ดีป้ายกระดับทักษะ ‘Coding – AI’ เยาวชนไทย เฟ้นหาตัวแทนรอบภูมิภาคสู่เวทีระดับประเทศ

ดีป้ายกระดับทักษะ ‘Coding – AI’ เยาวชนไทย เฟ้นหาตัวแทนรอบภูมิภาคสู่เวทีระดับประเทศ

ดีป้ายกระดับทักษะ ‘Coding – AI’ เยาวชนไทย เฟ้นหาตัวแทนรอบภูมิภาคสู่เวทีระดับประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ดีป้า เปิดฉากกิจกรรม Regional Coding & AI Competition ภาคกลางและภาคตะวันตก ภายใต้โครงการ Coding Thailand 2026: AI Inspires the Future เดินหน้าเสริมแกร่งทักษะ Coding และ AI แก่เยาวชนไทย ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา จนถึงอาชีวศึกษา มุ่งพัฒนาสมรรถนะและต่อยอดศักยภาพด้านเทคโนโลยีอย่างไร้ขีดจำกัด ผ่านเวิร์กชอปสุดเข้มข้น 3 วัน 2 คืน พร้อมหนุนสร้างสรรค์นวัตกรรมดิจิทัลที่ใช้งานได้จริง เพื่อเฟ้นหาตัวแทนภูมิภาคสู่เวทีระดับประเทศ เข้าร่วมแข่งขันชิงทุนการศึกษาและทุนพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ทักษะดิจิทัล รวมมูลค่ากว่า 27 ล้านบาท

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) โดย ดร.ศุภกร สิทธิไชย รักษาการแทนผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า เป็นประธานเปิดกิจกรรม Regional Coding & AI Competition ภาคกลางและภาคตะวันตก ภายใต้โครงการ Coding Thailand 2026: AI Inspires the Future โดยมี ดร.จักกนิตต์ คณานุรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการพัฒนากำลังคนดิจิทัล ดีป้า, วิศิษฏ์ ไหมเพ็ชร ผู้จัดการสาขาภาคกลางตอนกลาง ดีป้า พร้อมด้วยผู้บริหารและผู้แทนจากเครือข่ายพันธมิตร ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน นำโดย อรัญญา พรไชยะ รองปลัดกรุงเทพมหานคร, ดร.ชนนิกานต์ จิรา ผู้อำนวยการ True Digital Academy, ญดา วงศ์ทองคำ รองผู้อำนวยการอาวุโส, รศ.ดร.ปัณรสี ฤทธิประวัติ กรรมการบริหาร บจก.โฟล ไอโน, โอม ศิวดิตถ์ National Technology Officer บจก.ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) และสถาบันการศึกษา ครู นักเรียน กว่า 400 คน เข้าร่วมงาน ณ ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ

โดยตลอดทั้ง 3 วันของกิจกรรม Regional Coding & AI Competition เข้มข้นด้วยกิจกรรมการพัฒนาทักษะเชิงปฏิบัติการ (Workshop) การพัฒนาต้นแบบ (Prototype) และ การนำเสนอ (Pitching) ซึ่งได้รับเกียรติจากคณาจารย์ ร่วมถ่ายทอดความรู้ และ ร่วมเป็นคณะกรรมการ อาทิ อ.ณัฏกฤษ สมดอก คณะวิทยาศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, รศ.ดร.ต้องชนะ ทองทิพย์ คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ, ผศ.ดร.ธีรภาพ อมรสวัสดิรักษ์ คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ, ผศ.ดร.ภูมิ คงห้วยรอบ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, ผศ. ดร. ธนา อุดมศรีไพบูลย์ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยพะเยา, ผศ.ดร.สุดชาย บุญโต คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, ผศ.สราวุธ จันทร์ผง วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

ทั้งนี้ กิจกรรม Regional Coding & AI Competition ภายใต้โครงการ Coding Thailand 2026: AI Inspires the Future จัดขึ้นใน 8 ครั้งทั่วประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (ภาคกลางและภาคตะวันตก), ชลบุรี (ภาคตะวันออก), เชียงใหม่ (ภาคเหนือตอนบน), อุบลราชธานี (ภาคอีสานตอนล่าง), พิษณุโลก (ภาคเหนือตอนล่าง), ขอนแก่น (ภาคอีสานตอนกลาง), สงขลา (ภาคใต้ตอนล่าง) และ ภูเก็ต (ภาคใต้ตอนบน) เพื่อผลักดันศักยภาพเยาวชนไทยสู่โลกดิจิทัล และเตรียมความพร้อมสู่อนาคตแห่งนวัตกรรม AI อย่างยั่งยืน โดยผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ Facebook Page: CodingThailand by depa

เวิร์กชอป ‘จัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์’ ปั้น ‘โรงแรมสีเขียว’ ตอบโจทย์ความยั่งยืน

เวิร์กชอป ‘จัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์’ ปั้น ‘โรงแรมสีเขียว’ ตอบโจทย์ความยั่งยืน

เวิร์กชอป ‘จัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์’ ปั้น ‘โรงแรมสีเขียว’ ตอบโจทย์ความยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

จังหวัดนครศรีธรรมราช ร่วมกับ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดสัมมนาและเวิร์กชอป “กลยุทธ์การจัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์โรงแรม” ภายใต้โครงการการจัดการความรู้เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานโรงแรมที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน ผลักดันผู้ประกอบการในพื้นที่ปรับตัวสู่การเป็นโรงแรมความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral Hotel) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวระดับสากล โดยได้รับเกียรติจากนายธีระพงษ์ ช่วยชู รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานเปิดการสัมมนา มี รศ.ดร.ศิวฤทธิ์ พงศกรรังศิลป์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง และ ผู้ประกอบการโรงแรมในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เข้าร่วมสัมมนา ณ โรงแรมแกรนด์ฟอร์จูน จ.นครศรีธรรมราช

นายธีระพงษ์ ช่วยชู รองผู้ว่าฯนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า จังหวัดนครศรีธรรมราชมีศักยภาพทางการท่องเที่ยวที่โดดเด่นมาก ทั้งในด้านธรรมชาติและวัฒนธรรม โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา เรามีนักท่องเที่ยวเข้ามามากกว่า 4.5 ล้านคน และมีโรงแรมรองรับกว่า 300 แห่ง การมุ่งสู่มาตรฐานโรงแรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดสำคัญในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสร้างจุดแข็งใหม่ให้กับการท่องเที่ยวของจังหวัดอย่างยั่งยืน

ด้าน รศ.ดร.ศิวฤทธิ์ พงศกรรังศิลป์ ในฐานะหัวหน้าโครงการดังกล่าว กล่าวว่า โครงการนี้มุ่งสร้างองค์ความรู้และพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการโรงแรมให้สามารถนำแนวคิด Carbon Neutral Tourism (CNT) และ Net Zero Tourism (NZT) ให้สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในเชิงธุรกิจ ตั้งแต่การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ การบริหารจัดการพลังงานและของเสียอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้โรงแรมในนครศรีธรรมราชพัฒนาไปสู่มาตรฐานการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมก้าวสู่มาตรฐานระดับประเทศและนานาชาติต่อไป

ภายในงานมีการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “Less for More” การพัฒนาธุรกิจโรงแรมที่สร้างรายได้มากขึ้นด้วยการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และกิจกรรม “Meet the CEO” โดยผู้บริหารโรงแรมชั้นนำ ถ่ายทอดประสบการณ์และแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังจัดเวิร์กชอปด้านการเปลี่ยนผ่านสู่ Carbon Neutral Tourism และ Net Zero Tourism เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำองค์ความรู้ไปปรับใช้ในการบริหารจัดการโรงแรมได้จริง

ยกระดับความปลอดภัย ‘ศูนย์เด็กเล็กคลองเตย’ เดินหน้านวัตกรรม ‘สีหน่วงไฟ’ ควบคู่ลด Food Waste

ยกระดับความปลอดภัย ‘ศูนย์เด็กเล็กคลองเตย’ เดินหน้านวัตกรรม ‘สีหน่วงไฟ’ ควบคู่ลด Food Waste

ยกระดับความปลอดภัย ‘ศูนย์เด็กเล็กคลองเตย’ เดินหน้านวัตกรรม ‘สีหน่วงไฟ’ ควบคู่ลด Food Waste

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ความร่วมมือระหว่างสีเบเยอร์ Beger, ศูนย์นาโนเทค และ Marriott International ภายใต้การสนับสนุนจาก กรุงเทพมหานคร และสำนักงานเขตคลองเตย เดินหน้าสานต่อพันธกิจด้าน “ความปลอดภัยและความยั่งยืน” อย่างเป็นรูปธรรม ประกาศความสำเร็จของ “จุดที่ 2” ณ มูลนิธิดวงประทีป ศูนย์เด็กเล็กชุมชนคลองเตย โดยโครงการได้ดำเนินการทาสีนวัตกรรมหน่วงไฟ พร้อมซ่อมแซมและปรับปรุงอาคารแล้วเสร็จสมบูรณ์ เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากอัคคีภัยในพื้นที่ชุมชนเมืองที่มีความหนาแน่นสูง

โดยนำนวัตกรรมมาใช้เพื่อความปลอดภัยกับเด็กเล็กในพื้นที่ที่เปราะบาง โครงการนี้ได้นำ “สีนวัตกรรมหน่วงไฟ” มาใช้จริงในอาคารเรียน ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยชะลอการลุกลามของเปลวไฟ ลดการแพร่กระจายความร้อน และเพิ่มเวลาในการอพยพกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน ช่วยลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน โดยเฉพาะในศูนย์เด็กเล็กที่ต้องการมาตรการความปลอดภัยสูงสุด

นอกจากการปรับปรุงสีที่โครงสร้างอาคารแล้ว ยังมีการจัดอบรมให้ความรู้แก่ครูและบุคลากรเกี่ยวกับแนวทางอพยพหนีไฟ การประเมินความเสี่ยง และการเตรียมความพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉิน เพื่อให้สามารถดูแลเด็กๆได้อย่างปลอดภัยและเป็นระบบ ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้ ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงด้านความปลอดภัยทางกายภาพ แต่ยังเชื่อมโยงกับเป้าหมายด้านความยั่งยืน โดยพันธมิตรยังคงดำเนินโครงการ “ลด Food Waste” ควบคู่กับการสนับสนุนชุมชนคลองเตย สะท้อนแนวคิดการใช้ “นวัตกรรมเพื่อสังคม” ที่สร้างผลลัพธ์ในหลายมิติ ทั้งความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต

ความสำเร็จของโครงการในครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นการปรับปรุงอาคารหนึ่งแห่ง แต่เป็นต้นแบบความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน หน่วยงานวิจัย และภาครัฐ ที่สามารถขยายผลสู่พื้นที่เปราะบางอื่นๆในเขตคลองเตยและพื้นที่เมืองทั่วประเทศ

ในระยะต่อไป ทั้ง3องค์กรมีแผนเดินหน้าขยายโครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของอาคารในชุมชนเมือง พร้อมผลักดันโมเดล “Safety + Sustainability” ให้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน

อ.อุเทน เปิดหลักฐานวรรณคดีสันสกฤต แหวนทองคำ ดอนยายทอง คือ ‘แหวนตรา’

อ.อุเทน เปิดหลักฐานวรรณคดีสันสกฤต แหวนทองคำ ดอนยายทอง คือ ‘แหวนตรา’

อ.อุเทน เปิดหลักฐานวรรณคดีสันสกฤต แหวนทองคำ ดอนยายทอง คือ ‘แหวนตรา’

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.15 น.

วันที่ 8 กรกฎษคม 2569 จากรณี กรมศิลปากร ออกมาเปิดเผยว่า ในการเก็บหลักฐานทางโบราณคดีจาก แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง ต.สมอพลือ อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี นักโบราณคดีได้พบแหวนทองคำ ซึ่งมีจารึกในลักษณะตราประทับ ข้อความว่า ‘ปุสรขิตส’ อ่าน-แปล โดย ดร.อุเทน วงศ์สถิตย์ อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร นั้น

ค้นพบข้อมูลใหม่โบราณคดี แหล่งอารยธรรมโบราณดอนยายทอง จังหวัดเพชรบุรี

พบแหวนทองคำมีจารึก อายุ 2 พันปี ขณะเก็บโครงกระดูกและโบราณวัตถุ แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง

เปิดคำจารึกบนแหวนทองคำ อายุ 2,000 ปี หลังขุดพบจากแหล่งโบราณคดีดอนยายทอง เพชรบุรี

ล่าสุด ดร.อุเทน วงศ์สถิตย์ อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร โพสต์ข้อความผ่านเพจ “Tain Gree” ระบุว่า

หลักจากเผยแพร่คำอ่านจารึกอักษรพราหมีของแหวนทองที่ดอนยายทอง จ.เพชรบุรี มีคำถามหลังไมค์เข้ามาว่า ตัวจารึกบนแหวนกลับด้าน หรือ ไม่กลับด้าน

จึงขอยืนยันว่า ตามรูปเดิม คือ รูปที่ 1 ตัวอักษรกลับด้าน ดังนั้นจึงเป็น signet ring แหวนตรา แน่นอน

จากรูปเดิมต้องทำการ flip ให้กลับด้าน จึงสามารถอ่านออกตามภาพที่ 2

เพื่อให้เห็นว่า คติแหวนตราไม่ใช่สิ่งใหม่ในอินเดีย

จึงขอแสดงหลักฐาน “แหวนตรา signet ring หรือ มุทรา (Mudrā) ในวรรณคดีสันสกฤต”

เรื่องแหวนตราปรากฏในวรรณคดีสันสกฤต 3 เรื่องเป็นอย่างน้อย

1. รามายณะ (Rāmāyaṇa): แหวนในฐานะเครื่องยืนยันสัจจะและความหวังในบทสุนทรกัณฑ์ (Sundara Kāṇḍa) แห่งมหากาพย์รามายณะของวาลมีกิ ฉากการมอบแหวนตรา (อังคุลียกปรทาน) ถือเป็นจุดเปลี่ยนทางอารมณ์ที่สำคัญ เมื่อหนุมานลอบเข้ากรุงลงกาและพบนางสีดาในสวนอโศกวัน นางสีดาเกิดความระแวงว่าหนุมานคือทศกัณฐ์แปลงกายมา จนกระทั่งหนุมานได้ยื่นแหวนตราสลักพระนามพระราม (รามมุทรา) ให้แก่นาง ในบริบทนี้ แหวนตราทำหน้าที่เป็น “สาส์นตราตั้ง” (Credential) ที่พิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจของทักษะการทูต และเป็นสิ่งชุบชูจิตใจ (Life-restoring token) ที่ให้ความหวังเชิงประจักษ์แก่นางสีดาในยามวิกฤต (รูปที่ 3) ดังโศลกที่คุณ Maldivo Vedanidhi Giuseppe ได้โพสต์ไว้แล้ว

2. อภิชญานศากุนตลัม (Abhijñānaśākuntalam): แหวนในฐานะพยานแห่งความจริงและความทรงจำ

บทละครชิ้นเอกของกาลิทาส (Kālidāsa) สะท้อนฟังก์ชันของแหวนตราในฐานะ “สิ่งของเพื่อการจดจำ” (อภิชญาน) ท้าวทุษยันต์ได้มอบแหวนสลักพระนามให้แก่นางศกุนตลา ทว่านางกลับสูญเสียแหวนไปในแม่น้ำเนื่องจากวิบากกรรมแห่งคำสาปของฤๅษีทุรวาส ส่งผลให้กษัตริย์สูญเสียความทรงจำและปฏิเสธสถานะภรรยาของนาง จนกระทั่งชาวประมงพบแหวนในท้องปลาและนำมาถวัยคืน มนตราแห่งคำสาปจึงเสื่อมสลาย วรรณกรรมเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า ในทัศนะของอินเดียโบราณ คำมั่นสัญญาทางวาจาอาจแปรเปลี่ยนและเลือนหายได้ แต่ “มุทรา” หรือพยานวัตถุทางกายภาพคือสิ่งเดียวที่ถือครองสัจจะอันติมะ (Ultimate Truth) ที่สามารถกู้คืนความชอบธรรมทางสังคมให้แก่ตัวละครได้ (รูปที่ 4)

3. มุทรากษส (Mudrārākṣasa): แหวนในฐานะเครื่องมือจารกรรมและอำนาจรัฐ

ในบทละครการเมืองเรื่อง มุทรากษส ของวิศาขทัตต์ (Viśākhadatta) ที่เชื่อว่าแต่งจากเรื่องราวดั้งเดิมสมัยพระเจ้าจันทรคุปตะ ตั้งราชวงศ์เมารยะนั้น แหวนตราถูกลดทอนนัยโรแมนติกลง แต่ถูกยกสถานะให้เป็นอาวุธในสงครามจิตวิทยา จาณักยะ เสนาธิการแห่งราชวงศ์เมารยะ ได้ใช้แหวนตราที่ยึดมาจากอมาตย์รากษส (เสนาบดีฝั่งตรงข้าม) มาทำการปลอมแปลงเอกสารราชการและปิดผนึกด้วยตราประทับนั้น เพื่อสร้างความแตกแยกในหมู่พันธมิตรของศัตรู วรรณกรรมเรื่องนี้สะท้อนภาพความเป็นจริงในเชิงประวัติศาสตร์ว่า ผู้ใดที่ครอบครองหรือเข้าถึงแหวนตราประจำตำแหน่ง ผู้นั้นย่อมสามารถสวมสิทธิ์ในการสั่งการกองทัพและกุมอำนาจรัฐบริหารไว้ได้ทั้งหมด (รูปที่ 5)

สง่างามบนเวทีโลก ศธ.เยือนนิทรรศการผ้าไทยที่ปารีส ถอดบทเรียนประวัติศาสตร์-มรดกไทย

สง่างามบนเวทีโลก ศธ.เยือนนิทรรศการผ้าไทยที่ปารีส ถอดบทเรียนประวัติศาสตร์-มรดกไทย

สง่างามบนเวทีโลก ศธ.เยือนนิทรรศการผ้าไทยที่ปารีส ถอดบทเรียนประวัติศาสตร์-มรดกไทย

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.35 น.

สง่างามบนเวทีโลก! ศธ.เยือนนิทรรศการผ้าไทย “La Mode en Majesté” ที่ปารีส ถอดบทเรียนประวัติศาสตร์-มรดกไทย ผ่านเครื่องแต่งกาย ผสานแฟชั่นสู่แหล่งเรียนรู้ยุคใหม่ของไทย 

8 กรกฎาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมคณะผู้แทนไทย กระทรวงศึกษาธิการ เดินทางเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 7-11 กรกฎาคม 2569 เพื่อปฏิบัติภารกิจด้านการศึกษาในหลายมิติ ทั้งการสร้างความร่วมมือกับองค์กรการศึกษาระดับโลก การศึกษานวัตกรรมการเรียนรู้ เทคโนโลยี AI และการพัฒนาอาชีวศึกษา ตลอดจนพบปะนักเรียนไทยที่กำลังศึกษาอยู่ในประเทศฝรั่งเศส

โดยในวันแรก วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 เวลาประมาณ 14.00 น. (ตามเวลา ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส) รมว.ศธ. และคณะ ได้เยี่ยมชมนิทรรศการ “La Mode en Majesté : Royal Thai Dress from Tradition to Modernity” ณ พิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs (MAD) ซึ่งจัดขึ้นภายใต้พระอุปถัมภ์ของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 170 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐฝรั่งเศส

นิทรรศการดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือระหว่างสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (SACIT) พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส และพิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs นำเสนอคุณค่าแห่งมรดกภูมิปัญญาไทยผ่านเครื่องแต่งกาย ผ้ายกโบราณ งานหัตถศิลป์ และผลงานแฟชั่นร่วมสมัยกว่า 200 รายการ โดยแบ่งการจัดแสดงออกเป็น 7 ห้อง ครอบคลุมเรื่องราวความสัมพันธ์ไทย–ฝรั่งเศส พัฒนาการของชุดไทยพระราชนิยม งานหัตถศิลป์ไทย ภูมิปัญญาผ้าไทย และการต่อยอดสู่แฟชั่นร่วมสมัยระดับนานาชาติ สะท้อนพลังของทุนทางวัฒนธรรมไทยในการสร้างการเรียนรู้และความเข้าใจร่วมกันในระดับสากล 

การเยี่ยมชมนิทรรศการครั้งนี้ นอกจากเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติภารกิจด้านการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการแล้ว ยังเป็นโอกาสในการศึกษาแนวทางการใช้พิพิธภัณฑ์และนิทรรศการเป็นแหล่งเรียนรู้ที่เชื่อมโยงประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม และความคิดสร้างสรรค์เพื่อนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอน ส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านมรดกทางวัฒนธรรม และปลูกฝังให้ผู้เรียนเกิดความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ความเป็นไทย ซึ่งจะนำไปสู่การอนุรักษ์ ต่อยอดศิลปหัตถกรรมไทย และเสริมสร้างศักยภาพทุนทางวัฒนธรรมของประเทศไทยในเวทีนานาชาติ

พลิกโฉมเกษตรไทย! พัฒนา ‘เครื่องผสมปุ๋ยฯ’ หนุนเกษตรกรลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตอย่างยั่งยืน

พลิกโฉมเกษตรไทย! พัฒนา ‘เครื่องผสมปุ๋ยฯ’ หนุนเกษตรกรลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตอย่างยั่งยืน

พลิกโฉมเกษตรไทย! พัฒนา ‘เครื่องผสมปุ๋ยฯ’ หนุนเกษตรกรลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตอย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เดินหน้ายกระดับภาคเกษตรกรรมไทยสู่ยุค Smart Farming แถลงข่าวความสำเร็จการดำเนินโครงการ “การพัฒนาเครื่องผสมปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินอัตโนมัติร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์” นวัตกรรมฝีมือคนไทยที่พร้อมตอบโจทย์การทำเกษตรแม่นยำสูง ณ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. อุดรธานี จำกัด (สกต.)

โครงการดังกล่าวได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม ภายใต้โครงการสร้างเครื่องจักรต้นแบบด้วยกระบวนการวิศวกรรมเพื่อการสร้างสรรค์คุณค่า นำโดย กองส่งเสริมและประสานเพื่อประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กปว.) สป.อว. ร่วมกับ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สวทช. และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) โดยมี ผศ.ดร.คธา วาทกิจ หัวหน้าโครงการวิจัย เป็นผู้เผยแพร่ข้อมูลทางวิศวกรรมและความสำเร็จของนวัตกรรม พร้อมทั้งมีการสาธิตการทำงานของเครื่องจักรจริง เพื่อโชว์ศักยภาพการขับเคลื่อนนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และการกระจายปุ๋ยสูตรแม่นยำสู่มือเกษตรกรในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยเครื่องผสมปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินอัตโนมัติร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ มีจุดเด่น ดังนี้ 1.แม่นยำสูง (Tailor-made Fertilizer) คำนวณและผสมปุ๋ยได้ตรงตามสภาพดินจริงของแต่ละพื้นที่โดยอัตโนมัติ ช่วยให้พืชได้รับสารอาหารที่จำเป็นอย่างเหมาะสม , 2.ผสานพลังอินทรีย์ รองรับการผสมร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ ช่วยฟื้นฟูสภาพดินและส่งเสริมความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม , 3.ลดต้นทุน – เพิ่มกำไร ป้องกันการใช้ปุ๋ยเกินความจำเป็น (Over-fertilization) ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านต้นทุนปุ๋ยให้แก่เกษตรกรได้อย่างเป็นรูปธรรม

นวัตกรรมเครื่องผสมปุ๋ยอัตโนมัติฯ ถือเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านวิถีเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม สู่การเป็น “เกษตรกรแม่นยำสูง” ที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ซึ่งจะช่วยยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

เปิดประชุม ‘สภาลูกเสือไทย’69 ชู 3 หลักคิดปั้นเยาวชนจิตอาสาสู่พลเมืองดีของชาติ

เปิดประชุม ‘สภาลูกเสือไทย’69 ชู 3 หลักคิดปั้นเยาวชนจิตอาสาสู่พลเมืองดีของชาติ

เปิดประชุม ‘สภาลูกเสือไทย’69 ชู 3 หลักคิดปั้นเยาวชนจิตอาสาสู่พลเมืองดีของชาติ

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่สภานายกสภาลูกเสือไทย ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมสภาลูกเสือไทย ประจำปี 2569 โดยมี นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ปฏิบัติหน้าที่แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ น.ส.พลอย ธนิกุล ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายวรัท พฤกษาทวีกุล เลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ ร่วมให้การต้อนรับและเข้าร่วมการประชุม เพื่อร่วมกันวางแนวทางการพัฒกากิจการลูกเสือไทยให้มีความเจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคง ณ ห้องประชุมอารียา ชั้น 5 โรงแรมเอเชีย แอร์พอร์ต จ.ปทุมธานี

โดยก่อนเริ่มการประชุม ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้นำคณะผู้บริหารและบุคลากรทางการลูกเสือทุกท่าน ร่วมยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 1 นาที เพื่อแสดงความอาลัยและน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ แด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ผู้ทรงมีพระเมตตาและทรงให้ความสำคัญต่อกิจการลูกเสือแห่งชาติมาโดยตลอด ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจด้วยพระวิริยะอุตสาหะ ทรงมีพระราชดำริและพระปณิธานในการส่งเสริมกิจการลูกเสือไทยให้เจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคง อันเป็นแบบอย่างแห่งความเสียสละและการอุทิศตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างหาที่สุดมิได้

นายอัครนันท์ กล่าวว่า ตามพระราชบัญญัติลูกเสือ พ.ศ.2551 สภาลูกเสือไทยมีอำนาจหน้าที่วางนโยบายเพื่อความมั่นคงและความเจริญก้าวหน้าของคณะลูกเสือแห่งชาติ ให้คำแนะนำในการปฏิบัติงานของคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ และพิจารณารายงานประจำปี ซึ่งในปีที่ผ่านมา สำนักงานลูกเสือแห่งชาติได้ดำเนินกิจการเป็นไปตามกฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้องทุกระดับ มุ่งปลูกฝัง ฝึกฝน และพัฒนาเยาวชนให้ยึดมั่นในอุดมการณ์ลูกเสือ มีความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ พร้อมน้อมนำโครงการจิตอาสาพระราชทานมาเสริมสร้างจิตสำนึกพลเมือง บำเพ็ญประโยชน์ต่อชุมชนอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน อันเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างเยาวชนไทยให้เป็นพลเมืองที่ดีของชาติ

ทั้งนี้ ยังได้ดำเนินการสร้างความสัมพันธ์กับคณะลูกเสือนานาชาติอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการดำเนินงานที่ผ่านมาประสบความสำเร็จตามเป้าหมายทุกประการ ด้วยความร่วมมือจากลูกเสือ บุคลากรทางการลูกเสือ หน่วยงานการศึกษา สถานศึกษาทุกสังกัด ตลอดจนองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน

คณะลูกเสือแห่งชาติมีภารกิจสำคัญในการพัฒนาเยาวชนทั้งทางกาย สติปัญญา จิตใจ และศีลธรรม ให้เป็นผู้มีระเบียบวินัย มีความรับผิดชอบ มีจิตสาธารณะ และเป็นพลเมืองดีของสังคม จึงขอเน้นย้ำใน 3 ประเด็นสำคัญ คือ 1.เรื่องระเบียบวินัย (Discipline) ที่ต้องปลูกฝังตั้งแต่ยังเป็นเยาวชนเพื่อให้เกิดขึ้นตามธรรมชาติของหน้าที่พลเมือง 2.ศีลธรรม (Governance) เพื่อสร้างประเทศชาติให้น่าอยู่ และ 3.การเป็นผู้ให้ ด้วยการแสวงหาความรู้และพัฒนาทักษะแห่งอนาคต เช่น การรู้เท่าทันภัยคุกคามทางไซเบอร์ (Cyber Security) การกลั่นแกล้งออนไลน์ ข่าวปลอม และการเข้ามาของเทคโนโลยี AI เพื่อให้ลูกเสือไทยรู้เท่าทันโลก ควบคู่กับการยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เคารพสิทธิและหน้าที่ของตนเอง นำความรู้ในโลกยุคใหม่มาบูรณาการร่วมกับคุณธรรมเพื่อเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ

“ขอให้ผู้บังคับบัญชาลูกเสือทุกระดับปฏิบัติหน้าที่ด้วยความภาคภูมิใจ ในฐานะผู้นำทางความคิดและแบบอย่างที่ดีแก่เยาวชน พร้อมขอให้ทุกฝ่ายร่วมสืบสานพระราชปณิธานด้านการลูกเสือ ยกระดับการบริหารจัดการ และขยายเครือข่ายความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้กิจการลูกเสือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างพลเมืองคุณภาพที่พร้อมอุทิศตนเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติต่อไป” รองนายกรัฐมนตรี กล่าว

มน.ร่วมพัฒนาศิลปะการสร้างเสน่ห์หน้าไมค์ จัดอบรมพัฒนาคุณภาพมาตรฐานการผลิตรายการวิทยุ

มน.ร่วมพัฒนาศิลปะการสร้างเสน่ห์หน้าไมค์ จัดอบรมพัฒนาคุณภาพมาตรฐานการผลิตรายการวิทยุ

มน.ร่วมพัฒนาศิลปะการสร้างเสน่ห์หน้าไมค์ จัดอบรมพัฒนาคุณภาพมาตรฐานการผลิตรายการวิทยุ

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยนเรศวร โดย สถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยนเรศวร FM 107.25 MHz งานประชาสัมพันธ์ กองกลาง สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยนเรศวร จัดโครงการอบรมเพื่อพัฒนาคุณภาพมาตรฐานการผลิตรายการวิทยุ ซึ่งได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร.ภคพร วัฒนดำรงค์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิต มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมโครงการฯ ทั้งที่มาจากหน่วยงานภายในมหา’ลัยและจากนอกหน่วยงาน ได้แก่  สำนักงานศาลปกครองพิษณุโลก องค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก เทศบาลนครพิษณุโลก มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา สำนักงานประกันสังคมจังหวัดพิษณุโลก สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 2 จังหวัดพิษณุโลก ชมรม 10 สถานีวิทยุกระจายเสียงจังหวัดพิษณุโลก และผู้จัดรายการวิทยุอิสระ จำนวน 70 คน โดยในโครงการฯ มีการบรรยายเรื่องศิลปะการสร้างเสน่ห์หน้าไมค์ และเทคนิคการเล่าเรื่องผ่าน Podcast ซึ่งมี น.ส.โสภิต หวังวิวัฒนา ผู้จัดการฝ่ายสื่อเสียง องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอสพอดแคสต์) มาร่วมเป็นวิทยากร ณ ห้อง Main Conference กองบริการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ชั้น 1 มหาวิทยาลัยนเรศวร

สำหรับโครงการฯนี้ จัดขึ้นเพื่อให้เครือข่ายผู้จัดรายการวิทยุ ซึ่งถือเป็นเครือข่ายที่สำคัญในการผลิต รายการของสถานีวิทยุฯ มีเทคนิคการนำเสนอข้อมูลข่าวสารทางวิชาการที่น่าสนใจ พัฒนาคุณภาพรายการให้มีคุณภาพ รวมถึงเป็นสื่อกลางในการนำองค์ความรู้ของมหาวิทยาลัยเผยแพร่ออกสู่สาธารณชนและประชาชนได้รับทราบอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

โดยเครือข่ายผู้จัดรายการวิทยุ ได้สร้างการมีส่วนร่วมผ่านการให้ข้อเสนอแนะในโครงการอบรมเพื่อพัฒนาคุณภาพมาตรฐานการผลิตรายการวิทยุ เช่น มีความคาดหวังต่อสถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยนเรศวร FM 107.25 MHz ในการพัฒนาการผลิตรายการวิทยุคู่ขนานในรูปแบบ Podcast ระยะเวลาการนำเสนอเนื้อหาในโครงการมีน้อยไป ควรจัดโครงการแบบเต็มวัน รวมถึงเสนอให้มีการจัดทำเวิร์กช็อป สำหรับนักจัดรายการ เป็นต้น โดยสถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยนเรศวร FM 107.25 MHz งานประชาสัมพันธ์ กองกลาง สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยนเรศวร ผู้รับผิดชอบโครงการ จะได้นำการมีส่วนร่วมผ่านข้อเสนอแนะของเครือข่ายผู้จัดรายการวิทยุ ได้แก่ การพัฒนาการผลิตรายการวิทยุคู่ขนานในรูปแบบ Podcast การเพิ่มระยะเวลาในการนำเสนอเนื้อหาในโครงการแบบเต็มวัน รวมถึงการจัดให้มีการทำเวิร์กช็อปสำหรับนักจัดรายการ ไปเป็นแนวทางการพัฒนาโครงการต่อไป

เปิดเวทีโชว์นวัตกรรมไทย คัด 10 ธุรกิจนวัตกรรมไทยสุดเจ๋ง เสริมศักยภาพการเติบโต – ขยายตลาด ผ่าน Global Investment Link

เปิดเวทีโชว์นวัตกรรมไทย คัด 10 ธุรกิจนวัตกรรมไทยสุดเจ๋ง เสริมศักยภาพการเติบโต – ขยายตลาด ผ่าน Global Investment Link

เปิดเวทีโชว์นวัตกรรมไทย คัด 10 ธุรกิจนวัตกรรมไทยสุดเจ๋ง เสริมศักยภาพการเติบโต – ขยายตลาด ผ่าน Global Investment Link

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) จัดกิจกรรม Demo Day – From Here to Beyond” ภายใต้โครงการ Global Investment Link เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพธุรกิจนวัตกรรมไทย ทั้งด้านการเสริมสร้างองค์ความรู้ การพัฒนากลยุทธ์ธุรกิจ การสร้างเครือข่ายในระบบนิเวศนวัตกรรม และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะโอกาสในการเชื่อมต่อธุรกิจกับนักลงทุน พันธมิตรทางธุรกิจ และเครือข่ายนวัตกรรมในต่างประเทศ เพื่อผลักดันให้ธุรกิจนวัตกรรมไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก และเติบโตได้อย่างยั่งยืน โดยธุรกิจนวัตกรรมที่ได้รับการคัดเลือกจำนวน 10 ทีม จะได้รับโอกาสในการเดินทางไปเข้าร่วมกิจกรรม “NextRise 2026” ณ สาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งเป็นหนึ่งในเวทีสำคัญด้านธุรกิจนวัตกรรม เทคโนโลยี และการลงทุนของภูมิภาคเอเชีย เพื่อพบปะและเชื่อมโยงกับนักลงทุน บริษัทขนาดใหญ่ และพันธมิตรทางธุรกิจภายในงาน

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการ NIA กล่าวว่า NIA พร้อมเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนทั้งในและต่างประเทศ ภายใต้แนวคิด 4G ได้แก่ Groom การบ่มเพาะและเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการนวัตกรรมไทย Grant กลไกสนับสนุนเงินทุนเพื่อพัฒนาและขยายผลธุรกิจนวัตกรรมสู่ตลาด Growth การเร่งสร้างการเติบโตให้ธุรกิจนวัตกรรมทั้งธุรกิจนวัตกรรมและเอสเอ็มอีไทย และ Global การส่งเสริมผู้ประกอบการนวัตกรรมไทยสู่ตลาดสากล เพื่อขับเคลื่อนระบบนวัตกรรมของไทยให้มีความเข้มแข็ง เปิดกว้าง และสามารถเชื่อมโยงกับโอกาสทางธุรกิจในระดับนานาชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการสร้างเครือข่ายและการขยายตลาดสู่สากล ซึ่งเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของ NIA ในการยกระดับธุรกิจนวัตกรรมไทยผ่านกลไกสนับสนุนที่ครอบคลุมทั้งการพัฒนาศักยภาพ การเตรียมความพร้อมด้านการลงทุน การเชื่อมโยงกับนักลงทุน และการสร้างโอกาสทางธุรกิจในตลาดต่างประเทศ

กิจกรรม Demo Day – From Here to Beyond เป็นเวทีแสดงศักยภาพของธุรกิจนวัตกรรมไทยทั้ง 24 ทีมที่เข้าร่วมโครงการฯ ผ่านการนำเสนอแผนธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ บริการ และแนวทางการเติบโตต่อคณะผู้ทรงคุณวุฒิ นักลงทุน และพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อคัดเลือกเป็น 10 ทีมที่จะได้เดินทางเข้าร่วมกิจกรรม NextRise 2026 ณ สาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งเป็นประเทศที่มีความโดดเด่นด้านเทคโนโลยี การลงทุน และการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรม โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัล เทคโนโลยีขั้นสูง สุขภาพ ความยั่งยืน พลังงานสะอาด และธุรกิจที่สามารถขยายตลาดสู่ภูมิภาคเอเชียได้ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการที่ได้รับคัดเลือกยังจะมีโอกาสพบปะนักลงทุน บริษัทขนาดใหญ่ หน่วยงานสนับสนุนธุรกิจนวัตกรรม และพันธมิตรทางธุรกิจผ่านกิจกรรม Business Meetup ที่จะช่วยต่อยอดโอกาสในการสร้างความร่วมมือทางธุรกิจ การขยายตลาด และการระดมทุนในอนาคต

“สำหรับเกณฑ์การคัดเลือกจะมุ่งเน้นความพร้อมของผู้ประกอบการในการเข้าสู่ตลาดสาธารณรัฐเกาหลี ได้แก่ 1.ความสอดคล้องของผลิตภัณฑ์หรือบริการกับตลาดและแนวโน้มอุตสาหกรรมในเกาหลีใต้ 2.ความพร้อมด้านกฎระเบียบและมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการเข้าสู่ตลาดเกาหลีใต้ 3.แผนการเข้าสู่ตลาดและกลยุทธ์การสร้างพันธมิตรในเกาหลีใต้ 4.ความพร้อมของธุรกิจและหลักฐานเชิงพาณิชย์ และ 5.ความพร้อมด้านการลงทุนและการนำเสนอธุรกิจ ทั้งนี้ NIA หวังเป็นอย่างยิ่งว่ากิจกรรม Demo Day และโอกาสในการเข้าร่วม NextRise 2026 จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการผลักดันวิสาหกิจเริ่มต้นไทยให้สามารถเชื่อมโยงกับตลาดต่างประเทศ เข้าถึงเครือข่ายนักลงทุนและพันธมิตรระดับนานาชาติ และต่อยอดสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในเวทีโลกต่อไป” ดร.กริชผกา กล่าวเพิ่มเติม

ผบ.ทบ.ติดตามการบูรณะราชรถ ราชยาน ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

ผบ.ทบ.ติดตามการบูรณะราชรถ ราชยาน ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

ผบ.ทบ.ติดตามการบูรณะราชรถ ราชยาน ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.37 น.

ผบ.ทบ. และคณะ ตรวจติดตามความคืบหน้าการบูรณะปฏิสังขรณ์ ราชรถ ราชยาน ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในส่วนงานของกรมสรรพาวุธทหารบก ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร พบคืบหน้าเกือบ 100% แล้ว

7 กรกฎาคม 2569 พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ เป็นประธานการตรวจติดตามความคืบหน้าการบูรณะปฏิสังขรณ์ ราชรถ ราชยาน ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่บริเวณ อาคารโรงราชรถ ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร พร้อมรับฟังการบรรยายและเดินชม ราชรถและราชยาน ได้แก่ พระมหาพิชัยราชรถ พระที่นั่งราเชนทรยาน เกรินบันไดนาค เวชยันตรราชรถ พระยานมาศสามลำคานซึ่งมีหน้าที่อัญเชิญพระโกศทองใหญ่ ราชรถน้อย และเครื่องประกอบในพระราชพิธีฯ โดยมีผู้บังคับบัญชาระดับสูง เช่น พลเอก ณรงค์ฤทธิ์ คัมภีระ และ พลเอกอมฤต บุญสุยา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ร่วมคณะติดตามความคืบหน้าการบูรณะปฏิสังขรณ์ฯ ในครั้งนี้

       โดย พลตรี ภาณุ ป้านทอง ผู้บัญชาการศูนย์อุตสาหการสรรพาวุธ กรมสรรพาวุธทหารบก ได้กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมของกรมสรรพาวุธทหารบกว่า กรมสรรพาวุธทหารบก ซึ่งมีความรับผิดชอบในการซ่อมบำรุงราชรถ และราชยานต่าง ๆ รวมทั้งหมด 5 แบบด้วยกัน ได้แก่ พระมหาพิชัยราชรถ, เวชยันตรราชรถ, ราชรถน้อยอีก 3 องค์, เกรินบันไดนาค 2 องค์, ฐานรองพระโกศ และพระยานมาศสามลำคาน 2 องค์ ซึ่งความพร้อมของพระมหาพิชัยราชรถขณะนี้ ในส่วนงานของกรมสรรพาวุธทหารบก เกือบครบถ้วน 100% แล้ว ส่วนเวชยันตรราชรถ ก็ได้ดำเนินการเกือบแล้วเสร็จทั้งหมดเช่นกัน

พร้อมกันนี้กองทัพบก ยังได้ดำเนินการซักซ้อมฉุดชักราชรถ ควบคู่กันไปด้วย ทั้งในพื้นที่ของกรมสรรพาวุธทหารบก และนอกพื้นที่คือ สนามบินเล็กของกองทัพอากาศ

ทั้งนี้ยืนยันว่า ราชรถที่ได้บูรณะปฏิสังขรณ์ ได้มีการตรวจสอบความแข็งแรง จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี โดยมีการใช้เทคโนโลยี Megnetic Yoke หรือ การใช้สนามแม่เหล็ก เพื่อตรวจสอบความแข็งแรงบนชิ้นงานโลหะ และมีผู้ชำนาญการเข้ามาดำเนินการตรวจสอบ

       โครงสร้างที่เป็นเหล็ก และได้รับความร่วมมือจากคณาจารย์ต่างๆ เป็นอย่างดีทุกครั้ง ซึ่งจะการสำรวจไม่พบความบกพร่อง และภาพรวมในขณะนี้ จึงเป็นไปอย่างสมบูรณ์ และครบถ้วน

       พลตรี ภาณุ ยังย้ำว่า กรมสรรพาวุธทหารบก ได้ดำเนินการเสริมสร้างความแข็งแรงในส่วนที่เป็นเหล็ก และเป็นไม้ ตลอดการใช้งานราชรถทุกองค์เสมอมา มีการตรวจสอบความพร้อมอย่างสม่ำเสมอ และในอนาคตก็จะมีการปรับปรุงให้มีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น เนื่องจากอายุการใช้งานของราชรถทุกองค์ มีมาอย่างยาวนาน แต่คาดว่า คงไม่จำเป็นต้องปรับปรุงเยอะ เนื่องจากมีการดำเนินการอย่างสม่ำเสมออยู่แล้ว รวมทั้งยังระดับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกรมศิลปากร โดยเฉพาะสำนักงานช่างสิบหมู่ ที่มีการดำเนินการตลอด จึงทำให้ให้เชื่อมั่นว่า การดำเนินพระราชพิธีที่เกี่ยวข้อง ในส่วนของราชรถต่าง ๆ จะมีความพร้อมแน่นอน 100% โดยการบูรณะคาดว่า จะเสร็จสิ้นในเดือนตุลาคม และจะมีการซักซ้อมเตรียมความพร้อมจำนวน 6 ครั้ง แบ่งเป็นซ้อมใหญ่ 2 ครั้ง และซ้อมย่อยอีก 4 ครั้ง ในช่วงสิ้นเดือนตุลาคมนี้