ก.ค.ศ.เคาะเกณฑ์ใหม่ศึกษานิเทศก์ปฏิรูปวิชาชีพ มุ่งพัฒนาครู ผู้บริหาร พัฒนาคุณภาพการศึกษาประเทศ

ก.ค.ศ.เคาะเกณฑ์ใหม่ศึกษานิเทศก์ปฏิรูปวิชาชีพ มุ่งพัฒนาครู ผู้บริหาร พัฒนาคุณภาพการศึกษาประเทศ

ก.ค.ศ.เคาะเกณฑ์ใหม่ศึกษานิเทศก์ปฏิรูปวิชาชีพ มุ่งพัฒนาครู ผู้บริหาร พัฒนาคุณภาพการศึกษาประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 19.17 น.

เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2568 คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) มีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์สำคัญเพื่อปฏิรูปวิชาชีพศึกษานิเทศก์ สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ แก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากร และเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) กล่าวว่า การปฏิรูปวิชาชีพศึกษานิเทศก์ถือเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการ ศึกษานิเทศก์มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา หลักเกณฑ์ที่ได้รับการอนุมัติในวันนี้ จะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากร โดยเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถสูงจากภายนอกระบบราชการได้เข้ามาร่วมพัฒนาการศึกษาของประเทศ ซึ่งเป็นการสร้างกลไกที่จะช่วยยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนทั่วประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

“เราจำเป็นต้องมีศึกษานิเทศก์ที่มีคุณภาพและเพียงพอในระบบการศึกษา เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาครูและผู้บริหารสถานศึกษา การปฏิรูปครั้งนี้จะช่วยเสริมความเข้มแข็งให้กับระบบการศึกษาไทยตั้งแต่ระดับนโยบายลงไปถึงห้องเรียน ซึ่งเป็นจุดที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน” พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว

ด้าน รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา รักษาราชการแทนเลขาธิการ ก.ค.ศ.เปิดเผยว่า “หลักเกณฑ์ใหม่นี้ได้ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างตรงจุด ส่วนการเปิดช่องทางให้ผู้ที่มีคุณวุฒิปริญญาโท หรือปริญญาเอก ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้สามารถเข้าสู่ตำแหน่งได้นั้น จะทำให้เรามีนักศึกษานิเทศก์ที่มีความหลากหลายทั้งด้านวิชาการและประสบการณ์ ซึ่งจะช่วยยกระดับการนิเทศการศึกษาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น”

โดยสาระสำคัญจาก 5 หลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับศึกษานิเทศก์ที่ ก.ค.ศ.ได้ให้ความเห็นชอบในครั้งนี้ ได้แก่ 1.การเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกที่มีวุฒิปริญญาโทหรือเอกที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้สามารถเข้าสู่ตำแหน่งศึกษานิเทศก์ได้ 2.กระบวนการคัดเลือกที่ครอบคลุมทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ โดยเน้นความรู้ด้านวิจัยทางการศึกษา ภาวะผู้นำ ทักษะเทคโนโลยีดิจิทัล ภาษาอังกฤษ และสมรรถนะในการปฏิบัติงาน 3.การปรับปรุงวิธีการคัดเลือกบุคคลให้เหมาะสมกับมาตรฐานตำแหน่งศึกษานิเทศก์ใหม่ 4.การกำหนดอัตราเงินเดือนที่เหมาะสม สำหรับผู้ที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งในตำแหน่งศึกษานิเทศก์ 5.ระบบพัฒนาก่อนแต่งตั้ง ศึกษานิเทศก์ต้องผ่านการพัฒนาและประเมินสมรรถนะก่อนเข้าปฏิบัติงาน

ทั้งนี้ การอนุมัติหลักเกณฑ์ดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันการปฏิรูปวิชาชีพศึกษานิเทศก์ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม การมีศึกษานิเทศก์ที่มีคุณภาพเข้าสู่ระบบการศึกษา มีความเป็นผู้นำทางวิชาการ และมีสมรรถนะในการนิเทศการศึกษา จะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนทั่วประเทศต่อไป

– 006

โชว์นวัตกรรม ‘วัสดุอัดชีวภาพจากของเหลือทิ้ง’ สำหรับอาคารสำเร็จ

โชว์นวัตกรรม ‘วัสดุอัดชีวภาพจากของเหลือทิ้ง’ สำหรับอาคารสำเร็จ

โชว์นวัตกรรม ‘วัสดุอัดชีวภาพจากของเหลือทิ้ง’ สำหรับอาคารสำเร็จ

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 14.28 น.

มทร.ธัญบุรี โชว์นวัตกรรมวัสดุอัดชีวภาพจากของเหลือทิ้งในภาคการเกษตร สำหรับอาคารสำเร็จรูปส่งตรงจากหน่วยวิจัยวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

วันนี้ (27 ก.พ. 68) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี โชว์“นวัตกรรมวัสดุอัดชีวภาพจากของเหลือทิ้งในภาคการเกษตร สำหรับอาคารสำเร็จรูป” ผลงานของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ประชุม คำพุฒ นักวิจัยและอาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ คว้ารางวัล WIIPA Special Award จาก World Invention Intellectual Property  Associations (WIIPA) และรางวัล Gold Medal จาก Association of Polish Inventors and Rationalizers การประกวดในงาน “The 18th International Warsaw Invention Show (IWIS 2024)” ผลงานเรื่อง “BioWood: Innovative Use of Biomass for High-Performance Artificial Construction Materials (ไม้ชีวภาพ: นวัตกรรมการใช้ชีวมวลเพื่อวัสดุไม้เทียมประสิทธิภาพสูงสำหรับงานก่อสร้าง)” จัดโดย Association of Polish Inventors and Rationalizers ณ Warsaw University of Technology กรุงวอร์ซอ สาธารณรัฐโปแลนด์

ผศ.ดร.ประชุม เผยว่า จากปัญหาค่าฝุ่น P.M.2.5 จากการเผาวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องแก้ไข บวกกับภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างต้องการลดการใช้ปูนซีเมนต์ เนื่องจากคอนกรีตมีค่าการปลดปล่อยคาร์บอนที่สูง และต้องการกลับมาพัฒนาการใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นไม้ธรรมชาติ การนำวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรมาผลิตเป็นวัสดุทดแทนไม้ในทุกชิ้นส่วนของอาคารอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย แผ่นไม้ โครงเคร่าไม้ อิฐไม้ และผนังแบบแซนด์วิช ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ยังไม่ได้มีภายในประเทศ สามารถตอบโจทย์สถานการณ์การของโลกในปัจจุบัน และเป็นที่ต้องการของตลาดสมัยใหม่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากข้อมูลการตลาดของวัสดุทดแทนไม้พบว่า ประเทศไทยเป็นตลาดของวัสดุทดแทนไม้ที่สำคัญของอาเซียน โดยผลิตวัสดุทดแทนไม้เศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมากที่สุดแล้วยังมีการส่งออกไปยังต่างประเทศมากถึงร้อยละ 50 ของกำลังการผลิต หรือประมาณ 2 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี

โดยกระบวนการผลิต นวัตกรรมวัสดุอัดชีวภาพจากของเหลือทิ้งในภาคการเกษตร เป็นการพัฒนาระดับเทคโนโลยีของเครื่องจักรให้มีขนาดใหญ่ขึ้นในระดับ SME สำหรับรองรับการผลิตจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ โดยเครื่องจักรใหม่ที่ผลิตขึ้น สามารถผลิตชิ้นงาน แผ่นไม้อัดและผนังแซนด์วิช ได้ขนาดมากกว่า 50 x 30 ตร.ซม. ส่วนไม้โครงเคร่ามีขนาดยาวมากกว่า 1.00 – 3.00  ม. ซึ่งเป็นขนาดที่มีการผลิตและจำหน่ายเทียบเท่ากับไม้จริงในท้องตลาด โดยเครื่องจักรใหม่มีความสูงการฟอร์มรูปชิ้นงานก่อนเข้าเครื่องถึง 50 ซม. มีการอัดแบบอัตโนมัติ ใช้ไฮดรอลิกขนาด 100 ตัน แรงดัน 20 บาร์ อุณหภูมิเครื่องสามารถตั้งได้สูงถึง 250 องศาเซลเซียส ระยะเวลาในการผลิตชิ้นงานประมาณ 7 – 30 นาที ขึ้นอยู่กับความหนาชิ้นงานและชนิดของชีวมวลที่นำมาใช้งาน การอัดแผ่นวัสดุชีวภาพใช้ของเหลือจากภาคเกษตร อาทิ มาบดย่อยลดขนาดให้พอเหมาะแล้วนำมาผสมกับสารเชื่อมประสานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ขึ้นรูปด้วยความร้อน ได้เป็นแผ่นอัดที่ทดแทนไม้จริง ได้มาตรฐานการก่อสร้าง สำหรับนำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ แผ่นไม้อัดขนาด 30 x 30 ตร.ซม. สำหรับแปรรูปเป็นปาร์เกต์ แผ่นไม้อัดขนาด 50 x 30 ตร.ซม. สำหรับแปรรูปเป็นฝ้าเพดาน ไม้โครงเคร่าขนาด 1.1/2×3 นิ้ว  ยาว 1.00 – 3.00 ม. อิฐไม้เทียมขนาด 3 x 6 x 14 ลบ.ซม. และผนังแซนด์วิชขนาด 40 x 20 ตร.ซม.

ผลิตภัณฑ์วัสดุทดแทนไม้ที่เป็นวัสดุชีวภาพในลักษณะของชิ้นส่วนไม้เทียมที่ทำมาจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร คือ แผ่นไม้ โครงเคร่าไม้ อิฐไม้ และผนังแบบแซนด์วิช สามารถใช้ทำเป็นชิ้นส่วนประกอบในการก่อสร้างอาคารไม้สำเร็จรูป (น็อคดาวน์) สำหรับธุรกิจก่อสร้างและตกแต่ง ที่ประหยัดพลังงาน กันเสียง ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม /// – 026 

สทน.-GIT ร่วมมือวิจัยพัฒนา ยกระดับอุตฯอัญมณีและเครื่องประดับ

สทน.-GIT ร่วมมือวิจัยพัฒนา ยกระดับอุตฯอัญมณีและเครื่องประดับ

สทน.-GIT ร่วมมือวิจัยพัฒนา ยกระดับอุตฯอัญมณีและเครื่องประดับ

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ ความร่วมมือ (MOU) กับสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สวอ. เพื่อส่งเสริมแลกเปลี่ยนความร่วมมือ ด้านการวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์สู่การประยุกต์ใช้ประโยชน์จากนิวเคลียร์และรังสี เพื่อการพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับ การวิจัย การวิเคราะห์ การส่งเสริมการปรับปรุงคุณภาพ และการบริการวิชาการด้านอัญมณี เครื่องประดับ และโลหะมีค่าโดยมุ่งเน้นให้เกิดความก้าวหน้าทางวิชาการและการวิจัยเชิงอุตสาหกรรมและเชิงสังคมของประเทศ  ผู้ร่วมลงนามประกอบด้วย รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) งานจัดขึ้น ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ เป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย โดยเป็น 1 ใน 10 อุตสาหกรรมส่งออกที่ทำรายได้สูงสุดให้กับประเทศไทยมานานหลายทศวรรษ ก่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเกือบ 30,000ล้านเหรียญสหรัฐ และมีการจ้างงานตลอดห่วงโซ่อุปทานถึง 800,000 คนด้วยภูมิปัญญาการปรับปรุงคุณภาพพลอยสีให้มีความสวยงามเพิ่มขึ้น เพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาและนำไปสู่การยกระดับอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ สทน. และ สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ จึงได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือเรื่อง “การดำเนินงานด้านการวิจัย การพัฒนา การวิเคราะห์ การส่งเสริมการปรับปรุงคุณภาพ และการบริการวิชาการ ด้านอัญมณี เครื่องประดับ และโลหะมีค่า” เพื่อมุ่งเน้นให้เกิดความก้าวหน้าทางวิชาการ และการวิจัยเชิงอุตสาหกรรมและเชิงสังคมของประเทศ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดที่สามารถนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้ และตอบรับแนวทางในการพัฒนาประเทศด้านอัญมณี เครื่องประดับ และโลหะมีค่า

สำหรับขอบเขตความร่วมมือ สทน. และสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ จะร่วมกันดำเนินการวิจัยเกี่ยวกับกระบวนการปรับปรุงคุณภาพอัญมณี เครื่องประดับ และโลหะมีค่า เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ การสนับสนุนการใช้เทคโนโลยี เครื่องมือ วัสดุ อุปกรณ์ ห้องปฏิบัติการ ทรัพยากรบุคคล ตลอดจนปัจจัยอื่นๆ สำหรับการวิจัย การวิเคราะห์ การตรวจสอบ และการทดสอบอัญมณี เครื่องประดับ และโลหะมีค่า การสนับสนุนและส่งเสริมความร่วมมือทางเทคนิคและวิศวกรรม รวมไปถึงการฝึกอบรม ถ่ายทอดความรู้แก่ผู้ประกอบการ สถาบันการศึกษา ประชาชนผู้สนใจ และพัฒนาศูนย์เรียนรู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ เพื่อสร้างโอกาสให้เกิดการต่อยอดในเชิงพาณิชย์ และนำไปสู่การพัฒนาประเทศ

นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สวอ. กล่าวว่า ในฐานะที่ สวอ. เป็นหน่วยงานหลักที่มีพันธกิจหลักในการส่งเสริมสนับสนุนธุรกิจ อัญมณีและเครื่องประดับไทย ให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก  การลงนามบันทึกความเข้าใจ ความร่วมมือ (MOU) ในครั้งนี้ จะเป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่ดีที่ช่วยตอกย้ำพันธกิจอันแน่วแน่ของสถาบันที่มุ่งสร้างความเชื่อมั่น ในคุณภาพของสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ

‘Camp of Love’ มหกรรมดนตรีในสวน มทร.ธัญบุรี เปิดเวทีให้น้องใหม่ ‘ไมซ์’ ปล่อยพลัง สร้างมืออาชีพ

‘Camp of Love’ มหกรรมดนตรีในสวน มทร.ธัญบุรี  เปิดเวทีให้น้องใหม่ ‘ไมซ์’ ปล่อยพลัง สร้างมืออาชีพ

‘Camp of Love’ มหกรรมดนตรีในสวน มทร.ธัญบุรี เปิดเวทีให้น้องใหม่ ‘ไมซ์’ ปล่อยพลัง สร้างมืออาชีพ

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ณ ลานกิจกรรมนักศึกษา กองพัฒนานักศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี นักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขาการตลาด-การจัดการนิทรรศการและการตลาดเชิงกิจกรรม (เอกไมซ์) คณะบริหารธุรกิจ จัดกิจกรรม “Camp of Love” มหกรรมดนตรีในสวน สร้างสรรค์งานอีเว้นท์ระดับมืออาชีพ การวางแผนงาน การประชาสัมพันธ์และจัดการสื่อการติดต่อประสานงาน และการลงมือปฏิบัติจริง

ผศ.คำรณ ย่องซื่อ ผู้อำนวยการกองพัฒนานักศึกษา ทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี มอบนโยบาย Campus Life โดยให้กองพัฒนานักศึกษา จัดกิจกรรมขับเคลื่อน กิจกรรม ดนตรีในสวน จัดกิจกรรมช่วงหน้าหนาวเริ่มจากธันวาคม มกราคม และปิดท้ายประจำปี เดือนกุมภาพันธ์ซึ่งการจัดงานในเดือนนี้ มาในตรีม “Camp of Love” สำหรับกิจกรรมดนตรีในสวนจะเป็นตัวเชื่อมกิจกรรมของนักศึกษาได้ใช้เวลาหลังเลิกเรียนแลกเปลี่ยนผ่านเสียงเพลง เพื่อความผ่อนคลายตลอดจนความร่วมมือบูรณาการของนักศึกษาของแต่ละคณะในจัดกิจกรรมร่วมกัน โชว์ศักยภาพ ความเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละคณะ

ทางด้าน ผศ.สลิตตา สาริบุตร อาจารย์ประจำสาขาวิชาการตลาด กล่าวเพิ่มเติมว่า “Active Learning” จุดประกายไอเดีย Camp of Love ไม่ใช่แค่จัดงาน แต่เป็นนวัตกรรมทางการศึกษา ที่ส่งเสริมการเรียนรู้แบบ Active Learning ให้นักศึกษาได้ลงมือทำจริง เรียนรู้จากประสบการณ์จริง พัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานในอนาคต ทั้งทักษะการสื่อสาร การเจรจาต่อรอง การทำงานเป็นทีม การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่ยากต่อการคาดเดา รวมถึงการใช้สื่อและเทคโนโลยีต่างๆ ที่สำคัญกิจกรรมดังกล่าวยังช่วยส่งเสริมการศึกษาที่มีคุณภาพ สร้างโอกาสให้นักศึกษาได้แสดงศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ ช่วยให้เห็นภาพจริงการทำงาน และมีประสบการณ์ร่วม ดังนั้นเส้นทางในชีวิตของพวกเขาก็จะชัดเจนยิ่งขึ้น ก่อนจะจบการศึกษา

น.ส.อรปรียา สอนสระเกษ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาการตลาด-การจัดนิทรรศการและการตลาดเชิงกิจกรรม (เอกไมซ์) เล่าว่า ด้วยทางกองพัฒนานักศึกษามีการจัดกิจกรรม Campus Life อาจารย์ทางสาขาอยากให้นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ได้บูรณาการสาขาวิชาการตลาด-การจันิทรรศการและการตลาดเชิงกิจกรรม (เอกไมซ์) ได้ลงมือปฏิบัติ ลองทำ ทดสอบฝีมือ นำปัญหาหรือข้อผิดพลาดมาปรับปรุง ซึ่งใช้เวลาในการเตรียมงาน 1 เดือน เริ่มจากการทำแบบสำรวจความต้องการของกิจกรรมว่าต้องการให้ภายในงานบูธ หรือกิจกรรมอะไรบ้างหลังจากที่ทำแบบสำรวจ ออกมาในตรีมงาน “Camp of Love” แคมป์ปิ้งมีกลิ่นอายของวินเทจ บูรณาการวิชาความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับอุตสาหกรรมไมซ์ ในเรื่องของการจัดนิทรรศการการบริหารคน ที่สำคัญในการจัด Camp of Love ได้เรียนรู้กระบวนการในการจัดอีเว้นท์ 1 งานต้องทำอย่างไร

“Camp of Love” เป็นอีกหนึ่งมหกรรมความสุขมีความสนุกที่หลากหลายในงาน ไม่ว่าจะเป็นดนตรีในสวนสุดชิลการออกร้านอาหารและเครื่องดื่มอร่อยๆ และบูธดูดวงฟรีจาก MUTELU ที่เหมาะสำหรับทุกคนที่ต้องการพักผ่อนหย่อนใจ สัมผัสบรรยากาศสบายๆ และชมฝีมือน้องใหม่ไมซ์ไฟแรง

กรมวิทยาศาสตร์บริการ ร่วมผลักดันยางแท่ง STR ไทยสู่ตลาดโลก

กรมวิทยาศาสตร์บริการ ร่วมผลักดันยางแท่ง STR ไทยสู่ตลาดโลก

กรมวิทยาศาสตร์บริการ ร่วมผลักดันยางแท่ง STR ไทยสู่ตลาดโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วยแพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา ที่ปรึกษารมว.อว. น.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์เลขานุการ รมว.อว. ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานของกระทรวง อว. ภายใต้การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างเป็นทางการนอกสถานที่กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย (สงขลา ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง) โดย นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ ร่วมต้อนรับและนำเสนอผลงาน กรมวิทย์ ที่พร้อมสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ณ หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา จ.สงขลา

โดย น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.อว.ได้มอบนโยบาย “การขับเคลื่อนงานด้าน อววน. เพื่อสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย” ว่า กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยที่ประกอบไปด้วย สงขลา ชุมพร พัทลุง สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช เป็นกลุ่มจังหวัดที่มีศักยภาพทางด้านภูมิประเทศเป็นอย่างมาก เพราะมีความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ เหมาะแก่การทำการเกษตร ประมง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง ตลอดจนเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงด้านการท่องเที่ยว โดยกระทรวง อว. จะนำงานด้านอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ไปเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจให้กับกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย มุ่งสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง ขณะเดียวกันจะมีการยกระดับทรัพยากรบุคคลให้มีสมรรถนะและมีทักษะแรงงานเพื่ออนาคต ที่สำคัญ กระทรวง อว.จะนำภูมิปัญญาท้องถิ่น มาเสริมสร้างศักยภาพและโอกาส เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและการค้าที่สูงขึ้นให้กับประชาชนในพื้นที่

ด้าน นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ ได้รายงานผลการดำเนินงานในพื้นที่ภาคใต้ ในการส่งเสริมและผลักดันยางแท่ง STR ของประเทศไทย ซึ่งยางแท่ง STR เป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของประเทศไทยส่งออกเป็นอันดับ 1 ของโลก มูลค่ากว่า 110,000 ล้านบาทต่อปีกรมวิทย์ ได้มุ่งพัฒนาศักยภาพบุคลากรในห้องปฏิบัติการทดสอบยางแท่งกว่า 200 คนต่อปีพร้อมทั้งสนับสนุนห้องปฏิบัติการทั่วประเทศผ่านโปรแกรมทดสอบความชำนาญ (PT) ครอบคลุม88 แห่ง นอกจากนี้ สนับสนุนการรับรองคุณภาพห้องปฏิบัติการทดสอบยางตามมาตรฐานสากล ISO/IEC 17025 จำนวน 29 แห่ง ใน 22 จังหวัดทั่วประเทศ และนำเสนอผลงาน เทคโนโลยีเครื่องกรองน้ำกรมวิทย์ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ซึ่งกรมวิทย์ ได้ดำเนินการติดตั้งเครื่องกรองน้ำในพื้นที่ประสบปัญหาดังกล่าว ประกอบด้วย จ.ชุมพร จำนวน 3 เครื่อง จ.สงขลา จำนวน 5 เครื่องและ จ.ปัตตานี จำนวน 2 เครื่อง

สำหรับเครื่องกรองน้ำดื่มของกรมวิทย์ได้มีการพัฒนาให้สามารถกรองสนิมเหล็ก ตะกอน กลิ่น คลอรีน หินปูนหรือความกระด้างในน้ำที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภคได้โดยผ่านท่อกรองบรรจุสารกรองสนิมเหล็ก ท่อกรองบรรจุถ่านกัมมันต์ ท่อกรองบรรจุเรซิน แล้วผ่านเข้าสู่
ระบบกรองใสและระบบฆ่าเชื้อโรคด้วยแสงยูวี ผลิตออกมาเป็นน้ำสะอาดและปลอดภัยได้ถึง 500 ลิตรต่อชั่วโมง เป็นเครื่องกรองน้ำคุณภาพดี และมีประสิทธิภาพสูงเพื่อให้ประชาชนที่ประสบอุทกภัยมีน้ำที่คุณภาพดี เหมาะสำหรับการอุปโภค-บริโภค พร้อมสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเครื่องกรองน้ำดื่มสะอาด เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนต่อไป

ไทย-จีน ลงนาม MOU ด้านนิวเคลียร์ หนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

ไทย-จีน ลงนาม MOU ด้านนิวเคลียร์ หนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

ไทย-จีน ลงนาม MOU ด้านนิวเคลียร์ หนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านการใช้ประโยชน์เทคโนโลยีนิวเคลียร์ในทางสันติ ร่วมกับ นายซาน จงเต๋อ (Mr.Shan Zhongde) ประธานองค์การพลังงานปรมาณูแห่งชาติจีน (China Atomic Energy Authority, CAEA) โดยมี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทย และนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน เป็นสักขีพยาน พร้อมด้วยผู้บริหารสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) เข้าร่วมฯ

MOU ฉบับนี้มีเป้าหมายหลักในการยกระดับศักยภาพของประเทศไทยด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะการศึกษาและเตรียมความพร้อมของไทยเกี่ยวกับเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactors, SMRs) ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ตามนโยบายของนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. และยังเป็นหัวใจสำคัญของการสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังเปิดประตูสู่การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระดับสูง การพัฒนาศักยภาพบุคลากร และการวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ โดยทั้งสองประเทศจะจัดตั้งคณะทำงานเพื่อจัดทำแผนที่นำทางและแผนดำเนินการร่วมกันในระยะเวลา 5 ปี ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ในปี 2025 และเป็นก้าวสำคัญสู่ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ที่ปลอดภัยและยั่งยืนของทั้งสองประเทศ

ปลูกฝังเยาวชน รู้ทันภัยเสี่ยง ‘เหล้า-บุหรี่-กัญชา’ สร้างภูมิคุ้มกันให้เยาวชนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้

ปลูกฝังเยาวชน รู้ทันภัยเสี่ยง ‘เหล้า-บุหรี่-กัญชา’  สร้างภูมิคุ้มกันให้เยาวชนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้

ปลูกฝังเยาวชน รู้ทันภัยเสี่ยง ‘เหล้า-บุหรี่-กัญชา’ สร้างภูมิคุ้มกันให้เยาวชนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สร้างภูมิคุ้มกันตั้งแต่เริ่มต้น! สสส.ปลูกฝังเยาวชน รู้ทันภัยเสี่ยง สานพลังภาคี ผุดโครงการพัฒนาสื่อสอนเด็ก เรียนรู้ภัยเสี่ยง เหล้า บุหรี่ กัญชา สร้างภูมิคุ้มกันให้เยาวชนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ขยายผลใน 517 โรงเรียน ช่วยเยาวชนเข้าใจมากขึ้น 90.37% ตระหนักถึงปัญหา 89.63% พร้อมขยายผลพัฒนาชุดสื่อสำหรับเด็กเล็กต่อไป

นายพิทยา จินาวัฒน์ กรรมการบริหารแผนคณะที่ 1 สสส. กล่าวว่า จากรายงานการสำรวจพฤติกรรมการสูบบุหรี่และการดื่มสุราของประชากรไทย ปี 2564 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบอัตราการสูบบุหรี่ในกลุ่มเยาชนอายุ 15-24 ปี อยู่ที่ 12.7% ลดลงจาก 15.4% ในปี 2560 โดยพบนักสูบหน้าใหม่ที่สูบบุหรี่ไม่เกิน 1 ปี 211,474 คน ในจำนวนนี้ 73.7% เริ่มสูบบุหรี่ช่วงอายุ 15-19 ปี และมีการสูบบุหรี่ไฟฟ้าถึง 78,742 คน คิดเป็น 0.14% ของประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป ที่มีจำนวน 57 ล้านคน ขณะที่การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วงปี 2547-2564 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอยู่ในช่วง 23.5-29.5% และลดลงเหลือ 20.9% หรือราว 1.9 ล้านคน ในปี 2564 พบการดื่มแล้วขับ 33.06% ทำให้เกิดอุบัติเหตุ บาดเจ็บและเสียชีวิต 25.09%ก่อความรุนแรง 24.7% และเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด 17.2%

“จากสถานการณ์ปัจจัยเสี่ยงได้คุกคามสุขภาวะเด็กและเยาวชนไทยอย่างมาก สสส. จึงมุ่งให้ความสำคัญการป้องกันเด็กและเยาวชนจากปัจจัยเสี่ยง เหล้า บุหรี่ สิ่งเสพติด และอบายมุขอื่นๆ โดยสนับสนุนการพัฒนาสื่อการเรียนการสอนในรูปแบบที่เด็กและเยาวชน สามารถฝึกสติผ่านการเรียนรู้ที่เหมาะสมตามวัย เป็นการปลูกฝังจิตสำนึกเด็กตั้งแต่ปฐมวัย ช่วยปกป้องเด็กจากปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพได้อย่างรอบด้าน” นายพิทยา กล่าว

ดร.อัญญมณี บุญซื่อ หัวหน้าโครงการพัฒนาชุดสื่อกิจกรรมสร้างภูมิคุ้มกันจากเหล้า บุหรี่ และกัญชา สำหรับนักเรียนในเขตสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวว่า โครงการได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ ต.ค.2566 โดยร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ อาทิ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลามหาวิทยาลัยฟาฏอนี และมหาวิทยาลัยกรุงเทพ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ตำรวจตระเวนชายแดน ได้พัฒนาชุดสื่อกิจกรรมสร้างภูมิคุ้มกันด้านปัจจัยเสี่ยงจากเหล้า บุหรี่ สำหรับเด็กวัยอนุบาลและนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนต้น ที่สอดคล้องกับบริบทศาสนา วัฒนธรรม สังคมของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และนำไปใช้จริงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผลการดำเนินงาน พบว่า ครูสามารถนำชุดสื่อไปใช้ได้จริงในสถานศึกษา 89.63% นักเรียนมีความรู้เกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง 90.37% มีการตระหนักถึงภัยจากปัจจัยเสี่ยง 89.63%

“นอกจากนี้ ยังได้ผลิตชุดสื่อกิจกรรมการรู้เท่าทันปัจจัยเสี่ยงจากกัญชาสำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา พบว่า ครูสามารถนำไปใช้ได้จริง
ในสถานศึกษา 89.63% นักเรียนมีความรู้เกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง 90.37% และมีการตระหนักถึงภัยจากปัจจัยเสี่ยง 89.63% ทั้งนี้ ได้มีการขยายผลในการใช้ชุดสื่อกิจกรรมผ่านเครือข่ายโรงเรียนทุกสังกัด 517 แห่ง จากความสำเร็จส่งผลให้ต่อยอดการทำงานในประเด็นบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเด็กและเยาวชน เนื่องจากสถานการณ์การสูบบุหรี่ไฟฟ้าของเด็กและเยาวชนเพิ่มสูงขึ้นเท่าทวีคูณ การสร้างจิตสำนึกตั้งแต่เด็กเล็กจะเป็นภูมิคุ้มกัน ในการสร้างสังคมปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในอนาคต และเตรียมพัฒนาชุดสื่อบุหรี่ไฟฟ้าสำหรับเด็กเล็กด้วย” ดร.อัญญมณี กล่าว

‘เพิ่มพูน’ชื่นชมการศึกษาอ่างทองก้าวหน้า เท่าทันเทคโนโลยี

'เพิ่มพูน'ชื่นชมการศึกษาอ่างทองก้าวหน้า เท่าทันเทคโนโลยี

‘เพิ่มพูน’ชื่นชมการศึกษาอ่างทองก้าวหน้า เท่าทันเทคโนโลยี

วันพุธ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 22.15 น.

“เพิ่มพูน”ชื่นชมการศึกษาอ่างทองก้าวหน้า เท่าทันเทคโนโลยี หนุนประธาน กศจ.จับมือเครือข่าย สร้างคนดี คนเก่ง ช่วยพัฒนาประเทศ

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุมติดตามการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาและข้อสั่งการของ รมว.ศธ. ณ ห้องประชุมสังเวียน พัฒนมงคล โรงเรียนสตรีอ่างทอง และออนไลน์ในระบบ Zoom meeting ไปยังโรงเรียนอ่างทองปัทมโรจน์วิทยาคม และโรงเรียนบ้านน้ำผึ้ง โดยมี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ  นายชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกาล ผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดอ่างทอง และนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีต รมว.ศธ. ตลอดจนผู้บริหาร ศธ. ผู้บริหารการศึกษาในพื้นที่จังหวัดอ่างทอง เข้าร่วม

รมว.ศธ.กล่าว กล่าวว่า การดำเนินงานของอ่างทอง สอดคล้องตามนโยบายเรียนดี มีความสุข ทั้งในส่วนของลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา และลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง ซึ่งขณะนี้ ศธ.ได้นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยสร้างความเท่าเทียมทางการศึกษา จึงขอฝากผู้บริหารการศึกษาและผู้บริหารสถานศึกษา หากมีความพร้อมด้านครู ด้านสื่อการเรียนการสอน ด้านสถานที่ ก็ขอให้ช่วยกัน แบ่งปันกัน เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา เช่น โรงเรียนสตรีอ่างทอง มีครูครบชั้น ครบทุกสาระวิชา อาจจะไปช่วยสอนหรือเชื่อมโยงการสอนออนไลน์ให้กับโรงเรียนเล็กๆ ที่ขาดแคลนครู ตามนโยบาย Anywhere Anytime ซึ่งการใช้เทคโนโลยีเข้ามาเติมเต็มตรงนี้ เริ่มต้นจากทำให้โรงเรียนมีคุณภาพก่อน จากนั้น จึงไปช่วยดูแลโรงเรียนใกล้เคียงให้มีประสิทธิภาพการเรียนการสอนที่ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ ศธ.ไม่ต้องการเน้นปริมาณ แต่ต้องการเน้นเรื่องคุณภาพมากกว่า เช่นเดียวกับระบบย้ายครู ที่ช่วยให้ครูได้ย้ายกลับไปอยู่บ้านเกิดตัวเอง ลดภาระเรื่องเอกสาร เวลา และค่าใช้จ่าย รวมทั้งลดการทุจริตด้วย

ส่วนอาคารเรียนของโรงเรียนอ่างทองปัทมโรจน์วิทยาคม ที่เกิดเหตุเพลิงไหม้อาคารเรียนเสียหาย เมื่อช่วงกลางดึกของคืนวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา หากจะมีการซ่อมแซมในอนาคต ก็ขอให้ตรวจสอบโครงสร้างอาคารให้ดี เพื่อความปลอดภัยของทุกคนในโรงเรียน

“ขอให้ทุกคนช่วยกันสะท้อนปัญหาให้เร็ว โดยเฉพาะโรงเรียนที่ขาดแคลน เพื่อร่วมกับเครือข่ายในแต่ละพื้นที่เข้าไปช่วยเหลือดูแล ตามแนวทางจับมือไว้แล้วไปด้วยกัน พร้อมน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” เป็นหลักการทำงานเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา ทั้งการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ และการศึกษาเพื่อการมีงานทำ พร้อมนำเด็กตกหล่นกลับเข้าสู่การศึกษา ตามโครงการพาน้องกลับมาเรียน พาการเรียนไปหาน้อง และการศึกษาในรูปแบบอื่น ตามความต้องการของผู้เรียน ทั้งการศึกษาภาคบังคับ การอาชีพ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต ทั้งนี้ เชื่อว่าผู้ว่าราชการจังหวัด จะเป็นแม่ทัพนำการศึกษาของอ่างทองให้เจริญก้าวหน้า โดยมีศึกษาธิการจังหวัดเป็นผู้ช่วยขับเคลื่อนงานในระดับพื้นที่ตามนโยบายเรียนดี มีความสุข ได้อย่างแน่นอน” รมว.ศธ.กล่าว

จากนั้น พล.ต.อ.เพิ่มพูน ได้เยี่ยมชมนิทรรศการและการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนสตรีอ่างทอง อาทิ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์, เอกลักษณ์บาสเกตบอลอ่างทอง, ศูนย์พัฒนาศักยภาพบุคคลเพื่อความเป็นเลิศ ทั้งภาษาจีน ญี่ปุ่นอาสา ภาษาอังกฤษ MEP IEP, โครงการพัฒนาคุณภาพนักเรียนให้มีคุณลักษณะในศตวรรษที่ 21 กิจกรรมพัฒนาคุณภาพนักเรียนเพื่อรับการประเมินระดับนานาชา (PISA), Active Learning จากห้องเรียนสังคมศึกษาสู่การพัฒนาและเปลี่ยนแปลง, นโยบายการศึกษาธิการเรียนดีมีความสุข 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ จากทักษะการคิดสู่การพัฒนานวัตกรรม, สถานีวิทยุโรงเรียนสตรีอ่างทอง และศูนย์คอมพิวเตอร์ Technology for Education

– 006

‘ศาลปกครองกลาง’นัดไต่สวนฉุกเฉินระงับโครงการพิมพ์แบบเรียนปี 68 ศุกร์นี้

'ศาลปกครองกลาง'นัดไต่สวนฉุกเฉินระงับโครงการพิมพ์แบบเรียนปี 68 ศุกร์นี้

‘ศาลปกครองกลาง’นัดไต่สวนฉุกเฉินระงับโครงการพิมพ์แบบเรียนปี 68 ศุกร์นี้

วันพุธ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 20.27 น.

‘โรงพิมพ์รุ่งศิลป์’ยื่น’ศาลปกครองกลาง’ขอให้สั่งเพิกถอนดำเนินโครงการพิมพ์แบบเรียนปี 68 งบฯพันล้าน ของ’องค์การค้าของ สกสค.’ที่มิชอบด้วยกฎหมาย เผยศาลฯนัดไต่สวนฉุนเฉินศุกร์นี้ (28 ก.พ.) ว่าจะระงับการประกาศผลประกวดราคาหรือไม่

เมื่อวันที่ 26 ก.พ.2568 นายนัทธพลพงศ์ จิวัจฉรานุกูล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท รุ่งศิลป์การพิมพ์ (1977) จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ยื่นฟ้อง คณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการ และสวัสดิภาพครู และบุคลากรทางการศึกษา (บอร์ด สกสค.), สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (องค์การค้าของ สกสค.) และเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการ และสวัสดิภาพครู และบุคลากรทางการศึกษา (เลขาธิการ สกสค.) เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-3 ต่อศาลปกครองกลาง กรณีดำเนินโครงการประกวดราคาจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียน ปีการศึกษา 2568 จำนวน 145 รายการ วงเงินงบประมาณ 1,060 ล้านบาท ด้วยวิธีคัดเลือก โดยมิชอบ เพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนประกาศประกวดราคา และทีโออาร์ที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งยังได้ยื่นคำร้องขอให้ไต่สวนโดยเร่งด่วนเพื่อระงับการประกาศประกวดราคาดังกล่าวด้วย

“ศาลพิจารณาคำขอไต่สวนโดยเร่งด่วนแล้ว มีคำสั่งสั่งนัดบริษัทฯ ในฐานะผู้ฟ้องคดี และผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามมาไต่สวนเพื่อประกอบการพิจารณาคำขอวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษา ในวันที่ 28 ก.พ.2568 นี้“ นายนัทธพลพงศ์ ระบุ

รายงานข่าวแจ้งว่า  เดิมทีองค์การค้าของ สกสค. ได้ดำเนินโครงการประกวดราคาจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียน ปีการศึกษา 2568 จำนวน 145 รายการ วงเงินงบประมาณ 1,060 ล้านบาท ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) เมื่อวันที่ 28 ม.ค.2568 แต่มีเอกชนผู้เสนอราคาเพียง 1 ราย ซึ่งได้รับการประกาศเป็นผู้ชนะการประมูลทั้ง 145 รายการ แต่ต่อมา องค์การค้าของ สกสค.ได้ยกเลิกผลการประกวดราคาดังกล่าว ก่อนจะประกาศประกวดราคาจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียน ปีการศึกษา 2568 จำนวน 145 รายการ ด้วยวิธีคัดเลือก และได้เชิญบริษัทเอกชน 5 รายเข้าร่วมการเสนอราคา และมีการเปิดซองราคาไปแล้ว เมื่อวันที่ 24 ก.พ.2568 โดยยังไม่มีกำหนดประกาศผลการประกวดราคาแต่อย่างใด

ทั้งนี้ บริษัท รุ่งศิลป์การพิมพ์ (1977) จำกัด เป็นหนึ่งในบริษัทที่เข้าร่วมการเสนอราคาโดยวิธีการคัดเลือก และยังเป็นผู้ฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลาง เพื่อให้เพิกถอนประกาศประกวดราคา และทีโออาร์ที่เกี่ยวข้องกับโครงการประกวดราคาจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียน ปีการศึกษา 2568 ขององค์การค้าของ สกสค. ซึ่งศาลได้ประทับรับฟ้องเป็นคดีดำที่ 27/2568 อยู่แล้ว

‘บิ๊ก สกสค.’จับมือ‘ธ.ออมสิน’ลดภาระหนี้สินครู

‘บิ๊ก สกสค.’จับมือ‘ธ.ออมสิน’ลดภาระหนี้สินครู

‘บิ๊ก สกสค.’จับมือ‘ธ.ออมสิน’ลดภาระหนี้สินครู

วันพุธ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 18.57 น.

“บิ๊ก สกสค.”จับมือ”ธ.ออมสิน”ลดภาระหนี้สินครู สำหรับลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการปรับโครงสร้างหนี้จะได้ลดดอกเบี้ย 0% 1 ปี

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ห้องประชุมเทพหัสดิน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค.ได้ประชุมบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างสำนักงาน สกสค.กลับธนาคารออมสิน เดินหน้าแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งนับตั้งแต่ตนเริ่มรับตำแหน่งเมื่อ 1 มีนาคม 2567 พบว่ามีครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่กู้เงินโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. – ช.พ.ส.อยู่จำนวน 334,795 บัญชี เป็นยอดเงินรวมทั้งสิ้น 273,838 ล้านบาท จนมาถึงปัจจุบันเป็นเวลา 1 ปี ที่ผ่านมา สกสค.ได้มีการประชุมหารือและได้รับความร่วมมือจากธนาคารออมสินเป็นอย่างดี ในการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของครูและบุคลากรทางการศึกษา ผ่านมาตรการต่างๆ อาทิ กรณีครูและบุคลากรทางการศึกษา ขอให้ช่วยเหลือแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน และลดภาระค่าครองชีพ เนื่องจากเบี้ยประกันคุ้มครองเงินกู้ที่มีอัตราสูงขึ้น สกสค.จึงได้ดำเนินการขอให้ธนาคารออมสินช่วยประสานงานกับบริษัทประกันภัย เพื่อลดอัตราค่าเบี้ยประกัน ซึ่งธนาคารออมสิน ก็ได้มีมาตรการช่วยเหลือ โดยการไม่บังคับทำประกัน แต่ให้เป็นไปโดยความสมัครใจตามเงื่อนไขของธนาคาร และในวันนี้ สกสค.ก็ได้มีการประชุมทำบันทึกข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติมกับธนาคารออมสิน ในการสรรหาผู้รับประกันสินเชื่อ ให้สมาชิกได้เป็นทางเลือก ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป แต่จะต้องเป็นบริษัทที่มีความมั่นคงทางการเงิน มีคุณภาพและเป็นผู้เชี่ยวชาญทางการประกันสินเชื่อ ซึ่งคาดว่า ประมาณเดือน พ.ค.นี้ จะได้บริษัทประกัน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สมาชิกผู้กู้ โดยความคุ้มครองต้องไม่น้อยกว่ากรมธรรม์เดิม และการทำประกันสินเชื่อยังคงให้เป็นไปตามความสมัครใจของสมาชิกเช่นเดิม

เลขาธิการ สกสค.กล่าวต่อว่า ธนาคารออมสินลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้กับสมาชิกโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. – ช.พ.ส.เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน ลดภาระค่าครองชีพแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา สมาชิกโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค.- ช.พ.ส.และสินเชื่อโครงการเกื้อกูลผู้ประกอบวิชาชีพทางการการศึกษา ระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม – 31 ธันวาคม 2567 เป็นระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งมีครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับความช่วยเหลือในครั้งนี้ เป็นจำนวน 230,000 ราย สามารถช่วยลดภาระดอกเบี้ยรวมปีละ 1,600 ล้านบาท ตามที่ สกสค.ร้องขอไป

“สกสค.ร่วมกับธนาคารออมสินให้ชะลอหรือระงับการฟ้องร้องและบังคับคดี เพื่อเปิดโอกาสให้มีการเจรจาไกล่เกลี่ยเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ ลดดอกเบี้ยหรือสนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ รวมทั้งให้ระงับการคิดดอกเบี้ยทันที ที่ผู้กู้เสียชีวิต โดย สกสค.เปิดให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับความเดือดร้อนลงทะเบียนอีเล็กทรอนิกส์ เพื่อแสดงความจำนงขอเข้าร่วมโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สิน และได้ส่งข้อมูลให้ธนาคารออมสินพิจารณาให้ความช่วยเหลือ ซึ่งธนาคารออมสินได้แจ้งผลการพิจารณาให้ทราบว่า ได้แก้ไขสำเร็จไปแล้วทั้งสิ้น 8,868 ราย คิดเป็นมูลค่าความช่วยเหลือรวมประมาณ 14,917 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าพอใจ ก็ตั้งใจที่จะทำต่อไป และจากที่หารือกับธนาคารออมสินซึ่งอาจจะมีข่าวดีว่า ถ้าลูกหนี้หรือผู้ค้ำให้ความร่วมมือเข้าปรับโครงสร้างหนี้ ก็อาจจะให้ดอกเบี้ยเริ่มต้นปีแรกเหลือศูนย์เปอร์เซ็นต์ 1 ปี อย่างน้อยก็เพื่อช่วยให้คนที่กำลังจะจมน้ำได้กลับมานับหนึ่งกันใหม่ได้ ปีต่อไปก็ค่อยๆไล่สเต็ปไป อย่างไรก็ตาม สกสค.จะจัดโครงการนัดพบกันระหว่างธนาคารออมสิน กับสมาชิกโครงการฯ เหมือน ๆที่ผ่านมา เพื่อให้มีการไกล่เกลี่ยเจรจาหนี้กัน ก่อนที่จะไปสู่ชั้นบังคับคดี หรือถูกฟ้องร้อง โดย สกสค.จะจัดเวทีนี้อย่างต่อเนื่อง” เลขาธิการ สกสค.กล่าว

เลขาธิการ สกสค.กล่าวต่อว่า มาตรการต่างๆ ดังกล่าวข้างต้นได้รับการตอบรับจากครูและบุคลากรทางการศึกษาเป็นจำนวนมาก และ สกสค.ยังคงเดินหน้าหาแนวทางให้ความช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาต่อไปอย่างต่อเนื่อง ตามนโยบายของรัฐบาล และ นโยบายของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ “ทำได้ ทำทันที” ในด้านการ “ลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา” เพื่อให้ครูสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดภาระด้านการเงินเพื่อมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งความร่วมมือกับธนาคารออมสินนับเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางการเงิน และความเป็นอยู่ที่ดีให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ

– 006