MOU ร่วมผลักดันความรู้บล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัล

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/808306

MOU ร่วมผลักดันความรู้บล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัล

MOU ร่วมผลักดันความรู้บล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัล

วันอังคาร ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

บริษัท บิทคับ แล็บส์ จำกัด และวิทยาลัยพณิชยการเชตุพน ประกาศความร่วมมือทางวิชาการด้านเทคโนโลยีบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อสนับสนุนการยกระดับอาชีวศึกษา สาขาการบัญชี ภายใต้โครงการขับเคลื่อนศูนย์บริหารเครือข่ายการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา (CVM) โดยมี นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด, เรืออากาศโทสมพร ปานดำ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา, ดร.คณัสณันท์พรรณ ผลทํามีบุญผู้อำนวยการวิทยาลัยพณิชยการเชตุพน และคณะผู้บริหารสถาบันการอาชีวศึกษากรุงเทพมหานคร จำนวน 13 แห่ง เป็นเกียรติเข้าร่วมในพิธีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการในครั้งนี้ ณ สำนักพัฒนาสมรรถนะครูและบุคลากรอาชีวศึกษา

นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด กล่าวว่า Bitkub Academy มีความยินดีที่จะร่วมสนับสนุนการจัดการศึกษาของโครงการขับเคลื่อนศูนย์บริหารเครือข่ายการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา (CVM) สาขาวิชาการบัญชี เพื่อพัฒนาหลักสูตรนักเรียนนักศึกษาอาชีวศึกษามีทักษะและความรู้ความเข้าใจด้านเทคโนโลยีบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัล รวมถึงทักษะ Skill Set ที่จำเป็นในยุคดิจิทัล โดยสนับสนุนองค์ความรู้ บุคลากรผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนกิจกรรมการอบรมเชิงปฏิบัติการต่างๆ เพื่อพัฒนาศักยภาพครูบัญชีสมรรถนะสูง ด้านพื้นฐานทางการเงินและสินทรัพย์ดิจิทัลสู่ความเป็นเลิศ

นักเรียนทุน’กสศ.’สุดประทับใจชุมชนอาข่าดอยแม่สลอง หลังลงพื้นที่ร่วมเรียนรู้

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/808396

นักเรียนทุน'กสศ.'สุดประทับใจชุมชนอาข่าดอยแม่สลอง หลังลงพื้นที่ร่วมเรียนรู้

นักเรียนทุน’กสศ.’สุดประทับใจชุมชนอาข่าดอยแม่สลอง หลังลงพื้นที่ร่วมเรียนรู้

วันจันทร์ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 21.33 น.

นักเรียนทุน’กสศ.’สุดประทับใจชุมชนอาข่าดอยแม่สลอง หลังลงพื้นที่ร่วมเรียนรู้ เยาวชนชายแดนใต้เผยได้แรงบันดาลใจ-ไม่โดดเดี่ยว

ระหว่างวันที่ 1-3 มิถุนายน 2567 ที่ศูนย์การเรียนรู้บนดอยแม่สลอง ของมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา(พชภ.) อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ได้มีการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์สำหรับนักศึกษาทุนพระกนิษฐาสัมมาชีพ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) โดยมีผู้ที่ได้รับทุน 40 คนจากทั่วทุกภูมิภาคเข้าร่วม นอกจากนี้ยังมีผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนกสศ.และทีมงาน พชภ.ร่วมเป็นวิทยากร

นางสาวเพียรพร ดีเทศน์ เลขาธิการ พชภ.ได้กล่าวเริ่มต้นการทำกิจกรรมว่า ทุนพระกนิษฐาสัมมาชีพซึ่งส่งเสริมโอกาสทางศึกษาต่อเต็มศักยภาพให้กับกลุ่มเป้าหมายผู้ใกล้จบการศึกษา ปวส. หรืออนุปริญญาสายอาชีพให้ได้รับโอกาสทางศึกษาและการพัฒนาต่อเต็มศักยภาพ ระดับปริญญาตรีถึงปริญญาเอก โดยต้องเป็นเยาวชนที่มีผลการเรียนดีเยี่ยม แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาส เป็นโอกาสที่ดีที่ในครั้งนี้มูลนิธิพชภ. ได้จัดกิจกรรมเพื่อเสริมประสบการณ์ให้แก่นักศึกษาทุนกลุ่มนี้ เป็นกระบวนการเรียนรู้นอกห้องเรียน ร่วมกิจกรรมกับชุมชนบนดอยสูง ซึ่งสามารถเป็นพื้นที่ศึกษาวิจัยของนักศึกษาได้ในอนาคต

ทั้งนี้บริเวณโดยรอบศูนย์การเรียนรู้ฯ เป็นผืนป่าขนาดใหญ่ที่ชาวบ้านหลากหลายชาติพันธุ์และมูลนิธิ พชภ.ได้ร่วมกันฟื้นฟูเมื่อกว่า 20 ปีก่อน โดยปัจจุบันป่าผืนนี้ได้กลายเป็นป่าใหญ่และเป็นแหล่งทรัพยากรของชุมชน โดยผู้ร่วมทำกิจกรรรมได้ลงพื้นที่หมู่บ้านป่าคาสุขใจซึ่งเป็นชุมชนชาวอาข่าและได้เรียนรู้วิถีชีวิตด้านต่างๆ เช่น ภูมิปัญญาช่างตีเงิน เศรษฐกิจการปลูกกาแฟ-ชา และบทบาทของกลุ่มสตรีชาติพันธุ์

นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมยังได้ฝึกทักษะการฟังตัวเองและฟังผู้อื่น รวมทั้งฟังสังคมและการสื่อสารผ่านมุมมองของตัวเอง

ในช่วงท้ายได้เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมกิจกรรมสะท้อนความรู้สึกในการลงพื้นที่ครั้งนี้ โดยส่วนใหญ่บอกว่ารู้สึกประทับใจทำให้เข้าใจตัวเองและรู้จักคนอื่นมากขึ้น ได้แลกเปลี่ยนความรู้กับเพื่อนๆ รวมทั้งได้เรียนรู้วิถีชีวิตชุมชนโดยเฉพาะชาวบ้านกลุ่มชาติพันธุ์มากขึ้น

นายภัทระ คำพิทักษ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กสศ.กล่าวว่า การให้ทุนการศึกษาเหมือนกับการให้ทุนกับชีวิตซึ่งกิจกรรมครั้งนี้เป็นการปรับฐานด้านจิตใจผู้ที่ได้รับทุนให้เกิดความพร้อมในการเล่าเรียนหรือพร้อมในประกอบชีวิตต่อไปซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่เป็นขั้นตอนสำคัญว่าโครงการนี้จะสำเร็จหรือไม่ กสศ.มีนโยบายนอกจากดูแลการให้ทุนการศึกษาแล้วยังมีเรื่องของต้นทุนด้านจิตใจซึ่งคงต้องดำเนินการต่อด้วยความละเมียดละไมเหมือนกับการจัดกิจกรรมครั้งนี้ที่ผู้เข้าร่วมได้เชื่อมต่อกับธรรมชาติผ่านการเรียนรู้ชุมชนซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ และจะเป็นแกนในการพัฒนาสำหรับนักศึกษารุ่นต่อไป

น.ส.ยุสรอ ดุลย์ธารา เยาวชนจากปัตตานีกล่าวว่า สาเหตุที่เดินทางไกลโดยรถไฟใช้เวลาเกือบ 24 ชั่วโมงมาถึงเชียงใหม่และต่อมาที่ดอยแม่สลองเพื่อร่วมกิจกรรมครั้งนี้เพราะต้องการเห็นความแตกต่างของคนบนดอยกับคนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยตนได้ลงพื้นที่เรียนรู้การปลูกกาแฟของชาวอาข่า บ้านป่าคาสุขใจ ทำให้รู้สึกประทับใจตั้งแต่การต้อนรับ มีการใช้น้ำชายและขนมเหมือนแถวบ้านตน ยิ่งได้ฟังประสบการณ์ของพี่ที่ปลูกกาแฟกว่ามาถึงวันนี้ได้ต้องฝ่าฟันความยากลำบาก

“พี่เขาเคยถูกระเบิดจนขาพิการ แต่ต่อสู้กับอุปสรรคจนสร้างธุรกิจของครอบครัวได้ มันสร้างแรงบันดาลใจให้หนูเป็นอย่างดี คนที่นี่เข้าถึงหน่วยงานรัฐยากกว่าแถวบ้านหนูเสียอีก เมื่อได้มาเห็นถึงความลำบากของเขา ไม่เหมือนกับที่เราเจอ ทำให้หนูนำประสบการณ์แบบนี้ไปใช้ปรับตัว ตอนอยู่แต่ชายแดนใต้เราก็คิดว่าเราลำบากมาก แต่พอมาฟังชาวบ้านที่นี่ เขาก็ลำบากเหมือนกับเรา ทำให้รู้ว่าเราไม่ได้สู้คนเดียว คนอื่นๆก็ลำบากเหมือนกัน  พอเราได้คุยกันเขาซึ่งมีความเป็นมนุษย์เหมือนกัน เราอาจสื่อสารกันยาก แต่พอพยายามคุย พี่เขาก็คุย สำเนียงเขาน่ารัก หนู่เป็นความประทับใจมาก”

นายกิตติพงษ์ บุบผาวงค์  นักศึกษาปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ กล่าวว่าเป็นครั้งแรกที่ได้ขึ้นมาบนดอยมาถึงเชียงราย การมาร่วมกิจกรรมครั้งนี้ได้เปลี่ยนบรรยากาศ ได้เดินทางออกมานอกกรุงเทพ อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี ได้ลงพื้นที่เรียนรู้การใช้ชีวิตของชาติพันธุ์ ทำให้รู้จักการรับฟังคนอื่นมากขึ้น เป็นโอกาสที่ได้ฟังเพื่อนๆ

“ตั้งใจว่าจะเรียนต่อให้ถึงปริญญาเอก อยากเป็นอาจารย์ในภาควิชาคอมพิวเตอร์ศึกษา เพราะชอบสอน ได้ฝึกสอนปวช.และปวส. และได้ทำงานด้วยเพื่อหาประสบการณ์ เมื่อนำไปสอนน้องๆ ก็พบว่านำไปใช้ได้จริงและเกิดประโยชน์”นายกิตติพงษ์ กล่าว

นายกฯ-ครม. หน่วยงานภาครัฐ-เอกชน ประชาชน พร้อมใจลงนามถวายพระพร’พระราชินี’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/808299

นายกฯ-ครม. หน่วยงานภาครัฐ-เอกชน ประชาชน พร้อมใจลงนามถวายพระพร'พระราชินี'

นายกฯ-ครม. หน่วยงานภาครัฐ-เอกชน ประชาชน พร้อมใจลงนามถวายพระพร’พระราชินี’

วันจันทร์ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 14.36 น.

“นายกฯ-ครม. หน่วยงานภาครัฐ-เอกชน ประชาชน พร้อมใจลงนามถวายพระพร “พระราชินี” เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิ.ย.2567 

วันที่ 3 มิถุนายน 2567 สำนักพระราชวัง เปิดให้ลงนามถวายพระพรชัยมงคลสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิถุนายน 2567 ที่อาคารหน่วยราชการในพระองค์ 904  ศาลาสหทัยสมาคมฯ และเต็นท์สนามหญ้าข้างอาคารลูกขุน ในพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่เวลา 08.00-12.00 น. โดยมีบุคคลสำคัญ, คณะบุคคล, สมาชิกราชสกุลทุกมหาสาขา, คณะองคมนตรี, นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี, คณะทูตานุทูตต่างประเทศ ประจำประเทศไทย, ผู้นำศาสนา, ประธานรัฐสภา, ประธานวุฒิสภา, ประธานศาลฯ, ผู้บัญชาการเหล่าทัพ, ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่, องค์กรอิสระ, สมาคม, หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน, สมาคม, มูลนิธิ และประชาชนทั่วไปพร้อมใจใส่เสื้อสีม่วง นำแจกันดอกไม้มาทูลเกล้าฯถวายเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีพร้อมลงพระนามถวายพระพรชัยมงคลให้ทรงพระเจริญยิ่งยืนนานเป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยตลอดไป

อาทิ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี พร้อมภริยา คณะรัฐมนตรี และคู่สมรส, นายอรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี พร้อมประธาสกรรมการอิสลาม, นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี, กองบัญชาการกองทัพไทย, พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพชร รองผบ.ตร. รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ. ตำรวจภูธรภาค 1, กองทัพบก, เลขาธิการคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ, กองทัพบก, กองทัพอากาศ, พล.ร.อ.อะดุง พันธุ์เอี่ยม ผู้บัญชาการกองทัพเรือ, ราชสกุล รวรัตน์, สภาศิลปินความดีเพื่อศาสนา, 

ข้าราชบริพารหน่วยราชการในพระองค์  โดยมี พล.อ.ต.สุพิชัย สุนทรบุระ รองเลขาธิการพระราชวัง เป็นประธานในพิธี,  ปลัดกระทรวงมหาดไทย, สมาคมแม่บ้านมหาดไทย, สำนักทรัพย์สินพระมหากษัตริย์, ผู้ริหาร ครู นักเรียน วชิราวุธวิทยาลัย และสมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธ, สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน, สภาสตรีแห่งชาติ, มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูประถัมภ์, สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา, สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน), กรมสวัสดิการทหารบก, สถานีโทรทัศน์ ไทยพีบีเอส, สถานีโทรทัศน์ช่อง 7 HD, สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT 2 HD, สถานีวิทยุโทรทัสศน์กองทัพบก, คณะผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ไทยทีวี สีช่อง 3, 

นางสาวแพรทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมกรรมการบริหาร และสมาชิกพรรคเพื่อไทย,  พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุลรมช.ศึกษาธิการ พร้อมคณะผู้บริหารศธ., น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมคณะ, กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, กระทรวงวัฒนธรรม, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, กระทรวงแรงงาน, กระทรวงการต่างประเทศ, สำนักงาน กสทช., กรมชลประทาน, นายอาสา และท่านผู้หญิงสุจิตคุณ สารสิน, กรมการปกครอง, อธิบดีกรมที่ดิน,  กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์, กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย, กรมยุทธศึกษาทหารบก,  คณะครู นักเรียน โรงเรียนอัสสัมชัญ, มูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึก ในพระราชูประถัมภ์ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชบรมราชชนนี, คณะสมาคมจิตอาสาเพื่อการพัฒนา,

นายนันทวัฒน์  ศรีวรัตน์อัชกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า ประเทศไทย จำกัด, นายฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด(มหาชน) พร้อมคณะผู้บริหาร, คณะผู้บริหาร บริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด, บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน), นางเอมอร ศรีวัฒนประภา ประธานกรรมการบริษัทคิงเพาเวอร์​ จำกัด พร้อมบริษัทในเครือ, บริษัทเดอะมอลล์ กรุ๊ป, คณะผู้บริหาร ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน),  คณะผู้บริหารบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด (มหาชน), นางมุกดา จิราธิวัฒน์ เอื้อวัฒนสกุล รองประธาน กรรมการบริษัทกลุ่มเซ็นทรัล จำกัด, คณะผู้บริหาร บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เป็นต้น 

ชวนร่วมงาน’เทศกาลโขนกรุงศรี ปีที่ 5′ จัดขึ้น 30 พ.ค. – 3 มิ.ย.นี้ ที่อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/808181

ชวนร่วมงาน'เทศกาลโขนกรุงศรี ปีที่ 5' จัดขึ้น 30 พ.ค. - 3 มิ.ย.นี้ ที่อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา

ชวนร่วมงาน’เทศกาลโขนกรุงศรี ปีที่ 5′ จัดขึ้น 30 พ.ค. – 3 มิ.ย.นี้ ที่อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา

วันอาทิตย์ ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 15.01 น.

‘รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา’ร่วมชม’เทศกาลโขนกรุงศรี ปีที่ 5’ปรากฏการณ์แห่งโขนในแผ่นดินต้นกำเนิด 30 พ.ค. – 3 มิ.ย. ณ อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เพื่อกระตุ้นท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ เข้าชมฟรีทุกการแสดง

เมื่อวันที่ 1  มิ.ย.2567 นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วย นายสุรศักดิ์ พันเจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ , นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ , นายนิวัฒน์ รุ่งสาคร ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา , นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย , นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา , นายภูผา ลิกค์ ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ , นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย , นางดวงเดือน สดแสงจันทร์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และผู้บริหารหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน เข้าเยี่ยมชม “เทศกาลโขนกรุงศรี ปีที่ 5” ‘ปรากฏการณ์แห่งโขนในแผ่นดินต้นกำเนิด’  ที่จัดโดย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา , สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา , กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา , กระทรวงวัฒนธรรม , กรมศิลปากร และหน่วยงานพันธมิตร

ทั้งนี้คณะผู้บริหาร ได้รับชม การแสดงชุดพิเศษ “อยุธยาเมืองกำเนิดโขน” โดย กลุ่มปลากระป๋อง School , การแสดงมหกรรมระนาด โดย บ้านดนตรีไทยคุณพระอโยธยา และ กลุ่มเด็ก ๆ อยุธยายามเย็น , โขนรามเกียรติ์ ตอน สีดาหาย-ถวายพล-ยกรบ โดย วิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี ท่ามกลางประชาชน และนักท่องเที่ยวให้ความสนใจอย่างคับคั่ง

สำหรับ “เทศกาลโขนกรุงศรี ปีที่ 5” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม – 3 มิถุนายน 2567 ตั้งแต่เวลา 16.30-22.00 น. ณ ลานหลังวัดมหาธาตุ ลานหลังวัดมหาธาตุ อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เพื่อเป็นพื้นที่ให้กับการเผยแพร่วัฒนธรรมไทย กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ให้จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมดึงดูดให้นักท่องเที่ยวพักค้างคืนเป็นรายได้ให้กับผู้ประกอบการในจังหวัด   โดยตลอดทั้งงานจะมีการแสดงโขนชุดใหญ่จากหลากหลายคณะ อาทิ การแสดงโขนรามเกียรติ์ ตอน “นางลอย” , การแสดงโขนรามเกียรติ์ ตอน ศึกพรหมมาศ โดย คณะไก่แก้วการละคร , การแสดงโขนรามเกียรติ์ตอน สีดาหาย-ถวายพล-ยกรบ โดย วิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี , โขนเยาวชน ตอน กำเนิดสงคราม รามเกียรติ์ โดย สมาคมศิลปะเพื่อเยาวชน กรมส่งเสริมวัฒนธรรม , โขนเยาวชน ตอน พิเภกถูกไล่ ชูกล่องดวงใจทศศรีพระจักรีคืนนคร

โดย วิทยาลัยนาฎศิลปสุพรรณบุรี และการแสดงศิลปวัฒนธรรมจากเยาวชนและประชาชนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วยการแสดงจากศิลปิน สุนทราภรณ์ , กานต์ ทศน , นัน อนันต์ และยังมีกิจกรรมสาธิตทางวัฒนธรรม กิจกรรม DIY ต่างๆ ภายในบริเวณงาน มีการออกร้าน จำหน่ายสินค้าที่ระลึก ร้านอาหารมากกว่า 70 ร้านค้า นิทรรศการโขน นิทรรศการสายโลหิต จุดถ่ายภาพที่สะท้อนความเป็นไทย การตกแต่งที่สวยงาม พร้อมไฟประดับยามค่ำคืน กิจกรรมทั้งหมดสร้างสรรค์โดย สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ดำเนินการโดย บริษัท คอม อาร์ต โปรดักชั่น จำกัด โดยมีนายศุภวัฒน์ จงศิริ ‘ศุภักษร’ ผู้กำกับชื่อดังร่วมกำกับการแสดง

“โขน” ถือเป็นแหล่งกำเนิดนาฏศิลปินชั้นสูงที่สำคัญตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี และปัจจุบันได้รับการยกย่องเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ซึ่งเทศกาลนี้เป็นกิจกรรมที่สำคัญของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ทำให้คนภายในและภายนอกจังหวัดได้มาเรียนรู้ถึงวัฒนธรรมไทยจากผืนแผ่นดินต้นกำเนิด โดยผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมฟรีได้ทุกการแสดง

ติดตามรายละเอียด เพิ่มเติม Live สดทุกวันผ่าน Facebook : Ayutthaya Tourism and Sports และComm Arts Production https://www.facebook.com/ayutoursports/, https://www.facebook.com/Commartsproduction

‘ม.เกษตร’ต่อยอด’KU CARE’รุ่น 2 ยกระดับผู้บริหาร-องค์กรสู่มาตรฐานอย่างยั่งยืน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/808150

'ม.เกษตร'ต่อยอด'KU CARE'รุ่น 2  ยกระดับผู้บริหาร-องค์กรสู่มาตรฐานอย่างยั่งยืน

‘ม.เกษตร’ต่อยอด’KU CARE’รุ่น 2 ยกระดับผู้บริหาร-องค์กรสู่มาตรฐานอย่างยั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 09.50 น.

ผศ.ดร.กมลพรรณ แสงมหาชัย ผู้อำนวยการ (Director) หลักสูตรประกาศนียบัตรผู้นำระดับสูงด้านธุรกิจที่ยั่งยืน หรือ หลักสูตร KU CARE เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการยกระดับหลักสูตร เพื่อตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงด้านการแข่งขันทางธุรกิจในปัจจุบัน

ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถอยู่รอดในด้านเศรษฐกิจ มีขีดความสามารถในการแข่งขัน และทำกำไรได้อย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นเจาะกลุ่มเป้าหมายสำหรับผู้นำระดับสูงของภาคธุรกิจ ภาครัฐ และภาคประชาสังคม ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงแนวคิดและรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่เน้นความยั่งยืนและลดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

โดยหลักสูตรดังกล่าวจะมุ่งเน้นนโยบายสีเขียว การพัฒนาอย่างยั่งยืน การจัดการการเปลี่ยนแปลง และการขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี การเตรียมรับมือกับเงื่อนไขด้าน climate change CBAM และ green finance ที่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ

รวมถึงการยกระดับองค์กรสู่มาตรฐานและแนวปฏิบัติด้านความยั่งยืนที่เป็นที่ยอมรับ ขับเคลื่อนองค์กรและประเทศสู่ Netzero และ Carbonneutrality

“หลักสูตร  KU CARE รุ่นที่ 2 เป็นการต่อยอดหลักสูตรเดิมเพื่อตอบโจทย์ความต้องการทางด้านธุรกิจมากขึ้น โดยผู้ที่ผ่านการอบรมจะได้ใบประกาศนียบัตรจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รวมถึงเข้าร่วมเครือข่ายกับผู้นำระดับสูงขององค์กรระดับประเทศ และนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์”

สำหรับวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิของหลักสูตร ประกอบด้วย นางสาวชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ รองประธานอาวุโส กลุ่มบริษัทไทยซัมมิท ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานกรรมการ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC นายจิรายุส ทรพัย์ศรีโสภา CEO & Founder Bitkub

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และนายชนะ ภูมี ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่การบริหารความยั่งยืน บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (SCG) เป็นต้น

‘เพิ่มพูน’ ชี้ ธนาคารออมสิน จับมือสหกรณ์ออมทรัพย์ครู จ.กาญจนบุรี นำร่องลดดอกเบี้ยสินเชื่อ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/807976

'เพิ่มพูน' ชี้ ธนาคารออมสิน จับมือสหกรณ์ออมทรัพย์ครู จ.กาญจนบุรี นำร่องลดดอกเบี้ยสินเชื่อ

‘เพิ่มพูน’ ชี้ ธนาคารออมสิน จับมือสหกรณ์ออมทรัพย์ครู จ.กาญจนบุรี นำร่องลดดอกเบี้ยสินเชื่อ

วันศุกร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 20.36 น.

“เพิ่มพูน” ชี้ ธนาคารออมสิน จับมือสหกรณ์ออมทรัพย์ครู จ.กาญจนบุรี นำร่องลดดอกเบี้ยสินเชื่อการรวมหนี้เหลือร้อยละ 2.88 ต่อปี ในวงเงิน 2,000 ล.

วันที่ 31 พฤษภาคม 2567 ที่หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ  พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการสัมมนาส่งเสริมความร่วมมือและสร้างความเข้าใจการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยมี นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี  นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุลรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) ประธานกรรมการดำเนินงานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูที่มีครูและบุคลากรของ สพฐ. เป็นสมาชิกทั่วประเทศ 100 แห่ง และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 245 เขต เข้าร่วมงาน  

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวว่า นโยบายการลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา มีเป้าหมายเพื่อให้ครูและบุคลากรฯ สามารถพัฒนาคุณภาพนักเรียนให้เห็นผลสำเร็จได้อย่างแท้จริง ใช้ทรัพยากรเพื่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากร จะทำให้ครูและบุคลากรมีสภาพคล่องทางการเงิน มีขวัญ กำลังใจ และมีสมาธิจดจ่อในการแก้ปัญหาและพัฒนานักเรียน รวมทั้งสามารถวางแผนพัฒนาตนเองได้อย่างดี อีกทั้งการแก้ปัญหาหนี้สินทั้งภาคประชาชน และบุคลากรภาครัฐ เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งมั่นที่จะดำเนินการให้เห็นผล โดยการแก้ปัญหาหนี้สินจะสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ และแก้ปัญหาสังคมในภาพรวมไปพร้อมกัน ซึ่งสหกรณ์ออมทรัพย์ครูเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของครูและบุคลากรฯ ทั้งข้าราชการประจำ ข้าราชการบำนาญ และลูกจ้าง กว่า 9 แสนคน รวมถึงครอบครัวของครูและบุคลากรฯ หลายล้านคน มีสหกรณ์เป็นที่พึ่งทั้งฝากออม กู้เพื่อการลงทุน ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ดูแลตนเองและครอบครัว ส่งบุตรหลานเล่าเรียน การบริหารของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อวงจรชีวิตครูและบุคลากรฯ ดังนั้น การบริหารของสหกรณ์ออมทรัพย์ครู จึงเป็นกลไกสำคัญ ในกระบวนการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูของกระทรวงศึกษาธิการ 

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า วันนี้มีการนำร่องความร่วมมือระหว่าง ธนาคารออมสิน กับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูจังหวัดกาญจนบุรี โดยการให้ดอกเบี้ยสินเชื่อในการรวมหนี้ในอัตราร้อยละ 2.88 ต่อปี ในวงเงิน 2,000 ล้านบาท เนื่องจากข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาจำนวนหนึ่งอาจมีหนี้หลายที่ และมีอัตราดอกเบี้ยสูง การรวมหนี้มาไว้ที่เดียวในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง จึงเป็นการแก้ไขปัญหาที่ดี ทั้งนี้ เชื่อว่าทุกสหกรณ์มีความพยายามที่จะบริหารในการลดดอกเบี้ยให้ แต่ทั้งนี้ก็ต้องดูต้นทุนด้วย และจากที่ได้คุยกับนายกิตติรัตน์ก็แนะนำว่า การจะแก้ปัญหาหนี้สินครูฯได้ดีต้องหาแหล่งสินเชื่อมาให้สหกรณ์  ซึ่งตน และ รมช.ศธ. รวมถึงคณะผู้บริหาร ศธ. ก็พยายามหาแหล่งสินเชื่อเพื่อมาช่วยลดดอกเบี้ยให้  โดยตนได้ขอดอกเบี้ยประมาณร้อยละ 2 ต่อปี เป็นระยะเวลา 5 ปี  ซึ่งถ้าทำได้ก็จะทำให้สหกรณ์ฯต่างๆสามารถลดดอกเบี้ยให้กับครูฯได้อย่างเป็นรูปธรรม 

“ความร่วมมือของสหกรณ์ออมทรัพย์ครู ที่จะเกิดขึ้นจากการสัมมนาในวันนี้ จะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญต่อคุณภาพชีวิตของครูและบุคลากรในระยะยาว ซึ่งเป็นทั้งการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว และป้องกันไม่ให้เกิดหนี้ขึ้นใหม่ โดยเป้าหมายสำคัญคือ ให้ครูและบุคลากรมีเงินเดือนเหลือสุทธิมากกว่าร้อยละ 30  ซึ่งหากครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคนมีจิตใจที่เข้มแข็งในการไขปัญหาหนี้สินของตนเอง เชื่อว่าจะทำให้สามารถแก้ปัญหาหนี้สินได้อย่างมีประสิทธิภาพแน่นอน” รมว.ศธ. กล่าว  

ด้านว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา กล่าวว่า จากนโยบายการลดภาระครูและบุคลากรฯ ของพลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินของครูและบุคลากร สพฐ. ได้นำนโยบายสู่การปฏิบัติโดยมีเป้าหมายสำคัญ เพื่อให้ครูและบุคลากรทุกคนต้องมีสภาพคล่องทางการเงินที่ดีขึ้น มีเงินเดือนเหลือสุทธิมากกว่าร้อยละ 30 พร้อมทั้งมีความรู้และทักษะด้านการเงิน เพื่อป้องกันและแก้ปัญหาด้านการเงินด้วยตนเองอย่างยั่งยืน สามารถเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย มีอาชีพเสริม และดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สามารถปฏิบัติหน้าที่ราชการได้อย่างดีมีประสิทธิภาพสูงตามแนวทาง “จับมือไว้ แล้วไปด้วยกัน” รวมถึงในส่วนของนักเรียน ทุกคนต้องมีความรู้และทักษะด้านการเงิน เพื่อให้มีสมรรถนะด้านการเงินพร้อมใช้ชีวิตในอนาคตได้เป็นอย่างดี ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว สพฐ. ได้ดำเนินการ ดังนี้ 1) จัดตั้งสถานีแก้หนี้ 245 เขตพื้นที่ทั่วประเทศ 2) จัดทำระบบออนไลน์รับลงทะเบียนผู้สมัครใจแก้ไขหนี้สิน 3) ประสาน เจรจา สถาบันการเงินเพื่อลดดอกเบี้ยเงินกู้ ปรับโครงสร้างหนี้ และแสวงหาแนวทางเพื่อช่วยเหลือและแก้ปัญหาร่วมกันกับบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง 

”จากข้อมูลและการดำเนินงานที่ผ่านมา สพฐ. พบว่า มีครูและบุคลากรทางการศึกษากว่าร้อยละ 90 มีหนี้สินอยู่กับสหกรณ์ออมทรัพย์ครู ถ้าได้รับความร่วมมือ และความเข้าใจในแนวทางการดำเนินงานจากรัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการ และผู้เกี่ยวข้อง จะสามารถแก้ไขปัญหาหนี้สินได้ตรงจุด และประสบความสำเร็จ ทุกฝ่ายมีความสุข เศรษฐกิจก้าวหน้า และสังคมประเทศไทยโดยภาพรวมมีความสุขร่วมกัน“ เลขาธิกาา กพฐ. กล่าว

‘กสม.’เผย‘มหาเถรสมาคม-สำนักพุทธฯ’แจ้งวัดทั่วประเทศ ยกเลิกบังคับตรวจ‘HIV’ก่อนบวชแล้ว

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/807938

‘กสม.’เผย‘มหาเถรสมาคม-สำนักพุทธฯ’แจ้งวัดทั่วประเทศ ยกเลิกบังคับตรวจ‘HIV’ก่อนบวชแล้ว

‘กสม.’เผย‘มหาเถรสมาคม-สำนักพุทธฯ’แจ้งวัดทั่วประเทศ ยกเลิกบังคับตรวจ‘HIV’ก่อนบวชแล้ว

วันศุกร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 20.26 น.

‘กสม.’เผย‘มหาเถรสมาคม-สำนักพุทธฯ’แจ้งวัดทั่วประเทศ ยกเลิกบังคับตรวจ‘HIV’ก่อนบวชแล้ว

31 พ.ค. 2567 นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยในการแถลงข่าวประจำสัปดาห์ของสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ว่า ตามที่ กสม. ได้ตรวจสอบเรื่องร้องเรียนกรณีวัดแห่งหนึ่ง ในเขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร กำหนดให้ผู้สมัครบรรพชาอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ต้องแสดงผลการตรวจสุขภาพและการตรวจหาเชื้อเอชไอวี (HIV)

โดย กสม. ได้มีมติเมื่อเดือนกันยายน 2566 มีข้อเสนอแนะไปยังวัดดังกล่าว ให้ยกเลิกการตรวจหาเชื้อเอชไอวีของผู้ประสงค์จะเข้ารับการอุปสมบท และให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แจ้งเวียนไปยังวัดที่อยู่ในสังกัดทุกวัดไม่ให้บังคับตรวจหาเชื้อเอชไอวีของผู้ประสงค์จะเข้ารับการอุปสมบท เพื่อมิให้มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมโดยใช้เหตุแห่งการติดเชื้อเอชไอวีมาเป็นข้อจำกัดที่ลิดรอนโอกาสในการเข้าถึงเสรีภาพในการปฏิบัติธรรมตามหลักศาสนาพุทธ

ทั้งนี้ เนื่องจากมีข้อมูลทางการแพทย์ยืนยันว่า เชื้อเอชไอวีจะไม่ติดต่อจากการทำกิจวัตรประจำวันทั่วไป ไม่ติดต่อผ่านทางระบบหายใจ อีกทั้งเป็นเชื้อที่ตายง่ายเมื่ออยู่นอกร่างกาย หากผู้ติดเชื้อได้รักษาอย่างถูกต้องด้วยการรับประทานยาต้านเชื้ออย่างต่อเนื่อง จะทำให้มีสุขภาพแข็งแรง และดำรงชีวิตได้เช่นเดียวกับคนปกติทั่วไป ประกอบกับกฎมหาเถรสมาคมกำหนดเพียงว่าผู้ประสงค์จะบรรพชาต้องเป็นผู้มีร่างกายสมบูรณ์

และมีเพียงข้อห้ามที่ไม่อนุญาตให้บรรพชาอุปสมบทแก่คนที่มีโรคติดต่อเป็นที่น่ารังเกียจ เช่น วัณโรคในระยะอันตราย เท่านั้น โดยให้เป็นดุลพินิจของพระอุปัชฌาย์ แต่การใช้ดุลพินิจดังกล่าวต้องสอดคล้องกับข้อเท็จจริงอย่างสมเหตุสมผลตามบริบทของสังคมไทยและข้อมูลทางการแพทย์ โดยต้องคำนึงถึงสิทธิและเสรีภาพของบุคคลด้วย ซึ่งล่าสุด เมื่อเดือนเมษายน 2567 สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้มีหนังสือแจ้งการแก้ไขปัญหาตามข้อเสนอแนะของ กสม. โดยแจ้งมติมหาเถรสมาคม เรื่อง การตรวจหาเชื้อเอชไอวี (HIV) กรณีบรรพชาอุปสมบทแก่บุคคลทั่วไป

ระบุว่า มหาเถรสมาคมได้มีมติที่ 313/2567 รับทราบความเห็นของกระทรวงสาธารณสุขตามรายงานของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติว่า การติดเชื้อเอชไอวีไม่ใช่โรค จึงไม่เข้าข่ายเป็นโรคที่น่ารังเกียจตามกฎมหาเถรสมาคม ประกอบกับมีความเห็นของศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ ที่ปรึกษามหาเถรสมาคมว่า การบังคับให้ผู้หนึ่งผู้ใดต้องตรวจหาเชื้อเอชไอวี ไม่อาจกระทำได้ตามกฎหมาย

อนึ่ง มตินี้ไม่กระทบกระเทือนต่อหน้าที่และอำนาจของพระอุปัชฌาย์และเจ้าอาวาสที่จะคัดกรองกุลบุตรและปกครองพระภิกษุสามเณรในสังกัด  และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้ดำเนินการแจ้งเจ้าคณะใหญ่ทราบ และแจ้งพระอุปัชฌาย์ ถือปฏิบัติตามมติมหาเถรสมาคม เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่ง กสม. ขอชื่นชมมหาเถรสมาคมและสำนักงานพระพุทธศาสนา ที่ได้ตรวจสอบและดำเนินการแก้ไขเรื่องนี้โดยเร็ว อีกทั้งได้แจ้งให้พระสังฆาธิการระดับสูง และพระอุปัชฌาย์ ทราบแล้ว

“บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย มีสิทธิและเสรีภาพและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลไม่ว่าด้วยเหตุความแตกต่างในเรื่องสภาพทางกาย หรือสุขภาพ จะกระทำมิได้ นอกจากนี้ บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการนับถือศาสนารวมทั้งการปฏิบัติหรือประกอบพิธีกรรมตามหลักศาสนาของตน หลักการเหล่านี้เป็นหลักสิทธิมนุษยชนสากลซึ่งสอดคล้องและเป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 27 ประกอบมาตรา 31” นายวสันต์ กล่าว

ชู’ธนาคารหน่วยกิต’เสริมประสิทธิภาพภารกิจ สกร.

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/807963

ชู'ธนาคารหน่วยกิต'เสริมประสิทธิภาพภารกิจ สกร.

ชู’ธนาคารหน่วยกิต’เสริมประสิทธิภาพภารกิจ สกร.

วันศุกร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 19.56 น.

สกร.เร่งยกร่างหลักเกณฑ์และแนวทางการดำเนินงานธนาคารหน่วยกิต “ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน รูปแบบการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย” ชี้เสริมประสิทธิภาพภารกิจ สกร.สร้างสังคมการเรียนรู้ตลอดชีวิต

นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้  เปิดเผยว่า หลังจากมีประกาศกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เรื่อง แนวทางการดำเนินงานธนาคารหน่วยกิตระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและการอาชีวศึกษา พ.ศ.2567 เผยแพร่ในเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ไปเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2567 นั้น ในส่วนของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) กำลังยกร่างประกาศ ศธ.เรื่อง หลักเกณฑ์และแนวทางการดำเนินงานธนาคารหน่วยกิตระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน รูปแบบการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย ซึ่งเป็นอนุสนธิ จากประกาศ ศธ.เรื่อง แนวทางการดำเนินงานธนาคารหน่วยกิต ที่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปแล้ว

อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กล่าวต่อไปว่า สกร.ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดที่มีสถานศึกษาที่จัดการศึกษาการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จะดำเนินการยกร่างคำสั่ง ประกาศ ระเบียบ หลักเกณฑ์และแนวทางการดำเนินงาน รวมถึงติดตาม กำกับ ตรวจสอบการดำเนินงานของธนาคารหน่วยกิตสถานศึกษาของ สกร. และให้เชื่อมโยงฐานข้อมูลกับธนาคารหน่วยกิตระดับจังหวัด หรือ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด , เชื่อมโยงฐานข้อมูลกับธนาคารหน่วยกิตระดับการศึกษา หรือสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และเชื่อมโยงข้อมูลกับสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ที่ทำหน้าที่เป็นธนาคารหน่วยกิตกลาง

นายธนากร กล่าวอีกว่า สำหรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการสะสมหน่วยกิตจากผลการเรียนและผลลัพธ์การเรียนรู้ในธนาคารหน่วยกิตระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน รูปแบบการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย มีดังนี้ 1.ผู้เรียนสามารถลงทะเบียนเรียนเพื่อสะสมหน่วยกิตในสถานศึกษาได้มากกว่าหนึ่งแห่ง 2.การสะสมหน่วยกิตของผลการเรียน สถานศึกษาดำเนินการตามหน่วยงานต้นสังกัดกำหนด 3.การสะสมหน่วยกิตจากผลลัพธ์การเรียนรู้ การสะสมหน่วยกิตที่ได้จากการศึกษานอกระบบ การจัดการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ การศึกษาตามอัธยาศัย การฝึกอบรม การรับรองมาตรฐานอาชีพ การวัดระดับภาษาตามมาตรฐานสากล ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจากการฝึกปฏิบัติ หรือ การเรียนรู้จริงในที่ทำงานระหว่างการศึกษา หรือ การประกอบอาชีพ สถานศึกษาต้องดำเนินการประเมินเป็นผลลัพธ์การเรียนรู้ตามกรอบคุณวุฒิแห่งชาติตามที่ สกร.ประกาศกำหนด หรือ ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการประกาศกำหนด ทั้งนี้ ในกรณีที่ไม่สามารถปฏิบัติตามประกาศได้หรือ มีความจำเป็นต้องปฏิบัตินอกเหนือจากที่กำหนด ให้อยู่ในดุลยพินิจของคณะกรรมการธนาคารหน่วยกิตระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน รูปแบบการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย และให้ถือคำวินิจฉัยนั้นเป็นที่สุด

“พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) มีนโยบายสร้างสังคมการเรียนรู้ตลอดชีวิต คือ เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา (Anywhere Anytime) และสอดคล้องกับภารกิจของ สกร.ในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตนเอง และการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งธนาคารหน่วยกิต นี้ จะส่งเสริมสนับสนุนการเรียนรู้ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนนำผลการเรียนในระบบ ผลการเรียนนอกระบบ ผลลัพธ์การเรียนรู้จากการศึกษาตามอัธยาศัย เช่น หลักสูตรระยะสั้น หลักสูตรต่อเนื่อง การรับรองคุณวุฒิวิชาชีพ ตลอดจนการรับรองมาตรฐานอาชีพ มาสะสมเทียบโอน เพื่อลดระยะเวลาการศึกษา และใช้เป็นประโยชน์ในการเพิ่มคุณวุฒิ การศึกษาต่อ และการทำงาน” นายธนากร กล่าว.

สมาพันธ์บุคลากรทางการศึกษาอื่น บุกศธ.ร้องขอมีวิทยฐานะเหมือนข้าราชการครู

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/807843

สมาพันธ์บุคลากรทางการศึกษาอื่น บุกศธ.ร้องขอมีวิทยฐานะเหมือนข้าราชการครู

สมาพันธ์บุคลากรทางการศึกษาอื่น บุกศธ.ร้องขอมีวิทยฐานะเหมือนข้าราชการครู

วันศุกร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 13.47 น.

สมาพันธ์บุคลากรทางการศึกษาอื่น บุกศธ.ร้องขอมีวิทยฐานะเหมือนข้าราชการครู

31 พฤษภาคม 2567 ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) สมาพันธ์บุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค (2) สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กว่า 50 คน รวมตัวแต่งชุดดำ ขอเข้าพบ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะประธานประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เพื่อขอให้ช่วยแก้ปัญหา เนื่องจากเป็นกลุ่มคนที่ไม่มีระบบวิทยฐานะเหมือนกับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาอื่นๆ แม้จะอยู่ใน พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเดียวกัน แต่ได้กำหนดให้ 38 ค (2) ไปใช้ระเบียบ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) โดยอนุโลม ซึ่งทาง ก.พ.ไม่ได้กำหนดตำแหน่งและระดับขั้นต่าง ๆไว้ให้ด้วย พร้อมกับให้ใช้กรอบอัตรากำลังคนแทน จึงเกิดความลักลั่นขึ้น

ทั้งนี้ เพราะเมื่อใช้ พ.ร.บ.เดียวกัน ควรใช้ระบบเดียวกัน หรือใกล้เคียงกัน เช่น ศึกษานิเทศก์ มีวิทยฐานะ สามารถเติบโตได้ด้วยผลงาน แต่เมื่อเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา 38 ค (2) กลับถูกล็อกด้วยกรอบอัตรากำลัง โดยมีนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) นายสุรินทร์  มั่นประสงค์ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) รับเรื่องแทน

นายธิติวุฒิ มังคลาด ประธานชมรมบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38ค(2) กล่าวว่า ที่มาวันนี้เพราะอัดอั้นตันใจ และขอคัดค้านแนวทางการกำหนดกรอบอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามาตรา 38 ค.(2)  ในเขตพื้นที่ฯ ทั้ง 245 เขต ซึ่งถูกตัดโอกาสความเติบโตในหน้าที่การงาน  ถูกลิดรอนสิทธิโดยโดยสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) และสพฐ.ได้จัดทำประชาพิจารณ์ ให้กลุ่ม38ค.(2) โดยอ้างว่า จะดำเนินการจัดทำกรอบอัตรากำลัง และจัดทำโครงสร้างกรอบอัตรากำลังแบบมีเงื่อนไข กำหนดให้ระดับกลุ่ม38ค(2) ทุกเขตพื้นที่ฯ กำหนดตำแหน่งที่ไม่สามารถจะมีความก้าวหน้าในอาชีพเท่านั้น ทำให้ขาดขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งที่ภาระงานที่รับผิดชอบ มุ่งส่งเสริมสนับสนุนให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ ในนามของกลุ่ม38ค.(2)  จึงเกิดคำถามต่าง ๆ มากมาย ว่า เหตุใด สพฐ.จึงต้องจัดทำแบบประชาพิจารณ์ดังกล่าว  และขอคัดค้านแบบประชาพิจารณ์ และไม่มีความไว้วางใจ กับพฤติการณ์และการกระทำของสำนักงานก.ค.ศ. และสพฐ. และมีข้อเรียกร้อง

1.ให้สพฐ.และสำนักงานก.ค.ศ. ดำเนินการกำหนดโครงสร้างและกรอบอัตรากำลังให้เป็นไปตามประกาศศธ. เรื่อง การแบ่งส่วนราชการภายในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ให้เสร็จโดยเร็ว ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ

2.ให้สำนักงานก.ค.ศ.และสพฐ. ยังคงมีกรอบอัตรากำลังของนิติกรไว้ที่ 2 ตำแหน่งเช่นเดิม คือผู้อำนวยการกลุ่มกฎหมายและคดี  นิติกรระดับชำนาญการพิเศษ และนิติกรปฏิบัติการ/ชำนาญการ เช่นเดียวกับหน่วยตรวจสอบภายใน ขึ้นตรงกับสพฐ. ส่วนกลาง พิจารณากรอบอัตรากำลัง โดยนำปริมาณงานตามคู่มือปฏิบัติงานของกลุ่มทั้ง 10 กลุ่ม ที่ดำเนินการโดยกลุ่มพัฒนาระบบบริหาร(ก.พ.ร.) สพฐ. มาประกอบการคำนวณกรอบอัตรากำลังให้ชัดเจน

3. กรอบอัตรากำลังต้องวิเคราะห์ภารกิจ/ชั่วโมงงาน เพื่อกำหนดจำนวนและระดับตำแหน่งตามมาตรฐานตำแหน่ง

4. กรอบอัตรากำลังที่ประชาพิจารณ์ ที่ตัดตำแหน่งเจ้าพนักงานธุรการ กลุ่มอำนวยการ กลุ่มส่งเสริมการจัดการศึกษา กลุ่มนโยบายและแผน  กลุ่มบริหารงานบุคคล เป็นการกำหนดอัตรากำลังที่ไม่ถูกต้อง ไม่ชอบธรรม และไม่สามารถยอมรับได้  ทั้งนี้ กรณีมีปัญหาและอุปสรรคเกี่ยวกับข้อกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้อง ให้สพฐ. และสำนักงานก.ค.ศ. ประสานความร่วมมือ  แก้ไขข้อกฎหมาย ระเบียบ หลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง โดยให้คงอำนาจหน้าที่ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากร 38ค(2)

นายธิติวุฒิ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ขอให้แก้กฎก.ค.ศ. ปี 2560 ดังต่อไปนี้  ผู้อำนวยการกลุ่ม/ผู้อำนวยการหน่วย เป็นประเภทอำนวยการกำหนดเงินวิชาชีพ (เงินประจำตำแหน่ง) ระดับชำนาญการ 3,500 บาท ระดับชำนาญการพิเศษ 5,600 บาท ระดับเชี่ยวชาญ 9,900 บาท พร้อมแก้กฎหมายให้บุคลากรทางการศึกษา มีศักดิ์และสิทธิที่เสมอกัน ภายใต้ระบบบริหารงาน บุคคล และระบบค่าตอบแทนเดียวกัน  โดยกำหนดให้บุคลากรทางการศึกษา 38ค(2) เป็นวิชาชีพควบคุมของคุรุสภา มีเงินประจำตำแหน่ง หรือเงินวิชาชีพ  แก้กฎหมาย มาตรา 38ข แก้ไขเพิ่มเติมโดยพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2551 ให้ตัดข้อความ ” การดำรงตำแหน่ง และการให้ได้รับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของตำแหน่ง บุคลากรทางการศึกษาตาม ค. (2) ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎ ก.ค.ศ. โดยให้นำกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดตำแหน่ง และการให้ได้รับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการพลเรือนสามัญมาใช้บังคับโดยอนุโลม”

“ที่ผ่านมากลุ่ม38ค.(2) มีการเรียกร้องขอความเป็นธรรมมาโดยตลอด ตั้งแต่พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 จนถึงร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ….ฉบับใหม่ ที่กำลังจะเข้าสภาฯ ขอเรียกร้องไปยังคณะกรรมาธิการการศึกษา (กมธ.) สภาผู้แทนราษฎร ขอให้ความเป็นธรรม กำหนดให้ มีเฉพาะคำว่า บุคลากรทางการศึกษาเท่านั้น โดยไม่ต้องมีคำอื่น ทั้งอื่น 38ค(2) อื่น 38ค(1) และไม่ต้องมีการไปอ้างอิง โดยอนุโลมจากหน่วยงานใด เพราะเราเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งเป็นวิชาชีพเดียวกัน ได้รับสิทธิประโยชน์ใกล้เคียงหรือเท่าเทียมกัน ” นายธิติวุฒิ กล่าว

ด้านนายสิริพงษ์ กล่าวว่า  ที่ผ่านมา มีหลายกลุ่มเข้ามาพูดคุยและยื่นหนังสือกับตน ซึ่งแต่ละครั้งที่มาเรียกร้อง ก็ไม่ได้สูญเปล่า ไม่ได้เงียบ และขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับข้อเรียกร้องต่าง ๆ ไปทบทวน  แต่ไม่ใช่ว่าเรียดร้องแล้วจะได้เลย เพราะบางเรื่องที่เรียกร้องมา ก็ขัดกับกฎ ขัดกับระเบียบ ทั้งนี้ พล.ต.อ.เพิ่มพูน  ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการศธ. ให้ความสำคัญกับบุคลากรทางการศึกษาทุกกลุ่ม โดยมอบนโยบายให้ก.ค.ศ. ไปดูเส้นทางการเติบโต  อยากจะบอกว่าการที่มาเรียกร้อง ไม่ได้สูญเปล่า ไม่ได้เงียบ แต่อยากให้ทุกคนมาอย่างกัลยานมิตร เพราะวันนี้ฝ่ายการเมืองพยายามเข้ามาช่วย ตนเองได้รับมอบหมายให้ติดตามเรื่องนี้แต่แรก ยอมรับว่าวันนี้ตนไม่สบายใจ เพราะไม่อยากให้ศธ. มีภาพแบบนี้  ดังนั้นวันนี้ขอมารับหนังสือแทน เพื่อไปดำเนินการติดต่อไป

“ผมเข้าใจว่า กลุ่มที่มาเรียกร้องวันนี้มีข้อกังวลเรื่องความก้าวหน้า ซึ่งทางศธ.ก็พร้อมรับฟัง และจะไปดูในระเบียบกฎหมายว่า สามารถทำได้หรือไม่อย่างไร รวมถึงจะต้องไปเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานก.พ. กระทรวงการคลัง เป็นต้น แต่จะพยายามทำให้ดีที่สุด  โดยทางกลุ่มอยากจะมีส่วนเข้ามาเป็นกรรมการยกร่างด้วย ดังนั้นจะไปดูความเหมาะสมลงตัวและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป” นายสิริพงษ์ กล่าว

ขณะที่นายสุรินทร์ กล่าวว่า ปัจจุบันกลุ่ม 38ค(2) มีบุคลากรทั้งหมด ประมาณ 14,000 อัตรา โดยที่ผ่านมา สพฐ. ได้มีการจัดทำประชาพิจารณ์ กรอบอัตรากำลัง โดยแบ่งเป็น 2 แนวทาง คือ ยึดตามกรอบอัตรากำลังเดิม และแนวที่ 2 คือ ยุบอัตราบางตำแหน่งลง ทั้งนี้ในส่วนของสพฐ. จะไปดูในรายละเอียดเพราะไม่สามารถดำเนินการแก้ไขได้ทันที เนื่องจากต้องปฏิบัติตามกรอบต่าง ๆ ที่สำนักงานก.ค.ศ.กำหนด

กสม.เสนอ ครม.-ศธ.กำหนดระเบียบทรงผมนักเรียน ต้องรับฟังความเห็นของเด็ก

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/807827

กสม.เสนอ ครม.-ศธ.กำหนดระเบียบทรงผมนักเรียน ต้องรับฟังความเห็นของเด็ก

กสม.เสนอ ครม.-ศธ.กำหนดระเบียบทรงผมนักเรียน ต้องรับฟังความเห็นของเด็ก

วันศุกร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 13.17 น.

กสม.เสนอ ครม.-ศธ.กำหนดระเบียบทรงผมนักเรียน ต้องรับฟังความเห็นและเน้นการมีส่วนร่วมของเด็ก การกำหนดแบบทรงผม และการลงโทษ ถือเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล

เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2567 นายบุญ สมนึก ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการบังคับให้นักเรียนตัดทรงผมตามข้อบังคับของโรงเรียน ตลอดจนการทำโทษนักเรียนที่ฝ่าฝืนเกินสมควรแก่เหตุ โดยในปี 2566 กระทรวงศึกษาธิการได้หารือไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาและต่อมาได้ยกเลิกระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ.2563 และให้สถานศึกษาแต่ละแห่งกำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการไว้ทรงผมนักเรียนได้เอง

กสม.เห็นว่าการกำหนดแบบทรงผมนักเรียนและการลงโทษนักเรียนที่ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการไว้ทรงผมนักเรียนเป็นประเด็นเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน จึงเห็นสมควรให้มีการศึกษาเรื่องการไว้ทรงผมของนักเรียนเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะในการคุ้มครองสิทธิของเด็ก แม้ปัจจุบันสถานศึกษาแต่ละแห่งจะมีอำนาจกำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการไว้ทรงผมของนักเรียนได้เองตามแนวนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ แต่การกำหนดแบบทรงผมของนักเรียนถือเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล เป็นการก้าวล่วงเข้าไปยังแดนแห่งสิทธิและเสรีภาพในการตัดสินใจอย่างหนึ่งอย่างใดเกี่ยวกับเส้นผม การกำหนดแบบทรงผมของนักเรียน จึงต้องมีกฎหมายระดับพระราชบัญญัติให้อำนาจไว้เสียก่อน และไม่อาจนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ให้อำนาจทั่วไปในการบริหารงานภายในหน่วยงานด้านการศึกษามาใช้ได้

ในการประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2567 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะไปยังคณะรัฐมนตรี เพื่อให้กระทรวงศึกษาธิการแจ้งให้สถานศึกษาในสังกัด ถือปฏิบัติว่ากระทรวงศึกษาธิการและสถานศึกษาไม่มีอำนาจกำหนดแบบทรงผมของนักเรียน ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ทั้งต้องมีมาตรการ ว่าหากมีความจำเป็นต้องสั่งการให้นักเรียนตัดผมหรือไว้ทรงผมในกรณีใดจะต้องปรากฏความจำเป็นเพื่อการรักษาสุขอนามัย หรือเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของตนเองหรือผู้อื่นเท่านั้น ระเบียบเกี่ยวกับการไว้ทรงผมของนักเรียนของสถานศึกษาจะต้องเกิดจากการรับฟังความเห็นของนักเรียน โดยมุ่งเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของนักเรียนเป็นสำคัญ เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการคุ้มครองสิทธิของเด็ก

และให้คณะรัฐมนตรีโดยกระทรวงศึกษาธิการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 หมวด 7 การส่งเสริมความประพฤตินักเรียนและนักศึกษา ให้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการแต่งกายโดยเฉพาะเรื่องทรงผมของนักเรียน ว่าจะต้องมีขึ้นได้  แต่โดยเหตุผลอันสมควรเท่านั้น และให้กระทรวงศึกษาธิการดำเนินการตรากฎกระทรวงฉบับใหม่ที่เป็นมาตรฐานกลางในการออกระเบียบ หรือข้อกำหนดของสถานศึกษาเกี่ยวกับการไว้ทรงผมของนักเรียน กฎกระทรวงเกี่ยวกับมาตรการบังคับให้เป็นไปตามระเบียบหรือกฎว่าด้วยทรงผมนักเรียนของแต่ละสถานศึกษา และกฎกระทรวงว่าด้วยวิธีการรับฟังความเห็นของนักเรียนและนักศึกษา โดยมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของนักเรียนและผู้ปกครองเป็นสำคัญ