทัศน์กายภาพความสง่างามให้เป็น Universal Design รองรับการใช้พื้นที่สำหรับประชาคมทั้งภายในและภายนอก อาทิ สนามฟุตบอลใจกลางมหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่ออกกำลังกายและสันทนาการแก่ประชาชนได้ เป็นGreen University – Health and Well-being areas

S : Social Engagement เป็นการทำงานร่วมกับเครือข่ายภาคีพันธกิจสัมพันธ์เพื่อสังคม ในความหมาย มศว มหาวิทยาลัยเพื่อสังคม สนับสนุนให้มหาวิทยาลัยเข้าสู่มาตรฐาน ESG โดยการบริการวิชาการสู่สังคมผ่านโครงการ 1 คณะ 1 ชุมชน เช่น อโศก โมเดล และ องครักษ์ โมเดล  เป็นต้น

“ในปีที่ 77 มศว จะยังคงเป็นมหาวิทยาลัยที่มุ่งมั่นสร้างรากฐานอันแข็งแกร่งและเข้มข้นในการผลิตวิชาชีพครูชั้นสูงทั้งด้านคุณภาพการศึกษาสู่สากลและสร้างคนที่มีความดีและความเก่งสู่สังคมอย่างเป็นรูปธรรม สู่การเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่ง “ที่เป็นศรีสง่าแก่มหานคร” ก้าวหน้าสู่ความเป็นเลิศในหลายด้านอย่างเท่าทันตามยุคสมัยอย่างไม่หยุดนิ่งและพัฒนาอย่างรุดหน้า มีผลเชิงประจักษ์สู่สังคมภายในและภายนอกอย่างแท้จริง” อธิการบดี มศว กล่าวทิ้งท้าย

‘Cyber Evidence & AI Forensics Day 2026’ เสริมเกราะความรู้รับมืออาชญากรรมไซเบอร์

‘Cyber Evidence & AI Forensics Day 2026’ เสริมเกราะความรู้รับมืออาชญากรรมไซเบอร์

‘Cyber Evidence & AI Forensics Day 2026’ เสริมเกราะความรู้รับมืออาชญากรรมไซเบอร์

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เมื่อภัยคุกคามที่มาในรูปแบบอาชญากรรมทางไซเบอร์เป็นเรื่องใกล้ตัวที่น่ากลัวกว่าที่คิด การสร้างองค์ความรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักรู้ถึงอาชญากรรมทางไซเบอร์ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราป้องกันตนเองและองค์กรจากการโจมตีทางไซเบอร์ ทางสถาบันอบรมการพิสูจน์หลักฐานดิจิทัลและความปลอดภัยไซเบอร์ โดยความร่วมมือมหาวิทยาลัยกรุงเทพ บจก.ไซเบอร์ฟอเรนสิค แอนด์ อินเวสทิเกชั่น (CFI) และ บจก.ที่ปรึกษากฎหมาย ไพบูลย์ (P&P Law Firm) จึงได้จัดงานสัมมนาวิชาการ “Cyber Evidence & AI Forensics Day 2026”

ผศ.สรรเสริญ มิลินทสูต รองอธิการบดีอาวุโสด้านวิชาการ ม.กรุงเทพ กล่าวว่า ปัจจุบันภัยคุกคามไซเบอร์เป็นภัยคุกคามที่น่ากลัวมากมีผลกระทบในระดับองค์กรจนถึงระดับประเทศได้ เราเจอปัญหานี้ในหลากหลายเรื่องมีความซับซ้อนและอยากที่จะจัดการอย่างมาก ทาง ม.กรุงเทพ ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) จัดตั้ง สถาบันอบรมการพิสูจน์หลักฐานดิจิทัลและความปลอดภัยไซเบอร์ (Institute of Digital Forensics and Cyber Security) ร่วมกับ P&P Law Firm และ Cyber Forensic and Investigation (CFI) อีกทั้งยังได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก ได้แก่ Magnet Forensics (USA) และ MSAB (Sweden) ในการสนับสนุนโปรแกรม AXIOM และ XRY จากการร่วมมือที่จัดตั้งขึ้นนำมาสู่ความร่วมมือที่ต้องการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ในส่วนของการสร้างให้เกิดองค์ความรู้พัฒนาบุคลากรเพื่อตอบสนองช่วยกันทำงานในเรื่องของภัยไซเบอร์ ถือเป็นโอกาสดีที่ได้เชิญวิทยากรที่มีความเชี่ยวชาญมาให้ความรู้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะผมเชื่ออย่างยิ่งในการทำงานร่วมกันองค์ความรู้ที่หลากหลาย เราสามารถที่จะเรียนรู้และสร้างบุคลากรที่มีความพร้อมและสามารถไปช่วยสังคมและประเทศชาติ รวมทั้งทำให้ปลอดภัยจากภัยคุกคามไซเบอร์กันมากขึ้น

อ.ไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายอิเล็กทรอนิกส์ บริษัท P&P Law Firm กล่าวว่า ต้องยอมรับว่า AI มีผลกระทบค่อนข้างเยอะ ล่าสุดจะพบว่ามีข่าว AI ในปี 2026 ค่อนข้างมาแรงมีการโจมตีโดยผ่าน AI ดังนั้นอาชญากรรมทุกวันนี้ใกล้ตัวเรามากขึ้น อย่างไลน์ปลอม การปลอมตัวตน ในมุมนี้ AI ก่อให้เกิดปัญหาค่อนข้างเยอะ ในสิ่งที่ม.กรุงเทพเปิดหลักสูตรการอบรมเพื่อป้องกันปัญหา 3 ข้อหลัก คือ 1.ผู้ที่กระทำความผิดโดยการใช้ AI นั้นเป็นใคร วิธีการตรวจสอบว่าเขาเป็นใคร ถ้าการกระทำก่อให้เกิดความเสียหายขึ้น 2.ทุกวันนี้จะต้องมีการแจ้งบอกว่าเป็น AI และมีเทคโนโลยีในการตรวจสอบว่าเป็นของปลอมจะดูได้อย่างไร และ 3.วิธีการเคลมสิทธิ์แจ้งความดำเนินคดีคนสุดท้ายคือศาลในการพิจารณาคดีว่ามีความน่าเชื่อถืออย่างไร งานสัมมนานี้เป็นการส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนและถ่ายถอดองค์ความรู้ระหว่างผู้เชี่ยวชาญ เพื่อส่งเสริมทักษะการวิเคราะห์เชิงลึกและการจัดการพยานหลักฐานที่ซับซ้อน

ด้าน ณัฐพงษ์ ลิ้มแดงสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท CFI กล่าวว่า AI ถูกใช้ในทุกภาคอุตสาหกรรมใช้ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูล AI มีบทบาทผลกระทบกับชีวิตประจำวันของเราค่อนข้างเยอะเป็นเครื่องมือในการที่มาช่วยคุณทำรูป หารูปต่างๆ แต่ข้อห้ามที่สำคัญคืออย่าใช้ AI ในการตัดสินใจเป็นข้อห้ามอย่างมาก ไม่ใช่ทุกเรื่องที่ AI สามารถ Generate วิเคราะห์ข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำได้

ทั้งนี้ สถาบันอบรมการพิสูจน์หลักฐานดิจิทัลและความปลอดภัยไซเบอร์ พร้อมมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางเพื่อเป็น Center of Excellence ด้าน Digital Forensics, Cyber Law และ Cyber Security ของประเทศไทย สถาบันมุ่งพัฒนาบุคลากร ผู้ปฏิบัติงานภาครัฐ นักศึกษา และภาคเอกชน ในการขับเคลื่อนทักษะแห่งอนาคตและยกระดับขีดความสามารถของประเทศในการรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์อย่างยั่งยืน

อว. ผนึกคณะทูตเยือน มมส ชู ‘การทูตวิทยาศาสตร์’ ยกระดับนวัตกรรมท้องถิ่นสู่สากล

อว. ผนึกคณะทูตเยือน มมส ชู ‘การทูตวิทยาศาสตร์’ ยกระดับนวัตกรรมท้องถิ่นสู่สากล

อว. ผนึกคณะทูตเยือน มมส ชู ‘การทูตวิทยาศาสตร์’ ยกระดับนวัตกรรมท้องถิ่นสู่สากล

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ที่ห้องฉายภาพยนตร์ คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ให้การต้อนรับ นางเพ็ญนภา กัญชนะ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วยผู้บริหาร บุคลากรในสังกัดกระทรวง อว. และคณะเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้าร่วมโครงการ “บทบาททางการทูตเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประจำปี 2569” ภายใต้หัวข้อ “วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมภูมิภาคและผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น”

การจัดงานในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อบูรณาการความสัมพันธ์ทางการทูตเข้ากับศักยภาพด้านวิชาการและเทคโนโลยี โดยผลักดันให้ “การทูตวิทยาศาสตร์” (Science Diplomacy) เป็นกลไกสำคัญในการเจรจาและสร้างเครือข่ายความร่วมมือสากล อีกทั้งยังเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ระหว่างนักวิชาการ อว. และผู้แทนทางการทูต เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมภูมิภาคและการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของกระทรวง อว. ในการส่งเสริมด้าน อววน. ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศ

ในโอกาสนี้ คณะผู้เข้าร่วมงานได้เยี่ยมชมการจัดแสดงนิทรรศการผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่โดดเด่นของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม จำนวน 10 ผลงาน ประกอบด้วย 1.ด้านอาหารและเกษตร นวัตกรรมอาหาร, การพัฒนาต้นแบบผำ GAP, เครื่องปรุงรสทดแทนวาซาบิ, ผลิตภัณฑ์จากมันแกว และเครื่องผลิตเม็ดเจลและเม็ดป๊อป , 2.ด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ผลิตภัณฑ์ฟาร์มแคร์ (PharmCare), การจัดการดินเค็มด้วยวิศวกรรม และแอปพลิเคชัน 365 plus เพื่อการจัดการดิน น้ำ อากาศ และ 3.ด้านอัตลักษณ์และทรัพยากรท้องถิ่น ผลงานจากสถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช และ Innovative Product ต่างๆ

นอกจากนี้ คณะผู้บริหารและตัวแทนทางการทูตยังได้เข้าเยี่ยมชม ศูนย์ความเป็นเลิศทางนวัตกรรมไหม และ ศูนย์วิจัยและการศึกษาบรรพชีวินวิทยา เพื่อศึกษาดูงานด้านการอนุรักษ์และต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

พลิกโฉม ‘เกษตรแฟร์ 69’ สู่เทศกาลหัวใจสีเขียว ม.เกษตรฯ ชวน ‘แยก กู้ (KU) โลก’ เปลี่ยนขยะเป็นทุนก่อสร้าง รพ.เกษตรศาสตร์

พลิกโฉม ‘เกษตรแฟร์ 69’ สู่เทศกาลหัวใจสีเขียว ม.เกษตรฯ ชวน ‘แยก กู้ (KU) โลก’ เปลี่ยนขยะเป็นทุนก่อสร้าง รพ.เกษตรศาสตร์

พลิกโฉม ‘เกษตรแฟร์ 69’ สู่เทศกาลหัวใจสีเขียว ม.เกษตรฯ ชวน ‘แยก กู้ (KU) โลก’ เปลี่ยนขยะเป็นทุนก่อสร้าง รพ.เกษตรศาสตร์

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ตอกย้ำภาพลักษณ์ Green University ระดับโลก เดินหน้าแคมเปญความยั่งยืนในงาน “เกษตรแฟร์ 2569” ครั้งนี้มาในคอนเซปต์ที่ไม่ใช่แค่มาเดินเที่ยว แต่คือการมาร่วม “กู้โลก” ไปพร้อมกับเหล่านิสิตคนรุ่นใหม่

ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ความร่วมมือระหว่าง สโมสรนิสิตคณะสิ่งแวดล้อม มก. และ บจก.ไทยเบฟเวอเรจ รีไซเคิล (TBR) ที่เนรมิตจุด “เก็บกลับบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว” ณ โซนนิสิต (บูธ M69-170) ให้กลายเป็นศูนย์กลางแห่งการ “ให้” ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม เปลี่ยน “ขยะ” ในมือ เป็น “รอยยิ้ม” เพื่อสร้างโรงพยาบาลเกษตรศาสตร์

นิสิตกลุ่มนี้ไม่ได้เพียงแค่รณรงค์ให้คัดแยกขยะ แต่พวกเขากำลังสร้างกลไกที่เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว เช่น กระป๋องอลูมิเนียม หรือขวดแก้ว ให้กลายเป็นมูลค่าเงินสด โดยรายได้ทั้งหมดจากการขายและบริจาคบรรจุภัณฑ์เหล่านี้ จะถูกส่งต่อไปยัง โครงการสร้างโรงพยาบาลเกษตรศาสตร์ และช่วยเหลือสังคม

ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวถือเป็นหัวใจหลักของโครงการ “แยก กู้ (KU) โลก” ที่เชื่อมโยงวิถีชีวิตการท่องเที่ยวงานเกษตรแฟร์เข้ากับการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม แสดงให้เห็นว่า “พลังของนิสิต” สามารถขับเคลื่อนนโยบายความยั่งยืนจากทฤษฎีในห้องเรียน สู่การลงมือทำจริงท่ามกลางฝูงชนนับแสนในงานเกษตรแฟร์ 2569

โปรดเกล้าฯ พล.อ.สุรยุทธ์ วางพวงมาลา สดุดีทหารเสียชีวิยชายแดน เชิดชูเกียรติวันทหารผ่านศึก

โปรดเกล้าฯ พล.อ.สุรยุทธ์ วางพวงมาลา สดุดีทหารเสียชีวิยชายแดน เชิดชูเกียรติวันทหารผ่านศึก

โปรดเกล้าฯ พล.อ.สุรยุทธ์ วางพวงมาลา สดุดีทหารเสียชีวิยชายแดน เชิดชูเกียรติวันทหารผ่านศึก

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.39 น.

ในหลวง โปรดเกล้าฯ พล.อ. สุรยุทธ์ วางพวงมาลา สดุดีทหารที่เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่พิทักษ์ชายแดนไทย – กัมพูชา
และพิธีเชิดชูเกียรติทหารผ่านศึกดีเด่น วันทหารผ่านศึก 


3 ก.พ.อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอก สุรยุทธ์  จุลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์วางพวงมาลาเนื่องในวันทหารผ่านศึก  

ทั้งนี้ พิธีวางพวงมาลาจะเริ่มขึ้นตั้งแต่เวลา 12.15 น. เป็นการวางพวงมาลาของผู้แทนจากส่วนราชการ หน่วยงาน ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารต่างประเทศประจำประเทศไทย หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน สมาคม มูลนิธิ ทหารผ่านศึกนอกประจำการกรณีสงครามต่างๆ 

หลังจากนั้น ในเวลา 13.20 น. นายอนุทิน  ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีกล่าวสดุดีทหารที่เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่พิทักษ์ชายแดนไทย – กัมพูชา จำนวน 42 นาย และพิธีเชิดชูเกียรติทหารผ่านศึกดีเด่น ประจำปี 2559 เพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจแก่ทหารผ่านศึกที่มีความขยันหมั่นเพียรในการประกอบอาชีพ และเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ทหารผ่านศึกทั่วไป โดยทหารผ่านศึกที่ได้รับการคัดเลือก
ให้รับรางวัลประเภททหารผ่านศึกนอกประจำการ บัตรชั้นที่ 1 ที่พิการทุพพลภาพ หรือพิการดีเด่น ประจำปี 2529ในปีนี้ ได้แก่ พลตำรวจโท นพดล เผือกโสมณ ทหารผ่านศึกนอกประจำการ บัตรชั้นที่ 1 อดีตผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้อุทิศตนเป็นจิตอาสาช่วยเหลือทหารผ่านศึก ที่พิการทุพพลภาพหรือพิการในพื้นที่ จังหวัดสงขลา และจังหวัดใกล้เคียงให้ได้รับการดูแลช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน

นอกจากนี้ ได้ประสานงานกับเครือข่ายทหารผ่านศึกนอกประจำการในพื้นที่ที่ได้รับความเดือดร้อนและต้องการความช่วยเหลือ โดยได้ประสานกับสำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตสงขลา และเขตใกล้เคียงอื่นๆ ทำให้ทหารผ่านศึกได้รับการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น รวมถึงได้เข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ของทหารผ่านศึกและเครือข่ายทหารผ่านศึกอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ
​สำหรับทหารผ่านศึกนอกประจำการดีเด่นระดับภาค ประจำปี 2569 ได้แก่  

​- ร้อยตรี เกรียงไกร อุทธิยา ทหารผ่านศึกนอกประจำการ บัตรชั้นที่ 3 ได้รับรางวัลทหารผ่านศึกนอกประจำการดีเด่นระดับภาคเหนือ
​- อาสาสมัครทหารพราน อนุลักษณ์ ชอบสอาด ทหารผ่านศึกนอกประจำการ บัตรชั้นที่ 3 ทหารผ่านศึกนอกประจำการดีเด่นระดับภาคกลาง  
​- พันเอก ไตรสิทธิ์ รัตนพงศ์จินดา ทหารผ่านศึกนอกประจำการ บัตรชั้นที่ 3 ทหารผ่านศึกนอกประจำการดีเด่นระดับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
​- สิบตรี ประทีป ยนประสิทธิ์ ทหารผ่านศึกนอกประจำการ บัตรชั้นที่ 4 ทหารผ่านศึกนอกประจำการดีเด่นระดับภาคใต้

​ทั้งนี้ ทหารผ่านศึกนอกประจำการที่ได้รับรางวัลชมเชยในภาคอื่น ๆ สำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตในภูมิลำเนา ได้จัดพิธีมอบเกียรติบัตรพร้อมรางวัล ในวันนี้เช่นเดียวกัน

​สำหรับการจัดงานวันทหารผ่านศึก ประจำปี 2569 องค์การ ฯ ได้กำหนดจัดงานภายใต้ชื่องาน“3กุมภาพันธ์ ทหารผ่านศึกน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ทรงมีต่อองค์การฯทหารผ่านศึก และครอบครัวทหารผ่านศึก รวมทั้งรำลึกถึงวีรกรรมความกล้าหาญของทหารผ่านศึก ที่ได้เสียสละเลือดเนื้อและชีวิตเพื่อปกปักรักษาเอกราชและอธิปไตยของชาติ รวมทั้งเป็นการเชิดชูเกียรติทหารผ่านศึกให้เป็นที่ประจักษ์แก่ประชาชนชาวไทย

สพฐ. สั่งสอบด่วน ปมครูการเงินดับ หลังถูก ผอ.เรียกพบ ย้ำให้ความเป็นธรรมโดยเร็ว

สพฐ. สั่งสอบด่วน ปมครูการเงินดับ หลังถูก ผอ.เรียกพบ ย้ำให้ความเป็นธรรมโดยเร็ว

สพฐ. สั่งสอบด่วน ปมครูการเงินดับ หลังถูก ผอ.เรียกพบ ย้ำให้ความเป็นธรรมโดยเร็ว

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.46 น.

สพฐ. สั่งสอบด่วน ปมครูการเงินดับ หลังถูก ผอ.เรียกพบ ย้ำให้ความเป็นธรรมโดยเร็ว

จากกรณี สารวัตรหนุ่มรายหนึ่ง โพสต์ขอความเป็นธรรมให้กับครูสาวคนรัก ที่เธอเลือกจบชีวิตตนเอง หลังจากถูก ผอ.เรียกพบ โดยมีเบาะแสเบื้องต้นว่า “ครูสาว” รายนี้ได้รับหน้าที่ดูแลด้านการเงินของโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.เชียงใหม่ ทั้งนี้คนรักของครูสาวยืนยันว่า เธอไม่ได้มีโรคทางจิตเวชหรือซึมเศร้าแต่อย่างใด

ล่าสุดเมื่อวันที่ 3 ก.พ.2569 นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏข้อความทางสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับการเสียชีวิตของข้าราชการครูโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ สพฐ. ได้มอบหมายให้ นายตฤณ ก้านดอกไม้ ผู้อำนวยการศูนย์บริหารความสุขและความปลอดภัย พร้อมนิติกร และคณะทำงาน ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยทันที

ล่าสุด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ (สพม.เชียงใหม่) ต้นสังกัดของโรงเรียนดังกล่าว ได้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงแล้ว โดยจะรวบรวมข้อเท็จจริงจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้านครบถ้วน เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง และให้คณะกรรมการฯรายงานมายัง สพฐ.โดยเร็ว เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

“สพฐ. ขอแสดงความเสียใจแก่ครอบครัวของคุณครู และจะดำเนินการด้วยความยุติธรรมกับทุกฝ่าย อย่างโปร่งใสและรอบคอบ โดยจะไม่ปล่อยผ่านเรื่องดังกล่าวแน่นอน ทั้งนี้ สพฐ. มีความห่วงใยสวัสดิภาพของครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคน ที่ผ่านมาจึงได้พยายามลดภาระงานครูและสร้างขวัญกำลังใจแก่ครูในหลากหลายรูปแบบมาโดยตลอด หลังจากนี้เมื่อทราบผลการสืบสวนข้อเท็จจริงแล้ว จะดำเนินการตามขั้นตอนอย่างเร่งด่วนต่อไป” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

ศธ.ไฟเขียวรับรอง 32 หลักสูตรครู เพิ่มมาตรฐานวิชาชีพ เดินหน้าคุณภาพการศึกษาไทย

ศธ.ไฟเขียวรับรอง 32 หลักสูตรครู เพิ่มมาตรฐานวิชาชีพ เดินหน้าคุณภาพการศึกษาไทย

ศธ.ไฟเขียวรับรอง 32 หลักสูตรครู เพิ่มมาตรฐานวิชาชีพ เดินหน้าคุณภาพการศึกษาไทย

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ครั้งที่ 1/2569 โดยมีคณะกรรมการ และผู้ช่วยศาสตราจารย์อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เป็นกรรมการและเลขานุการ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศธ. กล่าวว่า วันนี้ที่ประชุมได้เห็นชอบการรับรองปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษาตามมาตรฐานวิชาชีพ ประกอบด้วย ให้การรับรองปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษา จำนวน 16 แห่ง รวมจำนวน 32 หลักสูตร และให้เปลี่ยนแปลงรายละเอียดปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษา ที่คุรุสภาให้การรับรองแล้ว จำนวน 2 แห่ง รวมจำนวน 7 หลักสูตร

นอกจากนี้ ยังได้เห็นชอบการรับรองผลการประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านการปฏิบัติงานและการปฏิบัติตน ตามมาตรฐานวิชาชีพครู ของผู้ผ่านเกณฑ์การประเมินฯ ครั้งที่ 1/2569 จำนวน 4,100 คน โดยเป็นผู้ที่อยู่ระหว่างศึกษาในหลักสูตรปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษา จำนวน 4,077 คน ประกอบด้วย 1.หลักสูตรปริญญาตรีทางการศึกษา จำนวน 2,630 คน 2.หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู จำนวน 1,337 คน และ 3.หลักสูตรปริญญาโททางการศึกษา (วิชาชีพครู) จำนวน 110 คน ผู้ที่สำเร็จการศึกษาหลักสูตรปริญญาอื่นที่ผ่านการรับรองความรู้ จำนวน 23 คน และมอบสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

รมว.ศธ. กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้รับทราบการดำเนินงานในหลายประเด็นได้แก่รายงานผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการรับรองความรู้และประสบการณ์ทางวิชาชีพ ครั้งที่ 9/2568 การอนุมัติหลักการให้ออกหนังสืออนุญาตประกอบวิชาชีพควบคุมเป็นการชั่วคราว (ประเภทครู) ให้ผู้สอบแข่งขันได้ ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2568 การติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะในรายงานผลการตรวจสอบการบริหารงานการเงิน บัญชี และการพัสดุ ของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568