‘รมว.นฤมล’เป็นประธานวางพานพุ่มฯน้อมรำลึก ในหลวง ร.9 เนื่องในวันพระบิดาแห่งฝนหลวง

https://www.naewna.com/local/841488

'รมว.นฤมล'เป็นประธานวางพานพุ่มฯน้อมรำลึก ในหลวง ร.9 เนื่องในวันพระบิดาแห่งฝนหลวง

‘รมว.นฤมล’เป็นประธานวางพานพุ่มฯน้อมรำลึก ในหลวง ร.9 เนื่องในวันพระบิดาแห่งฝนหลวง

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 18.20 น.

“รมว.นฤมล” เป็นประธานวางพานพุ่มฯน้อมรำลึกในหลวง ร.9 เนื่องในวันพระบิดาแห่งฝนหลวง ประจำปี 67

14 พ.ย.2567 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีวางพานพุ่มดอกไม้สดถวายราชสักการะ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในวันพระบิดาแห่งฝนหลวง ประจำปี 2567 โดยมีข้าราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมในพิธี ณ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ กรุงเทพมหานคร 

โดยการจัดงานในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2545 มีมติให้เทิดพระเกียรติพระองค์ท่านในฐานะที่ทรงเป็น “พระบิดาแห่งฝนหลวง” และกำหนดให้วันที่ 14 พฤศจิกายนของทุกปีเป็น “วันพระบิดาแห่งฝนหลวง” เนื่องด้วยเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2498 เป็นวันที่พระองค์ทรงมีพระราชดำริที่จะนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในการบังคับเมฆให้เกิดเป็นฝนจนเกิดเป็นเทคโนโลยีฝนหลวง ช่วยขจัดความทุกข์ยากให้แก่พสกนิกรที่ประสบภัยแล้ง และเป็นองค์ประกอบในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ซึ่งได้จารึกไว้เป็นวันสำคัญของประวัติศาสตร์ชาติไทย เพื่อให้ประชาชน เยาวชน ได้มีโอกาสแสดงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน ที่ทรงก่อให้เกิดเทคโนโลยีฝนหลวง อันเป็นมรดกสำคัญของประเทศในการช่วยเหลือประชาชนมาตลอดระยะเวลา 69 ปี

สำหรับการจัดงานวันพระบิดาแห่งฝนหลวง ประจำปี 2567 กรมฝนหลวงและการบินเกษตรกำหนดจัดงานตั้งแต่วันที่ 13 – 15 พฤศจิกายน 2567 โดยภายในงานมีการจัดนิทรรศการภายใต้แนวคิด “เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา องค์ราชา สืบสาน รักษา ต่อยอด พระบิดาแห่งฝนหลวง” ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ประกอบด้วย 

(1) นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความเป็นมาของโครงการพระราชดำริฝนหลวง 

(2) นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 10 ที่แสดงออกถึงพระราชกรณียกิจต่าง ๆ ของพระองค์ที่เกี่ยวข้องกับโครงการพระราชดำริฝนหลวง ในการรักษา สืบสาน และต่อยอด 
และ (3) นิทรรศการเกี่ยวกับภารกิจในด้านต่าง ๆ ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร พร้อมด้วยหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานร่วมบูรณาการ อาทิ กองทัพอากาศ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) 

ทั้งนี้ ภายในงานยังมีการจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรอีกมากกว่า 70 ร้านค้า เป็นผลิตภัณฑ์สินค้า OTOP ซึ่งมีทั้งผัก ผลไม้ อาหารสด และอาหารแปรรูปทางการเกษตร มาจำหน่ายให้ประชาชนในราคาประหยัด รวมทั้งยังมีกิจกรรมการสาธิตเสริมสร้างอาชีพจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อาทิ สาธิตการแปรรูปผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ การทำพวงกุญแจ การทำซูชิข้าวก่ำล้านนา การทำน้ำหมักจุลินทรีย์ (พด.6) สารเร่งซุปเปอร์ (พด.2) และการทำแบคทีเรียสังเคราะห์แสง (พด.15) ซึ่งในวันพรุ่งนี้ (15 พฤศจิกายน 2567) เป็นวันสุดท้ายขอเชิญชวนทุกท่านมาเที่ยวชมงาน และร่วมกันน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ขององค์พระบิดาแห่งฝนหลวงร่วมกัน และหลังจากนี้จะนำนิทรรศการไปจัดที่บริเวณด้านหน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และที่กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เพื่อให้พี่น้องประชาชนที่สนใจได้เข้าชมและศึกษาความเป็นมาต่อไป

‘สุรศักดิ์’ย้ำสร้างความร่วมมือในพื้นที่​ ‘ปฏิวัติการศึกษา แก้ปัญหาประเทศ’

https://www.naewna.com/local/841383

'สุรศักดิ์'ย้ำสร้างความร่วมมือในพื้นที่​ 'ปฏิวัติการศึกษา แก้ปัญหาประเทศ'

‘สุรศักดิ์’ย้ำสร้างความร่วมมือในพื้นที่​ ‘ปฏิวัติการศึกษา แก้ปัญหาประเทศ’

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 11.26 น.

พร้อมลุย!!! ขับเคลื่อนการศึกษา 2568 “สุรศักดิ์”ย้ำสร้างความร่วมมือในพื้นที่​ “ปฏิวัติการศึกษา แก้ปัญหาประเทศ” ปั้นคนไทย”ฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ”

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2567 บุรีรัมย์ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ในระดับพื้นที่ ประจำปีงบประมาณ 2568 เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และส่งเสริมนโยบายด้านการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม โดยเน้นการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการศึกษาของคนไทยทุกช่วงวัย ร่วมด้วย นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี รองปลัด ศธ. นายธนู ขวัญเดช รองปลัด ศธ.และผู้บริหารระดับสูง โดยมี นายปิยะ​ ปิจนำ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ให้การต้อนรับ และมีผู้เข้าร่วมจากหน่วยงานทั้งในส่วนกลางและพื้นที่ประมาณ 330 คน ณ โรงแรมเทพนคร (อัลวาเรซ) จังหวัดบุรีรัมย์

นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า กลไกในการทำงานในภูมิภาค ของกระทรวงศึกษาธิการ นอกจากคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค (คปภ.) ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ เป็นประธาน มีอำนาจหน้าที่กำหนดทิศทางการดำเนินงานของกระทรวงศึกษาธิการ ในระดับภูมิภาคหรือจังหวัดแล้ว ยังมีสำนักงานศึกษาธิการภาค และสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ที่เปรียบเสมือนตัวแทนของกระทรวงศึกษาธิการในระดับพื้นที่ ทำหน้าที่เสนาธิการในการวางแผนและขับเคลื่อนการศึกษาในกลุ่มจังหวัดและจังหวัด โดยอาศัยกลไกของคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด หรือ กศจ.ในการอำนวยการ ส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาการศึกษาแบบร่วมมือกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในพื้นที่นั้นๆ ซึ่งกลไกนี้ถือเป็นจุดแข็งของกระทรวงศึกษาธิการ ในการประสานการบริหารงานระหว่างส่วนราชการ และยังสอดคล้องกับการทำงานในภูมิภาค

สำหรับแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติ​ ขอให้ส่วนราชการในสังกัด และองค์กรในกำกับกระทรวงศึกษาธิการ​ นำนโยบายการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการไปเป็นกรอบแนวทางในการจัดการศึกษา และดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม โดยจัดทำ Action Plan ให้สอดคล้องกับนโยบาย ซึ่งในการขับเคลื่อนนโยบาย ไม่จำเป็นว่าทุกหน่วยงานจะต้องดำเนินการทุกนโยบาย ให้ดำเนินการเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้อง​ และให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด

“ผมเชื่อมั่นว่า สำนักงานศึกษาธิการภาคทั้ง 18 ภาค และสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดทั้ง 77 จังหวัด จะเป็นกำลังสำคัญ และเป็นตัวแทนของกระทรวงศึกษาธิการขับเคลื่อนภารกิจที่ตอบสนองต่อนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และตอบสนองต่อนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และตอบสนองต่อเป้าหมายตามยุทธศาสตร์การพัฒนากลุ่มจังหวัด และจังหวัดได้อย่างแน่นอน” รมช.ศธ.กล่าว

นายสุรศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้มีข้อสั่งการและแนวปฏิบัติ​ โดย​ให้นำนโยบายด้านการศึกษาของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภาและนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการไปดำเนินการปฏิปฏิปติอย่างเป็นรูปธรรม (Action) ยึดหลักคุณธรรมจริยธรรม หลักธรรมาภิบาลในการปฏิบัติงาน และดำเนินการป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างเคร่งครัด ตลอดจนน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การปฏิบัติ​ ร่วมกันปลูกฝังการรักษาสิ่งแวดล้อมและมุ่งสู่การใช้พลังงานสะอาด​ ส่งเสริมการอ่านและการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นกระบวนการ โดยผู้บริหารและครูต้องเป็นต้นแบบ

ส่วนการลงพื้นที่ตรวจราชการหรือตรวจเยี่ยมให้ดำเนินการอย่างเรียบง่าย โดยเฉพาะผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องมาร่วมรับการตรวจราชการหรือตรวจเยี่ยม โดยให้ดำเนินการอย่างเรียบง่าย และประหยัด ยึดบทบาทเป็นผู้ให้คำปรึกษา แนะนำ และให้ข้อเสนอแนะแก่ศึกษาธิการจังหวัด เพื่อให้สามารถหาแนวทางในการขับเคลื่อนงานด้านการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสมตามบริบทของแต่ละพื้นที่ รวมทั้งเรื่องเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษา รมว.ศธ.ได้สั่งการให้สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด เป็นหน่วยงานหลักในการทำงานร่วมกับทุกหน่วยงาน ที่มีสถานศึกษาในสังกัดในพื้นที่ โดยต้องพยายามนำเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาให้หมด ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งที่ทุกท่านจะได้ช่วยกันระดมความคิดเห็น เพื่อหาแนวทางในการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพ ต่อไป

ขณะที่ นายสุเทพ​ แก่งสัน​เ​ที​ยะ​ กล่าว​ว่า​ โครงการ “ขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในระดับพื้นที่” ประจำปีงบประมาณ 2568 ถือเป็นอีกหนึ่งความมุ่งมั่นของกระทรวงศึกษาธิการในการขยายโอกาสทางการศึกษาและการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนไทยทุกคน ด้วยการสร้างการรับรู้และความเข้าใจเชิงลึกแก่ผู้บริหารและบุคลากรทางการศึกษา ให้สามารถขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาในระดับพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวทางในการปฏิบัติงานร่วมกัน ทำให้สามารถกำหนดโครงการและกิจกรรมต่างๆ ให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ นำไปสู่กี่สร้างสรรค์สังคมแห่งการเรียนรู้และเตรียมพร้อมสู่อนาคตที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนของประเทศไทย

– 006

GISTDA จับมือ อพท. ใช้เทคโนโลยีอวกาศฯ บริหารจัดการพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

https://www.naewna.com/local/841233

GISTDA จับมือ อพท. ใช้เทคโนโลยีอวกาศฯ  บริหารจัดการพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

GISTDA จับมือ อพท. ใช้เทคโนโลยีอวกาศฯ บริหารจัดการพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนงว่าด้วยการใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศเพื่อการบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ร่วมกับ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. ภายในงาน Thailand Space Week 2024 โดยมี นายพีร์ ชูศรี รองผู้อำนวยการ GISTDA และ น.อ.ดร.อธิคุณ คงมี ผู้อำนวยการ อพท. ลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนงดังกล่าว พร้อมด้วยสักขีพยานของทั้ง 2 ฝ่าย

นายพีร์ ชูศรี รองผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวว่า การลงนามครั้งนี้ เกิดขึ้นเพื่อร่วมกันส่งเสริม แลกเปลี่ยนข้อมูลและร่วมมือกันในการประยุกต์ใช้งานข้อมูลภาพถ่ายจากดาวเทียมและข้อมูล GIS ในการบริหารจัดการพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนให้กับ อพท. เพื่อให้เกิดการสร้างความสมดุลทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมที่ยั่งยืน พร้อมยกระดับศักยภาพของบุคลากรของทั้งสองหน่วยงานในการนำข้อมูลมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเน้นไปที่การประยุกต์ใช้ข้อภูมิสารสนเทศกับชุมชน(One Map One Community) ซึ่งเป็นโครงการส่งเสริมให้ชุมชนท่องเที่ยวใช้งานเทคโนโลยีแผนที่ออนไลน์และข้อมูลภูมิสารสนเทศ เพื่อการบริหารและพัฒนาการท่องเที่ยวของชุมชน, การติดตามพื้นที่สีเขียวและการประเมินการกักเก็บคาร์บอน Carbon Emission โดยใช้เทคโนโลยีอวกาศซึ่งเป็นการสำรวจพื้นที่สีเขียวหรือพื้นที่ป่าของชุมชน เพื่อประเมินค่าการกักเก็บคาร์บอน สำหรับใช้ในการขอรับใบประกาศกิจกรรมสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจก (Low Emission Support Scheme) หรือ LESS และใช้ประกอบการจัดทำใบสมัครเข้า โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (โครงการ T-VER) อีกด้วย

ด้าน น.อ.ดร.อธิคุณ คงมี กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้ง 2 หน่วยงานจะเกิดการแลกเปลี่ยน สนับสนุนทรัพยากรด้านข้อมูล องค์ความรู้ ตามความจำเป็นและที่เกี่ยวข้องกับภารกิจขององค์กร การดำเนินงานครั้งนี้จะทำให้บุคลากรเกิดความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน มีทักษะในด้านการประยุกต์ใช้ข้อมูลด้านเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศมากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านการใช้ประโยชน์ งานวิจัยด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของชุมชนและพื้นที่รวมถึงรักษาสภาพแวดล้อมให้คงอยู่ต่อ จะเป็นการสร้างการกระจายรายได้ไปสู่ชุมชนท้องถิ่นอย่างแท้จริงตามเป้าหมาย โดยในปี 2568 อพท.ได้กำหนดพื้นที่พิเศษคุ้งบางกระเจ้า อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ให้เป็นพื้นที่นำร่องต้นแบบการดำเนินงานพัฒนาพื้นที่ร่วมกับ GISTDA ซึ่งจะนำผลลัพธ์ความสำเร็จจากการดำเนินงานมาขยายผลร่วมกันในพื้นที่พิเศษอื่นๆที่มีความพร้อม เช่น พื้นที่พิเศษลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาและพื้นที่พิเศษเชียงราย เป็นต้น เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในพื้นที่พิเศษต่อไป

สพฐ.ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2567

https://www.naewna.com/local/841234

สพฐ.ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2567

สพฐ.ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2567

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ว่าที่ ร.ต.ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานในพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี พ.ศ.2567 โดยมี นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการ กพฐ. นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ. นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการ กพฐ. พร้อมทั้งคณะผู้บริหาร ข้าราชการและบุคลากรของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ตลอดจนประชาชนผู้มีจิตศรัทธา ร่วมบริจาคจตุปัจจัยทำบุญ และร่วมเป็นเจ้าภาพพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน

ในการนี้พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าพระกฐิน ให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามที่ขอพระราชทานเพื่อน้อมนำไปถวายพระสงฆ์จำพรรษากาลถ้วนไตรมาส ณ วัดธรรมบูชา ตําบลตลาด อําเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อเป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา โดยมียอดกฐินเพื่อถวายพระภิกษุ สามเณร และถวายจตุปัจจัยบำรุงพระอาราม รวมถึงมอบทุนการศึกษาให้แก่โรงเรียน จำนวน 5 โรง ได้แก่ โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา โรงเรียนสุราษฎร์ธานี โรงเรียนวัดสมหวัง โรงเรียนวัดเขาศรีวิชัย และโรงเรียนท่าเฟืองวิทยา เพื่อนำไปพัฒนาโรงเรียนและเพิ่มคุณภาพการศึกษา รวมเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 4,541,331 บาท

ทั้งนี้ การทอดกฐินเป็นประเพณีที่พุทธศาสนิกชน ได้ยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมาเป็นเวลาช้านาน เพื่อเป็นการอุปถัมภ์พระสงฆ์ที่จำพรรษากาลครบถ้วนไตรมาสให้ได้รับอานิสงส์ตามพระวินัย และเป็นทุนในการบูรณปฏิสังขรณ์พระอาราม โดยเป็นการรวมพลังแห่งความสามัคคี ทั้งทางกาย วาจา และจิตใจ ในการสร้างบุญกุศล สร้างความสุขของการอยู่ร่วมกันในสังคม รวมทั้งเป็นการจรรโลงและส่งเสริมพระพุทธศาสนาให้มั่นคงดำรงอยู่เจริญวัฒนาสถาพรสืบไป

เปิดเวทีระดับภูมิภาค เชื่อมเครือข่าย ‘นิวเคลียร์-รังสี’ ระดับนานาชาติ

https://www.naewna.com/local/841227

เปิดเวทีระดับภูมิภาค เชื่อมเครือข่าย  ‘นิวเคลียร์-รังสี’ ระดับนานาชาติ

เปิดเวทีระดับภูมิภาค เชื่อมเครือข่าย ‘นิวเคลียร์-รังสี’ ระดับนานาชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ร่วมกับเครือข่ายพิทักษ์ความปลอดภัยในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (APSN) และทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ Asia-Pacific Safeguards Network (APSN) 15th Annual Meeting เสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านความปลอดภัยนิวเคลียร์และรังสีในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกอย่างยั่งยืน โดยได้รับเกียรติจากนายสุวิทย์ สุริยะวงค์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เป็นประธานฯ

นางเพ็ญนภา กัญชนะ รองเลขาธิการ ปส. ในฐานะประธานเครือข่าย APSN เปิดเผยว่า การประชุมในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสที่ดีในการเปิดเวทีให้ผู้แทนจาก 16 ประเทศ ได้นำเสนอผลงานและแบ่งปันประสบการณ์ด้านการพิทักษ์ความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ พร้อมทั้งระดมความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ตลอดจนการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือด้านนิวเคลียร์และรังสีในระดับนานาชาติ เพื่อพัฒนาแนวทางความร่วมมือในระดับภูมิภาคให้มีความเข้มแข็ง ตลอดจนเสริมสร้างการใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์อย่างมีประสิทธิภาพในเอเชีย-แปซิฟิก ด้วยความร่วมมือที่เข้มแข็งนี้ ปส. หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถพัฒนาเครือข่ายความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ระดับภูมิภาคได้อย่างยั่งยืน พร้อมเสริมสร้างมาตรการในการใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อประโยชน์ด้านความปลอดภัยและเกิดความก้าวหน้าในภูมิภาคต่อไป

อีกทั้ง การประชุมนี้ ยังได้รับเกียรติจาก Mr. Kenji Murakami ผู้ช่วยรัฐมนตรี กระทรวงการต่างประเทศของประเทศญี่ปุ่น ในฐานะประธาน APSN Steering Committee,Mr.Massimo Aparo รองผู้อำนวยการใหญ่IAEA และผู้อำนวยการสำนักการพิทักษ์ความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ และ Mr.Naobumi Yokota ผู้อำนวยการ สำนักการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ วิทยาศาสตร์และพลังงานนิวเคลียร์ กระทรวงการต่างประเทศของประเทศญี่ปุ่น ร่วมกล่าวเปิดในโอกาสครบรอบ15 ปี การประชุมประจำปีเครือข่าย APSN โดยมีผู้แทนประเทศสมาชิกต่างๆ ในระดับภูมิภาค จาก 16 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลียบรูไน แคนาดา อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย มองโกเลีย สิงคโปร์ ศรีลังกา เวียดนาม ลาว ปาเลา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สหรัฐอเมริกา และไทย โดยมีผู้เข้าร่วมรวมทั้งสิ้น 48 ราย

วว. โชว์ ‘เครื่องคัดแยกขวดพลาสติกและกระป๋อง’ เสริมสร้างนวัตกรรมไทยสู่ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม

https://www.naewna.com/local/841214

วว. โชว์ ‘เครื่องคัดแยกขวดพลาสติกและกระป๋อง’  เสริมสร้างนวัตกรรมไทยสู่ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม

วว. โชว์ ‘เครื่องคัดแยกขวดพลาสติกและกระป๋อง’ เสริมสร้างนวัตกรรมไทยสู่ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ดร.จิตรา ชัยวิมล รองผู้ว่าการบริการอุตสาหกรรม สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นผู้แทน ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ วว. นำคณะเข้าร่วมงาน IPPIN Demo Day 2024 ซึ่งเป็นเวทีสำคัญสำหรับผู้ประกอบการนวัตกรรมและนักวิจัยที่ผ่านการพัฒนาศักยภาพในโครงการ IPPIN Incubator Program และ IPPIN Accelerator+ Program เพื่อเตรียมความพร้อมในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมจัดการขยะพลาสติกสู่ภาคธุรกิจ เปิดโอกาสสู่การจับคู่กับนักลงทุนและการถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยได้รับเกียรติจาก Dr.Angela Macdonald เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย เป็นประธานกล่าวเปิดงาน โดยมีคณะผู้บริหาร บุคลากรและนักวิจัย วว. เข้าร่วมกิจกรรมด้วย

โอกาสนี้ วว. ได้ส่งทีม Waste 2 Cash นำโดย ดร.ธนิสร์ วัยโรจนวงศ์ นักวิจัยอาวุโส ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมหุ่นยนต์และเครื่องจักรอัตโนมัติ (ศนย.) วว. เข้าร่วมนำเสนอผลงานวิจัยและพัฒนา “เครื่องคัดแยกขวดพลาสติกและกระป๋อง” ซึ่งเป็นนวัตกรรมเพื่อการจัดการขยะอย่างยั่งยืน ตามนโยบายรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาขยะ เครื่องสามารถคัดแยกขวดพลาสติก PET ใส PET สี ขวด HDPE สีขาว กระป๋องเหล็กและอะลูมิเนียม โดยใช้เซ็นเซอร์ในการตรวจจับและแยกประเภทวัสดุ เหมาะสำหรับนำไปใช้ในโรงเรียน สถานที่ราชการ บริษัทเอกชน และห้างสรรพสินค้า

ทั้งนี้ “เครื่องคัดแยกขวดพลาสติกและกระป๋อง” มีประสิทธิภาพในการคัดแยกขวดพลาสติกโดยไม่ใช้ BAR CODE แต่จะใช้การอ่านค่าจากวัสดุที่ใช้ผลิตขวดและแยกลงในถังแต่ละประเภท ขณะนี้ วว. อยู่ระหว่างการพัฒนาเครื่องฯ เพื่อขยายผลไปยังสถานศึกษาและชุมชน เพื่อส่งเสริมการจัดการขยะและของเสียที่ต้นทาง และร่วมขับเคลื่อนเมืองสระบุรีคาร์บอนต่ำ (Saraburi Sandbox)

อนึ่ง IPPIN (Indo-Pacific Plastic Innovation Network) เป็นเครือข่ายนวัตกรรมพลาสติกในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก บริหารโดยหน่วยงาน Commonwealth Scientific and Industrial Research Organization (CSIRO) ร่วมกับรัฐบาลออสเตรเลีย และหน่วยงานพันธมิตรในอินโดนีเซีย เวียดนาม ไทย และอยู่ระหว่างขยายขอบข่ายไปยังลาวและกัมพูชา โดย ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ วว.ดำรงตำแหน่ง Advisory Group Member, Plastics Innovation

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม “เครื่องคัดแยกขวดพลาสติกและกระป๋อง” นวัตกรรมผลงาน วว. ได้ที่ call center โทร.02-5779000 หรือที่ระบบบริการลูกค้า “วว. JUMP”

‘กรมการศาสนา’ร่วมกับคณะพระธรรมทูตและเครือข่าย ถวายผ้ากฐิน-ผ้าป่าพัฒนาวัดจังหวัดชายแดนใต้

https://www.naewna.com/local/841312

‘กรมการศาสนา’ร่วมกับคณะพระธรรมทูตและเครือข่าย ถวายผ้ากฐิน-ผ้าป่าพัฒนาวัดจังหวัดชายแดนใต้

‘กรมการศาสนา’ร่วมกับคณะพระธรรมทูตและเครือข่าย ถวายผ้ากฐิน-ผ้าป่าพัฒนาวัดจังหวัดชายแดนใต้

วันพุธ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 20.23 น.

‘กรมการศาสนา’ร่วมกับคณะพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล และเครือข่าย จัดพิธีถวายผ้ากฐินและผ้าป่าพัฒนาวัดจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ 72 พรรษา

13 พฤศจิกายน 2567 เวลา 10.00 น. กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนk จัดพิธีถวายผ้ากฐินและผ้าป่าพัฒนาวัดในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีสมเด็จพระมหาวชิรมังคลาจารย์ เจ้าคณะใหญ่  หนใต้ เจ้าอาวาสวัดกระพังสุรินทร์ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานฝ่ายฆราวาส  พร้อมด้วยนายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา นายเศวต เพชรนุ้ย รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นายไชยพร นิยมแก้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี นายวีรพัฒน์ บุณฑริก รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าภาพกฐิน ณ ศูนย์ปฏิบัติธรรมภาคใต้ ตำบลท่าช้าง อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา

นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา ร่วมกับพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล คณะสงฆ์หนใต้ และวัดพระธรรมกาย ศูนย์ปฏิบัติธรรมภาคใต้ จังหวัดสงขลา สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ จังหวัดสงขลา จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส และจังหวัดปัตตานี ร่วมกันจัดโครงการถวายผ้ากฐินและผ้าป่าพัฒนาวัดในจังหวัดชายแดนภาคใต้  ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยการถวายผ้ากฐินและผ้าป่าพัฒนาวัดในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น จะได้นำไปถวายให้กับวัดพุทธในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 301 วัด ในจังหวัดสงขลา จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส และจังหวัดปัตตานี ที่ตกค้างกฐิน ไม่มีเจ้าภาพกฐิน หรือบางวัดก็จัดเป็นทอดผ้าป่าเพื่อทำนุบำรุงวัดและเป็นกำลังใจให้กับพระสงฆ์ที่อยู่ในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยสำนักงานพระพุทธศาสนาประจำจังหวัด ได้ทำการสำรวจวัดที่ต้องการความช่วยเหลือวัดที่ไม่มีเจ้าภาพในการทอดกฐิน ทั้งธรรมยุตและมหานิกาย ซึ่งมีพระสงฆ์ยังอยู่ในพื้นที่เนื่องจากเป็นวัดบ้านเกิด และมีความประสงค์ที่จะรักษาพระพุทธศาสนาให้อยู่ในแผ่นดินเกิด ซึ่งประเพณีการทอดกฐินของพุทธศาสนิกชนไทยมีมาช้านาน โดยมีทั้งพิธีหลวงและพิธีราษฎร์ โดยการถวายผ้าพระกฐินพระราชทานของพระมหากษัตริย์จัดเป็นพระราชพิธีที่สำคัญที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี

ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวต่อว่า พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นพื้นที่ที่มีเหตุการณ์ความไม่สงบ มานานหลายปีทำให้มีวัดและที่พักสงฆ์จำนวนมากตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย มีกฐินตกค้าง เพราะไม่มีผู้ใดรับเป็นเจ้าภาพกฐิน กระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งมีหน้าที่ทำนุบำรุง ศิลปะ ประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงาม และคณะพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย – เนปาล นำโดยพระธรรมโพธิวงศ์ หัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย – เนปาล เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา พระวิเทศวัชราจารย์ เลขานุการหัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย – เนปาล ทำหน้าที่พระธรรมทูตเผยแผ่พระพุทธศาสนา เห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าว จึงได้ดำเนินการจัดโครงการถวายผ้ากฐินและผ้าป่าพัฒนาวัดในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ตลอดจนเพื่อเป็นการสืบสานวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามของพุทธศาสนิกชนในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้คงอยู่สืบไป  ซึ่งจากการสำรวจพบว่า วัดที่จะรับการทอดถวายผ้ากฐิน จำนวน 3 วัด ถวายผ้ากฐินสมทบ จำนวน 11 วัด และถวายผ้าป่า จำนวน 288 วัด รวมทั้งสิ้น 302 วัด

นอกจากนี้ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา ยังได้จัดพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทานประจำปี 2567 ณ วัดกะพังสุรินทร์  ตำบลทับเที่ยง อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง  ในวันพฤหัสบดีที่ 14 พฤศจิกายน 2567 เวลา 14.00 น. เพื่อเป็นการส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนได้น้อมนำหลักธรรม และพิธีกรรม มาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน อันเป็นการส่งเสริมคุณธรรมและเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมและพิธีกรรมที่ดีงาม รวมทั้งให้ประชาชนได้แสดงออกถึงความจงรักษ์ภักดีเทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ร่วมใจกันทำบุญเพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานราชการ องค์กร คณะสงฆ์ และพุทธศาสนิกชนชาวไทย และสืบสาน อนุรักษ์ สืบทอดประเพณีการทอดผ้ากฐินซึ่งเป็นประเพณีวัฒนธรรมอันเป็นมรดกล้ำค่าในพระพุทธศาสนาและของประเทศชาติให้ยั่งยืนสืบไป

พระครูปลัดรัตนวีรวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เปิดเผยว่าการรักษาและเผยแผ่พระพุทธศาสนาเป็นหน้าที่โดยตรงซึ่งพระพุทธองค์ฝากไว้ให้พุทธบริษัท 4 ได้สามัคคีช่วยกันสืบอายุพระพุทธศาสนาให้ยืนยาวเป็นที่พึ่งให้แก่ชาวโลก วัดพระธรรมกาย ในฐานะภาคีร่วมจัดงานฯรู้สึกปลาบปลื้มใจที่ได้รับความเมตตาจากคณะพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย – เนปาล ให้สนองงานคณะสงฆ์ร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมทุกภาคส่วน ทั้งนี้ทางวัดฯพร้อมที่จะสนับสนุนภารกิจสืบทอดพระพุทธศาสนาทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งยังเป็นโอกาสที่คณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนทั้งปวงจะได้สนองพระราชศรัทธาในบวรพระพุทธศาสนาแสดงออกถึงความจงรักภักดี น้อมบุญใหญ่ครั้งนี้ถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ 72 พรรษา

มวล.ระดมสมอง ยกระดับระบบวิจัยฯ ขับเคลื่อนพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้

https://www.naewna.com/local/841071

มวล.ระดมสมอง ยกระดับระบบวิจัยฯ  ขับเคลื่อนพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้

มวล.ระดมสมอง ยกระดับระบบวิจัยฯ ขับเคลื่อนพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้

วันพุธ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เปิดเวทีระดมความเห็นเพื่อกำหนดกลยุทธ์ยกระดับระบบวิจัยและนวัตกรรมในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภูมิภาค ภาคใต้ (SEC) เชื่อมโยงเศรษฐกิจระดับท้องถิ่น และระดับประเทศ

ผศ.ดร.สมใจ หนูผึ้ง หัวหน้าสถานวิจัย สำนักวิชาการบัญชีและการเงิน ม.วลัยลักษณ์ (มวล.) ในฐานะหัวหน้าโครงการกำหนดกลยุทธ์ในการยกระดับระบบวิจัยและนวัตกรรม ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภูมิภาคภาคใต้ (SEC) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2567 ที่ผ่านมาอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มวล. ร่วมกับสำนักวิชาการบัญชีและการเงินพร้อมภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรมระดมความคิดเห็นเพื่อกำหนดกลยุทธ์ในการยกระดับระบบวิจัยและนวัตกรรมในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ ภาคใต้ภายใต้โครงการการพัฒนาระบบกลไกของอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคเพื่อการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ 4 ภาค โดยในพิธีเปิดได้รับเกียรติจาก นายบันดาล สถิรชวาล รองผู้ว่า
ราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นประธานกล่าวเปิด มีบุคลากร เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชนและภาคการศึกษาเข้าร่วมกว่า 150 คน ณ ห้องแกรนด์บอลรูม 9
โรงแรมบรรจงบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ผศ.ดร.สมใจ กล่าวว่า กิจกรรมในครั้งนี้เกิดขึ้นจากการบูรณาการร่วมกันและการให้ความร่วมมือกันของทุกภาคส่วน โดยกองส่งเสริมและประสานเพื่อประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานปลัดกระทรวง อว. ได้มอบหมายให้อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคใต้ดำเนินการ พัฒนาระบบกลไกของอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค เพื่อมุ่งพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ตามที่รัฐบาลได้ประกาศพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ ภาคใต้ขึ้น โดยมีพื้นที่เป้าหมาย ได้แก่ จังหวัดนครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ชุมพรและระนอง ให้เป็นเขตเศรษฐกิจใหม่ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาคใต้ให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

การจัดกิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นโดยมีเป้าหมาย เพื่อแนะนำโครงการดังกล่าว โดยมีการประชุมกลุ่มย่อยและรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาคม สมาคม ชุมชน สถาบันการศึกษา ในพื้นที่ SEC ที่เกี่ยวข้องกับ อุตสาหกรรมชีวภาพ อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร และอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และจะมีการนำข้อมูลดังกล่าวไปประกอบการกำหนดทิศทางในระยะยาว เพื่อเป็นกรอบในการวางแผนการดำเนินการมุ่งเป้าอย่างมีประสิทธิภาพ

“โครงการฯให้ความสำคัญกับการกำหนดวิสัยทัศน์ที่มาจากความต้องการและความคาดหวังของคนในพื้นที่จริง ซึ่งจะช่วยให้การพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจมีทิศทางที่ชัดเจนและสามารถบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกให้ครอบคลุม ทั้งมิติทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยีต่อไป” ผศ.ดร.สมใจ กล่าว

NSM ผนึกกำลัง ไปรษณีย์ไทย ‘คืนรอยยิ้ม สร้างอนาคต’ จัดส่งสื่อการเรียนรู้วิทย์ ฟื้นฟูเด็กและชุมชน จ.เชียงราย

https://www.naewna.com/local/841070

NSM ผนึกกำลัง ไปรษณีย์ไทย ‘คืนรอยยิ้ม สร้างอนาคต’  จัดส่งสื่อการเรียนรู้วิทย์ ฟื้นฟูเด็กและชุมชน จ.เชียงราย

NSM ผนึกกำลัง ไปรษณีย์ไทย ‘คืนรอยยิ้ม สร้างอนาคต’ จัดส่งสื่อการเรียนรู้วิทย์ ฟื้นฟูเด็กและชุมชน จ.เชียงราย

วันพุธ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นางสาวสุชาดา แทนทรัพย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย ผศ.ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM, นายพีระ อุดมกิจสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไปรษณีย์ไทย ดิสทริบิวชั่น จำกัด (ปณด), นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รองผู้อำนวยการ NSM,ดร.ชนินทร วรรณวิจิตร รองผู้อำนวยการNSM, นายณัฐพล ศรีทอง รองกรรมการผู้จัดการด้านปฏิบัติการ ปณด และนางสาวศรีประพาฬ ศรีประเสริฐ หัวหน้าส่วนปฏิบัติการโลจิสติกส์นครหลวง ร่วมผนึกกำลังจัดส่งสื่อการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เพื่อ “คืนรอยยิ้ม สร้างอนาคต” พร้อมฟื้นฟูพลังแห่งการค้นพบความมหัศจรรย์ของวิทยาศาสตร์ให้แก่เด็กๆ และชุมชน ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย จ.เชียงราย ณ อพวช. ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี โดยมี โรงเล่นพิพิธภัณฑ์เล่นได้ จ.เชียงราย เตรียมรอรับพร้อมกระจายไปสู่ 15 โรงเรียนในอ.แม่สาย จ.เชียงราย ต่อไป

กิจกรรมฯ ครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งในปฏิบัติการตามนโยบายของ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่ยังคงห่วงใย ประชาชนชาวจังหวัดเชียงรายที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม โดย NSM ร่วมด้วย บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด ดำเนินการจัดส่งสื่อการเรียนรู้ให้ถึงมือเด็กและชุมชน ซึ่งถือเป็นหน่วยงานอันดับต้นๆ ของประเทศที่มีคุณภาพและมาตรฐานในการให้บริการด้านการขนส่งและกระจายสินค้าแบบครบวงจร เพื่อส่งมอบความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ไปสู่เยาวชนและประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึง และได้ประสานกับโรงเล่นพิพิธภัณฑ์เล่นได้ จ.เชียงราย ที่ก่อตั้งมายาวนานกว่า 20 ปี ที่เป็นเสมือนพื้นที่สร้างสรรค์และแหล่งเรียนรู้ในการส่งเสริมถ่ายทอดภูมิปัญญาในท้องถิ่น เพื่อร่วมกิจกรรม “เปิดพื้นที่แห่งการรับฟัง เพื่อบรรเทาทุกข์พร้อมสร้างความสนุกผ่านสื่อของเล่น” โดยจะทำหน้าที่รวบรวมสื่อการเรียนรู้และกระจายส่งต่อให้กับเยาวชนและประชาชน ทั้ง 15 รร. ในอ.แม่สาย จ.เชียงราย

รายงานพิเศษ : ‘Thailand Space Week 2024’ เชื่อมโยงเครือข่ายเทคโนโลยีอวกาศจากทั่วโลก สร้างโอกาสทางธุรกิจไทยและภูมิภาคอาเซียน

https://www.naewna.com/local/841072

รายงานพิเศษ : ‘Thailand Space Week 2024’  เชื่อมโยงเครือข่ายเทคโนโลยีอวกาศจากทั่วโลก  สร้างโอกาสทางธุรกิจไทยและภูมิภาคอาเซียน

รายงานพิเศษ : ‘Thailand Space Week 2024’ เชื่อมโยงเครือข่ายเทคโนโลยีอวกาศจากทั่วโลก สร้างโอกาสทางธุรกิจไทยและภูมิภาคอาเซียน

วันพุธ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ อว. จับมือหน่วยงานพันธมิตรอย่าง Cabinet office of Japan, ISPACE, การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), ECURS, SIEMENS, THAICOM และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ อีกกว่า 70 บริษัท จัดงาน Thailand Space Week 2024 อย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งได้มีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการไปแล้ว เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 7 พฤศจิกายน 2567 ณ อิมแพค เมืองทองธานี ฮอลล์ 9-10 โดยได้รับเกียรติจาก นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธาน พร้อมด้วยผู้นำหน่วยงานอวกาศจากนานาประเทศและเหล่าผู้ประกอบการทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องจากทั้งในและต่างประเทศ นับเป็นงานด้านเทคโนโลยีอวกาศในระดับนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีฯในฐานะประธานในพิธี กล่าวว่า ประเทศไทยตั้งใจจัดงาน Thailand Space Week 2024 ในครั้งนี้อย่างยิ่งใหญ่ พร้อมเปิดบ้านต้อนรับผู้เข้าร่วมงานจากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีและธุรกิจด้านอวกาศของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน ซึ่งจะนำมาสู่การขับเคลื่อนทางวิทยาศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคมและเทคโนโลยีในอนาคต โดยเทคโนโลยีอวกาศจะแทรกซึมอยู่ในเกือบทุกส่วนของการดำเนินชีวิตในปัจจุบันและยังมีบทบาทสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจไทยให้เป็น New S Curve สำหรับการจัดงาน Thailand Space Week ในครั้งนี้จะเป็นการยกระดับการใช้เทคโนโลยีของภาคเอกชนในอุตสาหกรรมอวกาศ

“ที่ผ่านมารัฐบาลไทยมุ่งมั่นในการสนับสนุนและพัฒนานวัตกรรมในด้านอวกาศอย่างต่อเนื่อง โดยมีแผนที่จะเร่งการพัฒนาดาวเทียมเพื่อตอบโจทย์การใช้งาน
ในประเด็นสำคัญต่างๆ ของประเทศ ส่งเสริมการเติบโตธุรกิจด้านอวกาศทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ เช่น Spaceport และความร่วมมือกับธุรกิจระหว่างประเทศ เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืน ไม่เพียงแค่นั้นรัฐบาลยังส่งเสริมให้เยาวชนได้เกิดการเรียนรู้และมีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมอวกาศ ผ่านการเรียนการสอนและกิจกรรมต่างๆ การสร้างความตระหนักและความสามารถด้านอวกาศนั้นมีความสำคัญอย่างมากในการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมอวกาศในอนาคตต่อไป”

ด้าน ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวต่อว่า งาน Thailand Space Week 2024 ครั้งนี้ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 แล้ว ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐมนตรีกระทรวง อว. ที่ต้องการขับเคลื่อนนโยบายด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมของประเทศ ให้เกิดความร่วมมือและการใช้ประโยชน์สำหรับประเทศไทยมากที่สุด งานนี้ถือเป็นเวทีระดับนานาชาติที่สำคัญที่สุดในด้านเทคโนโลยีอวกาศและธุรกิจในประเทศไทย คาดว่าตลอดการจัดงาน 3 วัน จะมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 3,000 คน จาก 34 ประเทศทั่วโลก บริษัทเข้าร่วมงานมากกว่า 70 บริษัท บูธนิทรรศการมากกว่า 100 บูธ ซึ่งแนวทางการจัดงานของปีนี้เราเน้นเรื่อง “Converging Technologies, Connecting People,” ซึ่งสะท้อนถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอวกาศที่มีมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องนำมาหลอมรวมกับเทคโนโลยีอื่นๆ (Technology Convergence) ที่จะนำมาสู่เครื่องมือ ข้อมูล และการจัดการที่จะเกิดประโยชน์สูงสุดกับมนุษย์และการดำเนินธุรกิจ โดยการจัดงานครั้งนี้ผู้ร่วมงานนอกจากจะมีโอกาสอัปเดตข้อมูลที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีและกิจการอวกาศจากนานาประเทศแล้วยังเป็นการเปิดโอกาสให้รู้จักและสร้างเครือข่ายทางความรู้และธุรกิจกับผู้ใช้งานที่เกี่ยวข้องอีกด้วย ซึ่งปีนี้เราได้รับเกียรติจากเอกอัครราชทูตและนักการทูตมากกว่า 10 ประเทศมาร่วมงาน

นอกจากนี้ยังมีผู้นำและผู้บริหารระดับสูงจากองค์กรด้านอวกาศจากหลายประเทศทั้งในเอเชียและภูมิภาคอื่นๆ อาทิ CNSA ประเทศจีน, KARI สาธารณรัฐเกาหลีใต้, OSTIN ประเทศสิงคโปร์, EU , MYSA จากประเทศมาเลเซีย, QZSS ประเทศญี่ปุ่น และ PHILSA ประเทศฟิลิปปินส์ มาร่วมแสดงวิสัยทัศน์และมุมมองภายในงานด้วย

“สำหรับจุดเด่นของงาน Thailand Space Week 2024 มีหลายกิจกรรม โดยเฉพาะในส่วนของ Plenary Stage จะมี Session ที่น่าสนใจ อาทิ Space Leaders Forum, Unveiling Asean Space Ecosystems, การใช้เทคโนโลยีอวกาศรับมือกับความท้าทายที่สำคัญของโลกในปัจจุบัน, Financing the Future กับโอกาสในอุตสาหกรรมอวกาศ หรือจะมาร่วมส่องอนาคตเทคโนโลยีอวกาศ ไปกับ นางฟ้าไอที คุณเฟื่องลดา กับ Trend ในอีก 10 ข้างหน้า ทั้งหมดล้วนแล้วแต่แสดงให้เห็นถึงบทบาทของประเทศไทยที่พร้อมเป็นศูนย์กลางด้านการพัฒนาและขับเคลื่อนภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอวกาศเพื่อสร้างโอกาสและประโยชน์ให้กับภูมิภาคนี้

ประเทศไทยมุ่งหวังที่จะสร้างโอกาสและขยายความร่วมมือ ทั้งด้านองค์ความรู้ ธุรกิจ และการลงทุนในระดับนานาชาติ โดยประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงของภูมิภาค ซึ่งมุ่งหวังจะให้เกิดการยกระดับและเปิดโอกาสให้กับ Space related Industry ของไทยกับพันธมิตรจากนานาประเทศ อันจะนำมาสู่การเพิ่มรายได้ใหม่ๆ ให้กับภาคเศรษฐกิจของไทย เพื่อก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางของประเทศ” ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าว