‘บิ๊ก สพฐ.’ย้ำ 13 จุด เน้น ผอ.สพท.พร้อมคลิกออฟโครงการ’OBEC Zero Dropout’

https://www.naewna.com/local/839992

'บิ๊ก สพฐ.'ย้ำ 13 จุด เน้น ผอ.สพท.พร้อมคลิกออฟโครงการ'OBEC Zero Dropout'

‘บิ๊ก สพฐ.’ย้ำ 13 จุด เน้น ผอ.สพท.พร้อมคลิกออฟโครงการ’OBEC Zero Dropout’

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 17.05 น.

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2567 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานเปิดการประชุมสัมนาผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (ผอ.สพท.) ทั่วประเทศ ครั้งที่ 1/2567 พร้อมมอบนโยบายจุดเน้น “เรียนดี มีความสุข” และคลิกออฟ โครงการ “พาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง” “OBEC Zero Dropout” “เรียนดี มีความสุข” และนโยบายเร่งด่วนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประจำปีงบประมาณ 2567 โดยมีผู้บริหาร สพฐ.เข้าร่วม ณ โรงแรมไดม่อนด์พลาซ่า จ.สุราษฎร์ธานี

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวว่า ตนได้มอบนโยบายของรัฐบาล นโยบายของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ.และ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ.โดยได้เน้นย้ำการขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ หรือ Thailand Zero Dropout และได้คลิ๊กออฟเปิดตัวโครงการ “OBEC Zero Dropout” หรือ “พาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง” เพื่อให้ ผอ.เขตพื้นที่ฯ ทั้ง 245 เขตทั่วประเทศ นำนโยบายไปสู่แผนการปฏิบัติ การติดตามค้นหาเด็ก ว่าตกหล่นอยู่ที่ไหน เพื่อพากลับมาเรียน แต่ถ้าเจอตัวแล้วเด็กไม่อยากกลับมาเรียน ก็ต้องพาการศึกษาไปให้เด็ก เพื่อให้เด็กทุกคนได้รับโอกาสทางการศึกษา ตอบโจทย์นโยบายรัฐบาล Thailand Zero Dropout และฝากถึง ผอ.โรงเรียน และคุณครูทั่วประเทศ ให้ทำเรื่องนี้กันอย่างจริงจัง โดยให้ทุกเขตไปกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดให้ชัดเจนในการค้นหา ติดตามเนื่องจากขณะนี้ สำนักนโยบายและแผน สพฐ.มีข้อมูลเด็กดรอปเอาท์ ซึ่งเป็นภาพรวมทั้งหมดของกระทรวงศึกษาธิการ ที่กระจายอยู่ทุกแท่ง ตั้งแต่ชั้นอนุบาล ถึง ม.6 จำนวน 6.9 แสนคน จากตัวเลขของกองทุนเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ที่พบว่ามีเด็กดรอปเอาท์จากทุกสังกัดทั่วประเทศ จำนวน 1.02 ล้านคน ในปี 2566 ที่ผ่านมา ซึ่งในส่วนของ สพฐ.ได้ส่งข้อมูลให้ทุกเขตพื้นที่ฯ เร่งค้นหาติดตามเด็กกลับเข้ามาสู่ระบบการศึกษาโดยเร็วที่สุด ตามไทม์ไลน์ที่ สพฐ.วางใว้ในการแก้ปัญหาเด็กดรอปเอาท์ ส่วนตัวเลขที่ รมว.ศธ.แถลงเมื่อวานนี้ (6 พ.ย.) ว่ามีเด็กดรอปเอาท์ จำนวน 394,039 คนนั้น คือเฉพาะกลุ่มเด็ก ป.1 – ม.3

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวว่า นอกจากนี้ ได้มอบนโยบายการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยให้ ผอ.เขตพื้นที่ฯ ทุกเขต นำนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ไปสู้เป้าหมายของการจัดการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ และการจัดการศึกษาเพื่อความมั่นคงของชีวิต ที่สำคัญได้กำชับให้ ผอ.ทุกเขต หาวิธีการลดภาระให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้ครูมีเวลาไปจัดการเรียนการสอน และหาวิธีลดภาระของนักเรียนและผู้ปกครอง รวมถึงให้ทุกเขตพื้นที่ฯดูแลโรงเรียน 9,214 โรงเรียน ในการเตรียมสอบ PISA ในปี ค.ศ.2025 ที่คาดว่าจะสุ่มสอบข้อสอบ PISA ในปีหน้านี้ สพฐ.มั่นใจว่า การสอบ PISA ในปีต่อไป เด็กเราจะมีผลการสอบที่สูงขึ้น เพราะทุกโรงเรียน ทุกเขตพื้นที่ฯได้เตรียมความพร้อมและได้มีการอบรมเชิงปฏิบัติการสร้างและพัฒนาข้อสอบวัดความฉลาดรู้ด้านการอ่าน วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ให้กับครูและนำชุดฉลาดรู้ให้นักเรียนมีความเข้าใจและฝึกทดสอบในการเตรียมตัวกันอย่างจริงจัง

“ผมได้เน้นย้ำ ผอ.เขตพื้นที่ฯ ทุกเขต ว่าต้องมีแผนการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล และนโยบายของ ศธ. แผนการปฏิบัติที่ให้มีเป้าหมาย มีตัวชี้วัด มีการติดตาม ผอ.เขตฯ ทุกคนต้องรู้ข้อมูลว่าโรงเรียนในพื้นที่ของตัวเองมีสภาพ ปัญหา อุปสรรคอะไร มีความต้องการ มีจุดอ่อน จุดแข็ง และมีการรายงานผลอย่างใกล้ชิด รวดเร็ว และเมื่อมีปัญหาให้ผอ.เขตฯลงพื้นที่ไปแก้ปัญหาอย่างรวดเร็วทันเหตุการณ์”

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อว่า ในปี 2568 สพฐ.ได้กำหนดจุดเน้น “สพฐ.2568 ปีแห่งความท้าทายการศึกษาไทย” มี 13 เรื่อง ซึ่งส่วนใหญ่เริ่มมาจากโยบายรัฐบาลนายกฯ เศรษฐา และปรับให้สอดคล้องกับ นโยบายรัฐบาลนายกฯ แพทองธาร อาทิ จุดเน้นที่ 1 เรื่อง ความปลอดภัย ทางโรงเรียนจะต้องมีระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในเรื่องต่างๆ ทั้งเรื่องยาเสพติด บุหรี่ไฟฟ้า ปัญหาซึมเศร้า ฯลฯ เนื่องจากเรามีนักเรียนกว่า 6 ล้านคน มีครู บุคคลากรฯ 5 แสนกว่าคน จะเห็นว่าในโรงเรียนมักมีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยเกิดขึ้นบ่อยครั้ง จึงเน้นย้ำ ผอ.เขตฯ จะต้องไปออกแบบ มีมาตรการเฝ้าระวัง  มีการเตือน และเมื่อเกิดเหตุแล้วจะต้องแก้ปัญหาอย่างรวดเร็ว เพื่อให้นักเรียนอยู่ในโรงเรียนซึ่งเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยมากที่สุดสำหรับนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา

จุดเน้นที่ 2 เรื่อง การแก้ปัญหา Thailand Zero Dropout ซึ่งเป็นความท้าทายเนื่องจากมีเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาจำนวนมาก ซึ่งขณะนี้ สพฐ.ได้เอ็กซเรย์ทุกพื้นที่ โดยใช้ระบบ ใช้โปรแกรมค้นหาช่วยเหลือเพื่อนำเด็กให้กลับมาเรียน และจุดเน้นที่ 3 เรื่อง การสอบ PISA เนื่องจากในการสอบ PIZA ครั้งที่ผ่านมา เด็กเรามีผลการสอบต่ำมากที่สุดในรอบ 20 ปี จึงเป็นความท้าทายที่เราทุกคนตั้งเป้าว่าผลการสอบครั้งหน้า จะต้องมีคะแนนสูงขึ้น ดังนั้น ทุกคนจะต้องจับมือกันร่วมมือกันยกระดับการสอบ PIZA และการสอบโอเน็ต รวมถึงการสอบทุกประเภท เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาให้ตอบโจทย์นโยบาย “เรียนดี มีความสุข

นอกจากนี้ ได้มอบนโยบาย 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ กับ 1 มือถือ ซึ่งมาจาก โครงการ “พาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง” “OBEC Zero Dropout” ที่ สพฐ.ได้คิดนวัตกรรม โดยให้ ผอ.เขตพื้นที่ฯ ไปคิดหารูปแบบ ซึ่งในพื้นที่จังหวัดยะลา กับพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ก็ใช้รูปแบบไม่เหมือนกัน แต่ สพฐ.ก็ทำให้เห็น 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ เช่น ถ้าเด็กไม่อยากเรียนในระบบ ก็เรียนอยู่ที่บ้าน หรือส่งต่อไปเรียนที่อื่น จะมีทั้งเรียนในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ซึ่ง สพฐ.ได้ทดลองใช้ไปในหลายพื้นที่ เพราะเด็กบางคนมีความจำเป็นต้องช่วยพ่อแม่ประกอบอาชีพไม่สามารถมาเรียนในระบบได้ เราก็ไปจัดการเรียนให้ที่บ้านหรือที่อื่นตามนโยบาย “เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา” หรือ Anywhere Anytime ส่วนโรงเรียนมือถือ ต่อไปถ้าเด็กไม่สะดวกมาเรียนที่โรงเรียน เด็กมีมือถือ มีแท็บเล็ต มีเทคโนโลยี ก็เรียนผ่านเทคโนโลยี ซึ่งตนเชื่อว่าหลังจากที่มอบนโยบายไปแล้ว ผอ.เขตฯ ก็จะไปคิดรูปแบบอื่นๆ ตามบริบทของพื้นที่ที่มีความแตกต่างกัน และตามความพร้อมของผู้เรียน โดยตนได้เน้นย้ำว่า ไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบเดียวกันทั้งประเทศ

– 006

70 ปีวารสารศาสตร์ มธ. จัดกิจกรรมหลากหลายทั้งด้านวิชาการการรู้เท่าทันสื่อและงานสานสัมพันธ์

https://www.naewna.com/local/839935

70 ปีวารสารศาสตร์ มธ. จัดกิจกรรมหลากหลายทั้งด้านวิชาการการรู้เท่าทันสื่อและงานสานสัมพันธ์

70 ปีวารสารศาสตร์ มธ. จัดกิจกรรมหลากหลายทั้งด้านวิชาการการรู้เท่าทันสื่อและงานสานสัมพันธ์

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 14.39 น.

ศิษย์เก่า “คืนสู่เหย้าชาวเจซี” ในโอกาสครบรอบ 70 ปี วันสถาปนาคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในปี 2567 คณะวารสารศาสตร์ฯ ร่วมกับสมาคมวารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์ จัดกิจกรรมใหญ่ ทั้งด้านสัมมนาวิชาการนานาชาติด้านการรู้เท่าทันสื่อ และกิจกรรมสานสัมพันธ์คืนสู่เหย้า นำเสนอผลงานสำคัญด้านสื่อและการสื่อสารของคณะและศิษย์เก่าในฐานะสถาบันการศึกษาด้านสื่อและการสื่อสารที่มีความเป็นมืออาชีพเพี่อสังคมที่หลากหลาย

ผศ.ดร.อัจฉรา ปัณฑรานุวงศ์ คณบดีคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า ในสถานการณ์ภูมิทัศน์สื่อและแพลตฟอร์มต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การรู้เท่าทันสื่อ และระบบนิเวศน์สื่อที่เปลี่ยนแปลงไปมีความสำคัญมากขึ้นต่อเศรษฐกิจ และสังคมไทย คณะวารสารศาสตร์ฯ ในฐานะที่มีบทบาทเผยแพร่ความรู้ที่จากงานวิจัยด้าน การรู้เท่าทันสื่อ จึงกำหนดจัดการสัมมนานานาชาติขึ้น 2 วัน ได้แก่ วันแรก การบรรยายเรื่อง การวิจัยแบบมีส่วนร่วมด้านสื่อ การเล่น และการใช้สื่อดิจิทัลและยุคหลังดิจิทัล (Participatory Research on Media, Play, and Children’s Digital and Post Digital Lives” โดย ศาสตราจารย์จอห์น พอตเตอร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยด้านสื่อดิจิทัล เทคโนโลยี และการศึกษา จากมหาวิทยาลัยคอลเลจ ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในวันที่ 14 พฤศจิกายน เวลา 09.00 – 11.00 น.และในวันที่ 2 จัดสัมมนาทางวิชาการเต็มวัน เรื่องการขับเคลื่อนการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล โลกาเทศาภิวัฒน์การู้เท่าทันสื่อในบริบททางวัฒนธรรมและการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ (Digital Media Literacy Movement: Glocalising Media Literacy in Cultural Contexts and Creating Communities for Building Connections) โดยมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อดิจิทัล และการศึกษา อาทิ อังกฤษ ฮ่องกง ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา เป็นต้น ในวันที่ 15 พฤศจิกายน เวลา 09.00 – 17.00 น.ที่คณะวารสารศาสตร์ มธ.ท่าพระจันทร์

ด้าน นายภูวนารถ ณ สงขลา นายกสมาคมวารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า ในโอกาสครบรอบ 70 ปี ของคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สมาคมฯได้ร่วมสนับสนุนวาระพิเศษในปีนี้ ประกอบด้วย 70th JCTU Line dance ฉลอง 70 ปี รวมศิษย์เก่าหลากหลายรุ่น รวม 70 คน แสดงพลัง JC. คืนรัง จัดการแสดงเต้น Line Dance กลางสนามฟุตบอล มธ ท่าพระจันทร์ ประกอบเพลงสถาบันอันทรงคุณค่า ได้แก่ เพลง มาร์ช มธก. ในท่า  Electric Slide และเพลง ธรรมศาสตร์รักกัน ในท่า Lindi Shuffle ซึ่งนอกจากเป็นการปลุกพลังบวก ทั้ง กาย – ใจ – สมอง สร้างสังคมสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี แล้วกิจกรรมนี้ เป็นกิจกรรมหนึ่งของการฉลอง 70 ปี ที่จะมีกิจกรรมดีๆ อีกมากมาย อาทิ การจัดงาน Reunion “มันส์ ม่วง มาก” ในวันที่ 30 พ.ย.นี้ ที่โรงแรมเอเชีย โดยสมาคมฯ ได้เชิญชวนศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันทั้งปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก ในแวดวงธุรกิจต่างๆ โดยเฉพาะพิธีกร รายการข่าวทีวี อาทิ ดร.อริสรา กำธรเจริญ นางสาวเบญจมาลัญช์ ทิพย์ขันทอง นางสาวศลิลนา ภู่เอี่ยม นางสาวธนวรรณ เถาว์มูล ศิลปินศิษย์เก่า ปูน มิตรภักดี จากค่าย GMMTV ศิลปินรับเชิญจากค่ายเพลงของศิษย์เก่า อาทิ MINDY, ฟลุ๊ค ณัฐนนท์ ทองแสง ฟอร์ด อรัญญ์ อัศวสืบสกุล จากค่าย GMMTV และธัช กิตติธัช แชมป์เวที เพลงเอก Season 1 เป็นต้น และยังมีกิจกรรมสนุกอีกมากมาย ในธีม “มันส์ม่วงมาก” ในวันเสาร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2567 ณ โรงแรมเอเชีย ภายในงานพบกับการมอบรางวัล วารสารศาสตราธร ประจำปี 2567 ให้กับผู้ที่ทำคุณงามความดีต่อสังคม และต่อวงการสื่อสารมวลชน จำนวน 5 รางวัล ประกอบด้วย 1.รางวัลวารสารศาสตราธร ประเภท บุคคลผู้ทรงคุณค่า จำนวน 1 รางวัล 2.รางวัลวารสารศาสตราธร ประเภท สื่อสารมวลชน 2 รางวัล และรางวัลวารสารศาสตราธร ประเภท จิตอาสาเพื่อความยั่งยืน โดยรายชื่อผู้ที่ได้รับรางวัลจะเปิดเผยในงาน JC Reunion 2024 “มันส์ ม่วง มาก” นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมให้ศิษย์เก่าส่งภาพความหลังที่ประทับใจในหัวข้อ “เมื่อฉันเป็นส่วนหนึ่งของคณะวารสารศาสตร์” มาร่วมสนุกในเพจเฟสบุ๊กของคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน เพื่อชิงรางวัลและการรวมตัวกันของศิษย์เก่าเพื่อทำกิจกรรมร่วมกันอีกด้วย

สพฐ.เปิดผลสอบ 2 โรงเรียนจัด‘ผลไม้เน่า-แจกซองผ้าป่า’ สั่งระงับบริจาคเงินทันที

https://www.naewna.com/local/839876

สพฐ.เปิดผลสอบ 2 โรงเรียนจัด‘ผลไม้เน่า-แจกซองผ้าป่า’ สั่งระงับบริจาคเงินทันที

สพฐ.เปิดผลสอบ 2 โรงเรียนจัด‘ผลไม้เน่า-แจกซองผ้าป่า’ สั่งระงับบริจาคเงินทันที

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 11.48 น.

‘สพฐ.’จี้เขตพื้นที่ตรวจสอบปม‘ผลไม้เน่า-แจกซองผ้าป่า’ แจ้งโรงเรียนยึดระเบียบ แนวปฏิบัติอย่างเคร่งครัดโปร่งใส

7 พฤศจิกายน 2567 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏบนสื่อสังคมออนไลน์ กรณีโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.ฉะเชิงเทรา จัดผลไม้เน่าเสียเป็นอาหารกลางวันให้นักเรียน และโรงเรียนอีกแห่งใน จ.นครราชสีมา ให้ผู้ปกครองนักเรียนบริจาคเงินซื้อรถตู้นักเรียน และแจกซองผ้าป่าคนละ 5 ซอง จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์บนสื่อสังคมออนไลน์ นั้น เมื่อทราบเรื่องดังกล่าว ตนได้สั่งการให้ศูนย์บริหารความสุขและความปลอดภัย สพฐ. ร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาต้นสังกัดของโรงเรียนดังกล่าว ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยทันที

“พบว่าในกรณีแรก ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง โดยรวบรวมพยานหลักฐานจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ซึ่งจากการสุ่มถามกับนักเรียนในโรงเรียน พบว่า นักเรียนไม่เคยทานผักและผลไม้ที่เน่าเสีย หรือไม่เห็นว่าเคยมีนักเรียนท้องเสีย อาเจียน จากการรับประทานอาหารกลางวันที่โรงเรียน และได้รับประทานอิ่มทุกวัน ดังนั้นผลการตรวจสอบจึงสรุปได้ว่าข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง” ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าว

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวว่า ส่วนกรณีที่ 2 ผอ.สพม.นครราชสีมา ได้ลงพื้นที่พร้อมกับนิติกร ผอ.กลุ่มส่งเสริมการจัดการศึกษา และนักจิตวิทยา เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน ซึ่งทางโรงเรียนชี้แจงว่าได้ดำเนินการตามระเบียบอย่างถูกต้อง ไม่ได้บังคับบริจาค ไม่ได้นำเงินไปซื้อรถตู้ และมีเอกสารใบเสร็จรับเงินชัดเจน ทาง สพม.นครราชสีมา จึงให้ระงับการรับบริจาคเงินทันที และให้โรงเรียนสร้างความเข้าใจร่วมกับผู้เกี่ยวข้องอย่างเร่งด่วน พร้อมทั้งเน้นย้ำให้เพิ่มความระมัดระวังในการสื่อสารกับผู้ปกครองและนักเรียน รวมถึงดำเนินการให้ถูกต้องตามระเบียบอย่างเคร่งครัด

“สพฐ.ได้เน้นย้ำและกำชับให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกแห่ง ติดตาม กำกับ ดูแลสถานศึกษาในสังกัด ให้ดำเนินการตามระเบียบอย่างเคร่งครัด ด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสื่อสารให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้าใจชัดเจน เพื่อประโยชน์ของทางราชการ และสร้างความเชื่อมั่นให้สาธารณชนต่อไป” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

พิชิต TCAS อย่างมั่นใจ!เพิ่มแต้มต่อ‘TGAT & TPAT’ไปกับทรูปลูกปัญญา คลังความรู้ออนไลน์

https://www.naewna.com/local/839872

พิชิต TCAS อย่างมั่นใจ!เพิ่มแต้มต่อ‘TGAT & TPAT’ไปกับทรูปลูกปัญญา คลังความรู้ออนไลน์

พิชิต TCAS อย่างมั่นใจ!เพิ่มแต้มต่อ‘TGAT & TPAT’ไปกับทรูปลูกปัญญา คลังความรู้ออนไลน์

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 11.22 น.

พิชิต TCAS อย่างมั่นใจ!เพิ่มแต้มต่อ‘TGAT & TPAT’ไปกับทรูปลูกปัญญา คลังความรู้ออนไลน์มาแรงสุดๆ ด้วยสถิติผู้ใช้งานกว่า 32 ล้านคน

7 พฤศจิกายน 2567 การเรียนในระดับมัธยมปลายถือเป็นช่วงหนึ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต โดยเฉพาะน้องๆ ม.6 ที่ต้องสอบเข้าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา ซึ่งระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยของไทย มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบตามยุคสมัย แรกเริ่มเดิมทีตั้งแต่ระบบ “Entrance” สู่ “Admission” ในปี 2549 และเปลี่ยนผ่านสู่ “TCAS” (Thai University Central Admission System) ในปี 2561 และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ก็มีอัปเดตอยู่เสมอ ซึ่งไม่ว่าระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยจะมีวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ ก็คือ น้องๆ ยังต้องเรียนรู้ และติดตามทำความเข้าใจกับกฎเกณฑ์ต่างๆ พร้อมปรับตัวให้เข้ากับรูปแบบการสอบใหม่นี้อยู่ตลอดเวลา

#เดินเกมรุก TCAS ตุนสกอร์ TGAT & TPAT

ในทุกปี มีผู้เข้าร่วมสอบ TCAS มากกว่า 2.9 แสนคน จากสถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเตรียมตัวสอบ TCAS พบว่า ในปีที่ผ่านมา นักเรียนมัธยมปลายกว่า 75% ใช้เวลามากกว่า 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในการติวเข้มเพื่อเตรียมตัวสอบ TCAS และกว่า 60% ของผู้สอบประสบความความเครียดจากการเตรียมตัวสอบ อ้างอิงจากผลสำรวจของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ยิ่งไปกว่านั้น…

อีกหนึ่งความท้าทายของเด็กยุค TCAS ก็คือน้องๆ ไม่ได้ใช้เพียงคะแนนสอบวิชา A-Level ที่เป็นวิชาในหลักสูตรมัธยมปลายที่มีเรียนปกติในห้องเรียนเท่านั้น แต่ยังต้องใช้คะแนนวิชาความถนัดทั่วไป หรือ TGAT (Thai General Aptitude Test) และข้อสอบวัดความถนัดทางวิชาชีพ หรือ TPAT (Thai Professional Aptitude Test) เพิ่มเติมอีกด้วย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแต้มต่อให้น้องสามารถฝ่าด่านประตูคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยในฝันท่ามกลางการแข่งขันสูงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังเช่นในปีที่ผ่านมา บางคณะอย่างคณะวิศวกรรมศาสตร์ ที่น้องๆ ต้องสมัครสอบ TPAT 3 (วิชาความถนัดทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร์) มีผู้สมัครสอบถึง 129,353 คน

ขณะที่มหาวิทยาลัยที่ติดอันดับท็อป 5 เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สามารถรับนิสิตคณะนี้ได้ 752 ที่ในรอบ Admission หรืออีกหนึ่งตัวอย่าง คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี สาขาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  เปิดรับนักศึกษา 275 คน แต่มีผู้สมัครถึง 5,357 คิดเป็นอัตราการแข่งขันสูงถึง 19 : 1 เลยทีเดียว

#รีวิว “ทรูปลูกปัญญา” เพิ่มความมั่นใจน้องๆ พิชิตสนามสอบ TGAT & TPAT

และเพื่อเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือ ให้น้องๆ ได้เข้าถึงแหล่งรวมวิชา พร้อมฝึกฝนทำข้อสอบที่วัดความรู้นอกห้องเรียน ทั้ง TGAT & TPAT ให้มั่นใจในการแข่งขันครั้งนี้มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งตัวกำหนดสำคัญในเส้นทางการศึกษาและพิจารณาผลการสมัครเข้าสอบมหาวิทยาลัยใน TCAS68 ซีซั่นใหม่ที่กำลังจะเริ่มเดือนพฤศจิกายนนี้  ทรูปลูกปัญญา คลังความรู้ออนไลน์ที่มีสถิติผู้ใช้งานสูงสุดถึง 32 ล้านคน และมีผู้ใช้งานถึง 2.6 ล้านเพจวิวต่อเดือน จึงได้จัดความพิเศษช่วยให้น้องๆ เตรียมพร้อมมากที่สุดสำหรับภารกิจพิชิตแต้มต่อ TGAT & TPAT ครบทุกวิชาด้วยคอร์สเรียนฟรีจากทรูปลูกปัญญา รวมกว่าร้อยชั่วโมง โหลดจบครบที่เดียวในแอปพลิเคชัน Trueplookpanya ไม่ว่าจะเป็น

• คลิปติวเนื้อหาครอบคลุมหัวข้อสำคัญ เช่น คอร์สเรียน TGAT 1 การสื่อสารภาษาอังกฤษ คอร์สเรียน TGAT2 การคิดอย่างมีเหตุผล คอร์สเรียน TGAT3 สมรรถนะการทำงาน และความถนัดเฉพาะด้าน TPAT ที่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์การสอบอย่างครบถ้วน

• ตะลุยโจทย์ข้อสอบพร้อมคำอธิบายอย่างละเอียด เพื่อให้นักเรียนเข้าใจวิธีทำข้อสอบจริงและเพิ่มโอกาสในการทำคะแนนสูง

• ผู้เชี่ยวชาญ ให้คำแนะนำเทคนิคการทำข้อสอบและการวางแผนการเตรียมตัวสอบอย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ ติวเตอร์ชั้นนำ อาจารย์มหาวิทยาลัย และบุคลากรในอาชีพต่างๆ

• เรียนได้ฟรี ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านเว็บไซต์และแอปพลิเคชันทรูปลูกปัญญา ไม่ต้องลงทะเบียนก็สามารถเข้าถึงเนื้อหาได้ทันที โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

หากน้องๆ คนไหน ยังไม่มีแอป Trueplookpanya โหลดเลย ได้ที่ http://www.trueplookpanya.com/go/app

นอกจากนี้ ทรูปลูกปัญญา ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับการสอบ TGAT & TPAT ซึ่งเริ่มใช้ตั้งแต่ปีการศึกษา 2566 และทรูปลูกปัญญาได้รวบรวมข้อสอบใหม่ เพื่อให้.น้องๆ ได้ศึกษา เข้าใจการเปลี่ยนแปลง และเตรียมตัววางแผนการสอบได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น และหากมีข้อสงสัย สามารถส่งคำถามมาที่เพจ Plook TCAS ได้ที่ https://m.facebook.com/PlookTCAS ซึ่งจะมีพี่ๆ แอดมิน คอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด รวบรวมคำถามที่พบบ่อย รวมถึงบทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับ TCAS เพิ่มเติมอย่างละเอียด ตอกย้ำความตั้งใจของทรูปลูกปัญญา ที่พร้อมเคียงข้างน้องๆ ตลอดทุกการเดินทางสู่รั้วมหาวิทยาลัยในฝัน

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ TGAT & TPAT ในทรูปลูกปัญญาได้ที่ https://bit.ly/4hlEz8n

CRU จัดประกวดแนวคิดผลงาน ‘นวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์’

https://www.naewna.com/local/839737

CRU จัดประกวดแนวคิดผลงาน ‘นวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์’

CRU จัดประกวดแนวคิดผลงาน ‘นวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์’

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์มอบรางวัลและเกียรติบัตรแก่นักเรียนที่ชนะการประกวดการนำเสนอผลงานในโครงการประกวดแนวคิดผลงานนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์สำหรับนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งมีผลงานจากนักเรียนทั่วประเทศส่งมาทั้งหมด 206 ผลงาน จาก 115 โรงเรียน ณ ห้องแมจิก 3 โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร นับเป็นครั้งแรกที่ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ดำเนินการจัดโครงการประกวดแนวคิดผลงานนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์สำหรับนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ดนุพล นันทจิต ผู้อำนวยการศูนย์การเรียนรู้และวิจัยเฉลิมพระเกียรติ 60 ปี เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการจัดโครงการฯ เพื่อสร้างนักประดิษฐ์ นวัตกรรุ่นเยาว์ โดยส่งเสริมให้นักเรียนซึ่งถือเป็นรากฐานที่สำคัญของประเทศในอนาคตได้พัฒนาทักษะความรู้ความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ที่สามารถต่อยอดและนำไปพัฒนาได้จริง และเพื่อให้นักเรียนได้มีเวทีในการแสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์ เปิดโอกาสให้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ อันจะนำมาซึ่งประโยชน์ต่อตัวนักเรียน เป็นก้าวแรกสู่เวทีระดับชาติและระดับนานาชาติต่อไป

ซึ่งได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านการแพทย์ และผู้เชี่ยวชาญทางด้านนวัตกรรม เป็นกรรมการตัดสิน สรุปผลงานที่ได้รับรางวัล จำนวนทั้งสิ้น 6 ผลงาน จาก จำนวน 35 ผลงาน โดยมีรายละเอียด ดังนี้ 1.รางวัลชนะเลิศ จำนวน 1 รางวัล รางวัลละ 10,000 บาท ได้แก่ ผลงานชื่อแผ่นฟิล์มบ่งชี้ระดับการติดเชื้อ Staphylococcus spp. ของบาดแผลกดทับด้วยอินดิเตอร์ธรรมชาติ ร่วมกับการยับยั้งการติดเชื้อแบคทีเรียด้วยสารสกัดจากวัชพืชปืนนกไส้ จากโรงเรียนเบญจมเทพอุทิศจังหวัดเพชรบุรี, 2.รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จำนวน 1 รางวัล รางวัลละ 5,000 บาท ได้แก่ ผลงานชื่อแผ่นเจลยางลดแผลกดทับบริเวณสะโพกสำหรับผู้สูงวัย จากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย จังหวัดสตูล, 3.รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จำนวน 1 รางวัล รางวัลละ 4,000 บาท ได้แก่ ผลงานชื่อ เกมบนเว็บสำหรับฝึกสมองด้าน Executive Function จากโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย, 4.รางวัลชมเชย รางวัลละ 2,000 บาท จำนวน 3 รางวัล ได้แก่ ผลงานชื่อ InfecTide Bandage ผ้าพันแผลเปลี่ยนสีเมื่อติดเชื้อจากโรงเรียนอุบลรัตนราชกัญญาราชวิทยาลัยพัทลุง, ผลงานชื่อ Aceto Breath เครื่องตรวจโรคเบาหวานการหายใจ จากโรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ, ผลงานชื่อเครื่องวัดระดับปริมาณโดปามีนโดยขั้วไฟฟ้าด้วยวัสดุนาโนโลหะบนโมลิบดีนัมไดซัลไฟด์ และแกรฟีนออกไซด์เพื่อประเมินความเสี่ยงการทำงานของไตที่ผิดปกติแบบพกพา และแอปพลิเคชั่นมือถือ จากโรงเรียนเบญจมราชูทิศ โดยราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ได้มอบเกียรติบัตรและของที่ระลึกให้แก่นักเรียนทุกคนที่เข้าร่วมการนำเสนอผลงาน เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่นักเรียน

มมส ทอดผ้าพระกฐินพระราชทาน ณ วัดป่าวังเลิง

https://www.naewna.com/local/839739

มมส ทอดผ้าพระกฐินพระราชทาน ณ วัดป่าวังเลิง

มมส ทอดผ้าพระกฐินพระราชทาน ณ วัดป่าวังเลิง

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าพระกฐินประจำปี 2567 ให้มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เชิญไปทอดถวายผ้าพระกฐินแด่พระภิกษุสงฆ์ที่จำพรรษาครบไตรมาส ณ วัดป่าวังเลิง ตำบลท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัยจังหวัดมหาสารคาม โดยมี รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล ผู้รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นประธานในพิธีทอดถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน พร้อมด้วย นายพันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ นายกสภามหาวิทยาลัยมหาสารคามผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร และนิสิต ตลอดจนพุทธศาสนิกชนและประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

พิธีเริ่มต้นด้วยการเชิญผ้าพระกฐินพระราชทานแห่ไปยังอุโบสถวัดป่าวังเลิงโดย นายพันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ นายกสภามหาวิทยาลัยมหาสารคาม นำแห่ขบวนผ้ากฐินพระราชทาน จากนั้น รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล ผู้รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เปิดกรวยถวายราชสักการะหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประคองผ้าพระกฐินพระราชทาน เชิญไปยังพานแว่นฟ้าที่ตั้งอยู่หน้าพระสงฆ์รูปที่ 2 วางผ้าพระกฐินพระราชทานลงบนพานแว่นฟ้า ประธานจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย จากนั้น นายจีรพันธ์ ภูครองเพชรผู้อำนวยการกองกลาง อ่านหมายรับสั่ง พิธีกรรายงานจำนวนพระสงฆ์ สามเณรและแม่ชีจำพรรษาครบถ้วนไตรมาสประธานมอบผ้าห่มพระประธานแก่เจ้าหน้าที่ก่อนที่ประธานจะกล่าวคำถวายผ้าพระกฐินวางผ้าพระกฐินพระราชทานลงบนพานแว่นฟ้าแล้วยกประเคนพานและเทียนปาติโมกข์

พระสงฆ์ประกอบพิธีอุปโลกน์ตามพระธรรมวินัย และประธานถวายเครื่องบริวารกฐิน พิธีกรประกาศยอดปัจจัย จำนวน 1,433,159 บาท (หนึ่งล้าน
สี่แสนสามหมื่นสามพันหนึ่งร้อยห้าสิบเก้าบาทถ้วน) ถวายแด่พระครูรัตนาภิรมย์เจ้าคณะจังหวัดมหาสารคาม (ธ) ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดป่าวังเลิง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม

มทร.ธัญบุรี ผุดหลักสูตรใหม่ เน้น AI ลดโลกร้อน

https://www.naewna.com/local/839738

มทร.ธัญบุรี ผุดหลักสูตรใหม่ เน้น AI ลดโลกร้อน

มทร.ธัญบุรี ผุดหลักสูตรใหม่ เน้น AI ลดโลกร้อน

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) ร่วมกับเอกชน ผุดหลักสูตรประกาศนียบัตร (Non-Degree) “การประยุกต์ใช้ AI และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ด้านวิศวกรรมสำหรับงานติดตั้งอุปกรณ์หรือเครื่องจักรในโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก” ภายใต้โครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ ปี 2567 โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) เพื่อผลิตบุคลากรคุณภาพสูง ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานยุค 4.0 โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

หลักสูตรดังกล่าวมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานในยุคปัจจุบัน เช่น การคำนวณ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การประยุกต์ใช้ AI และการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในงานติดตั้งอุปกรณ์และเครื่องจักร รวมถึงการพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ เพื่อรองรับการทำงานร่วมกับต่างชาติ ผู้เข้าอบรมจะสามารถระบุแหล่งคาร์บอนฟุตพรินท์ของโครงการ สื่อสารกับผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ และนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้ในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จุดเด่นของหลักสูตรคือการผสมผสานระหว่างทฤษฎีและปฏิบัติ การเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญในภาคอุตสาหกรรม และการเน้นทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานในยุคปัจจุบันซึ่งมีความร่วมมือกับภาคเอกชนจาก บริษัท บี คอนซัลแตนท์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ทำให้หลักสูตรนี้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานจริง และผู้เรียนมีโอกาสได้ทำงานจริงในโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขณะเดียวกันผู้เรียนจะได้เรียนรู้และเข้าใจขั้นตอนการติดตั้งอุปกรณ์หรือเครื่องจักรขนาดใหญ่ใน 8 งานสำคัญคือ งานเขียนแบบด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ งานจัดหาเครื่องมือเครื่องจักรสำหรับโครงการ งานฐานราก งานโครงสร้างเหล็ก งานวางอุปกรณ์และเครื่องจักร งานระบบท่อและงานเชื่อมท่อระบบปรับอากาศ งานไฟฟ้าและเครื่องมือวัดพื้นฐาน รวมถึงงานการทดสอบการใช้งาน และได้กำหนดโมดูลการฝึกอบรมไว้ทั้งหมด12 โมดูล จำนวน 36 วัน

อย่างไรก็ตาม การเปิดตัวหลักสูตรนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนากำลังคนของประเทศให้มีความรู้ความสามารถสอดคล้องกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป และยังเป็นไปตามนโยบายของ นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่ต้องการผลิตกำลังคนด้านปัญญาประดิษฐ์ จำนวน 50,000 คน ภายใน 5 ปีโดยเริ่มฝึกอบรมวันแรกที่ อาคาร 8 ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล ชั้น 2 ห้อง 822 มทร.ธัญบุรี โดยมี นารีรัตน์ธนะเกษม ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาศักยภาพและเผยแพร่องค์ความรู้ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เป็นวิทยากร

‘ศุภมาส’ นำวิทยาศาสตร์ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

https://www.naewna.com/local/839736

‘ศุภมาส’ นำวิทยาศาสตร์ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

‘ศุภมาส’ นำวิทยาศาสตร์ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า ตนมีความห่วงใยพี่น้องประชาชนและเด็กๆ ในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดารในเรื่องคุณภาพชีวิต และน้ำดื่มน้ำใช้ที่ไม่มีคุณภาพและความปลอดภัย โดยกระทรวง อว. มีนโยบายเน้นย้ำให้นำผลงานวิจัย นวัตกรรมดี ตอบโจทย์ตรงความต้องการและปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน พร้อมทั้งการพัฒนากำลังคนเพื่อเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจและสังคมอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ตนได้มอบหมาย กรมวิทยาศาสตร์บริการ ขับเคลื่อนภารกิจที่สอดคล้องกับนโยบายฯ เพื่อให้บริการดูแลประชาชนเป็นอย่างดี ด้วยองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์เข้าแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนทั่วทุกภูมิภาคโดยเฉพาะในพื้นที่ทุรกันดารห่างไกลที่มีปัญหาน้ำดื่ม น้ำใช้ไม่ได้คุณภาพและไม่ปลอดภัย เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนและเด็กๆ จะได้มีน้ำดื่มที่สะอาดมีคุณภาพและปลอดภัย ประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อน้ำดื่ม และตั้งเป้าหมายภายในปี พ.ศ.2569 ทุกพื้นที่ของประเทศไทยจะมีน้ำดื่มน้ำใช้ที่สะอาดและปลอดภัย เพื่อลดความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่ทุรกันดารห่างไกล

กรมวิทย์บริการ เป็นหน่วยงานที่มีประสบการณ์ในการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการปรับปรุงคุณภาพน้ำดิบเพื่อการอุปโภค-บริโภค และมีศักยภาพในการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้หน่วยงานเครือข่ายมากว่า 20 ปี ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศได้ดำเนินการวิจัยพัฒนาและติดตั้งเครื่องกรองน้ำที่มีประสิทธิภาพสูงราคาถูกมาก สามารถผลิตได้เองในพื้นที่จนประสบความสำเร็จสามารถนำไปใช้ได้จริงเป็นที่ยอมรับในระดับประเทศและนานาชาติ โดยให้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเครื่องกรองน้ำและการบำรุงรักษาให้แก่ครู เจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และบุคลากรทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการยกระดับคุณภาพชีวิตและสังคมที่ดีขึ้นให้กับเด็ก เยาวชน และประชาชน

นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กล่าวว่า กรมวิทย์บริการ เป็นหน่วยงานหลักด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศให้ความสำคัญเรื่องคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในทุกด้าน โดยเฉพาะปัญหาน้ำดื่มน้ำใช้ที่ไม่ได้คุณภาพและความปลอดภัยในพื้นที่ทุรกันดารห่างไกล ขณะนี้ กรมวิทย์บริการได้ร่วมมือกับกรมอนามัย กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน หน่วยงานภาครัฐและเอกชนในพื้นที่่ รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น อบจ. เทศบาล อบต. เพื่อเป็นการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันว่า“ปัญหาเรื่องน้ำบริโภคที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์คุณภาพส่งผลกระทบต่อปัญหาด้านสุขภาพอนามัยของเด็ก เยาวชน และประชาชนในพื้นที่ จะต้องหมดไปและได้รับการแก้ไขปัญหาเพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน ภายในปี พ.ศ.2569” ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือในการพัฒนาและจัดการองค์ความรู้ การบริหารจัดการน้ำอุปโภคและน้ำบริโภค การดูแลระบบ รวมถึงการพัฒนาบุคลากรในพื้นที่ เพื่อให้เกิดประสิทธิผลในการพัฒนาระบบบริหารจัดการคุณภาพน้ำอุปโภคและบริโภคแก่โรงเรียนและชุมชนในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่โครงการพระราชดำริและโครงการเฉลิมพระเกียรติ และพื้นที่ในถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศ ตนได้เน้นย้ำให้ถ่ายทอดความรู้แก่บุคลากรในพื้นที่เพื่อให้เป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน พึ่งตนเองได้ นอกจากนี้ได้สั่งการให้มีการลงพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ และมอบหมายให้ “สถาบันวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีชุมชน” จัดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “หลักสูตรการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำบริโภคยั่งยืน” ให้แก่บุคลากรภายในหน่วยงานต่างๆ ทั่วประเทศ ให้มีความรู้เกี่ยวกับการผลิตเครื่องกรองน้ำ การติดตั้งและการบำรุงรักษาเครื่องกรองน้ำด้วยตนเอง

อธิบดีกรมวิทย์บริการ ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า เมื่อการดำเนินการบรรลุเป้าหมายจะส่งผลให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นทั้งยังมีสุขภาพที่ดี มีความปลอดภัย และที่สำคัญด้วยพลังความร่วมมือของทุกหน่วยงานที่ได้ลงปฏิบัติงานจริงในพื้นที่จะไม่เพียงแต่แก้ไขปัญหาน้ำดื่มเท่านั้น แต่เมื่อพบปัญหาอื่นๆ ก็จะนำมาช่วยกันแก้ไขปัญหาดูแลพี่น้องประชาชน ด้วยหลักการ “เรานำวิทยาศาสตร์สู่การดูแลประชาชน” ซึ่งเน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืนพึ่งตนเองได้ ตามแนวทางหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

ศธ.ขับเคลื่อนนโยบาย Zero Dropout พบเด็กตกหล่นระบบการศึกษากว่า 3 แสนคน

https://www.naewna.com/local/839711

ศธ.ขับเคลื่อนนโยบาย Zero Dropout พบเด็กตกหล่นระบบการศึกษากว่า 3 แสนคน

ศธ.ขับเคลื่อนนโยบาย Zero Dropout พบเด็กตกหล่นระบบการศึกษากว่า 3 แสนคน

วันพุธ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 14.31 น.

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่ากระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมประสานภารกิจกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 38/2567 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ และออนไลน์ผ่านระบบ Zoom meeting ว่า ที่ประชุมได้ติดตามโครงการขับเคลื่อนนโยบายการแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ หรือ Zero Dropout พบว่า ขณะนี้มีเด็กและเยาวชนที่ไม่มีชื่อในระบบการศึกษาภาคบังคับ (ป.1 – ม.3) หรืออายุ 6 – 18 ปี จำนวน 394,039 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 29 ตุลาคม 2567) โดย กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) มีแนวทางการสำรวจข้อมูลเด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบเพิ่มเติม ตั้งแต่ระดับตำบล ผ่านแพลตฟอร์ม LD รายงานต่อ สกร.ระดับอำเภอ เพื่อวางแผนและออกแบบการสำรวจและติดตามในพื้นที่อำเภอ และจังหวัด พร้อมประสานแลกเปลี่ยนกับ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เพื่อให้เป็นฐานข้อมูลทิศทางเดียวกัน

ส่วน สพฐ.ได้ดำเนินการโครงการพาน้องกลับมา และพาการศึกษาไปหาน้อง (Zero Dropout) เรียนดี มีความสุข ใน 245 เขตพื้นที่การศึกษา และในปี 2568 เตรียมขยายผลต่อเนื่อง

“ผมได้มอบหมายให้ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เป็นหน่วยงานหลักจัดทำฐานข้อมูล คำจำกัดความให้ตรงและเป็นข้อมูลเดียวกัน และมอบให้ สป.จัดทำระบบข้อมูลสารสนเทศรายบุคคลในภาพรวมของ ศธ.เพื่อให้ทุกหน่วยงานสามารถมีส่วนร่วมในการอัพเดตข้อมูลในระบบได้ ทั้งนี้ จะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดำเนินการในเรื่องนี้โดยตรง” รมว.ศธ.กล่าว

5 องค์กรภาคีผนึกกำลัง เปิดหลักสูตร ‘โอกาสธุรกิจสุขภาพและการแพทย์สำหรับผู้บริหารระดับสูง’รุ่นที่ 5

https://www.naewna.com/local/839585

5 องค์กรภาคีผนึกกำลัง เปิดหลักสูตร  ‘โอกาสธุรกิจสุขภาพและการแพทย์สำหรับผู้บริหารระดับสูง’รุ่นที่ 5

5 องค์กรภาคีผนึกกำลัง เปิดหลักสูตร ‘โอกาสธุรกิจสุขภาพและการแพทย์สำหรับผู้บริหารระดับสูง’รุ่นที่ 5

วันพุธ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ผศ.ดร.จันทร์จิรา วงษ์ขมทอง ผู้อำนวยการหลักสูตร “WELLNESS & HEALTHCARE BUSINESS OPPORTUNITY PROGRAM FOR EXECUTIV (WHB)” กล่าวว่า กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข, กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์, บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย)จำกัด, ภาควิชานโยบายด้านสุขภาพของโลก บัณฑิตวิทยาลัยคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และ บริษัท ไทยพัฒนาสุขภาพ จำกัด โดย International Wellness & Healthcare Academy ได้ร่วมมือกันจัดการเรียนหลักสูตร WHB รุ่นที่ 5 เพื่อตอบสนองนโยบายรัฐบาลในการขับเคลื่อนให้อุตสาหกรรมทางการแพทย์ครบวงจรของประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางด้านบริการสุขภาพและการแพทย์ของโลก โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มพูนเครือข่ายพันธมิตรระหว่างผู้ประกอบการ นักธุรกิจด้านสุขภาพและอุตสาหกรรมการแพทย์ และผู้บริหารระดับสูงจากคณะวิชาด้านการแพทย์หรือด้านสุขภาพหรือธุรกิจบริการ หรือผู้ที่สนใจธุรกิจด้านสุขภาพ และอุตสาหกรรมการแพทย์ในอนาคต อีกทั้งมุ่งเสริมความรู้เกี่ยวกับเทรนด์ ความก้าวหน้า โอกาสและการลงทุนในธุรกิจเกี่ยวกับเวลเนสและเฮลแคร์ขณะเดียวกันมุ่งเสริมสร้างให้เกิดการขยายเครือข่ายพันธมิตร เพื่อผสานความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับไปใช้ต่อยอดธุรกิจเดิมหรือพัฒนาธุรกิจใหม่ด้านเวลเนสและเฮลท์แคร์

นพ.กุลธนิต วนรัตน์ ผู้อำนวยการกองการแพทย์ทางเลือก กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กรมการแพทย์แผนไทยฯมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเป็นศูนย์กลางบริการสุขภาพของโลกผ่านการดำเนินการตามนโยบายของนพ.สมฤกษ์ จึงสมาน อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ที่มีกลยุทธ์ 3 สร้าง ดังนี้ 1.สร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายบริการทั้งในและต่างประเทศ 2.สร้างความเชื่อมั่น ด้วยนวัตกรรม งานวิจัย ประสิทธิผลและความปลอดภัยของยาสมุนไพรในกลุ่มอาการที่พบบ่อย และ 3.สร้างมาตรฐานและยกระดับบริการทางการแพทย์ และสถานประกอบการด้านสุขภาพให้เป็นที่ยอมรับ โดยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การเข้าร่วมเป็นองค์กรภาคีจัดการเรียนหลักสูตรในครั้งนี้จะเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจและผู้ประกอบการด้านสุขภาพและด้านการแพทย์ ส่งเสริมผู้ประกอบการภาคเอกชน ให้เติบโตอย่างต่อเนื่องและเป็นจุดหมายด้านเวลเนสและเฮลท์แคร์ที่มุ่งสู่ระดับโลกต่อไป

นายสันติพงษ์ วงค์ทะเนตร ผู้อำนวยการกองธุรกิจบริการ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างพลังขับเคลื่อนธุรกิจไทยให้ยั่งยืนด้วยนวัตกรรม โดยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ในการส่งเสริมพัฒนาและเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจสุขภาพและความงามของไทยให้เข้มแข็งและแข่งขันได้ ซึ่งสอดคล้องกับการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว การเข้าสู่สังคมสูงวัย และเทรนด์การดูแลสุขภาพควบคู่กับการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ดังนั้นการเข้าร่วมเป็นองค์กรภาคีจัดการเรียนหลักสูตร WHB จะเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจและผู้ประกอบการด้านสุขภาพและการแพทย์ของไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

ดร.ชวพล จริยาวิโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท หัวเหว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า หัวเหว่ยพร้อมช่วยขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสำหรับการดูแลสุขภาพแบบครบวงจร โดยร่วมดำเนินการมาตั้งแต่รุ่นที่ 1 จนถึงปัจจุบันด้วยการสนับสนุนเรื่องการเปลี่ยนผ่านดิจิทัลและระบบอุตสาหกรรมอัจฉริยะ เพื่อสร้างนวัตกรรมการบริการสำหรับผลักดันการบริการด้านสุขภาพและการแพทย์ของประเทศไทยให้เข้าสู่การเปลี่ยนผ่านเชิงไอซีที โดยเทคโนโลยีดิจิทัลและเครือข่าย 5G จะเข้ามาช่วยให้เกิดการบริการทางการแพทย์และบริการสุขภาพในรูปแบบดิจิทัล และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสถานพยาบาลต่างๆ ทำให้งานด้านการส่งข้อมูลการดูแลผู้ป่วย การเก็บข้อมูลวิเคราะห์ และการสั่งงานจากระยะไกลสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ศ.นพ.มาซาฮิริ ฮาชิซึเมะ ประธานภาควิชานโยบายด้านสุขภาพของโลก มหาวิทยาลัยโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า ภาควิชาฯได้ร่วมมือกับองค์กรภาคีในประเทศไทย จัดหลักสูตร WHB ตั้งแต่รุ่นที่ 1 เป็นต้นมา โดยตนและคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยโตเกียวจะเดินทางมาที่ประเทศไทย เพื่อบรรยายเรื่องเวลเนส และมาตรการในการลดผลกระทบของมลภาวะและสิ่งแวดล้อม ที่ได้ดำเนินการในประเทศญี่ปุ่นและประเทศต่างๆ ซึ่งประเทศไทยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ นอกจากนั้น เมื่อเสร็จสิ้นการเรียนในประเทศไทยแล้ว เรายังได้จัดให้มีการศึกษาดูงานเกี่ยวกับนวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพ และการบริหารจัดการสถานดูแลและที่พักอาศัยของผู้สูงอายุที่เป็นต้นแบบของการดูแลผู้สูงวัยของโลกในประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย

ด้าน ศ.เกียรติคุณ ดร.นพ.สมอาจ วงษ์ขมทอง ประธานหลักสูตรฯ และประธานบริษัท ไทยพัฒนาสุขภาพ จำกัด กล่าวว่า หลักสูตร WHB รุ่นที่ 5 มุ่งผลลัพธ์ เพื่อให้เกิดการรังสรรค์ธุรกิจใหม่ด้านเวลเนสที่ทันสมัยหรือด้านเฮลแคร์ที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยเกิดขึ้นจริงระหว่างการเรียนและหลังจบหลักสูตร โดยมี 5 ชุดความรู้ที่สำคัญ ประกอบด้วยชุดที่ 1 เรื่อง Medical Hub เน้นเนื้อหาเกี่ยวกับการสร้างความเป็นเลิศในการให้บริการด้านสุขภาพและการรักษาพยาบาลของไทยในระดับนานาชาติ ชุดที่ 2 เรื่อง Wellness ที่ประเทศไทยมีมูลค่าตลาดของธุรกิจเวลเนสในปี 2567 ไม่น่าจะต่ำกว่า1.5 ล้านล้านบาท และจะมีอัตราการเจริญเติบโตที่สูงขึ้น ชุดที่ 3เรื่องธุรกิจที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุ ปัจจุบันประชากรไทย 1 ใน 5 คนเป็นผู้สูงอายุ ดังนั้นธุรกิจการดูแลผู้สูงอายุจะขยายตัวอย่างมากชุดที่ 4 เรื่อง Healthtech และ Wellnesstech การประยุกต์ใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีและ AI ในบริการสุขภาพและการรักษาพยาบาลจะมีความก้าวหน้าและแพร่หลายขึ้นมาก และชุดที่ 5 เรื่องธุรกิจในอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร ซึ่งเป็น New S Curve Business ของอุตสาหกรรมการแพทย์ในวิถีใหม่ นอกจากการบรรยายโดยวิทยากรแนวหน้าจากภาครัฐและเอกชน แล้วยังมีการศึกษาดูงานธุรกิจชั้นนำของโลกทั้งในและต่างประเทศ ดังนั้นผู้บริหารระดับสูง (ระดับ 9 ขึ้นไป หรือเทียบเท่า) ผู้ประกอบการ และผู้สนใจสมัครเรียนได้ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 5 ธ.ค. 2567 โดยกรอกใบสมัครออนไลน์ได้ที่ https://whb.info/whb/application/ ค่าธรรมเนียมการเรียน 229,000 บาท โดยเริ่มเรียนในวันที่ 24 ม.ค.-30 พ.ค.2568 ที่โรงแรมอนันตา สยาม กรุงเทพฯ ถนนราชดำริ สนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่ศูนย์ประสานงานหลักสูตร WHB โทร. 06-59494741, 087-3325640, 098-7991499