รัฐบาลเตือนเกียรติบัตรอบรม e-Learning‘ก.ค.ศ.’ ใช้ต่อใบประกอบวิชาชีพไม่ได้

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/809593

รัฐบาลเตือนเกียรติบัตรอบรม e-Learning‘ก.ค.ศ.’ ใช้ต่อใบประกอบวิชาชีพไม่ได้

รัฐบาลเตือนเกียรติบัตรอบรม e-Learning‘ก.ค.ศ.’ ใช้ต่อใบประกอบวิชาชีพไม่ได้

วันจันทร์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 10.06 น.

‘รองโฆษกรัฐบาล’ย้ำเตือนการอบรมออนไลน์หลักสูตร e-Learning สำนักงาน ก.ค.ศ. ไม่สามารถนำเกียรติบัตรไปใช้ต่อใบประกอบวิชาชีพได้ ขออย่างหลงเชื่อข้อมูลบิดเบือน

10 มิถุนายน 2567 นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่มีข้อมูลปรากฏถึงเรื่องอบรมออนไลน์หลักสูตร e-Learning สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (สำนักงาน ก.ค.ศ.)  และนำเกียรติบัตรไปใช้ต่อใบประกอบวิชาชีพได้นั้น ขอย้ำว่าข้อมูลดังกล่าว เป็นข้อมูลที่บิดเบือน ไม่เป็นความจริง ซึ่งการเรียนออนไลน์ดังกล่าว เป็นหลักสูตรที่เปิดขึ้นเมื่อตอนวันครู 16 มกราคม 2567 ที่ผ่านมามีวัตถุประสงค์เพื่อเรียนรู้เท่านั้น ไม่สามารถนำเกียรติบัตรไปใช้ในการต่อใบประกอบวิชาชีพได้

นายคารม กล่าวว่า การอบรมออนไลน์หลักสูตร e-Learning ของสำนักงาน ก.ค.ศ. กระทรวงศึกษาธิการ มี 2 หลักสูตรให้เรียนจริง ประกอบด้วย 1.เรื่องเสริมพลังการบริหาร เป็นหลักสูตรสำหรับผู้อำนวยการเท่านั้น และ 2. เรื่องการเงินสามารถเรียนได้ทุกคน โดยทั้ง 2 หลักสูตรเข้าไปเรียนได้ฟรี และมีใบประกาศออกให้จากทาง ก.ค.ศ. แต่ไม่สามารถนำเกียรติบัตรไปใช้ในการต่อใบประกอบวิชาชีพได้

“ข้อมูลที่มีการโพสต์ และแชร์ในประเด็นดังข่าวต้น  เป็นข้อมูลบิดเบือน ขอความร่วมมือประชาชน ไม่แชร์ ไม่ส่งต่อข่าวดังกล่าว เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการ สามารถติดตามได้ที่ http://www.ops.moe.go.th/ หรือโทร. 02-628-6346” นายคารม กล่าว

หลักสูตร‘นวัตกรรมธุรกิจดิจิทัล’ จาก‘ปวส.’ต่อถึง‘ป.ตรี’จบได้ใน1ปี

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/809479

หลักสูตร‘นวัตกรรมธุรกิจดิจิทัล’ จาก‘ปวส.’ต่อถึง‘ป.ตรี’จบได้ใน1ปี

หลักสูตร‘นวัตกรรมธุรกิจดิจิทัล’ จาก‘ปวส.’ต่อถึง‘ป.ตรี’จบได้ใน1ปี

วันจันทร์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ดร.รชฏ ขำบุญ คณบดีวิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ. หรือ DPU) เปิดเผยว่า ปัจจุบันแนวการเรียนรู้ของคนรุ่นใหม่มีรูปแบบใหม่ๆ ที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่ง CIBA DPU ได้มีการปรับปรุง พัฒนาการเรียนการสอนให้ตอบโจทย์และเอื้อต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน มีความยืดหยุ่น เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงองค์ความรู้ เพิ่มเติมทักษะ และสามารถทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย

สำหรับ “หลักสูตรนวัตกรรมธุรกิจดิจิทัล” เป็นหลักสูตรที่ได้รับความร่วมมือจากสถานประกอบการ ผ่านการ MOU ร่วมกัน โดยนักศึกษาจะทำงานไปด้วยระหว่างการเรียน ซึ่งสถานประกอบการจะมอบหมายภาระงานที่สอดคล้องกับรายวิชาที่นักศึกษาลงทะเบียน จากนั้นอาจารย์และพี่เลี้ยงจะร่วมกันสอนงานทั้งในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เมื่อนักศึกษาปฏิบัติงานตามระยะเวลาที่กำหนด จะมีการประเมินผลการปฏิบัติงานจากสถานประกอบการและอาจารย์ร่วมกัน ในรูปแบบเกรดและหน่วยกิตเช่นเดียวกับการเรียนที่มหาวิทยาลัย

ข้อดีของการเรียนในรูปแบบนี้คือ นักศึกษาสามารถทำงานไปด้วยและเรียนเพื่อได้ดีกรีไปพร้อมกัน นอกจากนั้นทางหลักสูตรได้อำนวยความสะดวกด้วยระบบการเรียนแบบออนไลน์ให้กับนักศึกษาอีกด้วย ซึ่งนักศึกษาสามารถเรียนผ่านระบบออนไซต์และออนไลน์ที่มีความยืดหยุ่นเรื่องวันเรียนที่ไม่ชนกับวันทำงานได้อีกทั้ง อาจารย์ยังจะไปเยี่ยมติดตามและให้ความรู้กับนักศึกษาถึงสถานประกอบการด้วย

“หลักสูตรนี้จะเน้นการฝึกการทำงานอย่างเข้มข้น พร้อมกับได้วุฒิตามที่นักศึกษาต้องการ ปกติหลักสูตรนี้รับนักศึกษา จบ ปวส. มาเรียนต่อ ปริญญาตรี โดยใช้เวลาเรียน 2 ปี แต่ด้วยการเรียนในรูปแบบนี้นักศึกษาจะสามารถเรียนจบได้ภายใน 1 ปีโดยยังคงคุณภาพการศึกษาไว้เช่นเดิม” ดร.รชฏ กล่าว

คณบดีวิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี มธบ. กล่าวต่อไปว่า ก่อนหน้านี้ หลักสูตรดังกล่าวเป็นการเรียนระดับปริญญาตรีใช้เวลาเรียน 2 ปี จากระดับ ปวส. และทางหลักสูตรได้จัดการเรียนการสอนจนสามารถเรียนจบเร็วขึ้นภายในปีครึ่ง แต่ปีนี้จะเป็นปีแรกที่หลักสูตรจะมีความยืดหยุ่นมากขึ้น เน้นการบูรณาการการเรียนและการทำงาน ผ่านการ MOU ร่วมกับสถานประกอบการ จนสามารถนำผลการปฏิบัติการมาเป็นเกรด

ทั้งนี้ นักศึกษาในระดับปวส. จะคุ้นเคยกับทำงานในระบบทวิภาคีอยู่แล้ว หรือปฏิบัติงานในสถานประกอบการประมาณ 8 ชั่วโมง เหมือนกับพนักงานจริงๆ ดังนั้น ทางหลักสูตรจึงได้ใช้แนวทางดังกล่าว ผ่านความร่วมมือกับสถานประกอบการ เพื่อทำให้ชั่วโมงการทำงานสามารถเทียบและประเมินได้เป็นหน่วยกิตการศึกษา เอื้อต่อการเรียนรู้ การเพิ่มทักษะ ให้แก่นักเรียนได้ อีกทั้งการเรียนดังกล่าวจะมีการเรียนออนไลน์มาสนับสนุนการเรียนรู้ นักศึกษาสามารถจัดสรรเวลาที่เหมาะสมกับตัวเอง เรียนไปด้วยทำงานไปด้วย และจบได้เร็วขึ้น

โดยหลักสูตรนวัตกรรมธุรกิจดิจิทัล เป็นการเรียนเพื่อให้นักศึกษามีความรู้ทั้งเรื่องธุรกิจ นวัตกรรมความคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และดิจิทัล การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการทำงาน โดยหลักสูตรนี้ได้ถูกแบ่งรายวิชาออกเป็น 3 กลุ่มหลักๆ ได้แก่ 1.กลุ่มรายวิชาที่เกี่ยวกับนวัตกรรม เรียนรู้เกี่ยวกับการพัฒนานวัตกรรมให้ผลิตภัณฑ์ บริการ และเพื่อสร้างมูลค่าให้กับองค์กร 2.กลุ่มรายวิชาเกี่ยวกับความรู้พื้นฐานทางด้านธุรกิจและความเป็นผู้ประกอบการ เช่น การตลาด การบัญชีการเงิน และโลจิสติกส์

3.กลุ่มรายวิชาที่เกี่ยวกับด้านดิจิทัล เช่น เทคโนโลยีดิจิทัลที่ใช้ในการพัฒนาธุรกิจ ได้แก่ การพัฒนาแอปพลิเคชั่น การพัฒนาระบบฐานข้อมูลลูกค้า เป็นต้น นอกเหนือจากนั้น ทางหลักสูตรยังได้นำเครื่องมือและแนวการสอนสมัยใหม่ เพื่อเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้ เช่น การใช้ Chat GPT, การเล่นเกมจำลองธุรกิจ และการใช้ระบบหลังบ้าน ERP (Enterprise Resource Planning) เพื่อช่วยให้นักศึกษาเข้าใจภาพรวมของธุรกิจได้มากขึ้น เป็นต้น

ซึ่งหัวใจหลักของหลักสูตรนวัตกรรมธุรกิจดิจิทัลนี้ คือ การบูรณาการหลักสูตรกับสถานประกอบการมากขึ้น ทำให้หลักสูตรต่างๆ ตอบโจทย์ทั้งผู้เรียน และความต้องการของสถานประกอบการ อีกทั้งรูปแบบการเรียนนักศึกษาสามารถเลือกได้ว่าจะเรียนแบบ ออนไซต์หรือ ออนไลน์ (e-learning) และเรียนแบบ ธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) หรือ การสะสมหน่วยการเรียนรู้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้นำประสบการณ์การทำงานจากสถานประกอบการชั้นนำที่ร่วมมือกับทางมหาวิทยาลัย วัดผลลัพธ์การเรียนรู้ (Learning Outcomes) ผ่านชุดรายวิชา (Module)

โดยมุ่งหวังให้ผู้เรียนมีโอกาสเชื่อมโยงการเรียนรู้กับประสบการณ์การทำงานสามารถพัฒนาตนเองให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน สำหรับการวัดผลลัพธ์การเรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริงในสถานประกอบการ เช่น นักศึกษาทำงานอยู่แผนกจัดซื้อ อาจารย์จะทำการสอนออนไลน์หรือออนไซต์ในด้านทฤษฎีของการจัดซื้อ โดยอาจใช้เวลาในช่วงเย็นเรียนออนไลน์ หรือ วันหยุดมาเรียนที่มหาวิทยาลัย

จากนั้นเมื่อปฏิบัติงาน หัวหน้าหรือผู้ดูแลนักศึกษาฝึกงานจะสอนงานเพิ่มในเชิงการปฏิบัติงาน ในการประเมินองค์ความรู้ ทั้งอาจารย์และผู้ประกอบการจะร่วมประเมินจากความรู้และการปฏิบัติงาน และให้เกรดตามระดับผลงานที่เกิดขึ้นจริงในชุดรายวิชาของการจัดซื้อ เป็นต้น ส่วนรายวิชาอื่นนักศึกษาต้องเรียนออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มเพื่อเก็บหน่วยกิตได้ตลอดเวลาตามที่นักศึกษาสะดวกตามกรอบเวลา

“หลักสูตรนวัตกรรมธุรกิจดิจิทัล เป็นความร่วมมือระหว่าง CIBA DPU กับสถานประกอบการ เพื่อยกระดับทักษะแรงงานให้มีความรู้ความเชี่ยวชาญทั้งด้านธุรกิจและการสร้างสรรค์นวัตกรรม อันนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถให้แก่อุตสาหกรรมและประเทศ รวมถึงเป็นการผลิตบุคลากร แรงงานที่สอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการ ลดการขาดแคลนแรงงาน และเพิ่มทักษะด้านนวัตกรรมดิจิทัลให้แก่ทรัพยากรบุคคลของประเทศ” ดร.รชฏ กล่าว

ผู้สนใจสามารถสมัครเรียน ในระดับปริญญาตรี เทียบโอน ปวส. ภาคพิเศษ ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ https://ciba.dpu.ac.th/ หรือสอบถามได้ที่ โทร. 02-9547300

‘อิสระ’บนความเสี่ยงใต้อำนาจกดทับ ‘ไรเดอร์’รอความหวัง‘กฎหมายคุ้มครอง’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/809477

‘อิสระ’บนความเสี่ยงใต้อำนาจกดทับ ‘ไรเดอร์’รอความหวัง‘กฎหมายคุ้มครอง’

‘อิสระ’บนความเสี่ยงใต้อำนาจกดทับ ‘ไรเดอร์’รอความหวัง‘กฎหมายคุ้มครอง’

วันจันทร์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า “ยุคดิจิทัล” นำมาซึ่ง “ความสะดวกสบาย” อยากได้อะไรก็“กดสั่ง” คลิกเดียวแค่ปลายนิ้ว จากหลากหลายแอปพลิเคชั่น แต่อีกด้านหนึ่ง “ภายใต้ความสบายก็มีต้นทุน” ซึ่งหมายถึงสิ่งที่บรรดา “ไรเดอร์” ผู้ใช้ชีวิตบน “สองล้อเครื่อง”ขี่มอเตอร์ไซค์นำสินค้าโดยเฉพาะ “อาหาร” ไปส่งให้ลูกค้าถึงที่ต้องแบกรับ นั่นคือ“ค่าตอบแทนที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน” บีบบังคับให้ต้อง “ท้าความตาย” ตั้งแต่ใช้ความเร็วสูง มุด-ปาด-เบียด ย้อนศร ฝ่าไฟแดง หรืออะไรก็ตามเพื่อ “ทำรอบ” การส่งสินค้าในแต่ละวันให้ได้ค่าจ้างเพียงพอเลี้ยงตนเองหรือแม้แต่คนในครอบครัว

“113” เป็นตัวเลขของจำนวนครั้งที่ไรเดอร์ก่อการ “ประท้วง” บริษัทแพลตฟอร์มออนไลน์ต้นสังกัด ระหว่างปี 2562-2566 ตามการรวบรวมขององค์กร Rocket Media Lab ซึ่งในจำนวนนี้เป็นการเรียกร้องให้ปรับปรุงเรื่องค่าตอบแทนการทำงานมากที่สุด ถึง 93 ครั้งโดยพบว่า ตลอด 5 ปีดังกล่าว แพลตฟอร์มได้ปรับลดค่าตอบแทน หรือ “ค่ารอบ” ลงถึง 15 ครั้ง ส่วนที่เหลือเป็นการประท้วงเรื่องระบบการรับ-จ่ายงาน และเรื่องสวัสดิการคุ้มครองแรงงาน

“เดือนพฤษภาคมของทุกปี” ถือเป็น “เดือนของผู้ใช้แรงงาน” เพราะมีทั้งวันที่ 1 พฤษภาคม ของทุกปี เป็นวันแรงงานแห่งชาติ และวันที่ 10 พฤษภาคม ของทุกปี เป็นวันความปลอดภัยในการทำงานแห่งชาติ ซึ่งเมื่อเดือนพฤษภาคม 2567 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป มีหลายเวทีเสวนาที่เกี่ยวข้องกับแรงงาน ซึ่งก็มีในส่วนของตัวแทนกลุ่มไรเดอร์ที่ไปร่วมแสดงความคิดเห็นด้วย

อาทิ วงเสวนา “ขบวนการแรงงานกับนโยบายแรงงานของพรรคการเมือง”จัดโดย วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ มูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย มูลนิธิอารมณ์ พงศ์พงันและองค์กรแรงงานต่างๆ หลายองค์กร วันที่ 19 พ.ค. 2567 อนุกูล ราชกุณา ผู้ประสานงานเครือข่ายสหภาพไรเดอร์ ซึ่งไปร่วมในเวทีดังกล่าว ได้ให้ความเห็นว่า นับวันการจ้างงานในรูปแบบแพลตฟอร์มมีแต่จะแย่ลง

ซึ่งเหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะการจ้างงานแบบแพลตฟอร์ม ทำให้ดูเหมือนว่าได้ย้อนกลับไปในยุคที่ยังไม่มีกฎหมายคุ้มครองชั่วโมงการทำงาน อีกทั้งไรเดอร์ยังถูกกดค่าแรงด้วยการปรับลดค่ารอบโดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า ซึ่งในยุค 4.0 เราได้เห็นเทคโนโลยีที่ไม่ได้ประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวก แต่ถูกนำมาใช้เพื่อการขูดรีด ในขณะที่รัฐก็ตามไม่ทันการจ้างงานรูปแบบนี้

“เราเห็นไรเดอร์สมัยก่อนเขาจะรวมกันเป็นกลุ่มๆ แล้วจะมีคนที่เก่งมือถือคนหนึ่งคอยทำมือถือให้เพื่อนๆ ใครเครื่องแรงก็ได้งานไป นี่คือการรวมกลุ่ม แต่ว่าแพลตฟอร์มเขารู้จุดนี้ดี เขาเปลี่ยนแปลงสภาพการทำงานใหม่เป็นยิงงานเข้าตัว จากไรเดอร์รวมกลุ่มกันทีนี้กระจายกันเลย รวมกลุ่มกันยากมากยิ่งขึ้น” ผู้ประสานงานเครือข่ายสหภาพไรเดอร์ ระบุ

อนุกูล กล่าวต่อไปว่า เมื่อมองไปที่พรรคการเมือง พบมีเพียงไม่กี่พรรคที่พูดถึงประเด็นไรเดอร์หรือประเด็นแรงงาน นอกนั้นมีเพียงการหาเสียงตอนช่วงเลือกตั้ง จึงอยากสื่อสารกับพรรคการเมือง ช่วยหยิบยกประเด็นของไรเดอร์ไปเป็นวาระแห่งชาติ เพราะนับวันการจ้างงานมีแต่การผลักคนออกนอกระบบมากขึ้น อีกทั้งยังจ้างงานแบบแฝงไปด้วยเล่ห์กลต่างๆ มีการใช้เทคโนโลยี “อัลกอริทึม (Algorithm)” เพื่อแยกคนทำงานไม่ให้รวมกลุ่มกันได้

ขณะที่อีกเวทีหนึ่ง วงเสวนา “ทางออก ทางแก้ปัญหาไรเดอร์ กับสวัสดิการในฝัน” จัดโดยพรรคประชาธิปัตย์ วันที่ 25 พ.ค. 2567ประภาพร ผลอินทร์ ผู้ประสานงานกลุ่มไรเดอร์ฝั่งธนฯ กล่าวว่า ไรเดอร์ถือเป็นอาชีพอิสระ เข้าทำนอง “อยากได้เงินก่อนคนอื่นก็ต้องตื่นเช้า..ถ้าตื่นสายก็ได้เงินช้า” แต่ก็เป็นแรงงานที่ไม่มีสวัสดิการใดๆ “เช้าออกมาส่งอาหาร..ไม่รู้ตอนเย็นจะได้กลับบ้านหรือเปล่า?” อีกทั้งพบว่า ในขณะที่ค่าครองชีพโดยเฉพาะ “ค่าน้ำมัน” เพิ่มสูงขึ้น แต่รายได้ของไรเดอร์กลับลดลง

“ไรเดอร์อยากมีสวัสดิการ อย่างเช่นว่ารักษาพยาบาล สวัสดิการที่พวกเราอยากได้ก็คือ อย่างวิ่ง 24 ชั่วโมง บางคนก็วิ่งเป็นเวลานั้นเวลานี้ แต่ด้วยงานแล้วเราจะวิ่งตอนไหนก็ได้ ถ้าเราจะต้องเครียดกับค่ารอบที่มันต่ำลง เรามีเป้าของเรา สมมุติ 800 หรือ 1,000 อะไรก็แล้วแต่ ด้วยค่าครองชีพแล้วก็คนทางบ้าน เรียกว่าเป็นหัวหน้าครอบครัวเราต้องวิ่งให้มากขึ้น ถ้ามันยังไม่ได้เป้าก็ยังเข้าบ้านไม่ได้ มันก็จะอยู่กับท่าเดิมนานๆ แล้วก็ยังส่งผลต่อความเครียดบ้าง เรื่องสุขภาพบ้าง ไม่ว่าจะเป็นคอ-บ่า-ไหล่ หรือไม่ก็ปวดหลัง ปวดเอว ปวดข้อมือ” ประภาพรกล่าว

ผู้ประสานงานกลุ่มไรเดอร์ฝั่งธนฯ เสนอแนะว่า อยากให้มีสวัสดิการตรวจสุขภาพและรักษาพยาบาลให้กับไรเดอร์ รวมถึงอยากให้มี “ราคากลาง” ในการตั้งอัตราการจ่ายค่ารอบ เพราะยิ่งในต่างจังหวัด ค่ารอบของไรเดอร์ยิ่งน้อยลงกว่าในเขตเมือง อีกทั้งไรเดอร์เป็นอาชีพที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนอยู่ตลอดเวลา เพราะการทำงานต้องใช้ความเร่งรีบ จึงต้องการมี “ค่าชดเชย” เฉกเช่นพนักงานในบริษัทเอกชนทั่วๆ ไป ที่มี“กองทุนเงินทดแทน” เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการเกิดอุบัติเหตุแล้วต้องหยุดงานขาดรายได้

มุมมองจากหน่วยงานดูแลด้านสิทธิมนุษยชน สุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า จากข้อมูลของกระทรวงแรงงาน ปัจจุบันในประเทศไทยมีผู้ประกอบอาชีพไรเดอร์ 1.92 ล้านคนดังนั้นขนาดของปัญหาจึงไม่เล็ก อีกทั้งมีแนวโน้มที่ผู้หญิงจะเข้าสู่การเป็นไรเดอร์มากขึ้น แต่ความเป็นผู้หญิงก็มีความเปราะบาง เช่นบางครั้งจะเห็นภาพผู้หญิงเป็นไรเดอร์ พาลูกเล็กซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ ฝ่าสภาพอากาศฝนตก-แดดออกไปทำงานด้วย ซึ่งก็เสี่ยงอันตรายจากอุบัติเหตุ หรือหากทำงานตอนกลางคืน ไปเจอลูกค้าผู้ชายที่มีสภาพมึนเมาก็อาจเสี่ยงอีก

ทั้งนี้ ย้อนไปเมื่อเดือน มี.ค. 2566 พิสิฐ ลี้อาธรรม ซึ่งขณะนั้นยังเป็น สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้นำเรื่องราวของกลุ่มไรเดอร์ที่ถูกเอารัดเอาเปรียบในการทำงาน เข้าร้องเรียนกับสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ซึ่งหลังจากนั้น กสม. ได้เชิญทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการ กระทรวงแรงงาน และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง มาให้ข้อมูล รวมถึงรวบรวมข้อมูลสถานการณ์การทำงานของไรเดอร์ในต่างประเทศ

ซึ่งในหลายประเทศ เช่น เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส อังกฤษ หรือบางมลรัฐในสหรัฐอเมริกา ศาลมีคำพิพากษาไปในทิศทางเดียวกันว่า “ไรเดอร์ที่รับงานผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ถือเป็นลูกจ้างตามกฎหมายแรงงาน” ดังนั้นนายจ้างต้องให้ความคุ้มครอง ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายคุ้มครองแรงงาน กฎหมายประกันสังคมกฎหมายกองทุนเงินทดแทน และ กสม. ได้เห็นชอบรายงานการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเรื่องนี้แล้ว

“เราเห็นว่านิติสัมพันธ์หรือปฏิสัมพันธ์ระหว่างไรเดอร์กับแพลตฟอร์มที่เป็นผู้ประกอบการ เข้าข่ายเป็นลูกจ้าง-นายจ้าง พูดง่ายๆ ท่านบอกว่าท่านเป็นอาชีพอิสระ จริงๆ ท่านไม่อิสระ ท่านจะถูกบังคับหลายเรื่อง มีเงื่อนไขที่ท่านต้องปฏิบัติตาม อย่างน้อยที่สุดที่ท่านใส่อยู่ก็คือแบบฟอร์ม ท่านถูกบังคับให้ใส่ฟอร์ม ถูกบังคับเรื่องรอบ กำหนดโน่นนี่นั่นหลายเรื่อง ดังนั้นการมีอำนาจบังคับบัญชา การมีลักษณะกำหนดเงื่อนไขการจ้าง มันเข้าข่ายปฏิสัมพันธ์เป็นลูกจ้าง-นายจ้างชัดเจน” สุภัทรา กล่าว

สุภัทรา กล่าวต่อไปว่า จริงๆ แล้ว งานรับ-ส่งอาหาร ไม่ได้เพิ่มมาเริ่มในช่วงสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 แต่มีมานานแล้วในธุรกิจร้านอาหารหรือภัตตาคาร ซึ่งคนส่งอาหารให้ร้านเหล่านี้ก็เป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 ตามกฎหมายประกันสังคม อีกทั้งหากประสบอุบัติเหตุก็ได้รับความคุ้มครองจากกองทุนเงินทดแทน เหมือนกับลูกจ้างในกิจการอื่นๆ ทั่วไป ดังนั้นสำหรับ กสม. ยืนยันอย่างชัดเจนว่า ปฏิสัมพันธ์ระหว่างไรเดอร์กับผู้ประกอบการแพลตฟอร์มคือลูกจ้างกับนายจ้าง

อีกด้านหนึ่ง ยังต้องติดตามความคืบหน้าของการผลักดัน “(ร่าง) พ.ร.บ.ส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ พ.ศ. ….” กฎหมายที่จะออกมาคุ้มครองแรงงานอิสระ (หรือแรงงานนอกระบบ) ซึ่งไรเดอร์ก็จะเป็นหนึ่งในอาชีพที่ได้รับความคุ้มครองในร่างกฎหมายนี้ โดยเมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2567 มีพิธีเปิดการฝึกอบรม “ครู ก” หรือครูต้นแบบระดับจังหวัด ตามโครงการยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานนอกระบบโดยเครือข่ายชุมชนผ่านการขึ้นทะเบียนแรงงานนอกระบบ (แรงงานอิสระ) โดยมี ไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน ซึ่งเป็นประธานในพิธี

ซึ่งปลัดกระทรวงแรงงาน ได้กล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ผู้ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป พ่อค้าแม่ค้าทั้งที่มีหน้าร้านและค้าขายออนไลน์ ศิลปิน นักร้อง นักแสดง ยูทูบเบอร์ อินฟลูเอนเซอร์ และแรงงานที่ทำงานโดยมีแพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นสื่อกลาง หรือที่เรียกกันว่า ไรเดอร์ ซึ่งเป็นแรงงานกลุ่มใหญ่ของประเทศและมีส่วนสำคัญในการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

แต่แรงงานเหล่านี้ไม่มีสถานะเป็นลูกจ้างตามกฎหมายแรงงาน ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานในการทำงาน มีความปลอดภัยในการทำงาน มีหลักประกันทางสังคม มีการรวมกลุ่มจัดตั้งองค์กรเพื่อสร้างอำนาจต่อรองให้เกิดความเป็นธรรมในการทำงาน และเมื่อแรงงานกลุ่มนี้ประสบปัญหา กระทรวงแรงงานยังไม่มีเครื่องมือทางกฎหมายในการเข้าไปดูแลช่วยเหลือได้

“กฎหมายฉบับนี้จึงผลักดันให้แรงงานอิสระทุกคนมีโอกาสได้ขึ้นทะเบียน เพื่อแสดงตนว่าประกอบอาชีพอิสระ เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐมีฐานข้อมูลในการกำหนดนโยบาย แผนงาน และงบประมาณในการเข้าไปช่วยเหลือเยียวยาได้อย่างตรงเป้าหมายตลอดจนจัดสวัสดิการที่เหมาะสมให้กับแรงงานอิสระ”ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าว

ม.สวนดุสิต จัดโครงการ ‘อิ่มท้องสมองแล่นเพื่อนักศึกษา’ ลดค่าครองชีพ-แบ่งเบาภาระผู้ปกครอง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/809365

ม.สวนดุสิต จัดโครงการ ‘อิ่มท้องสมองแล่นเพื่อนักศึกษา’ ลดค่าครองชีพ-แบ่งเบาภาระผู้ปกครอง

ม.สวนดุสิต จัดโครงการ ‘อิ่มท้องสมองแล่นเพื่อนักศึกษา’ ลดค่าครองชีพ-แบ่งเบาภาระผู้ปกครอง

วันเสาร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 14.40 น.

มหาวิทยาลัยสวนดุสิต โดยสำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ ร่วมกับสำนักกิจการพิเศษครัวสวนดุสิต สวนดุสิตโพล กองพัฒนานักศึกษา ศูนย์สนเทศแนะแนวการศึกษาและอาชีพ จัดโครงการ “อิ่มท้องสมองแล่นเพื่อนักศึกษา” โดยมีผู้บริหาร อาจารย์ และบุคลากรของมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ร่วมเป็นผู้สนับสนุนค่าอาหารโครงการอิ่มท้องสมองแล่นเพื่อนักศึกษา เพื่อให้บริการอาหารเพิ่มเติมแก่นักศึกษาให้ได้รับประทานอาหารที่เหมาะสมเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย เป็นสวัสดิการและช่วยลดค่าครองชีพให้แก่นักศึกษา  รวมถึงเป็นกิจกรรมที่สร้างการมีส่วนร่วม และการแบ่งปันของผู้บริหาร อาจารย์ และบุคลากร ในการร่วมเป็นผู้สนับสนุนค่าอาหารในโครงการอิ่มท้องสมองแล่น

น.ส.สากีรา มะลี นักศึกษาสาขาวิชาจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ กล่าวว่า เป็นโครงการที่ดีมากๆ ที่ทางมหาวิทยาลัยฯได้จัดให้กับนักศึกษาทุกคน ซึ่งตนเป็นนักศึกษาอิสลามก็สามารถทานได้ด้วย ซึ่งเลือกเมนูเป็น แกงจืดเต้าหู้ไข่ และไก่ทอด เป็นอาหารมื้อเช้า ซึ่งช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ จึงฝากขอบคุณผู้บริหาร และ ผู้ร่วมสนับสนุนค่าอาหารทุกท่านจากใจจริงค่ะ

ต่อด้วย น.ส.สุภัสสรา  เรืองทอง  นักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ กล่าวเสริมว่า  สำหรับตนแล้ว โครงการนี้ช่วยลดค่าใช้จ่ายได้มาก เพื่อนๆนักศึกษาคนไหนที่อาจจะมีเงินใช้ไม่พอ ก็สามารถแวะมาทานได้  เพราะนักศึกษาจ่ายเพียง 10 บาท (เพื่อซื้อข้าวเปล่าเท่านั้น) เลยอยากเชิญชวนให้เพื่อนๆมาทานกันเยอะๆ เพราะสามารถลดค่าใช้จ่ายได้จริงค่ะ นำเงินที่เหลือไปไว้ซื้ออุปกรณ์การเรียน หรือของใช้ในชีวิตประจำวันได้  จึงอยากขอบคุณทุกๆท่าน ที่ร่วมแบ่งปันในครั้งนี้

ส่วน น.ส.นลพรรณ อารีย์รัตนะนคร นักศึกษาพิการเรียนร่วม สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ   กล่าวต่อว่า ตนเองรู้สึกว่าโครงการนี้สามารถทำให้ตนลดค่าใช้จ่ายได้  และเป็นโครงการที่ดีเหมาะสมกับนักศึกษา และมองว่าเมนูอาหารมีเนื้อสัตว์ที่เพียงพอแล้ว อยากให้เพิ่มอาหารที่มีส่วนผสมของผักให้มากขึ้น หากนักศึกษาคนไหนยังไม่รู้ว่ามีโครงการนี้ ก็อยากเชิญชวนมาทานอาหารได้ ทุกวันพุธ จ่ายเพียงแค่ 10 บาท ก็อิ่มท้องและมีแรงเรียนแล้วค่ะ

สุดท้าย นายธีร์ภวิศ ศรีนาเครือธนัต นักศึกษาสาขาวิชานิติศาสตร์ กล่าวปิดท้ายว่า  เป็นมื้ออาหารที่สบายกระเป๋ามากครับ เพราะจ่ายแค่ 10 บาท แต่สามารถกินอาหารได้หลายเมนู ช่วยทำให้เราอิ่มท้อง และยังประหยัดค่าใช้จ่ายอีกด้วย ผมอยากขอบคุณผู้บริหาร และผู้สนับสนุนทุกท่านที่ร่วมแบ่งปันครับ

โครงการ “อิ่มท้องสมองแล่นเพื่อนักศึกษา” เมนูอาหารในแต่ละสัปดาห์จะหมุนเวียน เปลี่ยนไปเรื่อยๆ อาทิ ไก่ทอด หมูทอดทรงเครื่อง ไข่เจียวหนานุ่มแหนม ไข่พะโล้  ต้มจืดลูกกรอก ฯลฯ หรือแม้แต่อาหารอิสลาม เราก็มีเช่นกัน พร้อมใส่ใจเคุณค่าทางโภชนาการอาหารทุกเมนู อาทิ ฉู่ฉี่ไข่ต้มยาง  ยำไข่ต้มยางมะตูม ไก่กระเทียม แกงจืดเต้าหู้ไข่  เป็นต้น ซึ่งโครงกาอิ่มท้องสมองแล่นเพื่อนักศึกษา มีกำหนดจัดขึ้นทุกวันพุธ จำนวน 16 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม – 7 กันยายน 2567 นี้  ณ ครัวสวนดุสิต อาคาคร 11 และ ร้านอาหารอิสลาม (ฟู้ดสตรีท)

-(016)

‘วัดพระธรรมกายคานากาว่า’มอบเครื่องอุปโภคบริโภคสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ประเทศญี่ปุ่น

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.naewna.com/local/809167

‘วัดพระธรรมกายคานากาว่า’มอบเครื่องอุปโภคบริโภคสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ประเทศญี่ปุ่น

‘วัดพระธรรมกายคานากาว่า’มอบเครื่องอุปโภคบริโภคสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ประเทศญี่ปุ่น

วันศุกร์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 13.13 น.

‘วัดพระธรรมกายคานากาว่า’มอบเครื่องอุปโภคบริโภคสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ประเทศญี่ปุ่น

6 มิถุนายน พ.ศ. 2567 พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย พร้อมด้วยคณะพระภิกษุจากวัดพระธรรมกายคานากาว่า และจากประเทศไทย ร่วมกับคุณอรอุมา โมกิ และคุณมณีฉาย ภัทรนาวิก ผู้แทนสมาคมพุทธรักษา ได้เดินทางไปบริจาคสิ่งของ เครื่องอุปโภคบริโภค วัตถุดิบในการปรุงอาหาร และของใช้ประจำเดือนมิถุนายน 2567 แด่สถานสงเคราะห์ในญี่ปุ่น 3 แห่ง ได้แก่ 1.สถานเลี้ยงเยาวชนเด็กกำพร้า 2.สถานเลี้ยงคนชรา และ 3.สถานที่เลี้ยงเยาวชนและผู้พิการทางสมอง ซึ่งทั้ง 3 แห่ง มีผู้อยู่ในความดูแลรวมกว่า 250 ราย และมีเจ้าหน้าที่ร่วมดูแล 200 คน

ผู้แทนของสถานสงเคราะห์ ทั้ง 3 แห่ง ได้ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี พร้อมนำชมภาพกิจกรรมต่าง ๆ และอธิบายให้ทราบถึงความเป็นมา และได้ขอบคุณทางคณะสงฆ์และทางสมาคมพุทธรักษาที่ได้บริจาคสิ่งของมาต่อเนื่องตลอดมา

พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย กล่าวว่า “ขอชื่นชมการทำงานและจิตอันเป็นกุศลของเจ้าหน้าที่สถานสงเคราะห์ทั้ง 3 แห่ง ที่ช่วยกันพยาบาล ดูแลทั้งทางร่างกาย และจิตใจ ซึ่งเป็นภารกิจที่ทำได้ยาก เพราะต้องอาศัยกำลังกาย กำลังใจ กำลังสติปัญญา ความสามารถ และจิตใจที่อ่อนโยนแบ่งปันเป็นผู้ให้จึงจะทำงานนี้ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ขอชื่นชมอนุโมทนา และสนับสนุนการทำงานที่ดีต่อเพื่อนมนุษย์นี้ต่อไป“

ศธ.จับมือ 13 ภาคีเครือข่ายแก้หนี้สินครู เชื่อหากร่วมมือกันจะแก้ไขหนี้สินครูได้

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/809103

ศธ.จับมือ 13 ภาคีเครือข่ายแก้หนี้สินครู เชื่อหากร่วมมือกันจะแก้ไขหนี้สินครูได้

ศธ.จับมือ 13 ภาคีเครือข่ายแก้หนี้สินครู เชื่อหากร่วมมือกันจะแก้ไขหนี้สินครูได้

วันพฤหัสบดี ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 19.19 น.

ศธ.จับมือ 13 ภาคีเครือข่ายแก้หนี้สินครู เชื่อหากร่วมมือกันจะแก้ไขหนี้สินครูได้ เพื่อให้ครูคลายทุกข์มีกำลังใจสอนเด็ก

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน ที่หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เรื่อง การดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ระหว่างศธ. และ 13 ภาคีเครือข่ายทั้งส่วนราชการ สถาบันการเงิน หน่วยงาน โดยมี นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ. ผู้บริหารศธ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ว่า ปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา เป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลและ ศธ. มีความห่วงใยเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจของครูและบุคลากรทางการศึกษา อันเป็นตัวแปรที่มีนัยสำคัญต่อคุณภาพชีวิต และยังส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาที่เป็นฟันเฟืองในการขับเคลื่อนการพัฒนาเด็กนักเรียนและเยาวชน ตามโยบายของรัฐบาล โดยนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้กำหนดให้การแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯ ในภาพรวมทั้งประเทศเป็นวาระแห่งชาติ 

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวต่อว่า ขอขอบคุณ 13 ภาคีเครือข่าย ได้แก่ กระทรวงการคลัง  กระทรวงยุติธรรม  กรมส่งเสริมสหกรณ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย  สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ  บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด สมาคมธนาคารไทย  สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ  ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์  ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ที่มาลงนามความร่วมมือ แก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งที่ผ่านมา ศธ. ได้ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาลดความเดือดร้อน โดยกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ตอบโจทย์ทุกส่วนราชการในสังกัด แต่การขับเคลื่อนเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ไม่สามารถดำเนินการได้ด้วย ศธ. เพียงหน่วยเดียว จำเป็นต้องมีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพอย่างครบวงจร ดังนั้น การที่ได้รับความร่วมมือจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในครั้งนี้ จึงเป็นการทำงานร่วมกันอย่างสมบูรณ์แบบเพื่อช่วยเหลือให้ครูได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี

“การแก้ปัญหาหนี้สินครูมีเป้าหมายเพื่อให้ครูและบุคลากรทางการศึกษา มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพราะหากครูมีความทุกข์จากการเป็นหนี้สิน ก็คงไม่มีความสุข ที่จะส่งเสริมการศึกษาให้เด็กและเยาวชนของเราเป็นคนดี คนเก่ง  ซึ่ง 13 หน่วยงานที่มาลงนามครั้งนี้ก็คิดคล้ายๆ กันในการช่วยคลายทุกข์ให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาด้วยการแก้ปััญหาหนี้สิน จึงมาร่วมมือแก้ปัญหา ซึ่งมีหลายคนบอกว่าการแก้ไขปัญหาหนี้สินเป็นเรื่องยาก และคงเป็นไปไม่ได้ แต่ผมเชื่อว่า ไม่มีสิ่งใดเกินความพยายาม ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู อย่างเป็นรูปธรรม ครูและบุคลากรทางการศึกษามีสภาพคล่องในการชำระหนี้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างมีศักดิ์ศรี ได้รับการดูแลช่วยเหลือแก้ไขปัญหาหนี้สินได้อย่างทั่วถึงและเป็นระบบ เพิ่มสภาพคล่องและความมั่นคงทางการเงิน  และจัดสวัสดิการให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาตามหลักธรรมาภิบาล เช่น ส่งเสริมให้มีเงินกู้ข้าราชการดอกเบี้ยต่ำ และสอดคล้องกับศักยภาพ  โดยให้ทุกส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐพิจารณาปรับปรุง/กำหนดหลักเกณฑ์ การหักเงินเดือนเพื่อชำระหนี้เงินกู้ของบุคลากรในสังกัด โดยต้องมีเงินเดือนคงเหลือสุทธิหลังจากหักชำระ หนี้ประจำเดือนแล้วไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ในแนวทางเดียวกันกับระเบียบศธ. ว่าด้วย การหักเงินเดือนบำเหน็จบำนาญข้าราชการเพื่อชำระหนี้เงินกู้ให้แก่สวัสดิการภายในส่วนราชการและสหกรณ์  พ.ศ. 2551 ตลอดจนพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีความรู้ความเข้าใจด้านการวางแผนทางการเงิน และการบริหารจัดการหนี้ ซึ่งทุกฝ่ายตกลงร่วมมือดำเนินงานในลักษณะโครงการและกิจกรรมในการ แก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาของศธ.” พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว 

ด้าน นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ปัญหาหนี้สินเป็นเรื่องเรื้อรังที่อยู่กับสังคมไทยมายาวนาน ทั้งปัญหาหนี้นอกระบบและในระบบ การแก้ไขปัญหาหนี้ทั้งระบบของรัฐบาลครั้งนี้ได้มีการกำหนดแนวทางในการดำเนินการอย่างชัดเจน และเป็นการบูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การแก้ไขปัญหาหนี้เป็นไปอย่างยั่งยืน และไม่กลับมาเป็นหนี้ซ้ำอีก โดยเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2566 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)มีมติเห็นชอบ ให้ทุกส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐ ดำเนินการปรับปรุง กำหนดหลักเกณฑ์การหักเงินเดือน เพื่อชำระหนี้เงินกู้และค่าใช้จ่ายอื่นใดของบุคลากรในสังกัด โดยต้องมีเงินเดือนคงเหลือสุทธิเพื่อการดำรงชีพไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 และให้สถาบันการเงินและสหกรณ์ออมทรัพย์ต่าง ๆ กำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อสวัสดิการให้ต่ำลง เพื่อให้เหมาะสมและสอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่ต่ำ  ที่ผ่านมาศธ. ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหานี้สินครู โดยได้จัดตั้งสถานีแก้หนี้ครูระดับจังหวัด ระดับเขตพื้นที่การศึกษ และหน่วยงานทางการศึกษา จัดทำโปรแกรมออนไลน์ที่ชื่อว่า “ระบบแก้หนี้สพฐ. (debt obec)” สำหรับรับลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วม “โครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา  พร้อมทั้งจะจัดเวทีสัมมนา “ส่งเสริมความร่วมมือและสร้างความเข้าใจ การแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา” ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำคัญคือ การสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหา หนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาในทุกมิติ ทั้งด้านสวัสดิการและประโยชน์ของสมาชิกสหกรณ์และ บุคลากรในสังกัดทุกคนอย่างจริงจัง

สวนดุสิตโพล เผยผลสำรวจ ‘เงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/808970

สวนดุสิตโพล เผยผลสำรวจ ‘เงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด’

สวนดุสิตโพล เผยผลสำรวจ ‘เงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด’

วันพฤหัสบดี ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 14.31 น.

สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ประชาชนคิดอย่างไรกับเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 1,243 คน (สำรวจทางภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 27 พฤษภาคม – 2 มิถุนายน 2567 พบว่า กลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 76.51 ทราบว่า รัฐบาลมีโครงการ “เงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด” เดือนละ 600 บาท ให้กับเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนอายุครบ 6 ปี อยู่ในครัวเรือนที่มีรายได้เฉลี่ยต่อคนไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี     มาตั้งแต่ปี 2562 โดยมองว่านโยบายนี้ช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ปกครองในการเลี้ยงดูบุตร ร้อยละ 74.74 ทั้งนี้ร้อยละ 43.20 เห็นว่าเงินอุดหนุนจากรัฐบาลที่เพียงพอควรอุดหนุนประมาณ 1,000 – 3,000 บาท และเห็นด้วย ร้อยละ 81.01  หากรัฐบาลจะขยายให้ทุกครอบครัวที่มีบุตรอายุตั้งแต่แรกเกิดจนอายุครบ 6 ปี ได้รับเงินอุดหนุนโดยไม่ต้องพิสูจน์รายได้ เนื่องจากช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรในช่วงวัยเด็กซึ่งค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง นอกจากนี้ก็อยากให้รัฐบาลช่วยเหลือในเรื่องการเพิ่มเงินอุดหนุนเพื่อให้เพียงพอต่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด ร้อยละ 66.85            

นางสาวพรพรรณ บัวทอง นักวิจัยสวนดุสิตโพล ระบุว่า จากผลการสำรวจแสดงให้เห็นว่าประชาชนตระหนักถึงโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด และมองว่าเป็นโครงการที่ดีในการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว  จึงควรขยายให้เป็นแบบถ้วนหน้าเพื่อลดกระบวนการที่เป็นภาระ และประชาสัมพันธ์ให้ทั่วถึงเพื่อให้กลุ่มครอบครัวที่มีบุตรแรกเกิดได้รับสิทธิอย่างแท้จริง นอกจากนี้ในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ครอบครัวมีภาระค่าใช้จ่ายสูง จึงควรจัดสรรเงินอุดหนุนให้เหมาะสมกับค่าใช้จ่ายจริง เพราะการลงทุนกับทรัพยากรมนุษย์เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการพัฒนาประเทศ จึงควรให้ความสำคัญและควรมีระบบติดตามประเมินผลที่มีประสิทธิภาพเพื่อให้การช่วยเหลือตรงเป้าหมาย คุ้มค่า และตรวจสอบได้

ผู้ช่วยศาสตราจารย์พัศรินท์ ก่อเลิศวรพงศ์ อาจารย์ประจำหลักสูตรจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์กร คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า “โครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด” ให้กับเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนอายุครบ 6 ปี ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่านโยบายนี้จะสามารถช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ปกครองในการเลี้ยงดูบุตรในช่วงวัยนี้ที่มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง เนื่องจากเด็กในช่วง 6 ปีแรก เป็นวัยแห่งการสร้างรากฐานชีวิตที่ดีและเป็นเวลาที่สำคัญของการเจริญเติบโตเพราะช่วงวัยนี้สมองจะมีการพัฒนาอย่างเต็มที่รวมถึงการมีพัฒนาการที่เหมาะสม คือ พัฒนาการด้านร่างกาย, พัฒนาการด้านอารมณ์, พัฒนาการด้านสังคม และพัฒนาการด้านสติปัญญา ดังนั้นผู้ปกครองจึงให้ความใส่ใจรวมถึงคาดหวังที่จะดูแลเด็กในช่วงนี้ให้ดีที่สุด โดยความคิดเห็นของประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยหากรัฐบาลจะขยายให้ทุกครอบครัวที่มีบุตรอายุตั้งแต่แรกเกิดจนอายุครบ 6 ปี ได้รับเงินอุดหนุนโดยไม่ต้องพิสูจน์รายได้ อันสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการเงินอุดหนุนเพื่อการใช้จ่ายที่เพียงพอต่อการเลี้ยงดูเด็กในการส่งเสริมโภชนาการหรือสุขภาวะด้านต่างๆ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กอย่างเหมาะสมภายใต้ความผันผวนของเศรษฐกิจในปัจจุบัน

‘ประธานเอ็มกรุ๊ปฯ-มทร.พระนคร’มอบทุนนศ.หลักสูตรโรงแรม-เรือสำราญระยะสั้นรุ่นแรก

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/808911

‘ประธานเอ็มกรุ๊ปฯ-มทร.พระนคร’มอบทุนนศ.หลักสูตรโรงแรม-เรือสำราญระยะสั้นรุ่นแรก

‘ประธานเอ็มกรุ๊ปฯ-มทร.พระนคร’มอบทุนนศ.หลักสูตรโรงแรม-เรือสำราญระยะสั้นรุ่นแรก

วันพฤหัสบดี ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 11.25 น.

‘ประธานเอ็มกรุ๊ปฯ’ร่วมกับ‘มทร.พระนคร’ มอบทุนนักศึกษาหลักสูตรโรงแรม-เรือสำราญระยะสั้นรุ่นแรก มุ่งช่วยสร้างโอกาส-เติมฝันให้คนรุ่นใหม่ มั่นใจผู้ผ่านการฝึกอบรมจะได้ทำงานตามที่หวังทุกคน 

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร (มทร. พระนคร) นางสาวภิญญ์ชยุตม์ อัครกุลศานต์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ็ม กรุ๊ป โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ได้มอบทุนการศึกษาให้กับนักศึกษาของหลักสูตรการพัฒนาบุคลากรเพื่องานบริการโรงแรมและเรือสำราญระยะสั้นรุ่นแรกจำนวน 11 คน โดยในจำนวนนี้ มีผู้ที่ได้รับทุนเต็มจำนวน 3 คน รับทุน 50 เปอร์เซ็นต์ของค่าเล่าเรียน 2 คน และ 30 เปอร์เซ็นต์ของค่าเล่าเรียนอีก 2 คน รวม 7 คน เป็นเงินทั้งสิ้น 139,600 บาท       

สำหรับหลักสูตรดังกล่าวนี้ บริษัท เอ็ม โกลบอล ทาเล้นท์ส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของเอ็มกรุ๊ปโฮลดิ้ง ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงในการจัดทำหลักสูตรร่วมกับสาขาวิชาการโรงแรม คณะศิลปศาสตร์ มทร. พระนคร เน้นไปที่งานบริการแผนกอาหารและเครื่องดื่ม (Food & Beverage) และแผนกแม่บ้าน (Housekeeping) โดยจะใช้เวลาในการเรียนภาคทฤษฎีอย่างเข้มข้นที่ มทร.พระนคร เป็นเวลา 1 เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน เป็นต้นไป และฝึกงานกับโรงแรมระดับ 5 ดาวอีก 3 เดือน โดยผู้ผ่านการฝึกอบรมจะได้รับประกาศนียบัตร ทั้งนี้ หากผ่านการทำงานในโรงแรมระดับ 5 ดาว ตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไปก็สามารถสมัครงานเรือสำราญระดับโลกได้ทันที

นางสาวภิญญ์ชยุตม์ กล่าวว่า การมอบทุนในครั้งนี้ เพื่อตอกย้ำปณิธานของเอ็มกรุ๊ป คือ ทำธุรกิจบนความไม่โลภและแบ่งปัน โดยการอบรมครั้งนี้เป็นการแบ่งปันโอกาสให้กับคนรุ่นใหม่ที่ต้องการเป็นมืออาชีพในงานบริการโรงแรมและเรือสำราญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานบริการบนเรือสำราญระดับโลกนั้นโอกาสเปิดกว้างสำหรับคนไทย มีความต้องการบุคลากรจากประเทศไทยเป็นจำนวนมาก เพราะคนไทยมีบุคลิกยิ้มแย้มแจ่มใสและจิตใจบริการ อันเป็นคุณสมบัติหลักของการทำงานบริการ ทั้งนี้ ผู้บริหารของบริษัท เอ็ม โกลบอล ทาเล้นท์ส เป็นอดีตคนเรือสำราญและอาจารย์สอนวิชาบริการโรงแรมและเรือสำราญ ที่นอกจากจะสอนในหลักสูตรแล้วก็ยังจะใช้ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญแนะแนวทางและช่วยเหลือให้นักศึกษาที่จบหลักสูตรได้งานตามที่ต้องการกันทุกคน 

ประธานเอ็มกรุ๊ปฯ กล่าวอีกว่า หลังจากที่ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงกับ มทร. พระนครไปเมื่อต้นปี  ทางทีมงานของบริษัทฯ ได้เดินทางพร้อมคณาจารย์จาก มทร. พระนคร นำโดย ดร. ณัฐวรพล รัชสิริวัชรบุล อธิการบดี และ ผศ.ดร. ยุทธภูมิ สุวรรณเวช คณบดีคณะศิลปะศาสตร์ ไปศึกษาดูงานในระดับเจาะลึกพิเศษบนเรือสำราญของบริษัท Fred Olsen ซึ่งเป็นเรือสำราญระดับโลกที่เข้าจอดเทียบท่าที่จังหวัดภูเก็ต เป็นการสร้างความพร้อมก่อนการเปิดหลักสูตรในครั้งนี้ด้วย

ผศ.ดร. ยุทธภูมิ สุวรรณเวช คณบดีคณะศิลปศาสตร์ กล่าวว่าขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับทุนทุกคน และขอชื่นชมทางเอ็มกรุ๊ปที่มอบโอกาสให้กับนักศึกษาทั้ง 7 คน โดยตนมั่นใจว่านักศึกษาทั้งหมดของหลักสูตรนี้ทั้งที่เป็นนักศึกษาทุนและที่จ่ายค่าเล่าเรียนเองจะได้งานทำอย่างแน่นอน เพราะท่านอธิการบดี มทร. พระนคร ย้ำอยู่เสมอว่าเรียนที่ไหนก็เรียนได้ แต่เรียนที่ มทร. พระนคร ได้งาน 100 เปอร์เซ็นต์

สกร.เผยผลประเมินเทียบระดับการศึกษา ปีการศึกษา 2566

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/808738

สกร.เผยผลประเมินเทียบระดับการศึกษา ปีการศึกษา 2566

สกร.เผยผลประเมินเทียบระดับการศึกษา ปีการศึกษา 2566

วันพฤหัสบดี ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เปิดเผยว่า บทบาทภารกิจที่สำคัญประการหนึ่งของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ นอกเหนือจากการจัดการศึกษาตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ให้แก่กลุ่มเป้าหมายผู้พลาดโอกาสทางการศึกษาแล้ว การประเมินเทียบระดับการศึกษา เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยส่งเสริม สนับสนุนการยกระดับการศึกษาของกลุ่มเป้าหมายที่มีความรู้

และประสบการณ์ในอาชีพให้สูงขึ้น โดยเป็นการยอมรับคุณค่าของผลการเรียนรู้ที่เกิดจากการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย ตลอดจนการประกอบอาชีพ โดยมุ่งเน้นคุณธรรม จริยธรรมที่เป็นองค์รวมของบุคคล และเป็นการส่งเสริมให้บุคคลมีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตจากรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลาย

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ได้มอบหมายให้สถานศึกษาที่ทำหน้าที่เทียบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดำเนินการเทียบระดับการศึกษาปีละ 2 ครั้งโดยสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัด/กรุงเทพมหานคร ได้จัดส่งรายงานสรุปผลการเทียบระดับการศึกษา มายังกลุ่มพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา เพื่อดำเนินการรวบรวม ประมวลผล วิเคราะห์ และสรุปผลการประเมินเทียบระดับการศึกษา ครั้งที่ 1 ปีการศึกษา 2566 สรุปได้ ดังนี้ 1.จังหวัดที่มีผู้เข้ารับการประเมินฯ มีจำนวน 58 จังหวัด จากสถานศึกษาที่ทำหน้าที่เทียบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 853 แห่ง และจังหวัดที่ไม่มีผู้เข้าประเมินฯ จำนวน 19 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดตาก นครสวรรค์ พะเยา แม่ฮ่องสอน อุตรดิตถ์ ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา เพชรบุรี สมุทรสงครามสิงห์บุรี อ่างทอง ตราด สระแก้ว ชัยภูมิ นครพนม บุรีรัมย์ ยโสธร เลย และสุรินทร์

2.จำนวนผู้เข้าประเมินฯ-ระดับประถมศึกษา มีผู้เข้าประเมินเทียบระดับการศึกษา จำนวน 160 คน ผ่านการประเมินเทียบระดับการศึกษา จำนวน 139 คน คิดเป็นร้อยละ 60.63-ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น มีผู้เข้าประเมินเทียบระดับการศึกษา จำนวน 895 คน ผ่านการประเมินเทียบระดับการศึกษา จำนวน 756 คน คิดเป็นร้อยละ 66.15-ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย มีผู้เข้าประเมินเทียบระดับการศึกษา จำนวน 1,919 คน ผ่านการประเมินเทียบระดับการศึกษา  จำนวน 1,698 คน คิดเป็นร้อยละ 57.89รวมทั้ง 3 ระดับการศึกษา มีผู้เข้าประเมินเทียบระดับการศึกษา จำนวนทั้งสิ้น 2,974 คน ผ่านการประเมินเทียบระดับการศึกษา จำนวน 2,593 คน คิดเป็นร้อยละ 87.19

3.อายุของผู้เข้าประเมินเทียบระดับการศึกษา พบว่า ส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 20-24 ปี จำนวน 694 คน รองลงมามีอายุ 25-29 ปี จำนวน 593 คน
และอายุ 30-34 ปี จำนวน 418 คน ตามลำดับ และ 4.การประกอบอาชีพของผู้เข้าประเมินเทียบระดับการศึกษา พบว่า ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพรับจ้างมากที่สุด จำนวน 1,509 คน รองลงมาเป็นอาชีพเกษตรกรรม จำนวน 537 คนและอาชีพอื่นๆ จำนวน 571 คนตามลำดับ

สถาบันยุวทัศน์ฯ คว้ารางวัล ‘วันงดสูบบุหรี่โลก ปี 2567’ จาก WHO

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/808741

สถาบันยุวทัศน์ฯ คว้ารางวัล ‘วันงดสูบบุหรี่โลก ปี 2567’ จาก WHO

สถาบันยุวทัศน์ฯ คว้ารางวัล ‘วันงดสูบบุหรี่โลก ปี 2567’ จาก WHO

วันพฤหัสบดี ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงพระกรุณาโปรดให้ พลเอกศิวะ ภระมรทัต กรมวังผู้ใหญ่ประจำวังศุโขทัย เป็นผู้แทนพระองค์เป็นประธานเปิดงานวันงดสูบบุหรี่โลก ประจำปี 2567 จัดโดยกระทรวงสาธารณสุข พร้อมมอบรางวัล “วันงดสูบบุหรี่โลก ประจำปี 2567” หรือรางวัล “World No Tobacco Day awards 2024” ให้แก่สถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย (ยท.) จากองค์การอนามัยโลก (WHO)

นายพชรพรรษ์ ประจวบลาภ เลขาธิการสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย (ยท.) กล่าวว่า นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ของบุคลากรของ ยท. ที่ในปีนี้ได้รับพระราชทานรางวัลที่มีความสำคัญระดับนานาชาติเกี่ยวกับการรณรงค์ป้องกันการสูบบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้าซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้พิจารณาคัดเลือกจากผลการดำเนินงานที่มีเด่นชัด ก่อประโยชน์ต่อสังคม รวมถึงระยะเวลาการดำเนินงานที่มีความต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังถือว่าเป็นหน่วยงานคนรุ่นใหม่หน่วยงานแรกของประเทศไทย อยู่ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่ได้รับรางวัลดังกล่าว โดยในระดับโลก ยท. นับเป็น 1 ใน 5 หน่วยงานของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ได้รับรางวัลนี้ นายพชรพรรษ์ กล่าวต่อว่า ยท. กำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 14 ภายใต้การสนับสนุนของ สสส. เรามุ่งมั่นตั้งใจเป็นองค์กรของคนรุ่นใหม่ที่ดำเนินงานด้านการสร้างเสริมสุขภาพในหลากหลายมิติ ได้แก่ ด้านการขับเคลื่อนนโยบาย ด้านจัดทำและพัฒนาข้อมูลวิชาการ และด้านส่งเสริมกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับเด็กและเยาวชน ซึ่งมีจุดเน้นไปที่มีความเข้าใจคนรุ่นใหม่ด้วยกัน และยังพัฒนางานด้านสุขภาพให้ทุกช่วงวัยเข้าถึงได้ง่าย ที่ผ่านมายท. มีบทบาทสำคัญในการป้องกันเด็กและเยาวชนจากบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า ได้แก่ 1.ร่วมผลักดันพ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 ของไทยและสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายที่มีความเข้มงวด 2.สร้างความร่วมมือการทำงานด้านการลดการสูบบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า ในกลุ่มเยาวชนผ่านโรงเรียนกว่า 500 โรง ผลักดันนโยบายท้องถิ่นสถานศึกษาปลอดภัย “โรงเรียนปลอดบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า สังกัดเมืองพัทยา” และกรุงเทพมหานครอีก 437 โรง 3.สนับสนุนแกนนำเยาวชนทั่วประเทศไทยให้ทำงานรณรงค์ในพื้นที่จังหวัดต้นแบบ 20 จังหวัด เกิดโครงการไม่น้อยกว่า 100 โครงการ เพื่อลดการสูบบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้ามีเด็กและเยาวชนได้รับประโยชน์กว่า 250,000 คนรวมถึงผลิตสื่อรณรงค์และรายการโทรทัศน์เกี่ยวกับการลดการสูบบุหรี่กว่า 100 ผลงานมีผู้รับชมกว่า 5,000,000 คน และ 4.เฝ้าระวังการจัดจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าผ่านสื่อสังคมออนไลน์และพื้นที่ต่างๆ ส่งข้อมูลให้หน่วยงานภาครัฐดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง

“ต้องขอขอบคุณ สสส. ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของการให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการทำงานและการสื่อสารเรื่องสุขภาพมาโดยตลอด 14 ปี แม้รางวัลที่ได้รับจะสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนทำงาน แต่ปัญหาทางสุขภาพของเด็กและเยาวชนยังไม่จบ ตนเองและบุคลากรตั้งเป้าหมายร่วมกันที่จะพัฒนาการทำงานสร้างเสริมสุขภาพของเยาวชนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์ของสังคมและประเทศชาติในอนาคต”นายพชรพรรษ์ กล่าว